iTeau

ประวัติเอกสารจากหมวดหมู่ ‘ของเล่น : Playing’

ย่อเฉพาะส่วนไม่สำคัญ

In ของเล่น : Playing, งานวิจัย : Research on สิงหาคม 14, 2007 at 10:13 pm

น้องกวาง กระซิบมาให้อีกอัน (ตอนแรก กะต่อท้าย post ที่แล้ว แต่เขียนไป เขียนมา มันยาว เลยขึ้น post ใหม่เลยแล้วกัน)

เป็น paper ที่ SIGGRAPH 2007 ของ Dr.Ariel Shamir ที่ Efi Arazi School of Computer Science, The Interdisciplinary Center ประเทศอิสราเอล กับ Shai Avidan ที่ Mitsubishi Electric Research Lab โดยพัฒนา Tool ในการย่อขนาดภาพตามความสำคัญของ content (Content Awareness Resizing) กล่าวคือ ส่วนที่ย่อได้ ก็ย่อ ส่วนที่สำคัญก็ไม่ต้องย่อ เช่น ถ้าเป็น portrait ก็เก็บตัวคนไว้ แต่ย่อส่วน context ของภาพแทน

ถ้าใครสนใจ เชิงเทคนิค ลองอ่าน paper ดู มันดีเหมือนกัน แต่ถ้าใครนึกภาพไม่ออก แล้วขี้เกียจอ่าน แนะนำให้ดู video ผมว่าเท่ห์ดีนะ ดูแล้ว ก็บอกว่า โอ้โห แฮะ ไม่รู้ว่าตอนจะ commercialize จะไปอยู่ค่ายไหน หรือว่าทำเอง ขายเอง…

(ปล. File สองอันนี้ ค่อนข้างใหญ่มาก เหมาะสำหรับคนที่ net แรงหน่อย จริง ๆ มี version youtube แต่ผมดูแล้ว ก็ไม่ค่อย get เท่าไหร่ งง สู้อันที่เป็น QuickTime ไม่ได้)

หูดีแค่ไหน

In ของเล่น : Playing, งานวิจัย : Research on สิงหาคม 14, 2007 at 10:06 pm

น้องกวาง ส่งมาให้ลองทำ เป็นการทดลองเกี่ยวกับการฟัง จริง ๆ เป็นงานวิจัยของนักศึกษาแพทย์ที่มหาวิทยาลัย Massachusetts ที่ศึกษาสภาพ neuro anatomy ของคนที่หูหนวกระดับเสียง (ผมไม่รู้ว่าศัพท์หมอเค้าเรียกกว่าอะไร) แต่คือประมาณว่า แยกความแตกต่างระหว่างโทนเสียงไม่ได้ อะไรทำนองนั้น ซึ่งก็รวมความจำด้านทำนองด้วย

ก็สนุกดีนะ เพียงแต่พักหลัง ๆ มานี้ ไอ้เราก็ซ้อมดนตรีไม่ค่อยบ่อย เล่นตามอารมณ์และเวลาที่มี  เพราะฉะนั้นความเที่ยงของหูก็หย่อนไปเยอะ เผื่อใครจะลองดูนะครับ ดูว่าศักยภาพการฟังเราขนาดไหน

การทดสอบมี 3 ส่วน ได้แก่

  • Tonedeaf (แนะนำให้ทำอันนี้ก่อน เพราะตอนเก็บข้อมูลอีกสองอันหลัง เค้าจะถาม) คือ มีทำนองให้ฟังสองครั้ง แล้วให้บอกว่า มันเหมือนหรือต่างกัน
  • Adaptive Pitch คือ มีเสียงให้ฟังสองเสียง แล้วให้บอกว่า เสียงที่สอง สูงหรือต่ำกว่า (อันนี้ คนที่เทียบเสียงดนตรีเป็น น่าจะได้เปรียบ)
  • Rhythm คือ ฟังจังหวะกลอง แล้วให้บอกว่าเหมือนหรือต่างกัน (อันนี้ คนที่ตีกลอง หรือเล่นเครื่องประกอบจังหวะ น่าจะได้คะแนนสูงกว่า)

ผมลองแล้ว Adaptive Pitch ผมแยกได้ที่ 2.7 Hz อันที่เป็นจังหวะ ตอบถูก 68% ส่วน Tonedeaf ถูก 67.4% (ต่ำกว่า normal อีก normal เค้าที่ 70%) แต่เค้าบอกว่า “[E]xcellent musicians rarely score above 80% correct” เพราะฉะนั้น ก็ยังดีวะ เราเป็นแค่นักดนตรีสมัครเล่น ยังได้เท่านี้ เหอ ๆ ปลอบใจตัวเอง เดี๋ยวว่า ว่าง ๆ จะลองใหม่

ส่วนใคร ถ้าไปลองแล้วได้เท่าไหร่ มาบอกกันมั่งนะครับ เผื่อจะมี musical talent แถว ๆ นี้ อิอิ

iTeau Simpson

In ของเล่น : Playing, บันเทิง : Entertainment, ภาพยนตร์ : Movie on สิงหาคม 8, 2007 at 9:06 am

แหะ ๆ เห็นเพื่อนบ้านเค้าไปทำมา เลยเอามาลองมั่ง จาก Simpsonize Me

your_image_face.png

นี่ ขนาดโกงอายุแล้วนะ ทำไมมันยังดูแก่ ก็ไม่รู้แฮะ

skinhead

หัวยังไม่ล้านขนาดนั้นซักกะหน่อย แค่ skin head ก็เลยไปปรับเองซะเลย

BookTour จุดนัดของนักเขียนและนักอ่าน

In ของเล่น : Playing, ชุมชน : Community, บรรณารักษ์ : Librarian, ห้องสมุด : Libraries, library2.0, Social Networking on สิงหาคม 7, 2007 at 6:58 pm

วัฒนธรรมการเดินสายของนักเขียน ไปตามร้านหนังสือ ห้องสมุดต่าง ๆ ในตะวันตก เป็นที่นิยมมาก ผมไม่ค่อยแน่ใจนักสำหรับบ้านเรา คือ สำหรับนักเขียนดัง ๆ คงจะใช่ แต่สำหรับนักเขียนที่อยู่หางแถว คงจะมีหรือมีน้อยมาก ทั้งนี้ก็น่าจะขึ้นอยู่กับสำนักพิมพ์ด้วยกระมัง ที่จะเป็นเจ๊ดันได้เท่าไหร่ (ผมเองก็ไม่เคยแต่งหนังสือเองซะด้วยสิ ก็เลยไม่มีประสบการณ์เขียนหนังสือขายกับเค้า ก็ได้แต่เดาเอา ใครมีประสบการณ์ก็สงเคราะห์หน่อย)

Chris Anderson เจ้าของแนวคิด The Long Tail ก็คงจะเห็น potential ของบรรดานักเขียนหางแถว ที่ออกตระเวนไปที่ต่าง ๆ ซึ่งบรรดาแฟน ๆ ของนักเขียนหางแถวเหล่านี้ ก็มักไม่ค่อยได้รับรู้ การเดินสายของนักเขียนเหล่านี้ Christ ก็เลยคิด project BookTour ขึ้นมา เมื่อประมาณปลายปี 2006 แต่เพิ่งจะ Live ไปเมื่อไม่นานมานี้ เพื่อให้บรรดานักเขียนหางแถว ได้มีโอกาสประชาสัมพันธ์ตัวเอง ว่าจะเดินทางไปที่ไหน ในขณะเดียวกัน นักอ่าน ก็สามารถที่จะติดตาม การเดินสายของนักเขียนที่ชื่นชอบได้ ตรงตาม Tagline ที่ว่า “Where authors and audiences meet”

ล่าสุด BookTour ก็พยายามที่จะเชื่อมข้อมูลกับ Amazon เพื่อดึงข้อมูลการสั่งซื้อหนังสือ มาเชื่อมเข้ากับ BookTour ซึ่ง จริง ๆ แนวคิดและ function ของ BookTour น่าจะสามารถเอาไปใช้กับ Social Networking อื่น ๆ ได้เป็นอย่างดีมากกว่า ไม่ว่าจะเป็น SNS อย่าง Facebook หรือ MySpace โดยเฉพาะแนว material based อย่าง LibraryThing หรือ Bookjetty ได้เป็นอย่างดี ที่ไม่เพียงแต่คนที่ชื่นชอบ (existing/loyal customer) เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงคนที่คาดว่าสนใจ (potential readers/consumers) ด้วยเช่นกัน

เพราะตอนนี้ ถ้าไม่มี Amazon ก็ยังไม่มีข้อมูลของหนังสือหรือผู้แต่งที่เราติดตามเลย (อย่างน้อยก็น่าจะมีให้ subscribe อะไรทำนองนี้) ตอนนี้ก็ต้อง search ก่อนแล้วถึงจะต้องไปที่หน้า profile แล้วก็มีให้แต่ email, feed, book calendar (ical) แล้วก็ site widget ตัว event เท่านั้น

จริง ๆ อยู่ที่ BookTour ยังไม่เพิ่มส่วนที่เป็น social network มากนัก ตอนนี้ยังเป็น semi-personalization เสียส่วนมาก เช่น เปิดมาหน้าแรก ก็จะบอกว่าในบริเวณใกล้ ๆ ที่เราอยู่ (เราต้องป้อนรหัสไปรษณีย์เข้าไป) มีผู้แต่งคนไหนจะไปไหนบ้าง ซึ่งผมเห็นว่าส่วนที่เป็น social network จะเข้าไปช่วยได้มากสำหรับนักเขียน ที่จะรู้ว่ามีคนที่ชื่นชอบ หรือติดตามผลงานของตนอยู่แถบใดมากที่สุด เพราะบางครั้งก็มีหลายแห่งที่มีคนอ่านชอบเยอะ (จริง ๆ ถ้า register ในฐานะผู้แต่ง หรือสำนักพิมพ์ อาจจะมองเห็นได้ แต่ผมไม่แน่ใจ ตอนนี้มีแต่ link ให้ส่งข้อความไปถึงผู้แต่ง เพื่อบอกว่า มีคนรออยู่ตรงนี้นะ) ในขณะเดียวกันก็ยังเพิ่ม interaction ระหว่างแฟนนานุแฟน ได้อีกด้วย เรียกว่าเป็น fansite content management system ได้เลยทีเดียว

ฤา Facebook จะครองโลก Social Network

In ของเล่น : Playing, ชุมชน : Community, library2.0 on กรกฎาคม 4, 2007 at 12:56 pm

แน่นอนว่า คำตอบ คือ ไม่ใช่ แต่ความที่ Facebook เปิด API ให้นักพัฒนา application ต่าง ๆ เข้ามาใช้บน platform ของ Facebook ได้อย่างไร้ขีดจำกัด อย่างล่าสุดที่ทำให้ผมตกใจไม่น้อย ก็คือ Catbook ซึ่งมันก็คือ การสร้าง profile ของแมวที่เราเลี้ยง แล้วก็มาสร้างชุมชนคนเลี้ยงแมวนั่นเอง ตอนนี้สมาชิกปาเข้าไปสี่หมื่นกว่าแล้ว ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นแนวคิดการให้บริการแบบ Catster หรือ Dogster หรือ Social Network ของคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่อื่น ๆ อีกมากมาย (หรือในระดับที่ผมเข้าใจว่าเป็น Social Network ในขั้นทุติยภูมิ ยกตัวอย่างเช่น แทนที่ จะเป็นฉันเป็นเพื่อนกับเธอ ก็เป็นแมว “ของฉัน” เป็นเพื่อนกับแมว “ของเธอ” เป็นต้น) ทั้งที่บริการแบบนี้ก็มีอยู่แล้วอยู่เกลื่อนกลาดไปหมด

แต่ข้อได้เปรียบของ Facebook คือ การจัดเก็บและนำเสนอข้อมูลพื้นฐานที่เรียบง่าย นั่นเอง ทำให้คนไม่ต้องเสียเวลาไปสร้างข้อมูลพื้นฐานใหม่อีก ก็เพิ่มเติมในสิ่งที่มีอยู่ในระบบอยู่แล้ว (คิดง่าย ๆ เปรียบเทียบระหว่าง centralization vs. decentralization) นั่นหมายความว่า ตลาดของ Facebook จะเติบโตขึ้นไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะหมดยุด social network เพราะฉะนั้น คนที่คิด application แบบใหม่ขึ้นมา ก็ต้องดูว่าตลาดของ Facebook มันใหญ่มาก หากต้องการสร้างฐานลูกค้าเป็นจำนวนมาก ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องหันมาใช้ Facebook แทนที่จะต้องไปเริ่มตั้งแต่ต้น ในขณะเดียวกัน เท่าที่เราเห็น application ส่วนใหญ่ ถูกพัฒนาขึ้นด้วยฝีมือนักศึกษา หาใช่จากตัวบริษัทเองไม่ นั่นก็แสดงให้เห็นพลังที่เราไม่อาจมองข้ามได้ และแน่นอน การพัฒนา application บน Facebook สร้าง visibility ให้ตัวเองได้ดีกว่า การออกไปลงทุนพัฒนาเองข้างนอก

อย่างไรก็ตาม นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า จะเป็นข้อดีสำหรับ Facebook เสียทั้งหมด ผมไม่แน่ใจว่า Facebook เองจะอึดอัดมากน้อยแค่ไหน กับการเตรียมความพร้อมในการพัฒนาตัวเองในอนาคต แต่ผมเชื่อว่า ระดับนี้แล้วคงจะเตรียมความยืดหยุ่นมาเป็นอย่างดี อีกอย่าง การเพิ่ม application เข้ามาเป็นจำนวนมาก หลายคนที่ชอบความเรียบง่ายในแบบเดิม ก็อาจจะรู้สึกเริ่มรำคาญ กับอะไรที่เริ่มจะวุ่นวาย และรุงรังมากขึ้น (ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ของตัวเอง) ซึ่งอาจทำให้ Facebook อาจต้องเสียลูกค้าไปอีกกลุ่มหนึ่ง แต่ผมก็คิดว่า ไม่น่าจะมากมายนัก ส่วนอีกประเด็นหนึ่ง น่าจะเป็นเรื่อง junk app ที่เริ่มมีเข้ามาเรื่อย ๆ คำว่า junk app ไม่ได้หมายถึง app ที่ไม่ work อย่างเดียวนะครับ แต่หมายถึง app ที่มันทำงานซ้ำซ้อนกัน app ที่ไม่มีคนมาดูแล (แบบไข่แล้วทิ้ง อย่าลืมว่า app ส่วนใหญ่มาจากพวกเด็กนักศึกษา) Facebook จะจัดการกับ app เหล่านี้อย่างไร ซึ่งประเด็นนี้ ก็โยงไปถึงประเด็นสุดท้าย คือ มันรู้สึก application overload ยังไงพิกล จะให้ไป search หรือ browse หาเอง ก็คงไม่ง่าย ไหนจะต้องลองเองอีก เพราะฉะนั้นการใช้ก็จะเป็นในลักษณะ diffusion เป็นสำคัญเสียมากกว่า

[เพิ่มเติม Facebook is Powerful โดยคุณ mk]

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.