iTeau

ประวัติเอกสารจากหมวดหมู่ ‘บรรณารักษ์ : Librarian’

why blog preservation matters

In preservation, งานวิจัย : Research, บรรณารักษ์ : Librarian on พฤษภาคม 29, 2009 at 8:58 pm

I’m not a user of Yahoo 360 myself, nor having friends using it.  However, such termination of the service raises concerns for digital preservation in personal information management perspective.

From CNET: Yahoo 360 to close on July 13

Yahoo 360 was launched in March 2005. The site never became big in the United States and in October 2007, Yahoo decided to stop providing support for it.

However, in other countries, especially Vietnam, the site has been the most popular blogging portal. For this reason, Vietnamese users can migrate their Yahoo 360 content to Yahoo 360Plus, a product specifically made for the Vietnamese market that the company announced a year ago.

This is sad news for thousands, if not millions, of people worldwide, since for a lot of them the blogs posted on Yahoo 360 and the friends they have there are part of their lives. Yahoo recommends that Yahoo 360 users immediately move their blogs to their current Yahoo profile to save them and download their contacts onto a computer. There are also options to migrate blogs to other blogging sites.”

Of course, not all features can be moved or migrated (e.g. 360° friends, friend categories feature), besides presentation (i.e., skins or themes of the blog).  In addition, some content (i.e., mature content) could not be migrated to Yahoo profiles.  Users have to find other ways to keep their stuff.

Related link: Blogger Perception on Digital Preservation (not up-to-date)

Social Research Methods in ILS

In iTeaudemia, งานวิจัย : Research, บรรณารักษ์ : Librarian, ห้องสมุด : Libraries on พฤษภาคม 26, 2009 at 10:22 pm

วันนี้กลับมาถึงบ้าน ได้รับพัสดุเป็นซองขนาดใหญ่วางอยู่หน้าบ้าน เปิดออกมาก็เป็นหนังสือที่ผมเป็น contributor อยู่ 2 บท ก็เลยว่าเอามาเขียนเสียหน่อย แต่แทนที่จะเขียนขายธรรมดา ก็เขียนเป็นแบบกึ่งบทวิจารณ์หนังสือแล้วกัน

หนังสือจะเริ่มออกขายในวันที่ 30 พฤษภาคมนี้ครับ (ดูเพิ่มเติมใน Amazon และ Worldcat)

—-

Wildemuth, B. M.  (2009).  Applications of Social Research Methods to Questions in Information and Library Science.  Westport, CONN: Libraries Unlimited.

เป็นที่ทราบกันดีว่า สารสนเทศศาสตร์และบรรณารักษศาสตร์ มีลักษณะเป็นสหสาขาวิชาสูงมากสาขาหนึ่ง นั่นหมายความว่าในการศึกษาค้นคว้าวิจัยของศาสตร์นี้ อาศัยและบูรณาการระเบียบวิจัยจากศาสตร์สาขาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ การบริหารจัดการ หรือแม้กระทั่งศิลปศาสตร์

Read the rest of this entry »

ใครอ่านอะไร อ่านทำไม อ่านแล้วได้อะไร

In library2.0, งานวิจัย : Research, บรรณารักษ์ : Librarian, สถิติ : Statistics, ห้องสมุด : Libraries on มีนาคม 17, 2009 at 10:16 am

ถ้าใครติดตามอ่านงานเก่า ๆ ของผม คงจะพอทราบว่า ผมค่อนข้างจะสนใจเรื่องการความรู้เกี่ยวกับการอ่านมาใช้ให้งานห้องสมุดและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง การอ่านเป็นเหมือนพฤติกรรมที่เห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันสำหรับคนทำงานห้องสมุด แต่โดยลึก ๆ มันคือ การสัมผัสที่ทำให้เราได้มาซึ่งสารสนเทศที่เราต้องการ

ผมไม่ค่อยเห็นคนไทยบ้านเราทำการวิจัยหรือพัฒนาเกี่ยวกับการอ่านจากมุมมองของบรรณารักษ์เท่าไหร่ ในแบบจำลองด้านการศึกษาผู้ใช้ส่วนใหญ่ส่วนใหญ่มักมองข้ามกระบวนการในการรับรู้ขั้นพื้นฐานนี้ไป ก็เลยเป็นที่มาของบทความชิ้นใหม่บน On Open ซึ่งพยายามทำความเข้าใจกับพฤติกรรมการอ่านหนังสือของคนไทยผ่านผลการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติปีล่าสุด (2551) และการสำรวจครั้งก่อน (2548) หลังจากนั้นก็มาลองหาสาเหตุทางด้านจิตวิทยาว่า ทำไมคนถึงอ่านหนังสือ และปิดท้ายด้วยคำถามที่ว่า จะนำความรู้และแนวความคิดด้านการอ่านมาใช้ในงานห้องสมุดและศูนย์สารสนเทศได้อย่างไร บทความนี้ก็เพียงต้องการจะกระตุ้นให้เกิดการตระหนักถึงต่อยอดความรู้เรื่องการอ่านแล้วนำมาพัฒนาการทำงานต่อไป หวังว่าพออ่านได้ (ถึงแม้ว่าจะยาวไปหน่อย ก็ทะยอยอ่านก็แล้วกัน)

และก็ถือว่าเป็นการต้อนรับสัปดาห์หนังสือแห่งชาติไปในตัว…

ขายหนังสือตามขนาดและสี

In Thaibrarian, บรรณารักษ์ : Librarian, ห้องสมุด : Libraries on มีนาคม 15, 2009 at 2:05 pm

หนังสือแต่ละเล่มต่างก็มีคุณค่าอยู่ในตัวมันเอง ในขณะเดียวกันการที่หนังสือหลายเล่มอยู่บนชั้นเดียวกัน ก็มีคุณค่าไปอีกรูปแบบหนึ่ง โดยเฉพาะความสวยงาม และการสร้างภาพลักษณ์ให้กับสถานที่ เป็นกลายมาเป็นหลักการในการขายหนังสือของบริษัท Wonder Book ที่นอกเหนือจะขายหนังสือรายเล่มแล้ว ยังขายเป็น collection ด้วย แต่ไม่ได้ขายตาม genre หรือประเภทของหนังสือ แต่ขายตามตารางฟุต และสี กลุ่มเป้าหมายก็อยู่ที่นักตกแต่งภายใน

INSTANT LIBRARIES: We create a very inexpensive yet impressive personal or professional library for your specs. This is ideal for senior living, retirement homes, new homes, corporate reading rooms, vacation homes, and even clients too busy to build their own libraries etc. Subjects can be general or specific (childrens, art, encyclopedias, coffee table, sales, motivational, large print, etc…).

[ที่มา: Improbable Research]

ไอทีจุ้นจ้านกับคนทำงานหัวเก่า

In Thaibrarian, library2.0, บรรณารักษ์ : Librarian, ห้องสมุด : Libraries on มีนาคม 15, 2009 at 11:51 am

หลายครั้งคนทำงานรุ่นใหม่พยายามจะหาวิธีการปรับปรุงพัฒนา online collection ด้วยวิธีการเปิดโอกาสให้กับผู้ใช้ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา collection แต่ก็ต้องเจอข้อโต้แย้ง/คำถามจากแนวคิดแบบเก่า เช่น ถ้าเปิดให้ผู้ใช้ tag หนังสือเองได้ แล้วใครจะคุม แล้วจะได้คุณภาพได้อย่างไร ซึ่งเป็นข้อโต้แย้งที่พบเห็นอยู่ได้ทุกครั้งที่มีการพูดถึงเรื่องนี้

ก็เลยอยากแนะนำให้ดู presentation โดย Micheal Edson อันนี้

web tech guy and angry staff person

ถึงแม้ข้อโต้แย้งบางอันจะดูไม่ค่อยมีน้ำหนักเท่าไหร่ แต่ก็ได้ idea [ที่มา:  Library Link of the Day]

ปล. พูดถึงเรื่อง tag เพิ่งทราบว่าห้องสมุดสามารถ import (ซื้อ) tag ของ LibraryThing ได้ แต่การซื้อ tag นั้นไม่ได้มาทั้งหมด จะได้เฉพาะ 20 tag ยอดนิยมเท่านั้น เพื่อเป็นการ screen out tag ที่ไม่เกี่ยวข้องออกไป [ที่มา: ACRL conference blog]

Open Stack และอื่น ๆ

In บรรณารักษ์ : Librarian, ห้องสมุด : Libraries, เป็นการเป็นงาน : Seriously on กุมภาพันธ์ 15, 2009 at 7:49 pm

มาเกริ่นไว้หน่อยครับ เผื่อบางคนจะยังไม่ทราบ

ได้รับเกียรติจาก บก.คนใหม่ ทาบทามให้ไปเขียนคอลัมน์รายเดือนให้กับ OnOpen ชื่อ Open Stack เป็นคอลัมน์เฉพาะด้านการจัดการห้องสมุด บรรณารักษ์ครับ  ตามแนวถนัดที่ใช้ทำมาหากิน ประเดิมเรื่องแรก คือเรื่อง การใช้ศัพท์ทางเทคนิคและสร้างแบรนด์ห้องสมุด ซึ่งถึงแม้จะดูเครียด ๆ แต่ตั้งใจจะให้เป็นคล้าย ๆ กับบทนำของคอลัมน์ โดยเกริ่นถึงความเฉพาะทางและไม่คงเส้นคงวาของคำศัพท์เฉพาะ อย่างไรก็ตามก็จะพยายามจะเขียนให้อ่านง่ายมากขึ้นครับ ใช้ภาษาอังกฤษให้น้อยลง คนที่ไม่ได้มีพื้นฐานเฉพาะด้านบรรณารักษ์จะได้อ่านเข้าใจมากขึ้น

ถ้าใครมีข้อแนะนำ ติชม หรือข้อสงสัย ก็บอกมาได้เลยครับ หรือจะแนะนำเรื่องแนวไหนก็บอกมาได้ครับ (แต่ไม่รับปากว่าจะเขียนได้หมด ทุกเรื่อง :D)

ส่วน Blog นี้คงไป ๆ มา ๆ แต่ไม่บ่อยนักนะครับ ถ้าใครที่แวะเวียนมา และสนใจว่าผมกำลังสนใจหรือทำอะไรอยู่ ก็คงแนะนำให้ตาม digital footprint ได้จาก twitter (ที่ก็ไม่ค่อยได้ update เท่าไหร่ เหอ ๆ) หรืองานรูปถ่าย (ที่เป็นไปตามแต่อารมณ์) และ bookmark บน del.icio.us เอาแล้วกันนะครับ

ลงรายการ DVD และ Blu-ray

In preservation, บรรณารักษ์ : Librarian, ห้องสมุด : Libraries on ธันวาคม 21, 2008 at 8:56 pm

DVD Cataloging Guide Update Task Force ที่จัดตั้งขึ้นเฉพาะภายใน Cataloging Policy Committee (CPC) ได้ออกเอกสารฉบับใหม่ เสนอแนะแนวทางการลงรายการ DVD และ Blu-ray ตามมาตรฐาน AACR2 และ MARC ซึ่งปรับปรุงมาจากตัว guideline ที่ใช้เมื่อปี 2000 ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับการพัฒนาของเทคโนโลยีสื่อบันทึก

guideline ฉบับนี้แบ่งเนื้อหาออกเป็น 4 ส่วนตามลักษณะของสื่อและเนื้อหา ได้แก่

  • DVD-Videos and Blu-ray Discs
  • DualDiscs
  • DVD-Audios
  • DVD-ROMs

ซึ่งเนื้อหาก็จะคล้าย ๆ กับ cataloging guideline ทั่วไป ที่จะชี้ถึงรูปแบบที่ควรจะเป็นในแต่ละ tag แต่ละ subfield รวมถึงแหล่งข้อมูล

เอกสารฉบับนี้ไม่ได้มีประโยชน์สำหรับคนที่ทำงานด้านการลงรายการเท่านั้น แต่เหมาะสมสำหรับคนทำงานด้านอื่น ๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นงานบริการ งานจดหมายเหตุ เป็นต้น โดยเฉพาะส่วน Introduction ของ guideline ฉบับนี้ อธิบายที่มาที่ไปและจำแนกคุณลักษณะของสื่อบันทึกแต่ละอย่างไว้ค่อนข้าวละเอียด เหมาะสำหรับการปูพื้นฐานในการพัฒนางานในด้านอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน

ผมไม่แน่ใจว่า ของไทยเรา มีการปรับปรุงหรือไม่อย่างไร อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสังเกตว่า มีบรรณารักษ์คนไทยเข้าไปอยู่ใน Task Force นี้ด้วย

[ที่มา Catalogablog]

Chopac

In Thaibrarian, บรรณารักษ์ : Librarian, ห้องสมุด : Libraries on มิถุนายน 13, 2008 at 3:58 pm

Chopac.org มีเครื่องมือช่วย catalog ที่ handy หลายชิ้น ที่ชอบมากที่สุดคงเป็นตัวช่วย download ข้อมูลจาก Amazon แล้วแปลงเป็น MARC ให้เลย (มี access point หลายจุด และสามารถเลือกที่จะเอาหรือไม่เอาหัวเรื่องได้) ผมว่าเป็นตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจ สำหรับห้องสมุดที่นำ API ของ Amazon มาใช้ก่อให้เกิดประสิทธิภาพในการการทำงาน

นอกจากนี้ยังมีเครื่องมืออื่น ๆ และ ILS ขนาดย่อม (ที่มีInterface เลียนแบบ google นอกเหนือไปจาก Interface แบบ traditional ทั่วไป) แจกฟรีอีกด้วย

[ที่มา: Catalogablog]

ห้องสมุดมีชีวิตผิดตรงไหน

In Thaibrarian, บรรณารักษ์ : Librarian, ห้องสมุด : Libraries on มิถุนายน 12, 2008 at 12:02 am

จดหมายเปิดผนึกถึงบรรณาธิการวารสารโดมทัศน์

เรียน บรรณาธิการวารสารโดมทัศน์

ผมไม่แน่ใจว่า วัตถุประสงค์ในการลงบทความเรื่อง ห้องสมุดมีชีวิต: ลิขิตด้วยเงิน ในวารสารโดมทัศน์ (ปีที่ 28 ฉบับที่ 1 ประจำเดือนมกราคม – มิถุนายน 2550) คืืออะไร ผมอ่านหลายรอบ เพื่อให้แน่ใจว่าผู้เขียนตั้งใจจะสื่อสารอะไร แต่ยังไม่สามารถให้คำตอบกับตัวเองได้ ในทางตรง ผู้เขียนเหมือนจะสรุปเล่าให้ฟังว่า กระแส “ห้องสมุดมีชีวิต” มีที่มาที่ไป อย่างไร และมีองค์ประกอบอะไรบ้าง อย่างไรก็ตามเนื้อหาและถ้อยคำที่ปรากฏในบทความ มีความส่อเสียดและกระทบกระเทียบต่อวิชาชีพและวิชาการเป็นอย่างมาก ขนาดผมที่มิได้ทำงานในหน่วยงานที่ผู้เขียนเอ่ยถึงเป็นตัวอย่าง ยังรู้สึกว่ากำลังโดนเสียดสีอย่างมาก แต่หากผู้เขียนมิได้มีเจตนาส่อเสียด ก็เป็นไปได้ว่าผู้เขียนมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับ “ห้องสมุดมีชีวิต” หลายประการ ซึ่งถือเป็นความบกพร่องโดยสุจริต

จะว่าไปแล้ว ชื่อบทความ ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเนื้อหาในบทความสักเท่าไหร่ จากจำนวน 12 หน้ามีเพียงไม่กี่ส่วนที่ผู้เขียนเอ่ยถึงเงิน เท่าที่ผมเห็นก็มี

  • หน้า 45 ย่อหน้าแรก (7. มีงบประมาณ…)
  • หน้า 48 คอลัมน์ที่ 2 ย่อหน้า 2 (การทำ Living Library คงใช้ปากทำอย่างเดียวไม่ได้ ต้องใช้งบประมาณมากในระยะแรก…)
  • หน้า 53 ข้อ 9 (9. ต้องได้รับงบประมาณสนับสนุน…)
  • หน้า 53 บทสรุป (โดยสรุปแล้วห้องสมุดมีชีวิตไม่ได้จัดทำได้ง่ายนัก แต่มีวิธีการขั้นตอนที่มากมายและใช้งบประมาณมาก ลงทุนมาก เป็นตัวกำหนด…)

จริง ๆ แล้ว บทความไม่ได้นำเสนอเหตุและผลใด ๆ ที่บ่งชี้ว่า เงินมีความสำคัญอย่างไรต่อห้องสมุดมีชีวิต ทำไมเงินจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด การอนุมานได้ดีที่สุดนั้นน่าจะมากชื่อบทความและบทสรุป ที่คล้าย ๆ จะบอกว่า เงินเป็นปัจจัยเดียวเท่านั้น ซึ่งจริง ๆ แล้ว ผมเห็นว่าอาจมีปัจจัยสำคัญอื่น ๆ อีกที่มีความสำคัญพอ ๆ กับเงิน

ตอนแรกผมเข้าใจว่า ผู้แต่งจะศึกษาการใช้จ่ายงบประมาณของห้องสมุดมีชีวิต ว่าเงินไปสนับสนุนด้านใดบ้าง เช่น เทคโนโลยี บุคลากร ทรัพยากร เป็นต้น หรือผู้เขียนอาจตั้งสมมติฐานเปรียบเทียบระหว่างการใช้จ่ายระหว่างห้องสมุดทั่วไปกับห้องสมุดมีชีวิต ยกตัวอย่างเช่น ในการศึกษาด้านงบประมาณโดยทั่วไปพบว่า งบประมาณที่ใช้มากที่สุดในการดำเนินการพัฒนาห้องสมุดและอื่น ๆ คือ งบประมาณด้านบุคลากร หากการจัดตั้งห้องสมุดมีชีวิต มีลักษณะการใช้จ่ายงบประมาณที่ผิดแผกแตกต่างไปจาก การใช้จ่ายงบประมาณของห้องสมุด “ไร้ชีิวิต” อย่างไร เป็นต้น

ก่อนอื่นผมยอมรับว่าเคยเขียนวิจารณ์ โครงการประกวดห้องสมุดมีชีวิต มาครั้งหนึ่ง เนื่องด้วยความไม่สมบูรณ์ของกิจกรรม แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า ผมไม่เห็นด้วยและมีอคติต่อแนวความคิดนี้ ในฐานะที่นักวิชาการ ถึงแม้ ห้องสมุดมีชีวิต ไม่ใช่กระบวนทัศน์ทางความคิดที่ผมให้ความสนใจ แต่กระนั้นผมถือว่า เป็นกลยุทธ์ที่กระตุ้นให้คนในวิชาชีพเกิดการตื่นตัว และถือเป็นการพัฒนาอีกรูปแบบหนึ่งที่เป็นรูปธรรมชัดเจน

ในวงวิชาการต่างประเทศโดยเฉพาะฝั่งตะวันตก ห้องสมุดมีชีวิต ปัจจุบันไม่ได้รับความสนใจมากมายขนาดเรียกว่าเป็น “แนวคิด”​ หรือ “ทฤษฏี” ที่ต้องมากระโดดโลดเต้น (ที่ดูใกล้เคียงที่สุดเห็นจะเป็น Information Common ซึ่งมีรากฐานมาจากแนวคิดเสรี ไม่ใช่ความเก๋ เท่เพื่อล่อใจผู้ใช้) หากแต่ผมมองว่า “ห้องสมุดมีชีวิต” จึงเป็นเพียง “แบรนด์” หรือเครื่องมือทางการตลาดอย่างหนึ่งที่ได้รับ​ “กระแส” มาจากการเมือง เศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะในประเทศไทย ที่มีแรงผลักดันทางการเมืองอย่างเห็นได้ชัด ดังที่ผู้เขียนบทความได้พยายามกล่าวถึง แต่กระนั้นกระแสเรื่อง ห้องสมุดมีชีวิต ที่ทุกคนให้ความสนใจนั้น เป็นเพียงเปลือกนอกของการพัฒนาชุมชนห้องสมุด และวงวิชาการบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์เท่านั้น

สิ่งหนึ่งที่ดูเหมือนว่าผู้เขียนมองข้ามไป คือ ห้องสมุดมีชีวิต ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ดังกฏห้องสมุดของ Ranganathan ข้อสุดท้ายที่ว่า Library is growing organism (Ranganathan, 1931, หน้า 382-416) ดังนั้นถ้าจะพิจารณากันที่ “หลักการ” จริง ๆ องค์ประกอบที่ผู้เขียนพูดถึงส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่ควรทำอยู่แล้ว ถึงแม้ว่ามันจะเป็น “ห้องสมุดที่ไม่มีชีิวิต” ก็ตาม

การที่บอกว่า ห้องสมุดมีชีิวิตต้องมีระบบป้องกันอัคคีภัย มีเก้าอี้ที่นั่งสบาย สิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่เป็นสิ่งที่​ “จำเป็น” สำหรับผู้ใช้อยู่แล้วหรือ ไม่ว่าจะเป็นห้องสมุดที่มีชีวิตหรือไม่ คุณก็ต้องมีระบบป้องกันอัคคีภัยอยู่แล้ว (อาคารที่ไหนก็ต้องมีเพื่อความปลอดภัย) การมีเฟอร์นิเจอร์ที่ให้ความสะดวกสบายแก่ผู้ใช้ ก็เป็นเรื่องจำเป็น จะให้ผู้ใช้หาหนังสือที่กองทับกันอยู่กับพื้น หรือให้นั่งอ่านหนังสือกันกลางแดดจ้า ก็คงมิอาจจะเรียนว่าเป็นห้องสมุดได้ ห้องสมุดก็ต้องมีระบบแสงสว่างที่เพียงพอ มีระบบควบคุมเสียงที่ดี มีมากมีน้อย ดีมากดีน้อย ก็ต้องขึ้นอยู่กับศักยภาพของแต่ละสถาบัน ไม่ว่าจะเป็นกำลังเงิน กำลังคน -รวมถึงคุณภาพของคน- และเวลา) ส่วนเรื่องร้านอาหาร ร้านกาแฟ เหล่านี้ส่วนเป็นส่วนเสริมเท่านั้น

ผมยอมรับว่า เงินเป็นปัจจัยสำคัญ (แต่อาจไม่ที่สุดและไม่ใช่ปัจจัยเดียว) ในการพัฒนาชุมชนห้องสมุดตามกระแสห้องสมุดมีีชีวิต (และห้องสมุดไม่มีชีวิตด้วย) ก็จริง แต่การมองข้ามปัจจัยอื่น ๆ ปัญหาของการไม่สามารถจัดหาของที่มีีคุณภาพในระดับที่ดีได้ “ส่วนหนึ่ง” ก็อยู่ที่ข้อจำกัดของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของทางราชการด้วยมิใช่หรือ ถึงแม้จะมีเงินมาก แต่หากยังต้องปรับปรุงอาคาร หรือจัดซื้อชั้นหนังสือตาม คุณสมบัติเหมือนกันทั้งหมดทั้งประเทศ ก็ไม่มีค่าอะไรที่จะมาบ่นว่า ไม่มีเงินก็ไม่มีของดี ดังนั้น การเขียนบทความจงใจกระทบกระเทียบเช่นนี้ เป็นการมองข้ามองค์ประกอบอื่น ๆ ไปอย่างสิ้นเชิง

หากมองในเชิงมหภาค จะเห็นได้ว่า เราสูญเสียทรัพยากรจำนวนมาก ไปกับการทำงานซ้ำซ้อนมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะการที่ไม่ประสบความสำเร็จในการสร้างเครือข่าย ไม่ว่าจะตั้งแต่การจัดหาทรัพยากร การลงรายการ ไปจนถึงการให้บริการร่วมกันระหว่างห้องสมุด ความร่วมมือเหล่านี้ต่างก็ทำให้การใช้ทรัพยากรเป็นไปอย่างเต็มประสิทธิภาพ แต่ทำไมในทางปฏิบัติไม่เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ มีปัจจัยอะไรบ้าง? เงินยังเป็นปัจจัยสำคัญอีกหรือไม่?

การเขียนพรรณาเกินจริงของผู้เขียน ก็ชี้ให้เห็นว่าผู้เขียนมองข้ามหลักเหตุและผล โดยเฉพาะเรื่องคุณภาพการบริหารจัดการ รวมไปถึงการบริการ นั่นก็คือ ประสิทธิผลและประสิทธิภาพ การจัดหาของทุกสิ่งทุกอย่างเข้าห้องสมุด (รวมทั้งหนังสือ) ถึงแม้จะมีราคาแค่ไหน แต่ก็ควรยึดหลักประสิทธิผลและประสิทธิภาพอยู่เสมอ ไม่ใช่เพียงแต่เพื่อเท่ เก๋ อะไรอย่างเดียว ยกตัวอย่าง เช่น การแนะนำว่าหนังสือที่จะจัดหาควรจะเป็นหนังสือใหม่ที่มีอายุไม่เกิน 3 ปี อันนี้เป็นความคิดที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อน หนังสือมีคุณค่าเมื่อมีคนอ่าน การนำเสนอหนังสือใหม่ เป็นเพียงวิธีการหนึ่งที่ทำให้ผู้ใช้ติดตามความรู้ใหม่ ๆ แต่ความรู้ไม่ได้อยู่แต่ในหนังสือใหม่เท่านั้น การมีหนังสือเก่าหรือมีรอยซ่อมแซม ก็ไม่ใช่เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจต้องห้าม การที่แนะนำให้เอาหนังสือเก่ามาเก็บไว้คนละอาคาร เพียงเพราะไม่เข้ากับกระแส ก็ออกจะดูพิลึกและผิดจากแนวปฏิบัติไปมาก ไม่มีความจำเป็นใด ๆ สำคัญอยู่ที่ว่า หนังสือที่นำเข้ามาเหมาะกับความต้องการผู้ใช้มากน้อยเพียงใด หนังสือที่ไม่เหมาะกับผู้ใช้ ต่อให้ใหม่แค่ไหน ก็ไม่มีใครอ่าน สู้อ่านหนังสือเก่าไม่ได้ มีวิธีการตั้งมากมาย ที่ทำให้ห้องสมุดสามารถนำเอาหนังสือเก่ามานำเสนอให้เกิดความน่าสนใจ และทำให้มันดูมีชีวิต

การยกตัวอย่างการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยของผู้เขียน มิได้แสดงเหตุและผลว่าทำไมการมีเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยเป็นองค์ประกอบสำคัญใน “ขั้นตอนการทำ Living Library” การระบุว่า ห้องสมุดมีชีวิตต้องมีระบบ RFID ใช้ มีเครื่องยืม-คืนอัตโนมัติ แสดงให้เห็นว่าผู้เขียนมองประเด็นเหล่านี้เป็นของความทันสมัย ทั้งที่จริง ๆ แล้วการพิจารณาการใช้เทคโนโลยีทั้งหลายทั้งปวง ต่างก็อยู่บนพื้นฐานของประสิทธิภาพและประสิทธิผลเช่นกัน

ผู้เขียนแนะนำให้เลิกใช้ โปรแกรม CDS/ISIS โดยขาดบริบท ว่าปัญหาของ CDS/ISIS คืออะไร ผมเองก็ไม่เข้าใจว่า CDS/ISIS ไม่ดีอย่างไร การแนะนำเช่นนี้ ประหนึ่งเป็นการบอกเป็นนัยว่า เราไม่มีทางที่พัฒนาห้องสมุดได้ดีไปกว่านี้แล้ว นอกจากต้องมีเงินซื้อ เพราะบรรณารักษ์ไม่ควรรู้เรื่องระบบ ควรพึ่ง vendor เท่านั้นเป็นพอ แท้ที่จริงแล้วระบบห้องสมุดอัตโนมัติที่ดี ไม่จำเป็นต้องมีราคาแพง ปัจจุบันมีระบบห้องสมุดอัตโนมัติ Open Source ที่สามารถนำมาใช้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เงิน แต่อยู่ที่คน ว่าคนรู้เรื่องระบบได้ดีแค่ไหน

นอกจากนี้ผู้เขียนดูเหมือนเบี่ยงเบนบางประเด็นให้ดูเกินความเหมาะสม เช่น ในหน้า 46 ย่อหน้าที่ 2 ผู้เขียนกล่าวโดยสรุปว่า ห้องสมุดที่ให้บริการในเชิง Edu-entertainment คือ “เป็นห้องสมุดที่เข้าไปแล้ว มีความสุข บรรยากาศน่านั่ง น่ามาใช้” อันนี้ ผมว่าผู้เน้น entertainment มากเกินไปโดยลืมคำว่า Education ความเข้าใจคลาดเคลื่อนเช่นเดียวกันนี้ปรากฏอีกครั้ง เมื่อผู้เขียนกล่าวถึง “สิ่งบันเทิงล่อใจเยาวชน” โดยผู้เขียนอนุมานถึง VCD, DVD ภาพยนตร์ มีเคเบิ้ลยูบีซี มี CD มีเมส์ หรือมีรายการโทรทัศน์ต่างประเทศ ทรัพยากรสารสนเทศประเภทนี้ ไม่เป็นแต่เพียง สิ่งบันเทิง แต่สามารถเป็น “สาระ” ได้ด้วย ทั้งนี้เป็นหน้าที่ของแผนก/งานพัฒนาทรัพยากรอยู่แล้ว ที่จะต้องให้บริการทรัพยากรในรูปแบบที่หลากหลาย การมองว่า ทรัพยากรสารสนเทศที่เป็น “สาระ” จะอยู่ในรูปแบบหนังสือเท่านั้น ผมมองว่าเป็นมุมมองที่ปิดกั้นมากเกินไป คล้าย ๆ กับจะบอกว่า แต่ไหนแต่ไรมา ห้องสมุด ก็มีแต่ “สมุด” เท่านั้น ถ้านอกเหนือจากนั้นเราก็ไม่เรียก “ห้องสมุด”

การมีความคิดเห็นที่จะให้เฉพาะคนหนุ่มสาวมาให้บริการ ไม่ใช่คนใกล้เกษียณ เพียงเพราะจะทำให้เคาน์เตอร์บริการดูสดใส ก็เป็นเรื่องที่ทำร้ายจิตใจผู้อ่าน และเป็นการ discrimination อย่างรุนแรง ปัญหาของคนที่ควรทำหน้าที่ตอบคำถาม ไม่ได้อยู่ที่อายุ แต่อยู่ที่ความสามารถ ผู้ใหญ่มีประสบการณ์และมีบุคลิกลักษณะที่เป็นมิตรก็มีมากมาย

ยังมีประเด็นอื่นอีกมากที่บทความชิ้นนี้ไม่สามารถหาเหตุและผลมาสนับสนุนได้ นอกจากนี้ส่วนที่สำคัญที่สุดในบทความ คือ หัวข้อ “ขั้นตอนการทำ Living Library” ผู้เขียนไม่ได้แสดงแหล่งที่มาของข้อมูลเหล่านี้ว่ามาจากแหล่งใด เช่น การสอบถาม การรวบรวมเอกสาร หรือจากประสบการณ์การทำงานในการพัฒนาห้องสมุดมีชีวิต เป็นต้น ซึ่งมีผลอย่างยิ่งต่อความน่าเชื่อถือของงานเขียน

การเขียนบทความเป็นการสื่อสารอย่างหนึ่ง ผู้เขียนควรตระหนักว่าผู้อ่านควรได้อะไรจากการอ่าน เท่าที่ผมอ่าน impression ที่ได้คือ ถ้าไม่มีเงินก็ไม่ต้องทำอะไร เป็นห้องสมุดไร้ชีวิตต่อไป ในขณะเดียวกันเหมือนเป็นการไม่ให้ credit กับผู้ร่วมวิชาชีพที่พัฒนาห้องสมุดมีชีวิต ว่ามีแต่เงิน โดยมองไปว่าบุคคลเหล่านี้ ก็ถือเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ห้องสมุดเหล่านี้เกิดขึ้นได้ อย่างไรก็ตามผมก็เชื่อว่าแค่ห้องสมุดมีชีวิต ถ้าจะทำให้มันพอเพียง ไม่ต้องใช้เงินมหาศาล ทำไมจะทำกันไม่ได้

ผมรู้สึกเป็นห่วงกับการหลงทางทางวิชาการในบ้านเรา โดยเฉพาะการมองข้ามความสำคัญของผู้ใช้ การให้ข้อเสนอแนะต่าง ๆ นานาที่ปราศจากหลักฐานหรือสมมติฐานที่ยอมรับได้ว่าผ่านการศึกษาผู้ใช้มาแล้ว ดูเหมือนว่าจะเป็นการเขียนที่บกพร่องในเชิงวิชาการและวิชาชีพ หากต้องการจะพัฒนาห้องสมุดหนึ่ง ๆ ไม่ว่าจะด้วยเครื่องมือใด ๆ ก็ตาม วิธีการที่ดีที่สุด คือ การรู้จักผู้ใช้ก่อนเสมอ ไม่ใช่นั่งเทียนเขียนอ้างอิงลอย ๆ ผู้เขียนก็ดูเหมือนว่าจะเข้าใจหลักการข้อนี้ดี เพราะอ้างอิงเองว่า หอสมุดแห่งชาติสิงคโปร์ “ได้ทำวิจัยสาเหตุที่เยาวชนไม่เข้าห้องสมุดเพราะอะไร แล้วได้นำผลวิจัยมาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น” แต่ท้ายสุดก็กลับไปมองข้ามวิธีการได้มาซึ่งวิธีการพัฒนา แต่กลับไปสนใจว่าเค้าทำอะไร สำหรับประเทศไทยผมยังไม่เคยเห็นแม้แต่ตัวเลขว่า คนไทยเข้าใช้ห้องสมุดมากน้อย ตัวเลขเดียวที่ชอบนำมาอ้างกัน คือ คนไทยอ่านหนังสือน้อย แล้วก็ตั้งสมมติฐานกันเองว่า คนเข้าใช้ห้องสมุดน้อย จะด้วยเหตุผลอะไรก็ไม่รู้ รู้แต่ว่า ถ้าทำอย่างเค้า แบบนั้น แบบนี้ ก็น่าจะมีคนใช้เพิ่มขึ้นมาบ้าง เป็นการมองข้ามขั้นที่ออกจะผิดที่ผิดทางไปหน่อย

ผมไม่ทราบว่าทางบรรณาธิการคิดอย่างไร จึงได้ตัดสินใจเอาบทความชิ้นนี้มาลง ผมเป็นผู้ชื่นชอบและติดตามวารสารมาหลายปี ผมเคารพและให้เกียรติในสถาบันผู้เป็นเจ้าของวารสาร นับถือเสรีภาพในการแสดงออกที่สถาบันยึดถือเป็นสรณะ แต่เสรีภาพที่ทำให้เกิดการแตกแยกผมก็รู้สึกไม่สบายใจ ผมรู้สึกว่าผู้เขียนบทความ ไม่ได้ให้เกียรติกับวิชาการ (ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้เขียนกำลังทำงานอยู่กับมัน) และเพื่อนร่วมวิชาชีพเลยครับ

ด้วยความเคารพ

ทรงพันธ์ เจิมประยงค์
๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๑

ปล. จดหมายฉบับนี้เขียนขึ้น ด้วยความคิดเห็นส่วนตัว มิได้เป็นตัวแทนของสถาบัน นายจ้าง อดีตนายจ้าง หรือผู้อื่นผู้ใดทั้งสิ้น

รายการอ้างอิง

Ranganathan, S. R. (1931).  The Five Laws of Library Science. Madras, India; London: Madras Library Association and Edward Goldston.  Retrieved from http://dlist.sir.arizona.edu/1220/

ข้อเสนอแนะอื่น ๆ

  • TK Park หรืออุทยาการเรียนรู้มิได้เกิดขึ้นภายใต้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการ สื่อสาร หากแต่เกิดขึ้นจากสำนักบริหารและจัดการองค์ความรู้ (OKMD) ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี
  • ไม่ปรากฏรายการอ้างอิงของอาว์ มาราซานตรา

Digital Preservation Challenge

In Thaibrarian, preservation, บรรณารักษ์ : Librarian on มิถุนายน 11, 2008 at 10:51 am

ข่าวประชาสัมพันธ์ครับ

การแข่งขัน Digital Preservation Challenge ครั้งที่สอง จัดโดย Digital Preservation Europe ร่วมกับ Xerox ชิงเงินรางวัล 3000 ยูโร เป็นการแข่งขันพัฒนากลยุทธ์ด้านการรักษาทรัพยากรสารสนเทศดิจิตอล โดยผู้เข้าร่วมการแข่งขันจะต้องเป็นนักเรียนนักศึกษา ไม่จำกัดว่าจะมาจากประเทศไหน

The competition is open to individual students in all disciplines, however it is envisaged that students in computing science, engineering, or information science programmes are most suited to the specific requirements of this challenge.

หมดเขตส่งผลงาน วันที่ 31 กรกฎาคม 2551 เวลา 16:00น. (GMT)

รายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ที่ http://www.digitalpreservationeurope.eu/challenge/

เสียงสะท้อนจาก LC

In Thaibrarian, library2.0, บรรณารักษ์ : Librarian, ห้องสมุด : Libraries on มิถุนายน 10, 2008 at 4:32 pm

เมื่อต้นปีนี้ คณะทำงานชุดพิเศษด้านการควบคุมบรรณานุกรม ที่ตั้งขึ้นโดย LC ได้เผยแพร่รายงาน Off the record (ซึ่งผมเคยเขียนถึงไว้ครั้งหนึ่ง เมื่อตอนที่เปิดรับข้อคิดเห็นครั้งสุดท้าย) ถือได้ว่าเป็นเอกสารที่ได้รับการกล่าวถึงเป็นอย่างมาก ทั้งจากภายใน LC และภายนอก

แต่ที่ดูจะเป็นสีสันมากที่สุด คงจะเป็นการวิจารณ์วิจารณ์จากคนภายใน LC เอง โดยเฉพาะการวิจารณ์รายงานฉบับนี้อย่างถึงพริกถึงของ Thomas Mann บรรณารักษ์ reference ของ LC เอง ซึ่งหลัก ๆ ไม่ใช่เป็นการโต้แย้งในเชิงสมมติฐาน แต่หากเป็นการวิจารณ์ประเด็นที่ขาดตกบกพร่องไปเสียมากกว่า (นอกเรื่องหน่อย พักหลัง ๆ นี่มีการปะทะกันทางวิชาการค่อนข้างบ่อย เมื่อเร็ว ๆ นี้ Marcia Bates ก็โต้ตอบ Hjørland ที่ไปวิพากษ์ paper เรื่อง นิยามของ information ใน JASIST, 59(5):842–844 แอบมันส์เล็กน้อย :D) 

ล่าสุด Deanna B. Marcum ก็ได้ออกรายงานแสดงความคิดเห็นในฐานะตัวแทนของ LC เองแล้ว โดยได้รวบรวมความคิดเห็นจากหลายฝ่ายใน LC (รวมทั้งของ Mann ด้วย) มีประเด็นที่น่าสนใจที่เกี่ยวข้องกับบทบาทของ LC ในการเป็นผู้นำในการควบคุมรายการบรรณานุกรมหลายเรื่อง โดย Marcum ได้ตอบรายงานเป็นข้อ ๆ พร้อมระบุว่า สนับสนุนข้อเสนอแนะหรือไม่ อย่างไร แล้วก็ชี้แจงสิ่งที่ LC กำลังทำอยู่ในปัจจุบันและแผนงานในอนาคต จึงอยากแนะนำให้อ่านกัน

ส่วนใหญ่ Marcum สนับสนุนข้อเสนอเกือบทุกข้อ ยกเว้นข้อที่เสนอแนะให้ปรับปรุงกระบวนการ CIP ให้เป็นกระบวนการอัตโนมัติ (เพื่อลดความซ้ำซ้อน) โดย Marcum ชี้ว่า กระบวนการดังกล่าวยังมีปัญหาในเชิงปฏิบัติ ทั้งความร่วมมือของสำนักพิมพ์ที่โดยทั่วไปยังน้อยอยู่มาก นอกจากนี้ความพยายามที่จะสร้างข้อมูลรายการบรรณานุกรมเชิงบรรยาย (เชิงพรรณนา) ให้เกิดขึ้นก่อนกระบวนการลงรายการนั้น เป็นไปได้เฉพาะกับผู้ผลิตที่เป็นสำนักพิมพ์เพื่อการค้าเท่านั้น อีกทั้งสำนักพิมพ์ต่างประเทศก็ไม่ได้เข้าร่วมโครงการนี้เช่นกัน

ประเด็นที่น่าสนใจอื่น ๆ ก็เช่น ทิศทางของ PCC, ความพยายามที่จะแปลง LCSH ให้อยู่ในรูปแบบของ SKOS เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีโปรเจคภายนอกที่ถูกกล่าวถึงในเอกสารฉบับนี้ที่น่าสนใจ เช่น โปรเจค AMeGA เพื่อลดการทำงานในการสร้างและจัดการรายการควบคุม (authority record), ที่ Stanford ก็กำลังศึกษา computational analysis ของ LCSH แต่ที่น่าสนใจที่สุดสำหรับผม คือ การพูดถึง WPopac หรือที่ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น Scriblio (จำได้ว่าเคยเข้าไปดูโปรเจคนี้สมัยเกิดขึ้นใหม่ ไม่คิดว่าตอนนี้จะไปไกลได้เร็วขนาดนี้) ซึ่งเป็นโปรเจคที่พัฒนา OPAC + CMS ของห้องสมุดโดยใช้ WordPress เป็นโครงสร้าง เป็นความร่วมมือร่วมกันระหว่าง Plymouth State University กับ Cook Memorial Library ยิ่งเห็นตัวอย่าง ต้องยอมรับว่าเนียนมาก ถึงแม้ว่าจะยังมีหนทางในการพัฒนาเพิ่มเติมอีกเยอะ (เช่น เรื่อง Browsing, การใช้หัวเรื่องและหมวดหมู่ให้เต็มประโยชน์) แต่ก็ยอมรับว่า tweak ได้เก่งจริง ๆ (แอบชอบ ระบบช่วยคิดคำค้นอัตโนมัติในระหว่างที่พิมพ์ -ออกแนวคล้าย T9 ในมือถือ- และเชื่อมโยงให้เข้ากับ google translation)

ขอเชิญอ่านและวิจารณ์แถลงการณ์ฯ ภาษาไทย

In Thaibrarian, บรรณารักษ์ : Librarian, ห้องสมุด : Libraries on มิถุนายน 8, 2008 at 4:16 pm

ในที่สุดก็แปลเสร็จเรียบร้อย สำหรับแถลงการณ์ว่าด้วยหลักเกณฑ์การลงรายการ ซึ่งสามารถดาวน์โหลดไปอ่านกันก่อนได้จาก ที่นี่

ผมได้ส่งเอกสารฉบับแปลภาษาไทยนี้ไปให้กับ Barbara Tillet เป็นที่เรียบร้อยแล้ว คาดว่าจะเอาขึ้นเว็บไซต์ของ IFLA เร็ว ๆ นี้

คำเชิญ:
ร่วมวิจารณ์แถลงการณ์ว่าด้วยหลักเกณฑ์การลงรายการสากลของ IFLA

เปิดรับข้อคิดเห็นภายในวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๑ โดยส่งไปยัง Barbara Tillett ประธานคณะทำงานวางแผน IME ICC ที่ btil@loc.gov หรือโทรสารหมายเลข +๑ (๒๐๒) ๗๐๗-๖๖๒๙ และสามารถแบบฟอร์มการลงคะแนนพร้อมกับสำเนาแถลงการณ์หลักเกณฑ์การลงรายการสากลและอภิธานศัพท์ได้ที่ http://www.ifla.org/VII/s13/icc/principles_review_200804.htm

แผนกการลงรายการของ IFLA ได้จัดการประชุมระดับภูมิภาคขึ้น ๕ ครั้งระหว่างผู้พัฒนากฎเกณฑ์และผู้เชี่ยวชาญการลงรายการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหาวิธีการเพิ่มขีดความสามารถในการแลกเปลี่ยนข้อมูลการลงรายการจากทั่วโลก โดยการสนับสนุนมาตรฐานสำหรับเนื้อหาในรายการบรรณานุกรมและรายการควบคุมที่ใช้ในแคตาลอกห้องสมุด

นอกเหนือไปจากวัตถุประสงค์เบื้องต้น การประชุมดังกล่าวยังมีเป้าหมายเพื่อพิจารณากฎเกณฑ์การลงรายการที่ใช้ในประเทศเหล่านั้น เพื่อเปรียบเทียบความคล้ายคลึง และเพื่อพิจารณาความเป็นไปได้ที่จะตกลงในหลักเกณฑ์สำคัญ เพื่อนำไปสู่การพัฒนากฎเกณฑ์การลงรายการสากล

เพื่อประสิทธิผลสูงสุด การประชุมได้ถูกกำหนดให้จัดขึ้นใน ๕ ภูมิภาคทั่วโลก ที่ปรกติจัดขึ้นร่วมกับการประชุมใหญ่สามัญของ IFLA ทุก ๆ เดือนสิงหาคม การประชุมในปี ๒๕๔๖ จัดขึ้นในเมืองแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี (กลุ่มผู้พัฒนากฎในแถบยุโรปและแองโกล อเมริกัน) ปี ๒๕๔๗ จัดขึ้นในเมืองบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา  (สำหรับแถบละตินอเมริกาและคาริบเบียน) ปี ๒๕๔๘ จัดขึ้น ณ เมืองไคโร ประเทศอียิปต์ (ในแถบตะวันออกกลางที่ใช้ภาษาอาหรับและแอฟริกาตอนเหนือ) ปี ๒๕๔๙ จัดขึ้น ณ กรุงโซล ประเทศเกาหลี  (ในกลุ่มผู้พัฒนากฎเกณฑ์ในแถบเอเชีย) และในปี ๒๕๕๐ จัดขึ้นในเมืองพริโทเรีย ประเทศแอฟริกาใต้ (ในกลุ่มประเทศแอฟริกาแถบซาฮะรา) แถลงการณ์หลักเกณฑ์การลงรายการสากลฉบับร่างและอภิธานศัพท์นี้ เป็นผลลัพธ์อันเกิดจากการพูดคุย ลงคะแนน และเห็นชอบจากผู้เข้าร่วมประชุมที่ได้รับการเทียบเชิญ ดิฉันเชื่อว่า เอกสารฉบับนี้จะนำเสนอแนวทางเพื่อนำไปสู่เป้าหมายตั้งต้นของ IFLA ในการเพิ่มการแลกเปลี่ยนข้อมูลบรรณานุกรมระหว่างชุมชน ภาษา และตัวเขียน

ดิฉันขอขอบพระคุณ IFLA, OCLC, the Deutsche Nationalbibliothek, Universidad de San Andres กรุงบัวโนส ไอเรส, หอสมุดแห่งชาติอียิปต์, สำนักงานห้องสมุดรัฐสภาประจำกรุงไคโร, the Biblioteca Alexandrina, ห้องสมุดประชาชนกษัตริย์อับดุล อาซิส, หอสมุดแห่งชาติเกาหลี, และหอสมุดแห่งชาติแอฟริกาใต้ ในการให้ความช่วยเหลือ และสนับสนุนในการประสานงานการประชุม

หลังจากพิจารณาข้อคิดเห็นทั้งหมดจากการเปิดรับการวิจารณ์จากทั่วโลกนี้แล้ว เอกสารฉบับร่างสุดท้ายจะถูกส่งไปยังคณะกรรมการสามัญแผนกการลงรายการและบรรณานุกรมของ IFLA ฝ่ายที่ ๔ เพื่อขอความเห็นชอบก่อนที่จะนำไปตีพิมพ์โดย IFLA ต่อไป

กรุณาร่วมลงคะแนนและส่งข้อคิดเห็นโดยกรอกแบบฟอร์มได้ที่ http://www.ifla.org/VII/s13/icc/principles_review_200804.htm
ภายในวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๑
ถึง Barbara Tillett

อีเมล์: btil@loc.gov
โทรสาร: +๑ (๒๐๒) ๗๐๗-๖๖๒๙

ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณ รศ.ดร.สมพร พุทธาพิทักษ์ผล จาก มสธ. ที่ช่วยให้คำแนะนำและขัดเกลาภาษาให้ ต้องยอมรับก่อนเลยว่า ทักษะภาษาอ่อนลงไปมาก โดยเฉพาะต้องมาแปลเอกสารด้านเทคนิค เล่นเอามึนเลยทีเดียว เพราะศัพท์เฉพาะทั้งหลาย คืนครูไปหมดตั้งแต่สมัยเรียน ป.ตรี แล้ว ศัพท์หลายคำที่แปลไป ก็ยังไม่ค่อยแน่ใจ 100% เพราะฉะนั้น ถ้าใครมีข้อสงสัยหรือข้อเสนอแนะเกี่ยวกับคำศัพท์หรือการแปล ก็ส่งข้อเสนอแนะมาได้ครับที่ songphan (at) unc (dot) edu ครับ

ในระหว่างที่แปล สิ่งที่ทำให้ปวดหัวมากที่สุด คือ แหล่งคำศัพท์อ้างอิง เพราะไม่สามารถหาแหล่งข้อมูลของศัพท์เฉพาะที่เป็นภาษาไทยด้านนี้ได้ (ผมเองก็ไม่มีตำราวิชาการภาษาไทยด้านนี้ ติดไม้ติดมือมาด้วย) ดังนั้นแหล่งที่พอจะใช้ได้ก็มี ศัพท์บัญญัติของราชบัณฑิตยสถาน กับคำศัพท์เทคโนโลยีสารสนเทศและบรรณารักษศาสตร์ของ STKS แต่กระนั้นทั้งสองที่ก็มีข้อจำกัดอยู่มาก กล่าวคือ แหล่งแรก ไม่ใช่ศัพท์เฉพาะทางด้านบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศเทศศาสตร์​ ที่พอจะหยวน ๆ กันได้ก็เป็นศัพท์คอมพิวเตอร์ กับศัพท์เทคโนโลยีสารสนเทศ แต่กระนั้นก็ไม่ใช่บริบทของมันเสียทีเดียว ส่วนแหล่งที่สอง ผมเห็นว่า ความครอบคลุมยังน้อยอยู่ และต้องมีการ update เพิ่มอีกมาก

ยกตัวอย่าง คำที่ผมพบว่ามีปัญหาคือ คำว่า “รายการ” ที่ดูเหมือนว่า คำไหนแปลไม่ออกก็ใช้รายการไว้ก่อน -_-” เช่น item, record, entry, (บางคนใช้กับคำว่า catalogue ก็มี) เป็นต้น หรือ 4 เอนทิตีหลักใน FRBR (work, expression, manifestation และ item) ก็ยากที่แปลให้เข้าใจได้ในตัวมันเอง

ด้วยปัญหาดังกล่าวข้างต้น ก็เลยคิดจะทำโปรเจคทดลองขึ้นมาโปรเจคหนึ่ง ขอเวลาเตรียมการให้เรียบร้อยก่อน แล้วจะแจ้งให้ทราบอีกครั้งหนึ่งเร็ว ๆ นี้

ยังไงก็รบกวนช่วยส่งคำเชิญหรือบอกต่อไปยังคนอื่นให้ทราบด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

แถลงการณ์ว่าด้วยหลักเกณฑ์การลงรายการสากล

In Thaibrarian, บรรณารักษ์ : Librarian, ห้องสมุด : Libraries on พฤษภาคม 25, 2008 at 10:47 am

ตอนนี้ IFLA Cataloguing Section กำลังเชิญชวนให้ห้องสมุดทั่วโลก ช่วยกันลงคะแนนและวิจารณ์ แถลงการณ์ว่าด้วยระเบียบหลักเกณฑ์การลงรายการสากลฉบับใหม่ ซึ่งจะนำมาใช้แทน กฏหลักเกณฑ์ปารีส (Paris Principles) ที่ใช้มาตั้งแต่ปี 1961

แถลงการณ์ว่าด้วยกฏฉบับใหม่นี้ ขยายขอบเขตของรูปแบบของทรัพยากรให้ครอบคลุมมากกว่าเชิงตัวอักษร และขยายขอบเขตของกฏให้ครอบคลุมทุกแง่มุมของข้อมูลบรรณานุกรม (bibliographic data) และข้อมูลรายการควบคุม (authority data) ทั้งนี้ยังปรับให้เหมาะสมกับระบบสืบค้นออนไลน์และระบบอื่น ๆ ที่นอกเหนือไปจากนั้น

จุดเปลี่ยนที่ทำสำคัญของแถลงการณ์ฉบับใหม่ คือ การปรับเอาแนวคิด ข้อกำหนดการทำงานของรายการบรรณานุกรม (FRBR) กับข้อกำหนดการทำงานของรายการควบคุม (FRAD) มาใช้เป็นแกนหลักสำคัญ แน่นอนว่าทำให้กระบวนทัศน์ในรูปแบบการลงรายการ และข้อกำหนดในการพัฒนาระบบสืบค้นห้องสมุดนั้นต้องเปลี่ยนไป

แถลงการณ์ฉบับนี้มีความยาวเพียง 8 หน้า ถ้าใครมีข้อคิดเห็นหรือลงคะแนนสนับสนุน หรือไม่สนับสนุนอย่างไร ก็สามารถส่งแบบฟอร์ม ภายในวันที่ 30 มิถุนายนนี้

update1: ผมกำลังแปลแถลงการณ์ฉบับนี้เป็นภาษาไทย ขณะนี้อยู่ในระหว่างการ review และขออนุญาต หากทุกอย่างเรียบร้อยแล้วจะแจ้งให้ทราบอีกครั้งหนึ่งครับ

update2: แถลงการณ์ฯ ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยเรียบร้อยแล้วครับ สามารถดูรายละเอียดได้ที่ http://iteau.wordpress.com/2008/06/08/iflathaicataloguignstatemen/

เว็บไซต์ Q&A: บทท้าทายใหม่ของ reference service

In Thaibrarian, บรรณารักษ์ : Librarian, มั่วซั่ว : Miscellenous, ห้องสมุด : Libraries on เมษายน 15, 2008 at 2:24 am

Boston Public Libraryที่มาที่ไป

อ่าน paper จาก SIGCHI 2008 ที่ผ่านมาสด ๆ ร้อน ๆ เรื่อง Predictors of Answer Quality in Online Q&A Sites โดย Maxwell Harper และคณะ แล้วก็อดคิดถึงอนาคตของบริการตอบคำถามช่วยการค้นคว้า และไปถึงวิชาชีพโดยภาพรวมไม่ได้

วัตถุประสงค์ของงานวิจัยชิ้นนี้ คือ 1) ต้องการที่จะเปรียบเทียบคุณภาพของคำตอบ ที่ได้จากบริการตอบคำถามออนไลน์ 2) หาว่า ปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้คำถามได้รับคำตอบที่มีคุณภาพ โดยการออกแบบการวิจัยเชิงทดลอง โดยส่งคำถามที่จำเป็นต้องให้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านวิจัย หรือเชี่ยวชาญในหัวข้อนั้น ๆ มาเป็นผู้ตอบ ไปยังเว็บที่ทดลอง ซึ่งมีทั้งหมดจำนวน 5 กลุ่ม ได้แก่ บริการตอบคำถามช่วยการค้นคว้าออนไลน์ของห้องสมุด, Google Answers, AllExperts, Yahoo! Answer, และ Live QnA เป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์ (โดยส่วนตัว ชอบ methodology ของงานนี้แล้ว แนะนำให้อ่านรายละเอียดในฉบับเต็ม สำหรับคนที่อยากทำงานวิจัยแนวนี้ ซึ่งมีทั้งข้อมูลเชิงปริมาณและคุณภาพ)

บริการแต่ละแห่งให้ผลอย่างกันอย่างไร

ผลการวิจัย ชี้ให้เห็นว่า บริการตอบคำถามแต่ละแห่ง ให้คุณภาพของคำตอบที่แตกต่างกัน ผู้มาตอบให้ความใส่ใจมากน้อยต่างกัน มีความยาวของคำตอบที่แตกต่างกัน และจำนวนคำตอบที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะเจาะจงไปที่ Google Answers (ในช่วงราคา $10 และ $30 เหรียญ) ที่มีปัจจัยต่าง ๆ ข้างต้นอยู่ในระดับต้น ๆ เหนือบริการอื่น ๆ เว้นแต่ Yahoo! Answer มีจำนวนคำตอบต่อหนึ่งคำถามมากที่สุด ในขณะเดียวกับก็พบว่า Yahoo! Answer ให้คำตอบที่มีคุณภาพมากกว่า บริการตอบคำถามของห้องสมุดอย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ เมื่อดูโดยภาพรวม พบว่า เว็บไซต์ที่ให้บริการในรูปแบบของชุมชนนั้น ให้คุณภาพของคำตอบที่มีคุณภาพมากกว่า และให้คำตอบที่ยาวกว่า บริการตอบคำถามที่อาศัยความเชี่ยวชาญของปัจเจกบุุคคล อย่างเช่น บริการตอบคำถามของห้องสมุด และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านอย่าง AllExperts ซึ่งผลการวิจัยข้อนี้ เป็นการตอกย้ำ ถึงข้อได้เปรียบของชุมชนที่มีต่อข้อมูลอย่างเห็นได้ชัด

นอกจากนี้ ผลการวิจัยยังพบว่า ระบบมีเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง อย่าง Google Answers จะให้คำตอบที่ดีกว่าบริการของที่อื่น แต่กระนั้นก็ไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนได้ว่า ระบบที่มีการจ่ายเงิน จะดีกว่า (เนื่องจากมีเพียง Google Answers ระบบเดียวเท่านั้น ที่มีเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำไมไม่สามารถ generalize ได้ว่า จริง ๆ เป็นเพราะ ความเป็น Google หรือเพราะเงินกันแน่ ที่ทำให้คำตอบดีกว่า)

เมื่อเปรียบเทียบกันระหว่าง ระบบที่อาศัย ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (อย่าง Yahoo! Answer, AllExperts, และ Live QnA ที่คนตอบมักจะเป็นคนที่รู้เรื่องนั้น ๆ จริง ๆ) กับ ผู้เชี่ยวชาญในการสังเคราะห์ข้อมูล (ในที่นี้ คือ บริการที่ได้จาก Google Answers และบริการของห้องสมุด) จะพบว่า ผู้เชียวชาญในการสังเคราะห์ข้อมูล จะให้ link แนะนำไปยังแหล่งข้อมูลอื่น ๆ จำนวนมากกว่า และให้คำตอบที่มีคุณภาพมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ

ถามอย่างไร ถึงจะได้คำตอบที่ดีขึ้น

เงินซื้อคำตอบได้จริง? ผลการวิจัยชี้ว่า การจ่ายเงินมากขึ้น ทำให้ได้คำตอบที่มีคุณภาพมากขึ้น คำตอบยาวขึ้น คนตอบใช้ความพยายามมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ไม่ได้หมายความว่า จำนวนของคนที่มาตอบจะมากขึ้น นั่นหมายความว่า มีโอกาสไปได้ว่า คำตอบที่ได้ ก็ได้ในเชิงลึก แต่อาจไม่ได้ความกว้างและหลากหลายของคำตอบ

นอกจากนี้ การพยายามแสดงให้เห็นว่า ผู้ถามทำการบ้านในการถามมาก่อน ไม่ได้ช่วยให้ได้คำตอบที่ดีขึ้น ในขณะเดียวกัน การแสดงความสุภาพด้วยการเขียนคำขอบคุณ ก็ไม่ได้มีผลอย่างมีนัยยสำคัญ ต่อคำตอบที่จะได้ (แต่ก็มีแนวโน้มในทางที่ดี) ซึ่งผู้วิจัยชี้ให้เห็นว่า การแสดงความสุภาพนั้น ขึ้นอยู่ชุมชนแต่ละแห่ง เพราะแต่ละแหล่งต่างก็มีการตอบสนอง ต่อการแสดงความสุภาพแตกต่างกันอย่างมีันัยสำคัญ (ดังนั้น นิทานเรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม)

ส่วนเรื่องที่ถาม ก็มีความสำคัญต่อจำนวนคำตอบที่จะได้รับเช่นกัน โดยเฉพาะเรื่องบันเทิง จะเป็นหมวดหมู่ที่ได้รับจำนวนคำตอบมากที่สุด ในขณะเดียวเรื่องที่ถาม ก็มีผลต่อคุณภาพของคำตอบเช่นกัน แต่ไม่มากเท่าไหร่ อีกทั้งประเภทของคำถาม (เพื่อขอข้อเท็จจริง, ความคิดเห็น, หรือคำแนะนำส่วนตัว) ก็มีผลต่อคุณภาพ ความยาวของคำตอบ และความพยายามในการหาคำตอบอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน

ความท้าทายของงานบริการตอบคำถามช่วยการค้นคว้าของห้องสมุด (library reference service)

การบริการตอบคำถามช่วยการค้นคว้า ถือเป็นบริการที่เน้นการช่วยให้ผู้ถามคำถาม (ผู้ใช้) รู้ถึงวิธิการให้ได้มาซึ่งคำตอบ ไม่ใช่บริการช่วยหาคำตอบ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ใช้หลายคนไม่เข้าใจถึงบทบาทของบริการนี้ และแน่นอนทำให้คำตอบของทีได้จากการใช้บริการนี้ จะไม่ค่อยเหมือนกับบริการอื่นที่ผู้ถาม อาจได้คำตอบทันที ดังตัวอย่างที่ งานวิจัยชิ้นนี้ชี้ให้เห็น

For example, we asked AllExperts for “information on who might be the best baseball announcer of all-time”, and the respondent enthusiastically wrote a lengthy response, stating “The guy who I most enjoy listening to because he does all these things extremely well is Jon Miller [...] Listening to him makes the game much more enjoyable to me”.  In contrast, a question directed at library reference services about “who is the most skilled celebrity chef?” received the dry response: “I do not have any reliable source for this information. I did find a Website with award information [...]” (p. 873, para. 5)

สมัยก่อนการใช้ห้องสมุดและข้อมูล เป็นเรื่องที่ค่อนข้างเฉพาะทาง ที่ผู้ค้นจะต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น ความรู้เรื่องบัตรรายการ ความรู้เรื่องหมวดหมู่ ความรู้เรื่องฐานข้อมูลเฉพาะด้าน เป็นต้น แต่ด้วยการพัฒนาด้านเทคโนโลยี ทำให้อุปสรรคด้านความรู้เฉพาะทางเพื่อใช้ในการค้นลดลงไปมาก ผู้ใช้ไม่ใช่กลุ่มผู้ไม่รู้สารสนเทศอีกต่อไป แต่เป็นกลุ่มกึ่งรู้สารสนเทศ (semiliterate) ดังนั้นงานหลักของบรรณารักษ์ตอบคำถาม จึงกลายเป็นการเป็น directory บอกทาง (โดยเฉพาะทางไปห้องน้ำ) ซึ่งไม่จำเป็นต้องอาศัย “การฝึกอบรมเฉพาะทาง” และ “ความเป็นวิชาชีพ” ก็สามารถทำได้ (อ่านเพิ่มเิติม Blatant Berry: The Vanishing Librarians และ BackTalk: What’s Still Wrong with Reference)

นอกจากนี้ถ้าดูข้อมูลทางสถิติของห้องสมุดประชาชนในอเมริกา (จะเอาของเมืองไทย ก็ไม่มีข้อมูล -_-”) ถึงแม้ว่าจำนวน Reference transaction ของทั้งประเทศจะสูงขึ้น แต่เมื่อดูจากตัวเลข Reference transaction per capita ก็จะเห็นว่า ทิศทางของการใช้บริการตอบคำถามช่วยการค้นคว้าของห้องสมุดนั้น อยู่ในช่วงขาลง ในการที่ขณะที่จำนวนการเข้าห้องสมุดต่อประชากร และจำนวนการยืมทรัพยากรต่อประชากรนั้นยังคงเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งแนวโน้มนี้ ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า ผู้ใช้เริ่มเอาใจออกห่างบริการตอบคำถามช่วยการค้นคว้าออกไปทุกที

1992 - 2005
แหล่งข้อมูล: National Center of Educational Statistics (NCES)

หากหันกลับมาในกรณีของไทย การถามตอบในชุมชนออนไลน์ทั่วไป ก็ทำให้เห็นแนวโน้มที่คนจะหันไปถามคำถามในกระทู้หรือแหล่งสารสนเทศอื่น ๆ มากขึ้น ยกตัวอย่าง Pantip.com ห้องห้องสมุด ก็จะเห็นคำถามเกี่ยวกับหนังสือ วรรณกรรม ที่เราเคยคิดว่า บรรณารักษ์น่าจะเป็นคนที่มีความเชี่ยวชาญด้านนี้มากที่สุดอยู่ในนั้น หรืออย่างในห้องไกลบ้าน กลุ่ม Graduate Student Lounge ก็มีกิจกรรมการขอบทความจากคนที่อยู่ในสถาบันที่มีทรัพยากรนั้น ๆ ซึ่งปรกติจะทำผ่านการยืมระหว่างห้องสมุด หรือบริการจัดส่งเอกสาร (ซึ่งแน่นอน เกินขอบเขตมาตรา 108 จากที่ได้กล่าวไว้ในกระทู้ที่แล้ว แต่ละเมิด Fair Use หรือไม่นั้น ก็คงต้องตีความอีกที แต่ก็หมิ่นเหม่เหมือนกัน) และแนวโน้มก็จะเกิดขึ้นเรื่อย ๆ

หนทางในการดำรงอยู่

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ผมเองก็ไม่ได้เห็นว่า งานบริการตอบคำถามช่วยการค้นคว้า จะหมดความสำคัญ หรือจะหายไป แน่นอนมันคงยังจะมีอยู่ อาจจะถูกลดบทบาทไป โดยเฉพาะในเมืองไทย ผมว่าบทบาทของการตอบคำถามถูกลดไปมาก เพราะดูเหมือนผู้ใช้ รุ่นใหม่ ๆ จะรู้จักเทคโนโลยีมากกว่าบรรณารักษ์เสียอีก ดังนั้น หนทางที่จะทำให้การบริการตอบคำถามช่วยการค้นคว้าในห้องสมุด ยังคงอยู่อย่างมีประโยชน์ และผู้ใช้ให้ความสำคัญ ก็คือ การที่เพิ่มขีดความสามารถในวิชาชีพ ไม่ว่าจะเป็นการเน้นการบริการในเชิงรุก โดยเฉพาะการปรับภาพลักษณ์จากการเป็นผู้รอคำถาม มาเป็น “ผู้สอน”

นอกจากนี้การรู้เท่าทัน ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมอันเกี่ยวเนื่องกับเทคโนโลยี ก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากจะรู้เท่าทันแล้ว ก็จะต้องเป็นกลุ่มผู้ริเริ่ม มากกว่าที่จะเป็นผู้ตาม โดยใช้ศักยภาพทางด้านเทคโนโลยีในการสร้างและผนึกกำลังเครือข่าย สร้างจุดขายของบริการ ไม่มีกฏข้อไหนที่บอกว่า บริการตอบคำถามช่วยการค้นคว้า เป็นการให้บริการแบบหนึ่งต่อหนึ่ง เพราะฉะนั้น บรรณารักษ์ก็สามารถใช้ความเป็นชุมชน เรียกศรัทธาคือคืนจากประชาชนได้เช่นกัน

Copyสิทธิ์: Section 108 vs. มาตรา ๓๔

In Thaibrarian, การเมือง : Politic, บรรณารักษ์ : Librarian, มั่วซั่ว : Miscellenous, ห้องสมุด : Libraries, เป็นการเป็นงาน : Seriously on เมษายน 13, 2008 at 11:32 pm

ห้องสมุดกับกฏหมายลิขสิทธิ์ เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงกันไม่ออก แต่ในทางปฏิบัติ ดูเหมือนว่า ผู้ปฏิบัติงานสารสนเทศ มีหลายคนที่ยังไม่รู้ว่า จะให้บริการอย่างไรเพื่อไม่ให้ละเมิดลิขสิทธิ์ ทำอย่างไรถึงเรียกว่าละเมิด ทำอย่างไรถึงไม่ละเมิด ปัญหาสำคัญของ ความไม่รู้ นอกจากจะอยู่ที่ตัวของผู้ปฏิบัติงานเอง ตัวบทกฏหมายและการตีความ ก็ไม่ได้ลงรายละเอียดมากนัก

ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตราที่เกี่ยวกับห้องสมุดตรง ๆ นั้นจะอยู่ในส่วนที่ ๖ ว่าด้วยข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ หลัก ๆ ก็จะอยู่ที่มาตรา ๓๔

มาตรา ๓๔ การทำซ้ำโดยบรรณารักษ์ของห้องสมุดซึ่งงานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ มิให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ หากการทำซ้ำนั้นมิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อหากำไร และได้ปฏิบัติตามมาตรา ๓๒ วรรคหนึ่ง ในกรณีดังต่อไปนี้

(๑) การทำซ้ำเพื่อใช้ในห้องสมุดหรือให้แก่ห้องสมุดอื่น
(๒) การทำซ้ำงานบางตอนตามสมควรให้แก่บุคคลอื่น เพื่อประโยชน์ในการ วิจัยหรือการศึกษา

ผมเองก็ไม่ใช่คนหัวหมอ หรือรู้เรื่องกฏหมายลิขสิทธิมากเท่าไหร่ แต่เมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มีการเผยแพร่รายงานฉบับหนึ่งของคณะทำงานพิเศษ ที่ตั้งขึ้นโดย US Copyright Office และห้องสมุดรัฐสภาอเมริกัน เพื่อหาแนวทางในการปรับปรุงตัวบทกฏหมาย ในมาตรา 108 ว่าด้วยการทำซ้ำโดยห้องสมุดและหอจดหมายเหตุ ของ Copyright Act  of 1976 โดยเฉพาะ (คล้าย ๆ กับมาตรา ๓๔ บ้านเรา แต่มีรายละเอียด ข้อปลีกย่อยมากกว่ามาก) ทำให้ต้องหันกลับมามองรายละเอียดของตัวบทกฏหมายมากขึ้น เลยทำให้เห็นว่า ช่องโหว่ของกฏหมายมันมีมากน้อยเพียงใด Read the rest of this entry »

เต้นล้างค่าปรับ

In Thaibrarian, บรรณารักษ์ : Librarian, ห้องสมุด : Libraries on กุมภาพันธ์ 18, 2008 at 8:40 pm

Boing Boing ลงเรื่อง ห้องสมุด Wadleigh Memorial Library ซึ่งเป็นห้องสมุดประชาชนในรัฐ New Hampshire ที่จัดกิจกรรมเนื่องในวันขอบคุณผู้ใช้ (Patron Appreciation Day) ด้วยการแข่งเกมส์เต้น (Dance Dance Revolution) กับบรรณารักษ์ ใครที่เต้นชนะบรรณารักษ์ ก็ยกเลิกค่าปรับที่ค้างไว้กับห้องสมุดไปเลย ไม่ว่าค่าปรับที่ค้างไว้จะมากน้อยแค่ไหน

นอกจากนี้ใครที่บริจาคอาหารกระป๋อง เพื่อห้องสมุดจะนำไปบริจาคให้โรงทานของเมือง ก็สามารถนำไปยกเลิกค่าปรับได้

เหตุผลของห้องสมุดที่จัดกิจกรรมแบบนี้ก็ง่ายนิดเดียว

“Video games are things kids like to do, and we thought this would bring them in to the library,” Spofford said before the dance contest began. “If they have fines, they don’t come in. We don’t want them to be afraid to come in.”

เอ๊า! บรรณารักษ์ทั้งหลาย เตรียมสะโพกของคุณไว้ให้ดี… :D

ที่มา: TelegraphNeighbor.com ผ่าน The Shifted Librarian อีกที

อ่านเพิ่มเติม: ว่าด้วยเรื่องค่าปรับ

folksonomy รูปภาพและห้องสมุด

In Social Networking, Thaibrarian, library2.0, บรรณารักษ์ : Librarian, บ่นไปเรื่อย : Saying, ห้องสมุด : Libraries on มกราคม 16, 2008 at 6:29 pm

ล่าสุด Flickr ร่วมมือกับห้องสมุดรัฐสภาอเมริกัน (Thanks Terrell for bringing this to my attention!) นำรูปใน collection ต่าง ๆ มาเก็บไว้บน Flickr เพื่อให้คนใช้ช่วยกัน tag รูป ผ่านโครงการที่ชื่อว่า The Commons (อ่านเพิ่มเติม: ประกาศของ LC กับ Flickr)

บนประกาศของ LC ก็เขียนไว้อย่างชัดเจนว่า โครงการนี้มีจุดมุ่งหมายหลัก ได้แก่

“how to ensure better and better access to our collections, and how to ensure that we have the best possible information about those collections for the benefit of researchers and posterity.”

“ทำให้การเข้าถึงทรัพยากรเหล่านี้ดียิ่งขึ้น และทำให้มีข้อมูลที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เกี่ยวกับทรัพยากรเหล่านี้ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อนักวิจัย และความเจริญก้าวหน้าต่อไป” (แปลโดยผู้เขียน)

LC มีทรัพยากรสารสนเทศประเภทรูปภาพ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของสิ่งพิมพ์ หรือสื่ออื่น ๆ กว่า 14 ล้านชิ้น คนที่ทำงานด้าน catalog คงทราบดีว่า การลงรายการบรรณานุกรม ของทรัพยากรประเภทนี้มีความท้าทายมากน้อยเพียงใด แค่เพียงการพิจารณาหาหัวเรื่อง รายชิ้น ก็เป็นอันถอดปลั๊กได้เลย (ยังไม่ต้องลงรายละเอียดที่ว่า การตีความของรูปนั้นแตกต่างกัน)

นอกจากนี้ภาพส่วนใหญ่ ไม่มี contextual metadata หลงเหลืออยู่เลย ทั้งนี้ จะพบว่า การจัดเก็บและบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับภาพถ่ายต่าง ๆ จะไม่ norm ของสังคมเท่าไหร่นัก เช่นเอาง่าย ๆ ว่า ภาพนี้ใครเป็นคนถ่าย ถ่ายที่ไหน หรือใครอยู่ในภาพบ้าง ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งถ้าเป็นรูปภาพสมัยก่อน การจะดึงข้อมูลเหล่านี้มา จากรูปเพียงหนึ่งใบ อาจจะต้องอาศัยทั้งนักมนุษยวิทยา สังคมวิทยา นักประวัติศาสตร์มาช่วยกันวิเคราะห์เลยทีเดียว ซึ่งแน่นอน มันก็ไม่คุ้มกับการลงทุน เพราะฉะนั้น collection รูปภาพที่มีส่วนใหญ่ในห้องสมุด ก็มีแต่เพียงรูป แต่ไม่มี metadata เพื่อให้เข้าถึงได้

ถึงแม้ว่า ใครก็จะบอกว่า ประวัติศาสตร์ของอเมริกายังใหม่ (ดังนั้น จึงน่าจะมีการจัดเก็บข้อมูล สารสนเทศในเชิงประวัติศาสตร์ได้ดี) แต่จากประสบการณ์ส่วนตัว ก็ไม่ใช่เสมอไป สมัยหนึ่ง เคยต้องไปทำ digital collection หนึ่งของ Carnegie Library of Pittsburgh ซึ่งเป็น collection ของรูปภาพล้วน ๆ สิ่งที่ท้าทายมากที่สุดของ project นั้นไม่ได้อยู่ที่ความน่าเบื่อหน่าย (tedious) ในการ scan รูปภาพเหล่านั้น หากแต่อยู่ที่ metadata ที่ควรจะช่วยเป็นบริบทของรูปภาพจำนวนมากนั้น ๆ ไม่มี ที่พอจะหาได้บ้าง ก็จะเป็นตามหลังรูป ซึ่งมีรูปแบบที่แตกต่างหลากหลายกันไป (จริง ๆ นับว่าเป็นประเด็นที่น่าสนใจไม่น้อย หากมีคนสนใจจะทำวิทยานิพนธ์เรื่อง เกี่ยวกับ annotation หลังรูปภาพ เพราะน่าจะมีประโยชน์) และก็เป็นจำนวนน้อย รูปที่เหลือก็จะกลายเป็นเพียง bits ที่ถูกเก็บไว้ในฮาร์ดดิสเท่านั้น เพราะฉะนั้นโอกาสที่ collection พวกนี้จะถูกเอาออกมาใช้ แทบจะไม่มีเลย

สารสนเทศถ้าไม่ได้ใช้ ก็แทบจะไม่มีคุณค่า นึกถึงรูปที่มีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์จำนวนมาก ที่ไปหลบอยู่ซอกหลืบไหนก็ไม่รู้ และเราก็ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน ถึงแม้จะรู้ว่าอยู่ในห้องสมุดนี่แหละ แต่จะให้เอาเวลาทั้งวันไปรื้อ ก็คงจะไม่ไหว (ถ้าไม่สำคัญจริง ๆ) การจัดเก็บที่ไม่ได้ช่วยให้เข้าถึงได้ง่าย ก็ดีกว่าการที่รูปปลิวตกไปอยู่ในถังขยะอยู่หน่อยเดียว

ดังนั้นความร่วมมือระหว่าง Flickr กับ LC ถือว่า เป็นโครงการที่น่าจับตามองทั้งในเชิงการจัดการทรัพยากร (ที่ได้กล่าวไปแล้วข้างบน) และในเชิงการให้บริการ และการมีส่วนร่วมของชุมชน

อย่างไรก็ตามความท้าทายของโครงการนี้ หลัก ๆ ผมมองไว้อยู่สองประเด็น ประเด็นแรก ก็คือ ความร่วมมือของชุมชน ที่ปราศจากแรงกระตุ้น (incentive) เป็นตัวเป็นตน ข้อสังเกตที่สำคัญ ก็คือ ความจริงที่ว่าคนส่วนใหญ่มักจะ tag รูปของตัวเอง มากกว่ารูปของคนอื่น (แน่นอน เพราะความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันมันมีมากกว่า) เพราะฉะนั้นการที่จะทำให้คน สนใจที่จะ tag รูปภาพเหล่านี้ (โดยไม่นับเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ) นั่นก็คือ ความสัมพันธ์กับคนอื่น ๆ (ในลักษณะชุมชน) และอาจแฝงไปด้วยชื่อเสียง

ซึ่ง incentive ที่ว่านี้ มันต้องอาศัย identity ติดมาด้วย ซึ่งกรณีนี้ Terrell เปรียบเทียบให้เห็นได้อย่างชัดเจน ว่า สิ่งที่ tag ใน del.icio.us กับ flickr ต่างกันก็คือ การที่เชื่อมโยง tag กับคนที่ tag เข้าด้วยกัน ทำให้เราทราบว่า ใครมองอะไร อย่างไร (แนะนำให้อ่านเพิ่มเติมบนบล๊อกของ Terrell ซึ่งค่อนข้างเขียนไว้ได้อย่างชัดเจน)
นอกจากนี้ แรงกระตุ้นอีกอย่างหนึ่ง และค่อนข้างเป็นทางตรง ก็คือ การมีสิทธิในการนำรูปภาพเหล่านี้ไปใช้ต่อ อย่างไรก็ตาม ประเด็นของการนำไปใช้งาน ค่อนข้างจะไม่ชัดเจนในเรื่องของ ลิขสิทธิ์ กล่าวคือ รูปที่อยู่ในโครงการนี้ ระบุไว้ว่า อยู่ภายใต้ “No known restrictions” ซึ่งในที่นี้ LC ขยายความไว้ว่า เป็นงานที่ได้รับความคุ้มครองแต่หมดอายุ และไม่ได้มีการต่ออายุ หรือเป็นงานในช่วงปลาย คริสตศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 ที่ไม่มีหลักฐานการถือครองลิขสิทธิ์ อย่างไรก็ตามก็มิได้หมายความว่า ตกไปเป็นของสาธารณะ (public domain) ในขณะที่ Flickr เอง ก็ตอบไว้อย่างคลุมเครือมาก ซึ่งเท่าที่ฟังจะโทนน้ำเสียง ก็ประมาณว่า “น่าจะได้” แต่ก็ไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่า ทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้บ้าง

เมื่อคำนำหน้านามกลายเป็นเรื่องใหญ่

In Thaibrarian, งานวิจัย : Research, บรรณารักษ์ : Librarian, บ่นไปเรื่อย : Saying, ห้องสมุด : Libraries on ธันวาคม 29, 2007 at 11:59 pm

“Language is the source of misunderstandings.”

Antoine de Saint-Exupery
นักเขียนชาวฝรั่งเศส

ในบรรดารางวัล Ig Nobel Prize สาขาวรรณกรรมทั้งหมด จะเห็นว่า งานที่ได้รับรางวัลปีล่าสุด เป็นงานที่เกี่ยวข้องกับ สายบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์มากที่สุด จริง ๆ ถ้าลองดูจากประวัติที่ผ่านมา จะเห็นว่า Ig Nobel Prize สาขาวรรณกรรม ค่อนข้างจะกระเดียดมาทาง สายนี้พอสมควร ซึ่งนี่เป็นข้อแตกต่างหนึ่งของ Ig Nobel Prize กับ Nobel Prize ของจริง ที่ตัว Nobel Prize นั้น จะเน้นไปที่ตัววรรณกรรม ในขณะที่ Ig Nobel Prize นั้นเน้นไปที่ “งานวิจัย” ที่เกี่ยวข้องกับงานวรรณกรรม ซึ่งแน่นอน นอกเหนือจากสายภาษาศาสตร์แล้ว บรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ ก็ให้ความสนใจกับเรื่อง วรรณกรรม ไม่น้อยเช่นกัน

เจ้าของรางวัล Ig Nobel สาขาวรรณกรรม ปีนี้ คือ Glenda Browne เป็นนักทำดรรชนี (Index) อาชีพ ชาวออสเตรเลีย ที่เขียนวิพากษ์วิจารณ์ ข้อพิจารณาในการใช้ “The” ลงในวารสาร The indexer เมื่อปี 2001

ในบทความ ชี้ให้เห็นถึงความขัดแย้งและประเด็นปัญหา ในการพิจารณาใช้ “The” ในการสร้างดรรชนี จากคู่มือและตำราต่าง ๆ ซึ่งกฏโดยสรุป ก็คือ จะไม่นับเรียงคำนำหน้านาม หากขึ้นต้นใน ชื่อเรื่อง และชื่อหน่วยงาน องค์กร แต่จะนำมานับเรียง ในกรณีที่เป็นชื่อสถานที่ และคำขึ้นต้นในบทกวี หรือการรวบรวมบทประพันธ์ (Anthology)

แต่ปรากฏว่า Browne พบว่า กฏดังกล่าว ไม่ได้ถูกนำมาใช้อย่างเคร่งครัด ต่อเนื่อง สม่ำเสมอ สร้างความสับสนต่อมาตรฐานในการสร้างดรรชนี และเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อพิจารณาถึงความสับสนที่จะเกิดขึ้นผู้ใช้ ดังนั้นเธอ จึงเสนอให้ทำ double entry คือ ทำดรรชนีของคำที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า The และคำที่สองที่ต่อจากคำว่า The ทั้งนี้ ถ้าเห็นว่า มันทำให้ยาวเกินไป ก็ควรจะใช้กฏใด กฏหนึ่ง และทำบันทึกเกี่ยวกับการใช้กฏดังกล่าวให้ผู้ใช้ทราบ เพื่อเวลาที่เค้าจะหา เค้าจะได้หาถูก

จริง ๆ แล้วถึงแม้บทความนี้ จะตีปัญหาทางด้านทฤษฎี/แนวคิดได้แตก แต่ก็ยังไม่มี empirical evidence มาสนับสนุน โดยเฉพาะด้านผู้ใช้ ซึ่งบทความนี้ ก็ได้เพียงแต่พิสูจน์ว่า การใช้กฏ มีความไม่มั่นคง นอกจากนี้ จะบอกว่า ผู้เขียนเป็นคนแรกที่เห็นปัญหานี้ ก็ไม่น่าจะใช่ เพราะกฎ มาตรฐาน หรือประเด็นข้อถกเถียงเกี่ยวกับ การใช้คำนำหน้านามข้อนี้มันมีมานานแล้ว อย่างน้อยก็ตั้งแต่ปี ค.ศ.1883 (ALA, 1883 Quoted in Joint Steering Committee…, 2007)

หากจะดู impact ของงาน ผมเองก็ไม่ค่อยแน่ใจว่า คำแนะนำของเธอ ได้ถูกนำไปใช้มากน้อยแค่ไหนในเชิงปฏิบัติ แต่ถ้าในทางวิชาการ เราก็พอจะตรวจสอบได้บ้าง อย่างกับ ISI Web of Science ก็จะพบว่า มีเพียง 1 บทความที่อ้างถึงบทความของ Browne เท่านั้น (Arsenault & Menard, 2007) ซึ่งก็เป็นข้อสงสัยเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม บทความที่พบใน ISI ก็น่าสนใจไม่น้อยเช่นกัน เพราะแสวงหา empirical data ด้านพฤติกรรมของผู้ใช้ ที่บทความชิ้นแรกนั้นขาดไป และเน้นไปที่ระบบสืบค้นห้องสมุด มากกว่าการศึกษาในเชิงดรรชนี

โดยการศึกษาแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรก ศึกษารายการบรรณานุกรมที่มีปัญหา ส่วนที่สอง เน้นไปที่พฤติกรรมและประเด็นปัญหาทางฝั่งผู้ใช้ ซึ่งการศึกษาพบว่า จริง ๆ แล้ว รายการบรรณานุกรม ที่มีปัญหาเกี่ยวกับคำหน้านามนั้น มีสัดส่วนน้อยมาก (ประมาณ 0.4% ของเขตข้อมูลชื่อเรื่องทั้งหมด – Note: ในการจัดเก็บข้อมูลแบบ MARC รายการข้อมูลหนึ่ง ๆ มีเขตข้อมูลไว้สำหรับใส่ชื่อเรื่องทั้งหมดอย่างน้อย 7 เขตข้อมูล (ไม่นับรวม ชื่อชุด) – ศึกษาเฉพาะ Catalog ของ U. of Montreal กับ U. of Toronto หากแต่ว่า เมื่อเทียบเป็นจำนวนทรัพยากรสารสนเทศที่มี ก็เป็นจำนวนไม่น้อยทีเดียว ยกตัวอย่าง Worldcat มีรายการบรรณานุกรมมากกว่า 95 ล้านรายการ ซึ่งถ้าเอาตัวเลขของ paper นี้มาใช้เล่น ๆ จะพบว่า มีเขตข้อมูลมากกว่า 2.5 ล้านเขตข้อมูลที่ีติดปัญหา เพราะเรื่องคำนำหน้านาม (95 ล้าน x 7 x 0.4%) โดย คำนำหน้านามที่มีปัญหามากที่สุด คือ “A”

นอกจากนี้ เมื่อศึกษาพฤติกรรมผู้ใช้เชิงทดลองก็พบว่า เมื่อต้องค้นชื่อเรื่องที่ขึ้นต้นคำนำหน้านาม มากกว่า 60% ของ queries มีคำนำหน้านามติดมาในคำค้นด้วย โดยชื่อเรื่องที่มีปัญหาเหล่านี้ มีผลต่อความสำเร็จและประสิทธิภาพในการค้นอย่างมีนัยยะสำคัญ

นอกจากนี้ การศึกษาพฤติกรรมการค้น ยังบ่งชี้เกี่ยวกับพฤติกรรมการค้นแบบเฉพาะเจาะจงทรัพยากร (Known-item search) ซึ่งในการศึกษาทดลองครั้งนี้ ถึงแม้กลุ่มทดลองจะถูกสั่งให้ค้นข้อมูลแบบเฉพาะเจาะจง ที่ควรจะค้นแบบ Browse (หรือบางคนจะคุ้นกับค้นแบบ “Begin with” หรือ “Title alphabetical”) แต่โดยภาพรวม มากกว่า 3 ใน 4 ของการค้นกลับกลายเป็นการค้นด้วยคำสำคัญ (keyword) ซะนี่ ยิ่งเมื่อมองเข้าไปที่ Transaction Log จะเห็นได้ว่า เมื่อค้นเล่มแรก ผู้ใช้จะเริ่มที่การค้นแบบ Browse และหลังจากนั้น ก็จะเริ่มค้นแบบ Keyword ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ผู้ใช้พัฒนาการค้น จากประสบการณ์ค้นในครั้งแรก ที่เมื่อค้นแบบ Browse ไม่ประสบความสำเร็จ การจะหันไปค้นแบบ Keyword ที่กว้าง และให้ผลการค้นมากกว่า

รายการอ้างอิง

Arsenault, C., & Menard, E. (2007). Searching titles with initial articles in library catalogs: A case study and search behavior analysis. Library Resources & Technical Services, 51(3), 190-203.

Browne, G. (2001, April). The definite article: acknowledging ‘The’ in index entries. The Indexer, 22(3), 119-122.

American Library Association. (1883). Condensed rules for an author & title catalog. Library Journal, 8(1883), 251-254 Quoted in Joint Steering Committee for Development of RDA. (2007, September 28). A brief history of AACR. Retrieved from http://www.collectionscanada.gc.ca/jsc/history.html

[ข้อมูลเพิ่มเติม: Ig Nobel Prize; รายชื่อผู้ได้รับรางวัล; รายการคำนำหน้านามในภาษาต่าง ๆ; ที่มา: Improbable Research]

Code4Lib Journal Arrived!

In library2.0, บรรณารักษ์ : Librarian, ห้องสมุด : Libraries, เป็นการเป็นงาน : Seriously on ธันวาคม 18, 2007 at 3:27 pm

แนะนำวารสาร open access ออกใหม่ Code4Lib

This mission of the Code4Lib Journal is to cover “the intersection of libraries, technology, and the future.” We hope that this journal can be one more contribution to the developing culture of collaboration around library technology, and we welcome you to join in our experiment.

เน้นการสื่อสารระหว่างผู้ปฏิบัติงาน เพราะฉะนั้นไม่ academic จ๋า ไม่เน้นทฤษฎีจัด อ่านง่าย ฉบับแรก ก็มีทั้งเรื่อง  NCSU Catalog เปิด API สำหรับค้นหนังสือและตรวจสอบ availability ในนาม CatalogWS ซึ่งทำให้ application ที่เอาไปใช้ก็หลากหลาย เช่น ค้นผ่านโทรศัพท์มือถืิอ, การพัฒนา application การค้นแบบ Facet หรือการนำไปใช้กับ SNS เป็นต้น; การวิเคราะห์ข้อดีข้อเสีย และโอกาสของการค้นแบบ Facet และการใช้ LCSH ซึ่งน่าสนใจมาก (อ่านเพิ่มเติม: ค้นแบบ facet บน OPAC); ประสบการณ์ และแนวทางในการการนำ CMS มาช่วยในการเข้าถึง collection ของห้องสมุด ที่ Georgia Tech เป็นต้น

จัดชั้นหนังสือในบ้าน

In Thaibrarian, preservation, บรรณารักษ์ : Librarian on ธันวาคม 13, 2007 at 1:53 am

ไปเจอบน Slashdot เกี่ยวกับคำถามว่า ถ้ามีหนังสือในบ้าน ประมาณ 3,500 เล่ม จะจัดการกับมันอย่างไร แล้วในที่สุด Zack เจ้าของคำถามก็ได้คำตอบ (Wisdom of crowd จริง) และนำมาไปประมวลแล้วเขียนบนบล๊อก มีการพูดถึง การจัดตามตัวอักษร, Dewey, LC แนะนำโปรแกรมจัดเก็บ และสืบค้นรายการหนังสือ การจัดการตัวเล่มด้วย Barcode การคำนวณจำนวนชั้น และวิธีการนำหนังสือจัดเก็บ ค่อนข้างจะเป็นการเขียนสรุปคร่าว ๆ ไม่ค่อยได้แนะนำ Tip อะไรเท่าไหร่

ไหน ๆ ก็ไหน ๆ ก็ขอแนะนำเพิ่มเติมซะเลย อย่างเช่น เรื่องการคำนวณชั้น จริง ๆ การคำนวณชั้น เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะมีผลต่อพื้นที่ ถ้ามีหนังสือมาก แต่พื้นที่น้อย ก็ต้องเลือกชั้นที่จุ และต้องแยก collection หนังสือพิเศษ (อย่างพวก หนังสือขนาดใหญ่เกินปรกติ หนังสือภาพ หนังสือเบรลล์) ที่ต้องการพื้นที่ไว้ต่างหาก เพื่อที่การจัดการหนังสือทั่วไป จะมีประสิทธิภาพมากที่สุด

ารเลือกประเภทของชั้นก็มีผลเช่นกัน กล่าวคือ ความลึก ความกว้าง ต้องพิจารณาดูว่า หนังสือที่เรามี ขนาดเท่าไหร่ การเลือกชั้นที่ปรับระดับได้ น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด ทั้งนี้ เวลาคำนวณหรือจัดชั้นหนังสือ ก็ไม่ควรจะจัดให้มันเต็ม ต้องเหลือพื้นที่ในการทำงาน พร้อมหรือการขยายตัวในอนาคต ทั้งนี้ จะขยายมากน้อยเท่าไหร่ อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับตัวคุณเอง

ใครไปห้องสมุดบ่อย ๆ และสังเกตุ ก็น่าจะเห็นข้อนี้ อย่างประการหนึ่ง ก็คือ หนังสือ ใหญ่ หนา แตกต่างกัน ตามแต่ field และรสนิยมในการอ่าน ซึ่ง ใน post ของ Zack นั้น เค้าไม่ได้ให้ rationale เกี่ยวกับการเลือกชั้นเท่าไหร่ จำนวนหนังสือ 180 เล่มต่อชั้นนั้นมาอย่างไร อันนี้ผมไม่แน่ใจว่า เค้าเขียนไว้ใน catalog ของชั้นหรือเปล่า ซึ่งผมก็ไม่เห็น ถึงเค้าจะเขียนไว้บน catalog แต่ผมแนะนำว่า ให้คำนวณเองอีกครั้ง ด้วยการประมาณการความกว้างโดยเฉลี่ย ของหนังสือที่คุณมีก่อน แล้วก็คำนวณไปว่า ในแถวหนึ่ง ๆ ถ้าจะต้องใช้พื้นที่ประมาณ 70-80% (อย่างที่บอก % มากน้อย ก็ขึ้นอยู่กับ คุณเป็นคนช่างซื้อ หรือได้หนังสือมาบ่อย มากน้อยแค่ไหน) ต้องใช้หนังสือกี่เล่ม นี่ก็เป็นข้อสังเกตุเล็ก ๆ น้อย ๆ ประการหนึ่ง

ผมจำได้ว่า มีเพื่อนเคยถามคำถามนี้ ไว้ใน webboard ของรุ่น และผมก็ตอบคำถาม และมีมุมมองของการจัดหนังสือ ที่นอกเหนือไปจาก Zack เค้าเขียนไว้ ก็ขอเอามาปรับปรุงและ post ไว้ที่นี่อีกทีก็แล้วกัน คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ ต่อคนอื่น ไม่มากก็น้อย (ถือเป็นการ back up post นั้นไปในตัว)

1. การกำหนดหมวดหนังสือ แบ่งเป็นอะไรบ้าง อย่างพวกบันทึกเดินทาง จะลงกลุ่มท่องเที่ยว หรือสารคดี หรือ ฯลฯ

การกำหนดหมวดหนังสือนั้น ไม่มีอะไรตายตัวครับ ยิ่งถ้าเป็น collection ส่วนตัวแล้วนั้น ยิ่ง freestyle ใหญ่ ขึ้นอยู่กับความประสงค์ของผู้จัด และพื้นที่ ยกเว้นเสียแต่ว่าจะทำเป็นห้องสมุดให้คนอื่นเข้าใช้ด้วย (ถ้าแบบใช้เองคนเดียว รู้คนเดียว เข้าถึงด้วยตัวเอง ทางห้องสมุดเค้าเรียกว่า “ระบบชั้นปิด” แต่ถ้าจะให้คนอื่นเข้ามาใช้ ค้นได้ด้วย เค้าเรียกว่า “ระบบชั้นเปิด” นะครับ)

ขอพูดเรื่องพื้นที่ก่อน หลายคนบอกว่าจะจัดหนังสือ เดี๋ยวจะทำหมวดหมู่ก่อน แล้วค่อยไปเลือกพื้นที่ว่าจะเอาอะไรไว้ตรงไหน ในระยะยาวไม่ดีแน่ครับ เช่น เราแบ่งหมวดหมู่หนังสือออกเป็น 5 หมู่ แต่มีชั้นหนังสืออยู่ 5 ชั้น ซึ่งก็ดูเหมาะเหม็งดีหนิ แต่อย่าลืมนะครับว่า แต่ละหมวดหมู่นี่มันไม่ได้มีจำนวนหนังสือเท่ากันทั้งหมด ซักพักเดี๋ยวก็เปลี่ยนหมวดหมู่ไปเรื่อย ๆ

ดังนั้น ถ้าจะจัดชั้นหนังสือ ให้พิจารณาที่ตัวหนังสือ (ทั้งจำนวน เนื้อหา และขนาด – ขนาด หลายคนอาจตกใจนะครับ ผมเป็นคนหนึ่งหล่ะที่ชอบจัดหนังสือตามขนาด โดยปรกติในห้องสมุด เค้าจะมีหมวดหมู่เพิ่มเติมขึ้นมาอีกหนึ่งหมวดเป็นพิเศษ ก็คือ หมวดหนังสือขนาดพิเศษ สำหรับหนังสือพวกใหญ่โตผิดมนุษย์มนา) และก็พื้นที่ก่อนเป็นอันดับแรกเลย เรามีตู้กี่ชั้น ชั้นนึงน่าจะเก็บหนังสือได้ซักเท่าไหร่ รวมแล้วน่าจะเก็บได้เท่าไหร่ (ใช้หัวทางคณิตศาสตร์หน่อย ๆ นะครับ) และที่สำคัญต้องมองถึงการใช้งาน การเติบโตในอนาคตด้วย (บางคนอาจเพิ่มประเด็น ความสวยงาม มาด้วยก็ได้)

ทีนี้พอมีเนื้อที่ มีชั้นที่เพียงพอแล้ว ก็เริ่มมาดูที่หนังสือกัน

หรืออาจจะเริ่มจากขนาด กี่หน้ายก ก็เรียงลำดับกันไป การจัดแบบนี้ จะช่วยให้เราจัดการเนื้อที่ได้ดีมาก

หรืออาจจะเรียงจากเวลา เช่น เวลาที่ซื้อ /ได้มา หรือ ใช้ อาจจะเป็นเทอม เดือน ปี ก็แล้วแต่ เพราะบางคน ชอบเวียนมาอ่านของเก่าก็ทำให้ตัวเองมีระบบก็ว่าไป หรืออย่างเช่น บางคนเป็นคนร่วมสมัย ชอบอ่านทั้งหนังสือสมัยก่อน (เช่น หนังสืองานศพ) กับหนังสือสมัยใหม่ก็เริ่มต้นจากคัดเลือกแบบนี้ก็ได้

บางคนอาจจะจัดตามแหล่งที่ได้มา เช่น ซื้อมาจากร้านดอกหญ้า ร้านขายของชำหน้าปากซอย ศูนย์หนังสือจุฬา แฟนคนที่ 1 ให้มา แฟนคนที่ 2 ให้มา อิอิ พ่อแม่พี่น้อง ญาติโกโหติกา ครูบาอาจารย์ให้มา อันนี้ก็สำหรับบุคคลผู้มีสังคมเป็นที่ตั้ง เพราะเวลาที่คน ๆ นั้นมาที่บ้านเราก็สามารถโชว์ได้ทันทีว่าของเค้านั้นอยู่ที่ไหน

หลายคนอาจเริ่มต้นจากการจัดแบบ “กำลังใช้อยู่” “ใช้บ่อย” “ไม่ค่อยได้ใช้ แต่คงมีโอกาสได้ใช้” “ไม่ได้ใช้แน่ ๆ แต่ต่อไปมันอาจจะมีราคา” “ไม่ได้ใช้แน่ ๆ เก็บไว้ก็รกบ้านเปล่า” (อันหลังนี้ทิ้งไปเลยครับ ลองมองกลับไปดูที่บ้านตัวเองซิครับ มีของอะไรพวกนี้หรือเปล่า บางคนนี่เก็บอะไรไม่รู้ บ้านงี้รกเชียว กะว่าอนาคตจะรวบเพราะขายกระดาษหรือไงไม่ทราบ)

นอกจากนี้บางคนอาจจะจัดตามประเภทของหนังสือ เช่น หนังสือเรียน (textbook), บันเทิงคดี (ได้แก่ นิยาย เรื่องสั้นประโลมโลกย์ <_< นิทาน การ์ตูน บทภาพยนตร์ ละคร (รวมไปถึงหนังสือวิจารณ์ภาพยนตร์ และละครด้วยเช่นกัน)), สารคดี (ได้แก่ ท่องเที่ยว อัตชีวประวัติ ประวัติศาสตร์ วิพากษ์สังคม), และสิ่งพิมพ์ต่อเนื่อง (ก็พวก วารสาร นิตยสาร จุลสาร)

หรือจะจัดตามหัวเรื่อง (Subject Heading) ที่เรากำหนดให้เอง ซึ่งหลังจากที่เราได้อ่านแล้ว เราก็จะรู้แล้วว่าหนังสือเรื่องนี้เกี่ยวกับอะไร ก็ไปจัดไว้ในชั้นเดียวกัน แล้วอาจจะเรียงลำดับตามชื่อเรื่อง หรือคนแต่งก็ได้ ก็จะเป็นระเบียบอีกทีหนึ่ง ซึ่งแบบนี้จะดีสำหรับระบบชั้นเปิด เพราะคนอื่นที่เค้ามาเดินดูชั้นหนังสือก็สามารถได้เรื่องที่ใกล้เคียงกันไปด้วย

การให้หัวเรื่องของเราเองนี้ก็แล้วแต่เรา วิธีการที่จะได้มาซึ่งหัวเรื่องที่ดีที่สุด ก็ตั้งคำถามกับตัวเองว่า “หนังสือแล้วนี้มันเกี่ยวกับอะไร” บางครั้งหนังสือมันอาจจะเกี่ยวข้องได้มากกว่าหนึ่งหัวเรื่องที่เรามีอยู่ ก็ให้กำหนดอันที่เราคิดว่าใช่ที่สุดก่อน หลังจากนั้น ก็ให้เอาที่คั่นหนังสือหรืออะไร ก็ได้ไปแทรกไว้ตรงหัวเรื่องอีกเรื่องหนึ่ง ที่เราคิดว่ามันใช่ แล้วเขียนไว้ว่า “มีหนังสือที่น่าจะใช่ อีกเล่มนึงนะ มันอยู่ตรงนั้น ตรงนี้” อันนี้อาจจะซับซ้อนไปนิดนึง แต่ก็อย่างที่บอก ถ้าจะให้คนอื่นเค้าเข้ามาใช้ด้วยอันนี้จะดีมาก

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมไม่เอาระบบดิวอี้หรือ LC ที่ห้องสมุดมาใช้หล่ะ เป็นระบบดี การจัดชั้นหนังสือที่บ้านกับที่ห้องสมุดนั้นต่างกันตรงที่เนื้อหา จำนวน คุณค่า ประเภทของสิ่งที่จัดเก็บ แต่สิ่งที่เหมือนกันก็คือ วัตถุประสงค์ก็คือ การเข้าถึงที่เข้าถึงได้ง่าย

collection ของเรากับของห้องสมุดเนี่ย ความกว้างในเนื้อหาสาขาวิชาต่างกันมาก ถ้าใครใช้วิธีการ ให้หัวเรื่อง ตามที่บอกมาแล้วก็จะพบว่า หัวเรื่องของห้องสมุดที่ให้กับหนังสือแต่ละเล่มนั้น บางเล่มให้ได้เป็นสิบหัวเรื่องเลยทีเดียว และเมื่อรวมกันแล้วจะมีหัวเรื่องหลายล้านเลย แต่ถ้าเป็น collection ส่วนตัว ผมก็ไม่คิดว่าใครจะมีความสนใจอ่านหรือซื้อหนังสือได้ครอบคลุมทุกสาขาวิทยาการซะปานนั้น เพราะฉะนั้น หัวเรื่องที่ให้ก็จะไม่มาก แล้วก็กว้าง ๆ

การจัดระบบดิวอี้หรือ LC นั้น นอกจากจะต้องแปลงหัวเรื่องที่ได้เป็นตัวเลขแล้ว ยังจะต้องทำเครื่องมือช่วยค้นอีกต่างหาก ทำให้ไม่สะดวกเลย ซึ่งเมื่อวิเคราะห์ cost/benefit สำหรับการใช้สำหรับ collection ส่วนตัวนั้น ไม่คุ้มกันแน่นอน แล้วไม่มีใครเว่อร์ไปทำด้วย (Note: ข้อความนี้ ผมเขียนไว้ตั้งแต่ ระบบจัดการห้องสมุดส่วนตัว ยังไม่เป็นที่แพร่หลาย ผมไม่แน่ใจว่า ในหลายระบบ อาจจะช่วยเหลือในการเชื่อมโยง หรือดึงข้อมูล LC กับ Dewey มาโดยอัตโนมัติ ก็ได้ ซึ่งต้องดูในรายละเอียดของแต่ละโปรแกรมอีกที ซึ่งถ้าช่วยได้ ความซับซ้อนในการวิเคราะห์หัวเรื่องต่าง ๆ ก็จะน้อยลงไปมาก)

หลายคนอาจจะบอกว่า เออ อย่างนี้ก็นี้นะ ถ้างั้นจัดชั้นยังไงก็ได้ดีกว่า แล้วค่อยทำดรรชนี (index) เอา แต่อย่าลืมว่า บางครั้งคุณไปห้องสมุดค้นหาหนังสือ และได้หนังสือมาโดยที่ไม่ต้องค้น OPAC เลย หรือคุณเอง ก็เดินหาหนังสือจากร้านหนังสืออย่างเพลิดเพลิน และได้หนังสืออย่างที่ตัวเองต้องการ โดยที่ไม่ต้องถามพนักงานขายเลย ซึ่งนั่นก็จะเป็นประสบการณ์ หลังจากเข้าใช้ห้องสมุดหรือร้านหนังสือแห่งนั้นมาแล้ว และคนส่วนใหญ่ก็ชอบที่จะไล่ดูไปเรื่อย ๆ มากกว่าอยู่แล้ว (ถ้ามีเวลาพอ)

แต่สำหรับ collection ส่วนตัวนั้น สิ่งที่ต่างอย่างเห็นได้ชัดก็คือ “คนจัด” ถ้าไม่นับคนขี้ลืม (อย่างผม) ปรกติแล้วคนที่เค้าจัดของอะไรไว้ที่ไหน ตรงไหน ก็จะรู้ว่าอะไรมันอยู่ตรงนั้นนะครับ ถึงแม้ว่ามันจะจัดไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยก็ตาม อิอิ

2. จะลำดับหนังสือยังไงดี ให้ไม่สับสน

การจัดลำดับหนังสือก็สามารถจัดได้ในหลายลักษณะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับคนเก็บ และคนใช้เอง เช่น ถ้าเราคิดว่าเราจะอ่านเอง เก็บเอง อันนี้ยังไงก็ไม่สับสน (ยกเว้น เวลาขี้เกียจคืนที่ ก็ไปเก็บไว้อีกที่ อันนี้ก็ช่วยไม่ได้) แต่ถ้าเราคิดว่า เราอ่านเสร็จ เดี๋ยวก็มีคนมาอ่านต่อ หรือคนที่บ้าน เก็บให้ อันนี้ก็ต้องทำให้ง่ายเข้าว่า

จริง ๆ แล้ว ข้อนี้ก็อ้างต่อจากข้อแรกนะครับ ก็คือว่า เราสามารถใช้ขนาดของหนังสือก็ได้ ไล่จากเล็กไปไหน หรือจากสีสันก็ได้ สวยดี บางคนนอกจากจะจัดหมวดหมู่หนังสือแล้ว ก็ทำสัญลักษณ์ เช่น เอาสีไประบายตรงขอบหนังสือ หรือสันหนังสือ ก็ทำให้จัดได้ง่าย เพราะสีเดียวกันก็อยู่หมวดหมู่เดียวกัน แล้วจากนั้นก็เรียงตามขนาดเอา หรือใช้สันปกหนังสือก็ได้

แต่ถ้าจะเอาแบบเป็น collection จ๋า ก็อาจจะต้องมาใช้เรียงตามชื่อคนแต่ง ตามด้วยชื่อเรื่อง เอาอะไรประมาณนี้

แต่ที่อยากจะแนะนำก็คือ สำหรับคนที่ไม่ค่อยเป็นระเบียบเรียบร้อย ก็ให้ใช้ระบบใช้บ่อย ใช้ไม่บ่อย ถ้าอันใช้บ่อยก็เรียงไว้ใกล้มือหน่อย ส่วนอันที่ไม่ค่อยได้ใช้ก็เรียงไว้ไกล ๆ มือ ไอ้อันที่ใช้บ่อยมันก็จะได้ไม่ต้องไปปนมั่วกันมากกับอันที่ไม่ค่อยได้ใช้ครับ

3. มีหนังสือเก่ามาก ๆ หลายเล่ม จะหาที่ซ่อมได้ที่ไหนบ้าง เพราะอยากเก็บ บางเล่มเป็น ฉบับพิมพ์ครั้งที่หนึ่ง บางเล่ม ไม่มีพิมพ์ใหม่ บางเล่มอายุมากกว่าเรา เป็นต้น แต่โทรม สันหลุด ๆ ขาด ๆ

สำหรับคนอื่นที่ที่ทำงานมีห้องสมุด แนะนำให้ไปถามห้องสมุดที่ที่ทำงานนะครับ ว่าเค้าทำอย่างไรกับหนังสือชำรุด เช่นถ้าที่ห้องสมุดทำเอง เราก็ลองถามว่า ถ้าเราจะให้เค้าจ้างให้เค้าทำ จะใช้ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ เพราะบางทีอาจจะถูกกว่าข้างนอกครับ แต่ส่วนมากก็ไม่ค่อยรับทำหรอกครับ ยิ่งถ้าเป็นห้องสมุดใหญ่ ๆ เพราะงานเค้าก็เยอะอยู่แล้วครับ -ที่เห็นก็มีที่ มศว.ประสานมิตรนะครับ ที่เค้าซ่อมหนังสือเอง แล้วเห็นว่ามีบริการให้ผู้ใช้ส่งหนังสือซ่อมด้วย แต่ไม่ค่อยแน่ใจนัก แล้วห้องสมุดส่วนใหญ่ ก็ไม่มีนโยบายซ่อมหนังสือให้ผู้ใช้ แล้วคิดตังค์ซะด้วย แต่ถ้าเค้าจ้างคนอื่นทำ (outsource) ก็ลองถามเค้าดูว่าเค้าทำที่ไหน คิดค่าใช้จ่ายอย่างไร แล้วถ้าเป็นไปได้ เราจะขอฝากให้เค้าช่วยดำเนินการให้ได้หรือไม่ เพราะการจ้างซ่อมครั้งละเยอะ ๆ กับห้องสมุดก็เสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่ามากครับ

การเข้าเล่มหนังสือใหม่เนี่ย ถ้าจะเอาไปฝากกับห้องสมุดทำ ต้องตรวจสอบก่อนนะครับ ว่าห้องสมุดที่เราจะให้เค้าซ่อมให้ หรือเราจะขอไป join ด้วยนี่ นโยบายการซ่อมเป็นอย่างไร เช่น บางที่ตัดหน้าปกออก ทิ้งไป แล้วเขียนเอา บางทีเก็บหน้าปกแปะไว้ หรือลักษณะของปกแข็งหรืออ่อน ทำด้วยวัสดุอย่างไร ไม่ใช่ว่าห้องเก็บหนังสืออยู่ในบริเวณที่โดนแดดมาก ๆ ปกดันเป็นวัสดุที่เป็นยาง ก็ละลายหมดสิครับ อันนี้ก็ต้องระวัง และให้ตรวจสอบได้ดีเสียก่อน ถ้าไม่ต้องการหรือต้องการอะไรก็ลองถามเค้าดู แต่ระวังนะ ถ้าเรื่องมากนัก เค้าจะบอกให้ไปทำเอง อิอิ

ทีนี้ก่อนการซ่อมหนังสือ ให้เตรียมทำรายละเอียดให้ดีนะครับว่า หนังสือเล่มไหนเป็นอย่างไร เช่น ชื่อเรื่อง มันอยู่ที่หน้าปกที่เดียว แต่คนที่เค้าไปซ่อมดันเอาหน้าปกออก แล้วข้อมูลอื่น ๆ ก็หายไปด้วยเลย อันนี้จะซวยมาก เพราะฉะนั้น ให้จดรายละเอียดของหนังสือที่เราส่งซ่อมไปด้วยนะครับ ถ้าเยอะนักก็ทำเป็นบัญชีหรือฐานข้อมูลไว้เลย ตอนกลับมาก็เช็คดูแล้วกันว่าหน้าไหนขาด หน้าไหนหายไปบ้าง ไม่ใช่ส่งไป 100 หน้า กลับมาเหลือ 80 หน้า ถึงแม้จะทำกับห้องสมุดก็ตามเถิด อย่าพึงไว้ใจ

สำหรับหนังสือเก่า ๆ แล้วอยากจะเก็บไว้นาน ๆ ก็ให้ดูที่พื้นที่เก็บเป็นหลักนะครับ ว่าอยู่ตรงที่ชื้นมากไปหรือเปล่า (ความชื้นนี่ตัวการสำคัญเลย เพราะคนส่วนใหญ่ เก็บหนังสือโดยไม่รู้ว่าที่ตรงไหนมันชื้นหรือไม่ชื้น) หรือชั้นโดนแดดมากไปหรือเปล่า (ไม่เช่นนั้นก็กรอบตาย) แล้วก็บริเวณที่เก็บหนังสือก็หมั่นรักษาความสะอาด เพราะไม่เช่นนั้น นก หนู มด ปลวกมันจะมากัดกินหนังสือของท่านได้

ผมเอง ก็ไม่ใช่คนมีเทคนิค หรือเก่งกาจด้านนี้โดยเฉพาะ ถ้าใครมีเทคนิคดี ๆ หรือเป็นประโยชน์อื่น ๆ บอกได้นะครับว่า วิธีไหน work ไม่ work อย่างไร

From FRBR Book to the King and I

In Thaibrarian, บรรณารักษ์ : Librarian, ภาพยนตร์ : Movie, ห้องสมุด : Libraries on ธันวาคม 12, 2007 at 2:26 am

วงการรู้จัก FRBR (Functional Requirements for Bibliographic Records) กันมาตั้งนานแล้ว แต่ก็ยังไม่ค่อยเห็นการนำมาใช้อย่างแพร่หลายมากนัก ซึ่งผมคิดว่า ตอนนี้นักวิจัย นักวิชาการ และผู้ปฏิบัติงาน มีบทบาทพัฒนาระบบห้องสมุดอัตโนมัติมากขึ้นกว่าแต่ก่อน (ที่ส่วนใหญ่จะตกเป็นหน้าที่ของ บริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายระบบเป็นหลัก) ซึ่งทำให้ดูเห็นวี่แววว่า เราจะได้สัมผัสกับระบบฯ ที่นำแนวคิด FRBR มาใช้อย่างจริง ๆ จัง ๆ ในอนาคตอันใกล้นี้

ล่าสุดมีหนังสือเล่มนึงมาแนะนำ ชื่อเรื่อง Understanding FRBR: What It Is and How It Will Affect Our Retrieval Tools บรรณาธิการ คือ Dr. Arlene Taylor ศาสตราจารย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงรายการและการจัดการสารสนเทศ และเป็นผู้แต่งหนังสือยอดฮิต อย่าง Wynar’s Introduction to Cataloging and Classification*

Understanding FRBR เป็นหนังสือรวมบทความของผู้แต่งระดับปรมาจารย์ด้าน Catalog จากหลายสำนักในอเมริก ไม่ว่าจะเป็น Barbara B. Tillett จาก LC ผู้อยู่เบื้องหลัง กฏ ระเบียบและระบบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายใต้ห้องสมุดรัฐสภาอเมริกัน นอกจากนี้ยังมี Martha M. Yee บรรณารักษ์ Catalog ของห้องสมุดภาพยนตร์ของ UCLA ผู้หาญกล้าแต่ง Cataloging Rules ของเธอเอง รวมไปถึง Glenn E. Patton จาก OCLC ฯลฯ

เพราะฉะนั้นไม่อยากให้พลาด และดูเหมือนว่า ไม่จำเป็นต้องเป็น cataloger เท่านั้น ถึงจะอ่านได้ ผมคิดว่า บรรณารักษ์มือใหม่ หรือคนนอกวงการบรรณารักษ์ ที่สนใจการจัดการสารสนเทศ หรือ metadata ก็น่าจะลองหามาอ่านได้ โดยไม่ผิดเป้าประสงค์แต่อย่างใด ผมเองก็ยังไม่ได้อ่านเหมือนกัน คงต้องรอหนังสือจากห้องสมุดเอา แหะ ๆ

พอพูดเรื่อง FRBR ทำให้นึกได้ว่า มีตัวอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ในช่วงนี้ และเห็นว่า FRBR น่าจะมีประโยชน์อย่างยิ่ง ที่จะช่วยในการสืบค้น นั่นก็คือ collection ของ The King and I (บังเอิญว่า ช่วงนี้ มี project เล็ก ๆ ไปช่วยเป็น dramaturge ให้กับโรงเรียน high school แถวนี้ เค้าทำละครเวที ว่าง ๆ จะเล่าประสบการณ์ให้ฟัง)

เพราะเพียงเอาแค่ชื่อเรื่อง และความเกี่ยวเนื่องกัน ก็เรียกได้ว่า มันพัวพันกันน่าดูเริ่มตั้งแต่หนังสือเล่มแรกที่ Anna Leowens แต่งก็คือ The English Governess at the Siamese Court ตามมาด้วย The Romance Of The Harem ที่ภายในมีเนื้อหาแบบเดียวกันกับ หนังสือชื่อ Siamese Harem Life เพียงแต่ต่างปี ต่างสำนักพิมพ์ และมีคนเขียนบทนำคนละคนกัน

หลังจากนั้น Margaret Landon ก็เอาทั้งสองเรื่อง ไปปรุงแต่งเป็นนวนิยาย เรื่อง Anna and the King of Siam ในปี 1944 ซึ่ง 2 ปีต่อมาถูกนำไปดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ ในชื่อเดียวกับนวนิยายของ Margaret (นำแสดงโดย Irene Dunne และ Rex Harrison) ต่อมาในปี 1951 Richard Rodgers และ Oscar Hammerstein II ก็นำนวนิยายมาดัดแปลงอีกครั้ง คราวนี้เป็นละครเวทีอันโด่งดังทั่วโลก ในนาม The King and I (Note: ใน Wikipedia บอกว่า ยังมีการนำเอาบทละครเวที ออกแสดงจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งในปี 2007 เอามาแสดงทั่วเอเชีย และแน่นอน ไม่มีประเทศไทย)

จนในที่สุด ก็มีการเอาออกมาทำเป็นภาพยนตร์อีกครั้ง ซึ่งนำแสดง โดย Yul Brynner ผู้ซึ่งแสดงเป็นบท The King ในภาคละครเวที และล่าสุดที่ออกมา ก็คือ ภาพยนตร์เรื่อง Anna and the King เมื่อปี 1999 ที่นำแสดงโดย โจว เหวิน ฟะ และ Jodie Foster มิหนำซ้ำ ในปีเดียวกัน ยังมีการ์ตูนในค่าย Warner Bros. ออกมาอีก ในชื่อ The King and I

จะเห็นได้ว่า ตัวเนื้องานในระดับ the work เหมือนกัน กล่าวคือ ทุกงานมีการดัดแปลงกันไป ดัดแปลงกันมา ปัจจุบัน เวลาจะค้นที ก็ละลานตาไปหมด เนื่องจากผลการค้นที่ได้ ไม่ได้ช่วยให้ผู้ใช้แสดงความสัมพันธ์ระหว่าง ข้อมูลข้างต้นที่ผมกล่าวถึง ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้จำแนกความแตกต่าง อย่างมีเหตุผล ระหว่างข้อมูลเหล่านั้น ซึ่งปัญหาดังกล่าว ข้างต้น ก็น่าจะแก้ปัญหาได้ด้วยแนวคิด FRBR (ปล. ผมพยายามจะหาตัวอย่างบน FictionFinder แต่สรุปว่า เค้าไม่มีใน collection เสียนี่ -_-”)

เชิงอรรถ

* Wynar’s Introduction to Cataloging and Classification จะเรียกได้ว่าเป็น ตำรา catalog ขึ้นหิ้งคลาสสิค ก็ว่าได้ เพราะ จากการวิจัย ทั้งในเชิง bibliometrics และด้านการศึกษาบรรณารักษศาสตร์ พบว่าเป็นตำราที่ถูกนำมาใช้ในการเรียนการสอนมากที่สุด เล่มหนึ่ง ในโรงเรียนบรรณารักษ์ในทวีปอเมริกาเหนือ (แหะ ๆ ผมเอง ก็รู้สึกแอบภูมิใจเล็กน้อยเพราะ ผมยังมีโอกาสได้เรียน Catalog กับ Dr.Taylor สมัยเรียนที่ Pitt และเป็นประสบการณ์ที่ประทับใจ ต้องบอกว่า เป็นวิชาที่ชอบมากที่สุดเลยทีเดียว)

[ที่มา: The FRBR Blog; สำหรับคนที่ไม่เข้าใจเรื่อง FRBR และสนใจเพิ่มเติม แนะนำให้เริ่มอ่าน เอกสารของ IFLA ก่อนครับ]

ชั้นหนังสือรุ่นถ้ำ

In Thaibrarian, บรรณารักษ์ : Librarian, ห้องสมุด : Libraries on ธันวาคม 3, 2007 at 2:12 am

นักออกแบบเฟอร์นิเจอร์ ชาวญี่ปุ่น Sakura Adachi ออกแบบชั้นหนังสือ ที่รวมที่นั่งคนสามารถไปนั่งอ่านหนังสือ (หรือแม้กระทั่งเป็นบ้านสัตว์เลี้ยง) นอกจากนี้ ยังสามารถใช้เป็นที่กั้นห้องได้อีกด้วย

ราคาชั้นนี้ตกอยู่ที่ 5,250 ยูโร สำหรับรุ่นผู้ใหญ่

ว่าแต่ว่า ดูแล้ว เหมือนคุ้น ๆ ว่าเห็นที่ TKPark ไม่รู้แฮะ

ที่มา InventorSpot

อนาคตของการควบคุมรายการบรรณานุกรม

In Thaibrarian, บรรณารักษ์ : Librarian, ห้องสมุด : Libraries, เป็นการเป็นงาน : Seriously on ธันวาคม 3, 2007 at 1:56 am

เมื่อปลายปีที่แล้ว ห้องสมุดรัฐสภาอเมริกัน (LC) ได้จัดตั้งคณะทำงานชุดพิเศษขึ้น เพื่อศึกษาและเสนอะแนะแนวทาง ของการควบคุมรายการบรรณานุกรม ในอนาคต โดยรวบรวมนักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญด้านบรรณารักษศาสตร์ และสารสนเทศศาสตร์จากทั่วประเทศ

ล่าสุด ฉบับร่างรายงานผลการศึกษา ก็ออกมาแล้ว และขณะนี้ก็เปิดรับข้อคิดเห็นจากสาธารณะ ภายในวันที่ 15 ธันวาคมนี้

ผมก็ยังไม่มีเวลาได้อ่านเท่าไหร่ แต่เท่าที่ดูคร่าว ๆ หัวใจหลัก ๆ ของรายงานฉบับนี้ มีอยู่ 5 ประเด็น ได้แก่

  • เพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างรายการบรรณานุกรม
  • ขยายโอกาสในการการเข้าถึงวัสดุสารสนเทศที่หายากและมีเอกลักษณ์
  • การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่ออนาคต
  • ข้อพิจารณาด้านชุมชน
  • สร้างความเข้มแข็งให้กับวิชาชีพบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์

ถึงแม้จะเป็นรายงานเฉพาะเพื่อ LC เท่านั้น แต่ก็ต้องยอมรับว่า LC มีอิทธิพลต่อการควบคุมรายการบรรณานุกรม ต่อวงการบรรณรักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ทั่วโลกอย่างมาก เพราะฉะนั้น ทิศทางและแนวโน้มของ LC ในอนาคต ก็มีผลต่อชุมชน (ซึ่งจริง ๆ ก็คือ วงการบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ ทั่วโลก) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

จากที่อ่านดูคร่าว ๆ แล้ว ก็ต้องบอกว่า ไม่ได้ทำให้ตาลุกวาวแต่อย่างใด แต่รู้สึกใจชึ้นขึ้นมาหน่อย ที่รายงานฉบับนี้ เห็นความสำคัญของความเป็นสากลมากขึ้น จริงอยู่ที่บางครั้ง เรา (ในฐานะประเทศไทย) ก็ไม่ต้องการ dependency จากคนอื่นทั่งหมด แต่ถ้าพิจารณาในมุมมองของมาตรฐาน ก็ต้องยอมรับว่า LC เป็นผู้นำและเป็นผู้ควบคุมมาตรฐานเหล่านี้ ถ้า LC หันมาสนใจ มาตรฐานในเชิงสากล

แต่กระนั้น ก็ดูว่า ประเด็นที่กล่าวในรายงาน (รวมถึงเรื่อง ความเป็นสากล) ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด เพียงแต่เป็นประเด็นที่ยังคั่งค้างที่ควรจะทำ แต่ยังไม่ได้ทำ ก็เลยต้องมาสะสาง และเรียงลำดับความสำคัญว่าจะทำอะไรก่อนหลัง ทั้งนีประเด็นสำคัญ มันอยู่ตรงที่เทคโนโลยี ทั้งในเชิงเทคนิค แนวคิดการบริหารจัดการ ตลอดจน (ชุมชน) ผู้ใช้ ที่เปลี่ยนแปลงไปจากช่วงที่เริ่มต้นไปมาก การที่ต้อง maintain ข้อมูลจำนวนมากมายมหาศาล ทำให้การพัฒนาเดินไปได้ช้า กว่าตัวเทคโนโลยี เลยทำให้ LC มีงานที่ต้องสะสางเยอะมาก

บ่นไป บ่นมา ก็อยากแค่จะบอกว่า อยากให้อ่าน แล้วช่วยกันแสดงความคิดเห็น อาจจะทำในนามบุคคล หรือกลุ่มบุคคล (หรือแม้กระทั่งอย่าง สมาคมห้องสมุดฯ จะรับผิดชอบไป​) ผมก็เห็นว่า น่าจะช่วยทำให้เกิดการพูดคุย ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับ การควบคุมรายการบรรณานุกรมในบ้านเรามากขึ้น (ที่นอกเหนือไปจาก เรื่อง เครือข่าย)

IM บน OPAC

In Thaibrarian, library2.0, บรรณารักษ์ : Librarian, ห้องสมุด : Libraries on ธันวาคม 1, 2007 at 11:54 pm

ปรกติการนำ Instant Messenger (IM) มาใช้ในการให้บริการตอบคำถามช่วยการค้นคว้า (Reference) ในห้องสมุด จะมีสองรูปแบบตามประเภทของตัว Messenger ได้แก่

  1. การใช้ IM ที่ติดตั้งตาม Desktop อย่าง Microsoft Live Messenger, Yahoo Messenger หรือ AIM (ของ AOL ซึ่งเป็นที่นิยมมากในอเมริกา) เป็นต้น ระบบนี้ผู้ใช้จะต้องมีโปรแกรมอยู่ที่ด้านหนึ่ง และจะต้องมี Account ของ IM นั้น ๆ ซึ่งทำให้เป็นข้อจำกัดของการให้บริการแก่คนที่ไม่มี IM หรือใช้เครื่องคอมพิวเตอร์สาธารณะที่ไม่มีโปรแกรม IM นอกจากนี้ ความยุ่งยากยังเพิ่มมากขึ้น เมื่อผู้ใช้จะต้อง Add account ของผู้ให้บริการ (ในที่นี้คือห้องสมุด) เข้าไปใน contact list ซึ่งบางคนว่าเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก และไม่ต้องการจะใช้บริการชั่วคราว (ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นใน case นี้)
  2. การใช้ Online Chat ซึ่งยังสามารถแยกออกได้เป็น 2 ประเภท คือ
    • Online Chat ที่มีลักษณะคล้ายกับ Customer Service ของเว็บไซต์ใหญ่ ๆ ทั่วไป (ตัวอย่างเช่น LiveAgent, Live Person เป็นต้น ระบบนี้เป็นระบบที่ผู้ให้บริการ สามารถจะเช็คได้ว่าผู้เข้าชมเว็บกำลังทำอะไรอยู่  ซึ่งวัตถุประสงค์หลัก ๆ ส่วนใหญ่จะใช้กับการสั่งซื้อออนไลน์ ซึ่งทำให้ผู้ให้บริการ สามารถ interrupt เพื่อเสนอความช่วยเหลือ เมื่อเห็นว่าผู้ใช้บริการน่าจะมีปัญหา นอกจากนี้ระบบดังกล่าว ยังมีประสิทธิภาพในการ Co-browsing ได้อีกด้วย นั่นหมายความว่า ผู้ให้บริการสามารถมองเห็นหน้าจอ และช่วยเหลือการทำงานได้ด้วย อย่างไรก็ตาม ระบบนี้ เป็นระบบที่ถูกพิจารณาด้าน Privacy อีกทั้งในงานวิจัยด้าน Virtual Reference ก็พบว่า การ Co-browsing ไม่ได้เพิ่มประสิทธิผลในการให้บริการมากเท่าไหร่นัก แต่ปัญหาที่สำคัญ คือ มีราคาแพงมาก (โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับตัวเลือกอื่น)
    • ส่วนระบบที่สอง คือ Integrated Online IM อย่าง Meebo ที่มี Widget ให้ห้องสมุดสามารถติดตั้งไว้บนเว็บไซต์ของตัวเอง ซึ่งเป็นทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว เพราะมี function พื้นฐานที่เพียงพอต่อการให้บริการตอบคำถามช่วยการค้นคว้า และผู้ใช้สามารถเป็น Anonymous ได้ (คือผู้ใช้ที่ไม่ต้องการให้ผู้ให้บริการทราบว่า ตัวเองเป็นใคร) ซึ่งจะช่วยให้คนที่ไม่กล้าสอบถาม ก็กล้าที่จะถามง่าย ๆ ได้มากขึ้น (เพราะหลายคน ไม่กล้าถาม เพราะกลัวจะโดน คนตอบดูถูกเอาว่า เป็นคำถามที่ง่ายมาก แค่นี้ยังไม่รู้อีก)

ทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวมานี้ เป็นเพียงเกริ่นของสิ่งที่จะแนะนำใน post นี้ เหอๆๆ เพราะว่า ล่าสุด บนบล๊อกของ David Lee King เค้ามาบอกว่า ที่ห้องสมุด Topeka and Shawnee Public Library มลรัฐแคนซัส ได้เริ่มนำเอา Meebo (ที่ปรกติก็เอามาใช้บนเว็บไซต์ของห้องสมุดอยู่แล้ว) มาติดตั้งบน OPAC  แต่แทนที่จะติดตั้งไว้ที่หน้าค้น ก็ไปติดตั้งไว้ที่หน้าผลการค้นแบบ Keyword ที่ไม่ประสบความสำเร็จ

กล่าวคือ เมื่อผู้ใช้ค้นแบบ Keyword แล้วระบบไม่มีผลการค้นออกมา ในหน้าที่บอกว่า ไม่มีผลการค้น ก็ยังมี Meebo โผล่ออกมาทันที เพื่อให้ผู้ใช้สามารถคุยกับบรรณารักษ์ได้ทันที ซึ่งผมว่า เป็นการนำเอา IM มาใช้ได้อย่างชาญฉลาดทีเดียว เพราะเป็นการนำเอามาใช้ในบริบทที่เหมาะสม เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ผู้ใช้เกิดความสับสน และอาจต้องการความช่วยเหลือ

ในขณะที่การให้บริการ IM แบบอื่น ๆ ผู้ใช้จะต้อง Renavigate หน้าจอใหม่ทั้งหมด ซึ่งทำให้การ recall เหตุการณ์ หรือข้อคำถามอาจจะถูกขัีดจังหวะ

ซึ่งนี่เป็นข้อบกพร่องหนึ่งของ Library Catalog ในปัจจุบันโดยทั่วไป นั่นก็คือ วิธีการรับ feedback จากผู้ใช้ระบบ กล่าวคือ OPAC ในปัจจุบัน มีระดับของ Interaction เพียงแค่ผู้ใช้ป้อนสิ่งที่ต้องการ แต่ไม่มีช่องทางในการรายงานความผิดพลาด หรือขอความช่วยเหลือ ซึ่งจริง ๆ เป็นสิ่งที่ทำไม่ยาก

ยกตัวอย่าง OPAC ของมหาวิทยาลัย Oxford ก็มี link ในหน้าผลการสืบค้น ให้ผู้ใช้สามารถติดต่อไปยังบรรณารักษ์ ในกรณีที่พบความผิดพลาดของข้อมูล เช่น วิเคราะห์หมวดหมู่ ไม่ตรง มีหัวเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้อง การจัดการ authority ที่ผิดพลาด หรือแม้กระทั่งพิมพ์ผิด (ซึ่งอันหนัง นี่เห็นประจำ แล้วทำให้ค้นไม่ได้มานักต่อนัก)

จริง ๆ ตัว Link บน OPAC ของ Oxford นับได้ว่า มี Locality อยู่ในบริบทที่เหมาะสม (คือ ตั้งอยู่หน้าที่ควรจะอยู่)  อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ยังสามารถช่วยเหลือผู้ใช้ ได้เพิ่มขึ้นอีก ก็คือ การเพิ่มตัวบริบทเข้าไปใน Feedback โดยอัตโนมัติ เช่น เมื่อ click ไปที่ Link นั้น ระบบสามารถ recognize ได้ว่า record ใดที่ผู้ใช้จะพูดถึง โดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องป้อนอีกครั้ง ซึ่งทำให้เกิดประสิทธิืผลในการสื่อสารมากยิ่งขึ้น

ซึ่งนี่น่าจะเป็นอีก requirement หนึ่ง สำหรับห้องสมุดที่อาจกำลังหา ILS ตัวใหม่ หรือวิธีการพัฒนา Reference ของตัวเอง

JIBS Workshop: Reported by mk

In Thaibrarian, library2.0, บรรณารักษ์ : Librarian, ห้องสมุด : Libraries on พฤศจิกายน 25, 2007 at 1:46 pm

คุณมาร์ค ไปงานสัมมนาของ JIBS User Group (JIBS ก็คล้าย ๆ กับ ThaiLis บ้านเรา ที่เน้นไปที่ กลุ่มผู้ใช้ฐานข้อมูล และเครื่องมือทางบรรณานุกรมอื่น ๆ ที่บอกรับโดยเครือข่ายระดับชาติของอังกฤษโดยเฉพาะ)  เรื่อง Is library 2.0 a trivial pursuit? เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว แล้วก็ใจดี สรุปความให้ฟัง ต้องขอบคุณคุณมาร์คอย่างเป็นทางการ ไว้ตรงนี้เลยแล้วกันครับ

ที่น่าสนใจ ก็คือ กรณีศึกษา ที่แต่ละที่ใช้กัน ว่าแนวคิดเอาไปทำอย่างไร

โดยเฉพาะเรื่อง Library Catalog เมื่อพูดถึงการ tweak ตัว catalog ผู้ดูแลระบบในเมืองไทยหลายแห่ง ก็คงต้องบอกว่า ร้องเพลงรอให้มีตังค์เพื่อทำใหม่ หรือว่าจำกัดเฉพาะ “บางยี่ห้อ” เท่านั้น และเป็นยิี่ห้อที่ไม่มีในเมืองไทย แต่เมื่อเข้าไปดู Library Catalog ของคนที่บรรยายเรื่องนี้ ดูปุ๊บ ก็รู้ปั๊บ ว่าเป็น Dynix ซึ่งเป็น ILS ยอดนิยมอันหนึ่งในเมืองไทย เพราะฉะนั้น ไม่น่าจำเป็นต้องรอให้ Dynix เค้าพัฒนาให้เราหรอกครับ กว่าจะออกมาเป็น mass product ก็คงจะอีกพักใหญ่ ๆ ผมว่า มีตัวอย่างให้เห็นแล้ว อย่างที่ทุกคนบอก (และผมก็เคยบอก) ไว้ว่า library 2.0 มันคือ always beta เพราะฉะนั้นสำคัญที่ว่า ต้องกล้าที่จะคิดและทำหรือไม่เท่านั้น

ส่วนอีกประเด็นหนึ่ง ที่น่าสนใจที่คุณมาร์ค เขียนบันทึกเอาไว้ ก็คือ เรื่อง Second Life จริงอยู่ที่ได้ผลในการประชาสัมพันธ์อย่างมาก แต่กระนั้น (ด้วยความที่ผมไม่ค่อยได้ตามเท่าไหร่)​ก็ยังสงสัยอยู่ว่าเค้าให้บริการอะไรบ้างบนนั้น คือ ถ้าเป็น Virtual Reference เฉย ๆ ก็อาจจะมีปัญหาเรื่อง ความแตกต่างด้านเวลาแน่นอน (อย่างที่คุณมาร์คสงสัย) แต่ถ้ามีการให้บริการด้านทรัพยากรด้วย (เช่น มีหนังสือ วีดีโอ เพลงให้บริการบนนั้น เป็นต้น)  เค้าจัดการอย่างไร  จริง ๆ ก็มีคนเขียนเรื่อง SL ไว้เยอะเหมือนกัน ถ้าผมเจอบทความอันไหนเด็ด ๆ ดี ๆ เดี๋ยวจะลองหามาให้อ่านแล้วกันครับ

ค้นแบบ facet บน OPAC

In TCDC, Thaibrarian, iTeaudemia, library2.0, งานวิจัย : Research, บรรณารักษ์ : Librarian, สถิติ : Statistics, ห้องสมุด : Libraries on พฤศจิกายน 14, 2007 at 1:56 pm

เมื่ออาทิตย์ก่อน ไปฟัง CRADLE talk (มีเกือบทุกวันศุกร์ เพื่อแลกเปลี่ยนผลงานทางวิชาการ ว่าใครทำอะไร มีอะไรน่าสนใจบ้าง ในกลุ่มคนที่่สนใจ Digital Library) เรื่อง I Still Can’t Find What I Want: An Evaluation Of Next Generation Library Catalogs That Combine Text Search With Faceted Navigation (ชื่อเรื่องยาวมากกกก) โดย Cory Lown นักศึกษาปริญญาโท กับ Brad Hemminger อ. ที่โรงเรียน

หลัก ๆ ของสัมมนา ก็คือ นำเสนอผลการวิจัยเบื้องต้น  ที่วิเคราะห์จาก Transaction Log เพื่อดูพฤติกรรมคนใช้ Library catalog แบบใหม่ของ NC State เน้นไปที่การค้นแบบ facet

เริ่มต้นด้วยการแนะนำตัวอย่าง facet search ตามที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น site ที่ใช้ Flamenco (engine ที่พัฒนาที่ UC Berkeley) อย่าง Nobel Prize Winners และ Library Catalog ของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่นำเอา Facet มาใช้ในการช่วยค้น ไม่ว่าจะเป็นที่ McMaster University, University of Minnesota, Florida Center for Library Automation (FLCA) รวมไปถึง WorldCat ด้วยเช่นกัน

หลังจากนั้นก็เป็นการนำเสนอผลงานวิเคราะห์ข้อมูล จาก server log ที่เก็บตลอดเวลา 4 เดือน (ซึ่งคาบเกี่ยวทั้งช่วงปิด – เปิดเทอม) ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้

  1. Action หลัก ๆ ก็ได้แก่ การค้นด้วย text, การค้นด้วย facet และเปิดไปหน้าต่อไป (กรณีที่มี result จำนวนมาก ซึ่งหลัก ๆ ของการวิเคราะห์ จะเน้นไปที่การเปรียบเทียบการค้นแบบ Text และ Facet
  2. โดยเฉลี่ย จะมี 5 actions ต่อ session หนึ่ง ๆ โดย 1 session จะใช้เวลาประมาณ 7.5 นาที
  3. 97% ของ session ทั้งหมด จะเริ่มการค้นด้วย text ในขณะที่เพียง 34% (ไม่ถึงครึ่ง) เริ่มต้นการค้นด้วย Facet
  4. ใน session หนึ่ง ๆ การค้นด้วย Text จะมีบทบาทมากในช่วงเริ่มต้น และจะลดลงไปจนถึงระดับหนึ่งจนเป็น plateau ในขณะที่การค้นด้วย Facet นั้นอยู่ในระดับคงที่ แต่อัตราการใช้ก็ยังน้อยกว่าจุดต่ำสุดของการค้นด้วย Text อยู่ดี
  5. เรียงลำดับการใช้ Facet ที่ถูกใช้มากที่สุด จากมากไปน้อย: หัวเรื่อง-เนื้อหาสาระ (Topic), หมวดหมู่ LC, รูปแบบ, สถานที่, Genre, ผู้แต่ง, หัวเรื่อง-ภูมิภาค, ภาษา, หัวเรื่อง-ช่วงเวลา และท้ายสุด Availability (ซึ่ง NCSU พยายามจะเน้นว่าเป็น highlight อันหนึ่งเหมือนกัน)
  6. เมื่อพิจารณาความต่อเนื่อง ระหว่าง action ต่อ action จะพบว่า ผู้ใช้จะค้นแบบ Text และตามด้วย Text เยอะที่สุด ตามมาด้วย 1) การเปลี่ยนหน้าไปเรื่อย ๆ (Next page action), 2) การใช้ Facet หลังจากค้นจาก Text และ 3) การใช้ Facet ต่อจากการค้นแบบ Facet อีกครั้งหนึ่ง

สามารถเข้าไปดู link ตัวอย่างของเว็บที่ใช้ในการสัมมนา (รวมถึง Test site ของ NCSU) ได้ที่ http://www.ils.unc.edu/~lown/examples/

บทวิเคราะห์  (โดยส่วนตัว)

ถ้าดูผ่าน ๆ ตัวเลขข้างบนค่อนข้างอันตราย เนื่องจากอาจทำให้ตีความผิดได้ว่า การลงทุนปรับระบบ และนำ facet มาใช้ ไม่ได้รับความนิยม และทำให้คิดต่อได้ว่า ไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน

ซึ่งจริง ๆ แล้ว ตัวเลขพวกนี้ ต้องมองอาศัยข้อมูลอื่น ๆ เพื่อช่วยสนับสนุน เช่น ในบรรดาคนที่ใช้ คือ ใคร (ถ้ามีแต่บรรณารักษ์ใช้ ก็ไม่คุ้มแน่ ๆ) ถ้าใช้ แล้วประสบความสำเร็จเพียงใด มีการสอนการใช้อย่างไร มีการประชาสัมพันธ์อย่างไร (แน่นอน คนที่สนใจห้องสมุด รู้จักดี แต่คนภายในนั้นรู้จัก หรือไม่ คือโจทย์ที่สำคัญกว่า เหมือนกับที่ผมเคยพูดถึง case ของ TCDC เมื่อตอนไปพูดเรื่อง Library 2.0)

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเชิงเทคนิคอื่น ๆ เช่น ความเคยชินของผู้ใช้ เนื่องจาก ระบบห้องสมุด ที่ใช้กันมานานหลายสิบปี ก็เริ่มต้นมาจากการค้นแบบ Text ทั้งนั้น อะไร ๆ ก็พิมพ์เองหมด ประเด็นต่อมา คือ ประเด็นด้าน HCI ที่ปรกติ Catalog จะเริ่มต้นหน้าเว็บด้วย การมีช่องให้พิมพ์ Facet จะเอาไปซ่อนไว้หลัง ๆ อย่างในกรณีของ NCSU เค้าเอา Text search เป็นหน้า default และเอาหน้า Browse ไปไว้ข้างหลัง ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้ว งานวิจัยหลายชิ้นก็ชี้ให้เห็นว่า ผู้ใช้ชอบการ Browse หนังสือบนชั้นมากที่สุด การ Browse ตามหมวดหมู่ LC บนเว็บ โดยเทคนิค จึงไม่ต่างอะไรกับการ Browse จากชั้น เพียงแต่การมันไม่ได้เห็นตัวเล่ม ไม่มีโอกาสได้ Preview

อย่างไรก็ตาม ปัญหาของ Facet ก็คือ ความคลุมเครือ เนื่องจากหัวเรื่องเดียวกัน อาจมีได้มากกว่า 1 ความหมายและหลายบริบท โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ใช้ไม่สามารถเข้าถึงหลักในการกำหนดหัวเรื่องได้ เหมือนกับบรรณารักษ์ ดังนั้น ความสับสนในการทำความเข้าใจกับหัวเรื่อง จึงเป็นอุปสรรคอันหนึ่ง ที่อาจจะทำให้ Facet ไม่ได้รับความนิยม

จากที่ว่ามานี้ จึงน่าสนใจหากจะลองมาดูที่ Catalog ของ TCDC ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร เพราะ TCDC ค่อนข้างมีความแตกต่างในด้าน Interface Design จากเว็บห้องสมุดอื่น ๆ และผู้ใช้มีส่วนร่วมในการกำหนดหัวเรื่องด้วยตัวเอง (Folksonomy) ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ สามารถกำหนดคำสำคัญได้ด้วยตนเอง แต่กระนั้น ก็อาจจะยังมีปัญหาในด้านความเกี่ยวข้องและ Collocation ในเชิงภาพรวม ถ้าสามารถเอา Transaction Log  ของ TCDC มาศึกษาดู ก็น่าจะดี (แต่ว่า ไม่รู้ว่าจะทำได้หรือเปล่า -_-”)

มาตรฐานห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษาเชิงเปรียบเทียบ

In Thaibrarian, นโยบาย : Policy, บรรณารักษ์ : Librarian, ห้องสมุด : Libraries on กันยายน 27, 2007 at 2:05 am

คุณคนทำงานห้องสมุด มาถามผมใน post เรื่อง ความคลุมเครือของมาตรฐานห้องสมุด เกี่ยวกับมาตรฐานห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษา เขียนไปซักพัก เริ่มยาวอีกแล้ว ก็เลยขอมาตอบเป็น post ใหม่นี้เลยละกัน เผื่อจะได้เป็นการแลกเปลี่ยนกับคนอื่น ๆ ไปในตัวนะครับ

ก่อนเหนืออื่นใด ผมต้องออกตัวก่อนเลยว่า ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรฐานหรือแนวปฏิบัติ (guideline) สำหรับห้องสมุด (ต่อจากนี้ไปใน post นี้ ขออนุญาตไม่ใช่คำว่า “มาตรฐาน” นะครับ เพราะส่วนตัว สิ่งที่ผมกำลังจะอธิบายต่อไปนี้ ผมไม่อยากเรียกมันว่า “มาตรฐาน” ถึงแม้ว่า มันจะถูกนำมาใช้กันไปเรื่อยเปื่อยมานานแล้ว)

แน่นอนว่า ถ้าจะเริ่มต้นหาข้อมูลด้านนี้ ก็ต้องไปตามพวกสมาคมห้องสมุดต่าง ๆ แน่นอน ด้วยข้อจำกัดด้านภาษา ทำให้ผมสามารถแนะนำได้เพียง ไม่กี่ประเทศ ซึ่งก็ได้แก่ ACRL (Association of College and Research Libraries ซึ่งเป็นสมาคมลูกของ ALA อีกทีหนึ่ง) ในอเมริกา,​CILIP (Chartered Institute of Library and Information Professionals) ของอังกฤษ และสุดท้ายก็ ALIA (Australian Library and Information Association)

ถ้าหากเข้าไปใน ACRL จะเห็นได้ว่าเค้ามีเอกสารเกี่ยวกับแนวปฏิบัติยิบย่อยเต็มไปหมด แต่อันที่น่าจะใกล้เคียงกับความต้องการของคุณ คนทำงานห้องสมุดมากที่สุด ก็น่าจะเป็นสองอันนี้

เท่าที่อ่านดูจากเอกสารทั้งสองชิ้น ก็จะเห็นว่า เค้าก็ไม่ได้เขียนชี้ชัดว่าจะต้องใช้พื้นที่หรือทรัพยากรเท่าไหร่ เพียงแต่บอกว่า จะต้องใช้ปัจจัยหรือเกณฑ์ในด้านใดบ้างในการพิจารณา ซึ่งส่วนที่น่าพิจารณาเป็นพิเศษ คือ การใช้ในลักษณะคล้าย ๆ กับ benchmarking คือ ห้องสมุดจะต้องหา peer libraries (ห้องสมุดอื่น ๆ ที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน) แล้วก็นำมาเปรียบเทียบ ซึ่งข้อนี้ี่ ถ้ามองในเชิงกลยุทธ์ เราก็จะเห็นกลาย ๆ ว่า เป็นการพยายามสร้างสภาพของการแข่งขันให้เกิดขึ้น เพื่อส่งผลให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไม่เช่นนั้นแล้ว พอห้องสมุดไหน ผ่านเกณฑ์แล้ว ก็จะได้แต่ย่ำอยู่กับที่

สำหรับในอังกฤษ CILIP เค้าก็มีการพูดถึง Higher education provision in further education institutions ไว้เช่นเดียวกัน แต่ถ้าจะเป็นเรื่องแนวปฏิบัติที่ชัดเจน ก็คงต้องไปดูที่ เอกสารเรื่อง indicators of good practice ของเค้าดู จะเห็นได้ว่า การพิจารณาแนวปฏิบัติของเค้านั้นก็เป็น self-assessment ซึ่งข้อดีก็คือ การมองตัวเราเองให้ถ่องแท้ ดังนั้นเค้าไม่เน้นเรื่อง การเปรียบเทียบเรื่อง space เท่าไหร่ แต่จะเน้นหนักไปมากด้าน collection และการบริหารจัดการ แนะนำให้ดาวน์โหลด checklist ไปพิจารณากันดู เป็น checklist ที่ดูเหมือนง่าย แต่ตอบยากเหมือนกัน เพราะบางข้อก็เป็นคำถามที่กว้างมาก แต่ให้ตอบแบบผ่ากลางไปเลยว่า ใช่หรือไม่ใช่

ส่วนใน Australia ผมก็ลองเข้าไปหาในเว็บไซต์ของ ALIA แล้ว ก็ไม่พบเอกสารที่เกี่ยวข้องกับ ห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษา อาจจะเป็นไปได้ว่าผมหาไม่ดี หรือเค้าไม่มีจริง ๆ อันนี้ก็ไม่ทราบได้

ขอนอกเรื่องอีกนิดนึง ถ้าโดยทั่วไป ผมอยากจะแนะนำให้คนที่สนใจเรื่อง “มาตรฐานห้องสมุด” ผมอยากให้เข้าไปอ่าน งานด้าน “มาตรฐาน” ของหอสมุดแห่งชาติออสเตรเลีย ดูครับ หลายคนอาจจะเข้าใจมากขึ้นว่า คำว่า มาตรฐาน แบบ concrete ของผม นั้นเป็นยังไง

ถ้าพอจะเก่งภาษาอื่น นอกเหนือจากภาษาอังกฤษ (และภาษาไทย) แล้วเนี่ย ผมก็คิดว่าน่าจะลองไปตามสมาคมห้องสมุดของแต่ละประเทศดูครับ น่าจะมีตัวอย่างที่น่าสนใจพอสมควร

หรือไม่เช่นนั้น ผมก็คงจะแนะนำให้ลองหาบทความในวารสารวิชากา รหรือ รายงานการประชุมทางวิชาการดู (โดยเฉพาะใน IFLA) เพราะมีคนที่สนใจศึกษาเกี่ยวกับ มาตรฐานห้องสมุดของแต่ละประเทศ ในเชิงเปรียบเทียบ อยู่พอสมควร

นอกจากการอ้างอิงมาตรฐานแล้ว ผมก็อยากจะแนะนำ ให้อ่านหนังสือเกี่ยวกับการออกแบบห้องสมุด มีที่อยากแนะนำอยู่เล่มหนึ่ง ผมเคยใช้อ้างอิงสมัยอยู่ที่ TCDC ผมเองก็จำชื่อเรื่องก็ไม่ได้ จำได้อยู่อย่างเดียว คือ หน้าปกสีเขียว เล่มหนามาก (นี่แหละครับ นักอ่านตัวจริง อ่านแล้วจำชื่อหนังสือไม่ได้ -_-” ) เอาไว้เดี๋ยวผมจะลองถามคนที่ TCDC ให้อีกที แล้วจะมาบอกกล่าวให้ทราบนะครับ

อย่างไรก็ตาม ที่เขียนถึงมาทั้งหมดนี้ เป็นเพียงการตอบข้อสงสัย ของคุณคนทำงานห้องสมุดเท่านั้นนะครับ ไม่ได้หมายความว่า ผมบอกว่าแนวปฏิบัติของห้องสมุดในต่างประเทศจะดี หรือควรนำไปเป็นแบบอย่างแต่อย่างใด เพราะสำคัญมันอยู่ที่ คนใช้/ลูกค้า เจ้านาย และคนทำงานอย่างเรา ๆ เองนั้นแล จะเป็นคนตัดสินใจสุดท้าย ว่าอะไรเหมาะสม หรือไม่เหมาะสม

จริงมั๊ยครับ เจ้านาย…

ว่าด้วยค่าปรับหนังสือ

In Thaibrarian, งานวิจัย : Research, บรรณารักษ์ : Librarian, บ่นไปเรื่อย : Saying, ห้องสมุด : Libraries on สิงหาคม 15, 2007 at 12:30 am

Due dateตอนแรก เขียนตอบ “ผมยืมหนังสือไปสอนนักศึกษา” ผมต้องเสียค่าปรับหนังสือด้วยหรอ…. บนบล๊อก My library in 365 days ของน้องวาย (เห็นว่าจะพยายามเขียนให้ได้วันละ post ขอเอาใจช่วยนะน้อง) แต่ดันเขียนซะยาว เลยเอามาเขียนบนบล๊อกตัวเองเลยแล้วกัน

เรื่องของเรื่อง คือ น้องเค้าเจอ ผู้ใช้โวยวายเรื่อง ค่าปรับหนังสือ จริง ๆ มันเป็นเรื่อง routine คือ เกิดขึ้นทุกวัน ๆ จนไม่ฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งก็ชินไปเอง ก็ไม่ทั้งคนให้บริการ และคนใช้บริการ ต่างก็เอือมไปเหมือนกัน หรือไม่ฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งก็ต้องถอยทัพกลับไป (ส่วนใหญ่ก็จะเป็นฝ่ายผู้ใช้บริการเสียมากกว่า โดยที่ฝ่ายคนให้บริการก็รู้สึกโล่งใจว่า ตัวป่วนไปแล้ว ทั้งที่จริง ๆ หาได้รู้ไม่ ว่าได้เสียลูกค้าไปหลายคนแล้ว)

โดยส่วนตัว ผมมองว่า ปัญหานี้ มันมีหลายมิติ ซ้อนทับกันอยู่ ผมคงจะขอกล่าวถึง อันที่ผมมองออกแล้วกัน ถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยนมุมมองการทำงานแล้วกัน ถึงแม้ผมจะทำงานหน้าด่านน้อยกว่าคนอื่น แต่ก็คิดว่า อยากช่วยคิดอีกแรง

ประการแรกเริ่ม เริ่มกันที่เหตุผลทางจิตวิทยา กล่าวคือ การมองว่า การคิดค่าปรับ คือ การทำโทษ มันเริ่มตั้งแต่ การที่เจ้าตัวคนทำ “ผิด” ที่โดยปรกติ ก็รู้อยู่เต็มอกว่าตัวเองเป็นคนผิด แล้วการที่โดนทักหรือทวงถามต่อหน้า มันทำให้รู้สึกเสียหน้า เสียศักดิ์ศรี ซึ่งเป็นสิ่งที่สำหรับผู้ใช้บางคนก็รู้สึกอาย หรือลำบากใจ โดยเฉพาะมักจะเกิดขึ้นกับผู้ใช้หน้าใหม่ หรือผู้ใช้ที่ไม่เคยทำผิดมาก่อน

จริง ๆ ให้ลองเปรียบเทียบตัวเราเอง ที่กำลังขับรถที่ป้ายทะเบียนภาษีหมดอายุ และโดยปรกติ เราก็มักจะรู้อยู่แก่ใจ แต่ก็มีเหตุผลหลายอย่างที่ไม่สามารถจะไปดำเนินการได้ทันเวลา วันนึงเจอตำรวจจับครั้งแรกในชีวิต ทั้ง ๆ ที่เราไม่มีเจตนา เรารู้สึกอย่างไร แล้วเราจะทำตัวอย่างไร เช่นกัน การมองว่า การคิดค่าปรับ เป็นการลงโทษ มันก็ทำให้เกิดผลกลับมาในทิศทาง เดียวกัน ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่จะเจอกับปฏิกิริยาที่หลากหลาย ลองที่เราจะต้องปะทะกับเค้าแล้วหนิ

ดังนั้น วิธีที่จะทำให้ลดความรุนแรง หรือการเผชิญหน้าระหว่างกัน มีตั้งแต่ การปรับแนวคิดตั้งแต่ต้น เช่น กาปรับแนวคิดเสียใหม่ ว่า ห้องสมุด ไม่ใช่คุก หรือสถานีตำรวจเช่นกัน แล้วเราก็ไม่ชอบการลงโทษใคร และห้องสมุดไม่ได้ต้องการจะอยากได้ เงินบาท สองบาทของผู้ใช้ด้วยเหตุนี้ (เนื่องจาก มันไม่ได้เป็นกอบเป็นกำ อิอิ) แต่สิ่งที่เราอยากให้เกิด คือ ระเบียบวินัยของผู้ใช้มากกว่า ดังนั้น ทำไมเราไม่ปรับแนวคิด ของการลงโทษ เป็นการให้รางวัลแทน ตัวอย่างง่าย ๆ เช่น คืนตรงเวลา ได้เวลายืมเล่มต่อไปนานขึ้น หรือ ถ้าหากจะปรับ เราอาจจะบอกว่า การปรับ เพื่อเอาไปทำอะไร เช่น ไปสร้างสาธารณกุศล ดังนั้น การเก็บค่าปรับ อาจจะเป็นการหย่อนตู้บริจาคแทน เหล่านี้เป็นต้น หรืออะไรทำนองนี้

ดังนั้น สิ่งที่เรามักถูกสอน คือ เราต้องสอนผู้ใช้ แต่เรามักจะเลือก การลงโทษ มากกว่า การให้รางวัล เพราะมันง่าย แล้วเราก็ไม่รับผิดชอบอะไรมาก

หรือ อีกวิธีหนึ่ง ก็คือ การลดการปะทะโดยตรง (ซึ่งที่น้องเค้าเขียนไว้ blog นั้นแล) ซึ่งอาจกระทำได้ โดยการที่หากมีการเก็บค่าปรับ ก็ไม่ควรจะเป็นการเก็บที่บริเวณ counter ห้องสมุดมีหน้าที่ให้บริการเท่านั้น ส่วนเรื่องการคำนวณค่าปรับ ต้องให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่การเงิน พูดง่าย ๆ ก็คือ ถ้าเป็นอาจารย์ หรือพนักงานที่ได้เงินตอบแทนจากหน่วยงาน ก็หักจากยอดเงินเดือน ส่วนถ้าเป็นนักเรียน นักศึกษาที่เพิ่มเข้าไปตอนจ่ายค่าเทอมของเดือนต่อไป หรือตอนที่จะต้องเคลียร์เงินก่อนจบการศึกษา ดูเหมือนเป็นวิธีที่เห็นแก่ตัว (หมายถึง ผลักภาระให้กับฝ่ายการเงิน) แต่อย่างน้อย ก็ยืดระยะเวลาปะทะ ทำให้ความดุเดือดคลายลงไปบ้าง เพราะความรู้สึกเสียหน้ามันไม่เกิดขึ้นตรงนั้น

อย่างไรก็ตาม การแจ้งก็ยังจะต้องเกิดขึ้นโดยทันที หลังจากที่ผู้ใช้ส่งคืน เพื่อทำให้เกิดความโปร่งใส แต่อาจจะไม่ใช่การบอกปากต่อปาก แต่เป็นการบอกว่าจดหมาย หรือ email ซึ่งจริง ๆ มันเป็นเทคนิคของการสื่อสารและการฑูตมากกว่า กล่าวคือ ถ้าเป็นเรื่องดี ให้บอกต่อหน้า แต่ถ้าเป็นเรื่องต่อว่า หรือไม่ดี ก็ควรจะคุยกันในทางที่เป็นส่วนตัวมากกว่า การพูดในที่สาธารณะอย่างภายในห้องสมุดอันเงียบสงบ หลังจากที่เค้าได้รับการแจ้งแล้ว ถ้าเกิดความผิดพลาด หรือไม่ตรงกับความเป็นจริง เค้าก็จะต้องเดินเข้ามาสอบถาม อาจจะโวยวายบ้าง แต่ก็ทำให้การปะทะน้อยลงด้วยประการหนึ่ง

อีกอย่าง ที่น่าจะ preferable ก้น่าจะเป็นเพราะห้องสมุด ก็ไม่จำเป็นต้องไปยุ่งเกี่ยวกับการจับต้องเงินทองโดยใช่เหตุ (อันนี้เป็นเหตุผลส่วนตัว แหะ ๆ)

อย่างไรก็ตาม มันมีมิติที่แทรกเข้ามา และมีความสำคัญอย่างยิ่ง นั่นก็คือ สถานภาพทางสังคม ในบริบทของห้องสมุดประชาชน ถ้าผู้หลักผู้ใหญ่ระดับชาติ ลืมคืนหนังสือ สังคมไทย ที่มีความนอบน้อมถ่อมตน ก็มักจะไม่คิดค่าปรับ แต่ถ้าเป็นคนระดับเดียวกัน หรือระดับที่อยู่ล่างกว่า คนให้บริการก็มักจะกล้าทวงถาม (นึกถึงเวลาพวกเจ้าของตลาดไปเก็บตังค์จากพวกแม่ค้า บางคนก็ปากจัด แต่ถ้าลองให้ไปคุยกับพวกผู้หลักผู้ใหญ่ หล่ะก็แหม..) ซึ่งในทางสังคม เกียรติยศ ศักดิ์ศรี เงินทอง อำนาจ ชาติตระกูล การศึกษา ล้วนแล้วแต่ถูกนำมาใช้กำหนด สถานภาพทางสังคมทั้งสิ้น

ทีนี้กลับมามองในบริบทของห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษา ระหว่างอาจารย์กับบรรณารักษ์ ใครมีสถานภาพทางสังคมสูงกว่ากัน แน่นอน สังคมไทย มักยกย่องคนที่เป็นอาจารย์ ว่าเป็นคนเก่ง ฉลาด ในขณะที่ภาพของบรรณารักษ์ ยังถูกมองว่าเป็นงานที่ระดับกลางถึงล่าง กล่าวคือ ใช้แรงงานมากกว่า และได้ค่าตอบแทนน้อย ซึ่งการแบ่งแยกสภาพของสังคมอย่างนี้ มันทำให้คนที่เป็นอาจารย์บางคน ยืดเอาสถานภาพเป็นสำคัญ ดังนั้น การเสียหน้า จากคนที่มีสถานภาพด้อยกว่า จึงเป็นสิ่งที่รับไม่ได้ ดังเช่น การอ้างว่า ที่คืนหนังสือช้า เพราะเอาไปใช้ในการเรียนการสอน เป็นการดึงเอาภาระหน้าที่ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญขององค์กร มาเป็นข้ออ้าง เพื่อทำให้ตัวเองมีความสำคัญ และแสดงความใกล้ชิดกับอำนาจมากกว่า

ซึ่งอันนี้ ผมก็ไม่รู้ว่าจะแก้อย่างไร เพราะค่อนข้างเป็นปัญหาระดับ macro มาก ๆ และมีความใกล้ชิดกับวัฒนธรรม อย่างค่อนข้างจะแนบแน่น ข้อนี้ จริง ๆ ในต่างประเทศ ค่อนข้างจะแตกต่างกัน เนื่องจากบรรณารักษ์และอาจารย์ สามารถมี Tenure และสามารถตำแหน่งทางวิชาการได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นการเคารพในทางวิชาชีพ มันมีเหนือกว่าอำนาจ ความมั่งมี ดังนั้น การให้บริการจึงเป็นในลักษณะการเกื้อกูลกัน ในทาง professional ต่อ professional มากกว่าเจ้านายต่อลูกน้อง ฝ่ายหลัก กับฝ่ายสนับสนุน หรือระหว่างลูกค้า (ที่ไม่เสียตังค์) กับคนขายของ ที่ฝ่ายหนึ่งอยู่ในสภาพที่เหนือ หรือได้เปรียบกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง

ทีนี้ จะมองในทางเดียวก็ไม่ได้ ลองมองในทางตรงกันข้ามบ้าง สิ่งที่บรรณารักษ์มักจะลืมนึกถึง หรือนึกถึงแต่ดันกลายเป็นการเข้าข้างตัวเอง (โดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ดี) นั่นก็คือ ก็ต้องมองกลับมาที่ตัวเราเอง

การสำรวจตัวเอง อยู่อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยนำทางชี้ว่าปัญหาเกิดขึ้นจากอะไร อย่างปัญหานี้แท้จริงแล้ว มันไม่ได้อยู่ที่การคิดค่าปรับ แต่มันอยู่ที่ การที่ผู้ใช้ส่งไม่ตรงเวลา แล้วก็ต้องถามว่า แล้วทำไมผู้ใช้่ส่งไม่ตรงเวลา เกิดการ complain อย่างนี้มากน้อยแค่ไหน แล้วการส่งไม่ตรงเวลา (ถึงแม้จะไม่ complain หรือไม่ก็ตาม) มีมากน้อยแค่ไหน เพราะถ้าเราต่อได้มาถึงตรงนี้ เราก็อาจจะมาตั้งคำถามกับตัวเองแล้วว่า ระยะเวลายืมหนังสือ มันสั้นไปหรือเปล่า หรือระบบการเตือน เรามีประสิทธิภาพเพียงพอหรือไม่ ถูกต้องแม่นยำมากน้อยแค่ไหน (เช่น ประทับตราผิด ค่า constant ในระบบผิด เป็นต้น)

โดยเฉพาะเรื่องระบบการเตือนผู้ใช้ สิ่งที่เราจะต้องกลับมาถามตัวเอง ว่าเรา prompt ให้ผู้ใช้ให้เค้ารู้ตัวแค่ไหน ห้องสมุดหลายแห่ง ยังไม่มีระบบการแจ้งเตือนล่วงหน้า ว่าหนังสือจะครบกำหนดเร็ว ๆ นี้ ทั้ง ๆ เป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะผมคิดว่า น่าจะเป็นวิธีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด

ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา ส่วนใหญ่ เราก็จะเห็นเค้าประทับตราลงบนแผ่นยืมที่ติดกับหนังสือ หรือที่เรียกกว่าแผ่น due date หรืออย่างดู hi-tech หน่อย ก็พิมพ์เป็น slip แนบไปกับหนังสือ ทั้ง ๆ ที่บางครั้ง ผู้ใช้ก็ไม่รู้เลยว่าเป็นกระดาษอะไร หรือเอาไว้ทำอะไร

ว่าถึงเรื่อง slip แล้วก็ให้นึกแปลกใจ เพราะผมไม่แน่ใจว่า การให้เป็น slip เนี่ยมันดีกว่าการประทับตราจริงหรือเปล่า นอกจากที่มันดู computerize มากกว่า ผมว่าคนให้ความสนใจกับเจ้า slip พวกนี้ พอๆ กันกับ slip ใบเสร็จจากร้านสะดวกซื้อ จะมีคนซักกี่เปอร์เซ็นต์มากน้อย ที่เก็บ slip ใบเสร็จรับเงินที่ซื้อจากร้านสะดวกซื้อ บางที่ในถังขยะหน้าร้านก็มีแต่ใบเสร็จพวกนี้ ทำไมเราไม่ทำอะไรง่าย ๆ แต่ได้ประโยชน์​ เช่น แทนที่จะเป็นกระดาษบาง ๆ เหมือนใบเสร็จ ก็ทำให้เป็นที่คั่นหนังสือ เพื่อให้มันดูมีความรู้สึกว่า น่าเก็บ หรือสามารถเตือนความจำได้ ฯลฯ

จริง ๆ ย้อนกลับมา เหตุผลสุดคลาสสิคอีกเหตุผลหนึ่งของห้องสมุด ที่เก็บค่าปรับ ก็คือ ก็ผู้ใช้ยืมไปแล้ว ก็ต้องรับผิดชอบเอาเอง ลองมองดูอีกทีว่า มันคือ การโยนภาระให้ผู้ใช้หรือไม่ นึกถึงว่า การมี slip ยืมคืน ติดไปกับหนังสือ หรือมีตราประทับวันคืนหนังสือ อยู่ในเล่ม มัน practical แค่ไหน สิ่งที่บรรณารักษ์ลืมไป ก็คือว่า ความรับผิดชอบในการรักษาและ secure availability ของ material เป็นหน้าที่ที่องค์กรจ่ายเงินมาให้เราทำ ถึงแม้ว่าหนังสือไม่ได้อยู่ที่กับตัวเรา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า หนังสือตกไปเป็นเจ้าของของคน ๆ นั้น หากแต่ยังเป็นสมบัติขององค์กร จนกว่าหนังสือเล่มนั้นจะถูกจำหน่ายออกไป

ดังนั้น การที่ผู้ใช้ส่งหนังสือคืนล่าช้า ส่วนหนึ่งเป็นความผิดของผู้ใช้ แต่อีกส่วนหนึ่ง ก็น่าจะเป็นความบกพร่องของเจ้าหน้าที่ด้วยไม่ใช่หรือ ที่สื่อสารบกพร่อง อย่างนี้ระบบของค่าปรับ ควรจะเป็นแบบครึ่ง ๆ ดีมั๊ย คือ ผู้ใช้จ่ายครึ่งนึง เจ้าหน้าที่จ่ายครึ่งนึง…

มันก็เลยต้องย้อนกลับไปถามต่อว่า เรารู้จักผู้ใช้ของเราดีแค่ไหน ที่เขียนแบบนี้ หลายคนอาจจะบอก โอย เบื่อที่จะฟังคำนี้ แต่มันก็คือ เรื่องจริง เพราะจากประเด็นข้างต้น เราจะเห็นสมมติฐานที่ว่า ผู้ใช้บริการมีความรับผิดชอบสูงเหมือนกันทุกคน ซึ่งผมเห็นว่า เป็นสมมติฐานที่ทำให้การให้บริการ (รวมถึงระบบที่ออกแบบ) ด้อยลงในเชิงผู้ใช้ เพราะระบบที่ออกแบบมาจะช่วยผู้ใช้น้อยมาก (หรือถ้าอย่างรุนแรง ก็อาจเรียกได้ว่าเป็น ระบบที่เห็นแก่ตัว) มิหนำซ้ำยังไปสร้างภาระให้กับผู้ใช้บริการอีกต่างหาก ยกตัวอย่างง่าย ๆ เมื่อเปรียบเทียบกับงานบริการ ที่เห็นชัดงานหนึ่ง คือ การบริการโรงแรม จะเป็นอย่างไร เมื่อโรงแรมที่เราเข้าไปพัก หวังว่า ผู้ใช้บริการทุกคนหลังจากกลับไปแล้ว จะทำความสะอาด เก็บเตียงได้อย่างเรียบร้อย แน่นอน เค้าก็จะเข้ามาทำความสะอาดน้อยลง แต่ถ้าสมมติฐานของการให้บริการ บอกในทางตรงกันข้าม เค้าก็จะเข้ามาทำความสะอาดบ่อย ๆ ฉันใด ฉันนั้น

ท้ายสุด สิ่งที่รู้สึกสะดุดหูทุกทีที่ได้ยิน ก็คือ เจ้าหน้าที่ที่ให้บริการ นึกอะไรไม่ออก อธิบายอะไรไม่ได้ ก็บอกแต่ว่า “มันเป็นกฏ” ซึ่งผมเห็นว่า เป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง (ถึงขั้นต้องห้าม) อย่างที่สุด เพราะการอ้างกฏ ระเบียบ เป็นเหมือนการแบ่งข้างเขาเรา ผมมองว่า ถ้าเราให้เหตุผล แล้วพูดในเชิงว่าเราเข้าใจ และอยู่ข้างเขา การให้บริการก็จะเป็น user-oriented มากขึ้น แต่มันก็เป็นเทคนิคที่แต่ละคน ต้องหันกลับมามองตัวเองด้วย

ประเด็นเหล่านี้ เป็นเรื่องเล็กน้อยก็จริง แต่ผมคิดว่า เรื่องแบบนี้ มันเป็นเรื่อง ที่ไม่สามารถสอนได้ในห้องเรียน ดังนั้น ทักษะเหล่านี้ จึงต้องพัฒนาเมื่อเข้าสู่โลกแห่งการทำงานเรียบร้อยแล้ว คนที่เริ่มต้นกับสภาพแวดล้อมที่ดี ก็ได้ service mind ที่ดีไป แต่คนที่เริ่มต้นกับสภาพแวดล้อม ที่ค่อนข้างคับแคบ (หมายถึง มุมมอง) ก็จะไปในแนวทางนั้น

ดังนั้น เราจะเห็น อิทธิพลของสถานที่ทำงานแห่งแรกหลังจบการศึกษา ที่มีต่อการทำงานของคนในวิชาชีพ ในระดับปัจเจกบุคคล ซึ่งผมเห็นว่า มีอิทธิพลมากกว่าสถาบันการศึกษาที่จบมาด้วยซ้ำไป จริง ๆ นี่ก็น่าจะเป็น topic ที่น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว แล้วก็ไม่จำเป็นเฉพาะคนในห้องสมุดเท่านั้น แต่ผมว่าอาจจะเป็นในหลาย ๆ field ด้วยเหมือนกัน คิดแล้วก็น่าสนุกเหมือนกัน

แต่หรือถ้าใครจะเอาไปลองทำ หรือมีใครทำอยู่ หรือทำ project นี้ไปแล้ว แนะนำด้วยก็ดีนะครับ

เอากับเค้าสิ แค่ค่าปรับ ยังโม้ (บ่น) ได้ขนาดนี้ … ขี้บ่นนี่หว่า เรา -_-”

งานห้องสมุด อยู่หรือไป

In Thaibrarian, งานวิจัย : Research, บรรณารักษ์ : Librarian, บ่นไปเรื่อย : Saying, ห้องสมุด : Libraries on สิงหาคม 14, 2007 at 9:29 pm

จริง ๆ ก็ add ใน del.icio.us แล้ว แต่เผื่อสำหรับคนที่ไม่ค่อยได้ตาม del.icio.us ของผม (เผื่อคนที่ไม่ทราบ ผม bookmark เอกสารหรืองานที่น่าสนใจไว้ใน del.icio.us ซึ่ง 5 รายการล่าสุด จะ list ไว้บนหน้า blog ด้วยครับ เผื่อคนที่สนใจจะติดตาม ก็มี feed ให้ด้วยครับ บางทีมีเอกสารที่น่าสนใจ แต่ผมไม่มีเวลาเขียนถึง ผมก็จะ add ไว้บนนั้น ลองไปดูกันได้ครับ) ขอเขียนถึงเอกสารนี้ซักหน่อย

ถ้าใครใช้ hotmail หรือ msn เมื่อวานก่อน ก็อาจจะเห็นบทความนี้แว๊บ ๆ เป็นบทความที่น่าสนใจ เนื่องจากพูดถึงอนาคตของอาชีพ และความพร้อมของการศึกษาในปัจจุบันบทความกล่าวถึง research workshop เมื่อไม่นานมานี้ โดยรวมเอานักวิชาการหลายแขนงมา ถกกันว่า ทักษะอะไรจะเป็นที่ต้องการของนายจ้างมากที่สุด ในศตวรรษหน้า ในขณะที่ คำถามต่อมา คือ แล้วระบบการศึกษาปัจจุบันของสหรัฐฯ ได้เตรียมความพร้อมให้กับคนที่เป็นอนาคตของชาติ หรือยัง

สิ่งที่น่าสนใจ และเป็นตัวชูโรงของบทความนี้ คือ การจับงานที่เกี่ยวกับห้องสมุด และงานที่เกี่ยวกับการสอน เป็น stake โดยชี้ให้เห็นสองมุมมองที่ตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิงมุมมองแรก เป็นมุมมองจาก US Bureau of Labor Statistics (BLS) ซึ่งคล้าย ๆ กับกระทรวงแรงงาน + สำนักงานสถิติแห่งชาติบ้านเรา บอกว่า ในปี 2014 การจ้างงานในวงการการสอนหนังสือ และห้องสมุด จะเพิ่มขึ้นถึง 20% หรือประมาณ 2 ล้านอัตรา

แต่ในขณะเดียวกัน อีกฝั่งมองว่า ภายในปี 2030 74% ของอัตราการจ้างงานในสาขาดังกล่าว จะหายไป เนื่องจากการทดแทนของคอมพิวเตอร์ (ในขณะที่งานที่ใช้คนเป็นแรงงานหลัก ๆ โดยทั่วไป จะลดลงไปถึง 60%)

อย่างไรก็ตามผมยังไม่เห็นต้นฉบับของรายงาน workshop ฉบับนี้ (จริง ๆ จะดีมาก ถ้าให้ paper ต้นฉบับของทั้งสองงาน) ซึ่งคิดว่าน่าจะให้รายละเอียดมากกว่านี้ เพราะเหตุผลของฝ่ายที่เห็นว่า ความต้องการจะสูงขึ้น ไม่มีเหตุผลมาสนับสนุนเท่าใดนัก (มีเพียงแต่เหตุผลต่อต้านอีกฝ่าย)

ในขณะที่อีกฝ่าย ตอนนี้ ผมเห็นว่ามีน้ำหนักค่อนข้างมาก จริงอยู่ที่มนุษย์ยังต้องเป็นคนให้และจัดการ content แต่แนวโน้มหลาย ๆ อย่างในขณะนี้ มันมีทีท่าว่าจะเป็นเช่นนั้น โดยเฉพาะ generation ปัจจุบัน ที่เกิดและเติบโตมากับ computer ในขณะเดียวกันสายงาน training ก็สามารถที่จะเข้าไปรวมกับฝ่ายผู้ผลิตได้ อย่างไรก็ตามอย่าเพิ่งปักใจไปกับแนวโน้มนี้ จนกว่าจะฟังเหตุผล หรือที่มาที่ไปของตัวเลขของกลุ่มแรกเสียก่อน ถ้าผมหาได้เดี๋ยวจะมา update หรือถ้าใครสนใจ ลองติดตามเพิ่มเติมดู ผมว่าเป็นมุมมองที่น่าสนใจทั้งสองฝ่าย

(จริง ๆ ที่ UNC ร่วมกับมหาวิทยาลัยและหน่วยงานอีกหลายแหล่ง ก็มีทีมทำงานวิจัยแนวนี้เหมือนกัน ซึ่งเป็น project เดียวกันที่ Dr.Griffiths ไปบรรยาย TCDC เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ตอนนี้เรากำลังอยู่ในระหว่างวิเคราะห์ข้อมูลอยู่ ถ้าได้ผลยังไง เดี๋ยวมาบอกอีกทีครับ)

แต่ยังไรก็ตาม ถ้าเป็นบ้านเรา อาจจะต้องบวกไปอีกหลายสิบปี เพราะฉะนั้น ผมว่า คนที่ทำอยู่ในเมืองไทย น่าจะสบายใจได้ แหะ ๆ

[ที่มา Msn Encarta ซึ่งเอามาจาก Education Week อีกที]

BookTour จุดนัดของนักเขียนและนักอ่าน

In Social Networking, library2.0, ของเล่น : Playing, ชุมชน : Community, บรรณารักษ์ : Librarian, ห้องสมุด : Libraries on สิงหาคม 7, 2007 at 6:58 pm

วัฒนธรรมการเดินสายของนักเขียน ไปตามร้านหนังสือ ห้องสมุดต่าง ๆ ในตะวันตก เป็นที่นิยมมาก ผมไม่ค่อยแน่ใจนักสำหรับบ้านเรา คือ สำหรับนักเขียนดัง ๆ คงจะใช่ แต่สำหรับนักเขียนที่อยู่หางแถว คงจะมีหรือมีน้อยมาก ทั้งนี้ก็น่าจะขึ้นอยู่กับสำนักพิมพ์ด้วยกระมัง ที่จะเป็นเจ๊ดันได้เท่าไหร่ (ผมเองก็ไม่เคยแต่งหนังสือเองซะด้วยสิ ก็เลยไม่มีประสบการณ์เขียนหนังสือขายกับเค้า ก็ได้แต่เดาเอา ใครมีประสบการณ์ก็สงเคราะห์หน่อย)

Chris Anderson เจ้าของแนวคิด The Long Tail ก็คงจะเห็น potential ของบรรดานักเขียนหางแถว ที่ออกตระเวนไปที่ต่าง ๆ ซึ่งบรรดาแฟน ๆ ของนักเขียนหางแถวเหล่านี้ ก็มักไม่ค่อยได้รับรู้ การเดินสายของนักเขียนเหล่านี้ Christ ก็เลยคิด project BookTour ขึ้นมา เมื่อประมาณปลายปี 2006 แต่เพิ่งจะ Live ไปเมื่อไม่นานมานี้ เพื่อให้บรรดานักเขียนหางแถว ได้มีโอกาสประชาสัมพันธ์ตัวเอง ว่าจะเดินทางไปที่ไหน ในขณะเดียวกัน นักอ่าน ก็สามารถที่จะติดตาม การเดินสายของนักเขียนที่ชื่นชอบได้ ตรงตาม Tagline ที่ว่า “Where authors and audiences meet”

ล่าสุด BookTour ก็พยายามที่จะเชื่อมข้อมูลกับ Amazon เพื่อดึงข้อมูลการสั่งซื้อหนังสือ มาเชื่อมเข้ากับ BookTour ซึ่ง จริง ๆ แนวคิดและ function ของ BookTour น่าจะสามารถเอาไปใช้กับ Social Networking อื่น ๆ ได้เป็นอย่างดีมากกว่า ไม่ว่าจะเป็น SNS อย่าง Facebook หรือ MySpace โดยเฉพาะแนว material based อย่าง LibraryThing หรือ Bookjetty ได้เป็นอย่างดี ที่ไม่เพียงแต่คนที่ชื่นชอบ (existing/loyal customer) เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงคนที่คาดว่าสนใจ (potential readers/consumers) ด้วยเช่นกัน

เพราะตอนนี้ ถ้าไม่มี Amazon ก็ยังไม่มีข้อมูลของหนังสือหรือผู้แต่งที่เราติดตามเลย (อย่างน้อยก็น่าจะมีให้ subscribe อะไรทำนองนี้) ตอนนี้ก็ต้อง search ก่อนแล้วถึงจะต้องไปที่หน้า profile แล้วก็มีให้แต่ email, feed, book calendar (ical) แล้วก็ site widget ตัว event เท่านั้น

จริง ๆ อยู่ที่ BookTour ยังไม่เพิ่มส่วนที่เป็น social network มากนัก ตอนนี้ยังเป็น semi-personalization เสียส่วนมาก เช่น เปิดมาหน้าแรก ก็จะบอกว่าในบริเวณใกล้ ๆ ที่เราอยู่ (เราต้องป้อนรหัสไปรษณีย์เข้าไป) มีผู้แต่งคนไหนจะไปไหนบ้าง ซึ่งผมเห็นว่าส่วนที่เป็น social network จะเข้าไปช่วยได้มากสำหรับนักเขียน ที่จะรู้ว่ามีคนที่ชื่นชอบ หรือติดตามผลงานของตนอยู่แถบใดมากที่สุด เพราะบางครั้งก็มีหลายแห่งที่มีคนอ่านชอบเยอะ (จริง ๆ ถ้า register ในฐานะผู้แต่ง หรือสำนักพิมพ์ อาจจะมองเห็นได้ แต่ผมไม่แน่ใจ ตอนนี้มีแต่ link ให้ส่งข้อความไปถึงผู้แต่ง เพื่อบอกว่า มีคนรออยู่ตรงนี้นะ) ในขณะเดียวกันก็ยังเพิ่ม interaction ระหว่างแฟนนานุแฟน ได้อีกด้วย เรียกว่าเป็น fansite content management system ได้เลยทีเดียว

จบบรรณฯ วัน ๆ ทำอะไร

In Thaibrarian, นโยบาย : Policy, บรรณารักษ์ : Librarian, ห้องสมุด : Libraries on สิงหาคม 7, 2007 at 6:02 pm

A Day in the Lifeแนะนำหนังสือใหม่แกะกล่อง ผมก็ยังไม่ได้อ่านหรอก แต่เห็นว่าน่าสนใจสำหรับใครหลายคน

ชื่อเรื่อง A Day in the Life: Career Options in Library and Information Science บรรณธิกร โดย Priscilla Shontz ผู้ก่อตั้ง LIScareer.com เว็บไซต์แนะนำอาชีพให้กับผู้ที่สนใจงานในห้องสมุด กับ Murray Richard บรรณารักษ์ลงรายการ (Catalog librarian) ที่ Duke

ที่น่าสนใจไม่ใช่อะไรหรอก แค่เห็นหน้าสารบัญก็น่าสนใจแล้ว หลัก ๆ หนังสือ ก็จะให้ตัวแทนบรรณารักษ์ ที่ทำงานแตกต่างกัน เขียนเล่าเรื่องราวชีวิตประจำวัน ว่าทำอะไรบ้าง ข้อดีข้อเสียในอาชีพเป็นอย่างไร ถ้าจะมาประกอบอาชีพแบบนี้ต้องทำอย่างไร ซึ่งอย่างน้อยก็น่าจะทำให้คนที่หางาน สายบรรณารักษ์ “ในอเมริกา” พอจะนึกออกได้บ้างว่า มันมีแนวทางอะไรที่จะไปทำมาหากินได้บ้าง

หนังสือมีทั้งหมด 95 บท แบ่งออกเป็น 10 ส่วน แต่ละบท ก็จะเป็นเรื่องราวของบรรณารักษ์แต่ละตำแหน่ง มี Contributors ทั้งหมด 97 คน แล้วก็มีความหลากหลาย น่าสนใจมาก (ผมเห็นตั้งแต่เค้า Call for article แล้ว เห็นอาชีพแล้ว ละลานตาไปหมด)

นอกเหนือจะใช้แนะนำหนทางทำงานหากิน ให้กับคนที่อยากจะเป็นบรรณารักษ์ หรือคนที่เรียนจบด้านนี้แล้ว ยังเหมาะสำหรับคนนอก field ที่อยากรู้ว่า พวกบรรณารักษ์ วัน ๆ เค้าทำอะไรกันบ้าง

อยากให้ผู้บริหารประเทศ และใครอีกหลาย ๆ คนได้อ่านหนังสือเล่มนี้ด้วยเหมือนกัน เพราะเค้าจะได้รู้ว่า คนทำงานในห้องสมุดทุกคน ไม่ได้เรียกว่า บรรณารักษ์ทุกคน และบรรณารักษ์ทุกคนก็ไม่ได้ ง่วนอยู่แต่หนังสืออย่างเดียวเท่านั้น

แต่ทุกวันนี้ ที่ต้องเหมารวม เพราะห้องสมุดบ้านเราบางแห่ง บรรณารักษ์มีแค่ 1 คน ทำตั้งแต่งานภารโรง ยังผู้อำนวยการ ทั้ง ๆ ที่จริง งานพวกนี้มันต้องการการพัฒนา แต่แค่คนเพียงคนเดียวมันไม่สามารถ ทำให้การพัฒนาเคลื่อนไหวไปได้

หรือว่าจริง ๆ แล้ว พวกเราพอเพียงกันเท่านี้…

แต่จะว่าไป น่าจะทำ project แบบนี้ขึ้นมาบ้าง เอาบรรณารักษ์บ้านเรา มาเขียนเรื่องราวของตัวเองแบบนี้ก็ดีเหมือนกันนะ บรรณารักษ์บ้านเรา น่าจะบ่นเก่งเหมือนกันนา ข้อจำกัดในการทำงานน่าจะเยอะ ไอ้นู่นก็ไม่ได้ ไอ้นี่ก็ไม่ได้ แล้วอะไรมั่่งหล่ะ ที่มันทำได้…

(ภาพจาก Libraries Unlimited)

Clarifications on library 2.0 seminar

In Social Networking, TCDC, Thaibrarian, library2.0, บรรณารักษ์ : Librarian, ห้องสมุด : Libraries, เป็นการเป็นงาน : Seriously on สิงหาคม 7, 2007 at 5:21 pm

PS. เขียนดองไว้นานและ แต่ลืม post -_-” ซะงั้น

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณนิตยสาร Positioning Magazine (Issue 038 July 2007: Blog Culture) ที่ช่วยเผยแพร่กิจกรรมในงาน Library 2.0 ที่ TCDC ในคอลัมน์ @cyber

แต่เนื่องจากมีข้อความบางอย่าง ที่อาจจะยังไม่ตรงกับสิ่งที่ผมต้องการจะนำเสนอ (นอกเหนือจากเขียนชื่อผมผิด T_T ชื่อผมไม่มีสระอุ!!!) ยังไงเสียก็ขอขยายความกันตรงนี้ละกันครับ

ประการแรก ผมไม่ใช่ที่ริเริ่มโครงการนี้เสียทีเดียว จริง ๆ ต้องเรียนตามตรงว่าทางทีม TCDC เป็นคนที่ริเริ่มแนวความคิดนี้ หลังจากกลับจากการประชุมทางวิชาการที่สหรัฐอเมริกา ทางทีม TCDC ก็พยายามผลักดันให้โครงการนี้เป็นไปได้ เนื่องด้วยมีเหตุปัจจัยหลายอย่าง ผมเคยคิดจะให้จัดงานสัมมนา ตั้งแต่ทางทีมกลับมาใหม่ ๆ แต่ก็เห็นว่า ทาง TCDC น่าจะพัฒนาให้เป็นเรื่องเป็นราวก่อน แล้วค่อยจัด เพราะไม่เช่นนั้นก็จะมีพูดกันแต่ลอย ๆ

จนมาเมื่อช่วยที่ผ่านมา TCDC ก็พัฒนามาได้จนมีความพร้อมระดับหนึ่ง และผมก็มีโอกาสกลับมาเมืองไทยพอดี ก็เลยน่าจะช่วงเวลาที่เหมาะ ที่เราน่าจะสามารถนำเสนอ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์การพัฒนา ให้กับนักวิชาชีพสารสนเทศในบ้านเราได้อย่างเต็มปาก

เพราะฉะนั้น ถ้าจะให้ credit ก็คงจะเป็นทางทีม TCDC เสียมากกว่า (เพราะถ้า TCDC พัฒนาแล้วไม่ work เราก็คงไม่กล้าที่จะจัดงานสัมมนาแน่นอน)

ประการที่สอง อาจจะเป็นด้วย style การเขียนก็ได้ ทำให้ผมรู้สึกว่าส่วนที่พูดเกี่ยวกับ ตัวแนวคิด มันบิด ๆ เบี้ยว ๆ ไปหน่อย อย่างไรก็ตามก็ยังอยู่ในระดับที่พอรับได้ เพราะไม่ได้หลุดนอกโลก แต่จริง ๆ แนวคิดมันมีกว้างกว่าที่ปรากฏอยู่ในบทความนั้น เพราะฉะนั้นแนะนำให้ลองกลับไปอ่านที่ post ควันหลงห้องสมุด 2.0 อีกทีนะครับ หรือจะไป download มาอีกทีก็ได้

ส่วนเรื่องสุดท้าย อยู่ตรงย่อหน้าสุดท้าย ที่แนะนำให้ไปศึกษาแนวคิดนี้ต่อ จริง ๆ ถ้าจะศึกษาเรื่องนี้ต่อ keyword อื่น ๆ (หรือแนวคิดข้างเคียง) ของ library 2.0 น่าจะเป็น web 2.0 ในห้องสมุด หรือเทคโนโลยีในงานห้องสมุด หรือ mashup library อะไรประมาณนี้ ส่วนที่เป็น The Wisdom of Crowd, Collective Intelligence, Citizen Journalism, Open Content พวกนี้ ผมเอามาเปรียบเทียบกับแนวคิด User Created Content ต่างหาก ส่วน Social Networking นี้ก็เป็นอีกอันหนึ่งเลย (ลองเช็คกับ post ควันหลงฯ ดูอีกทีนะครับ)

แถมท้ายที่เป็น Web Links อันที่เป็นของ Ohio University (www.library.ohio.edu…) อันนั้นเป็น subject guide (แนะนำแหล่งสารสนเทศในแต่ละสาขาวิชา) โดยใช้ wiki ดังนั้น ผู้ใช้ก็สามารถเข้าไปแก้ไข เปลี่ยนแปลงเนื้อหาได้ ส่วน PictureAustralia นั้นเป็น Collection ภาพเกี่ยวกับออสเตรเลีย ที่ผู้ใช้ flickr มีส่วนในการแบ่งปัน collection ให้กับห้องสมุดได้ แต่ก็เข้าใจอ่ะครับ ว่าด้วยเนื้อที่ คงไม่สามารถเขียนรายละเอียดอะไรได้หมด

ก็เลยอยากจะขอชี้แจงเพิ่มเติมเท่านี้ เกรงว่าจะงงไปกันใหญ่ หากไม่ได้มาบอกกล่าวกันไว้ ยังไงก็ขอบคุณทาง Positioning อีกครั้งนะครับ

แบบสอบถามบรรณารักษ์เขียนบล๊อก

In Thaibrarian, blogophere, library2.0, งานวิจัย : Research, บรรณารักษ์ : Librarian, ห้องสมุด : Libraries on สิงหาคม 7, 2007 at 4:47 pm

ป่าวครับ ผมไม่ได้ทำเอง อันก่อนยังเขียน paper ไม่เสร็จเลย

เพียงแต่ เมื่อสองสามวันก่อน ผมเขียนเกริ่นเล็ก ๆ เกี่ยวกับ ผลการสำรวจ bibliobloggers (แปลง่าย ๆ ก็คือ บล๊อกเกอร์ ที่ทำงานในห้องสมุด ถ้าเป็นอาสาสมัครก็น่าจะรวมด้วย) ที่ Meredith เค้าทำไปเมื่อปี 2005

ตอนนี้เค้าทำแบบสำรวจอันใหม่ขึ้นมาแล้วครับ ซึ่งมีคำถามคล้าย ๆ อันเก่า (มีเปลี่ยนแปลงบ้างเล็กน้อย) ผมก็เข้าไปตอบให้เค้าด้วยแล้ว ก็เลยอยากชวนคนที่ทำงานในห้องสมุด ศูนย์สารสนเทศ และเขียนบล๊อกที่เข้าข่าย (ไม่จำเป็นต้องเขียนเป็นเรื่องเป็นราวนะครับ เขียนเรื่องส่วนตัว diary ก็เข้าข่ายทั้งนั้น) ไปตอบ แบบสอบถาม

ถ้ามีคนตอบแบบสอบถามบ้านเรามีมากพอ ผมอาจจะติตต่อขอข้อมูล เค้ามาวิเคราะห์เฉพาะของคนไทย แต่คิดว่าน่าจะติดเรื่องภาษา ที่จะทำให้คนไทยตอบน้อย (หรือเปล่า)

แบบสอบถามไม่ยาวเท่าอันที่ผมทำหรอกครับ เพียงแต่สำหรับคนที่ไม่ถนัดภาษาอังกฤษ อาจจะลำบากหน่อย เข้าใจว่าจะปิดแบบสอบถามประมาณ ปลายเดือนสิงหาครับ

ถ้ายังไงก็ช่วย ๆ กันประกาศหน่อยนะครับ

เก็บตก LJ Summer’07

In Social Networking, Thaibrarian, library2.0, บรรณารักษ์ : Librarian, บ่นไปเรื่อย : Saying, ห้องสมุด : Libraries on สิงหาคม 5, 2007 at 4:36 pm

กลับไปเมืองไทย คล้าย ๆ ว่าจะหลุดจากวงโคจรข่าวสาร มาถึงที่นี่เจอไปรษณีย์หนึ่งลังใหญ่ (ส่วนใหญ่ ไม่ขายของก็ทวงหนี้) ในนั้นก็มี Library Journal (ที่บอกรับฟรี เนื่องจากเค้ามีโปรโมชั่นสำหรับนักเรียน) อยู่ 4 ฉบับ แต่ละฉบับ เห็นแล้วก็อดที่จะมาบอกกล่าวกันไม่ได้ เผื่อใครที่ตกไปเหมือนกัน จะได้ตามอ่าน

แน่นอน เรื่องแรก ก็ต้องเป็นเรื่อง 2.0 (ใครจะเรียก library 2.0, web 2.0 หรือซอฟท์แวร์ทางสังคมในห้องสมุด ก็ไม่ว่ากันครับ ตามแต่ศรัทธา) อันแรก แนะนำให้อ่าน netConnect ซึ่งเป็น supplement ของฉบับ July 2007 (Vol. 132 No. 12) ถึงแม้น่าปกจะเขียนว่า Social Catalog ซึ่งดูเหมือนว่าจะพูดถึงเรื่อง Folksonomy แต่จริง ๆ แล้วเนื้อหาภายใน นั้นหลากหลาย ไม่เพียงเฉพาะแต่เรื่อง Social Tagging เท่านั้น แต่ยังมีอีกหลาย Application ที่สามารถนำมาใช้ในงานห้องสมุดได้ ซึ่งค่อนข้างเหมาะสำหรับคนที่ต้องการนำไปใช้จริง มี case study ให้อ่าน เช่นที่ Danbury Public Library ในรัฐ Connecticut ก็เป็นห้องสมุดแรกที่ร่วมมือกับ LibraryThing ในการที่ merge ข้อมูลของ LibraryThing มารวมกับ Catalog ของห้องสมุด (ตัวอย่าง) เป็นต้น นอกจากนี้ภายใน supplement ฉบับนี้ยังมี product review ให้อ่านกัน พร้อมทั้งแนะนำแหล่งข้อมูลสำหรับการค้นคว้าต่อ เรื่อง library 2.0 ซึ่งเหมาะสำหรับคนที่ทำรายงานหรือศึกษาเรื่อง Library 2.0

ในขณะที่ ฉบับที่ 132 เล่มที่ 10 ปักษ์แรกของเดือนมิถุนายน ในคอลัมน์ Backtalk ในชื่อเรื่อง That Bloggin’ Pneumonia! โดย Antoinette Powell เกี่ยวกับประสบการณ์ของบรรณารักษ์ห้องสมุดดนตรี ถึงอิทธิพลของ Web 2.0 ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Blog เรื่อง Wiki และบริการอื่น ๆ เช่น การเอาปกซีดีไปไว้ใน account บน flickr แล้วทำ link มายัง collection ของห้องสมุด เป็นต้น อันนี้เอาไว้อ่านกันเล่น ๆ

ส่วนอีกฉบับหนึ่ง เป็นปักษ์หลังของเดือนเดียวกัน เน้นเรื่อง Podcast ล้วน ๆ เขียนโดย Jason Griffey ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นศิษย์เก่าของที่ UNC-Chapel Hill เขียนถึงการใช้ podcast ในการสอนการใช้ห้องสมุด อ่านแล้วก็ได้ idea ว่า ยิ่งถ้าห้องสมุดไหน มี ipod ให้บริการ การที่จะบันทึก library instruction และ library tour ไว้ใช้ในห้องสมุด ก็น่าจะสะดวกมากยิ่งขึ้น

ส่วนเรื่องต่อมา ก็เป็นเรื่องเทคโนโลยีเหมือนกัน แต่เป็นเรื่อง Electronic Resource Management System (ERMS) ซึ่งจะเหมาะกับคนที่ดูแลเรื่อง ฐานข้อมูลในห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษา เพราะนอกเหนือจะพูดถึงสภาพตลาด และการพัฒนาในปัจจุบัน ยังพูดถึงเรื่องแนวโน้มในอนาคต ซึ่งผมเห็นว่าห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษาของไทย ยังไม่มีวิธีการจัดการ Collections เหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้ง ๆ ที่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่เลย แต่ก็ไม่เห็นมันขยับเขยื้อนซักทีในบ้านเรา

อีกอันเป็น Supplement แต่จำไม่ได้ว่ามากับฉบับไหน (แน่นอนว่าเป็นฉบับที่กล่าวมาแล้วข้างต้น) เขียนเรื่อง High Definition format ในห้องสมุด ซึ่งปัจจุบันมีเพียง 1% ของห้องสมุดที่ทำการสำรวจในอเมริกา มีแผนจะซื้อสื่อประเภทนี้ (ไม่ว่าจะเป็น HD DVD หรือ Blu-ray) ในปี 2008 ในขณะที่ 3% บอกว่าในห้องสมุดมี HD Formats แล้ว นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอตัวเลขของการจัดหา DVD ในห้องสมุด รวมไปถึงแนวโน้มที่ห้องสมุดจะเป็นประตูสู่การดาวน์โหลดหนังอีกด้วย ถึงแม้ว่าจะดูค่อนข้างเป็นโฆษณาหน่อย ๆ แต่ผมว่า ก็น่าจะได้ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ High Definition อยู่ไม่น้อย

พอพูดถึงเรื่อง HD format ก็อดที่จะ Update ไม่ได้เหมือนกันว่า ตอนนี้ในอเมริกา มีความพยายามที่จะผลักดัน ร่างกฏหมาย Fair Use Act เพื่อให้ห้องสมุดสามารถปลอดจากเจ้าเทคโนโลยี DRM ได้ ทั้งนี้ก็เพื่อวัตถุประสงค์ในการเก็บรักษาและการให้บริการ ก็คงต้องติดตามกันต่อไป ว่าจะผ่านไม่ผ่านอย่างไร (ข่าวผ่าน Library Journal อีกเหมือนกัน แต่เก่าแล้ว)

อีกเรื่องหนึ่ง ไม่ใช่เทคโนโลยีเสียทีเดียว แต่ผมว่าให้ idea ดี ย้อนกลับไปฉบับที่ 132 เล่ม 2 (กรกฎาคม 2007) มีบทความหนึ่งที่น่าสนใจมาก คือ เรื่อง An RA Big Think เป็นเรื่องของ ทีมบรรณารักษ์แผนกส่งเสริมการอ่าน (Readers’ Advisory) มาจับเข่าคุยกัน พยายามหาคำนิยามใหม่ของคำว่า Appeal ซึ่งน่าสนใจมาก ถึงแม้จะเป็นบทความในเชิงแนวคิดในเชิงประสบการณ์และการให้บริการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้คำ การจัดหมวดหมู่ เป็นต้น แต่ผมเห็นว่า idea ที่อยู่ในบทความ มีความน่าสนใจต่อการนำไปปรับใช้ และพัฒนาระบบห้องสมุดได้ไม่มากก็น้อยทีเดียว

ปิดท้ายด้วย Supplement ของฉบับเดือนพฤษภาคม 2007 ที่ชื่อ Library By Design ซึ่งเข้าใจว่าเป็นงานเขียนที่ได้แรงผลักดันจาก การจัดตั้ง Design Institute ซึ่งเป็นการสัมมนาเกี่ยวกับการออกแบบห้องสมุด เมื่อปลายปีที่แล้ว ใน Supplement ฉบับนี้นอกเหนือจากจะมีบทความ เกี่ยวกับการออกแบบและการก่อสร้างห้องสมุดแล้ว ยังมีกรณีศึกษาของห้องสมุด 6 แห่งในอเมริกาให้อ่านกันด้วย ในขณะเดียวกันก็มี Catalog สินค้าครุภัณฑ์ห้องสมุด มาให้ดูเป็น idea เผื่อใครอยากนำไปปรับใช้กับห้องสมุดของตัวเอง อันนี้อ่านแล้วก็สนุกดี แล้วทำให้คิดต่อว่า ถ้าจะออกแบบห้องสมุดของตัวเอง จะออกแบบยังไงดีหว่า

อย่างไรก็ตาม ออกตัวไว้ก่อนนะครับ ว่าผมไม่ได้ค่า Commission ของ Library Journal หรือมีความสัมพันธ์กับวารสารแต่อย่างใด ถึงแม้ว่าจะสามารถบอกรับได้ฟรี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ผมได้ประโยชน์อะไร นอกเหนือไปกว่านั้น แต่ก่อนผมก็ไม่ค่อยได้อ่านเท่าไหร่ เพราะแต่ก่อน เนื้อหามันมีแต่ข่าวสารที่ค่อนข้างไกลตัว ซึ่งมีเพียงน้อยนิด แล้วที่เหลือก็เป็น review หนังสือซะหมด (เข้าใจว่าเป็นเนื้อที่โฆษณา) ที่ผมก็ไม่ค่อยมีเวลาได้ตาม

แต่พักหลัง ๆ เริ่มรู้สึกได้ว่า LJ มีบทความดี ๆ เยอะมาก แล้วก็น่าสนใจ โดยเฉพาะสำหรับคนทำงาน จะนำไปปฏิบัติหรือคิดต่อ ติดที่ว่ามันมีแต่ภาษาอังกฤษ นี่ก็กำลังคิดว่า ถ้าจะมี Library Journal ภาคภาษาไทย เหมือน International Magazine อื่น ๆ อย่าง Elle Teens อะไรพวกนี้ ต้องทำยังไงมั่งหว่า กลัวแต่ว่าจะไม่มี Sponsor เลยอ่ะดิ

ความคลุมเครือของมาตรฐานห้องสมุด พ.ศ. 2549

In Thaibrarian, นโยบาย : Policy, บรรณารักษ์ : Librarian, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous, ห้องสมุด : Libraries on สิงหาคม 4, 2007 at 6:06 pm

ในขณะที่บ้านเมืองขณะนี้กำลังตื่นเต้นกับการลงประชามติไม่รับและรับ (ทำไมไม่ลองเอาคำว่า “ไม่รับ” ขึ้นก่อนบ้างนะ) ร่างรัฐธรรมนูญ ผมในฐานะ “คนนอกกรอบ” ที่ไม่มีสิทธิมีเสียง (และจำต้องรับกรรมที่ตัวเองไม่มีโอกาสกระทำ ถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้รับการยอมรับ) ก็คงไม่อาจจะไปก้าวก่ายอะไรได้มาก นอกเหนือจากจะบอกให้ทุกคนคิดดี ๆ นึกถึงคนที่ไม่มีปากมีเสียงอย่างผมบ้าง… T_T

เพราะฉะนั้น จะ ไม่รับ หรือรับ ก็ขอให้ไปลงคะแนนเถิด โดยเฉพาะคนที่ไม่รับ โปรดไปใช้สิทธิกันเยอะ ๆ เพราะการที่ไม่ไปใช้เสียง ไม่ได้หมายถึง ไม่รับนะครับ…

เอ่อ ไปซะไกลเชียว ขอบ่นนิดหน่อย กลับมาเรื่องที่จะเขียนนี้ เป็นเรื่องการเมืองเหมือนกัน แต่เป็นการเมืองภายในวิชาชีพ (ที่ไม่มีใครมีโอกาสได้ลงประชามติเหมือนกันหมด เว้นแต่กรรมการสมาคม เข้าใจว่าเป็นเช่นนั้น) ซึ่งตั้งใจจะเขียนมานานแล้ว แต่ก็ไม่มีเวลา พอกลับมาที่อเมริกา ก็ทำให้มีเวลา ปลีกมาเขียนบล๊อกต่อได้บ้าง ก็เริ่มที่เรื่อง มาตรฐานห้องสมุด พ.ศ. 2549 ที่ดูเหมือนว่า สมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย ได้จัดพิมพ์และเผยแพร่ไปอย่างกว้างขวาง

ผมไม่แน่ใจว่า จะมีสักกี่คนที่ได้อ่านมาตรฐานอย่างละเอียดบ้าง เข้าใจว่ามีจำนวนไม่น้อย ที่เห็นแล้วก็เปิดผ่าน ไม่ได้สนใจอะไร จริง ๆ ผมก็เป็นคนหนึ่ง ที่เห็นปุ๊บก็เปิดผ่านไปก่อนเลย จนเมื่อมีเวลาว่างจริง ๆ จึึงได้ลงทุนอ่าน ซึ่งจริง ๆ แล้วใช้เวลาไม่นาน

โดยไม่จำเป็นต้องไปเปรียบเทียบมาตรฐานบ้านเรากับของคนอื่นเลย (ซึ่งปรกติก็มักจะเป็นวิธีที่นักวิชาการใช้อ้างอิง ในการวิจารณ์เอกสารประเภทนี้) ก็พบกับข้อสงสัยถึงตัวมาตรฐานอยู่ไม่น้อย ทั้งในแง่รายละเอียดและการนำไปใช้

เรื่องแรก เป็นเรื่องที่ทำให้หลายคนไม่ได้ความสนใจตัวมาตรฐานห้องสมุดนี้เลย เพราะอะไร… ตอบง่าย ๆ คือ มันไม่รู้ว่าจะเอาไปทำอะไร ไม่ได้มีผลต่อการทำงาน อาชีพ หรือชีวิตเลยแม้แต่น้อย ผมไม่แน่ใจว่า สมาคมฯ ต้องการที่จะนำมาตรฐานไปใช้ทำอะไร เพื่อเป็นแนวทาง (Guideline) หรือเป็นกฏ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือนำไปใช้เพื่ออะไรกันแน่ เพราะดูเหมือนว่า ในทางปฏิบัติ มาตรฐานห้องสมุดฉบับนี้ ไม่ได้บ่งบอกอะไรให้กับคนอ่านเลย

ในขณะเดียวกัน ในเชิง function ของมัน ก็ดูกว้างมาก เพราะเท่าที่อ่านมานี้ ก็ไม่รู้ว่า เป็นมาตรฐานในด้านใด เช่น การดำเนินงานห้องสมุด หรือสำหรับการจัดตั้งห้องสมุด หรือสำหรับการปฏิบัติงานของผู้ปฏิบัติงานสารสนเทศ เพราะในแต่ละมุมมองนั้น ต่างก็มีกลุ่มคนที่มีผลได้ ผลเสีย (Stakeholder) แตกต่างกัน ถ้ามาตรฐานฉบับนี้ สร้างขึ้นมาเพื่อให้เป็นแนวทางสำหรับการสร้างห้องสมุด นัยหนึ่งที่อาจจะเกี่ยวข้อง คือ การใช้ชื่อเอกสารที่ไม่เหมาะสม สอดคล้องกับสิ่งที่ต้องการจะสื่อ เพราะคำว่า มาตรฐานห้องสมุด มันกว้างเกินกว่าที่จะทำให้แต่ละคนสามารถคิด หรือนึกถึงในสิ่งเดียวกัน เพราะฉะนั้นทำให้กลุ่มผู้รับสาร ไม่มีความชัดเจนไปด้วย ว่าจะให้ใครเป็นผู้อ่าน เป็นผู้นำไปปฏิบัติตาม

ท้ายที่สุด ก็ทำให้ไม่รู้ว่า จะใช้อย่างไร หรือต้องการให้เพียงเสพเล่น ๆ ให้ดูดี เวลาต่างชาติเค้าถาม เราก็จะตอบได้ว่า มี แค่นั้นเอง ซึ่งผมไม่แน่ใจนะว่า ระหว่างไม่มีมาตรฐาน (เพราะเราไม่เคยได้ใช้) กับมีมาตรฐานหลอก ๆ แล้วไม่มีสาระสำคัญอะไรปรากฏอยู่ ไม่รู้ว่าอย่างไหนน่าภาคภูมิใจและ make sense ได้มากกว่ากัน

ประเด็นต่อมา ผมเข้าใจดีว่า คนเขียนมาตรฐาน ไม่ใช่นักกฏหมาย และมาตรฐานฉบับนี้ดูเหมือนจะไม่มีบทบังคับตามกฏหมาย แต่การเขียนอย่างคลุมเครือ ก็อาจจะทำให้ผูกมัดตัวเองอย่างไม่รู้ตัวก็เป็นได้ โดยเฉพาะในข้อ 2 ที่บอกว่าให้ใช้ประกาศฉบับนี้ นับแต่วันที่ใช้ประกาศ ซึ่งเข้าใจว่าน่าจะรวมถึงตัวมาตรฐานด้วย แต่เท่าที่ผมจำได้ สมาคมห้องสมุดฯ เคยมีมาตรฐานมาก่อนหน้านี้แล้ว และไม่แน่ใจว่า ได้มีการกำกับไว้ก่อนหน้านี้หรือไม่ว่า ในกรณีที่มาตรฐานฉบับใหม่ถูกใช้ ให้ถือว่ามาตรฐานอันเก่าเป็นอันสิ้นสุด ถึงแม้ว่ามันจะไม่มีผลตามกฏหมาย แต่ผมก็ไม่อยากให้มันถูกมองว่าเป็นเหมือนของเล่น และขาดความน่าเชื่อถือไป

ประการต่อมา เป็นเรื่องของการให้คำนิยามของคำว่า ห้องสมุด ที่บอกว่า

ห้องสมุดหมายถึงแหล่งการเรียนรู้ทั้งภาครัฐและเอกชน ที่จัดตั้งเพื่อเป็นแหล่งการเรียนรู้ ให้บริการทรัพยากรสารสนเทศ อาจมีชื่อเรียกว่า หอสมุด ห้องสมุด สำนักหอสมุด สถาบันวิทยบริการ ศูนย์บรรณสาร ศูนย์สารสนเทศ สำนักวิทยบริการ หรือชื่ออื่นใดที่มีภารกิิจในทำนองเดียวกัน

จะเห็นได้ว่า คำนิยามที่ให้มา คำสำคัญมีอยู่เพียงสองคำ คือ “แหล่งการเรียนรู้” และ “บริการทรัพยากรสารสนเทศ” ซึ่งผมรู้สึกว่ามันยังกว้างเกินไป แล้วยิ่งพยายามไปเปิดช่องอีกว่า “หรือชื่ออื่นใดที่มีภารกิจในทำนองเดียวกัน” นัั่นหมายความว่า สถาบันการศึกษา อย่างโรงเรียน ก็มิถือว่าเป็นห้องสมุดด้วยหรือ เพราะสถาบันการศึกษาก็เป็นแหล่งเรียนรู้ และมีทรัพยากรสารสนเทศ​ให้บริการ อย่าลืมนะครับว่า มนุษย์ก็ถือเป็นทรัพยากรสารสนเทศได้เช่นเดียวกัน โรงเรียนก็มีครูบาอาจารย์เยอะแยะมากมาย หรือไม่ไปไกลเกินไป ถ้าเป็น หอจดหมายเหตุหล่ะ พิพิธภัณฑ์หล่ะ ไม่เป็นแหล่งการเรียนรู้หรือ ไม่มีทรัพยากรสารสนเทศให้บริการดอกหรือ? แล้วเค้าเกี่ยวข้อง หรือต้องใช้มาตรฐานฉบับนี้ด้วยหรือเปล่า แล้วใช้ได้เฉพาะห้องสมุดที่เป็นสมาชิกของสมาคมฯ​เท่านั้นหรือเปล่า

ผมมองว่าการที่ให้คำนิยามคลุมเครือ ก็เพื่อเปิดโอกาสให้สถาบันบริการสารสนเทศ ที่มีชื่อเรียกอย่างอื่น ได้ถูกรวมเข้ามาในมาตรฐานฉบับนี้ แต่กลายเป็นว่าเป็นการเปิดกว้างเกินไป ทำให้ขาดจุดยืน และเกิดความสับสนได้ ซึ่งผมว่า จุดนี้เป็นจุดที่สมาคมฯ ต้องพยายามสร้างความเข้าใจกับคนภายนอก (หมายถึง กลุ่มคนที่นอกเหนือจากกรอบ) ว่าอะไรที่ไม่ใช่ (เวลาที่คนเรามักเขียนคำนิยาม เรามักจะเขียนว่า อะไรที่รวมอยู่ในกรอบนี้บ้าง แต่มักจะลืมตีกรอบของคำนิยามว่า แล้วอะไรบ้างเล่า ที่มันไม่เข้าพวก ผมเอามาจาก แนวคิดทางสังคมวิทยาที่น่าสนใจ และน่าจะนำมาปรับใช้ ซึ่งผมได้มาจากหนังสือ Tricks of the Trade ของ Howard Becky ซึ่งเป็นหนังสือเกี่ยวกับวิธีคิด ในการทำวิจัยที่ชอบเล่มหนึ่งเลยทีเดียว)

หรือแม้กระทั่งการให้คำนิยามของคำว่า บุคลากร ก็ดูจะคลุมเครือเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะประเด็นเรื่องของคำว่า “ผู้ปฎิบัติงานในระดับวิชาชีพ” จริง ๆ แล้วมันแปลว่าอะไรกันหรือครับ ไอ้คำว่า “วิชาชีพ” ต้องมีคุณสมบัติ (qualification) อะไรบ้าง ต้องจบปริญญาตรีมั๊ย ถ้าผมจบ ป.6 แต่ได้เงินเดือนจากงานบรรณารักษ์ ผมจะเป็น “ผู้ปฏิบัติงานในวิชาชีพ” ด้วยหรือไม่ ถ้าผมเป็นภารโรงของห้องสมุดหล่ะ แล้วอาสาสมัครที่มาช่วยงานในห้องสมุด หรือเด็กนักเรียนที่ถูกครูเกณฑ์ให้มาช่วยงานหล่ะ ถือเป็นบุคลากรด้วยหรือไม่

คือ ถ้าจะรวมเอาทุกคนที่ทำงานในห้องสมุด แค่คำว่า “บุคคลที่ปฎิบัติงานในห้องสมุด” เท่านี้ก็น่าจะเพียงพอ การที่พยายามจะแจกแจงภาระหน้าที่งาน ผมว่าเป็นเรื่องที่ท้าทาย และไม่มีความจำเป็น (แถมในหมวด 2 ยังใช้คำว่า “ผู้ให้บริการ” อีกแหน่ะ เลยไม่รู้ว่าระหว่าง บุคลากร หรือ “ผู้ให้บริการ” นี่ จริง ๆ แล้วคืออันเดียวกันหรือไม่)

ส่วน ผู้รับบริการ ดันไปบอกว่าเป็น “กลุ่มเป้าหมายที่ห้องสมุดต้องให้บริการ” ผมไม่แน่ใจว่า ผมเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า ถ้าเป็นภาษาอังกฤษ หมายถึง target group หรือเปล่า ถ้าใช่ นั่นหมายถึง potential user (ผู้ที่อาจจะใช้) หรือเปล่า แต่คนที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายแต่มาใช้ห้องสมุด ไม่ได้ถือว่าเป็นผู้รับบริการดอกหรือ

ประเด็นต่อมา คือ มาตรฐาน หมวดแรก ซึ่งว่าด้วยวิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าหมายและยุทธศาสตร์ ผมอ่านไป ผมก็เกิดความสงสัยขึ้นว่า เขียนขึ้นเพื่อห้องสมุดอะไร เพื่อห้องสมุดโดยรวม ในฐานะอะไร? หรือเป็นแผนกลยุทธ์​(Strategic Plan) ของสมาคมฯ เอง หรือเป็นแผนกลยุทธ์ที่จะเป็นต้นแบบ ให้ห้องสมุดแต่ละห้องสมุด เอาไปลอกใส่เวลาเขียนแผนกลยุทธ์ของตัวเอง ซึ่งถ้าเป็นไปเพื่อห้องสมุดทั่วทั้งประเทศ ผมเห็นว่าเป็นเรื่องค่อนข้างเฉพาะที่ เฉพาะกาล ไม่มีใครมีแผนกลยุทธ์ที่เหมือนกันเปี๊ยบ ถึงแม้ว่าจะสมาคมฯ จะทำหน้าที่เหมือนพี่ใหญ่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะสามารถตีขลุมได้ว่า ห้องสมุดทั่วทั้งประเทศเค้ามีวิสัยทัศน์อย่างไร เพราะห้องสมุดแต่ละประเภทต่างก็มีวัตถุประสงค์ และเป้าหมายที่แตกต่าง ซึ่งผมเข้าใจว่า ทางสมาคมฯ น่าจะตระหนักเป็นอย่างดี

นอกจากนี้ผมยังรู้สึกว่า การเขียนแผนกลยุทธ์ของมาตรฐานฉบับนี้แคบเกินไป เนื่องจากอ่านแล้วให้รู้สึกได้ว่า มันเป็นมุมมองจากห้องสมุดทางวิชาการด้านเดียว แต่ทั้งที่จริงแล้ว ห้องสมุดไม่ได้มีด้านส่งเสริมการเรียนรู้อย่างเดียวเท่านั้น หากแต่ถ้าเรามองห้องสมุดในฐานะที่เป็นสถานที่ (Library As A Place) โดยเฉพาะ “พื้นที่สาธารณะ” เราจะเห็นได้ว่า ห้องสมุดสามารถยังสามารถสนับสนุนด้านบันเทิง หรือแม้กระทั่งบทบาทด้านสังคม และวัฒนธรรมได้อย่างดี ซึ่งมักจะถูกมองข้ามไปทั้งที่ความเป็นจริง แล้วเราต้องยอมรับว่า ห้องสมุดหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นห้องสมุดประชาชน หรือห้องสมุดในสถานศึกษา ถึงแม้จะมีวัตถุประสงค์เพื่อการเรียนรู้ แต่การใช้จริงนั้นตอบสนอง ผลประโยชน์ด้านอื่นมากกว่า การที่ไม่ยอมรับข้อเท็จจริงนี้ ทำให้ห้องสมุดหลายแห่งประสบกับปัญหากับผู้ใช้ และผู้บริหารอยู่เป็นประจำ (อ่านเพิ่มเติม Williams, 1988; Levy, 2000)

ผมคิดว่า ถ้าเอา section แผนกลยุทธ์นี้จะเป็นการกล่าวถึง วัตถุประสงค์ และเป้าหมายของมาตรฐานฉบับนี้ ว่าเขียนทำเพื่ออะไร จะ make sense กว่ามาก

ส่วนข้อที่เหลือ ไม่มีอะไรบอก เพราะสาระสำคัญมีน้อยมาก และใช้ภาษาคลุมเครือในทุกหมวด คำว่า “ตามเหมาะสม” “ตามสมควร” เป็นคำที่มันไม่ได้ชี้ให้เห็นว่า อะไรคือเกณฑ์ (ซึ่งเป็นคำสำคัญสำหรับ คำนิยามของคำว่า “มาตรฐาน” อ่านเพิ่มเติมจากหัวข้อ There is no such standard) แต่ก็ใช้อยู่แทบจะทุกประโยค ถ้าแปลกันตรงตัว ก็คือ มาตรฐานฉบับนี้ จะบอกเพียงแค่ Binary logic ว่าควรมีอะไร หรือไม่อะไร แต่ไม่สามารถจะช่วยเป็นชี้ทางให้ได้ว่า ควรมีเท่าไหร่ อย่างไร ถามว่า ถ้าแล้วถ้าให้เขียนจริง ๆ เขียนได้มั๊ย ผมว่าก็เขียนไม่ได้อยู่ดี เพราะถ้าต้องการกำหนดข้อชี้ชัด ไม่ว่าจะเป็นด้านคุณภาพ หรือปริมาณของห้องสมุดทั่วประเทศ มันไม่สามารถกำหนดได้ เพราะห้องสมุดแต่ละประเภท น่าจะมีมาตรฐานที่แตกต่างกัน เช่น ห้องสมุดโรงเรียน น่าจะมีสัดส่วน collection ที่แตกต่างกัน หรืดห้องสมุดประชาชน ก็อาจจะมีการจำกัดในเรื่อง requirement การรองรับจำนวนผู้ใช้ที่แตกต่างกับห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษา เป็นต้น เหล่านี้เป็นรายละเอียดที่ต้อง กำหนดในมาตรฐานของห้องสมุดแต่ละประเภท ซึ่งจริง ๆ ก็เขียนไว้บ้างในตัวมาตรฐาน

แต่ในเมื่อมาตรฐานของห้องสมุดแต่ละประเภท ภายใต้การกำหนดของสมาคมฯ ยังไม่เกิดขึ้น (เท่าที่ผมทราบ ยังไม่เห็นนะครับ ถ้าใครทราบว่ามี ก็กรุณาชี้แนะด้วยแล้วกันครับ) การที่มาตรฐานฉบับนี้อ้างถึงมาตรฐานฉบับย่อย นั้น ก็ถือเป็นโมฆะ เว้นแต่ว่าจะมีการระบุถือมาตรฐาน หรือหลักเกณฑ์ที่ใช้จากหน่วงานอื่น อย่างตอนนี้ มาตรฐานของห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษา น่าจะขึ้นอยู่กับ สกอ. ห้องสมุดโรงเรียน ก็น่าจะขึ้นกับ สพฐ. หรือมาตรฐานของห้องสมุดประชาชน น่าจะขึ้นอยู่กับ กศน. ? ผมไม่แน่ใจสำหรับห้องสมุดเฉพาะ แต่ผมคิดว่า การกำหนดไปตรงตัว จะทำให้มาตรฐานมันไม่คลุมเครือ (และโอกาสที่จะเป็นสองมาตรฐาน นั้นน้อยลง)

ดังนั้นผมคงจะไปไม่ขอลงรายละเอียดไปตามข้อที่เหลือนะครับ

ส่วนสุดท้าย ที่ผมเห็นว่าเป็นส่วนที่ขาดหายไป และถือเป็นข้อตกหล่นที่ใหญ่ที่สุด คือ ประเด็นจริยธรรมสารสนเทศ​ (Information Ethics) ซึ่งนั่นหมายถึง คุณค่าของวิชาชีพ ผมเห็นว่า ประเด็นด้านจริยธรรมสารสนเทศ ควรถูกนำมาใส่หรืออ้างถึงไว้ในมาตรฐานห้องสมุด ทั้งนี้ผมเห็นว่า ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ใหญ่ที่สุด และผู้ปฏิบัติงานพบเจออยู่ทุกเมื่อเช่นวัน ว่าจะเอาคุณค่าอะไรมาช่วยตัดสินใจในการปฏิบัติงาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ข้อมูลและสิทธิส่วนบุคคล การเซ็นเซอร์ ทรัพย์สินทางปัญญา และประเด็นอื่น ๆ เหล่านี้ล้วนมี conflict of interest อยู่ตลอดเวลา ที่ผู้ปฏิบัติไม่ควรมองข้าม ผมเห็นว่า การไม่บรรจุประเด็นเหล่านี้ ไว้ในมาตรฐาน เป็นเหมือนการขาดความใส่ใจ หรือไม่ก็ความพยายามที่จะหลบหนีปัญหา ทั้งที่จริง ๆ แล้วห้องสมุดถือเป็นด่านแรกที่จะเผชิญประเด็นปัญหาเหล่านี้

ผมว่า แค่นี้ เปิดมาคนอ่านก็งง แล้วว่า งานเขียนชิ้นนี้ เขียนขึ้นมาเพื่ออะไร นี่ยังไม่นับรวม Typo ที่เขียนผิดอยู่ประปราย ไม่รู้ว่าผ่านมาได้อย่างไร ก็คงจะเร่งเขียนเหมือนรัฐธรรมนูญหรือเปล่า ก็ไม่ทราบ… (ไม่แน่ใจว่า ฉบับตีพิมพ์กับฉบับที่อยู่บนเว็บ เป็นแบบเดียวกันหรือไม)่ เช่น บางแห่งใช้ มาตรฐาน บางแห่งใช้ มาตราฐาน ถึงแม้ว่าสองคำจะสามารถใช้แทนกันได้ แต่ผมเห็นว่า การเลือกใช้คำใด คำหนึ่งเป็น “มาตรฐาน” ก็น่าจะดูดีกว่า หรือพระนามขององค์อุปถัมภ์ ในข้อ 1 ก็ผิดพลาด ยังเสียผมเห็นว่า ก็น่าจะตรวจสอบให้ดีก่อนการประกาศใช้

อย่างไรก็ตาม ด้วยความเคารพ ผมไม่ได้มีเจตนาจะโจมตีหรือ discredit ผู้ใด เพียงแต่เห็นช่องทางในการพัฒนาต่อ และอยากเห็นการขับเคลื่อนไปในทางที่ “ผมเห็นว่า” น่าจะดีขึึ้น แต่กระนั้นเห็นว่า ทางนายกสมาคมฯ ได้ทำวิจัยเพื่อศึกษาเปรียบเทียบมาตรฐานห้องสมุดของประเทศต่าง ๆ (ซึ่งผมก็ยังไม่มีเวลาอ่านเต็มเม็ดเต็มหน่วย) ก็คิดและหวังว่า อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ชัดเจนขึ้นเร็ว ๆ นี้ครับ ซึ่งผมก็ขอเขียนไว้ โดยสังเขป (ไม่สังเขปแล้วมั๊ง) เพียงเท่านี้แล.

รายการอ้างอิง

Levy, D. (2000). Digital libraries and the problem of purpose. D-Lib Magazine, 6(1). Retrieved http://wwww.dlib.org/dlib/january00/01levy.html

Williams, P. (1988). The American Public Library and the Problem of Purpose. New York: Greenwood Press.

บรรณารักษ์เขียนบล๊อก เป็นคนแบบไหน…

In blogophere, library2.0, บรรณารักษ์ : Librarian on สิงหาคม 4, 2007 at 6:46 am

Meredith Farkas ผู้แต่งหนังสือ Social Software in Libraries และ Information Wants to be Free เคยทำแบบสอบถาม ถามบรรณารักษ์ที่เขียนบล๊อก (biblioblogophere) เมื่อปี 2005 และชี้ให้เห็นว่า บรรณารักษ์ที่เขียนบล๊อกส่วนใหญ่ เป็นคนพร้อมจะเปลี่ยนแปลง (Open to change)
แล้วคุณหล่ะ พร้อมหรือยัง???

ROI Talk – Time Change

In TCDC, Thaibrarian, iTeaudemia, งานวิจัย : Research, นโยบาย : Policy, บรรณารักษ์ : Librarian, ห้องสมุด : Libraries on กรกฎาคม 12, 2007 at 11:31 pm

เอ่อ เกิดความเข้าใจผิดเล็กน้อย เวลาของการสัมมนา เรื่อง ผลกระทบของการลงทุนห้องสมุดประชาชน
เลื่อนขึ้นมาหนึ่งชั่วโมง จากที่ผมเขียนไว้ว่าเป็นบ่ายสอง (14:00 น.) เปลี่ยนเป็นบ่ายโมงตรง (13:00 น.) นะครับ หวังว่าคนที่จะมา คงจะเห็น message นี้ก่อนเดินทางมา

ขออภัยอย่างแรงเลยครับ

Seminars at KKU and RSU

In Social Networking, iTeaudemia, library2.0, ชุมชน : Community, บรรณารักษ์ : Librarian, ห้องสมุด : Libraries on กรกฎาคม 10, 2007 at 1:45 pm

เอ่อ เดี๋ยวจะหาว่าไม่มา update กัน สำหรับคนที่สนใจเรื่อง ห้องสมุด 2.0 แถว ๆ ขอนแก่น เจอกันวันจันทร์ที่ 16 นี้นะครับ งานเริ่มเวลา 9:30 น. – 16:30 น. ณ ห้องประชุม 6 อาคาร 2 ชั้น1 สำนักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ลักษณะการบรรยายก็จะคล้าย ๆ กับงานที่ TCDC กับของ Thailis ที่ ม.เกษตรนะครับ

ส่วนวันเสาร์ที่ 14 กะว่าจะดอดไปร่วมงานสัมมนา Social Media Networking and Web 2.0 ของ ม.รังสิต กับ ไทยเวนเจอร์ ดอทคอม เสียหน่อยครับ ไปเปิดหูเปิดตาหน่อยครับ (ส่วน YouFest ภาค Dinner 2.0 นั้น ขอดูอีกทีก่อนนะครับ) ถ้าใครไป ก็อาจจะได้เจอกันครับ

ROI Talk at TCDC

In TCDC, Thaibrarian, iTeaudemia, งานวิจัย : Research, บรรณารักษ์ : Librarian, เป็นการเป็นงาน : Seriously on กรกฎาคม 9, 2007 at 7:51 am

โปรดแซบ! มีประกาศด่วนมาแจ้งให้ทราบ เผื่อคนที่สนใจอีกแล้วนะครับ

Dr.Gordon McConnachie วันศุกร์นี้ TCDC เค้าจะจัดบรรยายเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจ อันเนื่องมาจากการพัฒนาห้องสมุดประชาชน ตั้งแต่เวลาบ่ายสองโมง ไปจนถึงห้าโมงเย็น บ่ายโมง (13:00 น.) ถึงสี่โมงครึ่ง (16:30 น.) ที่ห้องออดิทอเรี่ยม ชั้น 6 อาคารเอ็มโพเรี่ยม โดยจะมีผมและ Dr.Gordon McConnachie เป็นผู้บรรยายนะครับ การบรรยายแบ่งออกเป็นสองช่วงครับ

ช่วงแรกจะเป็นช่วงของ Dr.Gordon จะบรรยายในเชิงภาพกว้าง ถึงสภาพการแข่งขันของสังคมโลก และบทบาทของห้องสมุดประชาชน ในมุมมองทางด้านสังคมเศรษฐกิจความรู้ ซึ่งจะมีบริบทเปรียบเทียบ ระหว่างประเทศต่าง ๆ กับประเทศไทย ซึ่งจะเป็นภาพกว้าง

Dr.Gordon เป็นที่ปรึกษาทางด้านธุรกิจ มีความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะในเครื่อง Intellectual Capital การบรรยายจะเป็นภาษาอังกฤษ แต่สำหรับคนที่ไม่ถนัดภาษาอังกฤษ ทาง TCDC มีบริการแปลช่วยครับ

ในส่วนที่สอง ผมก็จะพูดถึงเรื่องของ การวิเคราะห์ผลตอบแทนการลงทุนของห้องสมุดประชาชน โดยจะเน้นไปที่งานวิจัยสองชิ้นที่ผมได้เข้าไปมีส่วนร่วม (อ่าน รายงานการวิจัยรัฐฟลอริด้า [PDF] กับ รายงานการวิจัยของรัฐเพนนซิลวาเนีย [PDF]) แต่ผมจะไม่เน้นเรื่องผลของการวิจัย แต่จะเน้นที่ระเบียบวิธีวิจัยที่เราใช้ และมุมมองของการนำมาใช้ในบริบทของบ้านเรา เพื่อที่คนที่จะสนใจจะได้นำไอเดียไปใช้บ้างครับ (ไม่จำเป็นต้องเป็นห้องสมุดเท่านั้นนะครับ แต่สำหรับคนที่กำลังหา Model สำหรับประเมิน ROI ของสินค้าหรือบริการ ที่ไม่สามารถกำหนดราคาได้)

ถ้าใครว่างก็เชิญนะครับ ไม่ต้องจองล่วงหน้า ไม่เสียตังค์ครับ มาแลกเปลี่ยนความรู้กันครับ

ปล. ขออภัยที่มาบอกกะทันหัน เพราะติดขัดเรื่องสถานที่กับเวลานิดหน่อย

Blog Preservation Survey – Preliminary Results

In JOMC490, blogophere, iTeaudemia, preservation, งานวิจัย : Research, ชุมชน : Community, บรรณารักษ์ : Librarian, สถิติ : Statistics, ห้องสมุด : Libraries on กรกฎาคม 5, 2007 at 1:27 am

Carolyn just got back from presenting our poster at JCDL in Vancouver and set up a blog sharing the preliminary results from the study, “Blogger Perceptions on Digital Preservation” [project website; survey invitation] that some of you participated in our study. You can have a look at them at “persistentblog.wordpress.com“. Note that the preliminary results include only descriptive analysis of the responses.  Anyway, I think they are quite useful and give you the big picture of what is going on.

The handout version of the poster is also available. However, I found if you print it on Letter or A4 paper, it is quite hard to read.

I would like to prompt you about interpreting and distributing these results. Firstly, the majority of our respondents tends to come from professional field, in particular information, library, and communication studies. As you can see in the Subject Areas section, the majority of respondents said they blog about professional interests, followed by technology. Interestingly enough, life and personal experience, usually the most written topic from other studies including a couple of Pew studies, become the third cited subject. In addition, we are also concerned about how highly educated our respondents are. 63% earned graduate and professional degree (beyond undergraduate).

This is mainly because of the limitation of snowball sampling technique, although we tried to get it out to the public as much as possible. Therefore, these results tend to reflect those who are conscious/concerned about preserving their own content. There are a couple of results that we think they are off-the-ground. Also as the number of bloggers keeps growing every minutes, it is hard to generalize the entire bloggers as our populations. In particular, we have only 215 valid responses which is considerably low. Therefore, if you want to make comment on any of these results, please note that these results could hardly imply to bloggers in general.

In addition, some descriptive figures could not be directly interpreted. They need additional contextual information. For instance, we could not summarize the money to invest in preserving blogs without geographical context because the value of blog based on currency could not be directly compared (e.g. $5 in the US is not culturally worth as $5 in Jamaica). We probably need to analyze the money investment by country, for example.

Additionally, we have received a number of valuable comments regarding how we ask and construct the questions which confused them. We do really appreciate all of your comments and we will take them into our consideration for the analysis and future work.

Note that this work is licensed under Creative Commons Attribution-Noncommercial-No Derivative Works 3.0 United States License. Therefore, feel free to share, copy, distribute, display this work not for commercial purposes. Please also link us back to the page, if you want to distribute.

We are still working on writing as journal articles to share our results and what we have learned from this project. When we finish the paper version, I will update to you folks again.

—–

จริง ๆ สำหรับคนไทย ตอนแรกผมคิดว่า ถ้ามีจำนวนคนตอบแบบสอบถามมาก ก็จะแยกออกมาวิเคราะห์ต่างหาก แต่พอเอาเข้าจริง มีคนไทยตอบแบบสอบถามเพียง 8 คน ก็เลยคิดว่า เอาไว้ก่อนดีกว่า ซึ่งผมก็เข้าใจดีว่า ทั้งตัวแบบสอบถามเอง และเทคนิคในการเก็บข้อมูลยังไม่เอื้ออำนวยเท่าไหร่ ทั้งนี้ผมวางแผนไว้ว่าจะทำ version สำหรับคนไทยไว้แล้ว เพียงแต่ว่ามันติดปัญหาเรื่อง IRB ที่ใช้เวลานาน ก็เลยต้องพักไว้ก่อน แต่ถ้าใครสนใจจะช่วยผมทำต่อ เฉพาะในเมืองไทย ก็ลองมาคุยกันได้นะครับ เพราะเครือข่ายของ blogger คนไทยเราน่าจะไม่ใหญ่เท่าคนชาติอื่น แล้วก็น่าจะเก็บได้ไม่ยาก หรือถ้าใครมี idea อะไรจะ share หรือนำเสนอก็ยินดีน้อมรับครับ

TCDC Resource Center 2.0 (Beta)

In Social Networking, TCDC, Thaibrarian, ชุมชน : Community, บรรณารักษ์ : Librarian, ห้องสมุด : Libraries on มิถุนายน 15, 2007 at 1:08 pm

TCDC Resource Center has now launched a new website. The website introduces a cutting edge library catalog, inspired by NCSU library catalog. Users can also customize search results, view book covers, and virtually locate book’s location. On the description page, there is also a statistics section describing the use of a particular title.

The library 2.0 concept has been implemented throughout the website including

  • book tagging,
  • user review and rating,
  • recommendation system (through “related items” and “pathfinders”),
  • recent visit,
  • semi-wiki pathfinders, and
  • personal profile with ability to add feed (all feeds are aggregated in TCDC space section).

You do not need to be TCDC member to be able to use these services. You can register as a “website member” for free.

We hope you will try this out and let us know what you reckon ;) Also help us spreading the words on your blog or to any of your friends!

ควันหลงห้องสมุด 2.0

In Social Networking, TCDC, Thaibrarian, blogophere, บรรณารักษ์ : Librarian, มั่วซั่ว : Miscellenous, ห้องสมุด : Libraries on มิถุนายน 15, 2007 at 7:33 am

ก่อนอื่นก็ขอขอบคุณทุกคนนะครับ ที่ไปในงานเมื่อวานนี้ และอีกหลายคนที่สนใจ เมื่อวานก็โดนแซว ตำหนิ ติเตียนหลายเรื่องเหมือนกัน ผิดประมาทพลาดพลั้งอะไรยังไง ผมก็ต้องขออภัยมาตรงนี้เลยละกันครับ แต่ท้ายที่สุดหวังว่า อย่างน้อยคนที่ได้ฟังกลับไปเมื่อวานนี้ หลายท่านคงมีความคิดอะไรผุดขึ้นมาบ้าง หรือแม้แต่เพียงเพิ่มความสงสัย เพื่อที่จะำนำไปค้นคว้าด้วยตัวเองต่อได้ ผมก็ถือว่า อย่าง “น้อย” ก็ได้อะไรกลับไป

ส่วน presentation ทั้งของผมแล้วก็ของเลอชาติ ก็ Post อยู่บนเว็บไซต์ของ TCDC Resource Center เรียบร้อยแล้วนะครับ

จริง ๆ มีเรื่องเยอะแยะมากมายอยากจะเล่าแล้วก็ demo ไปด้วย แต่เนื่องจากเตรียม Presentation ไว้ 2 ชั่วโมง เหลือประมาณชั่วโมงครึ่ง แล้วแต่ละแนวคิดย่อย ๆ สามารถพูดได้เป็นวัน ๆ เพราะฉะนั้นก็เลยต้องเต้น hip-hop อย่างที่หลายคนแอบแซว แต่ก็นั่นแหละครับ อาจจะเป็น style ผมด้วย ส่วนหนึ่ง แหะ ๆ ยังไงก็ติชมกันได้เลยครับ ผมจะได้นำไปปรับปรุงต่อไป…

สำหรับคนที่ไม่ได้ไป ก็ขอเล่าคร่าว ๆ แล้วกันนะครับ ถ้าจะให้เล่ารายละเอียดทั้งหมด ก็คงจะไม่ไหว ผมรับผิดชอบในช่วงเช้่า โดยพูดเกี่ยวกับแนวคิด 2.0 ในภาพกว้าง ที่มาที่ไป แล้วการนำเอาแนวคิดดังกล่าวมาใช้ให้เกิดขึ้นจริง

คร่าว ๆ ผมก็ดึงเอา The Long Tail มาเป็นเท้าความถึงแรงผลักดันด้านเศรษฐกิจ ที่ปัจจุบัน จำเป็นจะต้องให้ความสำคัญ กับผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมน้อยด้วย เช่นกันกับสินค้าสุดฮิต และใช้ทฤษฎี Social Capital มาเป็นทัพเสริมทางด้านสังคมศาสตร์ เพื่อที่จะชี้ให้เห็นว่า เทคโนโลยีสามารถเข้ามามีบทบาทต่อการสร้าง social capital ของคนเราได้ (ปล. จนปัจจุบันก็ยังหาคำไทยของคำว่า social capital ไม่ได้ ใครทราบรบกวนหน่อยนะครับ) หลังจากนั้นแนวคิดการให้บริการในแนวเทคโนโลยี web 2.0 จึงผุดขึ้น และโลกห้องสมุดก็เห็นประโยชน์ในการที่จะนำมาปรับใช้ด้วยเช่นเดียวกัน

คนที่เรียกขาน “ห้องสมุด 2.0″ เป็นคนแรก ก็คือ Michael Casey ซึ่งเขียนไว้บน blog ของเค้า LibraryCrunch เมื่อเดือนกันยายน 2005 และแนวคิดดังกล่าวก็ถูกนำมา promote อย่างต่อเนื่องโดยบริษัท ที่ปรึกษาด้านห้องสมุดของอังกฤษ ที่ชื่อ Talis โดยมีหัวเรือใหญ่ชื่อ Paul Miller เป็นตัวตั้งตัวตี และหลัง ๆ ก็มีนักวิชาการห้องสมุดก็เริ่มให้ความสนใจ อย่างไรก็ตามการใช้คำว่า ห้องสมุด 2.0 หรือ library 2.0 ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันถึงความเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นเนื่องจากมันไม่ใช่แนวคิดใหม่อะไรในวงวิชาการ หรือแม้กระทั่งว่าไม่สามารถให้คำนิยามที่ชัดเจนได้ โดยเฉพาะนักวิชาการบางคน ก็ไม่ใคร่สนใจกับแนวคิดเลยด้วยซ้ำ เนื่องจากเห็นว่าจะเป็นแนวคิดฉาบฉวย แฟชั่น ไม่ยั่งยืน อย่างไรก็ตามสิ่งที่ผู้ที่สนใจในแนวคิดนี้ เห็นพ้องต้องกัน คือ แนวคิดห้องสมุด 2.0 เป็นการผนวกปรัชญาการบริหารห้องสมุดเข้ากับการจัดการเทคโนโลยี web 2.0 ดังนั้นคำสำคัญของแนวคิดนี้ คือ คำว่า “mashup” ที่การให้บริการห้องสมุดออนไลน์กลาย เป็นการบูรณาการ (เอ่อ ไม่อยากจะใช้คำนี้ แต่ไม่รู้ว่าจะใช้คำอื่นว่าอะไร) แหล่งสารสนเทศจากหลายแหล่งเข้าด้วยกัน (แหล่งในที่นี้ รวมไปถึงแหล่งสารสนเทศที่เป็นตัวบุคคลด้วย ผ่าน social networking)

จริง ๆ แล้ว (มีคนแอบแซวว่า ผมพูดคำว่า “จริง ๆ แล้ว” เยอะมาก คงเห็นจะจริง แหะ ๆ) แนวคิดนี้ไม่ใช่เรื่องยากที่จะคาดถึง เนื่องจากธรรมชาติของห้องสมุด ก็เป็นพื้นที่สาธารณะ เป็นที่พบปะกัน และสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้ด้วยกันเอง หรือแม้กระทั่งระหว่างผู้ใช้กับผู้ให้บริการ ดังนั้นการพัฒนาบริการห้องสมุดออนไลน์ให้นอกเหนือไปจากการเป็นแหล่งให้ค้นหนังสือเท่านั้น

องค์ประกอบที่สำคัญของแนวคิดห้องสมุด 2.0 ก็คือ เจ้ากลุ่มเทคโนโลยี web 2.0 เนี่ยแหละ (อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ web 2.0 ที่ blog ของ Tim O’Reilly นะครับ) ดังนั้นผมก็เลยสรุปแนวคิดการให้บริการที่สำคัญ ๆ ซึ่งก็ได้แก่ User-Generated Content (เป็นเรื่องในทำนองเดียวกันกับ The Wisdom of Crowd, Collective Intelligence, Citizen Journalism, Open Content), Bookmarking and Recommendation System ที่สามารถแบ่งปันข้อมูลร่วมกันได้, Social Networking ที่มีทั้งเป็นอยู่ในรูป instant messenger และ profile based application ที่เริ่มมาตั้งแต่ profile ของตัวเอง ว่าประวัติของเราเป็นอย่างไร มีความสัมพันธ์กับใคร ไปจนถึง Profile ของสัตว์เลี้ยง (อย่างหมา แมว) ข้าวของ (เช่น ตุ๊กตาบาร์บี้) ที่เราสามารถแบ่งปันข้อมูลกันได้ เพื่อหา “แนวร่วม” หรือคนที่มีความสนใจร่วมกัน

ข้างของที่ว่า ก็รวมไปถึงหนังสือด้วย ซึ่ง LibraryThing กับ Bookjetty (ผมเคยเขียนถึงไว้ เมื่อไม่นานมานี้) ก็เป็นตัวอย่าง application ที่น่าสนใจ ที่ใช้แนวคิดเดียวกัน ในการรวมพลคนรักหนังสือ และใช้ application ต่าง ๆ เพื่อสร้างชุมชนของคนที่รัก สนใจหนังสือคอเดียวกัน หรือแม้กระทั่งเล่มเดียวกัน

นอกจากนี้เทคโนโลยี web 2.0 ยังรวมไปถึงความสำคัญของ folksonomy ที่ผู้ใช้สามารถกำหนดคำสำคัญ (tag) ของ object ต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง โดยการแสดงผลในภาพรวมมักจะแสดงผลในรูปของ Tag Cloud

นอกจากนี้ยังมีตัว virtual reality game อย่าง second life ที่ทำให้คนสามารถเข้าไปหาเพื่อน พูดคุย ได้ผ่านเกมส์ในรูปแบบ 3 มิติ แต่กลุ่มสุดท้าย คือ กลุ่ม aggregator ซึ่งเป็น application ที่รวมรวบ content ที่เราสนใจเข้าไว้ด้วยกันด้วยเทคโนโลยี RSS (Really Simple Syndication) ตัวอย่างเว็บไซต์ที่ให้บริการ ก็ได้แก่ Bloglines, Google Reader และ Technorati

การนำแนวคิดเหล่านี้มาใช้ หลัก ๆ ก็ทำได้ 2 รูปแบบ ได้แก่

  • การนำแนวคิดไปใช้โดยตรง เช่น การพัฒนา extension เพื่อให้ผู้ใช้ tag หนังสือได้โดยตรงจาก Library Catalog (ตัวอย่าง: PennTags)
  • การใช้เทคโนโลยี web 2.0 ที่ให้บริการอยู่ในอินเตอร์เน็ตมาใช้ เช่น การใช้ Flickr โดยเปิด accountของห้องสมุด, การสร้าง group ใน Flickr เพื่อสร้าง digital collection ที่เกี่ยวกับมหาวิทยาลัย/องค์กร หรือการ link authority record ของ Library Catalog กับ Wikipedia เป็นต้น (ตัวอย่าง: Picture Australia, Biz Wiki ของห้องสมุด Ohio University)

นอกจากนี้ผมก็ได้เน้นในเรื่องการใช้ Blog เพื่อใช้ในห้องสมุด โดยอ้าง guideline จาก Fichter (2003) ที่เฉพาะเจาะจงกับการไปใช้เพื่อการตลาด ซึ่งประกอบไปด้วย

  • Promote Library Events
  • Support Your Dedicated Users
  • Engage Your Community
  • Support Your Community
  • Building New Ties

นอกจากนี้แนวคิดห้องสมุด 2.0 ก็สามารถเอามาผนวกกับ Trend ของการปรับปรุงระบบสืบค้นทรัพยากรสารสนเทศยุคใหม่ ซึ่งมีต้นแบบมาจาก Library Catalog ของ NC State University ที่พัฒนาร่วมกับ Endeca ซึ่งเป็นบริษัทพัฒนาเว็บไซต์ชั้นนำ function และกำลังเป็นที่จับตามอง และเป็นต้นแบบให้กับห้องสมุดหลายแห่ง (ซึ่งรวมถึง TCDC ด้วย) และเชื่อได้ว่า เหล่าบรรดา vendor ก็จะหันมาพัฒนา library catalog ในรูปแบบนี้มากขึ้น หลัก ๆ ของการพัฒนาที่ถือว่าเป็นนวัตกรรมของการพัฒนา library catalog ก็ได้แก่

  • การใช้ประโยชน์ของหมวดหมู่มาใช้ให้เป็นประโยชน์ (สามารถ Browse หนังสือ ตามหมวดหมู่ต่าง ๆ ได้บนเว็บ)
  • การใช้ประโยชน์ของ Subject Heading ในการ Refine ผลการค้น (สามารถบ่งจำนวนหนังสือในหมวดหมู่ที่เกี่ยวข้องได้, แตก LCSH เพื่อสามารถใช้ประโยชน์ของ subfield ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ)
  • การจำนวนผลการค้นให้แสดงผลเฉพาะ หนังสือที่ Available ในห้องสมุด (ไม่ได้ถูกยืมออก) เท่านั้น
  • ใช้ Dictionary เพื่อช่วยเหลือในการป้อนคำค้น เวลาพิมพ์ผิด หรือไม่ค้นพบผลการค้น
  • การแปลงผลการค้นให้อยู่ในรูป RSS เพื่อที่ผู้ใช้สามารถเก็บผลการค้นแล้วติดตามรายการใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นมาได้
  • การเพิ่มระบบ Recommendation ในหน้า item (“more titles like this”)
  • ฯลฯ

ท้ายที่สุด ผม (โดยส่วนตัว) ก็ลองวิเคราะห์ถึงความท้าทายและอุปสรรค ในการนำแนวคิดมาใช้ในบริบทของไทยเรา ซึ่งหลัก ๆ ผมเห็นว่ามี stakeholders อยู่ 4 กลุ่ม

กลุ่มแรก คือ ผู้ใช้เอง ที่นอกเหนือจากข้อคำนึงถึงด้านปริมาณผู้ใช้อินเตอร์เน็ท “เพื่อการศึกษาหาความรู้ ข้อมูล” แล้ว ข้อคำนึงถึงเชิงคุณภาพก็ไม่ควรมองข้ามด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะเรื่อง ทักษะการรู้สารสนเทศและอินเตอร์เน็ต

กลุ่มที่สอง คือ ตัวบุคลากรห้องสมุด ซึ่งผมถือว่า เป็นกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญมากที่สุด ในการริเริ่ม สำคัญอยู่ที่ว่าบุคลากร ต้องเปิดใจมากขึ้น ว่าต่อไป ผู้ใช้ไม่ได้เป็นเพียงผู้เข้าถึงข้อมูลเท่านั้น แต่ต่อจากนี้ไป ผู้ใช้จะกลายเป็นผู้ผลิตข้อมูล ความรู้ นั่นหมายถึง เราจะต้องให้กุญแจแห่งการควบคุม ที่เราเคยถือครองอยู่ออกไป นอกจากนี้เนื่องจากแนวคิด ห้องสมุด 2.0 คือ แนวคิดในการสร้าง และส่งเสริมชุมชนแห่งการแบ่งปันความคิดเห็น ความรู้ ข้อมูล ข่าวสาร บุคลากรจึงมีบทบาทสำคัญที่สุด ในการที่จะ promote ให้ผู้ใช้เข้ามาใช้บริการเหล่านี้ (ก็อย่างที่บอกกับผู้เข้าฟัง เมื่อวานนี้ว่า ผมหวังว่า อย่างน้อยคงจะเห็น blog ของบรรณารักษ์และห้องสมุดเยอะมากขึ้น)

กลุ่มที่สาม คือ เครือข่ายห้องสมุด แนวคิดห้องสมุด 2.0 จะเกิดประสิทธิภาพสูงสุดได้ ก็ต่อเมื่อนำไปขยายต่อและเชื่อมกันระหว่างเครือข่ายห้องสมุด และในที่สุดก็จะทำให้ชุมชน weak ties เหล่านี้มีพลังขึ้นมา

กลุ่มสุดท้าย คือ กลุ่มผู้บริหาร ซึ่งถือเป็นกลุ่ม classic อีกกลุ่มหนึ่ง ที่ท้ายที่สุดแล้ว idea จะกลายเป็นความจริงได้ คนกลุ่มนี้ก็ถือว่าเป็นคนที่มีกุญแจอยู่ในมือด้วยเช่นกัน หากไม่เข้าใจในแนวคิดและบทบาทในเรื่องนี้แล้ว ก็ยากที่จะให้การสนับสนุนด้วยเช่นกัน.. (เอ่อ นี่ขนาดคร่าว ๆ นะนี่… จริง ๆ ถ้ามีคนช่วย live blogging ก็จะดีมากเลยครับ)

ส่วนช่วงบ่าย เลอชาติเค้าก็มาพูดประสบการณ์ในการพัฒนาเว็บไซต์ของ TCDC Resource Center ตัวใหม่ ที่นำเอาแนวคิดห้องสมุด 2.0 และการ renovate library catalog ห้องสมุดมาใช้ ไม่ว่าจะเป็น

  • ระบบสืบค้นหนังสือ ที่เอาต้นแบบมาจาก NCSU มาใช้ โดยเฉพาะในเรื่อง
  • การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานของหมวดหมู่และหัวเรื่องในการ refine ผลการค้น และการ browse ผลการค้น
  • การใช้ dictionary
  • การ sort ผลการค้นโดยเรียงตามความนิยม (จากสถิติการใช้บริการทั้งหมดของห้องสมุด)
  • การแสดงหน้าปกหนังสือ (ทั้งปกหน้า ปกหลัง ปกด้านใน)
  • การแสดงตำแหน่งหนังสือบนชั้นในห้องสมุด
  • สามารถ customize เขตข้อมูลในหน้าผลการค้นได้
  • การใช้ระบบ tag
  • ผู้ใช้สามารถ review หรือ rate หนังสือได้โดยตรง และสามารถอ่าน review หรือ rating ของผู้เชียวชาญ
  • การนำแนวคิด Wikipedia มาใช้ในการพัฒนา Pathfinder (Subject Guide)
  • การสร้าง Widget ที่ผู้ใช้สามารถเห็น profile
  • การสร้างหน้า profile ของตัวเอง
  • การ add feed ที่สนใจได้
  • ระบบ recommend ในหน้า item detail (Related items, การเชื่อมโยงกับ pathfinder ที่หนังสือเล่มนั้นไปปรากฏอยู่)
  • ฯลฯ

ไม่แน่ใจว่า เลอชาติเค้าจะมาเขียนในรายละเอียดให้อ่านบน blog เค้าหรือเปล่า ลองติดตามดู ยังไงเสียก็ดูจาก presentation ของเค้าไปก่อนนะครับ

ทีนี้สำหรับใครที่ยังมีคำถาม ไม่เข้าใจ หรืออยากจะแลกเปลี่ยน แนะนำ ติชม ก็เขียน comment บน Post นี้ได้ครับ ยินดีต้อนรับทุกความเห็นเลยครับ

ปล. สำหรับคนแถว ๆ อีสานที่พลาดโอกาส แล้วอยากมาแลกเปลี่ยนนะครับ ผมกับเลอชาติจะไปที่ ม.ขอนแก่นช่วงกลางเดือนหน้า (กรกฎาคม) ส่วนกำหนดการที่ชัดเจนจะแจ้งให้ทราบอีกครั้งครับ

Re: ห้องสมุดประชาชน “ของฉัน”

In Thaibrarian, บรรณารักษ์ : Librarian, ห้องสมุด : Libraries on พฤษภาคม 28, 2007 at 10:01 pm

เขียนเรื่องเมื่อวาน ก็เลยทำให้นึกถึงภาพ ๆ นึง ที่ถ่ายไว้ ตอนที่ไป Newton Free Library ที่ Boston ซึ่ืงถือเป็นห้องสมุดในย่านคนรวย ดูดีที่สุดในแถบนั้นแล้ว

Sign at Newton Public Library, MA

มีคนมาเขียน comment ไว้ใน flickr เค้าบอกว่า เสียงคีย์บอร์ดมันดัง

Update: ล่าสุดคนของ Newton Free Library ก็ออกมาบอกเองบน flickr แล้วว่า ตอนนี้อนุญาตให้ใช้ Laptop ได้แล้วในบริเวณนี้ครับ (แนะนำให้ไปดูรูปใน flickr ของ Newton Free Library ด้วยครับ สิ่งที่บ่งบอกว่าเป็นห้องสมุดที่น่าจะรวยที่สุดในย่านนี้ ก็คือ circulation rate ที่ดูได้จากจำนวนหนังสือที่ book drop แล้วเค้าต้องใช้ turn around time เป็นวัน เพื่อเอาหนังสือขึ้นชั้น เนื่องจากคนใช้หนังสือมีเป็นจำนวนมาก)

ห้องสมุดประชาชน “ของฉัน”

In Thaibrarian, บรรณารักษ์ : Librarian, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous, ห้องสมุด : Libraries on พฤษภาคม 28, 2007 at 11:16 am

วันนี้ผมขอส่งเรียงความส่งเข้าประกวดครับ เรื่อง ห้องสมุดประชาชนของฉัน

เมื่อสาย ๆ ของวันนี้ ผมอยากจะมานั่งทำงานในห้องสมุดประชาชนสักหน่อย เป็นห้องสมุดประจำจังหวัด ที่สมัยเป็นนักเรียน ผมก็มาใช้อ่าน และหาหนังสือทำรายงานเป็นประจำ เพราะอยู่ที่บ้านรู้สึกว่าสิ่งเร้ามันเยอะเหลือเกิน แล้วงานก็เร่ง ๆ อีกอย่างมันก็อยู่ใกล้บ้าน แถมผมยังเป็นศิษย์เก่า กศน. ต้นสังกัดของห้องสมุดแห่งนี้อีกต่างหาก

ความที่ไม่ได้มาหลายปี อะไร ๆ ก็ดูเปลี่ยนไปหมด ไม่ว่าจะเป็นการจัดสรรพื้นที่ ห้องอะไรต่าง ๆ มากมาย จำได้ว่าครั้งล่าสุดที่มา เค้ามีคอมพิวเตอร์กับอินเตอร์เน็ทให้บริการแล้ว ก่อนที่จะมาหน้านี้ยังคิดและก็บอกคนรอบตัวว่า มาครั้งนี้ เค้าน่าจะพัฒนา มี wifi ให้บริการแล้วป่าว (จริง ๆ ก็รู้อยู่แหละ ว่าหวังเว่อร์มากไป) แต่ถ้าไม่มี ก็คิดว่า แหมไหน ๆ ก็มี Internet ก็จะลงทุนซื้อ wireless router บริจาคให้เลยละกัน เพราะผมเองก็ต้องเอา laptop ไปใช้ แล้วบริจาค router ดี ๆ สักตัวให้จะเป็นอะไรไป

ตัวห้องสมุดเป็นอาคารสองชั้น ชั้นล่างถูกปรับให้เป็นส่วนที่รับแขก มีส่วนที่ให้บริการคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ท (เพิ่งมาแอบเห็นว่าเค้าคิดราคาชั่วโมงละ 15 บาท) แล้วก็ส่วนที่เป็นวารสาร แล้วก็จัดหนังสือโชว์ มีมุมหนังสืออ้างอิงเล็ก ๆ อยู่มุมหนึ่ง ส่วนบรรณารักษ์มีห้องกระจก เข้าใจว่ามีแอร์ แต่ยังไม่ได้เปิดใช้

สิ่งที่ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปอีก ก็คือบรรณารักษ์ จากที่เป็นคุณผู้ชายใจดีหน่อย มาเป็นผู้หญิงรุ่นราวคราวเดียวกัน หน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพรา ผมไปถึงก็เห็นเธอเดินปัดกวาดเช็ดถู เพราะห้องสมุดเพิ่งเปิดทำการ ดูท่าทางแล้ว พอที่จะเป็นบรรณารักษ์สมัยใหม่กับเค้าได้บ้าง

ผมมาถึงตอนประมาณ 10 โมงครึ่ง ก็ดูเงียบสงบดี มีคนใช้อยู่สองสามคน คอมพิวเตอร์ทุกตัวปิดหมด แล้วห้องก็เริ่มจะดูเก่าลงจากแต่ก่อนมาก ความที่ไม่ได้มาเยือนนานแล้ว ทำอะไรก็ออกจะดูเคอะเขินอยู่เหมือนกัน กลัวเข้าไปแล้วจะผิดจารีตอะไรของเค้า เนื่องจากเห็นป้ายโน่นนี่เต็มไปหมด

ในขณะที่อากาศก็ร้อนอบอ้าว แต่พัดลมไม่เปิดสักตัว ผมก็เข้าใจได้ว่า ไม่มีใครกล้ามาเปิด (จำเป็นต้องรอให้บรรณารักษ์มาเปิดให้ด้วยหรือ) ผมเองก็ยังไม่กล้าเปิดเช่นกัน

พอเข้าไปถึง ผมก็มีกระเป๋าเป้ของผมหนึ่งใบ ใส่สัมภาระมา มีพวกเอกสารแฟ้มโต laptop กล้องถ่ายรูป แล้วก็เครื่องเขียน ด้วยความที่เห็นว่า ข้างล่างคงจะมีคนเข้า ออก ถึงแม้จะไม่พลุกพล่าน แต่ก็ทำให้เสียสมาธิได้ง่ายกว่าข้างบน ก็เลยคิดว่าจะไปนั่งข้างบน พอกำลังจะขึ้นบันได เค้ามีป้ายเขียนว่า “ห้ามเอากระเป๋าขึ้นข้างบน” ผมก็ยอมเอาของออกจากกระเป๋า แล้วก็เดินถือสัมภาระขึ้นมาชั้นบน ซึ่งผมก็ถือว่าเป็นเรื่องปรกติ ที่เค้าต้องป้องกันทรัพย์สมบัติของแผ่นดิน

พอขึ้นมาข้างบน ผมก็ต้องพยายามหาที่นั่ง เนื่องจากผมต้องใช้ laptop ผมก็เดินหาปลั๊กไฟ เห็นอยู่ปลั๊กหนึ่งที่มีพัดลมตั้งพื้นเสียบเอาไว้ แต่ยังไม่ได้เปิด (ปลั๊กจริง ๆ อยู่ในห้องที่มีชื่อว่า ห้องโสตทัศน์ แต่ตัวพัดลมอยู่ข้างนอกห้อง สายระโยงออกมา) มองรอบ ๆ ก็ไม่เห็นมีอีกเลย ก็สอดส่ายสายตาอยู่พักใหญ่ เหลือไปเห็นบรรณารักษ์มาเช็ดชั้นหนังสืออยู่พอดี ก็เลยเดินไปถามว่า “ไม่ทราบว่าผมจะหาปลั๊กไฟได้ที่ไหนบ้าง ผมจะต้องใช้ laptop ทำงานนะครับ”

บรรณารักษ์หน้าจิ้มลิ้มคนนั้นมองหน้า แล้วก็ทำหน้าปนยิ้ม ปนว่า “จะใช้ได้ไง อย่างงี้ไม่เปลืองไฟห้องสมุดเหรอ”

ผมเดินหันหลังให้ ด้วยสีหน้าชา ประมาณว่า “โอ๊ย หน้าแตกจนได้” แต่มันไม่แค่นั้น เธอก็ยังพูดตามหลังกลับว่า “มันเปลืองไฟห้องสมุด” ประมาณนึง ผมก็จำคำได้ไม่ถนัด แต่ก็ดังพอที่คนใช้ อีกสองคนก็หันมาที่ผมและเธอ ผมก็ “เหรอ ใช้ไม่ได้เหรอครับ งั้นก็โอเคครับ”

ผมกลับมานั่งที่โต๊ะที่เอาของวางไว้ คิดว่าไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ก็เขียนซักหน่อย แต่อดไม่ได้ที่จะต้องเขียนเล่าเรื่องให้คนอื่นฟัง เหลือบมองไปที่พัดลมตั้งพื้นเสียบอยู่ คิดในใจ “ดีแล้ว ที่ไม่ไปเปิดพัดลมไว้ก่อน ไม่งั้นอาจโดนหลายกระทง”

คือ ไม่คิดจะมาสำรวจอะไรหรอกนะครับ แต่เจอแบบนี้แล้ว จะให้รู้สึกอย่างไร คือตั้งใจมาทำงาน แต่เจอบรรณารักษ์พูดแบบนี้มาแล้ว ไอ้เรื่อง wireless ก็คงต้องลืมไปเลย…

ในระหว่างที่เขียน post นี้อยู่ ซักพักก็มีรถประกาศขายจตุคามวิ่งผ่านมา 3 คันติด โอ้แม่เจ้า!!! มันดังสนั่นเมืองจริง ๆ ใครมันจะไปทำงานได้

นอกจากนี้ ถึงแม้ว่าจริง ๆ ตอนนี้ก็มีคนมาอ่านหนังสือแค่สองคน (รวมผม) ส่วนที่เหลือก็จะมีเสียงแจ้ว ๆ ของบรรณารักษ์คุยกับ คนอื่น ๆ อยู่ด้านล่างที่ได้ยินขึ้นมาถึงข้างบน

จริง ๆ เวลาที่จะเอามาเขียน post นี้ควรจะเอาไปทำงานนะ แต่ก็รู้สึกเซ็งเสียแล้ว ต้องหาที่นั่งที่อื่น ว่าแต่ผมจะไปหาห้องสมุดที่ไหนหล่ะเนี่ย มันมีที่เดียวซะด้วย แถวนี้

บทวิเคราะห์

คิดแบบนี้แล้วก็ให้นึกถึงเรื่อง the problem of purpose ที่ห้องสมุดมักจะมีปัญหาเรื่อง การตั้งจุดประสงค์ กับวิถีปฏิบัติมันไม่เป็นไปตามนั้น (อ่านเพิ่มเติม Digital Libraries and the Problem of Purpose โดย David Levy) ซึ่งในกรณีของ digital divide ห้องสมุดถือเป็นจุด public access ที่คนน่าจะเข้าถึงได้มากที่สุด นั่นหมายความว่า คนที่ไม่มีตังค์ติดกระเป๋าเลย ก็สามารถเดินเข้าไป check email ของตัวเองในห้องสมุดได้

กลับมามองที่ประเด็นแรก การที่ห้องสมุดเก็บตังค์ค่าชั่วโมงอินเตอร์เน็ท ชั่วโมงละ 15 บาท โดยตั้ง ideally ห้องสมุดก็คาดหวังว่า คนมาใช้ จะต้องมาทำรายงาน หาข้อมูลบนอินเตอร์เน็ท แต่สิ่งที่เราพบเห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันก็คือ เด็กเล็ก ๆ เข้ามาใช้ห้องสมุดในฐานะร้านเกมส์ ซึ่งเป็นเหมือนกันทั่วโลก และมีงานวิจัยด้าน telecenter ก็ออกมายืนยันแล้ว ในขณะที่เดียวกันการเก็บตังค์ชั่วโมงละ 15 บาท ซึ่งดูเหมือนจะแพงกว่าราคาตลาด ออกจะดูโหดเกินไป เพราะห้องสมุดไม่ใช่องค์กรที่แสวงหาผลกำไร การเก็บเงินค่าใช้งานที่สูง ก็กลับกลายเป็นส่งเสริมให้เกิด gap มากขึ้น ถึีงแม้จะไม่ต้องให้ฟรี แต่ห้องสมุดก็เพียงแต่ subsidize บางส่วนก็น่าจะดี เพราะห้องสมุดได้งบประมาณมาจากรัฐอยู่แล้ว (ถึงจะไม่มาก แต่ก็น่าจะเป็นหน้าที่)

แต่การไม่เก็บเลย ก็จะกลายเป็นการสนับสนุนให้เด็กมาเล่นเกมส์แน่นไปหมด ส่วนคนที่ต้องการจะใช้คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ท เพื่อการใช้งานจริง ๆ จะไม่สามารถมาใช้งานเลย??

ส่วนไอ้เรื่อง ค่าไฟ จริง ๆ เคยได้ยินมาเมื่อไม่กี่ปีก่อน ที่ห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษาแห่งหนึ่ง ก็มีความคิดที่จะคิดค่าไฟใช้จากผู้ใช้ ในกรณีที่เอา laptop มาใช้งาน แต่ก็ไม่คิดว่าจะโดนเข้ากับตัวเองอย่างจัง แค่เพียงค่าไฟ ที่ห้องสมุดไม่สามารถจะรองรับการให้บริการผู้ใช้ได้ ก็อย่าไปพูดถึงเรื่องอื่นเลย เพราะค่าไฟเนี่ยมัน infrastructure ขั้นพื้นฐานสุด หรือว่าเค้ากำลังจะสนับสนุนให้คนหันมาใช้ XO กันนะ

จะว่าไป เค้าก็ยังมีส่วนดีนะที่ไม่หวงค่าน้ำ ไม่งั้นคงมีคนนั่งหน้าห้องน้ำ คิดเก็บตังค์ค่าเข้าห้องน้ำ ประมาณว่า ถ่ายเบา 3 บาท ถ่ายหนัก 5 บาท อาบน้ำ 10 บาท…

ห้องสมุด 2.0: จากแนวคิดสู่การประยุกต์ใช้จริง

In Social Networking, TCDC, Thaibrarian, บรรณารักษ์ : Librarian, ห้องสมุด : Libraries on พฤษภาคม 26, 2007 at 12:38 pm

ขออภัยที่มาบอกกระชั้นกันหน่อย เพราะเพิ่งจะ confirm ข้อมูลเมื่อไม่กี่วันมานี้

บังเอิญว่าเป็นช่วง summer กลับมาเมืองไทยพอดี แล้วก็ที่ TCDC เค้าก็จะ launch library catalog ตัวใหม่ เค้าก็เลยชวนมาพูดเกี่ยวกับเรื่อง ห้องสมุด 2.0 รายละเอียดก็ตามข้างล่างนี้ครับ

หัวข้อ: “Library 2.0: จากแนวคิดสู่การประยุกต์ใช้จริง”
วัน – เวลา: วันพฤหัสบดีที่ 14 มิถุนายน 2550 เวลา 10.00 น. – 17.00 น.
สถานที่: ห้องออดิทอเรียม สำนักงานศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ ชั้น 6 อาคารดิเอ็มโพเรียม ช็อปปิ้ง คอมเพล็กซ์

ช่วงเช้า ผมก็จะแนะนำเกี่่ยวกับแนวคิด แล้วก็การประยุกต์ใช้แนวคิดในต่างประเทศ  ส่วนช่วงบ่ายก็จะเป็นการแนะนำ library catalog ตัวใหม่ของ TCDC โดย เลอชาติ นักสารสนเทศ ผู้รับผิดชอบโครงการนี้

แต่ทั้งนี้เนื่องจากเจ้าของงานเค้า อยากช่วยหารายได้ให้กับสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย ก็เลยอาจจะต้องมีค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมเล็กน้อยนะครับ

ค่าลงทะเบียน: คนละ 200 บาท สำหรับสมาชิกสมาคม  คนละ 300 บาท สำหรับบุคคลทั่วไป

รายได้ทั้งหมด มอบให้กับสมาคมฯ ครับ ทั้งนี้ข้าราชการ และบุคลากรในสังกัดของรัฐ สามารถเข้าร่วม โดยถือว่าเป็นการปฏิบัติราชการ และได้สิทธิเบิกจ่ายค่าลงทะเบียนได้

แต่ถ้าใครคิดว่าอยากจะไป แล้วติดปัญหาเรื่อง ค่าลงทะเบียน ยังไงติดต่อผมได้ครับ ไม่อยากให้เรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ มาปิดกั้นโอกาสที่เราจะได้มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน

ลักษณะของการสัมมนา คงจะเป็นลักษณะของการ lecture ผสมกับการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน ใครมีคำถาม หรืออยากฟังแนวไหน ก็เชิญว่ามาได้เลยครับ ผมจะได้ปรับให้เข้ากับความสนใจของคนฟัง…

[เพิ่มเติม จดหมายเชิญชวน และ ใบลงทะเบียน - MS Word]

Glocalization of Social Bookmarking for Books

In Social Networking, Thaibrarian, ชุมชน : Community, บรรณารักษ์ : Librarian, ห้องสมุด : Libraries on พฤษภาคม 13, 2007 at 3:58 pm

For the past few years, before each visit to the National Library, I would search Amazon.com to filter out some good books based on the sales rank, customer reviews and the editorial reviews. Then I would visit NLB online catalogue to check if they were available in the library. That was a very time consuming task.

เป็นที่มาของเว็บไซต์ social bookmarking ของสิงคโปร์ที่ชื่อ Bookjetty ที่รวม feature ของ Amazon กับ Library Catalog ของ NLB เข้ามาไว้ด้วยกัน แนวคิดก็คือ เน้นชุมชนคนอ่านและรักหนังสือ ซึ่ง Library Catalog มี universe ของทรัพยากรที่น้อยกว่า ดังนั้นการดึงข้อมูลของ Amazon มาเป็นหลัก แล้วดึงข้อมูลของ Local library มา ถือว่าเพิ่มขอบเขตของการให้บริการของห้องสมุดได้ด้วย ซึ่งหลัก ๆ ตอบสนองความต้องการของคนที่ต้องการจะ browse มากกว่าที่จะ search ในขณะเดียวกัน ห้องสมุดก็สามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลจาก Bookjetty ในการคัดเลือกทรัพยากรสารสนเทศได้อีกทางหนึ่งด้วย

ในขณะที่อเมริกา คนใช้ Worldcat ก็มีลักษณะเดียวกัน ก็คือ สามารถ localize ผลการค้น based on ห้องสมุดที่อยู่ใกล้ ๆ ได้ อย่างไรก็ตาม social aspect ของ Worldcat ก็ไม่แข็งแกร่งเท่าของ amazon (ถึงแม้ว่าคนใน OCLC เจ้าของ Worldcat พยายามจะเปรียบเทียบ วิเคราะห์มุมมองระหว่าง library catalog กับ amazon อยู่ตลอดเวลา และมุ่งมั่นที่จะทำให้เป็นอย่างนั้น) แต่ผมกลับมองว่า หากยอมนำจุดเด่นของทั้งสองฝ่ายมาใช้ร่วมกัน ก็น่าจะเกิดประโยชน์สูงสุด แล้วดูเหมือนในทางปฏบัติก็ไม่น่าจะยาก จะยากก็ตรงเรื่อง politics เนี่ยแหละ หลักการง่าย ๆ ก็คือคือ ทำการค้นคืนจาก amazon ก่อน แล้วหลังจากนั้นก็สามารถที่ detect ได้ว่าหนังสือเล่มดังกล่าว มีบริการที่ห้องสมุดใกล้เคียงใดบ้าง

สำหรับเมืองไทย อาจจะต้องใช้ลักษณะทั้งสองแบบเข้าร่วมกัน สิ่งที่ Bookjetty ดูน่าจะไปได้ดีในสิงคโปร์ ก็ด้วยข้อได้เปรียบที่ NLB ครอบคลุมการให้บริการห้องสมุดทั่วประเทศในลักษณะ Centralized เพราะฉะนั้นการที่ Bookjetty connect ไปที่ NLB แห่งเดียว ก็สามารถสร้าง community ได้ทั้งประเทศแล้ว ในขณะที่บ้านเรา การจัดการห้องสมุด ค่อนข้างกระจัดการจาย ดังนั้นแนวทางแบบ Worldcat ของ OCLC เป็นแนวทางที่น่าจะดูเหมาะสมที่สุด คือ เป็น distributed model อย่างไรก็ตาม มันก็ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของห้องสมุด (ซึ่งแน่นอน ต้องใช้ extra labor effort ในงานตรงนี้ ซึ่งจริง ๆ ก็ไม่น่าจะยากอะไร)

ปัญหาของการใช้ shared catalog กับ OCLC ในบ้านเรา คือ เรื่องภาษาและงบประมาณ ที่มักจะถูกประเมินว่า มีผลประโยชน์น้อย ในขณะที่ราคาสมาชิกนั้นค่อนข้างสูง ดังนั้น option ของการทำ local network นั้นเป็น option ที่หลายฝ่ายพึงพอใจ แต่กระนั้นก็ไม่เห็นจะเป็นผลเป็นชิ้นเป็นอันสักเท่าไหร่นัก

หากเราสามารถทำ Thaicat (น้อง ๆ Worldcat) ได้ ก็คงจะดีไม่น้อย แล้วทีนี้ Third Party อย่าง Bookjetty ก็สามารถมาพัฒนา service กับ Amazon หรือร้านหนังสือ online ใหญ่ ๆ ในบ้านเราได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

เพราะฉะนั้นอย่างไรเสีย ก็ต้องเริ่มจาก library network ที่ดี ว่าแต่วันนี้ เรามีเครือข่ายห้องสมุดที่พร้อมแล้วหรือยัง

แต่หากใครจะเริ่มจากห้องสมุดของใครของมันก่อน ก็น่าลองอยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะตามห้องสมุดมหาวิทยาลัย น่าจะมี community ย่อย ๆ ได้ไม่ยาก

[อ่านเพิ่มเติม บทสัมภาษณ์ของ Henry ผู้ก่อตั้ง Bookjetty; Via Global Voices Online]

ปล. ผมจะไปพูดเรื่อง ห้องสมุด 2.0 ช่วงต้น – กลางเดือนหน้านี้ ที่ TCDC ใครสนใจก็เชิญไปแลกเปลี่ยนความเห็นกันได้นะครับ

Blog Identifier?

In blogophere, นโยบาย : Policy, บรรณารักษ์ : Librarian, ห้องสมุด : Libraries on เมษายน 30, 2007 at 4:13 pm

ผมเคยเขียนถึงความเป็นห่วงในเรื่องของ persistence ของ blog เมื่อครั้งไปงาน NC Science Blogging Conference ซึ่งความสำคัญในบริบทนั้นอยู่ที่การอ้างอิงในอนาคต

ล่าสุด Matt Raymond แห่ง Library of Congress ออกมาโยนหินถามทางกับบรรดาเหล่าบรรณารักษ์และนัก catalog ทั้งหลาย เกี่ยวกับการออก ISSN ให้กับ Corporate Blog โดยถือว่า เป็นสิ่งพิมพ์ต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องมี ISSN ซึ่งก่อนหน้านี้ IBSN (Internet Blog Serial Number) ก็ตั้งขึ้น ด้วยเหตุผลที่ว่า Blog ถูกปฏิเสธที่จะให้ ISSN จากข้อมูลของ ISSN International Center ว่าไว้ดังนี้

Are ISSN assigned to electronic publications?

Yes, ISSN are assigned to electronic publications as far as they are serials or other continuing resources. However commercial web sites, personal weblogs and web pages, web pages which contain only links to other URLs are not eligible for ISSN.

ประเด็นที่ถกเถียงเริ่มขึ้นจาก คำถามที่ว่า “ต้องการ ISSN ไปทำอะไร” บางคนบอกว่า ใช้เพื่อ findable แต่จริง ๆ ผมก็มองว่าการใช้ ISSN คือ การควบคุม authority อย่างหนึ่ง เช่น ปัญหาเรื่องการเปลี่ยนชื่อ การใช้ตัวย่อ รวมไปถึงหน้าตาหรือ look ที่แปรเปลี่ยนไป

อย่างไรก็ตาม blog มักจะถูก argue ว่า ไม่ตรงกับ requirement ยกตัวอย่างเช่น ในเรื่องของระยะเวลาที่ไม่แน่นอน แต่จะว่าอย่างนั้นก็ไม่ถูกนัก เพราะตอนนี้ open access journal หลายชื่อ ก็เปลี่ยนระยะเวลาการตีพิมพ์เป็นแบบ annual โดยที่บทความก็จะ available บนเว็บทุกครั้งที่พร้อมตีพิมพ์ เพราะฉะนั้นระยะเวลาการตีพิมพ์จริง ๆ ก็ไม่แน่นอน

จริง ๆ ไม่เพียงแต่ Open access journal เท่านั้น แต่ใน traditional Journal ส่วนใหญ่ เดี๋ยวนี้ก็มี in-press article ให้บริการเมื่อผ่านกระบวนการ review เรียบร้อยแล้ว เป็นต้น

คำถามต่อมา จะเห็นได้ว่า เป็นคำถามที่อยู่ในแบบสอบถาม เรื่อง Blogger Perceptions on Digital Preservation อยู่แล้ว เช่น ถ้าเช่นนั้นแล้ว ทุก blog ควรจะมี identifier หรือไม่ ถ้าไม่ การใช้กฏเกณฑ์อะไรในการคัดเลือก ทั้งนี้ส่วนหนึ่งของการมี Identifier ก็สำหรับการ Preserve อีกทางหนึ่ง (Note: เวลาที่จะ register ISBN หรือ ISSN ผู้ขอจะต้องส่งสำเนา ให้กับผู้ออกหมายเลขเพื่อเก็บรักษาและใช้เป็น reference ซึ่งบ้านเราก็เป็นหน้าที่ของ หอสมุดแห่งชาติ อย่างไรก็ตามในการกำหนดกฏเกณฑ์ ปัจจัยที่สำคัญอย่างหนึ่ง ที่ไม่พูดถึง ไม่ได้ก็คือ คุณค่า ซึ่งถ้าจะว่ากันตรง ๆ แล้ว คุณค่ามันค่อนข้างเป็น subjective มาก นั่นหมายความว่า identifier เหล่านี้ก็ไม่มีมาตรฐาน กล่าวคือ blog หนึ่ง ไปขอ ISSN จากหอสมุดแห่งชาติ แล้วไม่ผ่าน ก็อาจจะต้องไปขอจาก LC แล้วได้ก็ได้ ทั้งนี้เพราะคุณค่าที่มองกันคนละมุมมอง โดยเฉพาะ cultural value ที่ค่อนข้างมองกันได้ในหลายมุม (ซึ่งหอสมุดแห่งชาติบ้านเรา ค่อนข้างจะเป็นแนวอนุรักษ์นิยมค่อนข้างสูง)

อย่างไรก็ตาม ISSN อาจไม่ใช่ทางออกเดียวกับของ identifier ยังมี IBSN (Internet Blog Serial Number) หรือแม้กระทั่ง DOI หรือ PURL ซึ่งดูแล้ว ก็น่าจะเหมาะกว่า เพราะมันมีประโยชน์ในเชิงการจัดการข้อมูลด้วย แต่ดูเหมือนมันมี Option เยอะเหมือนกันแฮะ ไป ๆ มา ๆ ก็จะกลายเป็นว่า ระบบไม่ consistent อยู่ดี คือ blog นั้นใช้อันนี้ blog นี้ใช้อันนั้น

แต่ท้ายสุด ก็กลับมาที่คำถามเดิมว่า เราต้องการ identifier นี้เพื่ออะไร

[Thanks Simon Spero for sharing this story.]

ห้องสมุด vs. ร้านขายหนังสือ

In Thaibrarian, บรรณารักษ์ : Librarian, บ่นไปเรื่อย : Saying, ห้องสมุด : Libraries on เมษายน 13, 2007 at 12:14 am

เห็นใครต่อใครก็พูดถึงเรื่อง งานสัปดาห์หนังสือ ดูเหมือนเราจะเห่ยอยู่คนเดียว เห็นงานสัปดาห์หนังสือประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม ก็อดปลื้มใจแทนคนจัดงานไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกันก็อดมองย้อนกลับไป ประเด็นเดิม ๆ ที่คนชอบเปรียบเทียบร้านหนังสือ กับห้องสมุดไม่ได้ ว่าทำไมคนรู้สึกพออกพอใจกับร้านหนังสือมากกว่าห้องสมุด

เอาหล่ะ หากมองข้ามประเด็นฝั่ง providers (ไม่ว่าจะเป็นห้องสมุด เก่า ไม่น่าเข้า ไม่ cool ไม่ hip หนังสือน้อยอะไรก็แล้วแต่) คอลัมน์ moving on ใน Wall Street Journal พยายามตั้งข้อสังเกต เหตุผลที่คนชอบ “เป็นเจ้าของ” หนังสือโดยอ้างเหตุแห่งวัตถุนิยม ในขณะเดียวกันก็เปรียบเทียบห้องสมุดกับเทคโนโลยี โดยอ้าง generation gap จริง ๆ อ่านแล้วก็ไม่รู้สึกว่ามันมีประเด็นอะไรแปลกใหม่ เพียงแต่สะดุดกับประเด็นของ วัตถุนิยม ว่า มันเป็นเหตุเป็นผลเช่นนั้น “ทั้งหมด” จริง ๆ หรือ

ในขณะที่บางคนมองห้องสมุดกับร้านหนังสือเป็นคู่แข่งกัน แต่ในอีกมุมมองหนึ่ง ห้องสมุดกับร้านหนังสือ ไม่ใช่เป็นคู่แข่งเสียทีเดียว หากแต่เป็นดั่งน้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่าเสียมากกว่า ตัวอย่างโด่งดังสุดแถว ๆ บ้านเรา ก็คงจะเป็น Library@Orchard ที่ร้านหนังสือ Kinokuniya ที่ตั้งขึ้นก่อนได้ผลประโยชน์โดยตรงจากการ มีห้องสมุดอยู่ในบริเวณใกล้เคียง

ล่าสุดห้องสมุดในรัฐ Oregon ต้องถูกปิดตัวลง ข่าวใน Main Tribune (Will the closing of the libraries spur a … Bookstore boom?) กล่าวว่า ถึงแม้คนจะเข้าร้านหนังสือมากกขึ้น แต่ร้านหนังสือเหล่านั้นก็เสียลูกค้ารายใหญ่ไป

Barnes & Noble stores don’t release sales figures or measure foot traffic through the doors, but Budmayr said there have been more people in the store in recent days.

He said Barnes & Noble won’t be able to fill the browsing void left by the library closures.

“The library did a great job of filling that need,” Budmayr said. “Sadly, we can’t fill that for them, we have to sell. It’s OK to read a few pages, but we encourage folks to buy a book and take it home and make it theirs.”

ในบทความของ Wall Street Journal ยังพูดถึงเปรียบเทียบระหว่าง Google กับห้องสมุด ซึ่งเป็นคู่แข่งสุดคลาสสิก ถ้าห้องสมุดไม่คิดจะปรับตัว อย่างน้อยให้ visible บนโลกของผู้ใช้ ทถูกกวาดต้อนด้วยเทคโนโลยี สุดท้ายห้องสมุดก็คงจะถูกกลืนไปในที่สุด นี่เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดอย่างง่าย ๆ ว่า “ทำไมห้องสมุดถึงต้องรู้จักลงทุนด้านเทคโนโลยี”

[via blyberg.net; LISNews]

หนังสือใหม่: Information and liberation

In Thaibrarian, การเมือง : Politic, นโยบาย : Policy, บรรณารักษ์ : Librarian, ห้องสมุด : Libraries on เมษายน 8, 2007 at 12:22 pm

Library Juice แนะนำหนังสือใหม่ชื่อ Information and liberation: Writings on the politics of information and librarianship โดย Shiraz Durrani ถึงแม้จะเป็นมุมมองฝั่งอังกฤษ + แอฟริกา แต่น่าหามาอ่าน หนังสือจะออกจำหน่ายช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีนี้

… Durrani’s approach differs in that he seeks to link information liberation with active struggles for economic and social justice for all. A theme that runs throughout the book is that the struggle for information equality needs to be waged as part of a struggle against capitalist exploitation of human and natural resources. The theme is based on an assumption that “people have the right to the information they need.” The role of librarians and information activists is seen as one of providing relevant information to people as their basic human right. For this to happen, information workers and activists need to be empowered – or to empower themselves – to develop systems that meet the needs of their communities. …

No Youtube, More Lèse majesté

In Social Networking, Thaibrarian, การเมือง : Politic, นโยบาย : Policy, บรรณารักษ์ : Librarian, สื่อสารมวลชน : mass media on เมษายน 7, 2007 at 7:55 pm

There are tons of example of conflicts of interest on censorship from global perspective. The battle between Youtube and Thai government on lese majeste is one of those cases. When the issue of lese majeste, originally rooted locally, is no longer be domestic anymore, the fuzziness is about where is the standing point of the government toward this issue and how to deal with it in order to keep their points valid, and how much tolerance they do have.

We all have learned that the ICT ministry have blocked thousands of websites [See also FACT for reference]. (Un?)fortunately, Thai government has none tolerance toward this matter. It is just because of the intuition, apparently not the “universal” rationale. The ICT minister told the press that it’s “my” culture, not cultural difference.

This may be the time for someone to come out heroically as a guard of the monarchy and a righteous guy to censor the Internet. The second claim is something to keep an eye on. How about the first claim? Do you think it is always the case?

In general, even by Youtube itself, the effectiveness of censorship is not 100% guaranteed. We still can watch all kinds of videos that violates Youtube’s policy. (e.g. I still can watch American Idols performance somewhere on Youtube. No doubt that I don’t mind missing the show during on-air time.) When the first copy is taken out, the second one shows up immediately. Also, Youtube is not the only source for user-created videos. To block the whole site, it is not different from blocking on a particular video/URL in terms of effectiveness, unless you block the Internet.

According to the discussion in Rajdumnern room on Pantip.com (Apparently this room, including this particular topic, has just also been closed due to security reasons, as the provider was asked by ICT ministry. However, this is not the case to stop the crowd! I’m sure they are still seeking where else to go. It is not that hard and Yes! this is not the first time.), at first the ICT ministry blocked the URL of this particular video. However, people still forwarded the link to video via channel/account URLs which worry the government that it will be never ending story. ICT apparently took Youtube to take partial responsibility and call of intention by blocking the whole site for negotiation. That was the beginning of the talk (er.. fight?).

Personally, I have to admit that the (original) video was very very offensive to me as a Thai citizen. I too wanted to take this one down as many other Thais who already watched the video. However, I didn’t know what to do except flagging it as inappropriate with highly hope that others would do the same thing, besides outrageous comments. Also I thought about sending a message to Youtube directly, and I’m pretty sure that many have done so. I thought the power of the crowd is a better tool than the government to solve the problem.

Apparently this particular person who post the “first” flammable video did have done this sort of activities for quite a while. It seems like s/he (or they) is not going to stop. By searching Google from his/her (their) name pseudonym, I found a couple of trails that this person has made in various forms. Not only the material itself, the way to trick searchers’ attentions on Google was somewhat thoughtful. Anyway, if it is only one person, it should not be that hard to deal with.

However, when I heard that the government blocked the whole site, I was not surprised, should I? When the news was distributed with somewhat emotional messages from the trusted source (you know who that might be?), it awakened the world [See also comments in Slashdot]. Now you see more insulting videos by two groups of people: those who have bad intentions to the monarchy/Thais/Thailand and those who could not tolerate free speech broken. The new emerging group seemingly just wants to challenge Thai government by using monarchy which evidentially indicates that the monarchy becomes the weakest link from global democratic perspective, although it is the strongest link from inside. The dissemination of sensitive information to the world is so critical. Perhaps the qualilfication of the next ICT minister is not only being tech-savvy, but also being international diplomat.

However, I am also disappointed by the first Google’s Youtube response to reject the request as well. It is empirical to me that the crowd is not a deal with Youtube in this case. By flagging as inappropriate, Youtube could not heard us (well not surprisingly). But may be they need to learn more about how to deal with this kind of conflicts. They have experienced a number of serious cases already, for example, how to do business with Chinese government, Danish cartoon and Islamic world controversy. For sure, being an intermediary is has to be very responsible. That’s what librarians, journalists, and other professions with the same kind of intermediary business have already learned and concerned about as well.

Alright kids, here is your homework for this week.

“If you were an a Thai ICT minister, what would you do to solve this problem?”

Last note: I hope people don’t get bored with the news about censorship (not only with Youtube) and take it as another daily news.

[More: Blognone; Google News]

Update: [See also Negotiating the Global and local]

Top 10 Models of Technology Innovation in Academic Libraries

In Thaibrarian, บรรณารักษ์ : Librarian on เมษายน 7, 2007 at 11:43 am

ACRL สร้างแบบสอบถามสำรวจเกี่ยว นวัตกรรมด้านเทคโนโลยีในห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษา ส่วนหนึ่งของผลสำรวจ ชี้ว่า สิบอันดับนวัตกรรมในห้องสมุดฯ ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด

1) North Carolina State University – Endeca Project
2) University of Pennsylvania – PennTags
3) MIT – DSpace
4) University of Michigan – Digital Library Production Service (DLPS)
5) University of Minnesota – Primo library system
6) Cornell University – Digital Library Research Projects
7) University of Virginia – Fedora Open Source Institutional Repository
8) University of California – California Digital Library (CDL)
9) University of California, Santa Barbara – Alexandria Digital Library Geospatial Network
10) Oregon State University – LibraryFind Project

เอามาแนะนำ เผื่อไว้สำหรับคนที่ไม่มี idea ว่า ในห้องสมุดเค้าพัฒนาอะไรกันบ้าง

[อ่านเพิ่มเติม: ACRLog]

ห้องสมุด MIT บอกเลิก SAE เพราะ DRM

In Thaibrarian, บรรณารักษ์ : Librarian, ห้องสมุด : Libraries on เมษายน 3, 2007 at 1:00 am

Digital Right Management (หรือ DRM) ไม่ใช่เป็น burden สำหรับคนดูหนังฟังเพลงเท่านั้น ในห้องสมุด ก็เจอมาแล้วเหมือนกัน ล่าสุดห้องสมุด MIT ก็มีมติเอกฉันท์บอกเลิกฐานข้อมูลของ Society of Automotive Engineers เพราะฐานข้อมูลดังกล่าวติดตั้งเทคโนโลยี DRM กล่าวคือ คนอ่านจะต้องดาวน์โหลด FileOpen ซึ่งเป็น plug-in ใน Acrobat Reader โดยจะกำหนดว่าไอ้ให้อ่านได้เฉพาะบนหน้าจอเท่านั้น แล้ว print ได้แค่คร้งเดียว แล้วก็ไม่สามารถใช้บน Linux หรือ Unix ได้

อย่างไรก็ตาม ห้องสมุดก็ใช้การเข้าถึงในรูปแบบอื่น ๆ ได้แก่ CD-ROM, microfiche, และตัวเล่มฉบับพิมพ์ ในขณะที่ผลตอบรับจากบรรดาอาจารย์ ต่างก็เห็นด้วย และบอกด้วยว่า การใช้ DRM ในลักษณะนี้ จะทำให้ผู้แต่งทั้งหลาย ไม่อยากที่จะให้สิทธิต่าง ๆ ของสิ่งพิมพ์ให้กับสำนักพิมพ์อีกต่อไป ทั้งยังเป็นทำให้คณาจารย์หาที่ตีพิมพ์แหล่งอื่น ๆ ต่อไป (ซึ่งแน่นอน ต้องรวมไปถึง Open Access Journal ด้วยเช่นกัน)

[ที่มา LibraryJournal.com; อ่านเพิ่มเติม: MIT Library News]

เปลือย TCDC: บริบทกับความอยู่รอด ตอน 2

In TCDC, Thaibrarian, การเมือง : Politic, บรรณารักษ์ : Librarian, มั่วซั่ว : Miscellenous on มีนาคม 16, 2007 at 4:57 pm

เปลือย TCDC เป็น series เกี่ยวกับความคิดเห็นของผม ผ่านประสบการณ์ในฐานะที่เคยทำงานใน สำนักงานศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ หรือ TCDC เท่าที่วางแผนไว้ขณะนี้ มีทั้งหมดประมาณ 3-4 ตอน

ใต้ร่ม OKMD

แน่นอน หลายเสียง โดยเฉพาะคนในวงการวิชาชีพ รู้สึกสงสัยและแปลกใจกับหน่วยงานใหม่ ที่ตั้งชื่อเสียสวยหรูว่า OKMD แล้วก็ไม่รู้ว่ามันมีขึ้นมาเพื่ออะไร ถึงแม้ TK Park กับ TCDC จะเป็นหน่วยงานพี่น้อง แต่ก็ต้องบอกกันตามตรงว่า ความรู้สึกที่ผมทำงานตรงนั้น มันเหมือนแข่งกันทำงานมากกว่า จะร่วมมือกันทำ ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะด้วยหลักการ และกลุ่มเป้าหมายที่ต่างกันออกไป ในขณะที่หน่วยงานแม่ก็ดูแลแต่เพียงนโยบาย กับหลักการอย่างกว้าง ๆ

เริ่มแรก TK Park ก็บอกว่าจะมุ่งไปที่ public แต่ไป ๆ มา ๆ ก็กลายเป็นที่สำหรับเด็กไป ซึ่งผมก็คิดว่า ไม่ผิดและไม่เสียหาย แต่อาจจะต้องทำความเข้าใจกันใหม่ เท่านั้นเองว่า เงินที่เอามาใช้ลงทุนกับสิ่งที่จะได้กลับคืนมา มันคืออะไร (ซึ่งเรื่องการประเมินผลการลงทุน ถ้ามีเวลาจะเขียนให้ละเอียดลงไป ให้มากกว่านี้) แต่ท้ายที่สุดแล้ว มันก็ไม่สามารถบอกได้ว่าอะไรผิด อะไรถูก ถึงแม้ผมจะเคยเขียนวิจารณ์ โครงการประกวดแผนห้องสมุดมีชีวิตของ TK Park มาแล้ว แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า ผมไม่รู้สึกชื่นชมความตั้งใจของคนทำงาน

หน่วยงานที่ตั้งแต่ขึ้นใหม่ที่มีส่วนของ ห้องสมุด เป็นองค์ประกอบสำคัญนี้ คนในวิชาชีพหลายคน ก็อาจจะรู้สึกว่า ทำไมเหมือนตัดหน้า แล้วเอาใครไม่รู้มาทำ (เป็นหัวหน้า) แทนที่จะเอาคนที่มีความรู้เชี่ยวชาญ ด้านบรรณารักษศาสตร์โดยตรงมาทำ (ซึ่งมันทำให้เกิดความคิดแหนงแคลงใจจากแถวห้องสมุดประชาชน หอสมุดแห่งชาติ หอจดหมายเหตุ) ทั้งที่จริงแล้ว ผมเชื่อว่า คนในวิชาชีพ ก็น่าจะตระหนักถึงจุดอ่อนของตัวเอง และสถานภาพของวิชาชีพในบ้านเราดี เพราะไอ้ความคิดว่า “บรรณารักษ์เมืองไทย” ไม่มีน้ำยานี่แหละ ถึงทำให้คนที่ไม่ได้เรียนจบสายนี้จริง ๆ เข้ามาบริหารงานห้องสมุด และนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรก ดูอย่างตามห้องสมุดมหาวิทยาลัย คนที่มามีบทบาทในการบริหารห้องสมุด ก็มีตั้งเยอะแยะที่ไม่ได้จบบรรณารักษศาสตร์ แต่ประสบความสำเร็จในวิชาชีพ นี่ไม่ได้แสดงให้เห็นถึง ความอ่อนด้อยของการศึกษาในด้านนี้หรอกหรือ ที่ทำให้ผู้เรียนขาดภาวะ “ความเป็นผู้นำ”

รวยกระจุก จนกระจาย

คนถามว่า ทำไมไม่คิดถึงคนบ้านนอก ชาวบ้าน ชาวช่อง ห้องสมุดประชาชนที่ขาดแคลน ผมคงต้องขอแสดงความคิดเห็นไปตรง ๆ อย่างนี้เลยว่า ผมและคนอื่น ๆ (รวมทั้งผู้บริหาร) คิดและเข้าใจความคาดหวังของสาธารณะดี การที่รัฐบาล ณ ตอนนั้น ไม่อาจลงทุนให้กับห้องสมุดประชาชน หรือหอสมุดแห่งชาติ เพราะผมเข้าใจว่า รัฐไม่เชื่อมือบรรณารักษ์ การเอาเงินไปลงทุนให้กับบรรณารักษ์ ที่ดูเหมือนว่าจะเป็นกลุ่มคน ที่มีผลงานให้โดดเด่นน้อยที่สุด ดังนั้น การตั้งองค์กรขึ้นมาใหม่ แล้วให้คนที่รัฐคิดว่า เชื่อใจและ ไว้ใจได้ มาทำงานเหล่านี้ น่าจะเป็นผลดีกว่า (ซึ่งมันก็เป็นวิถีทางการเมืองโดยทั่วไป ที่คนเข้าใจและติดตามการเมืองมาตลอด น่าจะทราบและตระหนักดี) ดังนั้น จะเห็นได้ว่า คนทำงานยุคบุกเบิกในนั้น ไม่มีใครอยู่ใน field เลย

อีกทั้งการที่รัฐพยายามจะ promote ว่า องค์กรนี้ จะเป็นองค์กรต้นแบบ หลายคนก็ต้องเข้าใจว่า มันคือ การสร้างขึ้นมา แล้วก็ให้ห้องสมุดอื่นทำตาม หรือจะไปสร้างห้องสมุดเดียวกันแบบนี้ที่อื่นอีก แต่สิ่งที่คนมองข้ามคือ การเป็นห้องทดลองเชิงธรรมชาติที่นักสารสนเทศ ทั้งสายบรรณารักษศาสตร์หรือสารสนเทศศาสตร์ เพื่อให้ข้อมูลเพื่อการพัฒนา

ทำไมผมถึงบอก หน่วยงานพวกนี้ ว่าเป็นห้องทดลอง มากกว่าการเป็นห้องสมุดต้นแบบ ก็เพราะเป้าหมายของการจะทำให้เกิดนวัตกรรม หรือสิ่งใหม่ขึ้น ในวงการห้องสมุด มันก็ต้องมีการวิจัยและพัฒนา หากแต่การวิจัยและพัฒนาในห้องสมุด ก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่ว่า มันตัน เพราะมันเหมือนจะหมดแค่ ป.โท เท่านั้น แล้วงานวิจัยทั้งหลายก็ไม่ได้ขับเคลื่อนตัวองค์ความรู้ซักเท่าไหร่ เพราะมันเป็นงานวิจัยเชิงองค์กรซะเป็นหลัก

สมัยผมทำงานอยู่ TCDC เราก็คิดกันว่า จะทำอย่างไร ให้คนไม่เข้าใจผิดว่า เราเอาสมบัติชาติบ้านเมืองมาใช้ เพื่อตอบสนองปัญหาของคนเพียงบางกลุ่ม แน่นอน เราคิด แล้วเราก็วางแผนที่จะเข้าไปมีส่วนร่วม มากกว่าการเป็นห้องสมุดเฉพาะ ผมไม่คิดว่า คนใน TCDC ต้องการเข้าไปล้มล้างหอสมุดแห่งชาติ หอจดหมายเหตุ หรือตัดหน้าแต่อย่างไร ในทางตรงกันข้าม ไม่ใช่แต่คน TCDC แต่ทุกคนก็อยากมีห้องสมุดแห่งชาติที่ดีเยี่ยม ไม่ใช่เป็นแหล่งความรู้อย่างเดียว แต่เป็นหน้าเป็นตา เพื่อบ่งบอกความเป็น “อารยะ” ของสังคมไทยว่าเป็นสังคมของคนมีความรู้ (ประชด)

การพัฒนาการทำงานให้เป็นรูปธรรม เป็นสิ่งที่คนใน TCDC ตระหนักดีว่าจะต้องทำให้มันบังเกิดขึ้น ไม่ใช่เป็นเพียงเหตุผลทางการเมืองเท่านั้น แต่สำหรับผมเอง มันเป็นการพิสูจน์ความสามารถของคนทำงาน ว่าเราเป็นน้องใหม่ในวงการ ที่ดีพอที่พอจะเข้าไปช่วยพัฒนาวงการโดยรวม และองค์ความรู้ด้านนี้

อย่างไรก็ตามแรงผลักดันทางการเมือง ทำให้เรามีข้อจำกัดด้านระยะเวลา ซึ่งมีผลกระทบต่อการก่อตั้งของ TCDC ในหลาย ๆ ด้าน และมันก็สามารถกลายเป็น “ข้ออ้าง” ไว้ใช้อธิบายคำถามของที่พยายามโจมตี TCDC ได้อยู่เสมอ ๆ อย่างเช่น ถามว่า ทำไมเป้าหมายของ TCDC ไปอยู่ที่นักออกแบบ ไม่ใช่อยู่ที่ผลิตภัณฑ์ OTOP อันนี้ผมเองก็ตอบไม่ได้เต็มร้อย แต่ตามที่ผมเข้าใจ การมุ่งไปที่นักเรียน และนักออกแบบเป็นกลุ่มแรก ถือเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ (output) ได้มากที่สุด เนื่องจากได้รับผลได้ผลเสียโดยตรง ในขณะเดียวกัน ก็ใช้เป็นโอกาสในการ form เครือข่ายของนักออกแบบ และเมื่อได้กลุ่มนักออกแบบ ที่มีคุณภาพมารวมตัวกัน เราก็น่าจะสามารถเชื่อมโยงคนที่มีหัวคิดออกแบบ กับคนที่มีหัวคิดการค้า เข้าไว้ด้วยกันได้ ต่อให้เป็นระดับไหนก็ตามเถอะ (หมายถึง คนระดับบน ระดับล่าง)

ส่วนถามว่า ทำไมต้องมาตั้งใจกลางเมือง ทำไมไม่ไปตั้งห้องสมุดที่อื่น ตั้งบนห้างมันแพง อันนี้ผมไม่ได้เป็นคนมีส่วนร่วม ในการพิจารณาเลือกพื้นที่ตั้งแต่ต้น ผมและทุกคนเข้าใจดีว่า การสร้างห้องสมุดบนห้างสรรพสินค้า เป็นข้ออ้างทางการตลาด และก็มีแรงบันดาลใจมาจากห้องสมุดในสิงคโปร์ ที่คิดว่าคนจะมาให้ห้องสมุดเยอะมากขึ้น หากตั้งไว้บนห้าง แต่ถ้า ณ​ ตอนนั้น มีคนถามว่า ถ้ามันตั้งในเมืองไทยแล้วมัน work มั๊ย จะมีคนตอบได้หรือไม่ คนก็จะบอก ได้ (ปัญหาคือ ใครจะทำ) ก็จะตอบสมมติฐานที่ตั้งกันไว้ ไม่เต็มปากนัก (แต่พอมีแล้วเป็นไง ก็บ่นว่าเปลือง)

ความจริงห้างเอ็มโพเรี่ยม ไม่ใช่เป็นห้างแรกที่ถูกเลือกให้เป็นที่ตั้งของ TCDC หากแต่เป็นห้างอื่นบนเส้นสุขุมวิทนั้นแล แต่มันมีปัญหาทางธุรกิจหรืออะไรที่แหละ ผมก็ลืมไปแล้ว ทำให้ต้องย้ายมาตั้งที่เอ็มโพเรี่ยม ข้อที่สอง ทำไมต้องตั้งในแถบนั้น ก็เพราะมันเป็นย่านธุรกิจ ที่มีคนทำงานที่น่าจะสนใจด้านนี้อยู่ด้วย ซึ่งจริง ๆ ประเด็นนี้ สำหรับผมแล้ว แต่สุดท้าย จะเป็นที่ไหนก็ไม่สำคัญ ขอให้เป็นแหล่งที่มันเข้าถึงออกสะดวก ก็น่าจะไม่มีปัญหา แต่ปัญหาก็คือ ในระยะเวลาอันสั้น การลงทุนสร้างตึก สร้างอาคารขึ้นมาใหม่ มันใช้เวลา การไปตั้งบนห้างสรรพสินค้า ก็กลายเป็นทางเลือก ที่ช่วยประหยัดเวลาในการจัดตั้ง

ส่วนงบประมาณในการตกแต่ง ทำไมต้องแต่งเสียหรูหรา อันนี้ผมก็คงจะไม่สามารถตอบหรือให้ข้อมูลตรงนี้ได้ เพราะผมเข้าไปงานตกแต่งหลัก ๆ ก็ได้ถูกวางไว้เยอะแล้วเหมือนกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ keep in mind ผม และคนอื่น ๆ อยู่เสมอ ๆ ก็คือ ถ้าห้องสมุดเฉพาะด้านการออกแบบ มีสภาพเหมือนห้องสมุดประชาชนทั่วไป ถึงแม้ content ที่อยู่ในห้องสมุดมากน้อยเพียง แต่มันก็แสดงถึงความไม่เอาใจใส่ของคนทำงาน และกลายเป็นการ discredit ตัวเองไปเสียอย่างนั้น ซึ่งมันก็เหมือนกับวิชาชีพอื่น ๆ ที่มันมีองค์ประกอบของการสร้างความน่าเชื่อถือด้วยเช่นกัน และ TCDC ก็ถือเช่นเดียวกันว่าการตกแต่ง ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับองค์กร แต่

ส่วนหนึ่ง ที่ผมโดยส่วนตัว ไม่ใคร่จะยินดีปรีดา (แต่ก็ไม่ถึงกับรู้สึกว่า อยากจะออกมาต่อต้าน) ก็คือ เรื่อง เฟอร์นิเจอร์ของนักออกแบบชื่อดัง ที่แต่ละตัวมีราคาหลายอยู่ อาจจะเป็นเพราะผมไม่ใช่นักออกแบบเป็นอาชีพ ความสำคัญของการได้สัมผัส ของจริง มันอาจจะเข้าไม่ลึกถึง อีกอย่าง ผมคิดว่าการเอามาใช้แบบถาวร มันเป็นการสิ้นเปลืองอยู่กลาย ๆ แต่กระนั้น ผมก็เห็นพ้องกับประโยชน์ที่จะได้รับ ถ้ามันมีโอกาส (และโอกาสสำหรับประเด็นนี้มันคือ เงิน) อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกเกี่ยวกับเรื่องนี มันก็เกิดขึ้นมาแวบ ๆ ส่วนตัว เมื่อก่อนคริสมาสต์ที่ผ่านมา ผมก็ไป MOMA มา แล้วก็ไปเดินดูเฟอร์นิเจอร์ของนักออกแบบที่ จัดแสดงไว้บนแท่นจัดแสดง ตอนดูแล้วก็นึกขึ้นได้ว่า อืม เห็นแล้วมันก็อยากลองเหมือนกันนะ มันก็คงจะคล้ายกับจิตวิทยาอย่างหนึ่งเวลาเราซื้อของ พอเราเห็นของที่ตั้งอยู่ในร้าน แล้วเขียนว่า ห้ามจับ ห้ามแตะ ความรู้สึกสงสัย เคลือบแคลงใจมันก็เป็น motivation ให้เราอยากจะไปสัมผัส แต่พอมีสตางค์ซื้อมาตั้ง แล้วก็ใช้ได้ ไม่เท่าไหร่ ก็เริ่มบ่นแล้วว่า แพงจัง

อย่างไรก็ตาม ข้ออ้างด้าน “เวลา” ทำให้คนมองข้ามไปว่า TCDC, TK Park และหน่วยงานลูกของ OKMD อื่น ๆ ก็มีแผนการที่จะตั้งห้องสมุดบนพื้นที่ขอตัวเอง ตอนก่อนผมจะออก ก็เริ่มมีเสียงแว่ว ถึงการจะไปตั้ง TCDC บนถนนราชดำเนิน แต่ความพยายามก็ต้องล้มเหลวไป หลังจากรัฐประหาร

นอกจากนี้ TCDC ก็กำลังจะเริ่มโครงการ mini-TCDC ด้วยการเอา collection ไปให้บริการตามห้องสมุดอื่น ๆ ที่น่าจะมีกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งในช่วงแรกผมก็พยายามช่วย หาเกณฑ์ในการคัดเลือกห้องสมุด และนั่นก็เป็นที่มาของ post เรื่อง ปัจจัยในการเลือกพื้นที่พัฒนา (จัดตั้ง) ห้องสมุดประชาชน ซึ่งเป็น post หนึ่งของผมในยุค pre-iTeau ที่มีคน “บังเอิญ” เข้ามามากที่สุด

อย่างไรก็ตาม เท่าที่ผมสืบทราบมา ก็คือ หลังจากที่มีการออกสำรวจและขอความร่วมมือ จากห้องสมุดต่าง ๆ เพื่อที่จะเอา collection ของ TCDC ไปจัดให้บริการ คนทำงาน (ก็คือ บรรณารักษ์ นั่นแหละ) ในหลาย ๆ ที่กระอักกระอ่วนที่จะให้ความร่วมมือ ไม่ใช่เพราะเค้ากลัวเรื่องการเมือง แต่เป็นเพราะเค้าคิดว่า “มันคือการเพิ่มงาน” มากกว่าการมองว่า “ผู้ใช้จะได้ประโยชน์”

นี่ก็แสดงให้เห็นว่า “เงิน” ที่เป็นข้ออ้างว่า ห้องสมุดบ้านเราไม่ได้รับการพัฒนา ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่หากเป็น “งานของตัว” มากกว่า ที่เป็นปัญหาใหญ่ และผมเชื่อว่า “ความคิด” เหล่านี้ มันมีมานานแล้ว มันเป็นมานาน หากจะให้มองถึงรากเหง้าของปัญหา พูดสามวันเจ็ดวันก็ไม่น่าจะหมด มันเหมือนกับว่า ทุกคนก็ทราบปัญหานี้ดี มันมีนานแล้ว แล่้วมันก็็น่าสามารถสะท้อน สิ่งที่ผมเกริ่นไปก่อนหน้านี้ได้ส่วนหนึ่งว่า ทำไมบรรณารักษ์จึงไม่ได้รับความไว้วางใจ จากผู้หลักผู้ใหญ่

เปลือย TCDC: บริบทกับความอยู่รอด ตอน 1

In TCDC, Thaibrarian, การเมือง : Politic, บรรณารักษ์ : Librarian, มั่วซั่ว : Miscellenous on มีนาคม 16, 2007 at 4:25 pm

เปลือย TCDC เป็น series เกี่ยวกับความคิดเห็นของผม ผ่านประสบการณ์ในฐานะที่เคยทำงานใน สำนักงานศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ หรือ TCDC เท่าที่วางแผนไว้ขณะนี้ มีทั้งหมดประมาณ 3-4 ตอน แต่ละตอนก็จะยาวหน่อย (โดยเฉพาะตอนแรกนี้) แล้วจะค่อย ๆ ทะยอยเอามาลงละกัน

ที่มา

เห็นมีคนไปแสดงความคิดเห็นใน Pantip กระทู้เรื่องที่ TCDC จะโดนปิด แล้วก็รู้สึกอ่อนใจ ไม่ได้อ่อนใจที่ว่า TCDC จะโดนปิดหรือไม่ปิด แต่อ่อนใจกับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ ที่มันมีดูเหมือนจะไม่สิ้นสุด แล้วดูออกจะบานปลาย ผมเห็นว่าความเห็นขัดแย้งเหล่านี้ มันอาจจะเกิดจากความไม่เข้าใจกัน หรือมองกันคนละด้าน ผมเห็นว่า ไหน ๆ ผมก็สนับสนุนความโปร่งใสของ Blogophere อยู่แล้ว และเห็นว่ายังไงเสีย ใน resume คนก็พอจะทราบว่า ผมเคยทำงานที่นี่มา ก็เลยคิดว่า จะแสดงความโปร่งใสด้วยการแสดงความคิดเห็นใน blog ของตัวเองนี้แหละ แทนที่จะไปตอบโต้ในกระทู้ เพราะเดี๋ยวอีกไม่นาน กระทู้ก็คงจะหายไปตามกาลเวลา และอีกอย่างเข้าไปในนั้น ก็ไม่อยากใช้ชื่อปลอมอะไร สู้เขียนในนี้เปิดเผยตัวจริงไปเลยดีกว่า

Disclosure

ตอนนี้ผมไม่ได้เกี่ยวข้องอย่างเป็นทางการกับ TCDC โดยตรง เงินทุนที่เอามาใช้เรียน ทั้งโทและเอกตอนนี้ ก็ไม่ได้ใช้เงินภาษีของบ้านเมืองแม้แต่น้อย ตอนปริญญาโท ส่วนหนึ่งก็ใช้เงินของครอบครัว ส่วนหนึ่งก็ทำงานวิจัยเลี้ยงตัวเอง เคยทำงานที่ม.ชินวัตร มาก่อนไปเรียนโท หนึ่งปี เรียนจบกลับมาก็ได้รับการติดต่อจากคนที่รู้จักจาก บริษัท Libnet vendor ของห้องสมุดระบบอัตโนมัติบริษัทหนึ่ง แนะนำให้ไปสมัครงานที่ TCDC

มีคนตั้งข้อสังเกตว่า TCDC ดึงสาวกมาจาก ม.ชินวัตร (จากความคิดเห็นที่ 43 ในข่าวนี้) ก็เห็นจะไม่จริง เพราะผมเองไม่ใช่ออกจากที่ ม.ชินวัตร โดยตรงแล้วไปทำที่ TCDC และมีอะไรหลาย ๆ อย่างที่ไม่เห็นด้วยที่ ม.ชินวัตร ถึงแม้ผมจะไปชวนพี่ที่ ม.ชินวัตร มาด้วยคนหนึ่ง ซึ่งมันก็มีแค่ผมกับพี่เค้าแค่สองคน ถ้าคนที่คนเค้าพูดถึงว่าเป็น สาวก ม.ชินวัตร ก็เห็นจะเป็นผมกับพี่เค้า ซึ่งผมเอง (และพี่เค้า) ก็บริสุทธิ์ใจ ที่จะบอกว่า ผมเลือกทำงานที่ตัวเองรัก มากกว่าทำงานในตัวองค์กร ที่ผมชวนพี่เค้ามาเพราะความสามารถ และความกล้าที่จะทำ และอยากจะพัฒนางาน เห็นความก้าวหน้าของวิชาชีพ ไม่ได้อยู่ที่จ้องจะมาผลาญเงินชาติแผ่นดิน ทุกอย่างผมและพี่ที่ผมไปทำงานที่นั่น ให้ตรวจสอบได้ ส่วนบริษัทที่คนแนะนำงานทำงานอยู่นั้น ถึงแม้จะเป็นธุรกิจใน field แต่ก็ไม่มีธุรกรรมใด ๆ ทำกับ TCDC แม้แต่น้อย ผมทำ TCDC อยู่ 7 เดือน แล้วก็ออกมาเรียนต่อ ป.เอก มหาวิทยาลัยที่เรียนอยู่ออกค่าเทอมให้หมด ไม่มีใครมาส่งเสีย ทำงานวิจัยเลี้ยงตัวเอง

สมัยอยู่ TCDC ผมทำงาน 7 วันต่อสัปดาห์แทบจะทุกอาทิตย์​ โดยไม่ได้รับ OT หรือผลตอบแทนอย่างอื่น นอกเหนือไปจากค่าแรงเงินเดือนในแต่ละเดือน หรืออย่างตอนที่ออกมาเรียนหนังสือนี้แล้ว บางครั้งผมก็ยังไปช่วยเพื่อน ๆ ในนั้นทำงาน ทั้งที่อยู่ที่นี่หรือตอนกลับเมืองไทย โดยที่ไม่ได้รับค่าตอบแทนใด แม้แต่สตางค์แดงเดียว ปัจจุบันผมเองถึงแม้จะไม่มีส่วนได้ส่วนเสียใด ๆ กับ TCDC แล้วก็ตาม แต่การที่เคยทำงานที่นั่นมา 7 เดือน ตั้งแต่สมัยที่พื้นที่ตรงนั้น ยังเป็นของช่อง 3 ก็พอจะรู้เรื่องที่มาที่ไปขององค์กรแห่งนี้อยู่บ้าง นอกจากนี้ยังมีเพื่อนฝูงที่ทำงานอยู่ที่นั่นอยู่แน่นอน ก็เลยอยากจะทำความเข้าใจกับหลาย ๆ คน ณ​ ตรงนี้ ส่วนจะเห็นด้วยหรือไม่นั้น อันนี้ก็สุดแล้วแต่ ผมไม่ได้ต้องการจะโน้มน้าว เพียงแต่ต้องการจะอธิบายให้เข้าใจว่า “บริบท” ของการมีอยู่ (และหากจะเป็นไป) ของ TCDC คืออะไร ในมุมมองของผม ขอเน้นย้ำว่า TCDC ไม่ได้ข้องเกี่ยวใด ๆ กับข้อคิดเห็นนี้โดยสิ้นเชิง ทั้งหมดนี้เป็นข้อเท็จจริงและความคิดเห็นส่วนบุคคลของผมเอง ส่วนใครจะเอาไป​ “ตีความ” ต่ออย่างไรก็สุดแล้วแต่ หรือจะคิดว่า เป็นการพูดดีใส่ตัว พูดชั่วใส่คนอื่น ผมก็จนใจ ซึ่งสำหรับผมก็มีอยู่เท่านี้แหละ ไม่มีมีเจตนาจะทำร้ายใคร
วิชา – อาชีพ

ผมเข้าไปทำงานรับผิดชอบในส่วนของห้องสมุด หลังจากเรียนจบปริญญาโทมาใหม่ ๆ หลังจากกลับถึงเมืองไทยยังไม่ถึงเดือนดี แน่นอนว่า TCDC ไม่ใช่มีแต่ส่วนห้องสมุดอย่างเดียว แต่ยังมีส่วนที่เป็นนิทรรศการ ที่ถือเป็นอีกหนึ่ง highlight ขององค์กร และแน่นอนว่า การทำงานมันต้องทำงานกันเป็นทีม ผมเองก็ต้องยอมรับว่า มีบางส่วนที่เห็นด้วย บางส่วนก็ไม่เห็นด้วย ในการทำงาน แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้น ผมก็พยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่คนทำงานด้วยกัน มองเห็น และเป้าหมายที่ยอมรับได้ เพราะฉะนั้น นั่นหมายความว่า ไม่ใช่ทุกอย่างที่เป็นของ TCDC แล้วผมจะเห็นด้วยไปเสียหมด

ตำแหน่งของนักสารสนเทศหรือ Information Scientist ที่มันออกจะดูเว่อร์ ๆ ไปหน่อย แต่มันมีเบื้องลึกเบื้องหลังอยู่ในนั้น ผมทำงานในห้องสมุดครั้งแรก ก็ด้วยตำแหน่งนี้ ที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัยชินวัตร แต่งานหลัก ๆ ของผมก็ออกจะเป็นในแนว project management คือ สร้าง idea ของผู้บริหารออกมาให้เป็นความจริง หรือใกล้เคียงมากที่สุด นั่นคือ งานและหน้าที่หลัก ก็ใช้ความรู้ความสามารถที่พอจะมี ทำมันให้เต็มที่ ด้วยความที่ต้องการจะเห็นการเปลี่ยนแปลง

ถามว่า ทำไมต้องใช้นักสารสนเทศ ทำไมไม่ใช้บรรณารักษ์ ผมไม่รู้สึกเสียหาย หากคนอื่นจะมองไม่ดี เราใช้ชื่อตำแหน่งเป็นความจงใจทีี่ อยากจะให้ “ผู้ใช้” เปลี่ยน Perception ของคนทำงานในวิชาชีพนี้ ว่ามันเป็นมากกว่า บรรณ + อารักษ์ นอกจากนี้ scope ของงานมันก็มากกว่าที่คนอื่นเห็น มันมีงานเทคนิคตั้งมากมาย ที่เราทำได้ มีงาน in-house R&D ที่เราจะพัฒนาบริการของเราได้ ซึ่งผมจะได้พูดถึงต่อไปในส่วนของเทคโนโลยี สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกได้ ก็คือ แรงผลักดันจะคนนอกวิชาชีพ ที่เริ่มรู้สึกอีดอัดแทน และอยากจะสร้างความเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเอง เพราะเห็นว่างานห้องสมุด ใคร ๆ ก็ทำได้ และเห็นคนในวิชาชีพ “ดูเหมือน” จะนิ่งดูดาย แต่จริง ๆ แล้ว ผมก็เห็นว่า ไม่ได้ดูดาย ออกจะเป็นเดือดเป็นร้อนด้วยซ้ำไป แต่คิดว่าทำอะไรไม่ได้ (ด้วยสาเหตุ หลายหลาก) ทั้งที่จริง ๆ แล้ว ผมก็ยังเชื่อว่า ทำได้ การทำงานที่ TCDC มันคือการพิสูจน์ให้คนนอกวิชาชีพ ที่พยายามจะ take over งานบรรณารักษ์ ให้เค้าเห็นว่า มันเป็นงานที่มีคุณค่า และต้องอาศัยคนที่มีความรู้ และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ไม่ใช่ใครสุ่มสี่สุ่มห้า หรือรู้แต่เรื่องหนังสือ ตำรามาทำห้องสมุดได้ มันต้องศึกษาหาความรู้ และผมก็คิดว่า อย่างน้อย ผมก็ทำให้คนเหล่านั้น เปลี่ยนใจได้บ้างแล้ว ไม่มากก็น้อย

ผมเข้าใจดีว่า องค์กร จัดตั้งขึ้นโดยแรงผลักดันทางการเมือง แต่ผมก็เห็นว่า มันมีความไม่มั่นคงสูง (และนั่นก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้คนทำงานในหน่วยงานนี้ ตั้งแต่ระดับแม่ลงมา มีค่าตอบแทนสูง แม้กระทั่งหนึ่งในผู้นำกลุ่มพันธมิตร ยังต้องออกมายอมรับและตอบโต้ให้กับคนใน OKMD มาแล้ว) สาเหตุที่ผมลาออกจากที่ TCDC ไม่ใช่เพราะ ความไม่มั่นคง เรื่องการเมือง เป็นประเด็นสำคัญ แต่ผมเห็นว่า โอกาสที่จะได้เรียนต่อ มันมีมา คว้าไว้ได้ก็คว้าไว้ ความรู้มันเห็นอยู่ข้างหน้า ส่วนงานที่ TCDC ก็จะพยายามช่วย ถ้าเป็นไปได้ (ผมไม่ได้มีตำแหน่งหัวหน้างาน หรืออะไรทั้งสิ้น โปรดอย่าเข้าใจ ว่าผมสำคัญตัว เพียงแต่ต้องเข้าใจว่า การทำงาน ณ​ ตอนนั้น มันคือ การประสานงาน การออกไปกลางคัน ก็ต้องหาคนมาแทน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เร่งด่วน เนื่องจากศูนย์ฯ จะต้องเปิดให้ทันกำหนด)

ผมยอมรับว่า เวลาทำงาน ผมตั้งเป้าหมายไม่ใช่แค่ในระดับองค์กร แต่ผมมองถึงในระดับวิชาชีพ ผมอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงของวงการห้องสมุด ที่เป็นมากกว่าการพูดแค่ห้องสมุดมีชีวิต หรือเรื่องการจัดการความรู้ ผมอยากเห็นคนในวงการห้องสมุด พูดเรื่องที่เป็นเทคนิคมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่คนชอบคิดว่ายาก ซับซ้อน แล้วไม่อยากไปแตะต้องมัน ในขณะเดียวกันก็เป็นห้องสมุดที่ปรับตัวให้คล่องแคล่ว ในขณะเดียวกัน ผมก็ตระหนักดีว่า การที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรก็ตามในวงการนั้น เป็นเรื่องมหาหิน เพราะมันมีอะไรที่หยั่งรากลึกมานาน นานจนทำให้โอกาสในการเปลี่ยนแปลงและการเติบโตได้ช้ามาก ทั้งที่จริง ๆ แล้ว เราก็มักพูดอยู่เสมอว่า โลกของบรรณารักษ์มันแคบและกลม แต่ไฉนมันถึงได้ช้าได้ขนาดนี้ ผมว่าถ้ามีคนเอาไปทำวิทยานิพนธ์ได้ ผมจะยกให้เป็นวิทยานิพนธ์แห่งปี (มันแคบขนาดที่ว่า ผมใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมง ก็ทราบได้ว่า คนที่แสดงตนและมาตอบในกระทู้นั้นเป็นใครบ้าง ได้อย่างไม่ยากเย็น)

ดูตัวอย่างงานเครือข่ายห้องสมุด หรืองานของสมาคมวิชาชีพ คนในวงการ ทุกคนก็ตระหนักดีว่า มันมีอุปสรรคขวากหนาม มากน้อยแค่ไหน การที่เป็นตัวแทนของคนในวิชาชีพ หาโอกาสฉีกแนวออกมา เพื่อหาทางออก ผมว่าก็ไม่น่าเสียหาย ถึงแม้จะโดนหมั่นไส้ ครหา แต่ผมถือว่า ถ้าการลงทุนด้วยชื่อเสียงที่ไม่ดี ผมก็คงไม่สน เพราะผมเองมันก็คนที่เริ่มต้นจากศูนย์อยู่แล้ว หากจะรู้สึก ก็คงจะรู้สึกว่ามันน่าเสียดาย หากคนร่วมวิชาชีพไม่ได้มองถึงเนื้องาน แต่มองถึงเนื้อเงิน

เพราะฉะนั้น งานที่ผมทำ คือ ผมอยากให้คนเห็นความแตกต่าง และสามารถเอาไปใช้ได้จริง ผมเอง ก็ไม่อาจจะเรียกว่า เป็นห้องสมุดต้นแบบ ได้เต็มปาก แต่อยากให้เป็นห้องสมุดแห่งแรงบันดาลใจเสียมากกว่า ผมจะรู้สึกดีมาก หากคนจะเอาแนวคิดที่เราคิดปรับปรุงไปทำต่อยอด แต่หากคนจะเอาคำว่า ห้องสมุดต้นแบบ อย่างน้อยให้คนอื่น ได้เห็นว่า ยังมีคนในวงการวิชาชีพนี้ ที่ยังไม่เหนื่อยใจกับความคิดสร้างสรรค์ แต่ถ้าเอาความตั้งใจของคนทำงาน ไปก่อให้เกิดความอิจฉา ริษยา น้อยเนื้อต่ำใจ ผมเองก็เสียใจที่ทำให้คนอื่น รู้สึกเช่นนั้น

ผมไม่หลีกเลี่ยงที่จะยอมรับว่า ไปทำงานที่นั่น ส่วนหนึ่งก็เพราะผลตอบแทนที่ดีกว่าทำงานหน่วยงานของรัฐทั่วไป แต่ที่สำคัญคือ ผมอยากสร้างหรือทำอะไรที่มันแปลกใหม่ในแวดวง ซึ่งการได้มาทำงาน ณ ตรงนั้นก็ถือเป็นโอกาสที่ดีที่ได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่ ผมเชื่อว่า ผมจะได้ทำอะไรที่มันแปลกใหม่ ที่ไม่ใช่ตอบสนองความต้องการของตัวเองเพียงอย่างเดียว แต่ผมต้องการจะพิสูจน์ให้คนเห็นว่า การจัดการห้องสมุดมันมีมากกว่าที่เก็บหนังสือกับ catalog ซึ่งความเป็นวิชาชีพจ๋า + ระบบราชการ มันทำให้ ผมคิดว่าองค์กรแบบนี้ มันน่าจะมีโอกาสที่ดีกว่า

แน่นอน อย่างที่หลายคนเข้าใจว่า มันถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง แต่หนึ่งในจุดมุ่งหมายขององค์กร นอกเหนือจากการพัฒนางานออกแบบแล้ว ยังมีจุดมุ่งหมายในด้านการเป็นห้องสมุดสมัยใหม่ (ย้ำ ผมไม่ได้ใช้คำว่า ห้องสมุดมีชีวิต) เป็นสิ่งที่ผมเห็นด้วย นั่นก็คือ กระตุ้นให้คนในวงการ เกิดความตื่นตัว รู้สึกว่าถ้าไม่รู้จักปรับตัว คนอื่นก็จะมาแย่งงานในวิชาชีพเราไป ทุกวันนี้ บรรณารักษ์บ้านเรา ผมมองว่า มักจะมองว่าเป็นงาน “ของตาย” คือ มันมั่นคงมาก มากเสียจนทำให้รู้สึกว่า งาน routine มันเป็นอะไรที่ทำยังไงก็อยู่รอด จะพัฒนางานขึ้นหน่อยก็เพื่อผลงาน เอาขั้น เอาตำแหน่งกันเสียมากกว่า จะเห็นแต่เรื่องของเนื้องานเป็นสำคัญ (ซึ่งอย่างหลัง ผมก็เชื่อว่า ยังมีอยู่อีกมาก) อีกอย่าง คนก็บอกว่า ที่ห้องสมุดบ้านเรามันไม่พัฒนาก็เพราะเงินไม่มี ซึ่งผมเห็นว่า ปัญหามันไม่ใช่ ไม่มีใครให้คน แต่บรรณารักษ์ไม่รู้จักหาเงินต่างหาก ซึ่งผมจะได้อธิบายอีกครั้งในตอนท้าย

ที่เขียนอ้างตััวเองแบบนี้ ผมต้องการเพียงแค่จะยกตัวอย่าง ของคนทำงานร่วมวิชาชีพ ที่มีความตั้งใจ อาศัยโอกาสพัฒนาวงการ และวิชาชีพ ซึ่งผมเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ส่วนหนึ่งของ TCDC และผมเชื่อว่า คนที่ผมร่วมงานด้วยที่ห้องสมุด TCDC หลายคน ก็มีความรู้สึกเดียวกัน ดังนั้นถ้าจะโจมตีกัน ก็ขอให้นึกถึงคนร่วมวิชาชีพ ที่มีความตั้งใจทำงานด้วยกัน และต้องการให้เกิดการสร้างสรรค์ และการเปลี่ยนแปลงในวงการ เพราะถ้าหากคนในวิชาชีพมองแบบนี้แล้ว ผมเองก็คงจะลาออกไปเรียน หรือไปทำอาชีพอื่นเสียจะดีกว่า เพราะทำไปก็ไม่เกิดประโยชน์ นอกจากจะมองไม่เห็นความตั้งใจแล้ว ยังดูถูกดูแคลนกันอีกด้วย

คนใน TCDC อาจจะไม่พอใจกับกระทู้ที่ผมเขียนนี้ เพราะมันดูเหมือน overtransparent ถ้าเป็นภาษิตไทย ๆ ก็ เหมือนนำไฟในออก แต่ผมก็เห็นว่ามันเป็นประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ต่อทั้งคนใน TCDC เอง และคนภายนอก ผมเอง ยิ่งพูดกัน ยิ่งโปร่งใส ผิดก็คือผิด ถูกก็คือถูก ถ้าคนสองฝ่ายเข้าใจ ผมก็คงจะเป็นคนกลางไป แต่ถ้าไม่เข้าใจกัน ผมก็คงเป็นหนังหน้าไฟให้เค้าด่าไป

หลายคนอาจจะบอกว่า การประชาสัมพันธ์ critical issue ที่ดีที่สุดในเวลานี้ คือ การเงียบ แต่ผมเห็นว่า ถ้าการเงียบมันทำให้คนมองเราในทางไม่ดี ผมและคนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ TCDC ก็น่าจะมีโอกาสได้เคลียร์ตัวเอง อย่างไรก็ตาม ผมขอเน้นย้ำว่า การเขียน post นี้ ผมใช้ “สื่อ” ไม่ใช่เพื่อการเรียกร้อง ไม่ให้ปิด TCDC แต่เป็นเพียงเวทีแสดงความคิดเห็นของตัวเอง เพราะ TCDC จะปิดหรือไม่นั้น ผมเอง ก็ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงใด ๆ ทั้งสิ้นอยู่แล้ว

Scrotum กับความหยาบคาย

In Thaibrarian, บรรณารักษ์ : Librarian on มีนาคม 5, 2007 at 12:06 am

ไปอ่านเจอมาในประชาไท เขียนโดย คุณบรรณารักษ์ปลายแถว ขำดี เลยเอามาฝาก เป็นเรื่องของหนังสือที่ได้รับรางวัล Newberry Medal ถูกต่อต้านจากบรรณารักษ์ เพราะมีคำว่า “Scrotum” ที่แปลว่า ถุงอัณฑะ

‘ถุงอัณฑะ’ ที่ปรากฏตัวในหนังสือก็ไม่ได้เป็นอวัยวะเพศชายของตัวละครใดในเรื่อง แต่เป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของหมาเพศผู้ที่โดนงูหางกระดิ่งฉกจนตาย… (รายงานตามข่าว มิได้ตั้งใจจะสปอยล์)

ถ้าจะเทียบเคียงความหมายของคำว่า Scrotum กับคำในภาษาไทย จะเรียก ‘ถุงอัณฑะ’ ก็คงดูไม่เข้ากันเท่าไหร่กับน้องหมาสี่ขา

น้ำหนักของคำไทยแท้ว่า ‘กระโปก’ จึงน่าจะเหมาะสมกว่า หากจะเปรียบเทียบความหนักหนาของถ้อยคำ

เชื่อว่าถ้าหนังสือเด็กในบ้านเรามีคำว่า ‘กระโปกหมา’ ปรากฏอยู่ในเนื้อหา ก็คงไม่แคล้วจะโดนห้ามขาย ห้ามซื้อ ห้ามอ่าน และห้ามเข้าถึง อย่างรุนแรงไม่แพ้กัน

อ้าว งั้นลองดูซิ ว่าคนแปลหนังสือเล่มนี้ เป็นภาษาไทย เค้าจะแปลว่าอะไร อิอิ

March of the Librarians

In บรรณารักษ์ : Librarian, บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, ห้องสมุด : Libraries on กุมภาพันธ์ 24, 2007 at 1:58 am

“Didn’t you wonder where your librarians disappeared to last January?”

The video was created by Nick Baker.  Lovely creatures, aren’t we?  :)

[Via Improbable Research]

National Film Archive

In Thaibrarian, บรรณารักษ์ : Librarian, ห้องสมุด : Libraries on กุมภาพันธ์ 2, 2007 at 6:10 pm

PM’s Office Minister Khunying Dhipavadee Meksawan is planning to seek a Bt198.5-million budget for a project to conserve His Majesty the King’s photographs and video pictures.

Under the project, a permanent, five-storey building will be constructed in the compound of the National Film Archive in Nakhon Pathom, where the collection will be kept.

Source: The Nation

Nothing wrong with it. It’s just building, building and building.

Dr.Griffiths’ Talk at TCDC

In Thaibrarian, iTeaudemia, งานวิจัย : Research, นโยบาย : Policy, บรรณารักษ์ : Librarian, ห้องสมุด : Libraries, เป็นการเป็นงาน : Seriously on กุมภาพันธ์ 1, 2007 at 11:57 pm

บังเอิญว่า คณบดีที่โรงเรียน จะไปเมืองไทย เกี่ยวกับงานของ สถาบันคีนันแห่งเอเชีย เห็นตารางเวลาว่าง เลยฉวยโอกาสประสานงานให้ไปบรรยายที่ TCDC รายละเอียดก็ตามนี้นะครับ

Jose-Marie GriffithsJose-Marie Griffiths, Ph.D.

Dean and Professor
School of Information and Library Science
University of North Carolina at Chapel Hill

หัวข้อ The Future of Knowledge Professional

Moderator: รศ.ดร.สมพร พุทธาพิทักษ์ผล
ผู้อำนวยการสำนักบรรณสารสนเทศ และ
รองศาสตราจารย์ แขนงวิชาสารสนเทศศาสตร์
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

วันพฤหัสบดีที่ 15 กุมภาพันธ์ 2549
เวลา 15:00 – 17:00 น.

เริ่มลงทะเบียนหน้างานเวลา 14:30 น. บริเวณ Creative Space

ออดิทอเรียม ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ
อาคารดิเอ็มโพเรียม ช้อปปิ้ง คอมเพล็กซ์ ชั้น 6

ติดต่อจองที่นั่งเข้าฟังได้ฟรี:

อีเมล์: library@tcdc.or.th
msn messenger: library@tcdc.or.th (บริการ chat reference)
โทรศัพท์: 02-664-7667 ต่อ 215-2168
โทรสาร: 02-664-8499
เว็บไซต์: http://library.tcdc.or.th

สำหรับคนที่ยังไม่เคยไปห้องสมุด TCDC แล้วอยากถือโอกาสเยี่ยมชมห้องสมุด เค้ากระซิบมาว่าให้ติดต่อไปก่อนเวลาบรรยาย หรือไม่ก็หลังงานเลิก เค้าจะมีแนะนำชมห้องสมุดครับ

ถ้ายังไงก็ช่วยฝากประชาสัมพันธ์กันหน่อยละกันครับ

Ideas on Emerging Techologies in Libraries

In Thaibrarian, บรรณารักษ์ : Librarian, ห้องสมุด : Libraries on มกราคม 26, 2007 at 11:07 pm

Lots of ideas at the LITA Emerging Technologies IG

เอามาฝากสำหรับคนที่กำลังหา idea ที่จะเอาเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้ในห้องสมุด มีหลายประเด็นน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็น Video Chat สำหรับบริการตอบคำถาม, Net Neutrality, widget หรือ OPAC ที่เชื่อมข้อมูลทางภูมิศาสตร์มาใช้

ผอ.ห้องสมุดลาออกเพราะ WiFi

In Thaibrarian, บรรณารักษ์ : Librarian, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous, สุขภาพ : Health, ห้องสมุด : Libraries on มกราคม 21, 2007 at 3:16 am

ตอนนี้เรื่องที่ร้อนแรงที่สุดใน LITA Listserv ก็คือ ผู้อำนวยการของห้องสมุดแห่งหนึ่งลาออก เพราะกลัวเรื่องปัญหาสุขภาพอันเกิดจาก Wiki WiFi ตอนแรกผมอ่านก็หัวเราะ หึ หึ ว่าคิดได้ไง แล้วอีกอย่างก็เป็น press release ของกลุ่มต่อต้าน Wifi ก็เลยคิดว่ามัน bias อยู่เหมือนกัน

แต่บังเอิญดันมีคนใน listserv หัวเราะกับบ่นเสียงดังไปหน่อย เลยมีคนตอบมาเพียบ แต่ที่น่าสนใจ คือ ความพยายามที่จะพิสูจน์ได้ว่า สัญญาณ WiFi มีผลต่อสุขภาพจริง ๆ ลองไปค้นจาก PubMed มาดู อื้อ เลยแฮะ ไม่ว่าจะทำให้เป็นมะเร็งเต้านม โรคหัวใจ

ยกตัวอย่าง นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน Dr.Henry Lai ออกมากล่าวเกี่ยวกับงานวิจัยด้านนี้ ไว้น่าสนใจว่า

Despite industry funded studies that reassure the public about the safety of cell phones and wireless technologies, there has been a 300% worldwide increase in brain tumors since their introduction. Use has increased on the order of 2000% and now children are among the newest consumers. Today’s guest Dr. Henry Lai is the pre-eminent researcher in the U.S. studying the health effects of this technolgy. His work spans 35 years. That the technology has health effects is indisputable, the arguments now are about whether humans recover from the changes to their DNA, nervous system, immune system, brains including electrohypersensitivity and its connections to MCS and whether the effects are permanent and cancerous. Join us as we pick apart the research and its implications with one of the most respected researchers in the field.

แต่ผมก็ไม่คิดว่า ถึงขนาดกับจะต้องลาออกจากงานเลยแฮะ แล้วถ้าต่อไปในอนาคตเป็น Wifi ครอบคลุมทุกจุดทั่วโลก จะอยู่ยังไงอ่ะ มิต้องใส่เสื้อผ้ากันสัญญาณกันเลยหรือ

แต่ถ้ามองกันอีกด้าน เวลาจะใช้เทคโนโลยีที่พัฒนามาใหม่ก็ตาม คนเราก็็มักคิดแต่ด้านดี ด้านผลประโยชน์ที่จะได้รับไว้ก่อน ด้านเสียก็ตามมาทีหลัง แต่ถ้ามันใช้ดีซะจนชิน บางทีไอ้ที่ด้านเสียที่พบที่หลัง ก็ถูกมองข้ามไปซะอย่างนั้น

Undergraduates and IT: 2006 ECAR Study

In INLS715, JOMC490, Social Networking, blogophere, งานวิจัย : Research, บรรณารักษ์ : Librarian, มั่วซั่ว : Miscellenous, สถิติ : Statistics, ห้องสมุด : Libraries, เป็นการเป็นงาน : Seriously on มกราคม 13, 2007 at 1:44 pm

The EDUCAUSE Center for Applied Research (ECAR) released a report of a longitudinal study on the undergraduate students and information technology. The report is based on the national survey of undergraduate students. The data collection includes literature review, web-based survey of freshmen and seniors, open-ended questionaire survey, and focus group. The study gives a very nice overview of IT use in academic environment.

Here are some of the key findings from the report.

  • Nearly 98% of undergraduates have PC; about 66.4% own laptop. However, the most owned electronic device is digital camera (72.3%).
  • The use of IT highly depends on academic major and class status.
  • “Convenience” is the primary benefit of technology in classroom.
  • Most students prefer “moderate” amount of technology in classroom.
  • 64.4% point out that technology help them to improve their learning. [Note: self-evaluation, not outcome-based]
  • 40.3% say they are more engaged in courses that use technology.

However, I would like to highlight some other detail findings in the full report that would be helpful.

Time

  • On average, students spend 23 hours a week using technology. (About 3 hours a day)
  • More than 25% of male respondents use technology more than 30 hours a week.
  • Engineering majors spend more time on technology the most (30.3 hours a week). Interestingly enough, Education majors least spend time on technology than others (18.8 hours a week).

Activities

  • Nearly all (99.9%) use email.
  • 81.5% use IM, mostly on daily basis. Younger undergradates and those who live on-campus tend to use more than others.
  • 94% access library website.
  • 70.6% say they use social network sites, preferred by younger students and those who live on-campus. About two-third use them several time a week.
  • 28.6% have weblog, prefered by younger and Fine Art majors. The majority blogs on “monthly” basis. [I wonder how many of them use for course purposes and others.]

Note that the top two factors of using IM and social network sites are the same. On-campus younger students tends to use IM and social network sites.

Another figure that might be interesting for virtual reference folks is the preference on first choice of institutional communication. Only 3% prefer IM to be first choice for institutional communication. About 6% of those who use IM daily prefer IM to be the first choice for institutional communication. However, the term “institutional communication” is quite broad. I wonder if the questionaire is more specific to VR, the figure might be higher. However, if IM is most prefered by younger, the preference of using IM for institutional communication would be increasing.

Skill

I would like to highlight the minimal or no skill group instead of basic and advance users. The study found 9.4% has perceived minimal or no skill of online library resources which the majority could fall into freshmen obviously. However, it seems like academic major is also the important factor. Social science seems to be the most library-oriented major. My further thought go to which major has least skill.

Another interesting figure is 34.3% say they have minimal or no skill course management system. This is a large number. I think this is not just a problem of IT department. Library folks should not oversee this issue as well since the connection between CMS and library collection is very high. I would think that libraries, in addition to IT , might have to take the role of improving CMS skill. Anyway, this figure might come from the fact that not all courses use online. Note that 75% says they have been engaged in using CMS, preferred by senior in 4-year institutions.

Social Software in Courses

  • 30.9% of freshmen and 15.5% of seniors used social network site in courses (12.3% for community college).
  • 11.8% of freshmen and 18.0% of seniors says they use IM in courses.
  • 6.1% of freshme and 7.9% of seniors use blogs in class. [I would assume read and write combined.] Interesting students in community colleges use blogs slightly more than those in 4-year institution (8.2%). Again, Fine arts majors tends to use more than others.
  • Less than 4% use webcast and/or podcast during courses.

In terms of perceived benefits of the technology, students think podcast help them improve learning the most (23%). Significantly enough, CMS is perceivably least improved their learning (12.4%). However, the majority thinks CMS is the most convenient technology (55%). Here are the percieved benefits of other social technology.

IM

  • 45.7% says it is convenient.
  • 21.6% says it improves their learning.
  • 19.2% says it helps manage course activitiy.
  • 11.1% says it helps them communicate.
  • 2.4% says it has no benefits.

Blog

  • 47.8% says it is convenient.
  • 19.1% says it improves their learning.
  • 19.4% says it helps manage course activitiy.
  • 11.2% says it helps them communicate.
  • 2.6% says it has no benefits.

Social networking software

  • 47.9% says it is convenient.
  • 17.9% says it improves their learning.
  • 20.7% says it helps manage course activitiy.
  • 11.1% says it helps them communicate.
  • 2.4% says it has no benefits.

The paper cited one of interesting studies done by Student Monitor (Carney, 2006 cited on p. 24). They cited that iPods was more “in” (73% of respondents) than beer or Facebook (both 71%).

As one may question about self-evaluation aspect of the study, the study team already points out, in executive summary, the ongoing complexity of outcome-based debate. They believe that “students are reasonably reliable evaluators of the educational contribution of IT”.

ลงโทษไม่ไปเลือกตั้งด้วยการใช้ห้องสมุด

In นโยบาย : Policy, บรรณารักษ์ : Librarian, มั่วซั่ว : Miscellenous, ห้องสมุด : Libraries on ธันวาคม 6, 2006 at 10:45 pm

เห็นข่าวคุณปู่ตาบอดวัย 73 ชาวตุรกิี ถูกตัดสินให้ไปลงเรียนวิชา การอ่านและเขียนหนังสือ ในห้องสมุดสาธารณะ เป็นระยะเวลา 26 วัน ด้วยข้อหาที่ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ก็แปลกดี

โดยปรกติคนที่ถูกทำโทษในห้องสมุดส่วนใหญ่ คือ จะต้องมาบำเพ็ญประโยชน์ เช่น จัดหนังสือ ทำความสะอาด เป็นต้น ซึ่งโดนลงโทษด้วยการมาเป็นคนทำงาน แต่ยังไม่เคยเห็นที่ต้องมาเป็นผู้ใช้ อย่างไรก็ตาม ถ้ามองให้อ่อนลงมาหน่อย ที่มันดูไม่ร้ายแรงเท่ากับการลงโทษ แต่เป็นการสร้างกลไก ทางสังคม โดยการมีส่วนร่วมของห้องสมุดมากขึ้น ผมว่าก็น่าจะลงคิดเพิ่มเติมดู

เท่าที่มองดู มีหลักการที่่น่าสนใจมาสนับสนุน สองส่วน คือ  ส่วนที่เกี่ยวกับการเรียนรู้ตลอดชีวิต และการจัดการความรู้ และอีกส่วนคือส่วนที่เป็นการประชาสัมพันธ์ห้องสมุด

ไอ้การส่งเสริมการเรียนรู้เนี่ย จริง ๆ หลายคนอาจจะมีประสบการณ์จากชีวิตการเป็นนักเรียน เช่น โดนทำโทษให้ไปจัดชั้นหนังสือในห้องสมุด หรือทำโทษให้ไปทำการบ้าน หรือโดนกักบริเวณให้อยู่แต่ในห้องสมุด ซึ่งรูปแบบนี้มันก็น่าที่จะนำไปปรับใช้กับห้องสมุดสาธารณะ (หรือที่บ้านเราเรียก ห้องสมุดประชาชน) ในบทบาทของสังคมแห่งการเรียนรู้ (หรือ สังคมแห่งความรู้) ได้บ้าง

ขอนอกเรื่องหน่อย ในบ้านเราได้ มีหลายคนบอกว่า ห้องสมุดในประเทศเราได้งบรัฐบาลน้อย ก็เลยทำให้ห้องสมุดไม่ได้รับการพัฒนา แต่หากจะให้มองถึงปัจจัยแรกจริง ๆ มันอยู่ที่ชุมชนมากกว่า ถ้าการทีี่ห้องสมุดสามารถดึงคนให้เข้ามามีส่วนร่วมได้ มันมีแรงผลักดันให้เกิดการพัฒนาเอง ซึ่งห้องสมุดสาธารณะที่ประสบความสำเร็จในประเทศที่พัฒนาแล้วหลายต่อหลายแห่ง ก็ไม่ได้อาศัยงบประมาณของภาครัฐเป็นสำคัญ

และผมก็ไม่เห็นว่า ห้องสมุดประชาชนจำเป็นจะต้องไปอยู่ภายใต้กระทรวงศึกษาธิการ หรือกระทรวงวัฒนธรรมอีกต่อไป แต่มันควรจะไปอยู่กับพวกองค์การบริหารส่วนภูมิภาคเสียมากกว่า เพื่อให้ชุมชนรู้จักรับผิดชอบ และพัฒนาด้วยความต้องการของชุมชนเอง ซึ่งถ้ามันเป็นในรูปแบบนี้ โอกาสที่จะนำห้องสมุดมามีส่วนร่วมเป็นกลไกหนึ่งของชุมชน มันก็มีมากกว่า การที่ไปกระจุกอยู่กับส่วนกลางเท่านั้น (เอ่อ ไปเรื่อง administration ได้ไงหว่า)

ทีนี้ ห้องสมุดจะเข้าไปมีกลไกอะไรได้บ้าง โดยเฉพาะเรื่องการให้คุณให้โทษคนเนี่ย อย่างในตัวอย่างก็คือ การสั่งให้คนที่ทำผิดไปนั่งเรียนในวิชาพื้นฐานที่ห้องสมุดจัดขึ้น  แตจริง ๆ แล้ว โอกาสที่มันจะขยายไปสู่หัวข้อเฉพาะ ที่จะต้องอาศัยการทำรายงาน การวิจัย การจดบันทึกในเรื่องใด โดยใช้ห้องสมุดเป็นศูนย์กลางของกิจกรรมเหล่านั้น ซึ่งก็อาจจะทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกัน ถ้าการเรียนรู้มันเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการบันทึกความรู้ของบุคคลหรือของชุมชนนั้น ๆ ไว้เป็นเรื่องเป็นราว มันก็เป็นส่วนหนึ่งของการจัดการความรู้ และมีคุณค่าทางจดหมายเหตุและประวัติศาสตร์ไปอีกทางหนึ่ง อย่างไรก็ตาม การเรียนรู้ มันก็ขึ้นอยู่กับตัวบุคคล เราคงไม่อาจจะไปคาดหวังว่าคนที่เข้าไปห้องสมุดทุกคน คือ จะต้องเข้าไปเรียนรู้หรือพัฒนาตนเอง (เพราะรู้ ๆ ดีกันอยู่ แค่ Thesis ยังมีกันจ้างทำแล้วเลย แล้วอีเรื่องแค่นี้จะไม่มีเชียวหรือ)

ซึ่งอันนี้มันก็จะกลายไปเป็น ภาระของบรรณารักษ์และคนที่สามารถให้คุณให้โทษได้ ที่จะต้องศึกษาชุมชนให้ลึกซึ้ง เพื่อจะได้วิเคราะห์ได้ว่า หากจะต้องหากลไกให้คนมาทำแบบนี้จริง ๆ รายละเอียดในการศึกษาแบบต่อเนื่องเชิงบังคับเนี่ย ควรจะออกมาในหน้าตาแบบไหน เพื่อให้ชุมชนได้ประโยชน์

ในขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างห้องสมุดกับชุมชนก็อาจจะเป็นได้ทั้งแง่บวกและแง่ลบ ทั้งนี้มันก็ขึ้นอยู่กับการสร้างภาพลักษณ์ บรรณารักษ์ทั่วไปก็อาจจะแย้งว่า แค่นี้คนก็ไม่อยากมาใช้ห้องสมุดแล้ว ไปลงโทษเค้าแบบนี้ ทำให้ภาพลักษณ์มันดูเหมือนคุกไปเสีย  ทำให้คนยิ่งไม่กล้ามาใช้ ในขณะที่อีกมุมมองหนึ่งอาจบอกว่า ก็เป็นการส่งเสริมให้คนรู้จักห้องสมุด และทรัพยากรของ “ชุมชน” มากขึ้น และให้คนได้เข้าใจและตระหนักว่า เงินที่ใช้ซื้อหนังสือและอุปกรณ์ต่าง ๆ ก็คือ เงินภาษีที่ตนได้จ่ายไป

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ในเชิงสังคมศาสตร์และอาชญวิทยา อาจมองได้ว่า การบังคับให้มา “ใช้” ห้องสมุด เป็นโทษที่เบาเกินไป จะทำให้คนไม่กลัวการลงโทษ แต่หลายคนอาจจะบอกว่า ก็แล้วแต่บทลงโทษนะ การบัังคับให้มาใช้ห้องสมุด อาจจะเหมาะกับโทษเบา อย่างเช่น โทษของการไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ก็แทนที่จะเพิกถอนสิทธิทางการเมือง อาจจะต้องมีการให้เขียนรายงาน หัวข้อ “ประชาธิปไตยในความคิดของคุณ คือ อะไร” อิอิ ซะงั้น

Folksonomy: The Philosophical Issues

In JOMC490, Social Networking, บรรณารักษ์ : Librarian on พฤศจิกายน 24, 2006 at 3:33 pm

Elaine Peterson wrote a commentary on the philosophical issues of folksonomy (or social tagging) in D-Lib Magazine.  Based on relativism, she argues that the relativity of social tagging is individualistic.

The issue is that adding enough of those individual interpretations through tags can lead to inconsistencies within the classification scheme itself.

Some advocates of folksonomies have recognized that a democratic approach to Web cataloging also contributes to the abundance of irrelevant or inaccurate information, usually referred to as “Meta Noise”. Meta Noise can be inadvertent (spelling white horse as whit horse), inaccurate (tagging White Horse when the image is of a white cat), or irrelevant (using an esoteric tag known to very few). Overall, many will view folksonomic classification of the Web, as Weinberger does, as “messy and inelegant and inefficient, but it will be Good Enough” [10]

A folksonomy universe allows both true and false statements to coexist. Because tags are relativized, personal, idiosyncratic views can coexist and thrive in the form of tags, in spite of their inconsistencies. Readers of texts on the Internet become individual interpreters, despite the document author’s intent.

Related to this is the problem of hermeneutics when multiple interpretations abound. As Eco once observed, “while it is a principle of hermeneutics that there are no facts, only interpretations”, this does not prevent us from asking if there might not be “bad” interpretations. Because to say that there are no facts, only interpretations, certainly means that what appears to us as fact is the effect of interpretations but not that every possible interpretation produces something that, in light of subsequent interpretations, we are obliged to consider as fact [11]…  Even should all interpretations be of equal worth, if users can continuously add tags to articles, at some point it is likely that the whole system will become unusable. A folksonomic system threatens to undermine its own usefulness.

Folksonomy advocates seem not to recognize that critical, first decision about retention. The free labor available to create folksonomies is appealing only to those who have already agreed that the entire Internet needs some organization and cataloging.

Since I do not know much about philosophy, I would observe this phenomenon as the philosophical paradigm shift rather than the philosophical problems.  Folksonomy would not totally fit into relativism, however, it may need supplemental ground to support (which I honestly have no idea).

However, it should be noted that the author is library-oriented which tentatively support the one cataloger, one object approach.  Overall, I think it is an interesting discussion.  It may not answer those “then what?” or “why bother?” kind of questions, but at least it could remind us the dichotomous challenges of popularity and professional legitimacy.

Fingerprints to Enter the Library

In Thaibrarian, นโยบาย : Policy, บรรณารักษ์ : Librarian, มั่วซั่ว : Miscellenous, ห้องสมุด : Libraries on พฤศจิกายน 22, 2006 at 5:28 pm

Lately identification becomes an issue in libraries, especially academic libraries. Many academic libraries have late-night hour. Some even open 24 hours a day and 7 days a week. (See also But Every Other College Library Is Open 24/7 on ACRLblog) For security reasons, many academic libraries required late night readers to show their ID for security persons. UNC’s Daily Tar Heel also featured about this issue once last month. However, it becomes quite controversial with the recent case of an UCLA student tasered at Powell Library.

In Thailand, many academic libraries restrict their patrons to be only institution affiliated. Some even require entrance fees for outsiders. Therefore, many libraries install turnstiles with ID reader for physically restricting the access. The authentication ranges from physically check with the photo, barcode reader, magnetic tape, and even RFID. Identification cards seem to problematic to many libraries, including Chiang Mai University library.

However, begining the first semester of academic year 2006, the library has implemented this biometric authentication to access the library at all time. The implementation is pararell with the old system which is using magnetic signal. In the library’s newsletter (August, 2006), Weerachai Techawatchareekul, deputy IT manager of the library, commented that the use of magnetic ID cards, issued by the bank, has many concerns, including privacy and security of information. The library’s user database has to be synchonized with the bank. There is also an problem with the effectiveness of data transfer from the bank.

Commercially, the magnetic readers are tied with its vendors which is highly monopolized in terms of acquisition and maintenance. From user perspectives, the library found identity fraud. Many people could not enter the library because they forgot their ID. These affects the library usage statistics. Thus, they decide to go with fingerprint technology.

Library As A Place: Crimes

In Thaibrarian, นโยบาย : Policy, บรรณารักษ์ : Librarian, บ่นไปเรื่อย : Saying, ห้องสมุด : Libraries on พฤศจิกายน 6, 2006 at 8:15 pm

I got this news few days ago and though about writing about it, but I was just too busy and did not have much motivation until today.CBS2Chicago and Naperville Sun cover the story about crimes in libraries, with the highlight on sexual related threats.  Interestingly, they found that after getting informed by patrons, librarians did nothing, not even report the polices.   They also shows that it happens in a few libraries in that area as well.

Why is that?  It could be a very complex one to answer, since it seems like it contain a lot of social contexts and layers in this issue.  It could be because of poor policy, individual, community, professional, or all of those mentioned.

[via LISNews]

Failure to Save

In INLS715, iTeaudemia, บรรณารักษ์ : Librarian, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on พฤศจิกายน 3, 2006 at 7:43 pm

“typically, of the order of one loss per person per year”.

Do you think forgetting to save works is just a matter of unfortunate chance? If you think so, you might have to think again.

Two British researchers, Jones from Warwick and Martin from Oxford, conducted an experiment study looking at the relationship between failure to save and general level of “susceptibility to cognitive failure” by using 25 items of Brodbent et al.’s Cognitive Failure Questionnaire (CFQ). The questionnaire is usually used in relation to physical injury and accident.

“It was found that those individuals who are more likely to lose their computing work are also more prone to cognitive failure in general…

[I]t may be inferred that it is systematic individual variation in attentional control processes” (p. 866)

One item is best predicted the number of computer losses which is “Do you find you accidentally throw away the thing you want and keep what you meant to throw away the think you want and keep what you meant to throw away?”

The study also tried to find the relationship between handedness (left-handed vs. right handed) and the failure. However, there are too few left-handed subjects to conclude the hypothesis. Also there is NO substantial relationship with the injury by falling or jumping from a high place.

I think the other items in the questionnaire [download the questionnaire (PDF) from York University's Psychological Tests for Student Use maintained by Professor Ron Okada] to the are also interesting in the sense that they happen in our eveyday life. For example, do you read something and find you haven’t been thinking about it and must read it again? Do you fail to listen to people’s names when you are meeting them? Do you say something and realize afterwards that it might be taken as insulting?

The paper discuss the role of this kind of research with the issue of HCI. However, I could imagine this type of resources helpful to supplement digital preservation studies, especially in everyday life context.

Reference:

Jones, G. V. & Martin, M. (2003). Individual differences in failing to save everyday computing work. Applied Cognitive Psychology, 17, 861-868.

[via Improbable Research and the Guardian]

Web Science Research Initiative by Tim Berners-Lee

In บรรณารักษ์ : Librarian, บ่นไปเรื่อย : Saying on พฤศจิกายน 2, 2006 at 10:31 am

Sir Tim Berners-Lee, creator of WWW concerns about about misinformation and undemocratic forces on the future of the web.  Here are some of the interesting quotes.

“Studying these forces and the way they’re affected by the underlying technology is one of the things that we think is really important.”

“All kinds of disciplines are going to have to converge. People with all kinds of skills are going to have to work together to build a new web which is going to be even better”

“There aren’t any courses at the moment and it hasn’t really been brought together.”

“Of particular interest is the growing volume of information on the web that documents more and more aspects of human activity and knowledge.”

Hmm… Doesn’t it sound familiar, i-schoolers?

I Trust What I found: American Online Health Information

In INLS715, JOMC490, iTeaudemia, บรรณารักษ์ : Librarian, สุขภาพ : Health on พฤศจิกายน 1, 2006 at 10:25 am

Pew just released another report on Online Health Search 2006. The study points out a number of interesting points.

  • About 80% of American use Internet seeking health information.
  • 66% of health seekers began their last online health inquiry at a search engine; 27% began at a health-related website.
    Note: How many do they consult the physicians or health professional prior to going online?
  • About 48% is proxy searching, on behalf of someone else while 36% search for their own sake. 8% for both reasons.
    Note:
    What proportion of those who are in healthcare professionals (
    those who have background knowledge and have authority) and medical library workforce (those who have to search by their profession and have some degree of authority)?
  • 53% says what they found on the Internet had some sort of impact, especially those who had received a serious diagnosis or experienced a health crisis.
  • More than 50% felt reassured, confident, relieved, comforted, and eager to share information they found; some (about 20%) still felt overwhelmed, frustrated, confused, and frightened with that they found online.
  • Less-educated Americans are less likely to look online for health information and less likely to check the quality of information.
  • Health seekers’ success may bolster their sense of confidence about what they find online.
    Note: I’m not quite sure what do they mean by “success”. Is it just success of searching? How about success of treatment based on what they found online.? If it is just about search success/satisfaction, that could be scary. Then the study of how people make relevance judgment of online health information would be necessary.

Here comes the most interesting part:

  • about one-quarter consistently check the source and date of information they found.
  • The report cited Healthy People 2010 project which found that…

Of the 102 websites reviewed for the report, none met all six of the disclosure criteria and only six complied with more than three criteria. Just 4% of “frequently visited” health websites disclosed the source of the information on their pages and 2% disclosed how the content is updated. Less-popular health sites fared even worse: 0.3% of these sites listed their content’s source and only 0.1% disclosed how the content is updated.

  • They also referred to September 2006 Wall Street Journal/Harris Interactive online survey indicating that people check food label more often (about 34% says they check “very often”) than checking source and date of online information.

It seems likely that people pretty much trust online health information regardless of the quality of information. Hopefully those, who don’t care much about the quality of information, brought up what they found to their doctors (about 50% seems to do so) or share with their peers.

[PDF for the full report]

Google Co-Op for LIS = LISZen.com

In JOMC490, Social Networking, Thaibrarian, บรรณารักษ์ : Librarian, มั่วซั่ว : Miscellenous, ห้องสมุด : Libraries on ตุลาคม 27, 2006 at 8:35 pm

Although I’ve heard about Google Co-op, I have to admit that I just realize what it is about just yesterday from Craig’s talk. The example from his talk, Google Health, is a nice one. Well, one may think what about LIS?

Today, I just found out that there is a project building a search engine for LIS blogs, called LISZen.com, by using Google Co-op. The project is developed by Garrett Hungerford, an LIS student at Wayne State University. He has been taking the LIS blog list in LISwiki to Google Co-op. Also you could submit your blog to him as well.
[via LISNews.org]

One Country, One Book in Netherlands

In Thaibrarian, บรรณารักษ์ : Librarian, ห้องสมุด : Libraries on ตุลาคม 27, 2006 at 7:54 pm

Dubbelspel Cover by bestlist.nlNetherlands picked 1973 Dubbelspel (or “Double Play”) by Frank Martinus Arion for the first One Country, One Book program – Nederlandleest. I guess it is the first campaign in the national level giving 575,000 copies.

(The book) tells a story of four men on the island of Curacao, a Dutch dependency in the southern part of the Caribbean where the author was born.

Library Journal argues that because of a small population, the nation program sounds more practical. However, one of keys to success of the program in the national level is support from traditional mainstream and new media.

แล้วเมื่อไหร่จะถึงตาเมืองไทยบ้างหล่ะครับเนี่ย ประเทศเรามีหนังสือดี ๆ ก็ออกจะเยอะแยะไป เวลาแบบนี้ ถ้าผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเห็นว่าห้องสมุดมีความสำคัญจริง ๆ ทำไมเราไม่ใช้ช่วงเวลานี้ให้เป็นประโยชน์ สร้างความเป็นปึกแผ่น ด้วยการส่งเสริม ใช้หนังสือเป็นส่วนช่วยสร้างความสมานฉันท์ในประเทศ อีกอย่างโครงการแบบนี้ก็ไม่จำเป็นต้องลงทุนในเรื่อง โครงสร้างพื้นฐานมากเท่ากับการสร้างห้องสมุดทันสมัย ดูดี มีสไตล์ แล้วยังเป็นการขยายโอกาสไปยังชุมชนที่อยู่นอกกรุงเทพ​ฯ และจังหวัดหัวเมืองใหญ่ ๆ ที่มักจะโดนค่อนแคะอยู่ตลอดเวลาว่า อะไร ๆ ก็ลงไปที่กรุงเทพฯ แต่เพียงอย่างเดียว

แต่ถ้ามองให้ลึกแล้ว จริง ๆ คนไทยก็มี One Nation, One Book มาอย่างประปรายนะครับ โดยถ้าประเมินจากสื่อ โครงการนี้ก็มากับหนังสือพระราชนิพนธ์ ซึ่งต้องยอมรับว่า ประสบความสำเร็จอย่างสูง ทั้งในเชิงยอดขาย และการพูดถึงในสังคม หรือการนำมาตีความ ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดี และควรจะทำแบบนี้อย่างต่อเนื่อง แต่พักหลัง ๆ สื่อเริ่มจะขายหนังสือดาราแฉกันเสียมากกว่าซะงั้น

อย่างที่บอก สิ่งที่ผมอยากเห็น คงเป็นความต่อเนื่องมากกว่า และทำให้มันเป็นกิจจะลักษณะ ให้คนไทยมีนิสัยรักการอ่าน แล้วก็ไม่ใช่อ่านอย่างเดียวนะครับ ให้อ่านแล้วก็รู้จักคิด วิเคราะห์ จินตนาการ (ส่วนจะแฝงกลยุทธ์โฆษณาชวนเชื่ออะไรหรือไม่นั้น อันนี้ก็แล้วแต่ ท่านผู้ใหญ่จะเห็นสมควรครับ) สร้างชุมชนและเครือข่าย และใช้โครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่มีอยู่แล้ว อย่างที่บอก โครงการแบบนี้ ต้องอาศัยอิทธิพลของสื่อเข้ามาช่วย ยกตัวอย่างเช่น รายการโลกยามเช้า ของดร.สมเกียรติ ที่มีพูดถึงหนังสือดี ๆ ไม่ได้พูดถึงอย่างเดียว แต่ยังมีวิเคราะห์ ตั้งคำถาม ที่ดีทีเดียว รายการแบบนี้ น่าจะมีเยอะ ๆ ครับ บ้านเรา…
[via Library Journal, Yahoo News]

Should Libraries Carry DVDs?

In Thaibrarian, บรรณารักษ์ : Librarian, บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, ภาพยนตร์ : Movie, ห้องสมุด : Libraries on ตุลาคม 25, 2006 at 9:12 am

Comparing the library operation of DVDs and netflix, which way to go? I think this is an interesting discussion on Palo Alto Online.

(I strongly disagree with that since supplying popular movies has nothing to do with literacy, education, citizenship, etc., and there are multiple low cost rental possibilities available to anyone. But, for the sake of argument let’s assume that it is proper.)

[via LISNews]

My Book Saves My Life

In บรรณารักษ์ : Librarian, มั่วซั่ว : Miscellenous, ห้องสมุด : Libraries on ตุลาคม 22, 2006 at 1:14 pm

Alright, here is another benefit of thick textbooks: shielding from shooters.  The idea is proposed by a Union City (Okla.) Republican, Bill Crozier.

If elected, he said he would put thick used textbooks under every desk for students to use in self-defense.

This might be the guarantee that print books will be around  forever… He He
[Via Impropable Research and Koco5]

ID Please!

In Thaibrarian, บรรณารักษ์ : Librarian, บ่นไปเรื่อย : Saying, ห้องสมุด : Libraries on ตุลาคม 16, 2006 at 10:56 am

I’m not a loyal customer of nightlife commons where you are usually asked for identity check. To drink alcohol, you also need to prove that you are legal to purchase…  What about for the academic library?

Today, Daily Tar Heel covers the late-night observation in the Undergraduate Library during the midterm period.  The photos in printed edition (on page 4) shows the security personnel checking students’s IDs.  We all have learned that library is one of the public places for people to have relationships (from emotionally to physically).  One of the evidences is from a book called “The Romances of Libraries“.  The feature also points out the extreme scenarios: streaking and porn-viewing. 

A number of academic libraries in Thailand where they charges external users for entrance fee, require ID of every single visit.  In many libraries (including some school libraries), IDs also tie with the library doors.  ID is not only primarily use for collecting library visits data, but protecting outsiders to get in. 

In these days whether you go out for fun or study, your identity is essential to carry out.  I know it is not that hard to just put your identity card in a pocket and carry it around, but…

Is there anywhere in the world that we can independently survive without showing an ID?  Not anymore I guess…

โชคร้ายจะจบลงหรือไม่?

In บรรณารักษ์ : Librarian, บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, ห้องสมุด : Libraries on ตุลาคม 13, 2006 at 12:13 am

The end imaged linked from the New York Timesวันนี้แล้วที่หนังสือเล่มสุดท้ายในชุด A Series of Unfortunate Events ที่ชื่อว่า The End จะวางแผง (ศุกร์ที่ 13) ตื่นเต้น ๆ เพราะเป็นหนังสือชุดแรก ที่อ่านตั้งแต่เล่มแรก ยันถึงเล่มเกือบสุดท้าย (เพราะเหลือเล่มสุดท้ายนี่แหละ และถึงแม้จะไม่ได้เรียงตามลำดับก็ตาม) ด้วยความที่ชอบก็เกือบ จะแปลเป็นไทยเองเสียแล้ว (เพราะจำได้ว่าอ่านครั้งแรกตั้งแต่ยังไม่มี edition ภาษาไทย) แต่ก็มัวยุ่ง ๆ ยักแย่ ยักยันอยู่ ก็เลย
จริง ๆ ก็คือ อยากรู้ว่าตอนจบจะเป็นอย่างไร จะ Happy Ending มั๊ยนะ ถ้าไม่เนี่ย แล้วจะจบอย่างไรไม่ให้คนรู้สึกว่าค้างคาในใจ แต่ถ้าจบแบบ Happy Ending ก็จะเสีย concept ของชุดนี้ไป

Patricia ใน New York Times (ต้อง register เพื่ออ่านครับ – ฟรี) เขียนถึงหนังสือเล่มนี้ไว้ดีทีเดียว ที่น่าจะเป็นน้ำจิ้มได้ดีก็น่าจะเป็นย่อหน้านี้

From “The Bad Beginning,” the series’s first installment, Mr. Handler (Note: Daniel Handler คือ ชื่อผู้แต่งจริง) said, he had “The End” in mind, somewhat inspired by his favorite children’s book, “The Bears’ Famous Invasion of Sicily” by Dino Buzzati, an odd 1947 tale of bears descending from the mountains in search of food, conquering cities, only to realize their lives have been corrupted by humans.

ย่อหน้าต่อจากนี้ก็มี clue อีกนิดหน่อย แต่ก็อยากรู้ว่า ออกมาจริง ๆ แล้วจะเป็นอย่างที่บอกไว้แต่แรกหรือเปล่า ส่วนฉบับภาษาไทย ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเค้าจะออกเมื่อไหร่ แต่คิดว่าก็ไม่น่าจะนานเกินรอ…

บรรณารักษ์ออกกำลังกายอย่างไร

In บรรณารักษ์ : Librarian, มั่วซั่ว : Miscellenous, ห้องสมุด : Libraries on ตุลาคม 12, 2006 at 11:30 pm

หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นบรรณารักษ์ ทำงานอยู่กับแต่ชั้นหนังสือ ไม่มีเวลาออกกำลังกาย ดูนี่ละกัน เพื่อลบล้างทฤษฎีดังกล่าว

ทำไปด้าย…

[through librarian.net]

Unskilled and Unaware of Information Competency

In INLS715, Thaibrarian, บรรณารักษ์ : Librarian, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous, ห้องสมุด : Libraries, เป็นการเป็นงาน : Seriously on ตุลาคม 2, 2006 at 11:05 am

I had a chance to read a psychology study published in 1999 done by Justin Kruger and David Dunning. The paper won an Ig Nobel Prize in 2000, entitled “Unskilled and Unaware of It: How Difficulties in Recognizing One’s Own Incompetence Lead to Inflated Self-Assessments“. Here is what the abstract says.

People tend to hold overly favorable views of their abilities in many social and intellectual domains. The authors suggest that this overestimation occurs, in part, because people who are unskilled in these domains suffer a dual burden: Not only do these people reach erroneous conclusions and make unfortunate choices, but their incompetence robs them of the metacognitive ability to realize it. Across 4 studies, the authors found that participants scoring in the bottom quartile on tests of humor, grammar, and logic grossly overestimated their test performance and ability.

I think this is a very great exploratory study. It is fascinating to see how people think that we are “above average”. Anyway, I still have a question whether culture has some effects on the finding. I would like to see the replication of this study on other area of the world, especially in Asia where the traditional humbleness highly controls over “self-confidence”. It may also depend on tasks, goals, experiences, and such.

Thinking about information and library science, this study has some extent that could be utilized and led some discussions in ILS area.

  1. One of the questions mentioned in the paper is when (and how) do people realize they are unskilled? I think this is a good beginning point of tracking down to the cause of many problems mostly in information literacy area. We might be benefit from the discovery of this type of study. Many people might realize cognitively when they interact with fellows, objects or systems. It could be either passive or active process.
  2. On the contrary and further thought, I think about people who are overly humble or have less self-efficacy. The paper also proves that those “in the top quartile tend to underestimate their ability and test performance relative to their peers” (p.1131) which can be explained by a “false consensus effect” (When you did well, you think others did well too). There are many people walking to the library to ask librarians just for making sure whether or not what they have done is appropriate. Again such a question as “when (and how) do people realize they are information skilled?” also need some attention too. The applicability of this type of research can also contribute to information literacy. It could also contribute to human-information interaction area; for example, help system design, system guidance, etc.
  3. One of the most interesting parts (for me) is about the “above-average effect” where one believes that s/he is above average. The paper provides nice examples including business managers tend to think they are more than just typical managers or football players think they are savvier in “football sense” than other teammates. Is it the case of librarians? Do they think they are more able to perform searching than their fellows? The “Incompetence and the Failure of Feedback” has excellent explanation about the issue of “failure” which, I think, can be used to investigate search failure, including:
    • people seldom receive negative feedback,
    • “some tasks and settings preclude people from receiving self-correcting information”,
    • people still need to accurately understand why that failure occurred, even if they got negative feedback, (I personally like that explanation that sometimes you need luck.), and
    • “incompetent individuals may be unable to take full advantage of one particular kind of feedback: social comparison.”
  4. The challenge if one would conduct the replication in ILS is the measurement, since in many cases, the term “success” cannot be scientifically justified. The success of information retrieval/discovery is quite subjective based on personal satisfaction of having enough relevant information in the proper period of time. Sometimes, the answer is not dichotomous whether is yes or no and right or wrong. By having no measurement, it makes life a bit harder to make a comparison between perceived and actual performance.
  5. One of the things that I learn the most out of this paper is the concern about reliability of self-evaluation studies. I never realized that I need to be careful when I am reading those papers that involve self-evaluation as a single method.

It seems like I have a nice frame here. But wait! Am I overly optimistic and holding miscalibrated views? I guess so. :)

[via Improbable Research]

The first LSJ issue launched

In JOMC490, Thaibrarian, บรรณารักษ์ : Librarian, ห้องสมุด : Libraries, เป็นการเป็นงาน : Seriously on กันยายน 28, 2006 at 3:00 pm

The first Library Student Journal (LSJ) issue is now available with two articles, three essays, two editorial pieces, and a book review.  Eli, an Editor-in-Chief, has a post about this first issue and his editorial piece is also about LSJ and open access.

Also there is an interesting poll on how you call your library visitors and a webboard for socializing.

Note: I guess there are still openning opportunities for students to get involved including reviewers and book reviewers.

วารสาร open access ด้านบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ ชื่อ Library Student Journal ฉบับปฐมฤกษ์ ก็ออกให้บริการแล้วครับ เน้นที่กลุ่มนักเรียนนักศึกษานะครับ เพราะฉะนั้นถ้าใครมีบทความภาษาอังกฤษที่น่าสนใจ ก็ลองส่งไปได้นะครับ หรือจะสมัครเป็นอาสาสมัคร review ก็ได้นะครับ หรือไม่ก็ลองเข้าไปใช้ webboard ดูได้ครับ

What does the Internet society look like in 2020?

In JOMC490, SOCI708, บรรณารักษ์ : Librarian, บ่นไปเรื่อย : Saying on กันยายน 24, 2006 at 7:50 pm

The latest Pew study report (collaborating with Elon University), entitled The Future of the Internet II, shows the vision of “internet leaders, activists, builders and commentators” on “the future social, political, and economic impact of the internet”. Seven scenarios have been discussed including:

  1. the deployment of global network
  2. human control over technology
  3. transparency vs. privacy
  4. luddites, technological “refuseniks,” and violence
  5. compelling or “addictive” virtual worlds
  6. the fate of language online
  7. investment priorities

The full report contains tons of interesting quotes, although at some points I found it’s too overwhelming. Hence, I would think citing this piece should be more cautious, as the introduction already state that the samples are not absolutely representative.

I have to suspect that the visionary does not necessarily need democracy or to be democratized, although innovation will probably do. (see also Hippel’s Democratizing Innovation – I have to admit that I have read only a couple of chapters)

Anyway, it is also a good resource for some folks to learns about internet leaders.

Overall, I am not quite surprised with the results. It seems like there is no a totally undiscovered idea appeared. The results are pretty much based on current tendency. Therefore, the scenarios is quite predictable with just stronger degree of intensiveness. And I think it is reasonable, why?

Evolution or revolution?

In 2020, although the introduction of new innovation may happen as often as weekly or even daily, the Internet (or maybe more specific to WWW), as we have been used for many years, will still play a significant role in the society. We still look forward to the new societal scheme. However, the existence of today Internet society will be merge in tomorrow world. Online society is accumulative where we will never want to delete anything. We will no longer have archives, which we will have to store and retrieve them separately. Instead, our memories will follow us in everyday life in everywhere. We will live with all kinds of tenses within a single moment. Therefore, the future of online society will still be based on evolution not revolution.

Quantifiable responses?

To prove that citing this piece needs some additional attention, here is my example.

Scenario Four: Transparency vs. privacy

Prediction: As sensing, storage and communication technologies get cheaper and better, individuals’ public and private lives will become increasingly ‘transparent’ globally. Everything will be more visible to everyone, with good and bad results. Looking at the big picture – at all of the lives affected on the planet in every way possible – this will make the world a better place by the year 2020. The benefits will outweigh the costs. (p. 30)

49% says disagree. However, I am quite confused about the instrument on how the question is structured. There seems to be three major arguments inside the scenario given.

  • more transparency
  • transparency makes better place
  • outweighing the costs

The first and the last makes more sense to me. But I am not sure if the high transparent atmosphere would make a better place. The word “better” (or good), as we all know, is absolutely subjective and too broad. Therefore, the percentage of response can not tell anything specifically because you can not tell which statement is valid to result. So only valid responses, to me, are those qualitative responses.

Anyway, it is very sparking in overall…

Me and My Antennas: A Validation of Information Needs

In INLS715, Thaibrarian, iTeaudemia, บรรณารักษ์ : Librarian, บ่นไปเรื่อย : Saying, ห้องสมุด : Libraries, เป็นการเป็นงาน : Seriously on กันยายน 6, 2006 at 12:53 am

I first read Wiegand’s Mom and Me article published in 1998 a couple of years ago when I was taking “Understanding of Information” at Pitt. I had a chance to read it again for the User Perspectives class recently. The article raised a case where the author as a son helped his mom to buy a car. Although he had gone through all kind of research process, his mom seems neglected the information gained from “should-do” or “best practice” process.

Personal Information Economy of Mom and Me?
Professor Wiegand refers to personal information economy as the way the people value information differently. However, this might not be a case if he realized that his mom already made up her mind for whatever reason. In that case, the issue might fall into communication component rather than the personal information economy. As in library perspective, it could be compared to reference interview. One this that he may need to know is his mom wanted to buy a specific brand name car from a specific dealer rather than wanted to buy a car. Well if his mom wanted a specific car, why did she ask him to help her then?

As he stated when he told his mom that we would bring her to a public library to check out consumer report. She agreed but “seems confused“. Yes, she maybe confused whether she should be consulted by consumer report. Or she maybe confused that why he has to go to public library to get a consumer report. Or the confusion may come from the uncertainly of getting the one in her mind. But… what was it exactly her confusion? and what exactly in her mind?

Maybe she just wanted someone to validate her decision making. In this case, she already made decision and that car was the only one choice in her mind. She might just want him to go help for helping in negotiation and collect information just for that specific car with that specific dealer. As we all know, two is more powerful than one in doing both activities… So maybe he was just a source of validation of his mom’s decision.
Read the rest of this entry »

Mashing Up the Library Competition

In Thaibrarian, บรรณารักษ์ : Librarian, ห้องสมุด : Libraries, เป็นการเป็นงาน : Seriously on สิงหาคม 5, 2006 at 11:34 pm

เป็นที่รู้กันว่า Library 2.0 จะเข้ามามีบทบาทอย่างมากในการให้บริการสารสนเทศในห้องสมุดเร็ว ๆ นี้ ยกตัวอย่างเช่น OPAC ที่ integrate กับแผนที่, Amazon’s Reviews, หน้าปกหนังสือ, หรือ user-based tags ซึ่งถ้าจะรอเหล่าบรรดา vendor ก็คงจะไม่ไหวแล้ว เพราะตอนนี้อะไร ๆ ก็ไวเหลือเกิน

แต่จริง ๆ แล้ว อาจจะมี idea ทีมัน innovative มากกว่านี้ Talis จึงจัดการแข่งขัน Mashing Up The Library โดยหลัก ๆ ของการแข่งขันไอเดียที่จะนำข้อมูลห้องสมุด ไปใช้ผ่านแนวคิด Web 2.0 ผ่าน API ที่เปิดให้เข้าไปใช้ ซึ่งตัวอย่างของ API ที่ใช้กันก็ดูรายละเอียดได้จาก http://www.talis.com/tdn/competition_sources

หมดเขตรับสมัครวันที่ 18 สิงหาคมนี้นะครับ

บรรณารักษ์กับงานออกแบบ

In Thaibrarian, บรรณารักษ์ : Librarian, บ่นไปเรื่อย : Saying, ห้องสมุด : Libraries, เป็นการเป็นงาน : Seriously on สิงหาคม 5, 2006 at 2:28 pm

ใครคิดว่าการออกแบบห้องสมุดเป็นเรื่องง่าย ก็แค่เอาโต๊ะ เก้าอี้ แล้วก็ชั้นหนังสือมาตั้ง เท่านั้นก็เสร็จ หรือ คุณคิดว่า Requirement การออกแบบห้องสมุดที่คำนึงถึงแต่ “รูปลักษณ์” และ “ความสวยงาม” เพื่อดึงดูดผู้ใช้เป็นสำคัญ ผมก็คิดว่ามันว่ามันไม่น่าจะเรียกว่า “การออกแบบ” ได้ เพราะจริง ๆ แล้วลักษณะการออกแบบเฉพาะงานห้องสมุด ถือเป็นสิ่งท้าทายอย่างยิ่ง

บรรณารักษ์ส่วนใหญ่มักคิดว่า หน้าที่ทั้งหมดการออกแบบเป็นหน้าที่ของสถาปนิกและมัณฑณากรเป็นเสียส่วนใหญ่ เนื่องจากตัวเองไม่มีความรู้ด้านการออกแบบ หรือหัวทางศิลปะเลย (หรือจะเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ร้อยแปด) ก็เลยมักจะไม่ค่อยมีปากเสียงกับนักออกแบบเท่าไหร่ ยิ่งถ้าเป็นคนไม่พูดไม่จาแล้วหล่ะก็ เอาไงก็เอากัน ไม่อยากคิด ไม่ใช่เงินเรา จริง ๆ แล้วการคิดงานแบบนี้ บรรณารักษ์จำเป็นที่จะต้องใส่หัวใจของ “คนทำงาน” และ “คนใช้” ลงไป แล้วก็พยายามช่วยนักออกแบบให้มากที่สุด จริงอยู่ที่นักออกแบบเป็นคนที่มี idea (และมักจะอ้างว่า ตนเองเป็นคนใช้ห้องสมุดบ่อย หรือแม้กระทั่งไปดูงานสถาปัตยกรรมห้องสมุดจากทั่วโลกมาแล้ว) แต่คนที่รู้จักคนใช้ (และ/หรือคนที่จะมาใช้) คือ คนที่ได้ใกล้ชิดและรู้จักกับผู้ใช้ห้องสมุด นั่นก็คือ บรรณารักษ์นั่นเอง อีกประการหนึ่งที่บรรณารักษ์จะต้องเอาใจใส่ก็คือ การปะทะผู้ใช้ เมื่อมีคำถามหรือคำติชม บรรณารักษ์ก็จะเป็นด่านแรกที่ “โดน” ก่อนเพื่อน

ช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา ห้องสมุดทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นในอเมริกา ยุโรป รวมไปถึงเอเชียเอง ต่างก็มีความพยายามในการที่จะ Redesign ให้เป็น state of the art เพราะถือว่าห้องสมุดเป็นสถานที่ทางวัฒนธรรมของชุมชน ดังจะเห็นได้จากหนังสือและพวกสิ่งพิมพ์ต่อเนื่อง ทางด้านห้องสมุดและสถาปัตยกรรม ก็จะมี Feature เกี่ยวกับการออกแบบห้องสมุดออกมาทั้งสิ้น เช่น Architecture, American Library, Libupdate_0708_frontcover.jpgrary Journal ล่าสุด Library + Information Update ของฝั่งอังกฤษ (วารสารของ CILIP) ก็นำสถาปัตยกรรมและการออกแบบห้องสมุดมาเป็น Theme ของวารสารฉบับล่าสุด ก็ลองไปหาอ่านมาดูคับ

นอกจากนี้ สำหรับคนที่ต้องการ Idea ดี ๆ มาใช้ ในอังกฤษเค้าก็พยายามรวบรวมข้อมูลเหล่านี้ไว้ในเว็บไซต์ของ Designing Library: Library Buildings Online ก็มีฐานข้อมูลเกี่ยวอาคารห้องสมุด รวมไปถึงบทความและรูปภาพที่น่าสนใจ

คนทำงานห้องสมุดในเมืองไทยส่วนใหญ่มักอ้างว่า ต้องการเปิดหูเปิดตา และหาความรู้เพิ่มเติมด้วยการไปดูงาน มากกว่าการอ่านหรือหาความรู้จากตำราเอาเอง (เพราะไม่ค่อยมีเวลา) แน่นอนว่าการไปดูงาน มันช่วยให้เราเห็นภาพว่ากระบวนการมันทำยังไง หรือสิ่งที่แปลกใหม่มันเป็นยังไง แต่การอ่านเนี่ย ถึงแม้ว่ามันจะน่าเบื่อหน่าย มีแต่ตัวหนังสือ ภาพก็นิ่ง ๆ ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ แต่อย่าลืมว่า แต่ก็ช่วยสร้างจินตนาการและฝึกการคิดเชิงวิเคราะห์และสร้างสรรค์ไปด้วย ซึ่งจะทำให้สามารถทำงานทีี่เกี่ยวข้องกับการออกแบบได้ดีมากกว่าการชี้นิ้วแล้วบอกกับนักออกแบบว่า อยากได้แบบที่นั่น ที่โน่น ที่นี่…

ปรับเปลี่ยนหรือเลียนแบบ

In Thaibrarian, บรรณารักษ์ : Librarian, บ่นไปเรื่อย : Saying, ห้องสมุด : Libraries, เด็กนอก?, เป็นการเป็นงาน : Seriously on สิงหาคม 3, 2006 at 1:48 am

มีงานเขียนเชิงวิเคราะห์วิจารณ์ (Brief Communications) ชิ้นนึงเกี่ยวกับการศึกษาวิชาบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ยุคใหม่ของไทย ซึ่งเขียนไว้ตั้งแต่เมื่อสองปีที่แล้ว… แต่เมื่อนำไปให้อาจารย์ผู้ใหญ่ที่เคารพท่านหนึ่งอ่านเพื่อ review ท่านก็แนะนำให้กลับมาปรับปรุงใหม่ เนื่องจากเหมือนคนที่เขียนแล้วบ่นอะไรไม่รู้… เวลาผ่านไปเป็นปี ก็ยังไม่ได้ปรับแก้ให้มันเป็น academic เลย ก็เลยคิดว่า คงไม่เอาลงตีพิมพ์วารสารแล้ว เอาลงใน blog ตัวเองเนี่ยแหละ น่าจะ OK ที่สุด เพราะมันเข้ากับ concept “เรื่องเลอะเทอะ” ของ blog นี้มากกว่า อิอิ เสียดาย เพราะไม่มีเวลากลับมาแก้ไขใหม่เลย ดีกว่าปล่อยให้มันเก็บไว้ในกรุ เผื่อจะเป็นประโยชน์กับใครบ้างไม่มากก็น้อยนะครับ แต่หากดันทุรังส่งไปตีพิมพ์ไป ก็เกรงว่าจะโดนเขม่นเอาว่า ไม่มีสาระอะไรเลยแล้วยังส่งมาอีก เพราะฉะนั้นก็ถือว่าเป็นการคุยกันหรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นแล้วกันนะครับ อย่าคิดมาก!

ยาวหน่อยนะครับ.. ถ้าใครต้องการ PDF version เพื่อให้อ่านง่ายก็เขียน comment ไว้ละกันครับ (ปล. email ที่ส่งมาตอน comment จะไม่โชว์ เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัวเรื่อง spam เด้อครับ)
ขอเน้นนะครับว่า งานชิ้นนี้ก็คงไม่สามารถอนุญาตให้นำไปอ้างอิงนะครับ

************************************

ปรับเปลี่ยนหรือเลียนแบบ: วิชาบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ยุคใหม่

Modernization of LIS education in Thailand

บทคัดย่อ
การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในอุตสาหกรรมสารสนเทศ ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องของวงการการศึกษาวิชาบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ทั่วโลก ประเทศไทยก็เป็นประเทศหนึ่งที่มีความพยายามในการที่จะพัฒนาการหลักสูตรการเรียนการสอน ให้มีความทันสมัยต่อการเปลี่ยนแปลงของวงจรสารสนเทศและตลาดงาน ไม่ว่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนหลักสูตร การเปลี่ยนชื่อโรงเรียนและหลักสูตร อย่างไรก็ตามอิทธิพลของแนวคิดและการขับเคลื่อนทางเทคโนโลยีจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากประเทศที่พัฒนาแล้ว อาจทำให้เกิดช่องว่างที่ก่อให้เกิดปัญหาต่อการพัฒนาวิชาชีพอย่างยั่งยืนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว นอกจากนี้มุมมองที่แตกต่างทำให้นักวิชาการเกิดภาพลวงในการปรับปรุงหลักสูตร ตลอดจนมองข้ามบางประเด็นที่ไม่ค่อยมีการพูดถึง ในวงการบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ ในประเทศไทย เช่น ศาสตร์ทางด้านการอ่าน การสื่อสารทางวิชาการ เป็นต้น แนวทางที่ควรได้รับการพิจารณาเพื่อการปรับปรุงหลักสูตรอย่างมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพ ได้แก่ การร่วมมือกันระหว่างโรงเรียนบรรณารักษศาสตร์ ในการกำหนดทิศทาง การพัฒนาวิชาชีพและการจัดการเรียนการสอน เพื่อตอบสนองอัตลักษณ์และความต้องการของสังคม โดยเฉพาะในระดับชุมชนและท้องถิ่น มีการติดตามบัณฑิตอย่างต่อเนื่องและครอบคลุม ตลอดจนสนับสนุนการศึกษาอย่างต่อเนื่องในวิชาชีพ

Abstract
Changes in the information industry lead to the continuing transformation of Library and Information Science education worldwide. In Thailand, many library schools have been trying to develop their curriculum to respond to the rapid changes in the information life cycle and job market including adding and removing courses, changing school names and curriculum titles. Significantly enough, the influences of change in paradigm and technology from foreign countries, in particular developed countries, may cause considerable gaps contributing to short-term and long-term issues in sustainable development of the library profession. Furthermore, the different perspectives from foreign countries can cause illusion when comparing the curriculum with ones from foreign countries. Also some important scholarly issues could be skipped such as reading science and scholarly communication. The recommendations for these issues are also addressed; including the collaboration of library schools in terms of short-term and long-term direction in developing curriculum, supporting local communities, consistently and thoroughly following graduates, and encouraging continuing education in the profession.

คลิ๊กเพื่ออ่านบทความทั้งหมด

ชีวิตห้องสมุดที่น่าเหนื่อยใจ

In Thaibrarian, บรรณารักษ์ : Librarian, บ่นไปเรื่อย : Saying, ห้องสมุด : Libraries, เป็นการเป็นงาน : Seriously on กรกฎาคม 27, 2006 at 7:14 pm

เพิ่งจะไปเห็นโครงการประกวดห้องสมุดมีชีวิตของ TK Park มา ก็นับว่าเป็นโครงการที่ดีที่มีส่วนสำคัญในความพยายาม “กระตุ้น” ให้เกิดขึ้นในการบริหาร จัดการและให้บริการห้องสมุด โดยเอาตัวเองเป็นต้นแบบ ซึ่งสำหรับผมแล้วก็ไม่ผิดอะไร เพราะอย่างน้อยเค้าก็เป็นต้นฉบับห้องสมุดในห้างแห่งแรกในเมืองไทย เป็นห้องสมุดที่ “ดู”ทันสมัย และอย่างน้อยเค้าก็ทำให้เกิดความเคลื่อนไหวในวงการ

แต่อย่างที่ผมเน้นไว้แล้วว่า สิ่งที่เค้าทำอยู่นั้น มัน “กระตุ้น” ให้ตื่นตัวเฉย ๆ แต่ถ้าว่ากระตุ้นให้ไปถูกที่ถูกทาง หรือเป็นไปในทางที่ยั่งยืนแล้วหรือไม่ อันนี้ไม่ค่อยแน่ใจนัก… เพราะเท่าที่ดูการทำงานทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง (เท่าที่ดูมา)​มันไม่มีอะไรแปลกใหม่เลยในเชิงการบริหาร จัดการ… คนที่ทำงานห้องสมุดหลายคน มองว่าเป็นเพียงห้องสมุดที่มีสตางค์ในการตกแต่งเยอะแล้วมีกิจกรรมเยอะเท่านั้น

สิ่งหนึ่งที่ TK Park ทำพลาดเป้าหมายที่ตั้งไว้แต่แรกก็คือ กลุ่มเป้าหมาย ที่ท้ายที่สุดก็กลายเป็นกลุ่มเด็ก ๆ ไป แทนที่จะเน้นกลุ่มคนทุกกลุ่ม ซึ่งนั่นหมายถึงการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต… เอาหล่ะไม่อยากวิจารณ์ในภาพรวมมาก เอาเข้าเรื่องที่จะเล่าละกัน

หลังจากที่ไปอ่านกฏ กติกากับเกณฑ์การตัดสินการประกวดห้องสมุดมีชีวิตแล้ว ผมรู้สึกว่าการจัดกิจกรรมของ TK Park ในครั้งนี้มีข้อบกพร่องหรือข้อควรคำนึงถึงหลายประการที่มองข้ามไป และมันอาจจะทำให้เดินทางกันไปในทางที่ผิด ๆ ก็ได้

เรื่องแรก คือ ความคลุมเครือของโครงการ อาจเป็นเพราะผมอยู่วงนอกก็ได้ เลยไม่ทราบรายละเอียดมากนัก ถ้าว่าง ๆ อาจจะไปหารายละเอียดมาเพิ่มเติม.. เช่น เรื่อง ประกวด ชนะแล้วได้อะไร? ได้เงิน? ได้ประกาศนียบัตร? ได้โล่ห์? อะไรคือแรงจูงใจที่ทำให้คนทำงานต้องการให้ห้องสมุดของตัวเองได้รับคัดเลือก หรือถ้าใครรู้ช่วยกรุณาบอกด้วยละกัน ถามว่าทำไมมันสำคัญ

คนภายนอกมักจะนึกเสมอว่า งานห้องสมุดเป็นงาน routine ที่บรรณารักษ์ทำงานกันตายไปวัน ๆ น่าเบื่อ ซ้ำซาก จำเจ แต่คนที่ได้สัมผัสกับมันและเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้ว จริง ๆ มันคือการทำงานในลักษณะโครงการมองกว่า เพียงแต่บรรณารักษ์บ้านเรา มันไม่มีทรัพยากรที่เอื้อให้เกิดสภาพแวดล้อมของการทำงานแบบโครงการ คนก็เลยเป็นอย่างนั้น ในขณะที่ในอเมริกา การทำโครงการเพื่อขอเงินสนับสนุน (Grant) ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ห้องสมุดเกิดการพัฒนาทั้งในเชิงปฏิบัติและเชิงวิชาการ และผมก็มองว่า โครงการประกวดห้องสมุดแบบนี้ น่าจะมีกลไกเกี่ยวกับการสนับสนุนเงินทุนเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะจะทำให้คนทำงานหันมาสนใจการทำงานแบบ Project-based มากยิ่งขึ้น ก็เลยอยากรู้ว่าสำหรับโครงการของ TK Park เนี่ย จริง ๆ มันให้อะไร
เรื่องที่สอง เป็นเรื่องของการฝึกอบรม ตามที่ผมเข้าใจ คนที่จะเข้าร่วมโครงการจะต้องส่งแผนงานเข้าไปให้พิจารณา คนที่มีแผนที่ดีก็จะได้รับการคัดเลือกให้เข้าสู่รอบที่สอง (ซึ่งมีประมาณ 200 แห่ง) แล้วตัวแทนห้องสมุดที่ได้รับการคัดเลือกก็จะได้มาเข้ารับการอบรมที่ TK Park

สิ่งหนึ่งที่น่าเป็นห่วงสำหรับขั้นตอนการคัดเลือกแบบนี้ ก็เหมือนกับการสอบเข้ามหาวิทยาลัย คือ คุณต้องการคนเก่งที่สุด มีศักยภาพที่สุดเพื่อเข้าร่วมโครงการ มาพัฒนา แล้วก็ปล่อยให้กลุ่มที่ไม่ได้รับการคัดเลือกเท้งเต้งตามยถากรรมต่อไป… (หรือถ้า TK Park มีโครงการจะเอากลุ่มที่ไม่ได้รับการคัดเลือกมาอบรมทีหลังก็ช่วยชี้แนะด้วยนะครับ) แน่นอน สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ “ช่องว่างการทางพัฒนา” แต่สำหรับการเริ่มต้น ผมก็เข้าใจนะครับ ว่าควรจะเริ่มต้นจากคนที่ “พร้อม” ทางความคิดเสียก่อน

ทีนี้พอมาดู กำหนดการอบรม ก็ต้องถอนหายใจอีกพักใหญ่ การฝึกอบรมประกอบไปด้วยสองส่วน ส่วนหนึ่ง คือ การอบรมและเสวนา ส่วนที่สองเป็นการศึกษาดูงาน ซึ่งเท่าที่ดู มันเป็นการ “ยัดเยียด” ความเป็นตัวตนให้คนอื่นมากไป ทั้งที่กิจกรรมควรจะเป็นการสัมมนาเชิงปฏิบัติการมากกว่า คือ สอนให้รู้จักเทคนิคต่าง ๆ ในการพัฒนางาน มากกว่าจะมาสอนว่า “คุณสมบัติที่พึงประสงค์ของห้องสมุดมีชีวิตคืออะไร” เพราะคนที่เข้าฟังทั้งหมด ล้วนแล้วแต่เป็นคนทำงาน ไม่ใช่นักวิชาการ สิ่งที่เค้าอยากได้คือ “How to” มากกว่า “Who, What, Where, When” ซึ่งจริง ๆ บางส่วนของการบรรยายก็ครอบคลุม แต่อย่าลืมว่า การนำเสนอมันคือ “การบรรยาย” ที่เน้นการสื่อสารแบบทางเดียว จะได้ประโยชน์เท่าไหนเดี๋ยวก็คงต้องติดตามมาดูกัน

หลังจากที่ทุกคนเข้าร่วมการอบรมแล้ว ก็จะให้ห้องสมุดทุกแห่งไปทำ “แผนงานห้องสมุด” มาแล้วก็จะทำการคัดเลือกให้เหลือ 30 ห้องสมุด และไอ้เจ้า เกณฑ์การประกวด นี่แหละ ที่เป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ต้องมาร่ายยาวใน post นี้ เพราะเห็นแล้วเกิดอาการสะท้อนใจอย่างรุนแรง

1. ส่งแผนงานห้องสมุดมีชีวิตที่จะดำเนินการภายในปี 2549 ทันทีที่พร้อมหรือภายในวันที่ 25 กรกฎาคม 2549
2. ส่งรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานตามแผนงานที่กำลังปฏิบัติอยู่ขณะนั้น ทันทีที่พร้อมหรือ (จบด้วยคำว่าหรือเนี่ยนะ?)

แสดงว่าจะต้องมีการดำเนินงานตามแผนที่เขียนไว้ แล้วก็ให้เกณฑ์การประเมินตามนี้

ส่วนที่ 1 การมีส่วนร่วม

1.1 การส่งเอกสารต่างๆ ครบถ้วน (10)
1.2 การเข้าร่วมอบรมอย่างสม่ำเสมอ (10)

ส่วนที่ 2 แผนงาน

2.1 ความเป็นไปได้ (15)
2.2 การใช้ความรู้จากการอบรม และความคิดสร้างสรรค์ (15)
2.3 การจัดการทรัพยากรอย่างคุ้มค่า (คน ของ เงิน เวลา) (15)
2.4 ประโยชน์ที่ชุมชนได้รับ (15)
2.5 การช่วยเหลือเกื้อกูลกันระหว่างห้องสมุดกับชุมชน (10)
2.6 แผนงานมีรายละเอียดชัดเจนและครบถ้วน (10)

คะแนนรวม 100

ก็คงถือว่าเป็นการตบหน้าคนเรียน Library Science อย่างรุนแรง จริงอยู่ที่การทำงานในห้องสมุดต้องอาศัยทั้งศิลปะเข้ามาช่วย แต่ก็ไม่ใช่ทำอะไรตามใจฉัน จนทำให้วิชาชีพมันดูตกต่ำ “ขาดมาตรฐาน” ไปซะอย่างนั้น ทั้งที่จริง ๆ การประเมินถือเป็นศาสตร์สำคัญหรือแทบจะเรียกได้ว่าเป็นหัวใจของศาสตร์สาขานี้เลยทีเดียว

ทำไมผมถึงพูดได้รุนแรงขนาดนั้นหน่ะหรือครับ ก็เป็นเพราะว่าเกณฑ์ที่กำหนดมาให้เห็นตอนนี้ เหมือนกับตอนที่ครูมัธยมสอนให้นักเรียนเขียนโครงการแล้วก็จะตรวจคะแนนตามความเห็นที่ครูคิดว่าเหมาะสม ซึ่งเป็น Subjective และคลุมเคลือมาก

ยกตัวอย่างเช่น

2.5 การช่วยเหลือเกื้อกูลกันระหว่างห้องสมุดกับชุมชน

ถ้าคุณเป็นกรรมการ คุณจะใช้อะไร “วัด” ว่า ห้องสมุด ก มีความช่วยเหลือเกื้อกูลกันระหว่างชุมชนมากกว่า ห้องสมุด ข… ผมหวังว่า มันคงไม่ใช่แค่มีกับไม่มีหรอกนะครับ หรือไม่ก็ให้ตามใจชอบ แบบอันนี้ดีกว่า อันโน้นดีกว่า เพราะจริง ๆ แล้ว ตัวชี้วัดที่อาจจะเอามาใช้ก็อาจจะเป็น จำนวนหน่วยบุคคล องค์กรในชุมชนที่ให้ความร่วมมือ หรือแม้กระทั้งจำนวนทรัพยากรที่เกิดความร่วมมือกัน อะไรทำนองนี้มากกว่า.. หรือเอาอย่างง่าย ๆ ความที่เกณฑ์การประเมินมันอ่อนมากขนาดไหน ก็แค่ส่งเอกสารครบก็ได้ 10 คะแนนแล้ว

จริง ๆ มาลองคิดกันดีกว่าว่าถ้าเป็นกรรมการจะใช้อะไรเป็นตัววัด อย่าง “ความเป็นไปได้” งี้ คุณคิดว่าปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้เกิดความเป็นไปได้ หรือ “แผนงานมีรายละเอียดชัดเจนและครบถ้วน” อะไรคือชัดเจน ยกตัวอย่างง่าย ๆ คุณอ่าน post นี้ของผมแล้ว คุณให้คะแนน “ความชัดเจน” ของผมเท่าไหร่ ผมอยากจะขอคำอธิบายกับกรรมการเสียจริง…

ส่วนประเด็นต่อมาก็คือ เกณฑ์การตัดสินไม่สนับสนุนให้เกิดการคิดนอกกรอบเลย เพราะ 25% (หรือ 1 ใน 4) ของคะแนนคือ การที่ต้องทำตามสิ่งที่ครูบอกและสอนมา แล้วอย่างนี้มันจะเกิดการพัฒนาได้อย่างไร คนก็ไม่กล้าคิดนอกกรอบแล้ว…

สิ่งหนึ่งที่เกณฑ์การตัดสินมองข้ามไปอย่างไม่น่าให้อภัย คือ ความสำคัญของผู้ใช้ ไม่มีเกณฑ์ไหนเลยที่พูดถึงคนใช้ จริงอยู่ที่บอกว่าให้นำเสนอการให้ชุมชนมีส่วนร่วม แต่การมีส่วนร่วมของชุมชนอาจจะไม่ได้นำมาซึ่งการใช้เสมอไป เช่น ห้องสมุด ก. จะทำแผนมุมเด็ก โดยจะซื้อหนังสือใหม่เข้ามา แล้วก็ปรับปรุงพื้นที่และการตกแต่ง ก็ขอความร่วมมือไปยังสมาคมครู ผู้ปกครอง ตลอดจนโรงเรียนในการให้ความร่วมมือในการระดมทรัพยากรต่าง ๆ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้สร้างให้เกิดหรือเพิ่มจำนวนการใช้ขึ้นมาก พูดง่าย ๆ ก็คือ “ทำแล้วใครจะมาใช้” แล้วจะประเมินการใช้อย่างไร blah blah blah

ถ้าเอากฏของ S. R. Ranganathan เข้ามาจับ ดูเหมือนว่า TK Park จะมุ่งไปข้อสุดท้ายข้อเดียว คือ ห้องสมุดคือองค์กรที่มีชีวิต โดยที่มองข้ามคุณค่าและหน้าที่ของห้องสมุดข้ออื่นไปหมด เสียดายความพยายามที่มองดูแล้ว มันจะกลายเป็นเทรนที่ทำให้คนเกิดความหลงไปชั่วพักชั่วครู่ เหมือนกับที่คนทั้งหลายคิดอยู่เสมอว่า ถ้าไม่มีรัฐบาลนี้แล้ว ไอ้โครงการเหล่านี้จะอยู่ได้ยังไง

ส่วนประเด็นสุดท้ายที่ไม่พูดไม่ได้ก็คือ ในแต่ละขั้นตอนมันจำเป็นจะต้องใช้ทรัพยากรทั้งนั้น โดยเฉพาะการที่ให้ห้องสมุดที่ได้รับการคัดเลือกไปดำเนินการตามแผน ไม่รู้ว่า TK Park ให้เงินเค้าไปดำเนินการหรือเปล่า แล้วถ้าไม่ให้หล่ะ เค้าต้องเอาเงินมาจากไหน ไอ้เกณฑ์ความเป็นไปได้เนี่ย ดูเรื่องเงินอย่างเดียวหรือเปล่าเนี่ย จะเป็นยังไง ถ้าผมมีความคิดที่ดีมาก มีความสามารถ มีทีมที่ดี แต่ผมไม่มีเงินและทรัพยากรมากพอ และอาจจะทำให้ไม่สามารถบรรลุตามแผนที่วางไว้ได้ กับห้องสมุดอีกแห่งหนึ่งที่มีความคิดงั้น ๆ แต่มีเงินที่จะบันดาลให้ห้องสมุดตัวเอง “ดูดี”… จริง ๆ ถ้าจะให้เกิดความสร้างสรรค์จริง TK Park ควรจะต้องจำกัดขนาดโครงการและความต้องการทางด้านงบประมาณไว้ แล้วถ้าเป็นไปได้ก็ให้เงินเค้าไปทำเลย (ก็ไหน ๆ ก็คัดเลือกแผนที่คิดว่าดีที่สุดไว้แล้วหนิ) จริง ๆ ก็อยากให้ workpoint มาทำเกมส์โชว์แนวพัฒนาห้องสมุดอะไรเหมือนกันนะ

ถามว่าทำไมผมถึงต้องมาบ่นเพ้อเจ้อเรื่องกฏเกฎณฑ์บ้า ๆ บอ ๆ อะไรเนี่ยด้วย ก็เพราะผมเห็นว่า เกณฑ์ ที่ตั้งไว้ มันไม่สามารถเป็นตัวนำทางให้สอดคล้องกับการพัฒนาห้องสมุดได้เลย แล้วในที่สุดแบบที่ถูกลอกไป มันก็จะไม่ดีออกมาในที่สุด แล้วทีนี้พอจะมาแก้ไขก็สายไปเสียแล้ว เพราะทรัพยากรมันไปหมดแล้ว ประเทศเราไม่มีเงินมากนักนะครับ ถ้าจะทำอะไรใหญ่ ๆ คงต้องขุดรากกันให้ดีนิดนึง สงสารลูกหลานกันหน่อย

แต่ยังไงเสียท้ายที่สุด ทั้งหลายทั้งปวงแล้วผมก็ต้อง cross finger ไว้นะครับ เพราะผมเองก็ไม่ได้เข้าร่วมโครงการ เพียงแต่ดูอยู่ข้างนอก ก็ถือว่าเป็นการตั้งข้อสังเกตของคนวงนอกละกัน อย่าไปคิดมาก

ท้ายที่สุดมันก็อยู่ที่เงินกับสื่อแหละ…

Bookmarking and Evaluation of Library Services

In Thaibrarian, บรรณารักษ์ : Librarian, บ่นไปเรื่อย : Saying, สถิติ : Statistics, ห้องสมุด : Libraries, เป็นการเป็นงาน : Seriously on กรกฎาคม 11, 2006 at 5:11 am

Yesterday post made me think further about how this could benefit in terms of evaluating library services.

Library professionals have been discussing about what is the actual “use”, in particular books on shelves.  There are a number of people trying to define the activities that could be taken in to account.  Many libraries use in-house check-in built in ILS as  the measure.  When users return books in the book bins that mean they used it.  However, the in-house statistics do not always represent the actual use.  Some users just grab a book from the shelf to check for relevancy rather than intend to use it.  Then they put it in the book bin as those who actually use it.

Physical bookmarking system can provide the deeper picture of how books are actually be used.  Once users mark bookmark, we could be quite certain that they use it, whether reading, browsing, and such.

However, a book that is not bookmarked does not mean it has not been used.  Users may finish using it without leaving any notice (including bookmarking).  Also they may not need to bookmark because they do not need to use it in the future.  It might be worthwhile to review the psychological aspects of bookmark.

Bookmark System for Physical Books at TCDC

In Thaibrarian, บรรณารักษ์ : Librarian, บ่นไปเรื่อย : Saying, ห้องสมุด : Libraries, เป็นการเป็นงาน : Seriously on กรกฎาคม 10, 2006 at 1:38 pm

Bookmark@TCDCWhen we talk about bookmark, we usually think about del.icio.us or similar virtual bookmark service for online information. What about bookmark system for physical book?

TCDC Resource Center is a reference design library located in Bangkok. All collections are reference, not allowed to circulate. To help users remembering what they have read so far, TCDC developed a bookmark system to help them.

The system will link between physical bookmark and virtual bookmark by barcode. A user can request for bookmarks at the reference desk. The bookmark will be registered with user’s ID. Once they finish reading, they will leave the bookmark in a book and leave the book in the book bin. Once the book is checked for in-house use. Library staff will collect bookmark ID, book ID (RFID), and page number where the bookmark is found.

Users can track their previous readings and later comment on the whole book or even particular page. At the moment, the 2.0 concept has not been implemented. However, I hope the next version should allow members to be able to share their comments toward page level. That means this is go beyond FRBR schema. However, these comments could be summarized as in different layers of FRBR scope.

I think this is a good combination between physical and online environment where we still believe that prints are still playing significant roles in publishing and information consumption. I am not sure how this model could work well in circulated libraries. This system could be applied for personal information management applications.

Decreased number of LIS international students

In Thaibrarian, บรรณารักษ์ : Librarian, บ่นไปเรื่อย : Saying on กรกฎาคม 3, 2006 at 6:39 pm

IIE Network released the report on the number of foreign students in the US. What is interesting to me is the numbers of foreign students in Library Science.

The number of students come to the States to study library and archival science is quite small, less than 1,000 or about 0.1% of the total number. Why is it relatively small? What brings those international student come to the States for library science degree? I don’t think library profession worldwide is much less than other field of study. The number is even decreasing, from 742 in 2003/2004 to 638 in 2004/2005. What about foriegn LS students in other developed countries (e.g. UK and Australia)?

After seeing the decrease of library science students, my first impression was the number of the students might transfer to information science. However, the no. of international students in computer/information sciences, according to the report, decreased much more than one in LS. The number droped over 32.5% (nearly 10,000 students).

Well, beside the tighter immigration policy, what are these factors?

Rock n Roll Library

In Thaibrarian, บรรณารักษ์ : Librarian, ห้องสมุด : Libraries, เป็นการเป็นงาน : Seriously on เมษายน 16, 2006 at 2:03 pm

This marketing video for National Library Week is hilarious. It was made by MLIS student at Pitt.

For fun, I got two goofs though. Firstly, when the guy checked the books out, that’s not the circulation desk… It’s a reference desk.. Secondly, the last scene is in magazine zone. I think they have music zone for teenagers in the other area.

Anyway, it is cool…