เห็นอ้อมกับพี่เต้ยเล่นเพลงนี้เพราะ เลยขอแจมบ้างครับ
แนะนำให้ลองเข้าไปฟัง เวอร์ชั่นขิมล้วน ๆ ดูครับ เนียนกว่ามาก :)
[ฟังเพลงอื่น: ลาวม่านแก้ว]
[update] เผื่อคนที่เปิดฟังจากข้างบนไม่ได้ครับ ลองเข้าไปฟังที่ imeem แทน ขอบคุณอ้อมมากจ้าที่ upload ให้
เห็นอ้อมกับพี่เต้ยเล่นเพลงนี้เพราะ เลยขอแจมบ้างครับ
แนะนำให้ลองเข้าไปฟัง เวอร์ชั่นขิมล้วน ๆ ดูครับ เนียนกว่ามาก :)
[ฟังเพลงอื่น: ลาวม่านแก้ว]
[update] เผื่อคนที่เปิดฟังจากข้างบนไม่ได้ครับ ลองเข้าไปฟังที่ imeem แทน ขอบคุณอ้อมมากจ้าที่ upload ให้
ซึ้งอีกแล้ว ไม่รู้ว่าเก่าไปหรือยัง แต่เพิ่งมาดู
หนูน้อย Yoo Ye-eun เกาหลีวัย 5 ขวบ ผู้มีความพิการทางสายตาตั้งแต่เกิด ได้รับการอุปการะจากพ่อแม่บุญธรรม มีความสามารถในการเล่นเปียโน ด้วยการจดจำจากการฟังเพียงครั้งเดียว โดยไม่ได้รับการฝึกฝนมาก่อน
หนึ่งปีผ่านไป รายการ Star King เอาเธอมาออกรายการอีกครั้ง โดยเล่นเปียโน ร่วมกับหนูน้อยเสียงใส Connie Talbot
ถึงแม้มือเธอจะยังไม่ละเมียดละไมเท่ามือโปร แต่สิ่งที่เธอเล่นก็ชี้ให้เห็นความตั้งใจ และสามารถชั้นยอดของประสาทสัมผัสในส่วนของการฟังและการสัมผัส ดูไว้เป็นแรงบันดาลใจเวลาที่ท้อแท้ละกันครับ ขณะที่เขียนอยู่นี้มีคนดูวิดีโอแรกไปสองล้านกว่าครั้งแล้ว…
[ที่มา dailymail]
“อย่าเข้าใจว่าฉันเป็นกระสือ ฮื่อ ฮือ ฮือ ฮื้อ เงินหน่ะ มีไหม…”
เพิ่งจะได้ดูหนังตลกฝรั่งเศสเรื่อง Priceless หรือชื่อต้นฉบับภาษาฝรั่งเศส คือ Hors de prix ที่มีแม่เหล็กดูดขนาดยักษ์อย่าง Audrey Tautou กับ Gad Elmaleh จาก The Valet เป็นตัวชูโรง
เรื่องราวเกี่ยวกับระหว่างหญิงสาวผู้เทอดทูนเงินเหนือความรัก ต้องมาเตร็ดเตร่อยู่คนเดียวในบาร์ของโรงแรมในคืนวันเกิดของตัวเอง เพราะคู่ควงกระเป๋าหนักรุ่นเดอะสลบไสลด้วยฤทธิ์แอลกอฮอลล์ และในบาร์อันเงียบเหงานั้นเอง ก็มีชายหนุ่มผู้หนึ่งที่นอนเคลิ้มอยู่ที่โซฟา ในมือของเขามีซิการ์ราคาแพง พร้อมกับเหล้าชั้นดีบนโต๊ะ ของเหล่านี้สะดุดตาเธอทันที พลันรู้สึกตัวและเห็นหญิงสาวผู้เลอโฉม ก็ลืมตัวไปเสียสิ้นว่าตัวเองนั้นเป็นเพียงพนักงานของโรงแรม ที่เพียงลูกค้าให้ช่วยสูบซิการ์และกินเหล้าเป็นเพื่อน ก็เลยต้องปล่อยเลยตามเลย ด้วยการทำให้เธอเข้าใจว่า เค้าเป็นเศรษฐีพักอยู่ในห้องสวีทของโรงแรม เหตุการณ์เตลิดไปถึงขั้นมีอะไรกัน แต่ในที่สุดเค้าก็ถูกจับได้ แต่ด้วยความซื่อและความรักอย่างหัวปักหัวปำ เค้าพยายามทุกอย่าง เพื่อที่จะซื้อหัวใจของผู้หญิงคนนี้ให้ได้ ไม่ว่าจะหมดตัวยังไงก็ตาม แต่กระนั้นโชคก็ช่วยให้เค้าอยู่ใน “ชะตากรรม” เดียวกับเธอ
หนังเรื่องนี้เป็นแนวที่สร้างขึ้นจากเรื่องสั้น มีตัวละครน้อย มีฉากน้อย เนื้อเรื่องกระชับได้ใจความ มีเอกลักษณ์ ดูง่าย และที่สำคัญ ขำ (ดังที่คาดหวังไว้ หากเพียงแต่จะดีกว่านี้มาก ถ้าโรงหนังที่ไปดูจะใส่ใจกับเครื่องฉายให้มากกว่านี้ เพราะช่วงแรกของหนัง out of focus มาก แล้วเจ้าหน้าที่ก็ปรับไปปรับมาจนน่าปวดหัว ปรับผิดปรับถูกบ้าง จนเกือบจะตัดสินใจเดินออกจากโรงอยู่แล้ว)
ส่วนตัวชอบ Gad Elmaleh อยู่มาก และด้วย Character ที่ไม่เปลี่ยนไปจาก The Valet เท่าไหร่นัก ทำให้ค่อนข้างดูกลมกลืน ในขณะที่ Audrey ก็ดูเป็นสาวบ้านที่ต้องการตะกายดาวได้ดี การแสดงของเธอสมบูรณ์แบบเหมือนทุกเรื่องที่ผ่านมา เพียงแต่รู้สึกว่า เธอยังสวยแบบ supermodel ไม่พอ อาจจะเป็นเพราะยังติดภาพเธอจากเรื่องก่อน ๆ แถมยังมีคนที่สวยแบบ model จริง ๆ ให้เปรียบเทียบ ก็เลยดูออกจะด้อยไปหน่อย แต่กระนั้น เมื่อต้องมาจับคู่กับ Gad ก็ถือว่าลงตัวทีเดียว
กลับมาถึงบ้าน เพิ่งจะนึกออกว่า ชื่อหนังคุ้น ๆ มาจากไหน ที่แท้ก็ priceless.com นี่เอง ไม่รู้ว่าคนตั้งชื่อหนังตั้งใจให้เหมือนหรือเปล่า
(ระวัง: มีสปอยล์บ้างเล็กน้อย)
ถึงแม้ว่าจินตนาการของคนเราไม่มีที่สิ้นสุด สามารถทำในสิ่งที่เป็นไปได้ยาก ให้กลายเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ แต่เมื่อเราหันกลับมามองดูความจริง บางครั้งสิ่งที่ดีที่สุด คือ การยอมรับความจริง และอดทนต่อสู้กันมัน
ยุค 1920 หนูน้อย Alexandria ผู้เปี่ยมไปด้วยความสงสัย ช่างคิด ช่างถาม ต้องพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลในนครลอสแองเจลิส ด้วยความซุกซนได้บังเอิญมาเจอกับ Roy Walker ผู้เต็มไปด้วยจินตนาการ แต่คิดว่า ชีวิตของตนนั้นหมดคุณค่า ชีวิตของทั้งคู่ เดินทางไปด้วยกันผ่านนิทานที่มีตัวละครฮีโร่ 5 ตัว (หนึ่งในนั้นมี Charles Darwin ผู้สนใจใคร่รู้กับสิ่งมีชีวิตทุกชนิด) ที่มีจุดมุ่งหมายหนึ่งเดียว การเดินทางไปให้ถึงจุดมุ่งหมายของคนเหล่านี้ มีความสำคัญต่อความผูกพันและการมีชีวิตรอดของคนทั้งสอง
The Fall ภาพยนตร์แนวกึ่งจินตนาการของ Tarsem Singh ที่ดัดแปลงมาจากภาพยนตร์โบลิเวียเรื่อง Yo ho ho เมื่อปี 1981 มีการเล่าเรื่องที่ชาญฉลาดและแยบยล เสน่ห์อีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ติดตราตรึงใจ คือ ความสวยงามของฉาก ที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากสร้างเพื่อหนัง แต่เป็นการรวบรวมเอาความสวยงามจากธรรมชาติและน้ำมือมนุษย์ของจริง มาปะติดปะต่อได้อย่างลงตัว ดึงเอาจุดเด่นของสถานที่แต่ละแห่งมาใช้ได้อย่างเต็มที่ สีสันตระการตา ทุกฉากสามารถตัดมาเป็นงานภาพถ่ายชั้นดีได้อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ
ถึงแม้ว่าเนื้อเรื่องก็ค่อนข้างจะแนวดราม่าหม่นหมอง แต่ความเป็นธรรมชาติของหนูน้อย Alexandria ก็ทำให้เนื้อเรื่องสดชื่นขึ้น นอกจากนี้การเสียดสีในหนัง (มุขที่ชอบที่สุด ก็คงจะเป็น Googly :D) ก็ทำให้คิ้วที่ขมวดนั้นคลายลงไปได้ คนที่ชอบหนังแนวจินตนาการบางคน อาจจะไม่ค่อยถูกใจกับฉากที่ดูแสนจะไม่ลงทุนเอาเสียเลย แต่กระนั้นก็สามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่า “อย่างนี้สิ งามแท้”…
ไม่ได้เขียนบล๊อกนานด้วยเหตุผลหลายอย่าง ทั้งที่มีเรื่องอยากเขียนพอสมควร ขอกลับมาด้วยการเอาเพชรฆาตความเครียดมาให้ดู หลายคนอาจจะได้ดูไปนานแล้ว เป็นเพลง Ken Lee ที่มีผู้หญิงคนหนึ่งเอามาให้ประกวดเพื่อคัดเลือก ในรายการ Music Idol ซึ่งเป็น Pop Idol ของบัลแกเรีย
ดูแล้ว นึกถึงตัวเองสมัยก่อน ตอนที่ยังไม่รู้อิโหน่อิเหน่ภาษาอังกฤษ เราก็ร้องแบบนี้เหมือนกัน… (ปัจจุบัน ถ้าจะต้องดำน้ำ ก็อาจมีบ้างประปราย อิอิ)
ผู้จัดการของมูลนิธิช่วยเหลือเด็กกำพร้าในอินเดีย ที่กำลังประสบปัญหาทางด้านการเงิน ถูกเชิญให้เดินทางกลับบ้านเกิดที่เดนมาร์ก ที่เค้าหันหลังให้เป็นเวลากว่า 20 ปี เพื่อไปพบกับผู้บริหารของบริษัทยักษ์ใหญ่ ที่อาจจะให้ความช่วยเหลือกับมูลนิธิของเขาได้ หลังจากได้พบกัน เค้าก็ได้ถูกรับเชิญให้ไปร่วมงานแต่งงาน ของลูกสาวผู้บริหาร แต่แล้วการเดินทางไปร่วมพิธีแต่งงานในครั้งนี้ เกิดเรื่องบังเอิญขึ้นหลายอย่าง ที่ทำให้เค้าต้องตัดสินใจเลือก ระหว่างชีวิตตัวเอง ครอบครัว และการงาน ซึ่งหมายถึง เด็กกำพร้ายากจน อีกหลายร้อยคนที่รอคอยการกลับมาของเค้า (ใน Wikepedia มีเรื่องย่ออย่างเต็ม สำหรับคนที่อยากรู้เรื่องทั้งหมด)
หนังดราม่าภาษาเดนิชเรื่องนี้ เป็นหนังที่เดาไม่ยาก เนื้อเรื่องไม่สลับซับซ้อน ดีอยู่ที่เทคนิคในการเล่าเรื่อง ที่ค่อย ๆ เปิดปมปัญหาออกมาทีละเปาะ ดูง่าย แต่อิน ผมชอบที่หนังดึงเอา ความมีมนุษยธรรมกับเรื่องส่วนตัว มาเป็นโจทย์ให้เราได้คิด ว่าถ้าเป็นเราตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน เราจะตัดสินใจอย่างไร
การแสดงภาพให้เห็นความแตกต่างระหว่าง สภาพความเป็นอยู่ของคนรวยในเมืองใหญ่ กับคนจนในเมืองเล็ก สร้างภาพความขัดแย้งทางสังคมได้ชัดเจนที
ผมยังรู้สึกว่า การคัดเลือกตัวแสดงค่อนข้างทะแม่ง ๆ สำหรับผม (หรืออาจจะเป็นเพราะการแต่งหน้า เสื้อผ้าก็เป็นได้) เพราะทุกคน ดูอ่อนกว่าที่ควรจะเป็น ยกเว้นแต่นักแสดงนำชาย แต่กระนั้น เมื่อเนื้อเรื่องเริ่มเดินทางมาถึงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ก็ต้องยอมรับความสามารถของนักแสดง ที่ส่งกันได้เนียนมาก
อีกอย่างที่ผมไม่ค่อยเข้าใจในรายละเอียดเล็กน้อย คือ การเอาพวกหัวสัตว์มาประกอบในฉาก แถมบางฉากทีมีน้ำตาออกมาด้วย ก็เลยไม่แน่ใจว่า ผู้กำกับต้องการสื่อสารว่าอะไร นอกจากที่ผมรู้สึกว่า มันน่ากลัวปนเศร้า
ก็ถือเป็นหนังที่น่าดูอีกเรื่องหนึ่ง สำหรับ After the Wedding (2006)

Season นี้ไม่ค่อยมีโอกาสได้ดู TV มากเท่าไหร่ โดยเฉพาะ Reality TV ดูแบบไม่ค่อยปะติดปะต่อ วันเสาร์ อาทิตย์ไหนว่าง ก็ค่อยมาตามเก็บ โดยเฉพาะวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นวันที่มีรายการที่ชอบอยู่เยอะ
วันนี้ก็เปิดไปเปิดมา มาเจอ premiere บน Vh1 รายการนึง ชื่อ The Shot เป็นรายการ reality ที่อยากเห็นมานาน เพราะ่เวลาดู American Next Top Model (ANTM) ผมชอบดูเวลาตากล้องมืออาชีพทำงาน มากกว่าสนใจบรรดานางแบบทะเลาะกัน เพราะมันดูน่าสนุกดี เข้าใจว่าหลายคนคงเป็นเหมือนกัน
จาก producer เดียวกันกับ ANTM รายการนี้ก็มีรูปแบบคล้าย ๆ กัน เพียงแต่เปลี่ยนจากนางแบบเป็นตากล้อง 10 คน เพื่อช่วงชิงรางวัล ไม่ว่าจะเป็นเงินสด campaign ถ่ายโฆษณาของ Victoria’s Secret และ contract กับ Marie Claire โดยมีพิธีกรและกรรมการหลักเป็นตากล้องชื่อดังอย่าง Russell James
สิ่งที่ชอบมากที่สุด คงเป็นเรื่อง เทคนิคการถ่ายภาพ ที่มันสอดแทรกตลอดเวลา ที่ผ่านมา้รายการประเภท Reality TV แนวแฟชั่นผุดยิ่งกว่าดอกเห็ด ไม่ว่าจะเป็นตัวนางแบบเอง เอเจนซี่ ดีไซเนอร์ มีเต็มไปหมด ผมก็รอว่าเมื่อไหร่จะมีตากล้องบ้าง ในที่สุดก็มีจนได้ ในบรรดา Reality แนวนี้ ผมว่า มีรายการ Project Runway กับ The Shot เนี่ยแหละ ที่ดูแล้ว ยังกระตุกต่อมสร้างสรรคหน่อย
แค่ดูอาทิตย์แรก ก็ดูอนาคตออกแล้วว่า อาทิตย์หน้าเวลาเดียวกัน ตรูจะทำอะไร -_-” ไหน ๆ ก็ไหน ๆ ขอ spoil เป็นน้ำย่อยละกัน หลังจากที่ทุกคนย้ายเข้ามาอยู่ในบ้าน และทำความรู้จักกัน Russell ก็เรียกทั้ง 10 คนไปปฏิบัติภารกิจแรกเลย นั่นก็คือ ให้ถ่ายรูปสำหรับโจทย์ “passion” โดยให้นายแบบ กับนางแบบ เปลือยทั้งสองคนเป็น object แล้วตัดสินเลือกสองคนที่ดีที่สุด เป็นหัวหน้าทีมสำหรับภารกิจต่อไป
เมื่อได้หัวหน้าทีมแล้ว ก็ให้หัวหน้าทีมเลือกลูกทีม โดยโจทย์ที่ได้ ก็คือ ถ่าย campaign สำหรับนิตยสาร 5 หน้า ในโจทย์ที่ว่า “Strongly Romance” โดยให้นายแบบรุ่นเดอะมาหนึ่งคน นายแบบหนุ่มอีกหนึ่ง และนางแบบสุดฮ๊อตจาก Victoria’s Secret มาอีกหนึ่งนาง แล้วก็ไปถ่ายกันบนเรือ ใครถ่ายรูปห่วยสุด ก็ต้องออกจากการแข่งขันไป ซึ่งคนที่เข้ามาแข่งขัน ก็ดูหลากหลายแบบ หลายสไตล์ น่าสนใจดี
อ้อ ลืมบอกไป ออกอากาศทุก ๆ คืนวันอาทิตย์เวลา สี่ทุ่ม (EST) ช่อง Vh1 ครับ (แต่เข้าใจว่า Vh1 มันเอามา rerun อยู่เรื่อย ๆ)
[อ่านเพิ่มเติม: Vh1 Blog: The Shot Series Premiere]
แดน (แสดงโดย Steve Carell) คอลัมนิสต์ชื่อดัง ผู้ซึ่งเป็นนักจุดประกายความคิด และคุณธรรมให้กับผู้อ่าน ต้องเดินทางมาพบกับจุดขัดแย้งและจุดเปลี่ยนของชีวิต
เบื้องหลังปลายปากกาแป้นพิมพ์ แดน พ่อหม้ายเรือพ่วง 3 สาว 3 วัยที่แสนจะน่ารัก แต่ดูเหมือนว่า การเป็นพ่อของแดน ทำให้เค้ากลายเป็น ผู้เป็นคุณพ่อที่ยอดแยที่สุด่ เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อ จะต้องพาลูก ๆ ไปเยี่ยมคุณปู่ คุณย่าในช่วง family reunion การกลับไปเยี่ยมบ้านเกิด ก็ทำให้แดน เจอกับ Marie (แสดงโดย Juliette Binoche) ที่ร้านขายหนังสือในเมือง และความสัมพันธ์ก็ดูเหมือนจะเริ่มขึ้นจากตรงนั้น แต่แล้วเมื่อกลับมาบ้าน ก็พบว่า Marie นั้น กำลังคบกับน้องชายของตนเอง
เรื่องราวของหนัง family comedy เรื่อง Dan in Real Life มีอยู่เท่านี้เองจริง ๆ ให้ความรู้สึกคล้าย ๆ Meet the parents ประมาณนั้น แต่โดยส่วนตัว ผมชอบ Steve Carell เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ก็เลยไม่ผิดหวังจริง ๆ เป็นหนังที่ดูแล้วยิ้ม ฮาได้ตลอดเรื่อง แล้วก็ให้ความรู้สึกที่หลากหลายดี
สิ่งหนึ่งที่ทำให้รู้สึกว่า ทำให้การดูหนังสนุก ก็คือ การได้มีความรู้สึกร่วมกับคนอื่น เพิ่งจะมาสังเกตุได้ ก็ช่วงที่ได้มาดูหนังฟรีของที่โรงเรียนนี่แหละ ตั้งแต่เรื่อง Paris, je t’aime เวลาไปดูหนังที่โรงตามห้างทั่วไป ไม่ว่าทั้งไทยและที่นี่ ถึงแม้จะเป็นหนังตลกฮาแค่ไหน ก็ไม่รู้สึกว่าดูสนุกเท่านี้แฮะ อาจจะเป็นเพราะส่วนใหญ่ผมไม่ค่อยได้ไปดูรอบที่คนดูเยอะ ซึ่งดูหนังของโรงเรียนนี้ คนค่อนข้างจะเยอะพอสมควร
แต่อีกเรื่องที่ค่อนข้างเห็นได้ชัด ก็คือ การออกอาการของคนดู ที่รู้สึกว่าจะเต็มที่กับการดูหนัง ผมเพิ่งรู้สึกว่า การที่คนทั้งโรงฮือฮา เฮพร้อมกันนี่ มันทำให้อรรถรสของการดูหนัง มันช่วยได้เยอะจริง ๆ จะตั้งข้อสังเกตุว่า เป็นเพราะคนอเมริกัน เค้าไม่อายที่จะแสดงออกถึงความรู้สึกนี่ ก็น่าจะเป็นส่วนหนึ่ง แต่ก็ไม่น่าจะทั้งหมด อีกข้อหนึ่ง ก็น่าจะเป็นเพราะหนังอเมริกัน มุขอเมริกัน คนอเมริกันก็จะน่าจะเข้าใจมากที่สุด เพราะฉะนั้น เพิ่งจะรู้สึกได้ความแตกต่างของการดูหนัง Hollywood ในอเมริกา กับในไทยอย่างนี้นี่เอง
อย่างไรก็ตาม พูดถึงหนัง Dan in real life ถ้าใครชอบแนวขำ ๆ น่ารัก ๆ ครอบครัว ๆ ไม่ควรพลาดอีกเช่นกัน
ตกหลุมรักเข้าอย่างจัง กับหนังฝรั่งเศส ที่ชูปารีส เป็นมหานครแห่งความรัก และความโรแมนติก ที่ชื่อ Paris, je t’aime ดูแล้ว ให้ความรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก
แน่นอน ชื่อหนังความยาว 120 นาทีเรื่องนี้ ก็บอกอยู่แล้วว่า เป็นเรื่องราวความรักที่เกิดขึ้นในเมืองปารีส แต่ประกอบไปด้วยเป็นเรื่องความรักสั้น ๆ 18 เรื่อง ในหลายรูปแบบ ที่ให้ความรู้สึกเหมือนกับได้ดูหนังสั้นหลาย ๆ เรื่องเข้าด้วยกัย โดยที่มีโจทย์ตามชื่อเรื่อง
แต่ด้วยความที่มันหลากรส หลายอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นโศกนาฏกรรม สุขนาฏกรรม อาชญากรรม แฟนตาซี สังคม คลุกเคล้ากันไปหมด มันทำให้คนดู (อย่างผม) รู้สึกลุ้นอยู่ตลอดเวลาว่าเรื่องราวจะเป็นอย่างไร (แต่ในทางตรงกันข้าม บางคนที่ไม่เคยชินกับการดูหนังแบบนี้ หรือถ้าปูต้นเรื่องมาไม่ดี ก็อาจจะรู้สึกน่ารำคาญ พาลจะลุกออกจากโรงไปก่อนเวลากันควรก็เป็นได้)
ความยาวชั่วโมงกว่าของเรื่องราวสั้น ๆ แต่ละเรื่อง ที่ผูกเข้าด้วยกันอย่างหลวมนี้ มันสร้างความผูกพันกับคนดูโดยไม่รู้ตัว และความผูกพันที่ว่าก็ถูกนำมาใช้เป็นตัวสร้าง nostalgic moment ได้อย่างลงตัว และถือเป็นการจบของหนัง ที่สร้างความประทับใจดีทีเดียว
เรื่องที่ขาดไม่ได้เลย คือ ความฉลาดในการเลือกตัวนักแสดง เพราะยอมรับว่า สามารถสร้างความฮือฮาเวลาเปิดตัวได้เป็นอย่างดี และเป็นแรงดึงดูดของหนังอย่างหนึ่ง (เช่น Elijah Wood, Natalie Portman, Maggie Gyllenhaal เป็นต้น)
สิ่งหนึ่งที่ทำให้รู้สึกว่า ดูหนังเรื่องนี้แล้วสนุก อาจจะเป็นเพราะการเข้าไปดูในโรงหนังที่มีคนเยอะ (เพราะเป็นหนังฟรี ของโรงเรียน ครับ อิอิ) เสียงหัวเราะ คิกคัก ฮีอฮา มันสร้างประสบการณ์ร่วม ที่ทำให้หนังมันมีสีสันขึ้นมาเยอะ (หรืออาจจะเป็นเพราะผม ไม่ค่อยได้ดูหนังแนวนี้ในโรงหนัง ก็เป็นได้)
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าสนใจ ก็คือ หนังก็มีกลิ่นอายของบริบทและวัฒนธรรมอเมริกัน (เช่น คาวบอย ที่เหมือนพยายามจะชี้ให้เห็นว่า ไอ้ความรักและความโรแมนติกที่เกิดขึ้นนั้น มันมีความเป็นอเมริกันชนแทรกอยู่ เพราะฉะนั้น มุขตลกบางมุข หรือเรื่องราวบางอย่าง ก็อาจจะต้องใช้บริบทของอเมริกันเพื่อสร้างความเข้าใจอยู่บ้าง (แต่น้อยมาก)
แต่สรุปสุดท้าย ดูแล้ว ก็อยากลองไปมั่งอ่ะ ปารีส…
ข้อมูลเพิ่มเติม: imdb.com
เอ่อ ไหน ๆ ก็ไหน เห็น update เพลงนี้มาหลายเว่อร์ชั่นและ ในที่สุด ช่วงเวลาที่หลายคนอยากเห็นก็มาถึง เมื่อต้นฉบับอย่าง Jennifer Holiday ได้มีโอกาสมาเจอกับ Jennifer Hudson ในงาน BET Award 2007 ที่ผ่านมา ทำเอา “And I’m Telling You” มาเขย่าลำโพงทีวีอีกครั้ง
เอามาร้องคู่กันไปซะให้รู้แล้วรู้รอดไป ชอบเปรียบเทียบกันดีนัก!
ปล. ขอเอาภาคบันเทิงคั่นรายการหน่อย ส่วนอันที่เป็นเนื้อหาสาระ ตามมาแน่ เร็ว ๆ นี้ เต็ม draft ไปหมด
เอ่อ ขอเข้าบรรยากาศหน่อย บังเอิญไปเจอใน youtube แล้วเป็น Most View of Today เห็นแล้วชอบใจ อิอิ
ใครเป็นแฟน NCAA ทีมไหน แสดงตัวกันได้ครับ อิอิ
วันหยุดนี้ พักผ่อนด้วยการดูหนังที่อยากดู สองเรื่อง ก่อน Super Bowl พรุ่งนี้ ดูแล้วก็อยากแนะนำ
เรื่องแรก ไม่เขียนถึงก็คงไม่ได้ เดี๋ยวอัดอั้น อยากจะดูตั้งแต่มันเข้าโรงหนัง แต่ช่วงนั้นไม่มีโอกาส พอมี DVD เข้าห้องสมุดปุ๊บ ก็รีบไปถอยมาทันที แต่เอามาดอง ไม่มีเวลาดู เพิ่งจะมีเวลามาดูวันนี้เอง ที่อยากดูมาก ก็ไม่ใช่อะไร แต่เป็นคุณป้า Fernanda Montenegro นั่นเอง ชอบมาตั้งแต่ Central Station
ใครที่ชอบหนังดราม่าแถวละตินอเมริกา น่าจะรู้จักคุณป้า Fernanda ดี ไม่ใช่ตัวป้าดีอย่างเดียว แต่หนังที่ป้าแกเลือกแสดง ก็ดีจริง ๆ อ่ะ ไม่รู้ว่า คนทำหนังเลือกป้า หรือป้าเลือกเล่นหนังกันแน่
และเรื่องนี้ก็ไม่ทำให้ผิดหวังเลย แถมป้ายังเล่นตั้ง 3 generation แหน่ะ เนียนจริง ๆ
ชื่อภาษาสเปนของหนังแนว feminism เรื่องนี้ คือ Casa de Areia ภาษาอังกฤษก็ The House of Sand เป็นหนังเล่าเรื่องของชีวิตผู้หญิง 2 คนแม่ลูก ที่ต้องระหกระเหินจากชีวิตในเมือง มาอยู่ท่ามกลางทะเลทราย ในขณะทีมี่อีกหนึ่งชีวิต เป็นหญิงสาวที่เกิดท่ามกลางทะเลทราย เรื่องราวหลัก ๆ ก็คือ ความพยายามที่ทั้งสามจะหาทางกลับ ไปใช้ชีวิตในเมืองอีกครั้ง เพียงแต่ต่างกรรม ต่างเวลากัน แต่ถึงกระนั้นมันก็มีบทสรุปที่ทำให้คิดตาม
ชอบที่สุดก็คงจะเป็น metaphor ที่เอาการเดินทางไปดวงจันทร์ มาเปรียบเทียบได้อย่างลงตัว ส่วนตัวหนังเอง โดยทั่วไปก็ดูลงตัว กลืนกันไปหมด ไม่ถึงกับดื่มด่ำ หรือให้น้ำหนักกับเรื่องใด เรื่องหนึ่ง แต่ก็ไม่ทำให้ง่วงเหงา หาวนอน
ส่วนอีกเรื่อง เป็นหนังรัสเซีย ชื่อ The Return (ชื่อภาษารัสเซีย Vozvrashcheniye) หนังเรื่องนี้ เป็น psychodrama ที่ทำเอาเครียดอยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะตอนจบของเรื่อง ส่วนตัว ค่อนข้างขัดใจเป็นอย่างมาก ใน Wikipedia บอกว่า สัญญะที่ปรากฏในหนัง เป็นเรื่องราวทางการเมือง และศาสนา
หนังเป็นเรื่องราวของเด็กชายสองพี่น้อง ที่มี character ที่แทบจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง จู่ ๆ วันหนึ่ง พ่อผู้ซื่งทั้งสองไม่เคยเจอตัวมาก่อน กลับมาที่บ้าน การเดินทางออกไปพักผ่อน ในวันรุ่งขึ้น ของสามคนพ่อลูก เพื่อสร้างสรรค์ความสัมพันธ์ กลับกลายเป็นการสร้างความเคลือบแคลง สงสัย และนำไปสู่ความขัดแย้งในที่สุด ในขณะเดียวกัน หนังก็ชี้ให้เห็นเส้นขอบบาง ๆ ระหว่างการก้าวข้ามจากความเป็นเด็ก ไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่
ชอบที่สุดก็คงจะเป็นการเล่าเรื่อง ที่ทำให้ชวนสงสัย ติดตามอยู่ตลอด ตั้งแต่ต้นยันจบ แต่ยังไงซะ โดยส่วนตัว ก็คงต้องบอกว่า ไม่ชอบตอนจบของหนังเรื่องนี้อยู่ดี
คุณแม่ไม่ปลื้ม จบ… อิอิ
ไม่เคยดูหรอกนะ Final Fantasy อ่ะ บังเอิญว่า gooogolf ส่งปูนาขาเกฉบับ Final Fantasy มาให้ดู ฮาดีอ่ะ ตัดเก่งจริง ๆ
รีบดูก่อนโดนลบ ว่าแต่ว่า youtube staff จะ detect ได้ป่าวไม่รู้แบบนี้ ละเมิดลิขสิทธิ์เต็ม ๆ เหอๆๆ
สงสัยเป็น trend MV ของเพลงลูกทุ่งในอนาคต

(Photo from an official website)
เมื่อประมาณสองเดือนก่อน เพื่อนที่ฝรั่งเศสเล่าให้ฟังเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ มันเล่าซะจนอยากดูเอามาก ๆ (ก็เหมือนหนังเรื่องอื่น ๆ เพื่อนมันบอกด้วยว่า อ่านหนังสือสนุกกว่าเยอะ) ก็รอว่าเมื่อไหร่จะเข้าที่นี่ซะที สรุปว่าก็เพิ่งเข้าโรงหนังทีี่นี่ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เมื่อกี๊ก็เลยมีโอกาสไปดูซะเลย
ไม่ผิดหวังเลย ความคิดเห็นก็คล้าย ๆ กับคุณ wat คือ ชอบการเดินเรื่องที่ไม่เยิ่นเย้อ เพลงประกอบ (โดยเฉพาะฉากเปิดตัว Laura Richis) แล้วก็ดารานำชาย Ben Whishaw โดยเฉพาะแววตา มันช่างเศร้า หม่นหมอง แล้วก็ดู obsessing ได้ใจจริง ๆ
หนังสร้างปารีสในยุคนั้นให้ดูแบบ เน่ามากอ่ะ จนมีความรู้สึกว่า สงสัยกาฬโรคจะระบาดง่ายในยุคนั้น
ดูหนังเรื่องนี้จบก็นึกต่อว่า เออ ถ้าเรามีประสาทรับกลิ่นพิเศษเหมือน Grenouille จะดีมั๊ยนะ คิดไปคิดมา ก็ไม่ดีแฮะ เพราะการรับกลิ่นนี่ เป็นอะไรที่ห้าม หรือหลีกเลี่ยงได้ยาก นึกถึงตอนเวลาขับรถผ่านฟาร์มหมู อะไรทำนองนี้ แบบทำยังไงก็ไม่หาย การมีจมูกพิเศษก็ไม่ได้หมายความว่า จะได้กลิ่นที่พึงประสงค์เสมอไป
จะว่าไปการได้กลิ่น ดูเหมือนจะหลีกเลี่ยงได้ยากที่สุด อย่างการมองเห็น ยังเบือนหน้าหนี การได้ยิน ยังพออุดหู การสัมผัส กับการับรส เรายังเลือกที่จะสัมผัสหรือไม่กินเพื่อไม่รับรสก็ได แต่ถ้าได้กลิ่นไม่พึงประสงค์เนี่ย (โดยเฉพาะกลิ่นที่กระจายในวงกว้าง) ปิดจมูกนาน ๆ ก็ไม่ได้ จะใส่หน้ากากก็ใช่ว่าจะได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นการมีจมูกพิเศษ น่าจะเป็นพรสวรรค์ที่ไม่น่าจะพึงประสงค์ มากที่สุดแล้วมั๊ง…
ปล. ตอนแรกก็ไม่รู้ชื่อไทยของหนังว่าอะไร พยายามจะคิดเอง คิดแล้วก็ตลกดีแฮะ “Perfume: ฆาตกรจมูกสวรรค์ประทาน” ซะงั้น ฟังแล้วนึกถึงหน้าตือโป๊ยก่ายแทนซะงั้น
ช่วงนี้เป็นช่วงสุดท้ายของเทอม Fall ก็ไม่ค่อยมีเวลามา post อะไรเท่าไหร่ ช่วงพักอ่านหนังสือ ทำการบ้าน + รายงาน ก็มีโอกาสหยิบซอมาเล่น เห็น aom เอาเพลงลาวม่านแก้วจากละคร เรื่อง แต่ปางก่อน (ผู้แต่ง คือ คุณนก ฉัตรชัย ดุริยประณีต – หนึ่งในสมาชิกวงเฉลียง) มา cover กับขิม เห็นว่าเพราะดี ก็เลยได้ความคิดว่า น่าจะลองเล่นซอ แล้วก็เสริมเข้าไป ผลก็มาก็อย่างทีได้ยินนี่หล่ะครับ
ก็ถือเป็นการพักผ่อนครับ (แต่ถ้าเสียงซอมันรับไม่ได้ก็ขออภัย ไม่ว่ากันหากจะหยุดฟังกลางคัน เหอๆๆ หรืออาจจะลองไปฟัง version ขิมของ aom แทนก็ได้ครับ)
ปล. เข้าใจว่า post นี้ละเมิดลิขสิทธิ์แน่นอน เพราะเอาเพลงเค้ามาดัดแปลง เต็ม ๆ (ใส่ดนตรีทับของเก่าทั้งดุ้น – เสียง piano คือ เพลงต้นฉบับในละครครับ) ถ้าเจ้าของลิขสิทธิ์เพลง (ผมไม่แน่ใจว่าเป็นใครอ่ะครับ) มาเห็น post นี้ ผมก็ขออนุญาตไว้ตรงนี้เลยแล้วกันครับ เล่นฟังกันในหมู่เพื่อนฝูงครับ [เหมือนจะฟังขึ้นนะเนี่ย แหะ ๆ]…
ปรกติเวลาเลือกดูหนัง หนังประเภท road trip นี่แทบจะเป็นตัวเลือกท้าย ๆ เลยทีเดียว เหมือนกับหนัง roadtrip ของประเทศอุรุกวัย (Uruguay) เรื่อง El Viaje hacia el mar (ชื่อภาษาอังกฤษว่า Seawards Journey หรือ A Trip to the Seaside) เพราะผ่านตาหลายทีแล้ว แต่ก็ข้ามไปทุกครั้ง เพราะความที่มันเป็นหนัง road trip นี่เอง แต่เพราะเห็นมันบ่อย จนอดไม่ได้ที่จะลองเอามาเปิดดูซักครั้ง
หนังภาษาสเปนเรื่องนี้ เป็นหนังที่เล่าเรื่องง่าย ๆ (ถึงง่ายที่สุด) ของการเดินทางของชายกลุ่มหนึ่ง ที่มุ่งหน้าเพื่อไปจะไปดูทะเลเป็นครั้งแรกในชีวิต เนื้อเรื่องมีเท่านี้เองจริง ๆ
แต่รายละเอียดที่เพิ่มเติมเข้าไปในเรื่อง มันสร้างความน่ารักของหนังได้อย่างไม่น่าเชื่อ ดูไปแล้วก็อดหัวเราะคิกคักไม่ได้ เพราะความที่มุขตลกมันก็ไม่ได้ถึง แต่ก็ไม่ถึงกับทำให้ต้องหัวเราะตกเก้าอี้ ในขณะเดียวกันก็มีนัยยะดี ๆ ที่ซ่อนไว้ จนต้องทำให้ชะงักหลายหน
ตอนที่ชอบ ก็อย่างเช่น ถามคนที่ทำงานในสุสานว่า ในสุสาน แถวไหนที่มีดอกไม้มากที่สุด คำตอบก็คือ แถวบริเวณที่เป็นเด็กน้อย “little angle” ก็จะมีดอกไม้มากที่สุด ไม่เท่านั้น ยังมีพวกสมุนไพรมีกลิ่นหอมปลูกได้อย่างดี รองลงมาก็จะเป็น แถวบริเวณของผู้ชาย เพราะแถวนี้ก็จะมีผู้หญิงเอาดอกไม้มาวางบ่อย แต่ที่ไม่มีเลยก็เป็นพวกของผู้หญิง …
หรืออีกตอนบอกว่า เวลาคนเราเดินทาง (โดยเฉพาะเวลาขับรถ) ก็มักจะมองกันไปข้างหน้าว่าอีกไกลไหม จะถึงเมื่อไหร่ ทางข้างหน้าสวยไหม แต่จริง ๆ แล้วการเดินทางที่แท้จริง ก็คือ การมองไปข้างหลังว่าเราผ่านอะไรมาต่างหาก…
All the driver sees is what lies ahead, but the real journey is really what’s behind you. Then one day, you tell your buddies about it, and it all comes back to you, clear as crystal. And then maybe you even feel like going back again.
ส่วนอีกอัน เกี่ยวกับการร้องเพลง…(ให้ใครฟัง)
A: Jeez, you sing awful
B: Can’t see why you bother there’s no one there to listen
A: For the cows, then. We’re like students, going out for a sing-song
B: Get that students! Students sing in the streets for other people to hear.
C: You can sign for yourself too, just for the fun of it.
ต้องยอมรับว่า หนัง road trip เรื่องนี้เด่นที่บทภาพยนต์จริง ๆ แต่อีกเรื่องที่ชอบไม่แพ้กันก็คือ ฉากของหนัง ที่ทำให้อุรุกวัยดูมีเสน่ห์มาก ๆ จนคิดว่า ถ้ามีโอกาสไปเที่ยวแถบนั้นก็น่าจะดีเหมือนกัน
แต่ตอนที่ดูจะทะแม่ง ๆ ก็คงจะเป็นตอนท้ายของเรื่อง เพราะดูมุขจะฝึด ๆ แต่มันก็ไม่ถึงกับทำให้เสียอรรถรส จนกร่อยไปหมดเสียทีเดียว แต่มันน่าจะมีอะไรให้น่าจดจำมากกว่านี้หน่อย
โดยรวม ๆ ผมให้ B+ ครับสำหรับหนังเรื่องนี้
Excerpt: I just watched a TV special program in which Her Royal Highness Princess Maha Chakri Sirindhorn recently played Thai classical music in Paris with the band from Ministry of Culture of Thailand. I really like one of the songs they that she wrote a lyric called “Sunrise”, which usually play as the end of the performance. The lyric is about having all kind of Thai dessert during playing music in the band.
วันนี้เพิ่งได้มีโอกาสดูรายการพิเศษ ของโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ ที่สมเด็จพระเทพฯ ท่านทรงดนตรีไทย รายการ “รัตนสังคีต” ที่ปารีส ฟังเพลงพระอาทิตย์ชิงดวง ที่พระองค์ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นมาใหม่ และทรงขับร้องด้วยพระองค์เองแล้ว อดนึงชื่นชมในพระอัจฉริยภาพไม่ได้จริง ๆ ครับ เนื้อเพลงมีความสมบูรณ์มาก โดยเฉพาะเนื้อความ ลองอ่านดูแล้วกันครับ (แต่ถ้าจะให้ดี ต้องได้ลองฟัง ที่พระองค์ทรงขับร้องไว้ด้วย จะดีกว่ามากเลยครับ) ซึ่งว่าไว้ดังนี้
รวมบรรเลง เพลงดนตรี ที่เสนาะ
จังหวะเหมาะสม ทำนองก้องประสาน
สายลมหวน อวลกลิ่นอุมามาลย์
ชวนชื่นบานเมื่อ สดับเพลงขับเอย(ออกดอก)
ดอกเอ๋ย เจ้าดอกชำมะนาด
กลิ่นหอม สะอาด ชวนรื่นรมย์เอยเจ้าดอกลำดวนเอย…
เจ้าดอกลำดวนเอย
ชวนให้ชมเชย
สังขยาเจ้าเอย ทั้งขนมตาล
ทั้งทองหยิบ ฝอยทอง
ล้วนแต่ของหวาน
ช่างน่ารับประทาน เสียจริงเอย
เจ้าขนมครองแครงเอย
หม้อแกง ขนมถ้วย
ขนมชั้น ขนมกล้วย
กินด้วยกัน
สามแซ่ แช่อิ่ม
ปลากริมไข่เต่า
กล้วยแขก ข้าวเม่า มาแบ่งปัน
อร่อยทั่วกัน ทั้งวงเอย(ออกดอก)
น้ำเอ๋ย น้ำกรีนที
อยู่ในวงมโหรี
สบายใจเอย
(ผมแกะเองจากโทรทัศน์นะครับ หากผิดพลาดประการใด ก็ขอพระราชทานอภัยโทษ และขออภัยมา ณ ที่นี่ด้วยแล้วกันครับ)
อ่านแล้วอยากกินขนมเลยครับ
Paul Jones แนะนำเรื่องของ Juan Mann กระทาชายชาว aussie คนหนึ่งที่รณรงค์ Free Hug ในซิดนีย์ ออสเตรเลีย แล้วก็มีคนเอาไปทำเป็น video ลงใน youtube จนได้รับความนิยมอย่างสูง รวมถึงเพลงของ Sick Puppies ที่ใช้ใน music video ก็พลอยดังไปด้วยเลย
บางทีคนเราไม่รู้หรอกว่า เราต้องการการกอดมากน้อยแค่ไหน จนมาเห็นคนอื่นเค้ากอดกันแล้วเนี่ย เออ แฮะ… ลองดูเอาเองก็แล้วกันครับ
ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นช่วงเวลาท่ี่แคนาดาปกครองโดยฝรั่งเศส บนหมู่เกาะอันห่างไกลและเงียบสงบที่มีว่า เซนต์-ปิแอร์ (Saint Pierre) Neel ชายหนุ่มรายหนึ่งในเมืองได้ก่ออาชญากรรม (แบบ non-sense มากอ่ะ) และถูกตัดสินประหารชีวิต แล้วถูกควบคุมโดยกัปตัน Jean และภรรยา Pauline (หรือมาดาม La) แต่เนื่องจากความที่เป็นเมืองเล็ก ๆ ไม่มี Guillotine ต้องรอให้ทางการส่ง Guillotine นี้มาให้ อีกทั้งในเมืองก็ไม่มีนักประหารก็ต้องมีการตามหา ซึ่งแน่นอนต้องใช้เวลา
ด้วยความเป็นคนใจดี และมีสิเหน่หาแก่ Neel มาดาม La เลยขอ Neel ให้มาช่วยงานและเป็นผู้ติดตาม โดยที่ Neel ไม่ต้องอยู่ในคุกตลอดเวลา ด้วยความที่สามีผู้มีความรักและรู้ใจภรรยาเป็นอย่างดี กัปตัน Jean ผู้เป็นสามีเลยอนุญาตตามคำขอ มาดาม La พยายามจะพิสูจน์ให้คนทั้งเมืองตระหนักว่า คนเราไม่ได้เลวเสมอไป มันต้องมีความดีอยู่บ้าง และในที่สุด Neel ก็เอาชนะใจคนทั้งเมือง และกระนั้น Guillotine ก็มาถึงเมืองพอดี ส่วนกัปตัน Jean ก็กลายเป็นฝ่ายตรงข้ามกับผู้มีอำนาจบารมีอื่น ๆ ในเมือง ที่เห็นว่าการกระทำของเค้าเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง
หนังภาษาฝรั่งเศสเรื่องนี้มีการดำเนินเรื่องที่ดีมาก ไม่ยาก ไม่ซับซ้อน ไปเรื่อย ๆ แต่ก็สร้างความสงสัย (Curiosity) ในระหว่างการดูไปด้วย ชวนให้น่าติดตาม อีกทั้งมีตัวละครหลัก ๆ ไม่เยอะ ทำให้สถานการณ์มันเข้มข้น แต่สิ่งที่ชอบที่สุด ก็คือ ประเด็นที่แฝงมาในหนัง มันอดไม่ได้ที่คนดูเรื่องนี้แล้วจะต้องได้อะไรไปบ้าง ไม่ว่าจะเป็นความรัก เสน่หา ความเมตตา ความอิจฉา ความเสียสละ ความเหมาะสมกับความชอบธรรม มนุษยธรรม กฏหมู่หรือกฏหมาย โอย ร้อยแปดพันประการ ซึ่งถ้าพูดแบบนี้หลายคนอาจจะบอกว่าหนังมันต้องหนักแน่ ๆ แล้วยากแก่การจับความ ต้องบอกว่าผิดถนัด เพราะหนังผสมผสาน แทรกเอาประเด็นเหล่านี้ไว้ได้อย่างแนบเนียน จนต้องคำถามตอนจบว่า เอ๊ะ มันสร้างขึ้นตามเรื่องจริงหรือเปล่าเนี่ย เพราะมันดูเนียนและมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นในชีวิตจริง
สรุปแล้วผมให้ A ครับสำหรับหนังเรื่องนี้
ข้อมูลเพิ่มเติม: IMDB – Veuve de Saint-Pierre, La หรือชื่อภาษาอังกฤษคือ The Widow of Saint-Pierre
คือ ไม่รู้จะดูอะไร ไปห้องสมุดก็บอกให้บรรณารักษ์เอาหนังที่เพิ่งคืนมาให้ดูหน่อยว่าคนเค้าดูอะไรกัน ก็หยิบ ๆ มาดู แล้วก็ไปเช็คดูพบว่า The Life Aquatic นี้เป็นหนังที่อยู่ใน Criterion Selection ซึ่งโดยปรกติแล้วน่าจะเป็นหนังแนวคลาสสิคที่น่าสนใจ (ถ้าใครอยากดูหนังใน collection นี้ ไปดูได้ที่ TCDC นะครับ อิอิ ขอพื้นที่โฆษณาหน่อย) แต่พอไปดูปก ก็ยังงง ๆ อยู่เพราะปกมันเป็นแบบ CGI ที่ดูตลก ๆ แล้วมันจะคลาสสิคยังไง แต่ด้วยความที่ไม่มีตัวเลือกมากนักก็ลองเอามาดู
ปรกติเป็นคนที่รู้สึกไม่ตื่นเต้นอะไรกับการแสดงของ Bill Murray นะ เพียงแต่รู้สึกว่าหนังที่ Bill เล่นแต่ละเรื่อง ถึงแม้จะดูดี แต่มีความรู้สึกว่าดูยาก ต้องคิดเยอะ มุขลึกกว่าจะขำ หรือบางทีก็ไม่เข้าใจเลย ดังนั้นหนังที่มี Bill เล่นอยู่ก็มักจะเป็นตัวเลือกหลัง ๆ แต่หนังเรื่องนี้ต้องยอมรับเลยว่า ถ้าไม่ได้ Bill ความรู้สึกคงจะไม่ได้แบบนี้ และคิดว่ามีอีกหลายเรื่องที่เค้าแสดงและเป็นแบบเดียวกัน
เรื่องราวของหนังเรื่องนี้ก็มีอยู่ว่า Steve ที่แสดงโดย Bill เนี่ย เป็นนักทำหนังสารคดีเกี่ยวกับทางทะเล แล้วก็เพ่ิงจะสูญเสียเพื่อนรักที่เป็นนัก Oceanographer (ไม่รู้ภาษาไทยเค้าเรียกว่าอะไร ใครรู้ช่วยบอกหน่อย) ให้กับเจ้าฉลาม แล้วต้องการจะแก้แค้นโดยกลับไปทำสารคดีต่อ โดยมีเป้าหมายเพื่อการฆ่าเจ้าฉลามเพชรฌาตนั่น แต่บังเอิญไปพบกับชายหนุ่มที่บอกว่าเป็นลูกของ Steve โดยที่ต่างฝ่ายต่างก็ไม่มั่นใจว่าเป็นสายเลือดเดียวกันจริงหรือไม่ แต่ Steve ก็รับให้เข้ามาอยู่ในทีมทำสารคดีของเค้าด้วย นอกจากนี้ในเรื่องยังมีเรื่องภรรเมียของเค้าที่ออกจะดูแปลก พร้อมกับความสัมพันธ์กันแปลก รวมไปถึงนักข่าวสาวที่ตั้งท้องเข้ามาทำข่าว
เรื่องหลัก ๆ มันจะอยู่ที่ประเด็นของความสัมพันธ์ระหว่างพ่อ/ลูก รวมไปถึงการผจญภัยใต้น้ำด้วย คือ ดูหนังเรื่องนี้แล้ว อย่าคิดมาก ปล่อยไปตามน้ำ มันก็หัวเราะ (แบบหึ ๆ) ได้เป็นพัก ถึงแม้มุขตลกและบทมันออกจะเป็นแห้ง ๆ แต่หลัง ๆ ก็เรียกน้ำตาได้เหมือนกัน ซึ่งก็ถือว่าครบเครื่องดีทีเดียว แต่ต้องยอมรับอย่างนึงก็คือ ดูหนังเรื่องนี้ ระหว่างที่ดูเนี่ย หนังสร้างรู้สึก “ความอึดอัด” ได้ดีทีเดียว นี่เองที่ผมว่าต้องยกประโยชน์ให้ Bill โดยแท้ มันเป็นความอีดอัดที่หนังจงใจจะสร้างขึ้น เพื่อให้ไปสู่จุดจบตอนท้ายได้สวยทีเดียว
ส่วน CGI ที่ใช้ในหนัง ผมก็รู้สึกว่ามันไม่ได้น่าเกลียดอะไร ถึงแม้จะไม่เนียน 100% แต่ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกขัดหูขัดตาแต่อย่างไร ก็ไปเรื่อย ๆ ก็อย่างที่บอก ดูแล้วอย่าคิดอะไรมาก
โดยรวมผมให้ B ถึง B+ นะ เพราะมันทำให้ผมรู้สึกว่า “I got some guts about it”
สงสัยมีรายการที่ต้องให้ติดช่วง summer นี้อีกแล้วครับท่าน America’s Got Talent ทางช่อง NBC วันพุธ สามทุ่มครับ
วันนี้พอเบื่อก็เปิด youtube แล้วน้องคนนี้เค้าขึ้น top list บนนั้นเลย ก็ลองเปิดดู พระเจ้าช่วยกล้วยทอด เสียงน้องอย่างกับผู้ใหญ่ กรรมการผู้ชายที่ว่าเรื่องการแต่งตัวของน้อง พูดปุ๊บนึกออกเลยว่ามาเป็นแนวเดียวกับ Simon เจ้าของรายการ เหอๆๆ สงสัยถ่ายทอดมากันเป็นอย่างดี
พอดูอันนี้เสร็จปุ๊บก็เลยไปค้นคำว่า America’s Got Talent มีอีกหลายคนเลยที่เจ๋งดี ชอบหลายรายเลย พอไม่จุใจเลยหา torrent มาดาวน์โหลดเลยเรา
ณ ตอนนี้ที่เขียนยังโหลดไม่เสร็จเลย ค่อนข้างช้าเพราะ peer น้อยเหลือเกิน…
เห็นเก๊าะชายมัน อยากมัน ตอนไปคาราโอเกะ ก็ทำให้นึกถึงตัวเอง จะว่าไปตอนนี้ไม่ว่าจะเพื่อนไทยเพื่อนฝาหรั่ง มันรู้หมดเลยแฮะว่าเราชอบร้องคาราโอเกะ
สมัยอยู่ Pitt ก็ไปร้องกับ Matt ทุกพฤหัสฯ จริง ๆ มันเป็นบาร์+ร้านอาหารอิตาลีธรรมดานั่นแหละ เพียงแต่ทุกพฤหัสก็จะเป็น Karaoke night ซึ่งเค้าก็จะมีชุดร้องเพลงคาราโอเกะมาตั้งในร้านนั่นแหละ แล้วก็มี DJ ร้องเพลงคาราโอเกะฝรั่งเนี่ย อย่าร้องดี เพราะร้องดี มันไม่สนุกอ่ะ ดีจัดก็น่าเบื่อ สู้ร้องไม่ดีนะ คนชอบ เหอๆๆ จำได้ว่าช่วงก่อนกลับเค้ามีประกวดคาราโอเกะด้วย เสียดาย matt ย้ายออกไปอยู่ที่ hershey แล้วเราก็อยู่ในช่วงเตรียมตัวกลับบ้าน ไม่งั้นก็คงมีขึ้นเวทีกันมั่งแหละ เหอๆๆ
พอย้ายมาอยู่ที่นี่ ไม่มีเลยครับ เหมือนคนเป็นอัมพาตยังไงไม่รู้ พอกลับไปบ้านทีก็ระเบิดออก แต่ก็ยังไม่ค่อยจุใจ เพราะได้ไปแค่สองทีเอง ไปกับคณะ TCDC ครั้งนึง แล้วก็ไปกับพวกที่ มทส. (ไอ้แอน ไอ้นุชอ้วน ไอ้นุชผอม แล้วก็ไอ้นุ่น) ครั้งนึง เสียดายคณะ TCDC ที่วางแผนว่าจะไปกันอีกรอบ แต่ก็ไม่ได้ไป ส่วนคณะที่มทส. ดันโทรมาชวนผิดวัน เป็นวันที่เรากำลังกลับพิจิตรไปจัดข้าวของอ่ะดิ
เพลงประจำกลุ่ม…
“อย่าแพ้เค้านะ เอ้อ! เค้านะ เอ้อ! เพราะฉันเชียร์อยู่ เอ้อ! อยู่ เอ้อ! เค้ารักก็ลองดู เอ้อ! ลองดู เอ้อ!…” ครั้งล่าสุดที่ไปร้องมากับพวกไอ้แอนนั้น นอกจากจะตะโกนจนเสียงไม่มีแล้ว ร้องเสร็จต้องหาอะไรกินต่อเลย เพราะมันใช้พลังงานเยอะมาก ฮ่าๆๆๆ จะว่าไปร้องเพลงนี้ระหว่างสมัยนี้กับสมัยนั้นก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่นะ เพียงแต่ว่าถ้าได้ห้องที่มันมิดชิดกว่านี้นะ… ฮึ่ม ฮ่าๆๆๆ
รูปที่ไปร้องกันมาล่าสุด http://picasaweb.google.com/songphan/SUTKaraokeDay2006
จะขอลองมาเขียนบล๊อกภาษาไทยหน่อย ผสมกัน หวังว่าจะลดความน่าหมั่นไส้จากหลาย ๆ คนได้บ้าง ประเดิมการเขียนปล๊อกภาษาไทยด้วยเรื่อง แนะนำ blog ที่พยายามรวมรวมรูปของตึกเอ็มไพร์ เสตทให้ได้ 100 มุมมอง
ที่ชอบก็เพราะถ้าใครเคยไปนิวยอร์กก็พอจะทราบว่าการจะเก็บรูปตึกเอ็มไพร์สเตทนั้นมันก็ไม่ใช่ว่าจะง่าย เพราะด้วยการที่ตึกราอื่น ๆ ก็แทบจะบังมิด หามุมดี ๆ ได้ยาก และอีกอย่างมันนำเสนอความแตกต่างของมุมมองของคนได้ดีทีเดียว