iTeau

ประวัติเอกสารจากหมวดหมู่ ‘ท่องเที่ยว : Travel’

ความรักที่ปารีส

In ท่องเที่ยว : Travel, บันเทิง : Entertainment, ภาพยนตร์ : Movie on ตุลาคม 7, 2007 at 12:24 am

ตกหลุมรักเข้าอย่างจัง กับหนังฝรั่งเศส ที่ชูปารีส เป็นมหานครแห่งความรัก และความโรแมนติก ที่ชื่อ Paris, je t’aime ดูแล้ว ให้ความรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก

แน่นอน ชื่อหนังความยาว 120 นาทีเรื่องนี้ ก็บอกอยู่แล้วว่า เป็นเรื่องราวความรักที่เกิดขึ้นในเมืองปารีส แต่ประกอบไปด้วยเป็นเรื่องความรักสั้น ๆ 18 เรื่อง ในหลายรูปแบบ ที่ให้ความรู้สึกเหมือนกับได้ดูหนังสั้นหลาย ๆ เรื่องเข้าด้วยกัย โดยที่มีโจทย์ตามชื่อเรื่อง

แต่ด้วยความที่มันหลากรส หลายอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นโศกนาฏกรรม สุขนาฏกรรม อาชญากรรม แฟนตาซี สังคม คลุกเคล้ากันไปหมด มันทำให้คนดู (อย่างผม) รู้สึกลุ้นอยู่ตลอดเวลาว่าเรื่องราวจะเป็นอย่างไร (แต่ในทางตรงกันข้าม บางคนที่ไม่เคยชินกับการดูหนังแบบนี้ หรือถ้าปูต้นเรื่องมาไม่ดี ก็อาจจะรู้สึกน่ารำคาญ พาลจะลุกออกจากโรงไปก่อนเวลากันควรก็เป็นได้)

ความยาวชั่วโมงกว่าของเรื่องราวสั้น ๆ แต่ละเรื่อง ที่ผูกเข้าด้วยกันอย่างหลวมนี้ มันสร้างความผูกพันกับคนดูโดยไม่รู้ตัว และความผูกพันที่ว่าก็ถูกนำมาใช้เป็นตัวสร้าง nostalgic moment ได้อย่างลงตัว และถือเป็นการจบของหนัง ที่สร้างความประทับใจดีทีเดียว

เรื่องที่ขาดไม่ได้เลย คือ ความฉลาดในการเลือกตัวนักแสดง เพราะยอมรับว่า สามารถสร้างความฮือฮาเวลาเปิดตัวได้เป็นอย่างดี และเป็นแรงดึงดูดของหนังอย่างหนึ่ง (เช่น Elijah Wood, Natalie Portman, Maggie Gyllenhaal เป็นต้น)

สิ่งหนึ่งที่ทำให้รู้สึกว่า ดูหนังเรื่องนี้แล้วสนุก อาจจะเป็นเพราะการเข้าไปดูในโรงหนังที่มีคนเยอะ (เพราะเป็นหนังฟรี ของโรงเรียน ครับ อิอิ) เสียงหัวเราะ คิกคัก ฮีอฮา มันสร้างประสบการณ์ร่วม ที่ทำให้หนังมันมีสีสันขึ้นมาเยอะ (หรืออาจจะเป็นเพราะผม ไม่ค่อยได้ดูหนังแนวนี้ในโรงหนัง ก็เป็นได้)

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าสนใจ ก็คือ หนังก็มีกลิ่นอายของบริบทและวัฒนธรรมอเมริกัน (เช่น คาวบอย ที่เหมือนพยายามจะชี้ให้เห็นว่า ไอ้ความรักและความโรแมนติกที่เกิดขึ้นนั้น มันมีความเป็นอเมริกันชนแทรกอยู่ เพราะฉะนั้น มุขตลกบางมุข หรือเรื่องราวบางอย่าง ก็อาจจะต้องใช้บริบทของอเมริกันเพื่อสร้างความเข้าใจอยู่บ้าง (แต่น้อยมาก)

แต่สรุปสุดท้าย ดูแล้ว ก็อยากลองไปมั่งอ่ะ ปารีส…

ข้อมูลเพิ่มเติม: imdb.com

พลุผี

In ท่องเที่ยว : Travel, มั่วซั่ว : Miscellenous on ตุลาคม 30, 2006 at 8:44 pm

ต้อนรับฮาโลวีนด้วยพลุที่ได้รับรางวัลจากการประกวด Pyrotechnics Guild International ครับ

ถึงแม้มันจะดูไม่ผีเท่าไหร่ แต่ก็น่าดูชมดีครับ

ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.firework.org/ 

[via BoingBoing]

The most economic vehicle

In ท่องเที่ยว : Travel, Thaibrarian on กันยายน 18, 2006 at 9:47 am

I got this from forwarded mail. Don’t know exactly who took this picture and where is it. It looks like somewhere in SE Asia. Maybe it is Thailand, because it forwarded from my Thai friend.

image51.jpg

ร้อนนี้ที่ชิคาโก้

In ท่องเที่ยว : Travel, บ่นไปเรื่อย : Saying on กรกฎาคม 17, 2006 at 5:43 pm

Chicago Skyscraper

ร้อน ร้อน ร้อน…
วันหยุด (ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์) ที่ผ่านมาไปเที่ยวชิคาโก้ เหนื่อยมาก ที่เหนื่อยไม่ใช่เพราะอะไรหรอก แต่เพราะความร้อนกับแสงแดดทำเอาไม่อยากไปไหนเลย… ไปคราวนี้ตอนแรกกะว่าจะใช้ตั๋ว Refund ที่ได้จาก US Airways แต่ไป ๆ มา ๆ ขี้เกียจรอ เพราะเดี๋ยวเปิดเทอม อด.. ก็เลยไปกับ Southwest เคยขึ้น Southwest แค่ครั้งสองครั้งเอง สำหรับคนที่ไม่เคยขึ้น southwest นะคับ มันเป็นสายการบินราคาประหยัดที่ให้บริการที่นั่งแบบเปิด คือ เลือกที่นั่งกันเอง แล้วก็การที่จะได้ขึ้นเครื่องก่อนหลังมันก็จะจัดเป็นกลุ่ม ๆ และครั้งนี้เองที่เพิ่งจะรู้ว่าไอ้กลุ่มที่จัดคน boarding เนี่ย มันจัดตามเวลาคน Checkin ใครเช็คบนเน็ต (เปิด 24 ชม.ก่อนขึ้นเครื่อง) ก็จะได้กลุ่ม A-B ส่วนที่พวกที่เช็คที่สนามบินก็ได้เป็นกลุ่มสุดท้ายไป จริงอยู่ที่ระบบแบบนี้จะช่วยประหยัดเงินค่ากระดาษกับคนที่ใช้ในการเช็คอินของสายการบิน แต่ก็ไม่แฟร์สำหรับคนที่ต้องเช็คกระเป๋าเหมือนกัน เพราะไม่สามารถจะ check in บนเน็ตได้อ่ะ ถือว่าเป็นระบบที่ efficient แต่ไม่ win-win สำหรับลูกค้าอ่ะ แต่ไม่เป็นไร ถ้าคราวหน้าไปกับ southwest อีก คราวนี้ก็รู้ trick ละ

ไปถึงชิคาโก้ (midway) ก็นั่งรถไฟสายสีส้ม (EL) มาลงที่ downtown (หรือ The Loop เพราะมันมีลักษณะเป็นวง Loop) แล้วก็หาอะไรกินก่อนเลย เพราะหิวมาก (เวลาที่ชิคาโก้ห่างจาก Chapel Hill 1 ชั่วโมง) พอกินเสร็จก็ไป checkin ที่โรงแรม คืนแรกไปนอนที่ Hilton ส่วนคืนที่สอง ไปนอนที่ Congress Plaza เพราะราคาคืนแรกที่ Hilton มันถูก ส่วนคืนที่สองที่ Congress ถูกกว่า ก็เลยต้องย้ายโรงแรมตอนวันที่สอง

ไปวันแรกก็เดินเตร็ดเตร่ที่ Macnificent Mile ซึ่งเป็นแหล่งช๊อปปิ้งคล้าย ๆ กับ Fifth Avenue ใน New York แล้วก็เดินไปเรื่อย ๆ แถว ๆ downtown นั่นแหละ ไม่ได้ไปไหน แต่แค่นั้นก็เหนื่อยมาก ๆ ต้องเดินแวะเค้าร้านโน้นนี้บ่อย ๆ เพราะอากาศข้างนอกร้อนเหลือเกิน ไอ้การเดินช๊อปปิ้งของเราที่ชิคาโก้ คือ การเดินจริง ๆ ไม่ได้ซื้ออะไรเลย เพราะเพิ่งกลับเมืองไทยมา ซื้อของที่จตุจักร มันส์กว่าเยอะ เหอๆๆ ถึงแม้มันจะ sale ช่วงกลางปีก็เหอะ ก็ยังว่าแพงกว่าบ้านเราอยู่ดี แล้วลายก็คล้าย ๆ กัน ซื้อบ้านเราใส่แล้วไม่เหมือนใครดี อิอิ ที่ชิคาโก้นี่ นักท่องเที่ยวเยอะเหมือนกัน จริง ๆ ต้องยอมรับก่อนเลยว่า คิดว่าชิคาโก้เนี่ยไม่น่าจะมีอะไร เพราะดูเหมือนเป็นเมืองธุรกิจมากกว่า (แบบ Charlotte, NC อะไรประมาณนี้) แต่ผิดคาดเพราะชิคาโก้มีอะไรให้ทำหลายอย่างเลยทีเดียว ไม่น่าเบื่อ แล้วก็การเดินทางไปมาสะดวก

พูดถึงเรื่องการเดินทาง ก็เป็นอะไรที่น่าสนใจอยู่ เพราะรถไฟในชิคาโก้เป็นระบบที่เก่าแก่ แต่ก็ไม่ดูซับซ้อน เข้าใจง่าย เพียงแต่บางครั้งการตั้งชื่อสถานีก็ทำให้สับสนได้ เพราะการที่ตั้งชื่อสถานีตามชื่อถนนนั่นแหละ โดยเฉพาะถนนเส้นหนึ่งที่มีรถไฟสองสายตัดผ่าน สองสถานีนั้นชื่อก็เลยดันเป็นชื่อเดียวกัน แล้วเค้าก็ไม่พยายามแยกด้วยว่าเป็น N, S, E, W ซึ่งปรกติก็น่าจะทำ จะทำให้คนที่เป็นนักท่องเที่ยวไม่หลงได้ง่าย ที่น่าสนใจอีกเรื่องสำหรับการคมนาคมขนส่งใน Chicago ก็คือ ในบริเวณ downtown หรือเขตธุรกิจ ปรกติในเมืองใหญ่ ๆ การคมนาคมจะเป็นการเดินทางโดยรถไฟใต้ดินมากกว่า แต่ที่นี่จะมีทั้งรถไฟฟ้าและรถใต้ดินปนกันอยู่ ซึ่งอันนี้คนก็ต้องดูเอาเองว่าจะขึ้นบนลงล่าง (เหมือนบ้านเรา) แต่ด้วยความที่รถไฟมันเป็นระบบเก่า เสียงมันก็จะดังมาก ยิ่งถ้าลงใต้ดินแล้ว ไม่ต้องคุยกันเลย คุยไม่รู้เรื่อง ต้องตะโกนเอา ส่วนรถไฟฟ้านั้น ด้วยความที่ถนนใน downtown มันแคบ ก็ทำให้ทางรถไฟที่ตัดผ่านตึกต่าง ๆ มันก็จะแคบไปด้วย เรียกว่าบางตึกเนี่ยมีระเบียงติดกับทางรถไฟเลยทีเดียว นึกไม่ออกเลยว่าคนที่พักหรือทำงานตึกพวกนั้นทำงานกันได้ไง อย่างโคตะระจะดัง… ซึ่งก็ถือว่าแปลกดี

Sondheim in the Parkตกเย็นของวันนั้น ก็ไปที่ Millennium Park ซึ่งเป็นสวนสาธารณะใจกลางเมือง ก็จะมีลานคอนเสริ์ตขนาดใหญ่ แล้วก็มีน้ำพุให้เด็ก ๆ มาเล่นน้ำกัน มีร้านอาหาร มีจุดที่แสดงดนตรีและการแสดงต่าง ๆ อยู่ทั่วทุกมุมของสวน ซึ่งมันทำให้สวนมันมีชีวิตชีวาจริง ๆ วันที่ไปพอดีเป็นวันที่เปิดตัวคอนเสริ์ต Sondhiem in the Park ซึ่งเป็นดนตรี Classic ที่ใช้ในละคร Broadway และเป็นคอนเสริ์ตฟรีพอดี บริเวณที่จัดแสดงคอนเสริ์ตก็แบ่งเป็นสามส่วน ส่วนแรกก็เวทีการแสดง ส่วนที่สองก็เป็นที่นั่งสำหรับคนดูที่ชอบนั่งดู ส่วนที่สามก็จะเป็นลานหญ้า สำหรับคนที่ต้องการมาฟังเพลงแล้วก็ถือโอกาสมาปิคนิค ซึ่งทั้งสามส่วนก็จะมีโครงคลุมไว้ แล้วก็มีลำโพงห้อยกระจายอยู่ทุกมุมของลาน ทำให้คนฟังสามารถฟังได้อย่างทั่วถึง คอนเสริ์ตเริ่มประมาณ 6 โมงครึ่ง พอประมาณซัก 5 โมงกว่า คนก็เริ่มทะยอยจับจองที่นั่งทั้งในส่วนที่เป็นเก้าอี้ และส่วนที่เป็นลานกว้างสำหรับการปิคนิค ถึงแม้แดดยังคงแผดเผาด้วยความร้อนแรงอยู่ ด้วยความที่เรารู้ว่าจะต้องหิวอย่างแน่นอน ก็ออกไปหาซื้ออะไรมา แล้วจะได้ไปนั่งกินแถว ๆ ลานนั่น พอซื้อเสร็จเดินกลับเข้ามาที่ลาน หาที่ร่ม ๆ นั่ง พื้นที่ทั้งหมดก็เริ่มถูกจับจองจนจะเต็มหมดแล้ว แต่เรามาคนเดียวก็เลยหาง่ายหน่อย แล้วการแสดงก็เริ่มขึ้นทันที ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่นั่งฟังคอนเสริ์ตเพลงคลาสสิคอย่างจริงจัง และเกิดอาการชอบอย่างจัง จริง ๆ ก็ชอบมานานแล้วหล่ะ แต่ครั้งนี้รู้สึกว่ามันฟังแล้วได้หลายอารมณ์ดีเหมือนกัน เป็นแนวดนตรีที่ให้ความรู้สึกที่หลากหลายแต่หนักแน่น คือ แสดงให้เห็นความรู้สึกที่ต้องการจะสื่อได้หลากหลายมากกว่า คนร้องก็เสียงดี สรุปคือชอบมาก ๆ

แต่ที่รู้สึกชอบไปมากกว่านั้นก็คือ บรรยากาศของคนที่เข้ามาชม โดยเฉพาะบริเวณลานกว้าง ที่มาเป็นครอบครัว ๆ แล้วก็เตรียมโต๊ะ เก้าอี้ ผ้าใบมาเอง แล้วก็ตั้งโต๊ะ รินไวน์ จิบไวน์ฟังเพลงคลาสสิคในคอนเสิร์ตพร้อมกับครอบครัว มันช่างเป็นบรรยากาศที่น่าประทับใจจริง ๆ บ้านไหนที่มีเด็ก ก็จะออกมาวิ่งเล่นตามเสียงเพลง มันดูมีความสุขดี บางบ้านก็มาเป็นครอบครัวเล็ก บางบ้านก็ครอบครัวใหญ่ คาดว่าวันนั้นมีคนเข้าฟังประมาณ 2-3 พันคนได้ พวก homeless ก็ไม่ค่อยมาป้วนเปี้ยนเหมือนบ้านเรา แล้วก็ไม่มีของขายเร่เกะกะ ถ้าบ้านเราทำอะไรให้มันจริงจังกว่านี้ ผมว่าบรรยากาศแบบนี้ก็น่าจะเกิดขึ้นได้ไม่ยาก

พอกินอิ่ม นั่งฟังไปอีกซักสองสามเพลง ก็ลุกออกไปดูเวที (เพราะตอนที่นั่งอยู่จะเห็นแต่ส่วนบนของเวที แต่ไม่เห็นคนร้อง) ไปนั่งยืนฟังอยู่ตรงขอบทางเดิน จนสองทุ่มจะได้กลับ สองทุ่มช่วงนี้ตะวันยังไม่ตกดินเลย ระหว่างทางเดินกลับโรงแรม ก็จะมีกลุ่มการแสดงย่อย ๆ อยู่ประปราย เราก็เดินไปจนถึง Grand Park ซึ่งก็เป็นส่วนที่มีน้ำพุขนาดใหญ่ มีสวนสวย ข้ามถนนไปอีกฝั่งก็จะเป็น Lake Michigan ช่วงยามเย็นที่มีเรือใบจอดอยู่ตามท่าเต็มไปหมด ก็ได้บรรยากาศไปอีกแบบ ระหว่างทางที่เดินกลับโรงแรม ก็ผ่านอีก event หนึ่งอยู่ในสวนสาธารณะใกล้ ๆ กันอีก ก็คือ Chicago Dance Summer ซึ่งก็จะมีวงดนตรีมาเล่น มีลานเต้นรำ แล้วก็มีคนจับกลุ่มมาตั้งโต๊ะฟังเพลง เต้นรำเหมือนกัน นั่งดูสักพักก็กลับไปที่พักเพราะเหนื่อยล้าจากการเดินเท้าทั้งวัน แต่ก็ถือว่าน่าประทับใจมากทีเดียว

วันที่สอง หลังจากที่ไปกินอาหารเช้า ก็ออกไปจัดแจงเรื่องย้ายโรงแรม แล้วก็ออกไปเดินแถว ๆ Wicker Park แถวนั้นก็จะมีร้านพวกเด็กแนวทั้งหลายอยู่แถวนั้น แล้วก็มีร้านอาหารอร่อยหลายร้าน ก็เดินไป เดินมา หาอะไรกินซักพัก ก็ไป Lincoln Park ซึ่งเป็นสวนสาธารณะริม Lake Michigan บริเวณแถวนั้น จะมีบรรยากาศเหมือนตามชายหาด เพราะบริเวณนั้นก็จะมีหาดทรายสำหรับคนไปพักผ่อน ก็จะมีเด็ก ๆ สาว ๆ หนุ่ม ๆ ออกมาอาบแดด เล่นน้ำกันที่ชายหาดใกล้ ๆ กันนั้น ซึ่งจากมองออกไปจากสวน เห็นคนเต็มเลย หรือไม่ก็จะมีพวกที่ออกมาวิ่งออกกำลังกายในสวน ใน Lincoln Park ก็จะมีสวนสัตว์ให้เข้าฟรี แต่วันที่เราไปเข้ามีกิจกรรมพิเศษ สวนสัตว์ก็เลยปิดตอน 5 โมงเย็น เลยไม่ได้ไปดูอะไร (แต่ปรกติก็ไม่ค่อยเป็นคนที่ชอบไปสวนสัตว์อยู่แล้ว) ตกเย็นก็ออกไปกินพิซซ่าที่ Gino’s East เป็นการรอกินที่นานมาก ใช้เวลาต่อคิวอยู่หน้าร้านประมาณ 1 ชั่วโมง พอสั่งแล้วก็ใช้เวลาอีก 45 นาที กว่าพิซซ่าจะมา สรุปวันนั้นกว่าจะได้กินข้าวเย็นก็ปาเข้าไปเกือบ 4 ทุ่ม

Fun in the Parkวันสุดท้าย ด้วยความที่เหนื่อยก็ตื่นซะสาย แต่จริง ๆ วันอาทิตย์เป็นวันที่เงียบเหงาที่สุด เพราะเป็นร้านรวงส่วนใหญ่ก็ปิด และคนก็ไม่ค่อยออกมาเดินกันเท่าไหร่เลย ก็เลยเริ่มกิจกรรมของวันด้วยการกินอาหารเช้า + กลางวัน (ฺฺBrunch) ที่แถว ๆ สถานี Fullerton ก็กินไข่ทอด omlette แบบแปลก ๆ สไตล์อเมริกัน กินเสร็จก็เดินเตร็ดเตร่อยู่ซักพัก แล้วก็กลับไป Art Institute of Chicago ในดาวน์ทาวน์แถวที่พัก เป็น Museum ขนาดใหญ่ มี Collection หลากหลาย แต่ที่ดูจะติดขัดหน่อยก็คือ การออกแบบทางเดินใน Collection ที่อยู่ในห้องปิด แบบมีประตูทางเข้าทางเดียว เพราะปรกติการจัดนิทรรศการแบบที่เป็นงานศิลปะเยอะ ๆ เนี่ย ไม่น่าจะทำให้คนเข้าชมต้องเดินกลับทางเก่า เพราะนอกจากจะไม่ประหยัดเวลาแล้ว ทำให้คนขี้เกียจเดิน.. พอเดินเสร็จก็ไปส่งเพื่อนที่ Union Station ที่ต้องเดินไปเพราะไม่มีรถไฟไปถึง (จริง ๆ น่าจะมี) พอส่งเสร็จก็กลับมาเดินช๊อปปิ้งในเมืองอีกนิดหน่อย แล้วก็เดินทางกลับ กว่าจะถึงบ้านก็ปาเข้าไปเที่ยงคืน (เหนื่อยมาก ๆ)

โดยสรุป

ระดับความน่าเที่ยว: 90%

ระดับความน่าอยู่: 70%

เล็ก ๆ น้อย ๆ..

แหล่งท่องเที่ยวอื่น ๆ ก็ยังมีอีกมาก อย่างพวก Meseum ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านวิทยาศาสตร์ (Science Museum) ศิลปะ (Museum of Contemporary Art) การแสดง พวกโชว์ต่าง ๆ แล้วก็ยังมี Navy Pier, U of Chicago แล้วก็ยังไปล่องเรือตามคลองแล้วก็ Lake Michigan ได้อีก สำหรับคนที่ชอบเที่ยวแบบนักท่องเที่ยว… :) แต่ก็อย่างว่า คนก็จะเยอะหน่อย ก็แล้วแต่คนชอบครับ ส่วน neighborhood นั่น ถ้าทางเหนือ ๆ คนก็จะ upscale หน่อย ถ้าเป็นทาง south ก็จะมีชื่อ “เสีย” หน่อย..

ปล.เนื่องด้วย Trip นี้มันร้อนมาก ไม่ค่อยมีอารมณ์ถ่ายรูปเท่าไหร่เลย แล้วก็แสงมันจัดมาก เพราะฉะนั้นรูปที่ถ่ายมาก็เป็นรูปของวันแรกซะเป็นส่วนใหญ่ ถ้ายังไงก็ลองไปดู Collection ทั้งหมดที่ flickr ละกัน

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.