iTeau

ประวัติเอกสารจากหมวดหมู่ ‘บันเทิง : Entertainment’

Eyes on me (ขิม & ซออู้)

In เพลง : Music on สิงหาคม 24, 2009 at 8:19 pm

เห็นอ้อมกับพี่เต้ยเล่นเพลงนี้เพราะ เลยขอแจมบ้างครับ

แนะนำให้ลองเข้าไปฟัง เวอร์ชั่นขิมล้วน ๆ ดูครับ เนียนกว่ามาก :)

[ฟังเพลงอื่น: ลาวม่านแก้ว]

[update] เผื่อคนที่เปิดฟังจากข้างบนไม่ได้ครับ ลองเข้าไปฟังที่ imeem แทน ขอบคุณอ้อมมากจ้าที่ upload ให้

เขมรโพธิสัตว์

In การเมือง : Politic, บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, เพลง : Music on พฤศจิกายน 25, 2008 at 2:04 pm

จำได้ว่าเพลงนี้เคยฟังตัวเล็กร้องสมัย ม.ต้น ชอบเนื้อเพลงมาก (เคยพยายามแอบร้ิองแต่เสียงไปไม่ไหว) อยู่ดี ๆ มันก็ผุดขึ้นมาในหัว

“อันความผิดนิดหนึ่งอย่าพึงโกรธ

ควรงดโทษกันและกันให้พลันหาย

อย่าอาฆาตบาดหมางจนวางวาย

เป็นกรรมร้ายติดตัวชั่วกัปกัลป์

ข้างหนึ่งโกรธข้างหนึ่งนิ่งเสียนั้นไซร้

เป็นบุญได้ดับร้อนช่วยผ่อนผัน

เหมือนตบมือข้างเดียวไม่ดังพลัน

เรารักกันดีกว่าเกลียดเดียจฉันท์เอย”

ไปหา้ข้อมูลบนเว็บพบว่า หม่อมเจ้าหญิงหญิงพิจิตจิราภา เทวกุลเป็นผู้ประพันธ์ เสียดายว่าหาที่เป็น audio ไม่ได้

Blind angle

In บันเทิง : Entertainment, เพลง : Music, โทรทัศน์ : TV on กรกฎาคม 14, 2008 at 10:57 am

ซึ้งอีกแล้ว ไม่รู้ว่าเก่าไปหรือยัง แต่เพิ่งมาดู

หนูน้อย Yoo Ye-eun เกาหลีวัย 5 ขวบ ผู้มีความพิการทางสายตาตั้งแต่เกิด ได้รับการอุปการะจากพ่อแม่บุญธรรม มีความสามารถในการเล่นเปียโน ด้วยการจดจำจากการฟังเพียงครั้งเดียว โดยไม่ได้รับการฝึกฝนมาก่อน

หนึ่งปีผ่านไป รายการ Star King เอาเธอมาออกรายการอีกครั้ง โดยเล่นเปียโน ร่วมกับหนูน้อยเสียงใส Connie Talbot

ถึงแม้มือเธอจะยังไม่ละเมียดละไมเท่ามือโปร แต่สิ่งที่เธอเล่นก็ชี้ให้เห็นความตั้งใจ และสามารถชั้นยอดของประสาทสัมผัสในส่วนของการฟังและการสัมผัส ดูไว้เป็นแรงบันดาลใจเวลาที่ท้อแท้ละกันครับ ขณะที่เขียนอยู่นี้มีคนดูวิดีโอแรกไปสองล้านกว่าครั้งแล้ว…

[ที่มา dailymail]

PHD Comics: The F-1 Process Explained

In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on มิถุนายน 24, 2008 at 9:18 am

ไม่มีคำบรรยาย อ่านเอาเองเลยครับ

The F-1 Process Explained

[ที่มา: PHD Comics]

Review: Priceless

In บันเทิง : Entertainment, ภาพยนตร์ : Movie on มิถุนายน 9, 2008 at 11:11 pm

“อย่าเข้าใจว่าฉันเป็นกระสือ ฮื่อ ฮือ ฮือ ฮื้อ เงินหน่ะ มีไหม…”

เพิ่งจะได้ดูหนังตลกฝรั่งเศสเรื่อง Priceless หรือชื่อต้นฉบับภาษาฝรั่งเศส คือ Hors de prix ที่มีแม่เหล็กดูดขนาดยักษ์อย่าง Audrey Tautou กับ Gad Elmaleh จาก The Valet เป็นตัวชูโรง

เรื่องราวเกี่ยวกับระหว่างหญิงสาวผู้เทอดทูนเงินเหนือความรัก ต้องมาเตร็ดเตร่อยู่คนเดียวในบาร์ของโรงแรมในคืนวันเกิดของตัวเอง เพราะคู่ควงกระเป๋าหนักรุ่นเดอะสลบไสลด้วยฤทธิ์แอลกอฮอลล์ และในบาร์อันเงียบเหงานั้นเอง ก็มีชายหนุ่มผู้หนึ่งที่นอนเคลิ้มอยู่ที่โซฟา ในมือของเขามีซิการ์ราคาแพง พร้อมกับเหล้าชั้นดีบนโต๊ะ ของเหล่านี้สะดุดตาเธอทันที พลันรู้สึกตัวและเห็นหญิงสาวผู้เลอโฉม ก็ลืมตัวไปเสียสิ้นว่าตัวเองนั้นเป็นเพียงพนักงานของโรงแรม ที่เพียงลูกค้าให้ช่วยสูบซิการ์และกินเหล้าเป็นเพื่อน ก็เลยต้องปล่อยเลยตามเลย ด้วยการทำให้เธอเข้าใจว่า เค้าเป็นเศรษฐีพักอยู่ในห้องสวีทของโรงแรม เหตุการณ์เตลิดไปถึงขั้นมีอะไรกัน แต่ในที่สุดเค้าก็ถูกจับได้ แต่ด้วยความซื่อและความรักอย่างหัวปักหัวปำ เค้าพยายามทุกอย่าง เพื่อที่จะซื้อหัวใจของผู้หญิงคนนี้ให้ได้ ไม่ว่าจะหมดตัวยังไงก็ตาม แต่กระนั้นโชคก็ช่วยให้เค้าอยู่ใน “ชะตากรรม” เดียวกับเธอ

หนังเรื่องนี้เป็นแนวที่สร้างขึ้นจากเรื่องสั้น มีตัวละครน้อย มีฉากน้อย เนื้อเรื่องกระชับได้ใจความ มีเอกลักษณ์ ดูง่าย และที่สำคัญ ขำ (ดังที่คาดหวังไว้ หากเพียงแต่จะดีกว่านี้มาก ถ้าโรงหนังที่ไปดูจะใส่ใจกับเครื่องฉายให้มากกว่านี้ เพราะช่วงแรกของหนัง out of focus มาก แล้วเจ้าหน้าที่ก็ปรับไปปรับมาจนน่าปวดหัว ปรับผิดปรับถูกบ้าง จนเกือบจะตัดสินใจเดินออกจากโรงอยู่แล้ว) 

ส่วนตัวชอบ Gad Elmaleh อยู่มาก และด้วย Character ที่ไม่เปลี่ยนไปจาก The Valet เท่าไหร่นัก ทำให้ค่อนข้างดูกลมกลืน ในขณะที่ Audrey ก็ดูเป็นสาวบ้านที่ต้องการตะกายดาวได้ดี การแสดงของเธอสมบูรณ์แบบเหมือนทุกเรื่องที่ผ่านมา เพียงแต่รู้สึกว่า เธอยังสวยแบบ supermodel ไม่พอ อาจจะเป็นเพราะยังติดภาพเธอจากเรื่องก่อน ๆ แถมยังมีคนที่สวยแบบ model จริง ๆ ให้เปรียบเทียบ ก็เลยดูออกจะด้อยไปหน่อย แต่กระนั้น เมื่อต้องมาจับคู่กับ Gad ก็ถือว่าลงตัวทีเดียว

กลับมาถึงบ้าน เพิ่งจะนึกออกว่า ชื่อหนังคุ้น ๆ มาจากไหน ที่แท้ก็ priceless.com นี่เอง ไม่รู้ว่าคนตั้งชื่อหนังตั้งใจให้เหมือนหรือเปล่า

review: บนเส้นบางระหว่างจินตนาการและความจริง

In บันเทิง : Entertainment, ภาพยนตร์ : Movie on มิถุนายน 9, 2008 at 1:03 am

(ระวัง: มีสปอยล์บ้างเล็กน้อย)

ถึงแม้ว่าจินตนาการของคนเราไม่มีที่สิ้นสุด สามารถทำในสิ่งที่เป็นไปได้ยาก ให้กลายเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ แต่เมื่อเราหันกลับมามองดูความจริง บางครั้งสิ่งที่ดีที่สุด คือ การยอมรับความจริง และอดทนต่อสู้กันมัน

ยุค 1920 หนูน้อย Alexandria ผู้เปี่ยมไปด้วยความสงสัย ช่างคิด ช่างถาม ต้องพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลในนครลอสแองเจลิส ด้วยความซุกซนได้บังเอิญมาเจอกับ Roy Walker ผู้เต็มไปด้วยจินตนาการ แต่คิดว่า ชีวิตของตนนั้นหมดคุณค่า ชีวิตของทั้งคู่ เดินทางไปด้วยกันผ่านนิทานที่มีตัวละครฮีโร่ 5 ตัว (หนึ่งในนั้นมี Charles Darwin ผู้สนใจใคร่รู้กับสิ่งมีชีวิตทุกชนิด) ที่มีจุดมุ่งหมายหนึ่งเดียว การเดินทางไปให้ถึงจุดมุ่งหมายของคนเหล่านี้ มีความสำคัญต่อความผูกพันและการมีชีวิตรอดของคนทั้งสอง

The Fall ภาพยนตร์แนวกึ่งจินตนาการของ Tarsem Singh ที่ดัดแปลงมาจากภาพยนตร์โบลิเวียเรื่อง Yo ho ho เมื่อปี 1981 มีการเล่าเรื่องที่ชาญฉลาดและแยบยล เสน่ห์อีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ติดตราตรึงใจ คือ ความสวยงามของฉาก ที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากสร้างเพื่อหนัง แต่เป็นการรวบรวมเอาความสวยงามจากธรรมชาติและน้ำมือมนุษย์ของจริง มาปะติดปะต่อได้อย่างลงตัว ดึงเอาจุดเด่นของสถานที่แต่ละแห่งมาใช้ได้อย่างเต็มที่ สีสันตระการตา ทุกฉากสามารถตัดมาเป็นงานภาพถ่ายชั้นดีได้อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ

ถึงแม้ว่าเนื้อเรื่องก็ค่อนข้างจะแนวดราม่าหม่นหมอง แต่ความเป็นธรรมชาติของหนูน้อย Alexandria ก็ทำให้เนื้อเรื่องสดชื่นขึ้น นอกจากนี้การเสียดสีในหนัง (มุขที่ชอบที่สุด ก็คงจะเป็น Googly :D) ก็ทำให้คิ้วที่ขมวดนั้นคลายลงไปได้ คนที่ชอบหนังแนวจินตนาการบางคน อาจจะไม่ค่อยถูกใจกับฉากที่ดูแสนจะไม่ลงทุนเอาเสียเลย แต่กระนั้นก็สามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่า “อย่างนี้สิ งามแท้”…

รถไฟเหาะเพชฌฆาต

In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, ภาพยนตร์ : Movie, มั่วซั่ว : Miscellenous on พฤษภาคม 18, 2008 at 2:30 am

ป่าวครับ ไม่ได้จะพูดถึง รถไฟเหาะตกรางที่ไหน แต่จะพูดถึงเกมส์ Roller Coaster ต่างหาก…

Photo from eonline.com

วันนี้ไปดู Speed Racer มา ที่อยากดูเพราะเห็น special effect มันสีสันจัดจ้านได้ใจ ดูแล้วก็สะใจจริงแหละ (คาดว่าถ้าวันหนึ่งมีสตางค์พอจะซื้อเครื่อง Bluray เรื่องนี้ก็น่าจะเป็นเรื่องหนึ่งใน collection ส่วนตัว แต่เพียงแต่บทยังมีช่องโหว่ให้ต้องปรับปรุงอยู่มาก (ซึ่งก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องที่คาดหวังอะไรมาก สำหรับหนังแนวนี้อยู่แล้ว) แต่สิ่งที่ผุดคิดขึ้นมาได้ในระหว่างที่ดูก็คือ ถ้าได้เล่นเกมส์นี้ น่าจะมันส์น่าดู และก็ค่อนข้างมั่นใจว่า ต้องมีอยู่แล้ว

กลับมาถึงบ้านก็ลองค้นดู ก็มีจริง ๆ แต่ด้วยความที่มีสัญชาตญาณนักช๊อป ก็ขอลองเปรียบเทียบเกมส์ในทำนองเดียวกันซักหน่อย ตอนแรกก็เทียบกับ Mario Kart แต่ก็ยังไม่สะใจ ก็เลยขอเหลือบไปดูเกมส์แนว Roller Coaster หน่อย ว่าพอจะมีอะไรแนว ๆ เดียวกันมั๊ย

ตอนแรกก็เข้าไปดู Trailler ของ Thrillville แต่ยังไม่ค่อยโดนเท่าไหร่ เลยลองหาอันอื่น ๆ ดู ก็ไปเจอวิดีโอกลุ่มหนึ่งบน youtube ที่ดูเหมือนจะคล้าย ๆ กับเป็นการ review เกมส์ Roller Coaster Tycoon 3 (ซึ่งสมัยก่อน ติดงอมแงมเลย) แต่จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่ แต่มันเป็นวิดีโอแนะนำวิธีการสร้างสวนสนุกอย่างไรให้อันตราย ฆ่าคน อย่างเช่นตัวอย่างวิดีโออันนี้ (เข้าใจว่าเป็นอันแรก ๆ เพราะ Digg มาได้เป็นอันแรก ๆ)

จริง ๆ วิดีโอพวกนี้ก็นานแล้วนะ ก็ปี สองปีมาแล้ว จำได้ว่าไปเจอวิดีโอประมาณนี้บน Digg เมื่อซักสองสามปีก่อนดูตอนแรก ๆ ก็รู้สึกฮาดี เป็นเหมือนพวกตลกร้าย แต่ก็แล้วกันไป ไม่ได้คิดว่าจะมีคนหันมานิยมมาเล่นแบบนี้มันมาก ลองหาดูเอาแล้วกันครับ พวก death park, death adventure อะไรทำนองนี้ เพียบ

มองอีกมุมก็ดูน่ากลัว ว่าทำไมคนเราถึงใจร้ายกันจังนะ แต่ถ้ามองอีกทีก็จะเห็นว่า บางคนอาจจะใช้เกมส์เป็นที่ระบาย เกมส์ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการแสดงออกทางความคิดสร้างสรรค์ ตอนนี้มีกลุ่มบรรณารักษ์และนักวิชาการกลุ่มที่แตกยอดออกมาจาก Library 2.0 กำลังมองหาวิธีที่จะเอาเกมส์เข้ามาใช้ในห้องสมุด [ตัวอย่าง] (ถ้ายังจำกันได้ ครั้งก่อนผมเคยเขียนถึง เต้นล้างค่าปรับ) ผมว่าเกมส์พวกนี้ก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่เลวทีเดียว

เพียงแต่ว่าน่าจะหา theme ให้สร้างสรรค์กว่านี้หน่อย สร้างให้อันตราย มีคนตาย แบบนี้ ออกจะดูตลกร้าย (หรือไม่ตลก แต่ร้ายอย่างเดียว) ไปหน่อยสำหรับบางคน

ปล. แอบแนะนำอีกอันนึง ชื่อ Suicide park เพราะฮาอันที่เป็น รถไฟหมุนเด็กเล่น แบบเล็กมาก ๆ  แล้วบอกว่าแทนที่จะหมุน 10 รอบ ให้หมุนไป 4 ปี บ้าไปแล้ว! คือ ตัววิดีโอของอันนี้ไม่ได้ขำเท่าไหร่ แต่ความคิดแบบว่า เอ่อ -_

เคน ลี

In บันเทิง : Entertainment, มั่วซั่ว : Miscellenous, เพลง : Music, โทรทัศน์ : TV on เมษายน 9, 2008 at 10:16 pm

ไม่ได้เขียนบล๊อกนานด้วยเหตุผลหลายอย่าง ทั้งที่มีเรื่องอยากเขียนพอสมควร ขอกลับมาด้วยการเอาเพชรฆาตความเครียดมาให้ดู หลายคนอาจจะได้ดูไปนานแล้ว เป็นเพลง Ken Lee ที่มีผู้หญิงคนหนึ่งเอามาให้ประกวดเพื่อคัดเลือก ในรายการ Music Idol ซึ่งเป็น Pop Idol ของบัลแกเรีย

ดูแล้ว นึกถึงตัวเองสมัยก่อน ตอนที่ยังไม่รู้อิโหน่อิเหน่ภาษาอังกฤษ เราก็ร้องแบบนี้เหมือนกัน… (ปัจจุบัน ถ้าจะต้องดำน้ำ ก็อาจมีบ้างประปราย อิอิ)

Review: Private Fear in Public Places

In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, ภาพยนตร์ : Movie on ธันวาคม 21, 2007 at 11:51 pm

แอบชอบเนื้อเรื่องของในหนังฝรั่งเศส เรื่อง Private Fear in Public Places หรือชื่อฝรั่งเศสว่า Coeurs ของผู้กำกับรุ่นปู่ Alain Resnais วัย 85 ที่ให้รสชาติของดราม่า โรแมนติกและแฝงไปด้วยอารมณ์ขัน (แบบ หึ หึ) ได้อย่างลงตัว

หนังเรื่องนี้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับคน 6 คน ที่ไขว่คว้าหาความรัก และ passion แต่ในขณะเดียวกันต่างมีชิวิตส่วนตัว ที่ไม่สามารถ “เปิดเผย” ได้หมด แต่ละคนก็มีวิธีการที่จะปกปิด และเปิดเผยในวิถีทางที่แตกต่างกัน ซึ่งเนื้อหาเช่นนี้ คงจะเดาออกว่า จะเกิดเครื่องหมายคำถามอยู่ตลอดเวลา เป็นปมเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่สะท้อนออกมา จากในชีวิตจริงว่า ในโลกใบนี้ ถึงแม้ว่าจะดูเหมือนว่า โปร่งใส แต่มันก็ยังมีอะไรซ่อนเร้นอยู่ในความโปร่งใสนั้นเอง

ตัวหนังดำเนินไปเรื่อย ๆ ไม่มี climax ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับการตีความของแต่ละคน ว่าจะเดา หรือจะคิดอะไรออก แต่ไม่ต้องกับถึงหัวสมองขนาดนั้น มันก็คิดหรือเดาไปเรื่อย ๆ ตามที่เนื้อเรื่องจะเล่าให้ฟังนั่นแหละ ก็ประหนึ่งว่า มีคนเล่าเรื่องให้เราฟัง แล้วความสงสัยของเราที่มีต่อเรื่องนั้น ก็ไม่ได้ต่างไปจากคนเล่า ดังนั้นหากมีคนจะเดินมาบอกว่า ดูแล้ว และน่าเบื่อ ไม่เห็นสนุกเลย ผมก็คงไม่ค้าน

ส่วนเรื่องภาพ ก็เน้นความสวยของฉาก อีกทั้งดูแล้วเห็นได้ชัดว่า ผู้กำกับเอาใจใส่กับความพริ้งเพราของภาพอยู่ตลอดเวลา การตัดต่อก็ค่อนข้างมีเอกลักษณ์ แต่กระนั้น อย่างที่บอก เนื่องจาก การเล่าเรื่องที่ฉลาดเอาการ ทำให้ผมไม่ได้สนใจความงามของภาพมาก เท่ากับการติดตามเนื้อเรื่อง ซึ่งผมคิดว่า เป็นการเล่าเรื่องที่ฉลาดเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว

[ข้อมูลเพิ่มเติม imdb.com; บทวิจารณ์ใน NYT, บทความใน NYT]

Photo from New York Times

Choirs Over the Rainbow

In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous, เพลง : Music on ธันวาคม 21, 2007 at 8:06 pm

สัปดาห์ที่ผ่านมา NBC จัดรายการพิเศษช่วง prime time ขึ้น ชื่อ Clash of the Choirs เป็นการแข่งขันวงขับร้องเพลงประสานเสียง 5 วง ซึ่งแต่ละวงก็จะเป็นตัวแทนของเมืองใหญ่ 5 เมืองในอเมริกา และมีผู้ควบคุมวงเป็น super star ที่มาจากเมืองนั้น ได้แก่ Patti Labelle จาก Philadelphia, Nick Lachey จาก Cincinnati, Kelly Rowland จาก Houston, Blake Shelton จาก Oklahoma City และสุดท้าย Micheal Bolton จาก New Haven โดยมีรางวัลเป็น เงินการกุศลมอบให้แก่มูลนิธิหรือองค์กร ที่วงนั้น ๆ ต้องการจะช่วยเหลือ

ดูแล้ว รู้สึกดี ที่ชอบที่สุด ก็คือ การแสดงความสามัคคี ร่วมมือร่วมใจกัน ไม่ต้องแข่งกันร้อง ไม่ต้องแย่งกันดี คนตัดสินก็คือประชาชน ทำให้ดีที่สุดก็เป็นพอ ผู้ชนะ ก็คือ ทีม Lachey (ผมแอบลุ้นทีม Labelle กับ Bolton) อย่างไรก็ตาม ทุกองค์กรที่ทั้ง 4 วงที่ไม่ได้รางวัล ก็มีเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ เข้าองค์กรด้วย

และในบรรดาเพลงที่นำมาแข่งทั้งหมด ผมชอบที่สุด ก็คงจะเป็นตอนที่ Patti Labelle มาร้องเพลง Somewhere Over the Rainbow ร่วมกับทีมของเธอ

จะว่าไป ผมว่า Somewhere Over the Rainbow น่าจะเป็นอีกหนึ่งเพลง ที่ถูกนำมา rendition บ่อยที่สุดเพลงหนึ่ง (แค่ลองค้นเพลงนี้ใน youtube ก็เจอไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ แค่เวอร์ชั่นของป้า Patti เอง ก็ไม่รู้ต่อกี่ version แล้ว) อย่างก่อนหน้าที่ ผมก็เขียนถึงหนูน้อย Connie ที่ตอนนี้ออกเทปเป็นที่เรียบร้อย เมื่อเร็ว ๆ นี้ Beyonce ก็เอามาร้องในงาน Movie Rock

ถ้าให้ผมเดา ผมก็เอาว่า Simon Cowell นี่ ท่าทางจะชอบเพลงนี้มาก เพราะคราวก่อนในรอบ Judge Pick ก็เลือกให้ Katherine McPhee ร้องเพลงนี้ (แล้วตอนนี้ คนใน youtube ก็มาเถียงกันว่า ระหว่าง version ของ Katherine กับ Beyonce อันไหน ดีกว่ากัน ซะงั้น-_-”) ในขณะที่ X Factor season ก่อนหน้านี้ ทั้ง Leona และ Shayne ผู้ที่ชนะ ต่างก็ร้องเพลงนี้ ได้อย่าง (แต่แอบชอบ version ของ Shayne มากกว่า แหะ) จำได้ว่า ตอน audition รายการประกวดร้องเพลงพวกนี้ Somewhere Over the Rainbow เป็นเพลงที่คนเลือกบ่อยมาก จนต้อง มาทำเป็น tribute ให้ต่างหาก แต่ในบรรดา rendition ที่ใช้ในการประกวด ผมชอบของ Guy Sebastian จากมากที่สุดแฮะ อาจจะเป็นเพราะผมเป็นพวกบ้าลูกคอก็เป็นได้ เหอๆๆ

จะว่าไป ถ้าจะฟังทุก version ของเพลงนี้ คงต้องใช้เวลาฟังเป็นวัน ๆ เป็นแน่

[อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Clash of the Choirs ได้ที่บล๊อก American Idol บน myajc.com]

Connie

From FRBR Book to the King and I

In Thaibrarian, บรรณารักษ์ : Librarian, ภาพยนตร์ : Movie, ห้องสมุด : Libraries on ธันวาคม 12, 2007 at 2:26 am

วงการรู้จัก FRBR (Functional Requirements for Bibliographic Records) กันมาตั้งนานแล้ว แต่ก็ยังไม่ค่อยเห็นการนำมาใช้อย่างแพร่หลายมากนัก ซึ่งผมคิดว่า ตอนนี้นักวิจัย นักวิชาการ และผู้ปฏิบัติงาน มีบทบาทพัฒนาระบบห้องสมุดอัตโนมัติมากขึ้นกว่าแต่ก่อน (ที่ส่วนใหญ่จะตกเป็นหน้าที่ของ บริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายระบบเป็นหลัก) ซึ่งทำให้ดูเห็นวี่แววว่า เราจะได้สัมผัสกับระบบฯ ที่นำแนวคิด FRBR มาใช้อย่างจริง ๆ จัง ๆ ในอนาคตอันใกล้นี้

ล่าสุดมีหนังสือเล่มนึงมาแนะนำ ชื่อเรื่อง Understanding FRBR: What It Is and How It Will Affect Our Retrieval Tools บรรณาธิการ คือ Dr. Arlene Taylor ศาสตราจารย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงรายการและการจัดการสารสนเทศ และเป็นผู้แต่งหนังสือยอดฮิต อย่าง Wynar’s Introduction to Cataloging and Classification*

Understanding FRBR เป็นหนังสือรวมบทความของผู้แต่งระดับปรมาจารย์ด้าน Catalog จากหลายสำนักในอเมริก ไม่ว่าจะเป็น Barbara B. Tillett จาก LC ผู้อยู่เบื้องหลัง กฏ ระเบียบและระบบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายใต้ห้องสมุดรัฐสภาอเมริกัน นอกจากนี้ยังมี Martha M. Yee บรรณารักษ์ Catalog ของห้องสมุดภาพยนตร์ของ UCLA ผู้หาญกล้าแต่ง Cataloging Rules ของเธอเอง รวมไปถึง Glenn E. Patton จาก OCLC ฯลฯ

เพราะฉะนั้นไม่อยากให้พลาด และดูเหมือนว่า ไม่จำเป็นต้องเป็น cataloger เท่านั้น ถึงจะอ่านได้ ผมคิดว่า บรรณารักษ์มือใหม่ หรือคนนอกวงการบรรณารักษ์ ที่สนใจการจัดการสารสนเทศ หรือ metadata ก็น่าจะลองหามาอ่านได้ โดยไม่ผิดเป้าประสงค์แต่อย่างใด ผมเองก็ยังไม่ได้อ่านเหมือนกัน คงต้องรอหนังสือจากห้องสมุดเอา แหะ ๆ

พอพูดเรื่อง FRBR ทำให้นึกได้ว่า มีตัวอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ในช่วงนี้ และเห็นว่า FRBR น่าจะมีประโยชน์อย่างยิ่ง ที่จะช่วยในการสืบค้น นั่นก็คือ collection ของ The King and I (บังเอิญว่า ช่วงนี้ มี project เล็ก ๆ ไปช่วยเป็น dramaturge ให้กับโรงเรียน high school แถวนี้ เค้าทำละครเวที ว่าง ๆ จะเล่าประสบการณ์ให้ฟัง)

เพราะเพียงเอาแค่ชื่อเรื่อง และความเกี่ยวเนื่องกัน ก็เรียกได้ว่า มันพัวพันกันน่าดูเริ่มตั้งแต่หนังสือเล่มแรกที่ Anna Leowens แต่งก็คือ The English Governess at the Siamese Court ตามมาด้วย The Romance Of The Harem ที่ภายในมีเนื้อหาแบบเดียวกันกับ หนังสือชื่อ Siamese Harem Life เพียงแต่ต่างปี ต่างสำนักพิมพ์ และมีคนเขียนบทนำคนละคนกัน

หลังจากนั้น Margaret Landon ก็เอาทั้งสองเรื่อง ไปปรุงแต่งเป็นนวนิยาย เรื่อง Anna and the King of Siam ในปี 1944 ซึ่ง 2 ปีต่อมาถูกนำไปดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ ในชื่อเดียวกับนวนิยายของ Margaret (นำแสดงโดย Irene Dunne และ Rex Harrison) ต่อมาในปี 1951 Richard Rodgers และ Oscar Hammerstein II ก็นำนวนิยายมาดัดแปลงอีกครั้ง คราวนี้เป็นละครเวทีอันโด่งดังทั่วโลก ในนาม The King and I (Note: ใน Wikipedia บอกว่า ยังมีการนำเอาบทละครเวที ออกแสดงจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งในปี 2007 เอามาแสดงทั่วเอเชีย และแน่นอน ไม่มีประเทศไทย)

จนในที่สุด ก็มีการเอาออกมาทำเป็นภาพยนตร์อีกครั้ง ซึ่งนำแสดง โดย Yul Brynner ผู้ซึ่งแสดงเป็นบท The King ในภาคละครเวที และล่าสุดที่ออกมา ก็คือ ภาพยนตร์เรื่อง Anna and the King เมื่อปี 1999 ที่นำแสดงโดย โจว เหวิน ฟะ และ Jodie Foster มิหนำซ้ำ ในปีเดียวกัน ยังมีการ์ตูนในค่าย Warner Bros. ออกมาอีก ในชื่อ The King and I

จะเห็นได้ว่า ตัวเนื้องานในระดับ the work เหมือนกัน กล่าวคือ ทุกงานมีการดัดแปลงกันไป ดัดแปลงกันมา ปัจจุบัน เวลาจะค้นที ก็ละลานตาไปหมด เนื่องจากผลการค้นที่ได้ ไม่ได้ช่วยให้ผู้ใช้แสดงความสัมพันธ์ระหว่าง ข้อมูลข้างต้นที่ผมกล่าวถึง ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้จำแนกความแตกต่าง อย่างมีเหตุผล ระหว่างข้อมูลเหล่านั้น ซึ่งปัญหาดังกล่าว ข้างต้น ก็น่าจะแก้ปัญหาได้ด้วยแนวคิด FRBR (ปล. ผมพยายามจะหาตัวอย่างบน FictionFinder แต่สรุปว่า เค้าไม่มีใน collection เสียนี่ -_-”)

เชิงอรรถ

* Wynar’s Introduction to Cataloging and Classification จะเรียกได้ว่าเป็น ตำรา catalog ขึ้นหิ้งคลาสสิค ก็ว่าได้ เพราะ จากการวิจัย ทั้งในเชิง bibliometrics และด้านการศึกษาบรรณารักษศาสตร์ พบว่าเป็นตำราที่ถูกนำมาใช้ในการเรียนการสอนมากที่สุด เล่มหนึ่ง ในโรงเรียนบรรณารักษ์ในทวีปอเมริกาเหนือ (แหะ ๆ ผมเอง ก็รู้สึกแอบภูมิใจเล็กน้อยเพราะ ผมยังมีโอกาสได้เรียน Catalog กับ Dr.Taylor สมัยเรียนที่ Pitt และเป็นประสบการณ์ที่ประทับใจ ต้องบอกว่า เป็นวิชาที่ชอบมากที่สุดเลยทีเดียว)

[ที่มา: The FRBR Blog; สำหรับคนที่ไม่เข้าใจเรื่อง FRBR และสนใจเพิ่มเติม แนะนำให้เริ่มอ่าน เอกสารของ IFLA ก่อนครับ]

ความบังเอิญหลังงานแต่ง

In บันเทิง : Entertainment, ภาพยนตร์ : Movie, มั่วซั่ว : Miscellenous on พฤศจิกายน 25, 2007 at 3:31 pm

ผู้จัดการของมูลนิธิช่วยเหลือเด็กกำพร้าในอินเดีย ที่กำลังประสบปัญหาทางด้านการเงิน ถูกเชิญให้เดินทางกลับบ้านเกิดที่เดนมาร์ก ที่เค้าหันหลังให้เป็นเวลากว่า 20 ปี เพื่อไปพบกับผู้บริหารของบริษัทยักษ์ใหญ่ ที่อาจจะให้ความช่วยเหลือกับมูลนิธิของเขาได้ หลังจากได้พบกัน เค้าก็ได้ถูกรับเชิญให้ไปร่วมงานแต่งงาน ของลูกสาวผู้บริหาร แต่แล้วการเดินทางไปร่วมพิธีแต่งงานในครั้งนี้ เกิดเรื่องบังเอิญขึ้นหลายอย่าง ที่ทำให้เค้าต้องตัดสินใจเลือก ระหว่างชีวิตตัวเอง ครอบครัว และการงาน ซึ่งหมายถึง เด็กกำพร้ายากจน อีกหลายร้อยคนที่รอคอยการกลับมาของเค้า (ใน Wikepedia มีเรื่องย่ออย่างเต็ม สำหรับคนที่อยากรู้เรื่องทั้งหมด)

หนังดราม่าภาษาเดนิชเรื่องนี้ เป็นหนังที่เดาไม่ยาก เนื้อเรื่องไม่สลับซับซ้อน ดีอยู่ที่เทคนิคในการเล่าเรื่อง ที่ค่อย ๆ เปิดปมปัญหาออกมาทีละเปาะ ดูง่าย แต่อิน ผมชอบที่หนังดึงเอา ความมีมนุษยธรรมกับเรื่องส่วนตัว มาเป็นโจทย์ให้เราได้คิด ว่าถ้าเป็นเราตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน เราจะตัดสินใจอย่างไร

การแสดงภาพให้เห็นความแตกต่างระหว่าง สภาพความเป็นอยู่ของคนรวยในเมืองใหญ่ กับคนจนในเมืองเล็ก  สร้างภาพความขัดแย้งทางสังคมได้ชัดเจนที

ผมยังรู้สึกว่า การคัดเลือกตัวแสดงค่อนข้างทะแม่ง ๆ สำหรับผม (หรืออาจจะเป็นเพราะการแต่งหน้า เสื้อผ้าก็เป็นได้) เพราะทุกคน ดูอ่อนกว่าที่ควรจะเป็น ยกเว้นแต่นักแสดงนำชาย แต่กระนั้น เมื่อเนื้อเรื่องเริ่มเดินทางมาถึงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ก็ต้องยอมรับความสามารถของนักแสดง ที่ส่งกันได้เนียนมาก

อีกอย่างที่ผมไม่ค่อยเข้าใจในรายละเอียดเล็กน้อย คือ การเอาพวกหัวสัตว์มาประกอบในฉาก แถมบางฉากทีมีน้ำตาออกมาด้วย ก็เลยไม่แน่ใจว่า ผู้กำกับต้องการสื่อสารว่าอะไร นอกจากที่ผมรู้สึกว่า มันน่ากลัวปนเศร้า

ก็ถือเป็นหนังที่น่าดูอีกเรื่องหนึ่ง สำหรับ After the Wedding (2006)

The Shot

In บันเทิง : Entertainment, โทรทัศน์ : TV on พฤศจิกายน 5, 2007 at 12:32 am

Season นี้ไม่ค่อยมีโอกาสได้ดู TV มากเท่าไหร่ โดยเฉพาะ Reality TV ดูแบบไม่ค่อยปะติดปะต่อ วันเสาร์ อาทิตย์ไหนว่าง ก็ค่อยมาตามเก็บ โดยเฉพาะวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นวันที่มีรายการที่ชอบอยู่เยอะ

วันนี้ก็เปิดไปเปิดมา มาเจอ premiere บน Vh1 รายการนึง ชื่อ The Shot เป็นรายการ reality ที่อยากเห็นมานาน เพราะ่เวลาดู American Next Top Model (ANTM) ผมชอบดูเวลาตากล้องมืออาชีพทำงาน มากกว่าสนใจบรรดานางแบบทะเลาะกัน เพราะมันดูน่าสนุกดี เข้าใจว่าหลายคนคงเป็นเหมือนกัน

จาก producer เดียวกันกับ ANTM รายการนี้ก็มีรูปแบบคล้าย ๆ กัน เพียงแต่เปลี่ยนจากนางแบบเป็นตากล้อง 10 คน เพื่อช่วงชิงรางวัล ไม่ว่าจะเป็นเงินสด campaign ถ่ายโฆษณาของ Victoria’s Secret และ contract กับ Marie Claire โดยมีพิธีกรและกรรมการหลักเป็นตากล้องชื่อดังอย่าง Russell James

สิ่งที่ชอบมากที่สุด คงเป็นเรื่อง เทคนิคการถ่ายภาพ ที่มันสอดแทรกตลอดเวลา ที่ผ่านมา้รายการประเภท Reality TV แนวแฟชั่นผุดยิ่งกว่าดอกเห็ด ไม่ว่าจะเป็นตัวนางแบบเอง เอเจนซี่ ดีไซเนอร์ มีเต็มไปหมด ผมก็รอว่าเมื่อไหร่จะมีตากล้องบ้าง ในที่สุดก็มีจนได้ ในบรรดา Reality แนวนี้ ผมว่า มีรายการ Project Runway กับ The Shot เนี่ยแหละ ที่ดูแล้ว ยังกระตุกต่อมสร้างสรรคหน่อย

แค่ดูอาทิตย์แรก ก็ดูอนาคตออกแล้วว่า อาทิตย์หน้าเวลาเดียวกัน ตรูจะทำอะไร -_-” ไหน ๆ ก็ไหน ๆ ขอ spoil เป็นน้ำย่อยละกัน หลังจากที่ทุกคนย้ายเข้ามาอยู่ในบ้าน และทำความรู้จักกัน Russell ก็เรียกทั้ง 10 คนไปปฏิบัติภารกิจแรกเลย นั่นก็คือ ให้ถ่ายรูปสำหรับโจทย์ “passion” โดยให้นายแบบ กับนางแบบ เปลือยทั้งสองคนเป็น object แล้วตัดสินเลือกสองคนที่ดีที่สุด เป็นหัวหน้าทีมสำหรับภารกิจต่อไป

เมื่อได้หัวหน้าทีมแล้ว ก็ให้หัวหน้าทีมเลือกลูกทีม โดยโจทย์ที่ได้ ก็คือ ถ่าย campaign สำหรับนิตยสาร 5 หน้า ในโจทย์ที่ว่า “Strongly Romance” โดยให้นายแบบรุ่นเดอะมาหนึ่งคน นายแบบหนุ่มอีกหนึ่ง และนางแบบสุดฮ๊อตจาก Victoria’s Secret มาอีกหนึ่งนาง แล้วก็ไปถ่ายกันบนเรือ ใครถ่ายรูปห่วยสุด ก็ต้องออกจากการแข่งขันไป ซึ่งคนที่เข้ามาแข่งขัน ก็ดูหลากหลายแบบ หลายสไตล์ น่าสนใจดี

อ้อ ลืมบอกไป ออกอากาศทุก ๆ คืนวันอาทิตย์เวลา สี่ทุ่ม (EST) ช่อง Vh1 ครับ (แต่เข้าใจว่า Vh1 มันเอามา rerun อยู่เรื่อย ๆ)

[อ่านเพิ่มเติม: Vh1 Blog: The Shot Series Premiere]

ตลกในชีวิตจริง

In บันเทิง : Entertainment, ภาพยนตร์ : Movie on ตุลาคม 26, 2007 at 3:29 pm

photo from worstpreviews.com

แดน (แสดงโดย Steve Carell) คอลัมนิสต์ชื่อดัง ผู้ซึ่งเป็นนักจุดประกายความคิด และคุณธรรมให้กับผู้อ่าน ต้องเดินทางมาพบกับจุดขัดแย้งและจุดเปลี่ยนของชีวิต

เบื้องหลังปลายปากกาแป้นพิมพ์ แดน พ่อหม้ายเรือพ่วง 3 สาว 3 วัยที่แสนจะน่ารัก แต่ดูเหมือนว่า การเป็นพ่อของแดน ทำให้เค้ากลายเป็น ผู้เป็นคุณพ่อที่ยอดแยที่สุด่ เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อ จะต้องพาลูก ๆ ไปเยี่ยมคุณปู่ คุณย่าในช่วง family reunion การกลับไปเยี่ยมบ้านเกิด ก็ทำให้แดน เจอกับ Marie (แสดงโดย Juliette Binoche) ที่ร้านขายหนังสือในเมือง และความสัมพันธ์ก็ดูเหมือนจะเริ่มขึ้นจากตรงนั้น แต่แล้วเมื่อกลับมาบ้าน ก็พบว่า Marie นั้น กำลังคบกับน้องชายของตนเอง

เรื่องราวของหนัง family comedy เรื่อง Dan in Real Life มีอยู่เท่านี้เองจริง ๆ ให้ความรู้สึกคล้าย ๆ Meet the parents ประมาณนั้น แต่โดยส่วนตัว ผมชอบ Steve Carell เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ก็เลยไม่ผิดหวังจริง ๆ เป็นหนังที่ดูแล้วยิ้ม ฮาได้ตลอดเรื่อง แล้วก็ให้ความรู้สึกที่หลากหลายดี

สิ่งหนึ่งที่ทำให้รู้สึกว่า ทำให้การดูหนังสนุก ก็คือ การได้มีความรู้สึกร่วมกับคนอื่น เพิ่งจะมาสังเกตุได้ ก็ช่วงที่ได้มาดูหนังฟรีของที่โรงเรียนนี่แหละ ตั้งแต่เรื่อง Paris, je t’aime เวลาไปดูหนังที่โรงตามห้างทั่วไป ไม่ว่าทั้งไทยและที่นี่ ถึงแม้จะเป็นหนังตลกฮาแค่ไหน ก็ไม่รู้สึกว่าดูสนุกเท่านี้แฮะ อาจจะเป็นเพราะส่วนใหญ่ผมไม่ค่อยได้ไปดูรอบที่คนดูเยอะ ซึ่งดูหนังของโรงเรียนนี้ คนค่อนข้างจะเยอะพอสมควร

แต่อีกเรื่องที่ค่อนข้างเห็นได้ชัด ก็คือ การออกอาการของคนดู ที่รู้สึกว่าจะเต็มที่กับการดูหนัง ผมเพิ่งรู้สึกว่า การที่คนทั้งโรงฮือฮา เฮพร้อมกันนี่ มันทำให้อรรถรสของการดูหนัง มันช่วยได้เยอะจริง ๆ จะตั้งข้อสังเกตุว่า เป็นเพราะคนอเมริกัน เค้าไม่อายที่จะแสดงออกถึงความรู้สึกนี่ ก็น่าจะเป็นส่วนหนึ่ง แต่ก็ไม่น่าจะทั้งหมด อีกข้อหนึ่ง ก็น่าจะเป็นเพราะหนังอเมริกัน มุขอเมริกัน คนอเมริกันก็จะน่าจะเข้าใจมากที่สุด เพราะฉะนั้น เพิ่งจะรู้สึกได้ความแตกต่างของการดูหนัง Hollywood ในอเมริกา กับในไทยอย่างนี้นี่เอง

อย่างไรก็ตาม พูดถึงหนัง Dan in real life ถ้าใครชอบแนวขำ ๆ น่ารัก ๆ ครอบครัว ๆ ไม่ควรพลาดอีกเช่นกัน

อิสรภาพกับความทะยานอยาก (Spoilers Warning)

In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, ภาพยนตร์ : Movie, มั่วซั่ว : Miscellenous on ตุลาคม 26, 2007 at 2:03 am

Into the wild; photo from independent.org

“The happiness is not real until shared”
Christopher McCandless

นี่คือ ประโยคเด็ดจากท้ายเรื่อง ที่เรียกได้ว่า สามารถสรุปเรื่องราวที่เกิดขึ้นในหนังแนว self discovery เรื่องนี้ ได้แทบจะครบถ้วน (หวังว่า คงไม่เป็นการ spoil จนเกินงาม)

Into the Wild เป็นหนังที่ดัดแปลงมาจากหนังสือขายดี ชื่อเรื่องเดียวกัน ของผู้แต่ง Jon Krakauer มีแรงดึงดูดที่สำคัญ อีกประการหนึ่งคือ มีผู้กำกับและเขียนบทภาพยนตร์ ระดับนักแสดง Oscar อย่าง Sean Penn

หนังเป็นเรื่องราวของ หนุ่มน้อย Christopher บัณฑิตดีเด่นจาก Emory University สด ๆ ร้อน ๆ ที่ต้องการเริ่มต้นการใช้ชีวิตใหม่จาก “ศูนย์” และออกเดินทางเพื่อไปใช้ชีวิตอย่างอิสระ ใน middle of nowhere ใน Alaska โดยใช้เวลาในการเดินทางจากการโบกรถไปเรื่อย ๆ เป็นเวลา 2 ปี

การออกเดินทางครั้งนี้ ดูเหมือนว่าเป็นการออกเดินทางไปหาอิสรภาพ ที่มีความมุ่งมั่นเป็นตัวชี้นำทาง และในระหว่างการเดินทาง ก็ได้เรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตต่าง ๆ มากมาย จนในที่สุดก็ได้ไปใช้ชีวิตสมใจอยาก อยู่ในรถบัสคันเก่าซอมซ่อ และใช้ชีิวิตอย่างชาวป่า

หากมองให้ดี อิสรภาพที่ Christopher ต้องการ นั้นก็เหมือนกับ คนที่พยายามตีความ “ความพอเพียง” อย่างสุดโต่งนั่นเอง โดยเอาอัตตาเป็นที่ตั้ง มีความมุ่งมั่นทะยานอยากเป็นแรงขับเคลื่อน ซึ่งผมไม่อยากจะบอกเลยว่า ผลมันจะออกมาเป็นอย่างไร แต่ก็คิดว่าคงเดากันออก

ความที่เป็นหนังแนว Based on true story แต่ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ไม่น้อยว่า เป็น true story ที่เกิดจากเล่าเรื่องของแหล่งขั้นทุติยภูมิ (secondary source) อีกทีหนึ่ง ก็ทำให้เกิดความคลางแคลงสงสัย ตั้งแต่ Into the wild ยังไม่ถูกเอามาทำให้อยู่ในรูปแผ่นฟิล์ม แต่ถึงกระนั้นก็มีอิทธิพลอย่างสูง ต่อการดึงคนดูให้เข้าไปมีส่วนร่วม กับการเดินทางไปสู่อิสรภาพในครั้งนี้

ถึงแม้หนังเรื่องนี้ ดูเหมือนจะได้รับการตอบรับค่อนข้างดี ทั้งนี้อาจจะด้วยเสียงเชียร์ของคนรักหนังสือเรื่องนี้ แต่ผมเองก็ต้องบอกตรง ๆ ว่า เดินออกมาจากโรงหนัง โดยที่ไม่สามารถจะบอกได้อย่างเต็มปาก ว่ารู้สึกอย่างไรกับหนังเรื่องนี้ มันเป็นอาการกระอักกระอ่วน ที่ต้องยอมรับว่า เป็นความรู้สึกแปลกอย่างหนึ่ง ที่เกิดขึ้นไม่ได้บ่อยนักจาการดูหนัง และไม่สามารถชี้ชัดได้ว่า เป็นอาการที่ดีหรือไม่ดี

แน่นอน สิี่งที่ชอบก็คือ เนื้อเรื่อง (core content) ซึ่งแน่นอน credit ต้องยกให้กับผู้แต่ง และชายหนุ่มผู้เป็นต้นเรื่องนี้ต่างหาก แต่หากแต่ในเรื่ององค์ประกอบหนัง ผมว่า ยังมีอะไรที่ไม่ค่อยเป็นที่สำราญใจเท่าไหร่ ผมรู้สึกว่า Sean Penn เอาเวลาสองชั่วโมงครึ่งของผม ไปใช้อย่างไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ด้วย content ที่ค่อนข้างจะชัดเจน แต่การเล่าเรื่องกลับทำให้เกิด distraction อยู่เนือง ๆ เกิดอาการ fluctuate ของการลำดับความคิด

นอกจากนี้ ด้วยธรรมชาติของเนื้อเรื่อง เป็นการเล่าประสบการณ์ที่เกิดจากการเดินทาง แน่นอนว่า เทคนิคการเล่าเรื่อง ก็ต้องเป็นแบบ road movie แต่การทำเอาองค์ประกอบของ road movie มาใช้ของหนังเรื่องนี้ กลับไม่ทำให้ผมรู้สึกติดตราตรึงใจเท่าไหร่ ทั้ง ๆ ที่ฉากหลายแห่ง หรือบรรยากาศที่เกิดขึ้นในหนัง ผมได้สัมผัส และน่าจะรู้สึก attach กับมันได้อย่างไม่ยากเย็น ในทางตรงกันข้าม มันกลับทำให้ผมรู้สึกว่า มันเฝือ และกลายเป็น ส่วนของการเกินความจำเป็น

ทั้งหลายทั้งปวง อาจจะเป็นเพราะ ความพยายามที่จะเก็บรายละเอียดที่เขียนไว้ในหนังสือ ให้ออกมาอยู่ในรูปภาพเคลื่อนไหว ซึ่งผมเห็นว่า ในหลายจุด ผู้กำกับให้ความสำคัญกับรายละเอียดของเนื้อเรื่องมากไป ซึ่งหากจะต้องให้รายละเอียดมากขนาดนี้ ผมเห็นว่าน่าจะไปอ่านหนังสือเอาเองดีกว่า เลยทำให้รู้สึกว่าขาดประสิทธิภาพไปอย่างน่าเสียดาย

แต่ถึงกระนั้น อย่างที่บอก ด้วยเนื้อหาของหนังที่ค่อนข้างจะมีน้ำหนักมาก ตรง ชัดเจน แรง ให้ข้อคิด ก็เป็นหนังที่ไม่น่าพลาดของไตรมาสสุดท้ายของปีนี้

Pamina Devi: A Cambodian Magic Flute

In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying on ตุลาคม 7, 2007 at 1:46 am

เมื่อวานได้มีโอกาสไปดูการแสดงนาฏยกรรมของกัมพูชา เรื่อง Pamina Devi: A Cambodian Magic Flute ดูแล้ว เห็นว่าน่าสนใจดี ก็เลยเขียนมาเล่าให้ฟังเสียหน่อย

การแสดงชิ้นนี้ เป็นการแสดงที่ได้แรงบันดาลใจมาจากผลงาน Magic Flute ของ Mozart แต่ในขณะรูปแบบการนำเสนอเป็นแบบโบราณของเขมร โดยแสดงครั้งแรกเมื่อปีที่แล้ว (2006) ที่กรุงเวียนนา

ก่อนอื่นต้องบอกว่า โดยส่วนตัวคิดว่า ชื่อเรื่องค่อนข้างไม่ค่อยตรง เพราะจริง ๆ เรื่องราวเน้น Magic Flute น้อยมาก เพราะฉะนั้น เป็นบทเรียนว่าอย่าตั้งความหวังไว้ จากการดูเพียงแค่ชื่อเรื่อง

เรื่องราวก็คือว่า นาง Pamina Devi เป็นลูกสาวของนาง Sayon Reachny (สายันต์รัชนี – ผู้เขียน อันไหนที่พอจะแปลเป็นไทยได้ ก็จะใช้คำไทยนะครับ ถ้าใครช่วยคำอื่นได้ ก็กรุณาด้วยนะครับ) ซึ่งเป็นราชินิแห่งกลางคืน กับ Preah Arun Tipadey (พระอรุณธิบดี – ผู้เขียน) ราชาแห่งความสว่าง ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างแยกกันอยู่

Pamina Devi ถูกเลี้ยงดูมาโดยผู้เป็นแม่ มีความสนิทสนมกับแม่มาก จนวันหนึ่ง Pamina Devi ถูกลักพาตัวไปโดย Thornea ทหารเอกของพระอรุณธิบดี หลังจากที่ Pamina Devi ถูกลักพาตัวไป นางสายันต์รัชนีก็มีความเศร้าโศกเสียใจ ในขณะที่กำลังร่ำไห้อยู่นั้น นางและบรรดาบริวารก็เห็นว่า Preah Chhapoan กำลังถูกไล่ล่าโดยพญาครุฑ นางจึงได้ช่วยชีวิต Preach Chhapoan ไว้

Preach Chhapoan ซาบซึ้งในพระคุณของนางสายันต์รัชนี จึงได้อาสาไปเอาตัวนาง Pamina Devi กลับคืนมา โดยที่นางสายันต์รัชนีก็ได้มอบรูปของนาง Pamina Devi กับขลุ่ยวิเศษให้ไว้ โดยขลุุุุ่ยวิเศษจะทำให้คนที่เกลียดกัน นั้นกับมาเป็นมิตรสหายกัน ทันทีที่ Preach Chhapoan เห็นรูปนาง Pamina Devi ก็รู้สึกหลงรักนางขึ้นมาทันที จึงรีบออกเดินทาง

ในระหว่างการเดินทางก็ไปพบกับ Noreak ซึ่งเป็นพรานล่านกมือฉมัง ที่เอานกไปให้กับนางสายันต์รัชนีอยู่เป็นประจำ แต่ Noreak นั้นมีข้อกลุ้มใจอยู่อย่างหนึ่งคือ เค้ากำลังจะตามหารักแท้ (soul mate) Preah Chhapoan จึงชักชวน Noreak ให้ติดตามไปช่วยนาง Pamina Devi ด้วยกัน เผื่อว่า จับพลัดจับผลูอาจจะเจอรักแท้ก็ได้ โดยก่อนหน้าที่จะเจอ Preah Chhapoan นั้น Noreak ล่านกมาได้จำนวนหนึ่ง แต่เมื่อจะออกเดินทางก็ได้ปล่อยนกทั้งหมดออกไป เหลือไว้แต่นกที่อยู่ในกรงของตนแต่เพียงตัวเดียว

ข้างฝ่ายพระอรุณธิบดีนั้น เมื่อได้ตัวลูกสาวมาก ก็พยายามชักชวนให้ลูกสาวนั้นมาอยู่กับตน และข่มว่าการใช้ชีวิตเยี่ยงเพศหญิงนั้นเป็นสิ่งที่อ่อนแอ โดยยกให้ Thornea เป็นผู้ดูแลนาง

Thornea นั้นมีความพึงใจในตัวนาง Pamina Devi อยู่แล้ว ก็พยายามจะปลุกปล้ำ แต่นางไม่ยอม จึงขังนางไว้ด้วยมนต์ดำ เมื่อ Preah Chhapoan ไปถึง ก็ช่วยนาง Pamina Devi ออกมาได้ด้วยขลุ่ยวิเศษ และทั้งคู่ก็เกิดพึงใจในกันและกัน

แต่ในระหว่างทางหนีกลับ ก็ถูกพระอรุณธิบดีจับได้เสียก่อน นาง Pamina Devi อ้อนวอนให้พ่อไว้ชีวิต Preah Chhapoan ผู้ซึ่งเป็นคนที่นางรัก พระอรุณธิบดีจึงได้ข้อแม้ว่า จะต้องให้ Preah Chhapoan นั้นมาฝึกความเป็นชายและมาเป็นพวกตนเสียก่อน Preah Chhapoan ไม่มีทางเลือก จึงยอมไปกับพระอรุณธิบดี ปล่อยให้นาง Pamina Devi กลับบ้านไป

เมื่อนาง Pamina Devi พบกับมารดา ก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง ด้วยความที่มีความขัดแย้งเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว นางสายันต์รัชนีโกรธแค้นมาก จึงมอบกริชและสั่งให้นาง Pamina Devi นั้นฆ่าพ่อตัวเองเสีย นาง Pamina Devi พยายามจะขัดขืนคำสั่ง จนที่สุดนางสายันต์รัชนี จึงออกปากว่า หากไม่ทำตาม ก็ไม่ต้องนับเป็นแม่ลูกกันอีก นาง Pamina Devi จึงได้ออกเดินทางไป

เมื่อไปถึงดินแดนแห่งพระอรุณฯ นางก็แอบไปหา Preah Chhapoan เพื่อขอความช่วยเหลือ ทีแรก Preah Chhapoan มีท่าทีอิดออด แต่เมื่อนาง Pamina Devi งอน ก็จึงรู้สึกตัวและสัญญาว่าจะช่วยนาง ที่จะพูดให้นางสายันต์รัชนีเปลี่ยนใจ

แต่ในระหว่างที่เดินทางกลับกลางทาง นางสายันต์รัชนีที่เดินทางไปดินแดนพระอรุณฯ มาพบเข้า เห็นว่าทั้งสองไม่ได้ปฏิบัติภารกิจดังที่เธอได้สั่ง ก็จึงออกคำสั่งให้ฆ่าทั้งสองเสีย เป็นเวลาเดียวกันกับทีพระอรุณฯ เดินทางมาถึงพอดี นาง Pamina Devi จึงกลายเป็นคนกลาง และเกิดการปะทะกันระหว่างทั้งสองฝ่าย

ในระหว่างที่ต่อสู้กันนั้น Noreak ผู้ติดตาม Preah Chhapoan นั้นเห็นว่าความขัดแย้งจะไม่จบลงง่าย ๆ จึงยอมใช้ฆ้องเรียกสติ (Gong of Consciousness) ทำให้การต่อสู้นั้นหยุดและหายไป คล้าย ๆ กับเริ่มต้นใหม่ เว้นแต่คู่ของ Pamina Devi กับ Preah Chhapoan..

Noreak หลังจากที่ใช้ฆ้องเรียกสติแล้ว ก็ตระหนักได้ว่า การเดินทางมาหาเนื้อคู่นั้น คงจะไม่มีหวังเป็นแน่แท้ จึงได้ปล่อยนกตัวที่อยู่ในกรงออกไปให้เป็นอิสระ แต่ทันใดนั้นเอง นก เมื่อออกจากกรง ก็แปลงร่างกลายเป็นหญิงรูปงาม Noreak ก็ค้นพบว่า เนื้อคู่ของตนนั้น แท้จริงแล้ว อยูู่ไม่ไกลจากตัวเองนั้นเอง

(ปล. พยายามทำให้เป็นสำนวนไทย ๆ มากที่สุดแล้วอ่ะครับ ได้ประมาณนี้ เหอๆๆ)

หลังจากจบการแสดง ก็มีการถามตอบ ซึ่ง Sophiline Cheam Shapiro ผู้กำกับการแสดง ก็ได้ออกมาบอกเกี่ยวกับสัญญะในเรื่อง โดยเน้นไปที่ความแตกต่างระหว่างเพศ – เช่น การที่มอบขลุ่ย ซึ่งเป็นตัวแทนแห่งความอ่อนหวานให้กับผู้ชาย และมอบกริชให้กับฝ่ายหญิง – และวัย – เช่น การที่นาง Pamina Devi พยายามจะขัดใจแน่ เพื่อจะลดความขัดแย้ง

แน่นอนว่า การสื่อสารกับคนดูก็จะต้องใช้ subtitle ซึ่งบางครั้งการแปลแบบตรงตัว ก็ทำให้อเมริกันชนฮือฮาก็เป็นได้ เช่น เมื่อ Preah Chhapoan เห็นรูปนาง Pamina Devi ครั้งแรก ก็พูดว่า “ถ้าเราได้เป็นคู่กัน เราคงจะมีลูกที่สมบูรณ์แบบ” หรือ การพยายามใช้คำพูดแบบแรง ๆ เพื่อแสดงให้เห็นความขัดแย้ง ของพระอรุณธิบดี กับนางสายันต์รัชนี ในเรื่องความคิดเห็นเรื่องเพศ

ในเรื่องการแสดง ถ้ามองผิวเผินก็ต้องบอกว่า เหมือนของไทยเด๊ะ โดยเฉพาะความหมายของท่ารำ เช่น อาย โศกเศร้า ท่าเข้าพระนาง โกรธ ท่านั่ง เป็นต้น เพียงแต่บาง

ในส่วนของดนตรี เครื่องดนตรีทุกชิ้นที่ใช้นี่ หาได้ในเมืองไทยแน่นอน เพราะเค้าใช้ระนาดเอก ปี่ และฆ้องวงเล็กเป็นตัวนำ แล้วก็ใช้กลองทัด และตะโพน กับฉิ่งเป็นตัวประกอบจังหวะ ตัวเพลงเอง การขึ้นโหมโรง การใช้เพลงเชิด กราว ทำนองเพลงที่คล้ายคลึงกันมาก ผิดแต่เพียงภาษาในคำร้องอย่างเดียว เพียงแต่การร้อง จะเน้นการประสานเสียงของทั้งชาย หญิงมากกว่า ในขณะที่ของไทย ก็จะใช้เสียงของเพศนั้น ๆ ตามบทบาทของตัวละคร

หรือแม้แต่กระทั่งการแต่งกาย ที่มีเทริดของตัวพระ ตัวนาง การจีบหน้านาง เครื่องประดับแบบโขน เพียงแต่ที่ออกจะดูแปลกตาไป ก็คือ ครุฑ ที่ผมก็ไม่เคยเห็นตัวละครครุฑในเมืองไทย และก็ตัวนก ที่ถ้าเป็นของไทย ก็จะมีปีก แต่ของการแสดงชุดนี้ เป็นชุดเรียบ ๆ ธรรมดา มีเพียงแต่มงกุฏเท่านั้น ที่มียอดเป็นรูปนก

แต่ที่โดดเด่น ก็เห็นจะเป็น ฉากกับการจัดแสง เนื่องจากเป็นการแสดงที่ต้องเดินทาง ฉากที่มีก็เพียงแค่ stand สองขั้นบันไดเท่านั้น เพื่อยกระดับให้สูงขึ้น แต่การใช้แสง ที่ให้ความรู้สึกได้ครบสมบูรณ์ เช่น ใช้ gradient สีฟ้าเข้ม เพื่อบอกว่าเป็นดินแดนแห่งกลางคืน gradient สีแดง เป็นดินแดงแห่งพระอรุณฯ ในฉากต่อสู้ ก็เป็นสีแดงฉาดล้วน หรือฉากที่เป็นการเดินทางไปดินแดนพระอรุณฯ ก็จะฉาก spotlight ข้างเดียว ไปข้างที่ตัวละครเดินทางไป เพื่อให้เหมือนกับเค้าเดินทางไปดินแดนแห่งความสว่างจริง ๆ ซึ่งจริง ๆ ก็ไม่มีอะไรซับซ้อนมาก เพราะฉะนั้นก็ต้องบอกว่า เรียบง่าย แต่ช่วยเล่าเรื่องได้ดี

ส่วนอีกอันที่ชอบ ก็คือ การเล่าเรื่องที่กระชับ เนื่องจากถ้าเทียบกันกับโขนบ้านเรา ถ้าขนาดเรื่องที่ผมเล่ามาทั้งหมดข้างต้น ก็อาจจะต้องใช้เวลาเป็นวัน กว่าจะแสดงจบ แต่การแสดงนี้ ค่อนข้างกระชับ แต่ก็ไม่ทำให้ขาดอรรถรส ในการชมศิลปะการร่ายรำไปแม้แต่น้อย

ดูไปก็คิดถึง การแสดงของบ้านเรา เข้าใจว่า น่าจะมีความพยายาม ในการพัฒนาเรื่องราวใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้น ผมว่า การสร้างเรื่องใหม่ แต่ใช้รูปแบบการแสดงเดิม อาจจะดีกว่า เรื่องเดิมแล้ว ใช้การแสดงรูปแบบใหม่ (อย่างที่เราเห็นเค้าตีกันที่ New York ไง อิอิ)

ว่าแต่ นึกตลกตัวเองอยู่เหมือนกันว่า อยู่เมืองไทย มาจนโตป่าวนี้ ไม่เคยดูเลย การแสดงของประเทศเพื่อนบ้าน สด ๆ แบบนี้ ดันมาได้ดูตอนอยู่ที่นี่ -_-”

เพิ่มเติม: รายละเอียดการแสดงจากเว็บของ U. of Florida

ความรักที่ปารีส

In ท่องเที่ยว : Travel, บันเทิง : Entertainment, ภาพยนตร์ : Movie on ตุลาคม 7, 2007 at 12:24 am

ตกหลุมรักเข้าอย่างจัง กับหนังฝรั่งเศส ที่ชูปารีส เป็นมหานครแห่งความรัก และความโรแมนติก ที่ชื่อ Paris, je t’aime ดูแล้ว ให้ความรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก

แน่นอน ชื่อหนังความยาว 120 นาทีเรื่องนี้ ก็บอกอยู่แล้วว่า เป็นเรื่องราวความรักที่เกิดขึ้นในเมืองปารีส แต่ประกอบไปด้วยเป็นเรื่องความรักสั้น ๆ 18 เรื่อง ในหลายรูปแบบ ที่ให้ความรู้สึกเหมือนกับได้ดูหนังสั้นหลาย ๆ เรื่องเข้าด้วยกัย โดยที่มีโจทย์ตามชื่อเรื่อง

แต่ด้วยความที่มันหลากรส หลายอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นโศกนาฏกรรม สุขนาฏกรรม อาชญากรรม แฟนตาซี สังคม คลุกเคล้ากันไปหมด มันทำให้คนดู (อย่างผม) รู้สึกลุ้นอยู่ตลอดเวลาว่าเรื่องราวจะเป็นอย่างไร (แต่ในทางตรงกันข้าม บางคนที่ไม่เคยชินกับการดูหนังแบบนี้ หรือถ้าปูต้นเรื่องมาไม่ดี ก็อาจจะรู้สึกน่ารำคาญ พาลจะลุกออกจากโรงไปก่อนเวลากันควรก็เป็นได้)

ความยาวชั่วโมงกว่าของเรื่องราวสั้น ๆ แต่ละเรื่อง ที่ผูกเข้าด้วยกันอย่างหลวมนี้ มันสร้างความผูกพันกับคนดูโดยไม่รู้ตัว และความผูกพันที่ว่าก็ถูกนำมาใช้เป็นตัวสร้าง nostalgic moment ได้อย่างลงตัว และถือเป็นการจบของหนัง ที่สร้างความประทับใจดีทีเดียว

เรื่องที่ขาดไม่ได้เลย คือ ความฉลาดในการเลือกตัวนักแสดง เพราะยอมรับว่า สามารถสร้างความฮือฮาเวลาเปิดตัวได้เป็นอย่างดี และเป็นแรงดึงดูดของหนังอย่างหนึ่ง (เช่น Elijah Wood, Natalie Portman, Maggie Gyllenhaal เป็นต้น)

สิ่งหนึ่งที่ทำให้รู้สึกว่า ดูหนังเรื่องนี้แล้วสนุก อาจจะเป็นเพราะการเข้าไปดูในโรงหนังที่มีคนเยอะ (เพราะเป็นหนังฟรี ของโรงเรียน ครับ อิอิ) เสียงหัวเราะ คิกคัก ฮีอฮา มันสร้างประสบการณ์ร่วม ที่ทำให้หนังมันมีสีสันขึ้นมาเยอะ (หรืออาจจะเป็นเพราะผม ไม่ค่อยได้ดูหนังแนวนี้ในโรงหนัง ก็เป็นได้)

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าสนใจ ก็คือ หนังก็มีกลิ่นอายของบริบทและวัฒนธรรมอเมริกัน (เช่น คาวบอย ที่เหมือนพยายามจะชี้ให้เห็นว่า ไอ้ความรักและความโรแมนติกที่เกิดขึ้นนั้น มันมีความเป็นอเมริกันชนแทรกอยู่ เพราะฉะนั้น มุขตลกบางมุข หรือเรื่องราวบางอย่าง ก็อาจจะต้องใช้บริบทของอเมริกันเพื่อสร้างความเข้าใจอยู่บ้าง (แต่น้อยมาก)

แต่สรุปสุดท้าย ดูแล้ว ก็อยากลองไปมั่งอ่ะ ปารีส…

ข้อมูลเพิ่มเติม: imdb.com

Somewhere… (when tears dropped)

In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, เด็กนอก?, เพลง : Music, โทรทัศน์ : TV on สิงหาคม 8, 2007 at 9:09 pm

บ้าไปแล้ว เด็ก 6 ขวบร้องเพลง แต่ตรูร้องไห้ Touching ขนาดนี้ ใครไม่รักเธอ ก็บ้าแล้ว หนูน้อย Connie Talbot จาก Britain’s Got Talent

Bianca ก็ Bianca เหอะ แล้วดนตรีประกอบรายการตอนประกาศผล มันสุดยอดจริง ๆ ฟังกี่ที ๆ ก็ขนลุก

T_T

ถึงแม้น้องจะไม่ชนะ แต่ก็ตรึงใจผู้ชมไปนานเลย (เพราะพอมีดนตรีเข้ามา มันก็เลยดูไม่ค่อยเท่าไหร่ ลองไปตามหาดูเอาเองนะ เหอ ๆ ๆ) ส่วน America’s Got Talent Season นี้ ไม่หนุกอ่ะ

ปล. แถมวีดีโอคนชนะมาฝาก ชื่อ Paul Potts เป็นนักร้อง opera ที่เคยทำงานขายโทรศัพท์มือถือ (ตอนนี้ก็เป็นนักร้องในสังกัด SonyBMG ไปเรียบร้อย โรงเรียนผู้ดี)  ไม่ต่างกันเลย

ลองไปตามหารอบ Semi-Final กับ Final ดูเอานะครับ

iTeau Simpson

In ของเล่น : Playing, บันเทิง : Entertainment, ภาพยนตร์ : Movie on สิงหาคม 8, 2007 at 9:06 am

แหะ ๆ เห็นเพื่อนบ้านเค้าไปทำมา เลยเอามาลองมั่ง จาก Simpsonize Me

your_image_face.png

นี่ ขนาดโกงอายุแล้วนะ ทำไมมันยังดูแก่ ก็ไม่รู้แฮะ

skinhead

หัวยังไม่ล้านขนาดนั้นซักกะหน่อย แค่ skin head ก็เลยไปปรับเองซะเลย

And I’m Telling You (They Both Just Met)

In บันเทิง : Entertainment, เพลง : Music on กรกฎาคม 2, 2007 at 12:37 pm

เอ่อ ไหน ๆ ก็ไหน เห็น update เพลงนี้มาหลายเว่อร์ชั่นและ ในที่สุด ช่วงเวลาที่หลายคนอยากเห็นก็มาถึง เมื่อต้นฉบับอย่าง Jennifer Holiday ได้มีโอกาสมาเจอกับ Jennifer Hudson ในงาน BET Award 2007 ที่ผ่านมา ทำเอา “And I’m Telling You” มาเขย่าลำโพงทีวีอีกครั้ง

เอามาร้องคู่กันไปซะให้รู้แล้วรู้รอดไป ชอบเปรียบเทียบกันดีนัก!

ปล. ขอเอาภาคบันเทิงคั่นรายการหน่อย ส่วนอันที่เป็นเนื้อหาสาระ ตามมาแน่ เร็ว ๆ นี้ เต็ม draft ไปหมด

“And I’m Telling You” Effect

In บันเทิง : Entertainment, มั่วซั่ว : Miscellenous, เพลง : Music on พฤษภาคม 1, 2007 at 12:54 am

Post นี้สำหรับ gooogolf เป็นพิเศษ เอิ๊ก ๆๆ

จิ๋ว The Star ตัวก็เล็ก ไปเอาพลังปอดมาจากไหนเนี่ย

(ปล. ว่าแต่ Youtube โดนปลด block แล้วยังหว่า… ถ้ายังไม่ได้ ลองโหลดไฟล์ Flash ดูเอาละกันครับ)

[ที่มา NJFanclub]

Delirium: บทเพลง ความฝัน กับวันที่มาถึง

In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous, เพลง : Music on เมษายน 2, 2007 at 12:31 am

เป็นความอยากอย่างหนึ่ง ก่อนเรียนจบ ที่จะได้ดู Cirque du Soleil ตอนแรกไม่ได้ไม่ดี ไม่มีโอกาสดูแถว ๆ นี้ ก็กะว่า คงจะต้องไปแถว ๆ New York หรือไม่ก็ Las Vegas แต่บังเอิญมันมีโชว์ Delirium มาที่ Raleigh พอดี ก็เลยได้โอกาสไปดู

Delirium เป็นโชว์คอนเสิร์ตเน้นเพลงเป็นหลัก มากกว่าการขายเนื้อเรื่อง เนื้อเรื่องที่นำเสนอ ก็ประมาณว่า มีคน ๆ นึงอยู่ในความฝัน แล้วก็ไปเจอกับเรื่องต่าง ๆ ซึ่งแน่นอน ความฝัน มันค่อนข้างจะกว้างมาก เลยถ้าจะเน้นเนื้อเรื่อง ก็คงจะไม่ได้ เพลงที่เอามาใช้ก็จะเป็นแนว Electronic Pop ผสมกลิ่นจังหวะพื้นบ้านทาง African แนว ๆ นั้น (เอ่อ ผมก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านเพลง เสียด้วย ก็หวังว่าน่าจะเข้าใจ มีตัวอย่างเพลงให้ฟังบนเว็บของ Delirium ไปฟังกันได้)

ส่วนเรื่องการแสดง + เทคนิคการนำเสนอตลอดระยะเวลา 1 ชั่วโมง 45 นาที ไม่ต้องพูดถึงอยู่แล้ว จริง ๆ อยากดูงานที่ค่อนข้างมีเนื้อเรื่องหน่อย ๆ แบบ Corteo หรือ Quidam เพราะงานแบบนี้น่าจะมี costume ที่น่าดูทีเดียว แต่สำหรับ Delirium ตอนดูจากวิดีโอบนเว็บ ก็ไม่เท่าไหร่ แต่พอไปจริง ๆ ก็ต้องยอมรับเลยว่า ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่ก็สร้างความประทับใจได้อยู่ไม่น้อยทีเดียว โดยเฉพาะการใช้ projection ประกอบการแสดง ที่ใช้ได้อย่างลงตัวสมบูรณ์มาก ส่วนตัวก็ประทับใจจุดนี้มากที่สุด แล้วก็ดนตรีที่มีจังหวะเร้าใจ โดยเฉพาะการนำกลองพื้นบ้านแถบ ๆ แอฟริกันมาใช้

ด้วยการที่ Delirium เป็นงานโชว์คอนเสริ์ต การจัดเวทีก็จะเป็นแบบด้านเดียว คือ ให้โชว์ที่ด้านเดียว ซึ่งแตกต่างจะโชว์แบบ circus ที่ผู้ชมดูได้ทั้งสองด้าน ส่วนเวทีที่จัดครึ่งเดียวนี้ ก็จัดตามแนวยาวของ stadium เพราะ projector สองตัวที่ขนาบข้างมีขนาดใหญ่มาก

ถึงแม้การแสดงโดยรวมจะสร้างความประทับใจ แต่ก็มีอยู่สองจุดที่ ทำให้รู้สึก “หวิว” หวิวแรก ก็เป็นเรื่องที่นั่ง เนื่องจากรู้ช้ามาก แล้วก็ซื้อตั๋วเมื่อคืนนี้เอง ก็เลยได้ไปนั่งชั้น 3 ซึ่งเป็นชั้นบนสุด ๆ ของ RBC Center ซึ่งปรกติก็ใช้เป็นสนามแข่งกีฬาของ NC State แต่ความที่ที่นั่งชั้นบนสุด คือชั้นติดเพดาน stadium เลย เวลามองหน้าตรงก็เห็นแต่คาน stadium มันก็ทำให้รู้สึกวาบหวิวใช่ย่อย ลองนึกถึง Impact Arena บ้านเรา แล้วก็ไปนั่งอยู่ด้านหลังติดเพดาน stadium ดูอ่ะ แล้วที่ทำให้เสียวไปยิ่งกว่านั้นก็คือ เนื่องจากที่นั่งมันอยู่สูงมาก การ design ที่นั่งก็จะต้องมีความชันมาก เพื่อให้ให้คนบังกัน ซึ่งมันชันขนาดที่ว่า เท้าของเราอยู่ตรงหัวของคนที่นั่งข้างบน ซึ่งการกั้นของผนังเวลาเดินเข้าไปเนี่ย รู้สึกเหมือนนั่งอยู่บันไดชัน ๆ ยังไงยังงั้น แถวตรงขอบของชั้นที่นั่ง ก็ไม่มีทีกั้นด้วย นึกถึงว่าถ้ามีคนตกลงไป ก็หวาดเสียวแล้ว

หวิวที่สอง เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างตอนกลางของการแสดง ระหว่างที่เค้ากำลังแสดง ๆ อยู่นั้น ผมก็ได้ยินเสียงน้ำหก แล้วก็รู้สึกว่าโดนละอองน้ำกระเด็นมาใส่ ก็เลยหันไป ไม่ทันไร ก็เกิดจะมีเรื่องชกต่อยกันเสียแล้ว เท่าที่จับความกันได้ ก็ประมาณว่า คนที่นั่งอยู่แถวบนสุด กินเบียร์ แล้วทำหกใส่ผู้หญิงคนที่นั่งแถวต่อมา (ซึ่งเป็นแถวที่นั่งอยู่บนหัวผม) แล้วแทนที่จะขอโทษขอโพย ก็คงจะไปสบถอะไรเข้า แฟนของคนที่โดนทำน้ำหก ก็เลยลุกขึ้นจะหาเรื่องคนที่อยู่ข้างบน ก็เลยสบถใส่กัน ต้องมีคนมาห้ามอยู่พักใหญ่ เลยทำให้บรรยากาศการชมเสียไปฉิบ ท้ายสุด คนที่ทำเบียร์หก ก็เป็นอันต้องออกไป (ไม่รู้ว่าย้ายที่นั่งหรือเปล่า)

ก็เลยเป็นบทเรียนว่า คราวหน้าถ้าจะไปที่ RBC อีก ก็ควรจะหาที่นั่งชั้น 2 ส่วนที่นั่งด้านหน้าแถวล่าง ดูไม่เหมาะอย่างยิ่ง เพราะมันจะทำให้ไม่เห็น projector ด้านข้าง แต่ยังไงเสียวันนี้ก็ถือว่าคุ้มค่าแล้ว แล้วรู้สึกดีที่ได้ดูอะไรที่เราตั้งใจอยากจะดู ถ้ามีโอกาสก็คงจะดั้นด้น ไปโชว์อื่นของ Cirque du Soleil อีก

This is Why

In บันเทิง : Entertainment, เพลง : Music, โทรทัศน์ : TV on มีนาคม 15, 2007 at 12:30 am

เอ่อ ขอเข้าบรรยากาศหน่อย บังเอิญไปเจอใน youtube แล้วเป็น Most View of Today เห็นแล้วชอบใจ อิอิ

ใครเป็นแฟน NCAA ทีมไหน แสดงตัวกันได้ครับ อิอิ

Pilobolus

In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying on กุมภาพันธ์ 26, 2007 at 5:18 pm

เห็นใน Oscar แล้วชอบ คิดว่าหลายคนคงชอบเหมือนกัน ไปหาดูต่อใน Youtube เจอโฆษณาของฮุนไดที่ใช้นักเต้นกลุ่มนี้ี้

นอกจากนี้นักเต้นกลุ่มนี้ มี video Life in Motion ประมาณว่าถ่ายเบื้องหลังตอนไปทัวร์ที่ต่าง ๆ

เห็นแบบนี้ นึกถึงรายการเกมส์โชว์ สมัยก่อน น่าจะเป็นของช่องสามนะ ที่เค้าประมาณรับคัดเลือกนักแสดง แล้วให้แสดงเป็นกลุ่ม โดยให้โจทย์บอกมาว่า ให้ทำให้เหมือนอะไร จำได้ว่า มีกลุ่มนึงให้ทำเป็นเฮลิคอปเตอร์ จำได้ว่า ฮาดี

[see also official website]

March of the Librarians

In บรรณารักษ์ : Librarian, บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, ห้องสมุด : Libraries on กุมภาพันธ์ 24, 2007 at 1:58 am

“Didn’t you wonder where your librarians disappeared to last January?”

The video was created by Nick Baker.  Lovely creatures, aren’t we?  :)

[Via Improbable Research]

Lakisha at American Idol 6

In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, เพลง : Music, โทรทัศน์ : TV on กุมภาพันธ์ 23, 2007 at 1:26 am

ก็ยอมรับว่า ลงทุนติด cable ก็เพราะรายการนี้รายการเดียวจริง ๆ (แต่รายการอื่นก็มีผลพลอยได้กับเค้าไปด้วย อิอิ)

อาทิตย์นี้เป็นอาทิตย์แรกของรอบ 24 คนสุดท้าย แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ชาย หญิง กลุ่มละ 2 ชั่วโมง บวกประกาศผลอีก 1 ชั่วโมง 5 ชั่วโมง จุใจ คุ้มค่า cable ละอิอิ

กลุ่มผู้ชาย มัน off จริง ๆ ตอนดู audition ก็คิดว่า ปีนี้ผู้ชายดีกว่า ดูโดดเด่นกว่า ผู้หญิงมันดีคล้าย ๆ กัน หาความโดดเด่นยังไม่ได้ แต่พอเมื่อคืน ต้องยอมรับเลยว่า คิดผิด ผู้หญิงดีกว่าเยอะ แล้วก็น่าจะทำนายได้เลยว่า ปีนี้ Idol น่าจะเป็นผู้หญิง ส่วนคนที่ชอบที่สุด ก็น่าจะเหมือนกับคนอื่น ๆ ก็คือ Lakisha Jones

จะว่าไป เพลงนี้หากินกันได้ตลอดเลยนะ สำหรับประกวดร้องเพลงเนี่ย สงสัยเดี๋ยวฮิตจัด คงต้องประกาศห้ามแน่  ๆ เอิ๊ก ๆ ถ้าไงก็ลองเปรียบเทียบกันดู รู้สึกตอนนี้จะมีหลาย version เหลือเกิน ตัดสินกันไม่ถูก

(ปล. แนบไฟล์วิดีโอมา ก็ไม่รู้ว่าจะโดนลบไปเมื่อไหร่ ถ้าเปิด post นี้มาแล้วดูไม่ได้ แนะนำให้เข้าไปใน youtube แล้วค้นชื่อเอาเลย น่่าจะมีกระจัดกระจายอยู่บ้าง เพราะเฉพาะคลิปนี้ เชื่อว่า ถึงแม้จะโดนลบไป ก็ยังคงมีมาให้เห็นอีก แน่ ๆ เหมือนสมัย Bianca) นอกจากนี้ก็ชอบในกลุ่มผู้หญิงอีก 3-4 คน ส่วนกลุ่มผู้ชาย ชอบสุดก็คงจะเป็น Phil Stacey

ส่วนผลสัปดาห์นี้ ก็ไม่แปลกใจอะไรเท่าไหร่ โดยเฉพาะหนุ่มเอเชีย สายเกาหลี คือ เป็นเอเชียก็เกิดอยากอยู่แล้วอ่ะ ดันมาถอดรองเท้า แล้วก็เลือก Careless Whisper Ballad สุด ๆ มันก็ตายตั้งแต่เลือกเพลงแล้วอ่ะ

การกลับมาของบ้านทราย (ไม่ทอง)

In บันเทิง : Entertainment, ภาพยนตร์ : Movie on กุมภาพันธ์ 4, 2007 at 1:52 am

วันหยุดนี้ พักผ่อนด้วยการดูหนังที่อยากดู สองเรื่อง ก่อน Super Bowl พรุ่งนี้ ดูแล้วก็อยากแนะนำ

เรื่องแรก ไม่เขียนถึงก็คงไม่ได้ เดี๋ยวอัดอั้น อยากจะดูตั้งแต่มันเข้าโรงหนัง แต่ช่วงนั้นไม่มีโอกาส พอมี DVD เข้าห้องสมุดปุ๊บ ก็รีบไปถอยมาทันที แต่เอามาดอง ไม่มีเวลาดู เพิ่งจะมีเวลามาดูวันนี้เอง ที่อยากดูมาก ก็ไม่ใช่อะไร แต่เป็นคุณป้า Fernanda Montenegro นั่นเอง ชอบมาตั้งแต่ Central Station

ใครที่ชอบหนังดราม่าแถวละตินอเมริกา น่าจะรู้จักคุณป้า Fernanda ดี ไม่ใช่ตัวป้าดีอย่างเดียว แต่หนังที่ป้าแกเลือกแสดง ก็ดีจริง ๆ อ่ะ ไม่รู้ว่า คนทำหนังเลือกป้า หรือป้าเลือกเล่นหนังกันแน่

และเรื่องนี้ก็ไม่ทำให้ผิดหวังเลย แถมป้ายังเล่นตั้ง 3 generation แหน่ะ เนียนจริง ๆ

ชื่อภาษาสเปนของหนังแนว feminism เรื่องนี้ คือ Casa de Areia ภาษาอังกฤษก็ The House of Sand เป็นหนังเล่าเรื่องของชีวิตผู้หญิง 2 คนแม่ลูก ที่ต้องระหกระเหินจากชีวิตในเมือง มาอยู่ท่ามกลางทะเลทราย ในขณะทีมี่อีกหนึ่งชีวิต เป็นหญิงสาวที่เกิดท่ามกลางทะเลทราย เรื่องราวหลัก ๆ ก็คือ ความพยายามที่ทั้งสามจะหาทางกลับ ไปใช้ชีวิตในเมืองอีกครั้ง เพียงแต่ต่างกรรม ต่างเวลากัน แต่ถึงกระนั้นมันก็มีบทสรุปที่ทำให้คิดตาม

ชอบที่สุดก็คงจะเป็น metaphor ที่เอาการเดินทางไปดวงจันทร์ มาเปรียบเทียบได้อย่างลงตัว ส่วนตัวหนังเอง โดยทั่วไปก็ดูลงตัว กลืนกันไปหมด ไม่ถึงกับดื่มด่ำ หรือให้น้ำหนักกับเรื่องใด เรื่องหนึ่ง แต่ก็ไม่ทำให้ง่วงเหงา หาวนอน

Photo from Wikipediaส่วนอีกเรื่อง เป็นหนังรัสเซีย ชื่อ The Return (ชื่อภาษารัสเซีย Vozvrashcheniye) หนังเรื่องนี้ เป็น psychodrama ที่ทำเอาเครียดอยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะตอนจบของเรื่อง ส่วนตัว ค่อนข้างขัดใจเป็นอย่างมาก ใน Wikipedia บอกว่า สัญญะที่ปรากฏในหนัง เป็นเรื่องราวทางการเมือง และศาสนา

หนังเป็นเรื่องราวของเด็กชายสองพี่น้อง ที่มี character ที่แทบจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง จู่ ๆ วันหนึ่ง พ่อผู้ซื่งทั้งสองไม่เคยเจอตัวมาก่อน กลับมาที่บ้าน การเดินทางออกไปพักผ่อน ในวันรุ่งขึ้น ของสามคนพ่อลูก เพื่อสร้างสรรค์ความสัมพันธ์ กลับกลายเป็นการสร้างความเคลือบแคลง  สงสัย และนำไปสู่ความขัดแย้งในที่สุด ในขณะเดียวกัน หนังก็ชี้ให้เห็นเส้นขอบบาง ๆ ระหว่างการก้าวข้ามจากความเป็นเด็ก ไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่

ชอบที่สุดก็คงจะเป็นการเล่าเรื่อง ที่ทำให้ชวนสงสัย ติดตามอยู่ตลอด ตั้งแต่ต้นยันจบ แต่ยังไงซะ โดยส่วนตัว ก็คงต้องบอกว่า ไม่ชอบตอนจบของหนังเรื่องนี้อยู่ดี

คุณแม่ไม่ปลื้ม จบ… อิอิ

พูดเก่ง vs. พูดจากใจ

In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on กุมภาพันธ์ 3, 2007 at 8:38 pm

ปรกติชอบดูชิงช้าสวรรค์เป็นประจำ ช่วงที่ชอบดูที่สุด คือ ช่วงที่เค้าประกาศผลแพ้ชนะไปแล้ว แล้วก็ต้องสัมภาษณ์คนแพ้ คนชนะ หลายครั้งที่ฟังแล้วสะดุดหูพิลึก วันนี้ก็อีกตัวอย่างนึงเหมือนกัน

นักร้อง ทีมแพ้ (น้ำตาอาบแก้ม): “สำหรับโรงเรียนของเรา พวกเรานะคะ ก็ไม่รู้สึกเสียใจเลยค่ะ พวกเราก็ดีใจนะคะ ที่ได้มีโอกาสขึ้นมาบนเวทีชิงช้าสวรรค์ และพวกเราก็ขอเป็นกำลังใจให้กับวงดนตรีลูกทุ่ง กันตรังพิทยากรนะคะ ให้เข้ารอบต่อไปเรื่อย ๆ และก็สู่แชมป์ออฟเดอะแชมป์ให้ได้นะคะ”
(ตอนหลัง กล้องกลับไปเก็บภาพ นักร้องรุ่นน้องคนนี้ที่ยังร้องไห้ไม่หยุด รุ่นพี่กำลังปลอบอยู่)

นักเต้น ทีมแพ้ (สะอื้นไป พูดไป พิธีกรหญิงต้องพูดปลอบก่อนพูด): “คะ วันนี้ พวกเราก็ทำเต็มที่แล้วนะคะ ก็อยากขอให้โรงเรียนกันตรังผ่านเข้ารอบไป แล้วก็ ขอให้ผู้ชมทางบ้าน อย่าลืมโรงเรียนเรานะคะ เก็บโรงเรียนเราไว้ในใจด้วยค่ะ”

ตัวแทน ทีมชนะ – ผู้ประกาศประจำวง (หน้าตายิ้มแย้ม): “ก็รู้สึกดีใจนะคะ และก็ภาคภูมิใจที่วงดนตรีของเรา สามารถทำได้ถึงขนาดนี้นะคะ (หันไปทางทีมแพ้ ยิ้มให้) ส่วนโรงเรียนนวมินทร์ฯ นะคะ เราก็… เราจะไม่พูดว่าเสียใจ ขอแสดงความเสียใจ แต่เราว่าขอแสดงความดีใจ เพราะว่าคุณทำดีที่สุด ทำให้คนทั้งประเทศได้รู้ว่า คุณมีความสามารถ คุณเก่งจริง ๆ ค่ะ”

พิธีกรชาย: “เป็นไง ดูเด็กสมัยนี้พูด พูดจากความรู้สึกกันจริง ๆ เลย”

เรา: (-_-”)…

คนพูดเก่ง กับคนพูดจากใจจริง มันเหมือนกันป่าวหว่า…

ปูนาขาเกฉบับ Final Fantasy 2

In บันเทิง : Entertainment, ภาพยนตร์ : Movie, มั่วซั่ว : Miscellenous, เพลง : Music on มกราคม 13, 2007 at 3:18 pm

ไม่เคยดูหรอกนะ Final Fantasy อ่ะ บังเอิญว่า gooogolf ส่งปูนาขาเกฉบับ Final Fantasy มาให้ดู ฮาดีอ่ะ ตัดเก่งจริง ๆ

รีบดูก่อนโดนลบ ว่าแต่ว่า youtube staff จะ detect ได้ป่าวไม่รู้แบบนี้ ละเมิดลิขสิทธิ์เต็ม ๆ เหอๆๆ

สงสัยเป็น trend MV ของเพลงลูกทุ่งในอนาคต

Perfume น้ำหอมมนุษย์

In บันเทิง : Entertainment, ภาพยนตร์ : Movie, มั่วซั่ว : Miscellenous on มกราคม 8, 2007 at 1:47 am


(Photo from an official website)

เมื่อประมาณสองเดือนก่อน เพื่อนที่ฝรั่งเศสเล่าให้ฟังเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ มันเล่าซะจนอยากดูเอามาก ๆ (ก็เหมือนหนังเรื่องอื่น ๆ เพื่อนมันบอกด้วยว่า อ่านหนังสือสนุกกว่าเยอะ) ก็รอว่าเมื่อไหร่จะเข้าที่นี่ซะที สรุปว่าก็เพิ่งเข้าโรงหนังทีี่นี่ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เมื่อกี๊ก็เลยมีโอกาสไปดูซะเลย

ไม่ผิดหวังเลย ความคิดเห็นก็คล้าย ๆ กับคุณ wat คือ ชอบการเดินเรื่องที่ไม่เยิ่นเย้อ เพลงประกอบ (โดยเฉพาะฉากเปิดตัว Laura Richis) แล้วก็ดารานำชาย Ben Whishaw โดยเฉพาะแววตา มันช่างเศร้า หม่นหมอง แล้วก็ดู obsessing ได้ใจจริง ๆ

หนังสร้างปารีสในยุคนั้นให้ดูแบบ เน่ามากอ่ะ จนมีความรู้สึกว่า สงสัยกาฬโรคจะระบาดง่ายในยุคนั้น

ดูหนังเรื่องนี้จบก็นึกต่อว่า เออ ถ้าเรามีประสาทรับกลิ่นพิเศษเหมือน Grenouille จะดีมั๊ยนะ คิดไปคิดมา ก็ไม่ดีแฮะ เพราะการรับกลิ่นนี่ เป็นอะไรที่ห้าม หรือหลีกเลี่ยงได้ยาก นึกถึงตอนเวลาขับรถผ่านฟาร์มหมู อะไรทำนองนี้ แบบทำยังไงก็ไม่หาย การมีจมูกพิเศษก็ไม่ได้หมายความว่า จะได้กลิ่นที่พึงประสงค์เสมอไป

จะว่าไปการได้กลิ่น ดูเหมือนจะหลีกเลี่ยงได้ยากที่สุด อย่างการมองเห็น ยังเบือนหน้าหนี การได้ยิน ยังพออุดหู การสัมผัส กับการับรส เรายังเลือกที่จะสัมผัสหรือไม่กินเพื่อไม่รับรสก็ได แต่ถ้าได้กลิ่นไม่พึงประสงค์เนี่ย (โดยเฉพาะกลิ่นที่กระจายในวงกว้าง) ปิดจมูกนาน ๆ ก็ไม่ได้ จะใส่หน้ากากก็ใช่ว่าจะได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นการมีจมูกพิเศษ น่าจะเป็นพรสวรรค์ที่ไม่น่าจะพึงประสงค์ มากที่สุดแล้วมั๊ง…

ปล. ตอนแรกก็ไม่รู้ชื่อไทยของหนังว่าอะไร พยายามจะคิดเอง คิดแล้วก็ตลกดีแฮะ “Perfume: ฆาตกรจมูกสวรรค์ประทาน” ซะงั้น ฟังแล้วนึกถึงหน้าตือโป๊ยก่ายแทนซะงั้น

ตาดูหูฟัง A Prairie Home Companion

In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, ภาพยนตร์ : Movie, เพลง : Music on มกราคม 3, 2007 at 11:29 pm

เพิ่งไปยืม DVD เรื่องนี้มาจากห้องสมุด ชอบอ่ะ เพลงเพราะมาก (โดยเฉพาะคนที่ชอบแนว Country Jazz) จนทำให้อยากไปดูของจริงอ่ะ

เป็นหนังที่สร้างเลียนแบบรายการวิทยุ ที่เล่นคอนเสิร์ตสด ชื่อเดียวกับชื่อหนัง ตัวหนังเล่าเรื่องเกี่ยวกับคืนสุดท้ายที่จะออกอากาศ จากที่ที่เล่นประจำ ซึ่งตอนนั้นก็ยังไม่รู้ว่า อนาคตจะเป็นอย่างไรต่อไป แต่สรุปว่าตอนนี้ก็ออกทัวร์ไปออกอากาศตามที่ต่าง ๆ เจ๋งอ่ะ

ตอนนี้ก็เลยตามเก็บฟังรายการเก่า ๆ ที่ เว็บไซต์ของรายการ อ่ะ รายการที่เค้าออกจริง ๆ ก็ฮาเหมือนกับในหนังอ่ะ

ถ้ามีแบบนี้บ้านเรามั่งก็ดีเหมือนกันนะ น่าสนุก ว่าแต่เคยมีคนทำแล้วหรือเปล่าหว่า…

The Queen: ยุคสมัย อำนาจ และสถาบันกษัตริย์

In การเมือง : Politic, บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, ภาพยนตร์ : Movie, มั่วซั่ว : Miscellenous on ธันวาคม 27, 2006 at 1:32 pm

ไปดู The Queen มาเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว เป็นหนังที่เกี่ยวกับพระราชินี Elizabeth ที่ 2 แห่งอังกฤษ กับแรงกดดันในช่วงที่เจ้าหญิงไดอาน่าเสียชีวิต ดูแล้วให้ความรู้สึกที่แปลกไปจากดูหนังเรื่องอื่น ๆ เพราะความที่หนังพยายามจะสื่อออกมาให้เห็นว่า ทุกอย่างเป็นเรื่องจริง แต่ในขณะเดียวกัน เนื้อเรื่องก็ออกจะดูเสียดสีราชวงศ์พอสมควร เลยไม่แน่ใจว่า หนังเรื่องนี้สร้างขึ้นมาเพื่ออะไรกันแน่ หากต้องการแค่ความสนุกสนาน ก็คงจะได้ แต่ที่แน่ ๆ มันมีภาพลักษณ์ของราชวงศ์ติดมาด้วย ซึ่งอันนี้คนทำหนัง ไม่คิดถึง คงเป็นไปไม่ได้ เพราะหากจะเป็นการช่วยภาพลักษณ์ ของสถาบันพระมหากษัตริย์ มันก็ไม่ใช่อย่างนั้น แต่ถ้าเพื่อเสียดสีล้อเลียน เพื่อให้ราชวงศ์ได้อาย และต่อต้าน (หรืออย่างเลวร้ายที่สุด ก็เพื่อล้มล้าง) สถาบันกษัตริย์ ซึ่งผมเห็นจะเป็นอย่างหลังเสียมากกว่า เพราะตัวละครแต่ละตัวในราชวงศ์ ต่างถูกสร้างขึ้นมาให้ดูน่าขำอย่างที่สุด

คนที่ผมเห็นว่าภาพลักษณ์ดูแย่ที่สุดในเรื่อง เห็นจะไม่ใช่พระราชินี Elizabeth ที่ 2 หากแต่เป็นเจ้าชาย Phillip ที่หนังสร้างให้เป็นคนที่ดูอนุรักษ์นิยมอย่างรุนแรง วัน ๆ เอาแต่เข้าป่าล่าสัตว์ลูกเดียว ซึ่งก็ดูไม่แปลกหากมองว่า สถาบันกษัตริย์ไหน ๆ ก็มีจุดยืนอนุรักษ์นิยมเช่นเดียวกัน [ใจ อึ้งภากรณ์, 2549] เพียงแต่ถ้ามองในเชิงคนดูทั่วไป ก็แน่นอนว่าออกจะดูขัดหูขัดตา คล้าย ๆ กับหนังมีตัวโกงแบบ master mind ยังไง ยังงั้น ในขณะที่เจ้าฟ้าชาย Charles ก็อ่อนแอมาก และออกจะดูไม่ฉลาดหลักแหลมเอาเสียเลย

แต่กระนั้น ประเด็นหลัก ของหนังที่เอามาขายมีอยู่ 3 ประเด็น ที่ผมเห็นว่าน่าสนใจ

1. ความแตกต่างระหว่างวัย สมัย และเวลา

คนส่วนใหญ่จับตามอง ของการดำรงอยู่ของสถาบันพระมหากษัตริย์ ในยุคที่ความเป็นประชาธิปไตยและแนวคิดเสรีนิยม (Liberal) ถือเป็นหัวใจของการบริหารจัดการรัฐ สถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นสถาบันที่มีขนบธรรมเนียมที่เคร่งครัด สืบทอดมาตั้งแต่สมัยโบราณ ดังนั้นแน่นอนการถ่ายทอดของอำนาจจากยุคสู่ยุค ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ต้องมีการปรับตัว ให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงของทั้งภายใน และนอกประเทศ รวมไปถึงเรื่องสำคัญ อย่างเทคโนโลยีด้วยเช่นกัน อย่างข่าวล่าสุด ที่ออกฮือฮา เกี่ยวกับสมเด็จพระราชินี Elizabeth ที่ 2 ก็คือ การที่ทรงซื้อ iPod Mini มาใช้ [See also: Engadget] และเสียงพระราชทานอวยพร เนื่องในวันคริสต์มาสก็ยังเป็น podcast ให้คนสามารถ download มาฟังได้ด้วย [See also: Engadget] จน CBS ขี้นหัวข่าวว่า iQueen

2. แรงผลักดันระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์ รัฐบาล และประชาชน

การเลือกประเด็นการเสียชีวิตของเจ้าหญิงไดอาน่า ถือเป็นการเลือกแนวเรื่องที่ดี เนื่องจากเป็นเรื่องที่ ปูทางไปสู่การชี้ให้เห็นการคานอำนาจ ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์ รัฐบาล และประชาชน เพราะเจ้าหญิงไดอาน่าเป็นคนยอดนิยมของประชาชนที่ “เคย” เป็นคนในวัง ซึ่งแน่นอนมันก็ต้องมีพื้นที่สีเทาระหว่างพื้นที่ส่วนตัวในวังและประชาชน รัฐบาลในฐานะตัวแทนของประชาชน ก็ต้องทำหน้าที่เป็นตัวกลาง ทั้งนี้ ทั้งนั้น รัฐเอง ต่างก็หวังเพียงเพื่อความนิยมจากประชาชน แน่นอนการคานอำนาจจึงจำเป็นที่จะต้องมีคนได้ดุล เสียดุลเป็นธรรมดา

3. ความเสียสละของสถาบันพระมหากษัตริย์

ด้วยแรงผลักดันมาจากประเด็นแรก เรื่องความเปลี่ยนแปลงของเวลา และแนวความคิด มาจนถึงแรงผลักดันภาคประชาชน ผ่านรัฐ ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ ต้องกลายเป็นสถาบันที่กลายเป็นเป้าโจมตี โดยเฉพาะจาก “สื่อมวลชน”

แน่นอนคานที่ต้องอ่อนลงไปในเรื่องนี้ก็คือ ฝ่ายสถาบันกษัตริย์ หากแต่ไม่ได้มองในรูปแบบของ “ความพ่ายแพ้” แต่ในทางตรงกันข้าม กลับมองผ่านมุมมองในเชิง “ความเสียสละ” ที่หนังพยายามจะต่อสู้ให้กับสถาบัน เพื่อซื้อใจประชาชน

จุดสำคัญ คือ การที่หนังนำข้ออ้างที่ว่า การขึ้นครองราชย์ เป็นสิ่งที่คนที่จะขึ้นเป็นกษัตริย์ไม่สามารถกำหนดได้ มีคนกำหนดไว้แล้ว และการที่จะขึ้นครองราชย์ได้ ก็จะต้อง การแลกเปลี่ยนกับการสูญเสีย พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติอันเป็นที่รักไป ในกรณีของพระราชินี Elizabeth ที่ 2 ก็คือ การขึ้นมามีอำนาจ ต่อจากพระราชบิดาของพระองค์เอง ซึ่งเท่านี้ก็ถือว่าเป็น สมการระหว่างอำนาจและความสูญเสีย ซึ่งเป็นเรื่องที่คนทั่วไปเห็นใจ (แต่อาจจะไม่ตระหนักถึงมาก่อน)

ผมชอบอีกตอนหนึ่ง ที่สมเด็จพระราชินีพูดกับโทนี่ แบลร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ในเชิงที่ว่า การที่ทรงมีพระพักตร์เงียบขรึม ไม่แสดงความเศร้าโศกเสียใจ หรืออารมณ์อื่นใด ตอนที่เจ้าหญิงไดอาน่าเสียชีวิต ก็เป็นเพราะสถาบันกษัตริย์ เป็นสถาบันที่คนให้ความเคารพ การแสดงออกต่อสาธารณะไม่ว่าจะครั้งใด เป็นถืองาน เป็นหน้าที่อย่างหนึ่ง ซึ่งควรจะมาก่อนเรื่องส่วนตัว (มิใช่หรือ) อันนำมาซึ่งการโต้แย้งในประเด็นที่ว่า ชีวิตส่วนตัวในวัง ควรจะถูกนำมาเปิดเผยหรือไม่

บอกตรง ๆ ผมเองตอนที่สมัยเจ้าหญิงไดอาน่าเสียชีวิต ผมเองก็ไม่ได้ติดตามข่าวเรื่องภายใน ว่าจริง ๆ แล้วเหตุการณ์มันเป็นไปอย่างที่หนังว่าไว้หรือเปล่า แต่สิ่งที่มองเห็นได้ ก็คือ ราชวงศ์อังกฤษ เป็นที่ได้รับความเคารพของคนในชาติน้อยกว่าราชวงศ์ไทย ถ้าจำไม่ผิดเคยอ่านมาจากที่ไหนซักแห่งว่า สถาบันกษัตริย์ในอังกฤษก็มีฐานะ เป็นเพียงสัญลักษณ์ของชาติเท่านั้น แต่ไม่มีบทบาทในทางการเมือง แต่ถ้าดูจากหนังเรื่องนี้ ก็ไม่ใช่เช่นนั้น สมเด็จพระราชินีก็ยัง ทรงมีหน้าที่ทางการเมืองที่ต้องทรงปฏิบัติ เพียงแต่คนทั่วไปมักมองไม่เห็น และไม่ได้รับการเปิดเผย

หากมองผ่านคนที่เคารพสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างสูงสุด (โดยเฉพาะคนไทย ไม่ว่าเป็นเจ้ามาจากชาติไหน เราก็รัก และเคารพในฐานะที่เจ้าเหล่านั้น ดำรงอิสริยยศเสมอเหมือน “เจ้าอยู่หัว” ของตน) ก็ดูจะเป็นเรื่องที่ออกจะให้ความรู้สึกที่แปลกไปอีกแบบหนึ่ง เพราะที่แน่ ๆ บ้านเราคงไม่มีใครกล้ามาทำหนังล้อเลียน เสียดสีสถาบันพระมหากษัตริย์ได้อย่างเพียงนี้ ถึงแม้จะมี ก็เป็นการเทิดทูน เฉลิมพระเกียรติยศ ไม่ใช่เป็นการเอาเรื่องภายในออกมาเล่นเช่นนี้

การควักเอาเรื่องชีวิตส่วนตัวในวังออกมา (ถึงแม้จะคาบเกี่ยวกับชีวิตภาคสาธารณะ) เป็นถือเป็นการท้าทายความคิดในเรื่อง สมมติเทพ ของสถาบันพระมหากษัตริย์ เหมือนกับที่ Paul Handley เขียนไว้ในหนังสือ The King Never Smiles [ใจ อึ้งภากรณ์, 2549] แต่ใน The King Never Smiles นั้น ผมเองคิดเห็นส่วนตัว ว่า ออกจะมากไปหน่อย เรื่องบางเรื่อง อ่านแล้วก็อึ้งไปเหมือนกัน (ตอนแรกก็กะว่าจะเขียน review หนังสือเรื่องนี้เหมือนกัน แต่พอเขียนไปซักพัก มีความรู้สึกว่าหมิ่นเหม่เหลือเกิน เลยยกเลิก project นี้ไป)

หลายคนอาจจะสงสัยว่า การที่เราดูหนัง The Queen ของราชวงศ์อังกฤษ ให้ความรู้สึกเหมือนคนต่างชาติอ่าน The King Never Smiles หรือ The Revolutionary King หรือเปล่า ตอนแรกผมก็คิดว่า น่าจะเหมือนกัน แต่คิดไปคิดมาไม่น่าจะเหมือน เพราะบ้านเราให้ความสำคัญ และเคารพเทิดทูน สถาบันกษัตริย์มากกว่าประเทศไหน ๆ ภาพของการเอาสถาบันมาเสียดสี ล้อเลียนบนแผ่นฟิล์มก็ทำให้ดูรู้สึกแปลก ไม่เหมือนคนชาติอื่น ที่มองว่าหนังขายเรื่องขำขันไป แล้วอีกอย่าง The King Never Smiles หรือ Revolutionary King ก็ให้อารมณ์ที่รุนแรง จริงจังมากกว่า (เยอะ) แต่ขนาดไม่จริงจัง อย่าง The King & I หรือ Anna and the King ก็ทำเอาคนไทยเป็นเดือดเป็นร้อนไปตาม ๆ กัน เพราะฉะนั้นก็คงจะแตกต่างกันอย่างแน่นอน

อดไม่ได้ที่จะย้อนกลับมาถึงสถาบันกษัตริย์ของบ้านเรา ถ้าจะมองให้มันหมิ่นเหม่ มันก็หมิ่นเหม่ต่อความคิดนะ เพราะอย่างนั้นคนไทยที่ได้ดูทั่วไปก็จะต้องเอามาเปรียบเทียบกับราชวงศ์ไทยแน่นอน แต่ถ้าจะให้ปิดกั้น ผมเองก็คงไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอน หวังว่า กบว. คงไม่อ่อนไหวขนาดนั้น

ปัดฝุ่นลาวม่านแก้ว

In บันเทิง : Entertainment, มั่วซั่ว : Miscellenous, เพลง : Music on ธันวาคม 3, 2006 at 1:35 am

ช่วงนี้เป็นช่วงสุดท้ายของเทอม Fall ก็ไม่ค่อยมีเวลามา post อะไรเท่าไหร่ ช่วงพักอ่านหนังสือ ทำการบ้าน + รายงาน ก็มีโอกาสหยิบซอมาเล่น เห็น aom เอาเพลงลาวม่านแก้วจากละคร เรื่อง แต่ปางก่อน (ผู้แต่ง คือ คุณนก ฉัตรชัย ดุริยประณีต – หนึ่งในสมาชิกวงเฉลียง) มา cover กับขิม เห็นว่าเพราะดี ก็เลยได้ความคิดว่า น่าจะลองเล่นซอ แล้วก็เสริมเข้าไป ผลก็มาก็อย่างทีได้ยินนี่หล่ะครับ

ก็ถือเป็นการพักผ่อนครับ (แต่ถ้าเสียงซอมันรับไม่ได้ก็ขออภัย ไม่ว่ากันหากจะหยุดฟังกลางคัน เหอๆๆ หรืออาจจะลองไปฟัง version ขิมของ aom แทนก็ได้ครับ)

ปล. เข้าใจว่า post นี้ละเมิดลิขสิทธิ์แน่นอน เพราะเอาเพลงเค้ามาดัดแปลง เต็ม ๆ (ใส่ดนตรีทับของเก่าทั้งดุ้น – เสียง piano คือ เพลงต้นฉบับในละครครับ) ถ้าเจ้าของลิขสิทธิ์เพลง (ผมไม่แน่ใจว่าเป็นใครอ่ะครับ) มาเห็น post นี้ ผมก็ขออนุญาตไว้ตรงนี้เลยแล้วกันครับ เล่นฟังกันในหมู่เพื่อนฝูงครับ [เหมือนจะฟังขึ้นนะเนี่ย แหะ ๆ]…

I Believe I Can Die.. Oh Yeah!

In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous, เพลง : Music on พฤศจิกายน 26, 2006 at 2:12 am

PRADT เขียนวิจารณ์อัลบั้มใหม่ของ Bianca Ryan มา แล้วก็เลยพาลไปเปิดดูใน youtube เจออันนี้มาเพลง I believe I can fly เธอร้องสดในรายการ Today Show ซึ่งเป็นหนึ่งในเพลงในอัลบั้มใหม่ของเธอ

แต่ไม่รู้ว่าใน CD เธอร้องแบบนี้หรือเปล่า แต่ตอนนาทีที่ 2:32 มีคนจับได้ว่าเธอร้อง “I believe I can die…”

เหอๆๆ ซะงั้น

Simple Rules To Prevent Sexual Harassment for Men

In ของเล่น : Playing, บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on พฤศจิกายน 25, 2006 at 1:15 pm

ไป digg เจอมา เห็นว่าเป็นประเด็นกำลังร้อนที่สนามบิน ขำ ขำ นะครับ

Simple Rules

  • Be Handsome
  • Be Attractive
  • Don’t Be Unattractive

เอ่อ มันก็จริงเหมือนกันเนอะ ไม่รู้เหมือนกันว่าถ้าเปรียบเทียบคนหน้าตาดี มีเสน่ห์เนี่ย กับคนหน้าตางั้น ๆ จากสถิติใครโดนข้อหาลวนลามทางเพศมากกว่ากัน เพราะจริง ๆ คนหน้าตาดีที่โดนหมั่นไส้ก็มีไม่น้อย แบบประมาณว่ามั่นใจเกินร้อย อย่างเช่น คุณพิษณุ นิลกลัด เขียนไว้ในมติชนสุดสัปดาห์ฉบับล่าสุด ว่า “ทำไมพระเอกจึงเปลี่ยนแฟนบ่อย” โดยบอกว่า

เหตุผลแรก ผู้ชายเจ้าชู้โดย “นิสัยดั้งเดิม”

เหตุผลที่สอง ฝ่ายหญิงไม่เข้าใจธรรมชาติและ “นิสัยดั้งเดิม” ของผู้ชายที่เป็นพระเอก

โดยเฉพาะข้อสอง คุณพิษณุให้เหตุผลว่า

 อันว่าคนที่เข้าสู่วงการบันเทิงและตั้งเป้าจะเป็นพระเอกนั้นร้อยละร้อยมั่นใจในตัวเองสูงมาก

แม้พระเอกบางคนตอนแรกเข้าวงการบันเทิงก็มาแบบไม่ได้ตั้งใจจริงจัง มาตามเพื่อน หรือผู้กำกับฯ ซึ่งสนิทกับญาติผู้ใหญ่ชวนมาเล่นสนุกๆ แต่พอเล่นแล้วเกิดติดลมเลยอยู่ต่อ พระเอกแบบนี้สุดท้ายแล้วความมั่นใจในความเป็นพระเอกก็สูงพอๆ กับพวกที่ตั้งใจเป็นพระเอก

เอิ๊ก ๆ ซะงั้น

ส่วนอะไรทำให้คนเราดู attractive (แบบเชิงวิชาการหน่อย ๆ) นั้น ผมเคยเขียนเล่น ๆ ไว้ในเรื่อง Beauty and Professor แล้วนะครับ อิอิ

The Magic of Domino Effect

In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying on พฤศจิกายน 8, 2006 at 11:38 pm

November 17 is the next Domino Day. This time, 4.4 million piece will be set up beating the world record of 4,002,136 pieces from last year. It will be broadcasted “live in 10 European countries and Russia”.

Look at this video of the breathless preparation.

[via Reuters - Oddly Enough]

Nail it, Aussie Idols

In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous, เพลง : Music on ตุลาคม 31, 2006 at 11:48 pm

Australian IdolInto the Idolsphere, Australian Idol is my favorite. (Sorry Americans) I’ve been a fan of the show since the first season. My favorite is still the first idol, Guy Sebastian [Climb every mountain, Angel brought me here]. For the later two seasons, the ones I rooted for were the first runners up, Anthony Callea from season 2 [The prayer] and Emily William from the last season [All the way, I'm every woman, Emotion].

For me, not only the more talents, but also the music arrangement and live performance makes the show more interesting and fun to watch. Also you can see how diverse the Australian population from the show. Sometimes the rich diversity make a contestant controversial as not being a real aussie… (-_-”)

This year, only one girl survives in the talent pool among other three male final contestants. She is Jessica Mauboy, a seventeen Indonesian-root girl from Darwin, Northern Territory, who already own two touchdowns (another uniqueness of the show from Mark, one of the judges which I think it calls a good attention and makes the judges’ comments stronger). She somewhat reminds me of Lisa Tucker from American Idol season 5, a young singer who was overshadowed by big voice and big songs. Jessica came to the audition with the big song, Whitney’s I have nothing… (again)…

Here is one of Jessica’s touchdown performance, Christina’s Beautiful.

Here are other touchdown performances of the show:

You can also watch the video from the official website (I still don’t understand why people don’t use youtube instead of hosting their own streaming video files).

This year, the Aussie idol allows the contestants to use instrument. On the final seven round, using instrument is the theme of that week. It’s kind of cool. Anyway, my prediction of the winner would go to Dean Geyer (at least he will stay in the final two).
Overall, I would like to thank youtube and its community so much for being such an excellent media. I could still watch the old seasons and keep updating the current seasons…

Should Libraries Carry DVDs?

In Thaibrarian, บรรณารักษ์ : Librarian, บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, ภาพยนตร์ : Movie, ห้องสมุด : Libraries on ตุลาคม 25, 2006 at 9:12 am

Comparing the library operation of DVDs and netflix, which way to go? I think this is an interesting discussion on Palo Alto Online.

(I strongly disagree with that since supplying popular movies has nothing to do with literacy, education, citizenship, etc., and there are multiple low cost rental possibilities available to anyone. But, for the sake of argument let’s assume that it is proper.)

[via LISNews]

Comparing Internet Movie Download Services

In บ่นไปเรื่อย : Saying, ภาพยนตร์ : Movie on ตุลาคม 16, 2006 at 8:50 am

Since peer-to-peer, torrents, and youtube are all risky services, the choice is going to a number of internet movie download services. Techcrunch has a nice comparison and reviews of these services that are available out there in the market.

Comparing Internet Movie Download Services

It seems like GUBA is the best option in terms of price and referral fee. Unfortunately, mac users have only one choice, iTunes. Anyway, borrowing DVD from library is still my best choice. Yikes!

ไปทะเลทำไมกัน – Why see the sea?

In ภาพยนตร์ : Movie, มั่วซั่ว : Miscellenous on ตุลาคม 14, 2006 at 3:12 pm

ปรกติเวลาเลือกดูหนัง หนังประเภท road trip นี่แทบจะเป็นตัวเลือกท้าย ๆ เลยทีเดียว เหมือนกับหนัง roadtrip ของประเทศอุรุกวัย (Uruguay) เรื่อง El Viaje hacia el mar (ชื่อภาษาอังกฤษว่า Seawards Journey หรือ A Trip to the Seaside) เพราะผ่านตาหลายทีแล้ว แต่ก็ข้ามไปทุกครั้ง เพราะความที่มันเป็นหนัง road trip นี่เอง แต่เพราะเห็นมันบ่อย จนอดไม่ได้ที่จะลองเอามาเปิดดูซักครั้ง

หนังภาษาสเปนเรื่องนี้ เป็นหนังที่เล่าเรื่องง่าย ๆ (ถึงง่ายที่สุด) ของการเดินทางของชายกลุ่มหนึ่ง ที่มุ่งหน้าเพื่อไปจะไปดูทะเลเป็นครั้งแรกในชีวิต เนื้อเรื่องมีเท่านี้เองจริง ๆ

แต่รายละเอียดที่เพิ่มเติมเข้าไปในเรื่อง มันสร้างความน่ารักของหนังได้อย่างไม่น่าเชื่อ ดูไปแล้วก็อดหัวเราะคิกคักไม่ได้ เพราะความที่มุขตลกมันก็ไม่ได้ถึง แต่ก็ไม่ถึงกับทำให้ต้องหัวเราะตกเก้าอี้ ในขณะเดียวกันก็มีนัยยะดี ๆ ที่ซ่อนไว้ จนต้องทำให้ชะงักหลายหน

seawards journey; photo derived from eneccine.com

ตอนที่ชอบ ก็อย่างเช่น ถามคนที่ทำงานในสุสานว่า ในสุสาน แถวไหนที่มีดอกไม้มากที่สุด คำตอบก็คือ แถวบริเวณที่เป็นเด็กน้อย “little angle” ก็จะมีดอกไม้มากที่สุด ไม่เท่านั้น ยังมีพวกสมุนไพรมีกลิ่นหอมปลูกได้อย่างดี รองลงมาก็จะเป็น แถวบริเวณของผู้ชาย เพราะแถวนี้ก็จะมีผู้หญิงเอาดอกไม้มาวางบ่อย แต่ที่ไม่มีเลยก็เป็นพวกของผู้หญิง …

หรืออีกตอนบอกว่า เวลาคนเราเดินทาง (โดยเฉพาะเวลาขับรถ) ก็มักจะมองกันไปข้างหน้าว่าอีกไกลไหม จะถึงเมื่อไหร่ ทางข้างหน้าสวยไหม แต่จริง ๆ แล้วการเดินทางที่แท้จริง ก็คือ การมองไปข้างหลังว่าเราผ่านอะไรมาต่างหาก…

All the driver sees is what lies ahead, but the real journey is really what’s behind you. Then one day, you tell your buddies about it, and it all comes back to you, clear as crystal. And then maybe you even feel like going back again.

ส่วนอีกอัน เกี่ยวกับการร้องเพลง…​(ให้ใครฟัง)

A: Jeez, you sing awful
B: Can’t see why you bother there’s no one there to listen
A: For the cows, then. We’re like students, going out for a sing-song
B: Get that students! Students sing in the streets for other people to hear.
C: You can sign for yourself too, just for the fun of it.

ต้องยอมรับว่า หนัง road trip เรื่องนี้เด่นที่บทภาพยนต์จริง ๆ แต่อีกเรื่องที่ชอบไม่แพ้กันก็คือ ฉากของหนัง ที่ทำให้อุรุกวัยดูมีเสน่ห์มาก ๆ จนคิดว่า ถ้ามีโอกาสไปเที่ยวแถบนั้นก็น่าจะดีเหมือนกัน

แต่ตอนที่ดูจะทะแม่ง ๆ ก็คงจะเป็นตอนท้ายของเรื่อง เพราะดูมุขจะฝึด ๆ แต่มันก็ไม่ถึงกับทำให้เสียอรรถรส จนกร่อยไปหมดเสียทีเดียว แต่มันน่าจะมีอะไรให้น่าจดจำมากกว่านี้หน่อย

โดยรวม ๆ ผมให้ B+ ครับสำหรับหนังเรื่องนี้

โชคร้ายจะจบลงหรือไม่?

In บรรณารักษ์ : Librarian, บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, ห้องสมุด : Libraries on ตุลาคม 13, 2006 at 12:13 am

The end imaged linked from the New York Timesวันนี้แล้วที่หนังสือเล่มสุดท้ายในชุด A Series of Unfortunate Events ที่ชื่อว่า The End จะวางแผง (ศุกร์ที่ 13) ตื่นเต้น ๆ เพราะเป็นหนังสือชุดแรก ที่อ่านตั้งแต่เล่มแรก ยันถึงเล่มเกือบสุดท้าย (เพราะเหลือเล่มสุดท้ายนี่แหละ และถึงแม้จะไม่ได้เรียงตามลำดับก็ตาม) ด้วยความที่ชอบก็เกือบ จะแปลเป็นไทยเองเสียแล้ว (เพราะจำได้ว่าอ่านครั้งแรกตั้งแต่ยังไม่มี edition ภาษาไทย) แต่ก็มัวยุ่ง ๆ ยักแย่ ยักยันอยู่ ก็เลย
จริง ๆ ก็คือ อยากรู้ว่าตอนจบจะเป็นอย่างไร จะ Happy Ending มั๊ยนะ ถ้าไม่เนี่ย แล้วจะจบอย่างไรไม่ให้คนรู้สึกว่าค้างคาในใจ แต่ถ้าจบแบบ Happy Ending ก็จะเสีย concept ของชุดนี้ไป

Patricia ใน New York Times (ต้อง register เพื่ออ่านครับ – ฟรี) เขียนถึงหนังสือเล่มนี้ไว้ดีทีเดียว ที่น่าจะเป็นน้ำจิ้มได้ดีก็น่าจะเป็นย่อหน้านี้

From “The Bad Beginning,” the series’s first installment, Mr. Handler (Note: Daniel Handler คือ ชื่อผู้แต่งจริง) said, he had “The End” in mind, somewhat inspired by his favorite children’s book, “The Bears’ Famous Invasion of Sicily” by Dino Buzzati, an odd 1947 tale of bears descending from the mountains in search of food, conquering cities, only to realize their lives have been corrupted by humans.

ย่อหน้าต่อจากนี้ก็มี clue อีกนิดหน่อย แต่ก็อยากรู้ว่า ออกมาจริง ๆ แล้วจะเป็นอย่างที่บอกไว้แต่แรกหรือเปล่า ส่วนฉบับภาษาไทย ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเค้าจะออกเมื่อไหร่ แต่คิดว่าก็ไม่น่าจะนานเกินรอ…

พระอาทิตย์ชิงดวงที่ปารีส – Sunset in Paris

In เพลง : Music on ตุลาคม 2, 2006 at 7:07 pm

Excerpt: I just watched a TV special program in which Her Royal Highness Princess Maha Chakri Sirindhorn recently played Thai classical music in Paris with the band from Ministry of Culture of Thailand. I really like one of the songs they that she wrote a lyric called “Sunrise”, which usually play as the end of the performance. The lyric is about having all kind of Thai dessert during playing music in the band.

Thai dessertsวันนี้เพิ่งได้มีโอกาสดูรายการพิเศษ ของโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ ที่สมเด็จพระเทพฯ ท่านทรงดนตรีไทย รายการ “รัตนสังคีต” ที่ปารีส ฟังเพลงพระอาทิตย์ชิงดวง ที่พระองค์ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นมาใหม่ และทรงขับร้องด้วยพระองค์เองแล้ว อดนึงชื่นชมในพระอัจฉริยภาพไม่ได้จริง ๆ ครับ เนื้อเพลงมีความสมบูรณ์มาก โดยเฉพาะเนื้อความ ลองอ่านดูแล้วกันครับ (แต่ถ้าจะให้ดี ต้องได้ลองฟัง ที่พระองค์ทรงขับร้องไว้ด้วย จะดีกว่ามากเลยครับ) ซึ่งว่าไว้ดังนี้

รวมบรรเลง เพลงดนตรี ที่เสนาะ

จังหวะเหมาะสม ทำนองก้องประสาน

สายลมหวน อวลกลิ่นอุมามาลย์
ชวนชื่นบานเมื่อ สดับเพลงขับเอย

(ออกดอก)
ดอกเอ๋ย เจ้าดอกชำมะนาด
กลิ่นหอม สะอาด ชวนรื่นรมย์เอย

เจ้าดอกลำดวนเอย…

เจ้าดอกลำดวนเอย
ชวนให้ชมเชย
สังขยาเจ้าเอย ทั้งขนมตาล
ทั้งทองหยิบ ฝอยทอง
ล้วนแต่ของหวาน
ช่างน่ารับประทาน เสียจริงเอย
เจ้าขนมครองแครงเอย
หม้อแกง ขนมถ้วย
ขนมชั้น ขนมกล้วย
กินด้วยกัน
สามแซ่ แช่อิ่ม
ปลากริมไข่เต่า
กล้วยแขก ข้าวเม่า มาแบ่งปัน
อร่อยทั่วกัน ทั้งวงเอย

(ออกดอก)
น้ำเอ๋ย น้ำกรีนที
อยู่ในวงมโหรี
สบายใจเอย

(ผมแกะเองจากโทรทัศน์นะครับ หากผิดพลาดประการใด ก็ขอพระราชทานอภัยโทษ และขออภัยมา ณ ที่นี่ด้วยแล้วกันครับ)

อ่านแล้วอยากกินขนมเลยครับ

Let’s Hug – มากอดกันเถอะ

In บันเทิง : Entertainment, มั่วซั่ว : Miscellenous, เด็กนอก? on ตุลาคม 2, 2006 at 12:28 am

Paul Jones แนะนำเรื่องของ Juan Mann กระทาชายชาว aussie คนหนึ่งที่รณรงค์ Free Hug ในซิดนีย์ ออสเตรเลีย แล้วก็มีคนเอาไปทำเป็น video ลงใน youtube จนได้รับความนิยมอย่างสูง รวมถึงเพลงของ Sick Puppies ที่ใช้ใน music video ก็พลอยดังไปด้วยเลย


บางทีคนเราไม่รู้หรอกว่า เราต้องการการกอดมากน้อยแค่ไหน จนมาเห็นคนอื่นเค้ากอดกันแล้วเนี่ย เออ แฮะ… ลองดูเอาเองก็แล้วกันครับ

หญิงหม้ายแห่งเซนต์-ปิแอร์

In ภาพยนตร์ : Movie, มั่วซั่ว : Miscellenous on กันยายน 18, 2006 at 10:15 am

The Widow of Saint-Pierreช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นช่วงเวลาท่ี่แคนาดาปกครองโดยฝรั่งเศส บนหมู่เกาะอันห่างไกลและเงียบสงบที่มีว่า เซนต์-ปิแอร์ (Saint Pierre) Neel ชายหนุ่มรายหนึ่งในเมืองได้ก่ออาชญากรรม (แบบ non-sense มากอ่ะ) และถูกตัดสินประหารชีวิต แล้วถูกควบคุมโดยกัปตัน Jean และภรรยา Pauline (หรือมาดาม La) แต่เนื่องจากความที่เป็นเมืองเล็ก ๆ ไม่มี Guillotine ต้องรอให้ทางการส่ง Guillotine นี้มาให้ อีกทั้งในเมืองก็ไม่มีนักประหารก็ต้องมีการตามหา ซึ่งแน่นอนต้องใช้เวลา

ด้วยความเป็นคนใจดี และมีสิเหน่หาแก่ Neel มาดาม La เลยขอ Neel ให้มาช่วยงานและเป็นผู้ติดตาม โดยที่ Neel ไม่ต้องอยู่ในคุกตลอดเวลา  ด้วยความที่สามีผู้มีความรักและรู้ใจภรรยาเป็นอย่างดี กัปตัน Jean ผู้เป็นสามีเลยอนุญาตตามคำขอ มาดาม La พยายามจะพิสูจน์ให้คนทั้งเมืองตระหนักว่า คนเราไม่ได้เลวเสมอไป มันต้องมีความดีอยู่บ้าง และในที่สุด Neel ก็เอาชนะใจคนทั้งเมือง และกระนั้น Guillotine ก็มาถึงเมืองพอดี ส่วนกัปตัน Jean ก็กลายเป็นฝ่ายตรงข้ามกับผู้มีอำนาจบารมีอื่น ๆ ในเมือง ที่เห็นว่าการกระทำของเค้าเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง

หนังภาษาฝรั่งเศสเรื่องนี้มีการดำเนินเรื่องที่ดีมาก ไม่ยาก ไม่ซับซ้อน ไปเรื่อย ๆ แต่ก็สร้างความสงสัย (Curiosity) ในระหว่างการดูไปด้วย ชวนให้น่าติดตาม อีกทั้งมีตัวละครหลัก ๆ ไม่เยอะ ทำให้สถานการณ์มันเข้มข้น แต่สิ่งที่ชอบที่สุด ก็คือ ประเด็นที่แฝงมาในหนัง มันอดไม่ได้ที่คนดูเรื่องนี้แล้วจะต้องได้อะไรไปบ้าง ไม่ว่าจะเป็นความรัก เสน่หา ความเมตตา ความอิจฉา ความเสียสละ ความเหมาะสมกับความชอบธรรม มนุษยธรรม กฏหมู่หรือกฏหมาย โอย ร้อยแปดพันประการ ซึ่งถ้าพูดแบบนี้หลายคนอาจจะบอกว่าหนังมันต้องหนักแน่ ๆ แล้วยากแก่การจับความ ต้องบอกว่าผิดถนัด เพราะหนังผสมผสาน แทรกเอาประเด็นเหล่านี้ไว้ได้อย่างแนบเนียน จนต้องคำถามตอนจบว่า เอ๊ะ มันสร้างขึ้นตามเรื่องจริงหรือเปล่าเนี่ย เพราะมันดูเนียนและมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นในชีวิตจริง

สรุปแล้วผมให้ A ครับสำหรับหนังเรื่องนี้

ข้อมูลเพิ่มเติม: IMDB – Veuve de Saint-Pierre, La หรือชื่อภาษาอังกฤษคือ The Widow of Saint-Pierre

ติดปกซีดี – CD Coverism

In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous, เพลง : Music on กันยายน 15, 2006 at 5:32 pm

Abstrace: I am addicted to new features on iTunes right now. I have spent many hours per day on seeking CD artwork images on the Internet. I went to Amazon, Google (Music) to get the artworks. What an addict! However, there are still more obstacles on the way to complete this ongoing project.. (-_-”)

ไม่อยากเชื่อว่า ทุกวันนี้ใช้เวลาอยู่กับคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ทนานมาก มันมีอะไรให้ทำนักหนาก็ไม่รู้แฮะ ไม่ว่าจะเป็นอ่านข่าว เขียนบล๊อก อ่าน-เขียนเว็บบอร์ด ดู Youtube ดาวน์โหลดเพลง คุยกับเพื่อน ไหนยังไม่รวมเวลาทำงานอีก

iTune's Jukebox
ล่าสุด iTunes ตัวใหม่ทำพิษซะแล้ว ก็เพราะไอ้ function ที่มันเหมือน jukebox นั่นแหละ ด้วยความที่เป็นคนอยากให้มันเต็มสมบูรณ์ ก็พยายามหาหน้าปกให้มันครบ เพื่อให้มัน “ดูดี” ก็เท่านั้น ทั้ง ๆ ที่ใช้คนเดียวแท้ ๆ แต่อยากอ่ะ ตอนนี้มีเพลงใน iTunes เกือบ 5 พัน มีเพลงที่มีข้อมูลอัลบั้มอยู่ประมาณสามพันห้า (ถ้าใช้แบบคาดคะเน เอา 5 หาร – ใช้ค่าเฉลี่ย 5 เพลงต่ออัลบั้ม – ก็ตกประมาณ 700 อัลบั้ม) ตอนนี้มีอัลบั้มที่มีหน้าปก (หรือรูป) อยู่แล้วประมาณ 60-70% ตามสายตาคะเน แต่ละอัลบั้มก็ไม่ใช่ว่าจะหาได้ง่าย ๆ ถึงแม้มันจะสามารถดึงภาพหน้าปกได้อัตโนมัติก็เหอะ แต่ก็มีปัญหาอยู่เยอะ

1. แน่นอนเพลงไทย มันดึงหน้าปกไม่ได้ For sure แต่ก็ไม่ควรประมาท เพราะตอนแรกสุดที่ทำก็คือ select all แล้วก็สั่งให้มันหาอัตโนมัติ หาได้บ้างไม่ได้บ้าง ที่ตลก ก็คือ ตอนแรกคิดว่า bot มันจะไม่เก่ง มันเก่งเกินซะอีก เพราะ Album The Best of Loso ของ Loso มันหาเจอหน้าปกด้วย! แต่ไม่ใช่หน้าปกของ Loso นะ แต่เป็น The Best of Lobo โดย Lobo ป๊าด ฮาไป

2. โปรแกรมหามันก็เก่งพอสมควรนะ ถ้าชื่ออัลบั้มไม่ตรงเป๊ะ ๆ มันก็ยังหาได้ อย่างพวกอัลบั้ม Single งี้ แล้วมันชอบต่อท้าย (Single) มาด้วย หรือเพลง Soundtrack ก็เหมือนกัน แต่ละอัลบั้มก็ identify ไม่เหมือนกัน ถ้าเป็นใน Amazon มันก็เขียนท้ายว่า Music From Original Soundtrack หรือถ้าเป็นอันอื่นก็อาจจะเขียนต่อท้ายวงเล็บว่า Soundtrack เฉย ๆ แล้วมันก็ยังหาไม่ได้อยู่ดีอ่ะ ตอนหลังตัดพวกคำสร้อยออก เหลือแต่ชื่อหนัง มันถึงจะดึงมาได้

3. ทีนี้ในกรณีอัลบั้มที่หาไม่ได้จริง (ซึ่งก็มีเยอะเหมือนกันนะ) ก็ไปหาใน Amazon ซึ่งมันมีรูปหน้าปกเป็นส่วนใหญ่ หรือไม่ก็หาใน google ค้นโดยใช้ชื่ออัลบั้มกับชื่อศิลปิน

4. แต่ถ้าหาไม่ได้จริง ๆ ก็กลับมาเช็คว่า ชื่ออัลบั้มกับคนร้องมันตรงกันหรือเปล่า ปรกติถ้าเข้าไป check ใน Amazon ก็พอจะรู้ แต่บางทีก็ไม่ได้ เพราะ

  • ชื่ออัลบั้มผิด หรือชื่อนักร้องผิด
  • ชื่อเพลงไม่มีในอัลบั้มที่เขียนไว้
  • เป็นเพลงในอัลบั้มเพลงรวม ซึ่ง Amazon ไม่ค่อยมีแฮะ

เพราะฉะนั้นก็ต้องตรวจสอบ วิธีการที่จะตรวจสอบก็คือ ใช้ Google Music แทน งงใช่มั๊ยหล่ะ ว่า Google Music มาจากไหน มันก็เป็น Function การค้นของมันที่ถ้ามันรู้ว่าเกี่ยวกับเพลง มันก็จะมี Highlight ผลออกมา ก็เหมือนกับ Google Movie ที่สามารถ Track ข้อมูลเกี่ยวกับโปรแกรมหนังของโรงหนังใกล้บ้านได้ สะดวกดี ซึ่ง Google Music เนี่ยมันไม่ได้ Link ต่างหากอ่ะ ต้องค้นคำค้นที่เกี่ยวกับเพลงซะก่อน แล้วค่อยหาไป (trick ก็คือ ให้ใส่ชื่อนักร้อง หรือวงไปก่อน แล้วค่อยใส่ชื่อเพลงตามชื่อนักร้อง – จะก่อนก็ได้ – แล้วมันก็จะบอกว่าเพลงที่เราหานั้น มันอยู่ในอัลบั้มไหน) ซึ่งขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ใช้เวลาพอสมควรเลยอ่ะ แล้วใช่ว่าหามาได้แล้ว iTunes จะหาได้อัตโนมัติทุกครั้งไป บางทีก็ต้องย้อนกลับไปหาใน Amazon อีกที

5. สำหรับเพลงไทย อาจจะต้องตัดใจ ใช้รูปศิลปินที่หาได้จากเว็บแทนหน้าปก เพราะลองหาดูแล้ว หายากมาก หรือถ้ามีก็รูปกะจิ๊ดเดียวเอง ที่ยากไปกว่านั้นก็มีอีก คือ พวกเพลงพื้นบ้านของชาติอื่น ๆ (รวมถึงเพลงไทยเดิม) ด้วย ซึ่งหายากมาก เพราะฉะนั้นก็คงต้องหารูปอื่นมาแปะแทน

6. ปัญหาใหญ่อีกอันคือ ไอ้เพลงที่ไม่มีอัลบั้มเนี่ยแหละ ทั้งภาษาไทยภาษาอังกฤษ จะต้องไปรื้อค้นหาข้อมูลมาใหม่เลย แต่คิดว่าถ้าใช้ Google Music อาจจะง่ายขึ้น แต่เพลงไทยเนี่ยไม่แน่ใจ

โปรเจคช้างจริง ๆ นะเนี่ย ว่าแต่จะเอาเวลาที่ไหนไปทำวะเนี่ย??? แต่ก็หน่ะ ก็เลยคิดว่า ทำไปเรื่อย ๆ เพราะปรกติก็ชอบฟังแบบ random อยู่แล้ว มันย้ายไปทางไหน แล้วเห็นว่าไม่มีหน้าปก ก็ค่อยหาละกัน ไม่งั้น อยู่แต่ iTunes เป็นเดือนแน่ ๆ แค่นี้ก็แย่แล้ว กลับบ้านมาทีก็ได้แต่เปิดเล่น iTunes เห้อ…

The Tarako Cupie Girls

In ของเล่น : Playing, บันเทิง : Entertainment on กันยายน 11, 2006 at 10:31 am

You know how cute is japanese culture.  Here is another recent example.  They said it’s national obsession right now.

Maybe it could be global obsession, who knows…  :)

Sources: Boing Boing; This is what TV like. In Japan

ปรัชญาชีวิตของมาเรีย

In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, เป็นการเป็นงาน : Seriously on สิงหาคม 21, 2006 at 10:02 pm

Maria Zambranoวันนี้เอาหนังสารคดีเรื่อง Maria Querida เป็นหนังชีวประวัติของนักคิด นักสิทธิสตรี นักต่อสู้ทางการเมือง และนักปรัชญาหญิงชาวสเปนที่ชื่อ Maria Zambranoมาฝากกัน จริง ๆ ตัวหนังไม่มีอะไรมาก เป็นหนังกึ่งชีวประวัติของ Maria ผ่านช่วงชีวิตต่าง ๆ โดยผูกเข้ากับ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้กำกับหนังหญิงคนหนึ่ง ที่พยายามจะทำหนังสารคดีเกี่ยวกับตัวเธอ ดูแล้วก็แปลกดี ดูเหมือนจะโจทย์จะง่ายไปหน่อย แต่ก็ถือว่าแปลกแหวกแนวดี

ตัวหนังก็เป็นการผสมกัน ระหว่างภาพประวัติศาสตร์ของมาเรีย กับเหตุการณ์ชีวิตของผู้กำกำับหญิงคนนั้น แล้วก็มีตัวละครเสริมเข้ามา

แต่ที่น่าสนใจที่สุดสำหรับหนังเรื่องนี้ น่าจะอยู่ตรงที่ dialogue ที่เอามาใช้ในหนัง มีอะไรที่สะดุดหูเยอะดี โดยเฉพาะบทสนทนาที่เกี่ยวกับพวกปรัชญา เลยเก็บเอามาฝากกัน

“I’m working on the same thing. I attempt my thinking to clarify all I’ve done throughout my life….”

นักข่าว: “What do you think of love?”
มาเรีย: “The central passion in life is love, that great river that takes up all passions to transport them to the death they aspire to. Only love can penetrate death. All other passions are blind or look crosswise standing still magnetized or rushing forward headlong. Only love can achieve vision. Only love can detach itself from all else. It alone can compete with hope and despair and defeat them. Love anticipates death and makes the life of he who lives it die a thousand deaths and of achieveing freedome through obeying”

นักข่าว: “What do you think of death?”
มาเรีย: “It’s good idea to coexist and get on well with it”

“How could I have lived without knowing that this was neccessary?”

ยังมี quote อื่น ๆ ที่น่าสนใจอีก ถ้ามีเวลาก็คงจะไปหาหนังสือที่เธอเขียนมาอ่านดู

เธอก็คว้ามันมาครอง

In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying on สิงหาคม 18, 2006 at 9:44 pm

Bianca Ryan กับแชมป์ America’s Got Talent พร้อมกับเงินรางวัล 1 ล้านเหรียญ

เคยเขียนเกี่ยวกับน้องคนนี้ไว้ สองครั้ง ครั้งแรกเธอเปิดตัวได้เรียกว่า นอนมาเลยทีเดียว ครั้งที่สองมาพลาดแบบเสีย self เพราะเลือกเพลงผิด พอมีโอกาสได้เข้ามารอบสุดท้าย เธอก็ไม่ทำให้คนที่เชียร์เธออยู่ผิดหวัง มาด้วยเพลง I am changing มีบางคนใน American Idol เคยเอามาร้อง แต่ดูแล้ว Dynamic ยังดีไม่เท่าแม่หนูน้อยคนนี้เสียเลย สงสัยจะเป็นนักร้องเก่ามาเกิด

รอบสุดท้ายนี้มี act ที่ดีอยู่หลาย แต่ที่ทำให้ผิดหวังก็มีอยู่หลาย ไม่ว่าจะเป็น Taylor ware หนูน้อย yodel ที่ช่วงแรกเลือกที่จะโชว์เพลงมากไปหน่อย แทนที่จะโชว์เทคนิคในการ Yodel ที่หลากหลาย เลยผิดหวังนิดหน่อย ส่วน At Last นั้นก็พลาด ด้วยการเอากลองแบบเอเชียมาเสริม ทำให้มันดูอึกทึกครึกโครม ทั้งที่จริง ๆ แล้วในตัวกลุ่มมันครบอยู่ ส่วนคนที่เปลี่ยนเสื้อผ้าเร็วนั่น ก็ไม่ชอบอยู่แล้ว เพราะเบื่ออ่ะ ไม่ชอบ เล่นกี่ครั้ง ๆ ก็ยังเหมือนเดิม ไม่รู้คนอื่นโหวตไปได้ไง ส่วนอีก act ที่รู้สึกเฉย ๆ แต่ก็ดันติด Top 3 ก็คือ กลุ่มเด็กที่เล่นดนตรีกับเต้นแบบ irish ซึ่งมันดูยังไม่สนุกจุใจ แล้วยิ่งพอโดน Piers วิจารณ์แล้วไอ้เด็กคนนึงพยายามจะเถียง ก็ยิ่งไม่ค่อยชอบเลย

พอดูจบก็รู้เลยว่าใครจะได้ เพราะดูเหมือนกันกินขาดมาก ๆ เลยไม่ต้องมีอะไรให้ลุ้นเท่าไหร่ ส่วนแม่หนู Bianca คงมีอัลบั้มออกมาเร็ว ๆ นี้ เพราะก่อนหน้านี้เคยไปค้นบนเน็ทแล้วก็พบ Fansite ของเธอ แล้วก็ update ว่า เมื่อประมาณปีที่แล้วเธอกำลังเริ่มจะทำเพลงของเธอ หวังว่าเพลงก็น่าจะดีเหมือนคนร้องนะ…

จริง ๆ ก็ค่อนข้างจะแปลกใจกับรูปแบบรายการเล็กน้อย เพราะตอนแรกคิดว่ารายการนี้มันจะเหมือนรายการกินเงินค่าโทรศัพท์กับ SMS เหมือน American’s Idol แบบทั่วไป แต่อันนี้ค่อนข้างไว คือ พอได้สิบ acts สุดท้ายก็ทำ Finale เลย แต่มันก็ดีตรงที่ว่าตัดสินไปเลย เพราะไม่งั้นคงต้องดูคู่ที่เปลี่ยนเสื้อผ้าไวเหมือนเดิมทุกอาทิตย์ไม่มีอะไรแปลกใหม่

อ้อ ตอนที่ประกาศรางวัลเมื่อคืน พอประกาศว่า Bianca ได้ เราว่าคนดูก็ไม่แปลกใจ แต่ Bianca นี่แบบร้องไห้น้ำตาท่วมจอ คนดูแทบจะร้องไปตามกัน คือ ประมาณว่า Surprise มาก ก็อย่างว่า บางทีก็ดูเป็นเด็ก แต่บางทีก็ดูเป็นผู้ใหญ่เหมือนกัน เวลาโต้ตอบกับกรรมการเมื่อรอบที่แล้ว แต่ก็นะ 11 ขวบ เอง

อีกด้านของสมการชีวิต

In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, ภาพยนตร์ : Movie on สิงหาคม 14, 2006 at 9:14 pm

“You sold your soul to the devil when you put on your first pair of Jimmy Choo’s!”
The Devil Wear Prada

Devil wears Prada Posterคำกล่าวที่ว่า “ยิ่งสูงยิ่งหนาว” ยังคงเป็นอมตะอยู่เสมอ และเราก็ให้เห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ชีวิตของคนเราต่างก็เป็นสมการด้วยกันทั้งสิ้น การที่จะได้มาซึ่งสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ดีกว่า ย่อมจะต้องมีการแลกเปลี่ยนซึ่งสิ่งอื่นอยู่เสมอ The Devil Wear Prada ก็เป็นหนัง Comedy Drama ที่ชี้ให้เห็นว่าไม่ว่าจะยังไง ชีวิตของคนเรามันก็ต้องเป็นเครื่องหมายเท่ากับเสมอ ไม่มีกำไร ไม่มีขาดทุน

Andy สาวเปิ่นหัวสมองดี ได้เข้าไปทำงานในตำแหน่งผู้ช่วย Miranda บรรณาธิการนิตยสาร Runway ซึ่งถือเป็นเจ้าแม่ยักษ์ใหญ่ในวงการแฟชั่น แน่นอนว่าการทำงานของคนที่ทำนิตยสารพวกนี้จะต้องมี sense ของแฟชั่น ทำให้ทั้งบริษัทต้องกลายมาเป้น Runway ย่อม ๆ ที่แต่ละคนแต่งตัวกันเต็มที่ โดยเฉพาะเวลาที่ Boss ใหญ่อย่าง Miranda เข้า office

อาชีพของ Miranda ก็เป็นอาชีพที่น่าสนใจดีแฮะ เพราะวัน ๆ ไม่ได้ทำอะไร นอกจากอ่านหนังสือ เลือกชุดเสื้อผ้า brand ต่าง ๆ ให้เข้ากันเพื่อเอาไปลงในหนังสือแล้ว ก็ไม่ได้มีอะไรไปมากกว่าการพบปะผู้คนทั่วไป จริง ๆ Miranda มีผู้ช่วยอยู่แล้วคนนึง จริง ๆ เธอก็เก่งมาก แต่ด้วยควาที่ Miranda เป็นคนที่มีความต้องการสูง ทำให้จำเป็นที่จะต้องมีผู้ช่วยคนที่สอง นั่นก็คืองานของ Andy นั่นเอง

Andy ถึงแม้จะเป็นคนหน้าตาสะสวย แต่ก็ไม่รู้จักการแต่งตัว และเลือกที่จะใช้ชีิวิตสบาย ๆ มากกว่า แต่การที่สมัครเข้ามาทำงานที่ Runway นี้ก็เพื่อต้องการก้าวไปสู่อาชีพของการเป็นนักหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ เพราะฉะนั้นการที่ได้เข้ามาทำใน Runway จะเป็นการสร้างเครือข่ายและ profile ให้ดูดีในการก้าวไปสู่อาชีพในฝันของเธอ เธอเป็นเด็กเรียนดี (จบ Northwestern ติด Harvard Law School แต่ไม่ไปเรียน -> อันนี้น้องกวาง correct มาครับ ขอบใจนะจ๊ะ :) และมีความตั้งใจในการทำงานอย่างจริงจัง Miranda รับ Andy เข้าทำงานก็เพราะว่า เธอต้องการความแปลกใหม่ เนื่องจากพวกคนเก่าที่ดีแต่หน้าตานั้น ไม่สามารถทำงานให้เธอได้ ในขณะเดียวกัน Andy ก็พยายามพัฒนาและเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพื่อเอาใจใส่กับงานมากขึ้น แต่การทุ่มเทกับงานอย่างเอาเป็นเอาตายของเธอนั้น มันอาจจะแลกมาด้วยบางสิ่งบางอย่างที่เธอไม่แน่ใจว่าอย่างไหนกันแน่คือ แก่นแท้ ของชีวิตเธอ

จริง ๆ มันก็เหมือนชีวิตคนเราหลาย ๆ คน ยอมทิ้งสิ่งอื่นเพื่อแลกมาซึ่งอีกสิ่งหนึ่ง จริง ๆ หลายคนอาจจะบอกว่ามันคือ วัฏจักรของ “การพัฒนา” อันนี้คงจะต้องไปตอบตัวเองกันเอาเองว่า การพัฒนาของตัวเราเอง มันคืออะไร มันคือการแลกเปลี่ยนระหว่างสิ่งที่ดีกับสิ่งชั่ว หรือเป็นการแลกเปลี่ยนความเป็นตัวตนที่แท้จริงกับความแปลกใหม่ท้าทาย หรือเป็นการแลกเปลี่ยนความสัมพันธ์ส่วนตัวเพื่อให้ได้มาซื่งความเจริญก้าวหน้าทางสังคม จริง ๆ theme แบบนี้ก็หาได้บ่อยตามหนังหรือละครไทยทั่วไป

หนังเรื่องนี้ถูกพัฒนามาจากนวนิยายชื่อดังของ Lauren Weisberger และด้วยบทนักแสดงนำอย่าง Meryl Streep ที่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า นี่คือทางของเธอจริง ๆ แต่สิ่งที่ทำให้รู้สึกประทับใจกับหนังเรื่องนี้ ก็อาจจะเป็นเพราะการดำเนินเรื่องที่ไม่ซับซ้อน บวกกับสีสันของแฟชั่นที่ลงตัวกับความวุ่นวายวกวนของมหานครนิวยอร์ก ตัวละครที่เดินเรื่องมีไม่กี่คน ไม่มีอะไรต้องให้คิดตามเยอะ ๆ หรือเครียดจัด ๆ เป็นหนังที่ดูแล้วรู้สึกสบายแล้วก็เดินออกมาด้วยความยิ้มอิ่มเอิบที่แฝงมาด้วยข้อคิดที่ดูแสนจะเชย แต่มันก็อาจจะทำให้หลายคนมองหันหลังกลับไปว่า

“นี่เราสูญเสียอะไรไปบ้าง เพื่อแลกกับชีวิตที่เราคิดว่า (มันน่าจะ) ดีกว่า…”

Devil wears Prada Picture

แสตมป์ที่ใช้ไม่ได้…

In ของเล่น : Playing, บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, เด็กนอก? on สิงหาคม 10, 2006 at 5:48 pm

ไม่ได้หมายถึงแสตมป์ที่ใช้แล้ว หรือแสดมป์ที่ราคาไม่ถึงนะคับ แต่หมายถึงแสตมป์ที่มันสวย หรือน่าสะสม น่าเก็บไว้เป็นที่ระลึกอ่ะ จริง ๆ สมัยก่อนนี้ก็เก็บแสตมป์นะ เก็บไปเก็บมา มันก็เก็บไว้อย่างนั้น ไม่ได้ดูแลมันเลย ท้ายที่สุดก็เก็บไว้ให้ปลวกกิน ก็เสียดายเหมือนกัน แอะ! สารภาพมาดี ๆ นะ ว่าตอนเด็ก ๆ ก็เป็นเหมือนกัน อิอิ
มาอยู่อเมริกาเนี่ย ส่งจดหมายน้อยมาก เพราะเดี๋ยวนี้อะไร ๆ ก็อีเมล์หรือโทรศัพท์ไปหมด ไม่ต้องเสียเวลามานั่งพับกระดาษ ใส่ซอง ติดแสตมป์และจ่าหน้าซองถึงผู้รับให้เมื่อย แต่ก็ชอบซื้อเผื่อไว้ สำหรับพวกเอกสารที่ต้องการลายเซ็นต์อะไรพวกนั้น จะได้ไม่ต้องไปหาหัวซุกหัวซุน ที่อเมริกาสามารถซื้อแสตมป์ได้จากเครื่องเอทีเอ็ม คือ สั่งปุ๊บมันก็ออกมาเป็นแผง แผงนึงก็จะมีขนาดเท่ากับแบงค์ธนบัตรอ่ะ แต่มันก็จะเป็นลายธงชาติธรรมดา

แต่หลัง ๆ นี่ชอบเดินไปซื้อที่ไปรษณีย์มากกว่า เพราะมันก็ไม่ไกลมาก แล้วคนก็ไม่เยอะ ได้เห็นแสตมป์ลายแปลก ๆ พอเห็นอันสวย ๆ ก็อดไม่ได้ที่จะซื้อ แทนที่จะซื้ออันที่เป็นลายธรรมดา ก่อนหน้านี้ก็ซื้อชุด ตรุษจีน แดงทองมาเลย เห็นว่าสวยดีก็ยังไม่กล้าใช้

Happy Chinese New Year Stamp
จนในที่สุดแสตมป์ที่สำรองไว้ก็ดันหมดอีก ก็เลยคิดว่าจะต้องไปซื้อแหละ คราวนี้ก็ตัดใจว่า จะต้องไม่มองอันดี ซื้ออันธรรมดาแหละ จะได้ไม่เสียดาย แต่พอไปถึงที่ไปรษณีย์ แล้วไปเจออันนี้อ่ะ

DC Comic Super Heroes Stamps 06
ใครจะไปอดใจไหวอ่ะ DC Comic Super Heroes พระเจ้า โคตรอยากจะได้เลย สวยมาก เปิดดูในเว็บ คาดว่าชุดนี้จะขายดีมาก ๆ อ่ะ อาจจะหมดในเร็ว ๆ นี้ แล้วยังมีคนเอาออกไปขายบน ebay แล้วด้วย เริ่มประมูลที่ 10 เหรียญแหน่ะ ทั้ง ๆ ที่ซื้อที่ไปรษณีย์ก็แค่ 7 เหรียญกว่า ๆ เอง เนี่ยกะว่าจะไปซื้อมาขายบน ebay ดีกว่า น่าจะขายดี อิอิ

สรุปก็ลืมซื้ออันธรรมดา ตอนนี้ก็เลยยังไม่มี stamp ส่งอยู่ดี สงสัยอาจจะต้องตัดใจใช้ไอ้ตรุษจีนอ่ะ หรือไม่ก็ต้องไปหาซื้อใหม่ เหอๆๆ  นี่ขนาดไม่ใช่พวกสะสมแสตมป์นะเนี่ย (-_-”)

แลกกันฟังมั๊ย

In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying on สิงหาคม 6, 2006 at 8:07 pm

เมื่ออาทิตย์ที่แล้วเล่าเรื่อง บริการแลกเปลี่ยนหนังสือ Online ผ่าน What’s on my bookshelf คราวนี้มีบริการแลกเปลี่ยน CD เพลงที่ lala.com (ไม่รู้ว่าเอามะพร้าวห้าวมาขายสวนหรือเปล่านะ) สมัยก่อนหลายคนก็ชอบเก็บ CD เพราะถ้าจะต้องฟังเพลงต้องเอาแผ่นใส่เค้าไปในเครื่องเล่น แต่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยจะเป็นเช่นนั้นแล้ว เมื่อ iTune ปฏิวัติการฟังเพลง ทำให้ CD ที่เก็บไว้ ก็เหมือนเป็น collection เอาโชว์ในตู้ไว้เฉย ๆ เลยทำให้มูลค่าของ CD อาจเป็นศูนย์ก็ได้ แทนที่จะเอาไปขายต่อหรือแลกเปลี่ยนเอาแผ่นอื่นมา concept ก็เหมือนคล้าย ๆ ขายของมือสองนั่นแหละครับ

เริ่มต้นก็ด้วยการ register ว่าเรามี CD เพลงอัลบั้มไหนมั่ง (Have List) คนอื่นก็จะเห็นว่าเรามีอัลบั้มอะไร ทีนี้เราก็จะเห็นว่าคนอื่นนั้นมีอะไรกันบ้าง พอเราอยากได้ก็เลือกเอาไว้ใน Want List

ที่นี้เวลา CD ที่เรามีไปตรงกับ Want List ของคนอื่น ระบบมันก็จะถามเราว่าเราพร้อมจะส่งหรือไม่ ถ้าพร้อม มันก็จะส่งซองจดหมายพร้อมกับแสตมป์มาให้เรา เพียงแต่เราก็เขียนชื่อที่อยู่ของคนที่เราจะส่งไปให้ ในขณะเดียวกันถ้าใน Want List ของเรา มีคนพร้อมที่จะส่ง ระบบมันก็จัดการหาคนส่งมาให้เรา เพียงแต่เราต้องเสียตังค์ค่า CD เป็นเงิน 1.75 เหรียญ US Dollar (ค่า CD $1+ ค่าจัดส่ง 75 เซ็นต์) มันจะตัดเงินในบัตรเครดิตเป็นรายเดือน ถ้าอยากได้มาก ก็อาจจะเสียตังค์มาก เหอๆๆ

ทีนี้มันจะมีระบบอีกตัวนึงก็คือ Karma Point ก็คือ จะเป็นคะแนนที่กำหนดความรวดเร็วในการจัดส่ง ถ้าเราส่งเร็ว Karma Point เราก็จะได้มาก และนั่นก็หมายความว่าจะทำให้เราได้ CD ที่ต้องการได้เร็วขึ้น

จริง ๆ มันอาจจะดูไม่ค่อย work ในเชิงกระเป๋าตังค์ของเรา ถ้าเอาไปเทียบกับซื้อเพลงผ่าน iTunes Music Store แต่ผมก็ว่าเป็นระบบที่มีการคิดที่รอบคอบมาก โดยเฉพาะในเชิงเศรษฐศาสตร์ เพราะ stakeholders ค่อนข้างได้ส่วนแบ่งกระจาย ๆ กันไป (เค้าบอกว่ารายได้ของค่า CD 20% เป็นของนักแต่งเพลง เจ้าของลิขสิทธิ์) และเป็นระบบที่เคารพ copyright มากที่สุดแล้ววิธีนี้ แต่ดูเหมือนตัวเค้าเองก็เอาไปเยอะเหมือนกันแฮะ…

ตัวผมเองก็เพิ่งจะสมัครเมื่อไม่กี่วันนี้เอง ถ้าได้ผลดีไม่ดียังไง จะมา update ให้ฟังกันอีกที

พูดถึงเรื่องเพลงกับธุรกิจ วันก่อนมีเพื่อนที่เป็นนัก Trumpet เค้ามีอัลบั้มขายอยู่ใน iTunes เหมือนกัน แต่เค้าไม่รู้เลยว่า เพลงของเค้าถูกขายอยู่บนนี้แล้ว จนเราเองต้องโชว์ให้เค้าดูว่า อัลบั้มของเค้าขายเป็น mp3 แล้วจริง ๆ และเค้าก็ไม่รู้เรื่องด้วยว่าเค้าจะได้ผลประโยชน์จากตรงนี้หรือไม่ เพราะไม่ได้กำหนดไว้ตอนเซ็นสัญญา แต่เค้าบอกว่าเค้าจะไปคุยกับบริษัท Recording อีกที ก็หวังว่าคงจะได้รับคำตอบที่น่าพึงพอใจของทั้งสองฝ่าย แต่ดูเหมือนตัวเค้าเองจะไม่ค่อยอะไรเท่าไหร่แฮะ (เพราะเค้ากลับไปสนใจว่า เออ มันถูกแฮะ เค้าจะได้ไปหาฟังเพลงได้ถูก แป่ว เป็นงั้นไป)

เราใช้ชีวิตเต็มที่หรือยัง

In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, ภาพยนตร์ : Movie on สิงหาคม 4, 2006 at 3:31 pm

You wait and you wait for somethin’ big to happen… and then you find out you gon’ die.

Last Holidayช่วงนี้ไม่ยุ่งมาก เลยพอจะมีเวลาได้ดูหนังบ่อยหน่อย คราวนี้เป็นหนัง Hollywood เรื่อง Last Holiday นำแสดงโดย Queen Latifah ซึ่งเจ๊แกถือเป็นจุดขายของหนังเรื่องนี้ และหนังเรื่องนี้เป็นมีเนื้อเรื่องที่ง่าย ๆ ไม่ต้องคิดอะไร ดูสบาย ๆ ด้วยการตั้งคำถามที่ว่า “วันนี้คุณได้ตั้งใจในสิ่งที่คุณทำแล้วหรือยัง”

Georgia Byrd พนักงานขายอุปกรณ์ทำอาหาร (ด้วยการทำอาหาร) ที่ซื่อสัตย์ ขยัน อดทน อ่อนน้อม ถ่อมตน มีความฝันไว้มากมายที่อยากจะไปโน่นนี่ อยากจะทำนั่นนี่ หรือแม้แต่การได้แต่งงานกับคนที่เธอรัก ความฝันของเธอเก็บไว้ในแฟ้มอัลบั้มเล่มหนึ่งที่ชื่อว่า “Possibilities” เธออดออม ไม่กินอาหารที่เธอทำ เพราะต้องการจะเก็บไว้จนเมื่อถึงโอกาส ไม่ spoil ตัวเอง เวลาทำงานก็อดทน ไม่มีปากเสียง หรือแม้แต่ความรัก เธอก็ไม่กล้าที่จะเอ่ยปากออกไป

จนวันหนึ่งเธอพบว่าเธอเป็นโรคร้ายในสมองและจะมีชีวิตอยู่ได้เพียงอีกไม่ถึงเดือน เธอตัดสินใจที่จะปลดพันธนาการต่าง ๆ ในชีวิตของเธอ และใช้ชีวิตอย่างที่เธอต้องการ และเธอก็พบว่ามันเป็นความสุขที่ได้ทำในอย่างที่เธอฝัน ..

จริง ๆ เรื่องแนวนี้ถึงว่าเชยมาก เพราะมีคนเอามาทำเป็นหนังไว้เยอะแล้ว แต่ด้วยความเป็น Queen Latifah ทำให้หนังมันดูมีชีวิตชีวา ถึงแม้จะไม่ฮาขากรรไกรค้าง แต่ก็ทำให้มีรอยยิ้มอยู่ตลอดเวลา ด้วยบุคลิค ของตัวละครที่เธอแสดง พอถึงตอนจบถึงแม้ว่าหลายคนจะเดาได้ว่ามันจะเป็นยังไง แต่นั่นมันไม่สำคัญเท่ากับอารมณ์ของหนังที่ทำให้เป็นฉาก Happy Ending ที่มีความสุขและประทับใจจริง ๆ อีกทั้งยังทำให้ต้องมองย้อนกลับมาหาตัวเอง ว่าทุกวันนี้เราได้ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่แล้วหรือยัง

Queen Latifahชีวิตของคนเราทุกคน ต่างก็มีที่มาและที่ไป ที่แตกต่างกัน (เอ๊ะ เหมือนเพลงอะไรหว่า อิอิ) การใช้ชีวิตอย่างที่ต้องการ บางคนอาจจะมาได้โดยง่าย บางคนอาจจะต้องอยู่ภายใต้การควบคุม ของบางสิ่งบางอย่างหรือจากบางคนไปตลอดชีวิต โดยเฉพาะบางคนที่ถูกเลี้ยงมาให้อยู่ในโอวาท และรักสงบ เพราะฉะนั้นถ้ามีอะไรไม่ถูกใจก็จะไม่พูด แต่มักจะเก็บเอาไว้ในใจ คนเดี๋ยวนี้มักคิดถึงเสมอว่า “พรุ่งนี้จะอยู่ยังไง” มากกว่า “ตอนนี้จะทำอย่างไร” แล้วชีิวิตของวันพรุ่งนี้มากำหนดชีวิตของตัวเอง โดยที่ไม่รู้ว่า ชีวิตของตัวเองในวันพรุ่งนี้ จะมีหรือไม่ ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่นเรื่องการประหยัดอดออม บางคนเขียมมาก เขียมจนตัวเองต้องลำบาก เพื่อหวังว่าในวันข้างหน้าจะต้องรวย (ไม่รวมถึงคนที่จำเป็นที่ต้องเขียมจริง ๆ นะครับ เช่น คนที่ต้องรับผิดชอบชีวิตหลาย ๆ ชีวิตพร้อมกัน แบบเอาให้พออยู่ไปวัน ๆ)

อย่างไรก็ตาม ไอ้การใช้ชีวิตตามใจฉันเนี่ย มันก็ต้องเป็นคน ๆ ไปนะ บางคนใช้แบบไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหม ไม่สนใจว่าใครจะเดือดร้อน และขาดความรับผิดชอบ อันนี้ก็คงไม่ไหว สมควรให้อยู่ในระเบียบวินัยมากกว่า ต้องอย่าลืมว่า กว่านางเอกจะมาถึงวันที่สามารถใช้ชีวิตอย่างที่ตัวเองต้องการได้ มันก็ต้องแลกมาด้วยหลายอย่าง ถ้าก่อนหน้านี้เธอใช้ชีวิตคนละแบบ เธอก็ไม่อาจจะได้ใช้ชีวิตอย่างที่เธอต้องการ ณ​ จุดนี้ก็ได้ เพราะฉะนั้นคนที่สามารถจะทำอะไรตามที่ต้องการได้ มันก็ต้องมี “ความพร้อม” ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นวุฒิภาวะ จริยธรรมทางสังคม สภาพแวดล้อม และศักยภาพในด้านต่าง ๆ (รวมถึงเรื่องเงิน) พูดแล้วก็ทำให้นึกถึง “เด็กแนว” เหมือนกันนะเนี่ย เหอๆๆ

แต่ก็อย่างว่าถ้าโลกใบนี้มันมีแต่ตรงกลางอยู่จุดเดียว เราก็คงหาปลายสองข้างไม่เจอ แต่กระนั้นก็ยังขอเลือกอะไรที่มันไม่สุดโต่งอ่ะ น่าจะ “ปลอดภัย” ที่สุด

ประโยคที่ชอบที่สุด ก็คือ ตอนที่นางเอกพูดกับตัวเองในกระจกว่า “Next time… we will laugh more, we’ll love more; we just won’t be so afraid.”

ตาดูหูฟังก็พลั้งได้

In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, ภาพยนตร์ : Movie on สิงหาคม 4, 2006 at 12:54 am

The Night Listenerวันนี้ไปดูหนังรอบ Premier เรื่อง The Night Listener มา (ได้บัตรฟรีของ Miramax มา อิอิ) นำแสดงโดย Robin Williams ก็เป็นเรื่องของนักจัดการวิทยุคนหนึ่งที่จัดรายการทาง WNYH ที่ส่งสัญญาณกระจายไปทั่วประเทศ แล้วก็ได้ manuscript งานเขียนของเด็กวัย 14 ขวบคนหนึ่งที่บอกว่าเป็นแฟนรายการวิทยุของเค้า เพื่อวานให้เค้าเอาไปตีพิมพ์ โดยบอกว่าเนื้อหาของเรื่องเขียนขึ้นจากชีวิตจริง เป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวิตที่ถูกพ่อแม่ทำร้ายทางเพศ จนในที่สุดก็ถูกเลี้ยงดูโดนแม่อุปถัมภ์ที่อยู่ในมลรัฐ Wisconsin

Gabriel นักจัดรายการวิทยุรุ่นใหญ่คนนี้ก็ได้ติดต่อกับเด็กวัย 14 เพื่อทำความรู้จักกับเด็กมากขึ้น แต่จากการพูดคุยกับแม่อุปถัมภ์ ก็พบว่าเด็กคนนี้กำลังป่วยร้ายแรง ทำให้ Grabriel ต้องติดต่อกับ Dana ผู้เป็นแม่อุปถัมภ์แทน การติดต่อเป็นการพูดคุยผ่านโทรศัพท์เท่านั้น พร้อมกับรูปของเด็กน้อยคนหนึ่งที่เค้าเชื่อว่าเป็น Pete D. Logand เจ้าของผลงานอันแปลกประหลาดและน่าสนใจชิ้นนี้

แต่แล้วแฟนหนุ่ม (เอ่อ หรือจะได้คู่ขา หรือเด็กหนุ่ม) ของ Gabriel ก็เกิดข้อสงสัยขึ้นมาในเรื่องนี้ เพราะรู้สึกว่าเสียงของ Dana และ Pete เป็นเสียงเดียวกัน และมันก็มีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้ Gabriel ต้องพิสูจน์ว่า ข้อสังเกตของแฟนหนุ่มของเค้าเป็นจริงหรือไม่ เพราะถ้าหากเค้าถูกหลอกขึ้นมาจริง ๆ ก็คนจะทำมาหากินไม่ได้อีกเลย แต่ถ้าหาก Dana และ Pete เป็นคนเดียวกันจริง ใครคือตัวจริง ใครคือตัวปลอม เรื่องราวมันก็ประมาณนี้แหละครับ

หนังเรื่องนี้ขายการขยายความต่อจากเรื่องจริงของนักจัดรายการชื่อดังคนหนึ่ง อีกทั้งยังเป็นหนังสือขายดีของ Armistead Maupin ก็เลยทำให้คน
เพียงแต่ค่อนข้างผิดหวังนิดหน่อย เพราะหนังมันไม่ทำให้ถึงกับสะพรึงกลัวขนหัวลุก เหมือนกับคำโปรยที่ตั้งความหวังเอาไว้ แต่ก็ดูได้อารมณ์ตึง ๆ พอสมควร ส่วนตอนจบก็ค่อนข้างคลี่คลายได้ดีทีเดียว เพราะตัวหนังไม่ขมวดปมไว้แน่นหนานัก ทำให้คนดูเดาได้ไม่ยาก แล้วก็สามารถคาดการณ์ได้ว่าหนังมันจะออกมาเป็นแนวไหน จริง ๆ ไอ้ส่วนที่น่าผิดหวังก็คงจะเป็นส่วนที่หนังพยายามจะสร้างความตื่นเต้นเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่พอมาตอนเฉลย กับเฉลยกันดื้อ ๆ เลยทำให้ไม่เกิดอาการสะพรึงอย่างที่คาดหวัง

อาจจะเป็นเพราะผมไม่ใช่คอหนังแนวนี้มากกว่า ถ้าไม่ได้บัตรฟรี ก็คงไม่ไปอ่ะ ถ้าอยากดูจริง ๆ คงรอยืม DVD ที่โรงเรียนดูดีกว่า

พอหนังเรื่องนี้เข้าเมืองไทยเมื่อไหร่ อาจจะกลับมาวิเคราะห์ตัวละครแต่ละตัวอีกที เพราะค่อนข้างน่าสนใจดีทีเดียว

A Novel

Wicker Park: นังกุลา!

In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, ภาพยนตร์ : Movie, มั่วซั่ว : Miscellenous on สิงหาคม 1, 2006 at 10:11 pm

Wicker Park DVD's Due Date Sheetไปอ่านใน ห้องเฉลิมไทย มา เห็นมีคนบอกว่าหนังเรื่องนี้ดี ก็เลยไปจัดแจงยืมมาจากห้องสมุด หนังเป็นเรื่องเกี่ยวกับชายหนุ่มช่างภาพคนหนึ่ง ที่กำลังตามหาความรักที่หายไปเมื่อสองปีก่อน แต่เรื่องมันค่อนข้างจะสลับซับซ้อนมาก เนื่องจากไป ๆ มา ๆ หนังกลับกลายเป็นเรื่องชิงรักหักสวาท ผมคงไม่เล่าเนื้อเรื่องมาก เผื่อคนที่ยังไม่ได้ดูจะได้ไปหามาดู

ที่จะเล่าคงจะเป็นความรู้สึกของตัวเองมากกว่า คือ ความรู้สึกตอนที่ดูหนังเรื่องนี้เหมือนดูโสนน้อยเรือนงาม + ซินเดอเรลล่า โดยเฉพาะโสนน้อยเรือนงาม ที่โดนนางกุลาใจร้ายมาทำให้โสนน้อยกับเจ้าชายต้องพลัดพรากจากกัน จำได้ว่าสมัยเรียนก็รู้สึกเคียดแค้นนังกุลานี่มา ว่าทำไมเป็นคนใจร้ายอย่างนั้น ยิ่งตอนมาดู version ที่เป็นหนังจักร ๆ วงศ์ของช่อง 7 ด้วยแล้วยิ่งไปกันใหญ่ คือ มันประมาณว่าเดือดว่า “ทำไมถึงทำได้ลงคอ” ประมาณว่า นางโกงเป็นตัวขับเคลื่อนเรื่องมากกว่าคนอื่น ๆ เรื่องนี้ก็เหมือนกัน
แต่ก็อย่างว่า เวลาคนเราขาดสติ แล้วยิ่งมีอารมณ์มาบดบัง (โดยเฉพาะความอิจฉาริษยา) ด้วยแล้ว จะทำอะไรก็ได้ แต่หนังเรื่องนี้เค้า cast คนมาแสดงดีจริง ๆ นะ มันดูเนียนมาก..

ส่วนเรื่องประเด็นความรักที่ได้จากหนังเรื่องนี้ ก็บอกประมาณว่า คนหน้าตาดีก็จะได้กับคนหน้าตาดี ส่วนไอ้คนหน้าเหียก ก็ไปหาคนอื่น… ประมาณตักน้ำใส่กระโหลกชะโงกดูเงาตัวเองซะบ้าง อย่าสะเออะ ฮ่าๆๆๆๆๆ แต่จะว่าไปก็สงสารนางโกงเหมือนกัน แต่ทำยังไงได้ คนเราเลือกเกิดไม่ได้นี่หว่า แต่ก็นั่นแหละ แสดงว่าเค้าก็กำหนดมาให้แล้วว่าเราจะเกิดมายังไง…

มันก็กำหนดมาแล้วแหละ “คนหน้าตาดีก็มีตัวเลือกมากกว่าคนหน้าตาไม่ดี” ไม่รู้ assumption นี้จะถูกหรือเปล่านะ แต่ไอ้ที่บอกว่า “คนที่เรารัก เค้าไม่รักเรา ไอ้คนที่รักเรา เราก็ดันไม่ชอบเค้า” ซะอีกนี่สิ น่าจะมีจริง…

อยู่เป็นโสดอย่างนี้แหละ ดี ไม่เรื่องมากดี…แต่สำหรับคนโสดที่ชอบค้นหาความรักก็คงไม่ดีนัก เพราะวงจรอกหัก มันก็จะเกิดขึ้นเรื่อย ๆ

Wicker Park DVD Coverแต่ถ้าเอาธรรมะมาจับแล้วก็จะยิ่งน่าสงสารนางโกงใหญ่ เพราะชาติที่แล้วคงทำบุญมาน้อย ชาตินี้ถึงได้หน้าตาไม่ดี แล้วยิ่งทำไม่ดีอีกเนี่ย ชาติหน้าคงยิ่งไปกันใหญ่ แต่สิ่งที่สำคัญที่ได้จากหนังเรื่องนี้ ก็คือ “การโกหก ไม่ได้ทำให้คนที่โกหก รู้สึกดีแม้แต่น้อย แต่ตรงกันข้ามกลับทำให้ใช้ชีิวิตด้วยความเจ็บปวดต่างหาก”…

ปล.ดูหนังเรื่อง ทำให้นึกถึงตอนไปเที่ยว Chicago เลย… ที่เดียวกันเด๊ะ อิอิ

ตัดใจ..

In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying on กรกฎาคม 28, 2006 at 6:35 pm

วันอาทิตย์นี้คอนเสิร์ต American Idol 5 มาจัดที่ Greensboro ซึ่งไม่ไกลจาก Chapel Hill มากนัก จริง ๆ มีคนซื้อตั๋วเผื่อ (ฟรี อีกต่างหาก) แล้วก็ชวนไว้ตั้งแต่ตอนกลับไปเมืองไทยแล้ว เพราะเค้ารู้ว่าเราชอบดู American Idol ก็ชั่งใจอยู่นานเลย แต่สรุปก็ต้องตัดใจ เพราะคนที่ชวนไปดูคือ อาจารย์ (ที่เป็นทั้งเจ้านายแล้วก็คณบดี) แล้วก็ไปพร้อมกับครอบครัวของเค้า ก็เลยต้องโบกมือบ๊าย ๆ

ถึงแม้จะสนุกแค่ไหน แต่ก็คงไม่สามารถจะเฮ้วได้เต็มที่อ่ะ… แต่ไม่เป็นไร เดี๋ยว season ใหม่ก็มา เหอๆๆ

Talent ทะลักอย่างทุลักทุเล

In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on กรกฎาคม 19, 2006 at 11:35 pm

วันนี้นั่งดู America’s Got Talent ในรอบ Semifinal อาทิตย์ที่สองจนจบ แล้วสรุปกรรมการสามคนก็ไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าจะให้ใครได้ผ่านเข้ารอบไป จริง ๆ ถ้ากรรมการไม่คิดอะไรมาก คิดว่ายังไงเสีย At Last กลุ่ม Acapella ผิวเหลืองก็น่าจะได้เข้า แต่บังเอิญตา Piers ก็ให้ข้อคิดที่น่าคิดเหมือนกันว่า รายการนี้ไม่ใช่รายการประกวดร้องเพลงเหมือนอย่างกับ American Idols แต่เป็นรายการที่หาคนที่มี Talent อีกอย่างอาทิตย์ที่แล้วคนที่ผ่านเข้ารอบไปก็เป็นอะไรที่ต้องมีการร้องเพลงอยู่ด้วย เดี๋ยวกลายเป็นว่ารอบ Finale ก็กลายเป็นว่ามีแต่คนมาร้องเพลงหมดเลย เหอๆๆ แถมมีแต่เด็ก ๆ ซะงั้น
จะว่าไปอาทิตย์นี้มีอีกสาม Act ที่น่าประทับใจ นอกเหนือไปจาก At Last ก็มี Bobby Badfinger (นักดีดนิ้วมืออาชีพ) Realis (คู่นักเต้นแบบหวาดเสียว) แล้่วก็ N’Versity (สามสาวนักร้อง Trio) ซึ่งจริง ๆ สามสาวเนี่ย ชอบน้อยกว่า At Last (อยู่แล้ว) เพราะร้องดีอยู่คนเดียว (จริง ๆ อาจจะร้องดีทุกคน แต่ดันให้คนร้องนำแค่คนเดียว แทนที่จะผลัดกัน) อีกสองคนกลายเป็นคอรัสไปซะงั้น ในขณะที่ At Last มันมีครบหมด

จริง ๆ มันก็น่าคิดเหมือนกันนะว่า ไอ้คำว่า พรสวรรค์ หรือ Talent เนี่ย ทำไมคนเข้ารอบไปลึก ๆ ถึงกลายเป็นนักร้องไปหมด จริง ๆ หาคำตอบได้ไม่ยาก เพราะ เพลงเนี่ยเป็นอะไรที่เข้าถึงคนได้ง่ายที่สุด และสามารถ impress คนดูได้หลายรูปแบบตามเพลงที่ร้อง อีกอย่างการร้องเพลงในแต่ละรอบมันก็เปลี่ยนเพลง เปลี่ยน style มาได้เรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นมันทำให้คนดูไม่ค่อยเบื่อ ในขณะที่ act อื่น ๆ เนี่ย มันคิดยากที่จะทำให้ไม่ซ้ำกันแต่ละครั้งแล้ว ยังต้องประทับใจให้เหมือนกับคนดูไม่เคยดูมาก่อนด้วย เพราะฉะนั้น ถ้าเอามาเทียบกัน ก็เป็นไปได้ว่า การร้องเพลงเนี่ย เป็นพรสวรรค์ที่คนน่าจะชอบมากที่สุด

แต่ยังไงเสีย พรุ่งนี้ก็เดาว่า At Last ก็น่าจะผ่านเข้ารอบไป ถึงแม้ไม่ได้ด้วยคะแนนโหวดจากคนดู ก็น่าจะได้จากกรรมการแหละน่า…

ถ้าใครอยากดูของอาทิตย์นี้ ลองเข้าไปที่เว็บของ NBC ได้เลย แล้วถ้ายังไงช่วยโหวตให้ด้วยก็ดีนะคับ อิอิ แต่อีกซักวันสองวัน คงมีคนเอาไปลง youtube อันนี้เอารอบ audition ไปดูก่อนละกัน ดูกี่ที่ก็ยังชอบ…

ปล. ลองค้น you tube ดูนะครับ สำหรับใครที่ชอบ ยังมีวิดีโอตอนที่ At Last ไปร้องตามที่ต่าง ๆ อีกด้วย มีอีกหลายเพลง

กริยา 3 ช่องของคำว่า “รัก”

In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying on กรกฎาคม 17, 2006 at 9:16 pm

A Nos Amoursเหอๆๆ ตั้งชื่อซะโรแมนติกเชียว เมื่อกี๊ดูหนังฝรั่งเศสเรื่อง A Nos Amours เสร็จ รู้สึกประทับใจประโยคอยู่ประโยคนึงที่แปลเป็นภาษาอังกฤษว่า “You think you’re in love, but you just want to be loved” ไม่ใช่ประโยคของคนที่โดนทิ้งแล้วพูดกับคนที่ทิ้ง แต่เป็นประโยคของคนเป็นพ่อพูดกับลูก

A Nos Amours เป็นเรื่องราวของเด็กสาวใจแตกที่ชีวิตต้องมาเปลี่ยนแปลงด้วยเรื่องอย่างว่า แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าเรื่องอย่างว่า คือ เรื่องครอบครัว ที่ตัวละครแต่ละตัวต่างมีบุคลิกที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว แฟนเก่า ชายหนุ่มทั้งหลายที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเธอ แต่ที่น่าสนใจที่สุดเห็นจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างตัวเธอและพ่อ ยิ่งได้ดูสารคดีที่มากับหนังแล้วด้วย ยิ่งมีความรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มีอะไรมากกว่าที่จะดูผ่าน ๆ แล้วก็จบกัน (หรืออาจจะเป็นเพราะนักวิจารณ์ที่ทำสารคดีเรื่องนี้ ดู pro ไว้เยอะ)

เป็นเรื่องเชยที่จะถามว่า รัก คืออะไร หรือถ้าเป็นตลกมุขเดิม ๆ ก็จะถามว่า รักสะกดว่าอย่างไร (แล้วก็จะตอบว่า ขอบคุณที่ทำให้ผมรู้จักคำว่ารัก เหอๆๆ) แต่จริง ๆ ในหนังเรื่องนี้มันคำนิยามที่แตกต่างกัน ในภาษาไทยเนี่ย คำว่า รัก มันไม่มีปัจจุบันกาล อดีตกาล แต่ถ้าเป็นภาษาอังกฤษเนี่ยมันมีทั้งที่เป็น Love, Loved, และ Be Loved ซึ่งแต่ละคำต่างก็มี action ที่ต่างกัน และทั้งสามอันก็มีนัยยะในทางที่นำไปสู่ความสุข และความทุกข์ได้เช่นกัน เพียงแต่ว่าเราจะเป็นแบบไหน

ส่วนอีกอย่างที่น่าสนใจ จากการได้ดูสารคดีท้ายเรื่อง แล้วนักวิจารณ์หนังคนนึง เค้าพูดว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ไม่ใช่มีแต่ good intention หรือให้เราสำนึก conscience ของเราเท่านั้น ซึ่งเป็นอะไรที่น่าคิดมากสำหรับการทำหนังในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะหนังไทย

คำว่า good intention เนี่ยมักจะเป็นข้ออ้างที่คนทำหนังแทบจะทุกคน ไม่ว่าจะแนวไหน ต่างใช้ในการที่จะบอกว่าหนังของตัวเองดีอย่างไร เช่น หนังเรื่องนี้จะสอนให้คุณรู้ว่า… รู้สึกว่า… สำนึกว่า… เพลิดเพลินไปกับ เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งนอกจากจะเรียกขายของกับขอเงินลงทุนแล้ว ยังเป็นการมุดลอดช่องของ กบว. ได้เป็นอย่างดี แต่ถ้ามองในทางกลับกัน ผมกำลังคิดว่า ไอ้หนังที่มันมี bad intention เนี่ย มันจะเป็นยังไง (คงไม่มีใครทำมาทั้งเรื่องหรอกมั๊ง น่าจะมีปน ๆ กันไป) หรือหนังที่ไม่มี intention เลย แบบ ออกมาแล้วผู้กำกับบอกว่า นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะทำ แต่มันไม่มีวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายอะไร ซึ่งไอ้อย่างหลังเนี่ย ผมว่าค่อนข้างหายากในบ้านเรา นอกจากเรื่องเงินจะเป็นปัจจัยแล้ว เรื่องกล่องบางทีก็ยังวัดจาก good intention อีกด้วย

วิจารณ์:ชีวิตใต้น้ำกับสตีฟ ซิสสุ

In บันเทิง : Entertainment, มั่วซั่ว : Miscellenous on กรกฎาคม 11, 2006 at 9:51 pm

คือ ไม่รู้จะดูอะไร ไปห้องสมุดก็บอกให้บรรณารักษ์เอาหนังที่เพิ่งคืนมาให้ดูหน่อยว่าคนเค้าดูอะไรกัน ก็หยิบ ๆ มาดู แล้วก็ไปเช็คดูพบว่า The Life Aquatic นี้เป็นหนังที่อยู่ใน Criterion Selection ซึ่งโดยปรกติแล้วน่าจะเป็นหนังแนวคลาสสิคที่น่าสนใจ (ถ้าใครอยากดูหนังใน collection นี้ ไปดูได้ที่ TCDC นะครับ อิอิ ขอพื้นที่โฆษณาหน่อย) แต่พอไปดูปก ก็ยังงง ๆ อยู่เพราะปกมันเป็นแบบ CGI ที่ดูตลก ๆ แล้วมันจะคลาสสิคยังไง แต่ด้วยความที่ไม่มีตัวเลือกมากนักก็ลองเอามาดู

ปรกติเป็นคนที่รู้สึกไม่ตื่นเต้นอะไรกับการแสดงของ Bill Murray นะ เพียงแต่รู้สึกว่าหนังที่ Bill เล่นแต่ละเรื่อง ถึงแม้จะดูดี แต่มีความรู้สึกว่าดูยาก ต้องคิดเยอะ มุขลึกกว่าจะขำ หรือบางทีก็ไม่เข้าใจเลย ดังนั้นหนังที่มี Bill เล่นอยู่ก็มักจะเป็นตัวเลือกหลัง ๆ แต่หนังเรื่องนี้ต้องยอมรับเลยว่า ถ้าไม่ได้ Bill ความรู้สึกคงจะไม่ได้แบบนี้ และคิดว่ามีอีกหลายเรื่องที่เค้าแสดงและเป็นแบบเดียวกัน

เรื่องราวของหนังเรื่องนี้ก็มีอยู่ว่า Steve ที่แสดงโดย Bill เนี่ย เป็นนักทำหนังสารคดีเกี่ยวกับทางทะเล แล้วก็เพ่ิงจะสูญเสียเพื่อนรักที่เป็นนัก Oceanographer (ไม่รู้ภาษาไทยเค้าเรียกว่าอะไร ใครรู้ช่วยบอกหน่อย) ให้กับเจ้าฉลาม แล้วต้องการจะแก้แค้นโดยกลับไปทำสารคดีต่อ โดยมีเป้าหมายเพื่อการฆ่าเจ้าฉลามเพชรฌาตนั่น แต่บังเอิญไปพบกับชายหนุ่มที่บอกว่าเป็นลูกของ Steve โดยที่ต่างฝ่ายต่างก็ไม่มั่นใจว่าเป็นสายเลือดเดียวกันจริงหรือไม่ แต่ Steve ก็รับให้เข้ามาอยู่ในทีมทำสารคดีของเค้าด้วย นอกจากนี้ในเรื่องยังมีเรื่องภรรเมียของเค้าที่ออกจะดูแปลก พร้อมกับความสัมพันธ์กันแปลก รวมไปถึงนักข่าวสาวที่ตั้งท้องเข้ามาทำข่าว

เรื่องหลัก ๆ มันจะอยู่ที่ประเด็นของความสัมพันธ์ระหว่างพ่อ/ลูก รวมไปถึงการผจญภัยใต้น้ำด้วย คือ ดูหนังเรื่องนี้แล้ว อย่าคิดมาก ปล่อยไปตามน้ำ มันก็หัวเราะ (แบบหึ ๆ) ได้เป็นพัก ถึงแม้มุขตลกและบทมันออกจะเป็นแห้ง ๆ แต่หลัง ๆ ก็เรียกน้ำตาได้เหมือนกัน ซึ่งก็ถือว่าครบเครื่องดีทีเดียว แต่ต้องยอมรับอย่างนึงก็คือ ดูหนังเรื่องนี้ ระหว่างที่ดูเนี่ย หนังสร้างรู้สึก “ความอึดอัด” ได้ดีทีเดียว นี่เองที่ผมว่าต้องยกประโยชน์ให้ Bill โดยแท้ มันเป็นความอีดอัดที่หนังจงใจจะสร้างขึ้น เพื่อให้ไปสู่จุดจบตอนท้ายได้สวยทีเดียว

ส่วน CGI ที่ใช้ในหนัง ผมก็รู้สึกว่ามันไม่ได้น่าเกลียดอะไร ถึงแม้จะไม่เนียน 100% แต่ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกขัดหูขัดตาแต่อย่างไร ก็ไปเรื่อย ๆ ก็อย่างที่บอก ดูแล้วอย่าคิดอะไรมาก

โดยรวมผมให้ B ถึง B+ นะ เพราะมันทำให้ผมรู้สึกว่า “I got some guts about it”

จำชื่อเธอไว้ Bianca Ryan

In บันเทิง : Entertainment, เด็กนอก? on กรกฎาคม 2, 2006 at 9:55 am

สงสัยมีรายการที่ต้องให้ติดช่วง summer นี้อีกแล้วครับท่าน America’s Got Talent ทางช่อง NBC วันพุธ สามทุ่มครับ

วันนี้พอเบื่อก็เปิด youtube แล้วน้องคนนี้เค้าขึ้น top list บนนั้นเลย ก็ลองเปิดดู พระเจ้าช่วยกล้วยทอด เสียงน้องอย่างกับผู้ใหญ่ กรรมการผู้ชายที่ว่าเรื่องการแต่งตัวของน้อง พูดปุ๊บนึกออกเลยว่ามาเป็นแนวเดียวกับ Simon เจ้าของรายการ เหอๆๆ สงสัยถ่ายทอดมากันเป็นอย่างดี

พอดูอันนี้เสร็จปุ๊บก็เลยไปค้นคำว่า America’s Got Talent มีอีกหลายคนเลยที่เจ๋งดี ชอบหลายรายเลย พอไม่จุใจเลยหา torrent มาดาวน์โหลดเลยเรา

ณ ตอนนี้ที่เขียนยังโหลดไม่เสร็จเลย ค่อนข้างช้าเพราะ peer น้อยเหลือเกิน…

คาเรโอกะ

In บันเทิง : Entertainment, มิตรสหาย : Folks on มิถุนายน 30, 2006 at 5:06 pm

เห็นเก๊าะชายมัน อยากมัน ตอนไปคาราโอเกะ ก็ทำให้นึกถึงตัวเอง จะว่าไปตอนนี้ไม่ว่าจะเพื่อนไทยเพื่อนฝาหรั่ง มันรู้หมดเลยแฮะว่าเราชอบร้องคาราโอเกะ

สมัยอยู่ Pitt ก็ไปร้องกับ Matt ทุกพฤหัสฯ จริง ๆ มันเป็นบาร์+ร้านอาหารอิตาลีธรรมดานั่นแหละ เพียงแต่ทุกพฤหัสก็จะเป็น Karaoke night ซึ่งเค้าก็จะมีชุดร้องเพลงคาราโอเกะมาตั้งในร้านนั่นแหละ แล้วก็มี DJ ร้องเพลงคาราโอเกะฝรั่งเนี่ย อย่าร้องดี เพราะร้องดี มันไม่สนุกอ่ะ ดีจัดก็น่าเบื่อ สู้ร้องไม่ดีนะ คนชอบ เหอๆๆ จำได้ว่าช่วงก่อนกลับเค้ามีประกวดคาราโอเกะด้วย เสียดาย matt ย้ายออกไปอยู่ที่ hershey แล้วเราก็อยู่ในช่วงเตรียมตัวกลับบ้าน ไม่งั้นก็คงมีขึ้นเวทีกันมั่งแหละ เหอๆๆ

พอย้ายมาอยู่ที่นี่ ไม่มีเลยครับ เหมือนคนเป็นอัมพาตยังไงไม่รู้ พอกลับไปบ้านทีก็ระเบิดออก แต่ก็ยังไม่ค่อยจุใจ เพราะได้ไปแค่สองทีเอง ไปกับคณะ TCDC ครั้งนึง แล้วก็ไปกับพวกที่ มทส. (ไอ้แอน ไอ้นุชอ้วน ไอ้นุชผอม แล้วก็ไอ้นุ่น) ครั้งนึง เสียดายคณะ TCDC ที่วางแผนว่าจะไปกันอีกรอบ แต่ก็ไม่ได้ไป ส่วนคณะที่มทส. ดันโทรมาชวนผิดวัน เป็นวันที่เรากำลังกลับพิจิตรไปจัดข้าวของอ่ะดิ

เพลงประจำกลุ่ม…

“อย่าแพ้เค้านะ เอ้อ! เค้านะ เอ้อ! เพราะฉันเชียร์อยู่ เอ้อ! อยู่ เอ้อ! เค้ารักก็ลองดู เอ้อ! ลองดู เอ้อ!…” ครั้งล่าสุดที่ไปร้องมากับพวกไอ้แอนนั้น นอกจากจะตะโกนจนเสียงไม่มีแล้ว ร้องเสร็จต้องหาอะไรกินต่อเลย เพราะมันใช้พลังงานเยอะมาก ฮ่าๆๆๆ จะว่าไปร้องเพลงนี้ระหว่างสมัยนี้กับสมัยนั้นก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่นะ เพียงแต่ว่าถ้าได้ห้องที่มันมิดชิดกว่านี้นะ… ฮึ่ม ฮ่าๆๆๆ

รูปที่ไปร้องกันมาล่าสุด http://picasaweb.google.com/songphan/SUTKaraokeDay2006

Patriot Act Comics

In บันเทิง : Entertainment, เป็นการเป็นงาน : Seriously on พฤศจิกายน 28, 2005 at 8:18 pm

Source: JSOnline Milwaukee (http://www.jsonline.com/news/editorials/nov05/372095.asp)

100 มุมมองของ Empire State Building

In บันเทิง : Entertainment on พฤศจิกายน 28, 2005 at 7:33 pm

จะขอลองมาเขียนบล๊อกภาษาไทยหน่อย ผสมกัน หวังว่าจะลดความน่าหมั่นไส้จากหลาย ๆ คนได้บ้าง ประเดิมการเขียนปล๊อกภาษาไทยด้วยเรื่อง แนะนำ blog ที่พยายามรวมรวมรูปของตึกเอ็มไพร์ เสตทให้ได้ 100 มุมมอง

ที่ชอบก็เพราะถ้าใครเคยไปนิวยอร์กก็พอจะทราบว่าการจะเก็บรูปตึกเอ็มไพร์สเตทนั้นมันก็ไม่ใช่ว่าจะง่าย เพราะด้วยการที่ตึกราอื่น ๆ ก็แทบจะบังมิด หามุมดี ๆ ได้ยาก และอีกอย่างมันนำเสนอความแตกต่างของมุมมองของคนได้ดีทีเดียว