iTeau

ประวัติเอกสารจากหมวดหมู่ ‘ของเล่น : Playing’

ย่อเฉพาะส่วนไม่สำคัญ

In ของเล่น : Playing, งานวิจัย : Research on สิงหาคม 14, 2007 at 10:13 pm

น้องกวาง กระซิบมาให้อีกอัน (ตอนแรก กะต่อท้าย post ที่แล้ว แต่เขียนไป เขียนมา มันยาว เลยขึ้น post ใหม่เลยแล้วกัน)

เป็น paper ที่ SIGGRAPH 2007 ของ Dr.Ariel Shamir ที่ Efi Arazi School of Computer Science, The Interdisciplinary Center ประเทศอิสราเอล กับ Shai Avidan ที่ Mitsubishi Electric Research Lab โดยพัฒนา Tool ในการย่อขนาดภาพตามความสำคัญของ content (Content Awareness Resizing) กล่าวคือ ส่วนที่ย่อได้ ก็ย่อ ส่วนที่สำคัญก็ไม่ต้องย่อ เช่น ถ้าเป็น portrait ก็เก็บตัวคนไว้ แต่ย่อส่วน context ของภาพแทน

ถ้าใครสนใจ เชิงเทคนิค ลองอ่าน paper ดู มันดีเหมือนกัน แต่ถ้าใครนึกภาพไม่ออก แล้วขี้เกียจอ่าน แนะนำให้ดู video ผมว่าเท่ห์ดีนะ ดูแล้ว ก็บอกว่า โอ้โห แฮะ ไม่รู้ว่าตอนจะ commercialize จะไปอยู่ค่ายไหน หรือว่าทำเอง ขายเอง…

(ปล. File สองอันนี้ ค่อนข้างใหญ่มาก เหมาะสำหรับคนที่ net แรงหน่อย จริง ๆ มี version youtube แต่ผมดูแล้ว ก็ไม่ค่อย get เท่าไหร่ งง สู้อันที่เป็น QuickTime ไม่ได้)

หูดีแค่ไหน

In ของเล่น : Playing, งานวิจัย : Research on สิงหาคม 14, 2007 at 10:06 pm

น้องกวาง ส่งมาให้ลองทำ เป็นการทดลองเกี่ยวกับการฟัง จริง ๆ เป็นงานวิจัยของนักศึกษาแพทย์ที่มหาวิทยาลัย Massachusetts ที่ศึกษาสภาพ neuro anatomy ของคนที่หูหนวกระดับเสียง (ผมไม่รู้ว่าศัพท์หมอเค้าเรียกกว่าอะไร) แต่คือประมาณว่า แยกความแตกต่างระหว่างโทนเสียงไม่ได้ อะไรทำนองนั้น ซึ่งก็รวมความจำด้านทำนองด้วย

ก็สนุกดีนะ เพียงแต่พักหลัง ๆ มานี้ ไอ้เราก็ซ้อมดนตรีไม่ค่อยบ่อย เล่นตามอารมณ์และเวลาที่มี  เพราะฉะนั้นความเที่ยงของหูก็หย่อนไปเยอะ เผื่อใครจะลองดูนะครับ ดูว่าศักยภาพการฟังเราขนาดไหน

การทดสอบมี 3 ส่วน ได้แก่

  • Tonedeaf (แนะนำให้ทำอันนี้ก่อน เพราะตอนเก็บข้อมูลอีกสองอันหลัง เค้าจะถาม) คือ มีทำนองให้ฟังสองครั้ง แล้วให้บอกว่า มันเหมือนหรือต่างกัน
  • Adaptive Pitch คือ มีเสียงให้ฟังสองเสียง แล้วให้บอกว่า เสียงที่สอง สูงหรือต่ำกว่า (อันนี้ คนที่เทียบเสียงดนตรีเป็น น่าจะได้เปรียบ)
  • Rhythm คือ ฟังจังหวะกลอง แล้วให้บอกว่าเหมือนหรือต่างกัน (อันนี้ คนที่ตีกลอง หรือเล่นเครื่องประกอบจังหวะ น่าจะได้คะแนนสูงกว่า)

ผมลองแล้ว Adaptive Pitch ผมแยกได้ที่ 2.7 Hz อันที่เป็นจังหวะ ตอบถูก 68% ส่วน Tonedeaf ถูก 67.4% (ต่ำกว่า normal อีก normal เค้าที่ 70%) แต่เค้าบอกว่า “[E]xcellent musicians rarely score above 80% correct” เพราะฉะนั้น ก็ยังดีวะ เราเป็นแค่นักดนตรีสมัครเล่น ยังได้เท่านี้ เหอ ๆ ปลอบใจตัวเอง เดี๋ยวว่า ว่าง ๆ จะลองใหม่

ส่วนใคร ถ้าไปลองแล้วได้เท่าไหร่ มาบอกกันมั่งนะครับ เผื่อจะมี musical talent แถว ๆ นี้ อิอิ

iTeau Simpson

In ของเล่น : Playing, บันเทิง : Entertainment, ภาพยนตร์ : Movie on สิงหาคม 8, 2007 at 9:06 am

แหะ ๆ เห็นเพื่อนบ้านเค้าไปทำมา เลยเอามาลองมั่ง จาก Simpsonize Me

your_image_face.png

นี่ ขนาดโกงอายุแล้วนะ ทำไมมันยังดูแก่ ก็ไม่รู้แฮะ

skinhead

หัวยังไม่ล้านขนาดนั้นซักกะหน่อย แค่ skin head ก็เลยไปปรับเองซะเลย

BookTour จุดนัดของนักเขียนและนักอ่าน

In Social Networking, library2.0, ของเล่น : Playing, ชุมชน : Community, บรรณารักษ์ : Librarian, ห้องสมุด : Libraries on สิงหาคม 7, 2007 at 6:58 pm

วัฒนธรรมการเดินสายของนักเขียน ไปตามร้านหนังสือ ห้องสมุดต่าง ๆ ในตะวันตก เป็นที่นิยมมาก ผมไม่ค่อยแน่ใจนักสำหรับบ้านเรา คือ สำหรับนักเขียนดัง ๆ คงจะใช่ แต่สำหรับนักเขียนที่อยู่หางแถว คงจะมีหรือมีน้อยมาก ทั้งนี้ก็น่าจะขึ้นอยู่กับสำนักพิมพ์ด้วยกระมัง ที่จะเป็นเจ๊ดันได้เท่าไหร่ (ผมเองก็ไม่เคยแต่งหนังสือเองซะด้วยสิ ก็เลยไม่มีประสบการณ์เขียนหนังสือขายกับเค้า ก็ได้แต่เดาเอา ใครมีประสบการณ์ก็สงเคราะห์หน่อย)

Chris Anderson เจ้าของแนวคิด The Long Tail ก็คงจะเห็น potential ของบรรดานักเขียนหางแถว ที่ออกตระเวนไปที่ต่าง ๆ ซึ่งบรรดาแฟน ๆ ของนักเขียนหางแถวเหล่านี้ ก็มักไม่ค่อยได้รับรู้ การเดินสายของนักเขียนเหล่านี้ Christ ก็เลยคิด project BookTour ขึ้นมา เมื่อประมาณปลายปี 2006 แต่เพิ่งจะ Live ไปเมื่อไม่นานมานี้ เพื่อให้บรรดานักเขียนหางแถว ได้มีโอกาสประชาสัมพันธ์ตัวเอง ว่าจะเดินทางไปที่ไหน ในขณะเดียวกัน นักอ่าน ก็สามารถที่จะติดตาม การเดินสายของนักเขียนที่ชื่นชอบได้ ตรงตาม Tagline ที่ว่า “Where authors and audiences meet”

ล่าสุด BookTour ก็พยายามที่จะเชื่อมข้อมูลกับ Amazon เพื่อดึงข้อมูลการสั่งซื้อหนังสือ มาเชื่อมเข้ากับ BookTour ซึ่ง จริง ๆ แนวคิดและ function ของ BookTour น่าจะสามารถเอาไปใช้กับ Social Networking อื่น ๆ ได้เป็นอย่างดีมากกว่า ไม่ว่าจะเป็น SNS อย่าง Facebook หรือ MySpace โดยเฉพาะแนว material based อย่าง LibraryThing หรือ Bookjetty ได้เป็นอย่างดี ที่ไม่เพียงแต่คนที่ชื่นชอบ (existing/loyal customer) เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงคนที่คาดว่าสนใจ (potential readers/consumers) ด้วยเช่นกัน

เพราะตอนนี้ ถ้าไม่มี Amazon ก็ยังไม่มีข้อมูลของหนังสือหรือผู้แต่งที่เราติดตามเลย (อย่างน้อยก็น่าจะมีให้ subscribe อะไรทำนองนี้) ตอนนี้ก็ต้อง search ก่อนแล้วถึงจะต้องไปที่หน้า profile แล้วก็มีให้แต่ email, feed, book calendar (ical) แล้วก็ site widget ตัว event เท่านั้น

จริง ๆ อยู่ที่ BookTour ยังไม่เพิ่มส่วนที่เป็น social network มากนัก ตอนนี้ยังเป็น semi-personalization เสียส่วนมาก เช่น เปิดมาหน้าแรก ก็จะบอกว่าในบริเวณใกล้ ๆ ที่เราอยู่ (เราต้องป้อนรหัสไปรษณีย์เข้าไป) มีผู้แต่งคนไหนจะไปไหนบ้าง ซึ่งผมเห็นว่าส่วนที่เป็น social network จะเข้าไปช่วยได้มากสำหรับนักเขียน ที่จะรู้ว่ามีคนที่ชื่นชอบ หรือติดตามผลงานของตนอยู่แถบใดมากที่สุด เพราะบางครั้งก็มีหลายแห่งที่มีคนอ่านชอบเยอะ (จริง ๆ ถ้า register ในฐานะผู้แต่ง หรือสำนักพิมพ์ อาจจะมองเห็นได้ แต่ผมไม่แน่ใจ ตอนนี้มีแต่ link ให้ส่งข้อความไปถึงผู้แต่ง เพื่อบอกว่า มีคนรออยู่ตรงนี้นะ) ในขณะเดียวกันก็ยังเพิ่ม interaction ระหว่างแฟนนานุแฟน ได้อีกด้วย เรียกว่าเป็น fansite content management system ได้เลยทีเดียว

ฤา Facebook จะครองโลก Social Network

In library2.0, ของเล่น : Playing, ชุมชน : Community on กรกฎาคม 4, 2007 at 12:56 pm

แน่นอนว่า คำตอบ คือ ไม่ใช่ แต่ความที่ Facebook เปิด API ให้นักพัฒนา application ต่าง ๆ เข้ามาใช้บน platform ของ Facebook ได้อย่างไร้ขีดจำกัด อย่างล่าสุดที่ทำให้ผมตกใจไม่น้อย ก็คือ Catbook ซึ่งมันก็คือ การสร้าง profile ของแมวที่เราเลี้ยง แล้วก็มาสร้างชุมชนคนเลี้ยงแมวนั่นเอง ตอนนี้สมาชิกปาเข้าไปสี่หมื่นกว่าแล้ว ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นแนวคิดการให้บริการแบบ Catster หรือ Dogster หรือ Social Network ของคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่อื่น ๆ อีกมากมาย (หรือในระดับที่ผมเข้าใจว่าเป็น Social Network ในขั้นทุติยภูมิ ยกตัวอย่างเช่น แทนที่ จะเป็นฉันเป็นเพื่อนกับเธอ ก็เป็นแมว “ของฉัน” เป็นเพื่อนกับแมว “ของเธอ” เป็นต้น) ทั้งที่บริการแบบนี้ก็มีอยู่แล้วอยู่เกลื่อนกลาดไปหมด

แต่ข้อได้เปรียบของ Facebook คือ การจัดเก็บและนำเสนอข้อมูลพื้นฐานที่เรียบง่าย นั่นเอง ทำให้คนไม่ต้องเสียเวลาไปสร้างข้อมูลพื้นฐานใหม่อีก ก็เพิ่มเติมในสิ่งที่มีอยู่ในระบบอยู่แล้ว (คิดง่าย ๆ เปรียบเทียบระหว่าง centralization vs. decentralization) นั่นหมายความว่า ตลาดของ Facebook จะเติบโตขึ้นไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะหมดยุด social network เพราะฉะนั้น คนที่คิด application แบบใหม่ขึ้นมา ก็ต้องดูว่าตลาดของ Facebook มันใหญ่มาก หากต้องการสร้างฐานลูกค้าเป็นจำนวนมาก ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องหันมาใช้ Facebook แทนที่จะต้องไปเริ่มตั้งแต่ต้น ในขณะเดียวกัน เท่าที่เราเห็น application ส่วนใหญ่ ถูกพัฒนาขึ้นด้วยฝีมือนักศึกษา หาใช่จากตัวบริษัทเองไม่ นั่นก็แสดงให้เห็นพลังที่เราไม่อาจมองข้ามได้ และแน่นอน การพัฒนา application บน Facebook สร้าง visibility ให้ตัวเองได้ดีกว่า การออกไปลงทุนพัฒนาเองข้างนอก

อย่างไรก็ตาม นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า จะเป็นข้อดีสำหรับ Facebook เสียทั้งหมด ผมไม่แน่ใจว่า Facebook เองจะอึดอัดมากน้อยแค่ไหน กับการเตรียมความพร้อมในการพัฒนาตัวเองในอนาคต แต่ผมเชื่อว่า ระดับนี้แล้วคงจะเตรียมความยืดหยุ่นมาเป็นอย่างดี อีกอย่าง การเพิ่ม application เข้ามาเป็นจำนวนมาก หลายคนที่ชอบความเรียบง่ายในแบบเดิม ก็อาจจะรู้สึกเริ่มรำคาญ กับอะไรที่เริ่มจะวุ่นวาย และรุงรังมากขึ้น (ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ของตัวเอง) ซึ่งอาจทำให้ Facebook อาจต้องเสียลูกค้าไปอีกกลุ่มหนึ่ง แต่ผมก็คิดว่า ไม่น่าจะมากมายนัก ส่วนอีกประเด็นหนึ่ง น่าจะเป็นเรื่อง junk app ที่เริ่มมีเข้ามาเรื่อย ๆ คำว่า junk app ไม่ได้หมายถึง app ที่ไม่ work อย่างเดียวนะครับ แต่หมายถึง app ที่มันทำงานซ้ำซ้อนกัน app ที่ไม่มีคนมาดูแล (แบบไข่แล้วทิ้ง อย่าลืมว่า app ส่วนใหญ่มาจากพวกเด็กนักศึกษา) Facebook จะจัดการกับ app เหล่านี้อย่างไร ซึ่งประเด็นนี้ ก็โยงไปถึงประเด็นสุดท้าย คือ มันรู้สึก application overload ยังไงพิกล จะให้ไป search หรือ browse หาเอง ก็คงไม่ง่าย ไหนจะต้องลองเองอีก เพราะฉะนั้นการใช้ก็จะเป็นในลักษณะ diffusion เป็นสำคัญเสียมากกว่า

[เพิ่มเติม Facebook is Powerful โดยคุณ mk]

Wallpaper Tag

In blogophere, ของเล่น : Playing, ชุมชน : Community, มั่วซั่ว : Miscellenous on กุมภาพันธ์ 15, 2007 at 10:27 pm

ตอน Blog-tag ก็ไปบีบคอ gooogolf ให้มา tag ต่อ พอมัน wallpaper tag มา ก็ตอบต่อให้เป็นการตอบแทนละกัน (ที่เล่นกันไป กันมา ก็เพราะเพื่อนในกลุ่มไม่ค่อยมีคนเขียนบล๊อก ก็บ้ากันอยู่สองคนนี่แหละ เอิ๊ก ๆ) อีกอย่างพักนี้ไม่ค่อยได้โพสอะไร เลยเล่นด้วยละกัน blog จะได้ไม่เงียบ (ขออภัยคนที่ติดตามอ่านนะครับ เทอมนี้ ไม่ธรรมดาจริง ๆ งามงานอื้อ แถม “distraction” รอบตัว เยอะไปหมด อิอิ)

1. Wallpaper ตอนนี้ (เค้าบอก ไม่ให้สร้างภาพ เหอๆๆ) จริง ๆ ผมมีสองจอ เอาจอหลัก ไปละกันนะ ส่วนอีกจอก็เป็นรูป Cinderella ที่เป็นโฆษณาอันใหม่ของ Disney อ่ะ เอาต่อมาจากคุณ wat อีกที

desktop070215.jpg

2. OS ก็ Mac OS X ส่วน Resolution ก็ 1440 x 900

3. ที่มาของภาพก็ ANDiDAS.com

4. สาเหตุที่เลือกภาพนี้ ก็ไม่มีอะไร เห็นมันเศร้าดี จะได้เตือนตัวเอง อย่าคึกให้มากนัก เหอๆๆ ปรกติเปลี่ยน desktop บ่อยมาก เพราะขี้เบื่อ ก็เปลี่ยนไปตามอารมณ์ ก็นะคนเรา ตอนนี้มี 3 จอ (รวม laptop ด้วย แต่ปรกติชอบอะไรที่มันสะอาด ๆ ตาอ่ะ)

5. ขออนุญาตไม่ tag ต่อละกันนะ เพราะไม่อยากรบกวนคนอื่นอ่ะ กลัว tag ไปแล้วเค้าไม่เล่นด้วย หน้าแตก แต่ถ้าใครอยากจะเล่น แล้วยังไม่มีใคร tag ก็ comment ไว้ละกันครับ เดี๋ยวผมจะ tag ไปให้ ;)

อิอิ เล่นง่ายไปมั๊ยเนี่ย..

Many Eyes: Democratizing Visualization

In iTeaudemia, ของเล่น : Playing, งานวิจัย : Research, เป็นการเป็นงาน : Seriously on กุมภาพันธ์ 2, 2007 at 6:39 pm

Conducting empirical social research, one of the challenges is to provide/control appropriate variables because in social setting, anything could influence your observed phenomenon. In my regression analysis class, the professor told the class that it would be nice if we could put a link to the raw data of any study. Well, openness of research data is emerging. However, providing the raw data may not be that attractive.

Many Eyes is an newly web-application for sharing graphical representation of social data, developed by IBM. The site allows you to upload your data, create visualization, and make it available publicly. Then people could come to see your data visually and ask questions or comment.

One thing that I think it really cool is how one could play with the data easily, especially with multiple item graph (e.g., Worldwide Oil Consumption). This aspect could allow researchers and public (including media) talking in the same language.

By looking at those representations, readers could find something more interesting that researchers could not see.

ของแถม:
Demo “interface-free,” touch-driven computer screen โดย Jeff Han จากงาน TED ปีที่แล้ว ไม่เกี่ยวกับ post นี้เท่าไหร่ เห็นว่าน่าสนใจดี (เอามาจาก Paul Jones อีกที)

จะ nerd ซักแค่ไหนเชียว

In ของเล่น : Playing, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on มกราคม 5, 2007 at 5:09 pm

เทอมนี้ลงวิชา Cyberspace Law การบ้านงานแรกก่อนเปิดเรียน คือ ให้ตอบแบบสอบถาม วัดความ nerd (The Nerdity Test) เหอๆๆ แบบสอบถามเก่าแล้วเหมือนกัน (ปรับปรุงล่าสุดปี 2000)

แบบสอบถามยาวมาก 500 ข้อ บางคำถามก็ฮาอ่ะ ถ้าจะให้เหมาะกับคนไทย อาจจะต้องเปลี่ยนบางหมวดให้เข้ากับบ้านเรา แต่จริง ๆ กว่าจะตอบได้หมด ก็เป็น nerd น้อย ๆ ได้เลยนะเนี่ย

แต่ถึงกระนั้นก็เหอะ ลองทำดูแล้วได้ 24.8% = Nerd-wannabe

นอกจากนี้ Wired ก็มี cover เรื่อง 10 อันดับเมือง Geek แล้ว Raleigh-Durham ก็ติดอันดับกับเค้าอีกด้วย แหน่ะ

[เพิ่มเติม mk's on Geek vs. Nerd vs. Dork, Fictional Difference Metrics | via The Real Paul Jones]

Blog-Tag: iTeau’s Turn

In ของเล่น : Playing, ชุมชน : Community on มกราคม 4, 2007 at 6:28 pm

ตอนแรกเห็น mk เล่น Blog-Tag ก็ยังว่า เออ มาอีกละ แนวลูกโซ่ แล้วก็ยังว่าคงไม่โดน แต่ก็ได้รับเกียรติจากคุณ bow_der_kleine แห่ง BioLawcom.de tag มา ก็เอาเสียหน่อย

5 เรื่องที่คนไม่ค่อยรู้เกี่ยวกับ iTeau

1. เรื่องชื่อ iTeau เคยเขียนไว้ใน About ทีนึงละ แล้วลบออก เพราะเห็นว่าเย่นเย้อจัด ตัว i ก็ลอกเค้ามา Teau ก็มาจากคำว่า “โต” ที่เขียนแบบนี้ เพราะไม่ชอบให้คนเขียน “Toe” ซึ่งมีคนเขียนประจำ ซะงั้น ก็เลยพยายามผลักดันให้คนรอบข้างเขียน Teau แทน (อันนี้ก็ลอกมาจาก Beau อีกที แหงะ มันจะมีอะไรเป็นของตัวเองมั่งเนี่ย)

ส่วนคำว่า “โต” ก็ย่อมาจาก “โตมร” ชื่อเล่น “โตมร” ก็เอามาจากพระเอกละคร เรื่อง เมียจำเป็น แม่ชอบ กำลังดังตอนที่คลอด แต่ท้ายสุด ที่บ้านก็เรียก แค่ “โต”​เฉย ๆ อยู่ดี ไม่รู้จะมีทำไม ไอ้คำว่า “มร” เนี่ย ส่วนชื่อที่มีคนเรียกก็มี “ทรง” เฉย ๆ แต่ที่ไม่ชอบที่สุด คือ มันเอาชื่อจริงกับชื่อเล่นมารวมกัน กลายเป็น “ทรงโต” (-_-”) ส่วนเพื่อนฝรั่งที่นี่เรียก ชื่อจริง แต่ด้วยความที่มันออกเสียงยาก ก็มีคนเรียก ซองฟาน เสียส่วนใหญ่ หรือแม้กระทั่ง ฌอน เพนน์ ก็มี ประมาณว่าออกเสียงง่ายกว่า ส่วนคนไทยบางคน พอเห็นชื่อจริงภาษาอังกฤษ เรียก “สองพัน” ซะงั้น

2. เคยไปแข่งโต้คารมมัธยมศึกษา (รุ่นสุดท้าย ก่อนเค้าจะปิดรายการ ตัวนำโชคจริง ๆ) แพ้เตรียมทหาร รอบแรกเลย อ่ะ นึกย้อนกลับไปยังอายตัวเองเหมือนกัน ออกทีวีคราวนั้น แล้วหน้าตาแหย ๆ อ่ะ ทำไปได้ไงฟระ

3. ในชีวิตเคยไว้ผมยาวจริง ๆ จัง ๆ อยู่แค่ 3 ปี (ยาวสุด ก็แค่รากไทรปิดท้ายทอย) สมัยอยู่มหาลัย นอกนั้นสั้นตลอด… สาเหตุ เพราะ 1.)ไม่อยากโดนก้อน สมัยเป็นนักเรียน 2.) คนที่บ้านชอบ โดยเฉพาะคุณตา 3.) ผมเริ่มน้อย (ฮา)

4. ชอบดูหนัง ละครที่ทำให้ร้องไห้แบบโฮ ๆ เหมือนจะขาดใจตายอ่ะ แบบเหมือนดู Dancer in the dark อ่ะ หรืออย่าง Autumn in my heart อ่ะ เพราะรู้ว่าถ้าได้ร้องไห้แล้วได้ปลดปล่อย แต่พอดูพวกนี้แล้ว ต้องตามด้วย หนังตลกปัญญาอ่อน แบบไม่ต้องคิดอะไร วันก่อนไปบอกบรรณารักษ์ที่ห้องสมุด ว่าชอบ Lars Von Trier เค้ามองหน้าแปลก ๆ อ่ะ (แปลว่าไรฟระ)

5. ตอนเด็ก ๆ อ้วนเพราะไวตามิ้ลค์ แต่หลังจากเข้าโรงเรียนประถมก็ผอมมาตลอด จนถึงปัจจุบัน ทำยังไงมันก็ไม่อ้วน (แต่ตอนนี้กำลังเศร้า เพราะเพิ่งรู้ว่า เค้าไม่ import ไวตามิ้ลค์ มาในอเมริกาแล้วอ่ะ แง ๆ)

ถ้าให้ tag ต่อ ก็คงจะขออนุญาต tag 5 bloggers ต่อไปนี้ละกันคับ คุณ bact’, คุณ wät, คุณ alwayslek, คุณ soilmatter, แล้วก็ gooogolf เพื่อนรัก หักเหลี่ยมโหด

Simple Rules To Prevent Sexual Harassment for Men

In ของเล่น : Playing, บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on พฤศจิกายน 25, 2006 at 1:15 pm

ไป digg เจอมา เห็นว่าเป็นประเด็นกำลังร้อนที่สนามบิน ขำ ขำ นะครับ

Simple Rules

  • Be Handsome
  • Be Attractive
  • Don’t Be Unattractive

เอ่อ มันก็จริงเหมือนกันเนอะ ไม่รู้เหมือนกันว่าถ้าเปรียบเทียบคนหน้าตาดี มีเสน่ห์เนี่ย กับคนหน้าตางั้น ๆ จากสถิติใครโดนข้อหาลวนลามทางเพศมากกว่ากัน เพราะจริง ๆ คนหน้าตาดีที่โดนหมั่นไส้ก็มีไม่น้อย แบบประมาณว่ามั่นใจเกินร้อย อย่างเช่น คุณพิษณุ นิลกลัด เขียนไว้ในมติชนสุดสัปดาห์ฉบับล่าสุด ว่า “ทำไมพระเอกจึงเปลี่ยนแฟนบ่อย” โดยบอกว่า

เหตุผลแรก ผู้ชายเจ้าชู้โดย “นิสัยดั้งเดิม”

เหตุผลที่สอง ฝ่ายหญิงไม่เข้าใจธรรมชาติและ “นิสัยดั้งเดิม” ของผู้ชายที่เป็นพระเอก

โดยเฉพาะข้อสอง คุณพิษณุให้เหตุผลว่า

 อันว่าคนที่เข้าสู่วงการบันเทิงและตั้งเป้าจะเป็นพระเอกนั้นร้อยละร้อยมั่นใจในตัวเองสูงมาก

แม้พระเอกบางคนตอนแรกเข้าวงการบันเทิงก็มาแบบไม่ได้ตั้งใจจริงจัง มาตามเพื่อน หรือผู้กำกับฯ ซึ่งสนิทกับญาติผู้ใหญ่ชวนมาเล่นสนุกๆ แต่พอเล่นแล้วเกิดติดลมเลยอยู่ต่อ พระเอกแบบนี้สุดท้ายแล้วความมั่นใจในความเป็นพระเอกก็สูงพอๆ กับพวกที่ตั้งใจเป็นพระเอก

เอิ๊ก ๆ ซะงั้น

ส่วนอะไรทำให้คนเราดู attractive (แบบเชิงวิชาการหน่อย ๆ) นั้น ผมเคยเขียนเล่น ๆ ไว้ในเรื่อง Beauty and Professor แล้วนะครับ อิอิ

The Tarako Cupie Girls

In ของเล่น : Playing, บันเทิง : Entertainment on กันยายน 11, 2006 at 10:31 am

You know how cute is japanese culture.  Here is another recent example.  They said it’s national obsession right now.

Maybe it could be global obsession, who knows…  :)

Sources: Boing Boing; This is what TV like. In Japan

เครื่องขาย ipod

In ของเล่น : Playing, มั่วซั่ว : Miscellenous on กันยายน 10, 2006 at 6:32 pm

ไป digg มาเลยวิดีโออันนี้ น่าสนใจดีแฮะ

ไม่รู้ว่าของจริงหรือของปลอมแฮะ แต่ท่าจะดีถ้าเอาไปตั้งแถว ๆ พวกสถานีรถไฟ สนามบิน คนคงซื้อกันเพียบ แต่ผมนึกไปถึงถ้าในอนาคตมีจริง ๆ ต่อไปพวกมือถือ gadget ก็คงไปขายในตู้แบบนี้เหมือนกัน เหอๆๆ

Reality Show บนกระดาษ

In ของเล่น : Playing, บ่นไปเรื่อย : Saying, เด็กนอก? on สิงหาคม 23, 2006 at 12:37 pm

จริง ๆ แล้วข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ก็เป็น Reality ทั้งหมดแหละ ข่าวส่วนใหญ่ก็จะเป็นการนำเสนอ หลังจากที่เหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นประเด็นร้อนทางการเมือง ที่ต้องมีความต่อเนื่อง ประเด็นข่าวที่น่าสนใจต่าง ๆ หรือแม้แต่พวกบันเทิง รักใคร่ดาราทั้งหลายต่าง ๆ

The Daily Tar Heel หนังสือพิมพ์รายวันของเด็ก UNC เค้าทำคล้าย ๆ กับ reality show ของน้องใหม่ 4 คน (ชาย 2 หญิง 2) เพื่อพิสูจน์สมมติฐาน ”Freshmen 15“ (ในปีแรก โดยปรกติ น้องใหม่จะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น 15 ปอนด์ ที่เพิ่มขึ้นจากเบียร์ ของกินจุกจิกตอนกลางคืน อาหารจานด่วน อย่างพวก Pizza หรือ Chicken Wings) โดยจะทำการติดตามพฤติกรรมการกินและการออกกำลังกายของน้องใหม่ทั้งสี่คน แล้วก็จะติดตามชั่งน้ำหนักของทุกเดือนเพื่อดูการเปลี่ยนแปลง

ก็ถือเป็นอะไรที่แปลก และน่าสนใจดีแฮะ ทำให้คนรู้สึกอยากติดตามอ่าน แล้วก็ง่าย ๆ เป็นเรื่องใกล้ตัว เป็น Feature ที่น่าจะได้รับความนิยมเป็นอย่างดีนะ…

แสตมป์ที่ใช้ไม่ได้…

In ของเล่น : Playing, บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, เด็กนอก? on สิงหาคม 10, 2006 at 5:48 pm

ไม่ได้หมายถึงแสตมป์ที่ใช้แล้ว หรือแสดมป์ที่ราคาไม่ถึงนะคับ แต่หมายถึงแสตมป์ที่มันสวย หรือน่าสะสม น่าเก็บไว้เป็นที่ระลึกอ่ะ จริง ๆ สมัยก่อนนี้ก็เก็บแสตมป์นะ เก็บไปเก็บมา มันก็เก็บไว้อย่างนั้น ไม่ได้ดูแลมันเลย ท้ายที่สุดก็เก็บไว้ให้ปลวกกิน ก็เสียดายเหมือนกัน แอะ! สารภาพมาดี ๆ นะ ว่าตอนเด็ก ๆ ก็เป็นเหมือนกัน อิอิ
มาอยู่อเมริกาเนี่ย ส่งจดหมายน้อยมาก เพราะเดี๋ยวนี้อะไร ๆ ก็อีเมล์หรือโทรศัพท์ไปหมด ไม่ต้องเสียเวลามานั่งพับกระดาษ ใส่ซอง ติดแสตมป์และจ่าหน้าซองถึงผู้รับให้เมื่อย แต่ก็ชอบซื้อเผื่อไว้ สำหรับพวกเอกสารที่ต้องการลายเซ็นต์อะไรพวกนั้น จะได้ไม่ต้องไปหาหัวซุกหัวซุน ที่อเมริกาสามารถซื้อแสตมป์ได้จากเครื่องเอทีเอ็ม คือ สั่งปุ๊บมันก็ออกมาเป็นแผง แผงนึงก็จะมีขนาดเท่ากับแบงค์ธนบัตรอ่ะ แต่มันก็จะเป็นลายธงชาติธรรมดา

แต่หลัง ๆ นี่ชอบเดินไปซื้อที่ไปรษณีย์มากกว่า เพราะมันก็ไม่ไกลมาก แล้วคนก็ไม่เยอะ ได้เห็นแสตมป์ลายแปลก ๆ พอเห็นอันสวย ๆ ก็อดไม่ได้ที่จะซื้อ แทนที่จะซื้ออันที่เป็นลายธรรมดา ก่อนหน้านี้ก็ซื้อชุด ตรุษจีน แดงทองมาเลย เห็นว่าสวยดีก็ยังไม่กล้าใช้

Happy Chinese New Year Stamp
จนในที่สุดแสตมป์ที่สำรองไว้ก็ดันหมดอีก ก็เลยคิดว่าจะต้องไปซื้อแหละ คราวนี้ก็ตัดใจว่า จะต้องไม่มองอันดี ซื้ออันธรรมดาแหละ จะได้ไม่เสียดาย แต่พอไปถึงที่ไปรษณีย์ แล้วไปเจออันนี้อ่ะ

DC Comic Super Heroes Stamps 06
ใครจะไปอดใจไหวอ่ะ DC Comic Super Heroes พระเจ้า โคตรอยากจะได้เลย สวยมาก เปิดดูในเว็บ คาดว่าชุดนี้จะขายดีมาก ๆ อ่ะ อาจจะหมดในเร็ว ๆ นี้ แล้วยังมีคนเอาออกไปขายบน ebay แล้วด้วย เริ่มประมูลที่ 10 เหรียญแหน่ะ ทั้ง ๆ ที่ซื้อที่ไปรษณีย์ก็แค่ 7 เหรียญกว่า ๆ เอง เนี่ยกะว่าจะไปซื้อมาขายบน ebay ดีกว่า น่าจะขายดี อิอิ

สรุปก็ลืมซื้ออันธรรมดา ตอนนี้ก็เลยยังไม่มี stamp ส่งอยู่ดี สงสัยอาจจะต้องตัดใจใช้ไอ้ตรุษจีนอ่ะ หรือไม่ก็ต้องไปหาซื้อใหม่ เหอๆๆ  นี่ขนาดไม่ใช่พวกสะสมแสตมป์นะเนี่ย (-_-”)

พูดกับผมหน่อย…

In ของเล่น : Playing, มั่วซั่ว : Miscellenous on สิงหาคม 3, 2006 at 10:17 am

มีของเล่นใหม่จาก WordPress.com อีกแล้ว อิอิ คราวนี้เป็น Meebo Instant Messenger บนบล๊อก จริง ๆ ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับ blog ตัวอื่น แต่สำหรับ wordpress ก็ถือว่าค่อยเป็นค่อยไปได้ดี

สำหรับคนที่อยากจะคุยกันนะครับ ก็ตรง sidebar ที่อยู่บนสุดที่เขียนว่า Talk2iTeau นั่นแหละครับ ถ้าเห็นผมออนไลน์ (ไอ้ตรงรูปเครื่องหมายคำพูดเป็นสีเขียว)​ก็มาทักทายกันได้ครับ ผมไม่กัด เหอๆๆ…

ตอนนี้ก็อยู่ในระหว่างการทดลองใช้ ก็ถ้าไม่มีคนกล้ามาคุย ก็คงจะเอาออก เหอๆๆ เสียดายมันคุยภาษาไทยไม่ได้

จริง ๆ ก็ถือว่าไอ้เจ้า Meebo Me Widget ตัวนี้ยังไม่สมบูรณ์เต็มที่ แต่ก็สามารถทำงานได้อย่างที่มันควรจะเป็น เช่น มันควรจะ link กับพวก API ของ IM อื่น ๆ ที่ผมมีอยู่ได้ อย่างเช่น ตอนนี้ผมใช้ Adium อยู่ ถ้ามันเข้าไปอยู่ในนั้นได้ก็จะดีมาก ตอนนี้ถ้าผมจะออนไลน์ ก็ยังต้องเข้าเว็บ แล้วก็คุยบนเว็บเหมือนกัน มีคนเขียน feedback ลงไปใน blog ของ widget นี้แล้ว หวังว่าเค้าคงจะเอาไปพัฒนาต่อไป…

มีอีก comment นึงในนั้น  น่าสนใจมาก เค้าคงเป็นนักเขียน blog ตัวยง ที่บอกว่า การ IMing กับคนอ่านจะทำให้คนเขียน blog เขียน blog น้อยลง ซึ่งอันนี้ผมคงยังไม่สามารถบอกได้ว่าเป็น assumption ที่เป็นจริงหรือไม่ เพราะทุกวันนี้ผมก็เปิด IM ตลอด การจะเขียน blog ก็คงไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าคุย IM มากน้อย แต่มันขึ้นอยู่ว่ามันมี source จะให้เขียนหรือเปล่ามากกว่า

ยังไงเสียต้องขอขอบคุณ WordPress.com ด้วยนะค้าบ

คนแปลก ๆ

In ของเล่น : Playing, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on กรกฎาคม 28, 2006 at 11:35 am

เห็นใน post ของ นู๋น้ำตาล แล้วก็เลยอยากลองมั่ง เค้าวัดความแปลก (Weird) ของคนเรา

You Are 80% Weird


You’re more than quirky, you’re downright strange.
But you’re also strangely compelling, like a cult leader.

How Weird Are You?

ตายหล่ะหว่า เพิ่งรู้นะเนี่ยว่าตัวเองเป็น cult leader… ตรงไหนเนี่ย?

Flickr Profile Widget

In ของเล่น : Playing, มั่วซั่ว : Miscellenous on กรกฎาคม 23, 2006 at 10:43 am

totomaru. Get yours at flagrantdisregard.com/flickr

ของเล่นใหม่ของ Flickr Toys อ่ะ เสียดาย หาที่วางแบบ instant ไม่ได้ เอามาลงเป็น post ละกัน