iTeau

ประวัติเอกสารจากหมวดหมู่ ‘ภาพยนตร์ : Movie’

Review: Priceless

In บันเทิง : Entertainment, ภาพยนตร์ : Movie on มิถุนายน 9, 2008 at 11:11 pm

“อย่าเข้าใจว่าฉันเป็นกระสือ ฮื่อ ฮือ ฮือ ฮื้อ เงินหน่ะ มีไหม…”

เพิ่งจะได้ดูหนังตลกฝรั่งเศสเรื่อง Priceless หรือชื่อต้นฉบับภาษาฝรั่งเศส คือ Hors de prix ที่มีแม่เหล็กดูดขนาดยักษ์อย่าง Audrey Tautou กับ Gad Elmaleh จาก The Valet เป็นตัวชูโรง

เรื่องราวเกี่ยวกับระหว่างหญิงสาวผู้เทอดทูนเงินเหนือความรัก ต้องมาเตร็ดเตร่อยู่คนเดียวในบาร์ของโรงแรมในคืนวันเกิดของตัวเอง เพราะคู่ควงกระเป๋าหนักรุ่นเดอะสลบไสลด้วยฤทธิ์แอลกอฮอลล์ และในบาร์อันเงียบเหงานั้นเอง ก็มีชายหนุ่มผู้หนึ่งที่นอนเคลิ้มอยู่ที่โซฟา ในมือของเขามีซิการ์ราคาแพง พร้อมกับเหล้าชั้นดีบนโต๊ะ ของเหล่านี้สะดุดตาเธอทันที พลันรู้สึกตัวและเห็นหญิงสาวผู้เลอโฉม ก็ลืมตัวไปเสียสิ้นว่าตัวเองนั้นเป็นเพียงพนักงานของโรงแรม ที่เพียงลูกค้าให้ช่วยสูบซิการ์และกินเหล้าเป็นเพื่อน ก็เลยต้องปล่อยเลยตามเลย ด้วยการทำให้เธอเข้าใจว่า เค้าเป็นเศรษฐีพักอยู่ในห้องสวีทของโรงแรม เหตุการณ์เตลิดไปถึงขั้นมีอะไรกัน แต่ในที่สุดเค้าก็ถูกจับได้ แต่ด้วยความซื่อและความรักอย่างหัวปักหัวปำ เค้าพยายามทุกอย่าง เพื่อที่จะซื้อหัวใจของผู้หญิงคนนี้ให้ได้ ไม่ว่าจะหมดตัวยังไงก็ตาม แต่กระนั้นโชคก็ช่วยให้เค้าอยู่ใน “ชะตากรรม” เดียวกับเธอ

หนังเรื่องนี้เป็นแนวที่สร้างขึ้นจากเรื่องสั้น มีตัวละครน้อย มีฉากน้อย เนื้อเรื่องกระชับได้ใจความ มีเอกลักษณ์ ดูง่าย และที่สำคัญ ขำ (ดังที่คาดหวังไว้ หากเพียงแต่จะดีกว่านี้มาก ถ้าโรงหนังที่ไปดูจะใส่ใจกับเครื่องฉายให้มากกว่านี้ เพราะช่วงแรกของหนัง out of focus มาก แล้วเจ้าหน้าที่ก็ปรับไปปรับมาจนน่าปวดหัว ปรับผิดปรับถูกบ้าง จนเกือบจะตัดสินใจเดินออกจากโรงอยู่แล้ว) 

ส่วนตัวชอบ Gad Elmaleh อยู่มาก และด้วย Character ที่ไม่เปลี่ยนไปจาก The Valet เท่าไหร่นัก ทำให้ค่อนข้างดูกลมกลืน ในขณะที่ Audrey ก็ดูเป็นสาวบ้านที่ต้องการตะกายดาวได้ดี การแสดงของเธอสมบูรณ์แบบเหมือนทุกเรื่องที่ผ่านมา เพียงแต่รู้สึกว่า เธอยังสวยแบบ supermodel ไม่พอ อาจจะเป็นเพราะยังติดภาพเธอจากเรื่องก่อน ๆ แถมยังมีคนที่สวยแบบ model จริง ๆ ให้เปรียบเทียบ ก็เลยดูออกจะด้อยไปหน่อย แต่กระนั้น เมื่อต้องมาจับคู่กับ Gad ก็ถือว่าลงตัวทีเดียว

กลับมาถึงบ้าน เพิ่งจะนึกออกว่า ชื่อหนังคุ้น ๆ มาจากไหน ที่แท้ก็ priceless.com นี่เอง ไม่รู้ว่าคนตั้งชื่อหนังตั้งใจให้เหมือนหรือเปล่า

review: บนเส้นบางระหว่างจินตนาการและความจริง

In บันเทิง : Entertainment, ภาพยนตร์ : Movie on มิถุนายน 9, 2008 at 1:03 am

(ระวัง: มีสปอยล์บ้างเล็กน้อย)

ถึงแม้ว่าจินตนาการของคนเราไม่มีที่สิ้นสุด สามารถทำในสิ่งที่เป็นไปได้ยาก ให้กลายเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ แต่เมื่อเราหันกลับมามองดูความจริง บางครั้งสิ่งที่ดีที่สุด คือ การยอมรับความจริง และอดทนต่อสู้กันมัน

ยุค 1920 หนูน้อย Alexandria ผู้เปี่ยมไปด้วยความสงสัย ช่างคิด ช่างถาม ต้องพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลในนครลอสแองเจลิส ด้วยความซุกซนได้บังเอิญมาเจอกับ Roy Walker ผู้เต็มไปด้วยจินตนาการ แต่คิดว่า ชีวิตของตนนั้นหมดคุณค่า ชีวิตของทั้งคู่ เดินทางไปด้วยกันผ่านนิทานที่มีตัวละครฮีโร่ 5 ตัว (หนึ่งในนั้นมี Charles Darwin ผู้สนใจใคร่รู้กับสิ่งมีชีวิตทุกชนิด) ที่มีจุดมุ่งหมายหนึ่งเดียว การเดินทางไปให้ถึงจุดมุ่งหมายของคนเหล่านี้ มีความสำคัญต่อความผูกพันและการมีชีวิตรอดของคนทั้งสอง

The Fall ภาพยนตร์แนวกึ่งจินตนาการของ Tarsem Singh ที่ดัดแปลงมาจากภาพยนตร์โบลิเวียเรื่อง Yo ho ho เมื่อปี 1981 มีการเล่าเรื่องที่ชาญฉลาดและแยบยล เสน่ห์อีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ติดตราตรึงใจ คือ ความสวยงามของฉาก ที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากสร้างเพื่อหนัง แต่เป็นการรวบรวมเอาความสวยงามจากธรรมชาติและน้ำมือมนุษย์ของจริง มาปะติดปะต่อได้อย่างลงตัว ดึงเอาจุดเด่นของสถานที่แต่ละแห่งมาใช้ได้อย่างเต็มที่ สีสันตระการตา ทุกฉากสามารถตัดมาเป็นงานภาพถ่ายชั้นดีได้อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ

ถึงแม้ว่าเนื้อเรื่องก็ค่อนข้างจะแนวดราม่าหม่นหมอง แต่ความเป็นธรรมชาติของหนูน้อย Alexandria ก็ทำให้เนื้อเรื่องสดชื่นขึ้น นอกจากนี้การเสียดสีในหนัง (มุขที่ชอบที่สุด ก็คงจะเป็น Googly :D) ก็ทำให้คิ้วที่ขมวดนั้นคลายลงไปได้ คนที่ชอบหนังแนวจินตนาการบางคน อาจจะไม่ค่อยถูกใจกับฉากที่ดูแสนจะไม่ลงทุนเอาเสียเลย แต่กระนั้นก็สามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่า “อย่างนี้สิ งามแท้”…

รถไฟเหาะเพชฌฆาต

In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, ภาพยนตร์ : Movie, มั่วซั่ว : Miscellenous on พฤษภาคม 18, 2008 at 2:30 am

ป่าวครับ ไม่ได้จะพูดถึง รถไฟเหาะตกรางที่ไหน แต่จะพูดถึงเกมส์ Roller Coaster ต่างหาก…

Photo from eonline.com

วันนี้ไปดู Speed Racer มา ที่อยากดูเพราะเห็น special effect มันสีสันจัดจ้านได้ใจ ดูแล้วก็สะใจจริงแหละ (คาดว่าถ้าวันหนึ่งมีสตางค์พอจะซื้อเครื่อง Bluray เรื่องนี้ก็น่าจะเป็นเรื่องหนึ่งใน collection ส่วนตัว แต่เพียงแต่บทยังมีช่องโหว่ให้ต้องปรับปรุงอยู่มาก (ซึ่งก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องที่คาดหวังอะไรมาก สำหรับหนังแนวนี้อยู่แล้ว) แต่สิ่งที่ผุดคิดขึ้นมาได้ในระหว่างที่ดูก็คือ ถ้าได้เล่นเกมส์นี้ น่าจะมันส์น่าดู และก็ค่อนข้างมั่นใจว่า ต้องมีอยู่แล้ว

กลับมาถึงบ้านก็ลองค้นดู ก็มีจริง ๆ แต่ด้วยความที่มีสัญชาตญาณนักช๊อป ก็ขอลองเปรียบเทียบเกมส์ในทำนองเดียวกันซักหน่อย ตอนแรกก็เทียบกับ Mario Kart แต่ก็ยังไม่สะใจ ก็เลยขอเหลือบไปดูเกมส์แนว Roller Coaster หน่อย ว่าพอจะมีอะไรแนว ๆ เดียวกันมั๊ย

ตอนแรกก็เข้าไปดู Trailler ของ Thrillville แต่ยังไม่ค่อยโดนเท่าไหร่ เลยลองหาอันอื่น ๆ ดู ก็ไปเจอวิดีโอกลุ่มหนึ่งบน youtube ที่ดูเหมือนจะคล้าย ๆ กับเป็นการ review เกมส์ Roller Coaster Tycoon 3 (ซึ่งสมัยก่อน ติดงอมแงมเลย) แต่จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่ แต่มันเป็นวิดีโอแนะนำวิธีการสร้างสวนสนุกอย่างไรให้อันตราย ฆ่าคน อย่างเช่นตัวอย่างวิดีโออันนี้ (เข้าใจว่าเป็นอันแรก ๆ เพราะ Digg มาได้เป็นอันแรก ๆ)

จริง ๆ วิดีโอพวกนี้ก็นานแล้วนะ ก็ปี สองปีมาแล้ว จำได้ว่าไปเจอวิดีโอประมาณนี้บน Digg เมื่อซักสองสามปีก่อนดูตอนแรก ๆ ก็รู้สึกฮาดี เป็นเหมือนพวกตลกร้าย แต่ก็แล้วกันไป ไม่ได้คิดว่าจะมีคนหันมานิยมมาเล่นแบบนี้มันมาก ลองหาดูเอาแล้วกันครับ พวก death park, death adventure อะไรทำนองนี้ เพียบ

มองอีกมุมก็ดูน่ากลัว ว่าทำไมคนเราถึงใจร้ายกันจังนะ แต่ถ้ามองอีกทีก็จะเห็นว่า บางคนอาจจะใช้เกมส์เป็นที่ระบาย เกมส์ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการแสดงออกทางความคิดสร้างสรรค์ ตอนนี้มีกลุ่มบรรณารักษ์และนักวิชาการกลุ่มที่แตกยอดออกมาจาก Library 2.0 กำลังมองหาวิธีที่จะเอาเกมส์เข้ามาใช้ในห้องสมุด [ตัวอย่าง] (ถ้ายังจำกันได้ ครั้งก่อนผมเคยเขียนถึง เต้นล้างค่าปรับ) ผมว่าเกมส์พวกนี้ก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่เลวทีเดียว

เพียงแต่ว่าน่าจะหา theme ให้สร้างสรรค์กว่านี้หน่อย สร้างให้อันตราย มีคนตาย แบบนี้ ออกจะดูตลกร้าย (หรือไม่ตลก แต่ร้ายอย่างเดียว) ไปหน่อยสำหรับบางคน

ปล. แอบแนะนำอีกอันนึง ชื่อ Suicide park เพราะฮาอันที่เป็น รถไฟหมุนเด็กเล่น แบบเล็กมาก ๆ  แล้วบอกว่าแทนที่จะหมุน 10 รอบ ให้หมุนไป 4 ปี บ้าไปแล้ว! คือ ตัววิดีโอของอันนี้ไม่ได้ขำเท่าไหร่ แต่ความคิดแบบว่า เอ่อ -_

Review: Private Fear in Public Places

In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, ภาพยนตร์ : Movie on ธันวาคม 21, 2007 at 11:51 pm

แอบชอบเนื้อเรื่องของในหนังฝรั่งเศส เรื่อง Private Fear in Public Places หรือชื่อฝรั่งเศสว่า Coeurs ของผู้กำกับรุ่นปู่ Alain Resnais วัย 85 ที่ให้รสชาติของดราม่า โรแมนติกและแฝงไปด้วยอารมณ์ขัน (แบบ หึ หึ) ได้อย่างลงตัว

หนังเรื่องนี้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับคน 6 คน ที่ไขว่คว้าหาความรัก และ passion แต่ในขณะเดียวกันต่างมีชิวิตส่วนตัว ที่ไม่สามารถ “เปิดเผย” ได้หมด แต่ละคนก็มีวิธีการที่จะปกปิด และเปิดเผยในวิถีทางที่แตกต่างกัน ซึ่งเนื้อหาเช่นนี้ คงจะเดาออกว่า จะเกิดเครื่องหมายคำถามอยู่ตลอดเวลา เป็นปมเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่สะท้อนออกมา จากในชีวิตจริงว่า ในโลกใบนี้ ถึงแม้ว่าจะดูเหมือนว่า โปร่งใส แต่มันก็ยังมีอะไรซ่อนเร้นอยู่ในความโปร่งใสนั้นเอง

ตัวหนังดำเนินไปเรื่อย ๆ ไม่มี climax ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับการตีความของแต่ละคน ว่าจะเดา หรือจะคิดอะไรออก แต่ไม่ต้องกับถึงหัวสมองขนาดนั้น มันก็คิดหรือเดาไปเรื่อย ๆ ตามที่เนื้อเรื่องจะเล่าให้ฟังนั่นแหละ ก็ประหนึ่งว่า มีคนเล่าเรื่องให้เราฟัง แล้วความสงสัยของเราที่มีต่อเรื่องนั้น ก็ไม่ได้ต่างไปจากคนเล่า ดังนั้นหากมีคนจะเดินมาบอกว่า ดูแล้ว และน่าเบื่อ ไม่เห็นสนุกเลย ผมก็คงไม่ค้าน

ส่วนเรื่องภาพ ก็เน้นความสวยของฉาก อีกทั้งดูแล้วเห็นได้ชัดว่า ผู้กำกับเอาใจใส่กับความพริ้งเพราของภาพอยู่ตลอดเวลา การตัดต่อก็ค่อนข้างมีเอกลักษณ์ แต่กระนั้น อย่างที่บอก เนื่องจาก การเล่าเรื่องที่ฉลาดเอาการ ทำให้ผมไม่ได้สนใจความงามของภาพมาก เท่ากับการติดตามเนื้อเรื่อง ซึ่งผมคิดว่า เป็นการเล่าเรื่องที่ฉลาดเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว

[ข้อมูลเพิ่มเติม imdb.com; บทวิจารณ์ใน NYT, บทความใน NYT]

Photo from New York Times

From FRBR Book to the King and I

In Thaibrarian, บรรณารักษ์ : Librarian, ภาพยนตร์ : Movie, ห้องสมุด : Libraries on ธันวาคม 12, 2007 at 2:26 am

วงการรู้จัก FRBR (Functional Requirements for Bibliographic Records) กันมาตั้งนานแล้ว แต่ก็ยังไม่ค่อยเห็นการนำมาใช้อย่างแพร่หลายมากนัก ซึ่งผมคิดว่า ตอนนี้นักวิจัย นักวิชาการ และผู้ปฏิบัติงาน มีบทบาทพัฒนาระบบห้องสมุดอัตโนมัติมากขึ้นกว่าแต่ก่อน (ที่ส่วนใหญ่จะตกเป็นหน้าที่ของ บริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายระบบเป็นหลัก) ซึ่งทำให้ดูเห็นวี่แววว่า เราจะได้สัมผัสกับระบบฯ ที่นำแนวคิด FRBR มาใช้อย่างจริง ๆ จัง ๆ ในอนาคตอันใกล้นี้

ล่าสุดมีหนังสือเล่มนึงมาแนะนำ ชื่อเรื่อง Understanding FRBR: What It Is and How It Will Affect Our Retrieval Tools บรรณาธิการ คือ Dr. Arlene Taylor ศาสตราจารย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงรายการและการจัดการสารสนเทศ และเป็นผู้แต่งหนังสือยอดฮิต อย่าง Wynar’s Introduction to Cataloging and Classification*

Understanding FRBR เป็นหนังสือรวมบทความของผู้แต่งระดับปรมาจารย์ด้าน Catalog จากหลายสำนักในอเมริก ไม่ว่าจะเป็น Barbara B. Tillett จาก LC ผู้อยู่เบื้องหลัง กฏ ระเบียบและระบบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายใต้ห้องสมุดรัฐสภาอเมริกัน นอกจากนี้ยังมี Martha M. Yee บรรณารักษ์ Catalog ของห้องสมุดภาพยนตร์ของ UCLA ผู้หาญกล้าแต่ง Cataloging Rules ของเธอเอง รวมไปถึง Glenn E. Patton จาก OCLC ฯลฯ

เพราะฉะนั้นไม่อยากให้พลาด และดูเหมือนว่า ไม่จำเป็นต้องเป็น cataloger เท่านั้น ถึงจะอ่านได้ ผมคิดว่า บรรณารักษ์มือใหม่ หรือคนนอกวงการบรรณารักษ์ ที่สนใจการจัดการสารสนเทศ หรือ metadata ก็น่าจะลองหามาอ่านได้ โดยไม่ผิดเป้าประสงค์แต่อย่างใด ผมเองก็ยังไม่ได้อ่านเหมือนกัน คงต้องรอหนังสือจากห้องสมุดเอา แหะ ๆ

พอพูดเรื่อง FRBR ทำให้นึกได้ว่า มีตัวอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ในช่วงนี้ และเห็นว่า FRBR น่าจะมีประโยชน์อย่างยิ่ง ที่จะช่วยในการสืบค้น นั่นก็คือ collection ของ The King and I (บังเอิญว่า ช่วงนี้ มี project เล็ก ๆ ไปช่วยเป็น dramaturge ให้กับโรงเรียน high school แถวนี้ เค้าทำละครเวที ว่าง ๆ จะเล่าประสบการณ์ให้ฟัง)

เพราะเพียงเอาแค่ชื่อเรื่อง และความเกี่ยวเนื่องกัน ก็เรียกได้ว่า มันพัวพันกันน่าดูเริ่มตั้งแต่หนังสือเล่มแรกที่ Anna Leowens แต่งก็คือ The English Governess at the Siamese Court ตามมาด้วย The Romance Of The Harem ที่ภายในมีเนื้อหาแบบเดียวกันกับ หนังสือชื่อ Siamese Harem Life เพียงแต่ต่างปี ต่างสำนักพิมพ์ และมีคนเขียนบทนำคนละคนกัน

หลังจากนั้น Margaret Landon ก็เอาทั้งสองเรื่อง ไปปรุงแต่งเป็นนวนิยาย เรื่อง Anna and the King of Siam ในปี 1944 ซึ่ง 2 ปีต่อมาถูกนำไปดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ ในชื่อเดียวกับนวนิยายของ Margaret (นำแสดงโดย Irene Dunne และ Rex Harrison) ต่อมาในปี 1951 Richard Rodgers และ Oscar Hammerstein II ก็นำนวนิยายมาดัดแปลงอีกครั้ง คราวนี้เป็นละครเวทีอันโด่งดังทั่วโลก ในนาม The King and I (Note: ใน Wikipedia บอกว่า ยังมีการนำเอาบทละครเวที ออกแสดงจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งในปี 2007 เอามาแสดงทั่วเอเชีย และแน่นอน ไม่มีประเทศไทย)

จนในที่สุด ก็มีการเอาออกมาทำเป็นภาพยนตร์อีกครั้ง ซึ่งนำแสดง โดย Yul Brynner ผู้ซึ่งแสดงเป็นบท The King ในภาคละครเวที และล่าสุดที่ออกมา ก็คือ ภาพยนตร์เรื่อง Anna and the King เมื่อปี 1999 ที่นำแสดงโดย โจว เหวิน ฟะ และ Jodie Foster มิหนำซ้ำ ในปีเดียวกัน ยังมีการ์ตูนในค่าย Warner Bros. ออกมาอีก ในชื่อ The King and I

จะเห็นได้ว่า ตัวเนื้องานในระดับ the work เหมือนกัน กล่าวคือ ทุกงานมีการดัดแปลงกันไป ดัดแปลงกันมา ปัจจุบัน เวลาจะค้นที ก็ละลานตาไปหมด เนื่องจากผลการค้นที่ได้ ไม่ได้ช่วยให้ผู้ใช้แสดงความสัมพันธ์ระหว่าง ข้อมูลข้างต้นที่ผมกล่าวถึง ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้จำแนกความแตกต่าง อย่างมีเหตุผล ระหว่างข้อมูลเหล่านั้น ซึ่งปัญหาดังกล่าว ข้างต้น ก็น่าจะแก้ปัญหาได้ด้วยแนวคิด FRBR (ปล. ผมพยายามจะหาตัวอย่างบน FictionFinder แต่สรุปว่า เค้าไม่มีใน collection เสียนี่ -_-”)

เชิงอรรถ

* Wynar’s Introduction to Cataloging and Classification จะเรียกได้ว่าเป็น ตำรา catalog ขึ้นหิ้งคลาสสิค ก็ว่าได้ เพราะ จากการวิจัย ทั้งในเชิง bibliometrics และด้านการศึกษาบรรณารักษศาสตร์ พบว่าเป็นตำราที่ถูกนำมาใช้ในการเรียนการสอนมากที่สุด เล่มหนึ่ง ในโรงเรียนบรรณารักษ์ในทวีปอเมริกาเหนือ (แหะ ๆ ผมเอง ก็รู้สึกแอบภูมิใจเล็กน้อยเพราะ ผมยังมีโอกาสได้เรียน Catalog กับ Dr.Taylor สมัยเรียนที่ Pitt และเป็นประสบการณ์ที่ประทับใจ ต้องบอกว่า เป็นวิชาที่ชอบมากที่สุดเลยทีเดียว)

[ที่มา: The FRBR Blog; สำหรับคนที่ไม่เข้าใจเรื่อง FRBR และสนใจเพิ่มเติม แนะนำให้เริ่มอ่าน เอกสารของ IFLA ก่อนครับ]

ความบังเอิญหลังงานแต่ง

In บันเทิง : Entertainment, ภาพยนตร์ : Movie, มั่วซั่ว : Miscellenous on พฤศจิกายน 25, 2007 at 3:31 pm

ผู้จัดการของมูลนิธิช่วยเหลือเด็กกำพร้าในอินเดีย ที่กำลังประสบปัญหาทางด้านการเงิน ถูกเชิญให้เดินทางกลับบ้านเกิดที่เดนมาร์ก ที่เค้าหันหลังให้เป็นเวลากว่า 20 ปี เพื่อไปพบกับผู้บริหารของบริษัทยักษ์ใหญ่ ที่อาจจะให้ความช่วยเหลือกับมูลนิธิของเขาได้ หลังจากได้พบกัน เค้าก็ได้ถูกรับเชิญให้ไปร่วมงานแต่งงาน ของลูกสาวผู้บริหาร แต่แล้วการเดินทางไปร่วมพิธีแต่งงานในครั้งนี้ เกิดเรื่องบังเอิญขึ้นหลายอย่าง ที่ทำให้เค้าต้องตัดสินใจเลือก ระหว่างชีวิตตัวเอง ครอบครัว และการงาน ซึ่งหมายถึง เด็กกำพร้ายากจน อีกหลายร้อยคนที่รอคอยการกลับมาของเค้า (ใน Wikepedia มีเรื่องย่ออย่างเต็ม สำหรับคนที่อยากรู้เรื่องทั้งหมด)

หนังดราม่าภาษาเดนิชเรื่องนี้ เป็นหนังที่เดาไม่ยาก เนื้อเรื่องไม่สลับซับซ้อน ดีอยู่ที่เทคนิคในการเล่าเรื่อง ที่ค่อย ๆ เปิดปมปัญหาออกมาทีละเปาะ ดูง่าย แต่อิน ผมชอบที่หนังดึงเอา ความมีมนุษยธรรมกับเรื่องส่วนตัว มาเป็นโจทย์ให้เราได้คิด ว่าถ้าเป็นเราตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน เราจะตัดสินใจอย่างไร

การแสดงภาพให้เห็นความแตกต่างระหว่าง สภาพความเป็นอยู่ของคนรวยในเมืองใหญ่ กับคนจนในเมืองเล็ก  สร้างภาพความขัดแย้งทางสังคมได้ชัดเจนที

ผมยังรู้สึกว่า การคัดเลือกตัวแสดงค่อนข้างทะแม่ง ๆ สำหรับผม (หรืออาจจะเป็นเพราะการแต่งหน้า เสื้อผ้าก็เป็นได้) เพราะทุกคน ดูอ่อนกว่าที่ควรจะเป็น ยกเว้นแต่นักแสดงนำชาย แต่กระนั้น เมื่อเนื้อเรื่องเริ่มเดินทางมาถึงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ก็ต้องยอมรับความสามารถของนักแสดง ที่ส่งกันได้เนียนมาก

อีกอย่างที่ผมไม่ค่อยเข้าใจในรายละเอียดเล็กน้อย คือ การเอาพวกหัวสัตว์มาประกอบในฉาก แถมบางฉากทีมีน้ำตาออกมาด้วย ก็เลยไม่แน่ใจว่า ผู้กำกับต้องการสื่อสารว่าอะไร นอกจากที่ผมรู้สึกว่า มันน่ากลัวปนเศร้า

ก็ถือเป็นหนังที่น่าดูอีกเรื่องหนึ่ง สำหรับ After the Wedding (2006)

ตลกในชีวิตจริง

In บันเทิง : Entertainment, ภาพยนตร์ : Movie on ตุลาคม 26, 2007 at 3:29 pm

photo from worstpreviews.com

แดน (แสดงโดย Steve Carell) คอลัมนิสต์ชื่อดัง ผู้ซึ่งเป็นนักจุดประกายความคิด และคุณธรรมให้กับผู้อ่าน ต้องเดินทางมาพบกับจุดขัดแย้งและจุดเปลี่ยนของชีวิต

เบื้องหลังปลายปากกาแป้นพิมพ์ แดน พ่อหม้ายเรือพ่วง 3 สาว 3 วัยที่แสนจะน่ารัก แต่ดูเหมือนว่า การเป็นพ่อของแดน ทำให้เค้ากลายเป็น ผู้เป็นคุณพ่อที่ยอดแยที่สุด่ เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อ จะต้องพาลูก ๆ ไปเยี่ยมคุณปู่ คุณย่าในช่วง family reunion การกลับไปเยี่ยมบ้านเกิด ก็ทำให้แดน เจอกับ Marie (แสดงโดย Juliette Binoche) ที่ร้านขายหนังสือในเมือง และความสัมพันธ์ก็ดูเหมือนจะเริ่มขึ้นจากตรงนั้น แต่แล้วเมื่อกลับมาบ้าน ก็พบว่า Marie นั้น กำลังคบกับน้องชายของตนเอง

เรื่องราวของหนัง family comedy เรื่อง Dan in Real Life มีอยู่เท่านี้เองจริง ๆ ให้ความรู้สึกคล้าย ๆ Meet the parents ประมาณนั้น แต่โดยส่วนตัว ผมชอบ Steve Carell เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ก็เลยไม่ผิดหวังจริง ๆ เป็นหนังที่ดูแล้วยิ้ม ฮาได้ตลอดเรื่อง แล้วก็ให้ความรู้สึกที่หลากหลายดี

สิ่งหนึ่งที่ทำให้รู้สึกว่า ทำให้การดูหนังสนุก ก็คือ การได้มีความรู้สึกร่วมกับคนอื่น เพิ่งจะมาสังเกตุได้ ก็ช่วงที่ได้มาดูหนังฟรีของที่โรงเรียนนี่แหละ ตั้งแต่เรื่อง Paris, je t’aime เวลาไปดูหนังที่โรงตามห้างทั่วไป ไม่ว่าทั้งไทยและที่นี่ ถึงแม้จะเป็นหนังตลกฮาแค่ไหน ก็ไม่รู้สึกว่าดูสนุกเท่านี้แฮะ อาจจะเป็นเพราะส่วนใหญ่ผมไม่ค่อยได้ไปดูรอบที่คนดูเยอะ ซึ่งดูหนังของโรงเรียนนี้ คนค่อนข้างจะเยอะพอสมควร

แต่อีกเรื่องที่ค่อนข้างเห็นได้ชัด ก็คือ การออกอาการของคนดู ที่รู้สึกว่าจะเต็มที่กับการดูหนัง ผมเพิ่งรู้สึกว่า การที่คนทั้งโรงฮือฮา เฮพร้อมกันนี่ มันทำให้อรรถรสของการดูหนัง มันช่วยได้เยอะจริง ๆ จะตั้งข้อสังเกตุว่า เป็นเพราะคนอเมริกัน เค้าไม่อายที่จะแสดงออกถึงความรู้สึกนี่ ก็น่าจะเป็นส่วนหนึ่ง แต่ก็ไม่น่าจะทั้งหมด อีกข้อหนึ่ง ก็น่าจะเป็นเพราะหนังอเมริกัน มุขอเมริกัน คนอเมริกันก็จะน่าจะเข้าใจมากที่สุด เพราะฉะนั้น เพิ่งจะรู้สึกได้ความแตกต่างของการดูหนัง Hollywood ในอเมริกา กับในไทยอย่างนี้นี่เอง

อย่างไรก็ตาม พูดถึงหนัง Dan in real life ถ้าใครชอบแนวขำ ๆ น่ารัก ๆ ครอบครัว ๆ ไม่ควรพลาดอีกเช่นกัน

อิสรภาพกับความทะยานอยาก (Spoilers Warning)

In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, ภาพยนตร์ : Movie, มั่วซั่ว : Miscellenous on ตุลาคม 26, 2007 at 2:03 am

Into the wild; photo from independent.org

“The happiness is not real until shared”
Christopher McCandless

นี่คือ ประโยคเด็ดจากท้ายเรื่อง ที่เรียกได้ว่า สามารถสรุปเรื่องราวที่เกิดขึ้นในหนังแนว self discovery เรื่องนี้ ได้แทบจะครบถ้วน (หวังว่า คงไม่เป็นการ spoil จนเกินงาม)

Into the Wild เป็นหนังที่ดัดแปลงมาจากหนังสือขายดี ชื่อเรื่องเดียวกัน ของผู้แต่ง Jon Krakauer มีแรงดึงดูดที่สำคัญ อีกประการหนึ่งคือ มีผู้กำกับและเขียนบทภาพยนตร์ ระดับนักแสดง Oscar อย่าง Sean Penn

หนังเป็นเรื่องราวของ หนุ่มน้อย Christopher บัณฑิตดีเด่นจาก Emory University สด ๆ ร้อน ๆ ที่ต้องการเริ่มต้นการใช้ชีวิตใหม่จาก “ศูนย์” และออกเดินทางเพื่อไปใช้ชีวิตอย่างอิสระ ใน middle of nowhere ใน Alaska โดยใช้เวลาในการเดินทางจากการโบกรถไปเรื่อย ๆ เป็นเวลา 2 ปี

การออกเดินทางครั้งนี้ ดูเหมือนว่าเป็นการออกเดินทางไปหาอิสรภาพ ที่มีความมุ่งมั่นเป็นตัวชี้นำทาง และในระหว่างการเดินทาง ก็ได้เรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตต่าง ๆ มากมาย จนในที่สุดก็ได้ไปใช้ชีวิตสมใจอยาก อยู่ในรถบัสคันเก่าซอมซ่อ และใช้ชีิวิตอย่างชาวป่า

หากมองให้ดี อิสรภาพที่ Christopher ต้องการ นั้นก็เหมือนกับ คนที่พยายามตีความ “ความพอเพียง” อย่างสุดโต่งนั่นเอง โดยเอาอัตตาเป็นที่ตั้ง มีความมุ่งมั่นทะยานอยากเป็นแรงขับเคลื่อน ซึ่งผมไม่อยากจะบอกเลยว่า ผลมันจะออกมาเป็นอย่างไร แต่ก็คิดว่าคงเดากันออก

ความที่เป็นหนังแนว Based on true story แต่ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ไม่น้อยว่า เป็น true story ที่เกิดจากเล่าเรื่องของแหล่งขั้นทุติยภูมิ (secondary source) อีกทีหนึ่ง ก็ทำให้เกิดความคลางแคลงสงสัย ตั้งแต่ Into the wild ยังไม่ถูกเอามาทำให้อยู่ในรูปแผ่นฟิล์ม แต่ถึงกระนั้นก็มีอิทธิพลอย่างสูง ต่อการดึงคนดูให้เข้าไปมีส่วนร่วม กับการเดินทางไปสู่อิสรภาพในครั้งนี้

ถึงแม้หนังเรื่องนี้ ดูเหมือนจะได้รับการตอบรับค่อนข้างดี ทั้งนี้อาจจะด้วยเสียงเชียร์ของคนรักหนังสือเรื่องนี้ แต่ผมเองก็ต้องบอกตรง ๆ ว่า เดินออกมาจากโรงหนัง โดยที่ไม่สามารถจะบอกได้อย่างเต็มปาก ว่ารู้สึกอย่างไรกับหนังเรื่องนี้ มันเป็นอาการกระอักกระอ่วน ที่ต้องยอมรับว่า เป็นความรู้สึกแปลกอย่างหนึ่ง ที่เกิดขึ้นไม่ได้บ่อยนักจาการดูหนัง และไม่สามารถชี้ชัดได้ว่า เป็นอาการที่ดีหรือไม่ดี

แน่นอน สิี่งที่ชอบก็คือ เนื้อเรื่อง (core content) ซึ่งแน่นอน credit ต้องยกให้กับผู้แต่ง และชายหนุ่มผู้เป็นต้นเรื่องนี้ต่างหาก แต่หากแต่ในเรื่ององค์ประกอบหนัง ผมว่า ยังมีอะไรที่ไม่ค่อยเป็นที่สำราญใจเท่าไหร่ ผมรู้สึกว่า Sean Penn เอาเวลาสองชั่วโมงครึ่งของผม ไปใช้อย่างไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ด้วย content ที่ค่อนข้างจะชัดเจน แต่การเล่าเรื่องกลับทำให้เกิด distraction อยู่เนือง ๆ เกิดอาการ fluctuate ของการลำดับความคิด

นอกจากนี้ ด้วยธรรมชาติของเนื้อเรื่อง เป็นการเล่าประสบการณ์ที่เกิดจากการเดินทาง แน่นอนว่า เทคนิคการเล่าเรื่อง ก็ต้องเป็นแบบ road movie แต่การทำเอาองค์ประกอบของ road movie มาใช้ของหนังเรื่องนี้ กลับไม่ทำให้ผมรู้สึกติดตราตรึงใจเท่าไหร่ ทั้ง ๆ ที่ฉากหลายแห่ง หรือบรรยากาศที่เกิดขึ้นในหนัง ผมได้สัมผัส และน่าจะรู้สึก attach กับมันได้อย่างไม่ยากเย็น ในทางตรงกันข้าม มันกลับทำให้ผมรู้สึกว่า มันเฝือ และกลายเป็น ส่วนของการเกินความจำเป็น

ทั้งหลายทั้งปวง อาจจะเป็นเพราะ ความพยายามที่จะเก็บรายละเอียดที่เขียนไว้ในหนังสือ ให้ออกมาอยู่ในรูปภาพเคลื่อนไหว ซึ่งผมเห็นว่า ในหลายจุด ผู้กำกับให้ความสำคัญกับรายละเอียดของเนื้อเรื่องมากไป ซึ่งหากจะต้องให้รายละเอียดมากขนาดนี้ ผมเห็นว่าน่าจะไปอ่านหนังสือเอาเองดีกว่า เลยทำให้รู้สึกว่าขาดประสิทธิภาพไปอย่างน่าเสียดาย

แต่ถึงกระนั้น อย่างที่บอก ด้วยเนื้อหาของหนังที่ค่อนข้างจะมีน้ำหนักมาก ตรง ชัดเจน แรง ให้ข้อคิด ก็เป็นหนังที่ไม่น่าพลาดของไตรมาสสุดท้ายของปีนี้

ความรักที่ปารีส

In ท่องเที่ยว : Travel, บันเทิง : Entertainment, ภาพยนตร์ : Movie on ตุลาคม 7, 2007 at 12:24 am

ตกหลุมรักเข้าอย่างจัง กับหนังฝรั่งเศส ที่ชูปารีส เป็นมหานครแห่งความรัก และความโรแมนติก ที่ชื่อ Paris, je t’aime ดูแล้ว ให้ความรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก

แน่นอน ชื่อหนังความยาว 120 นาทีเรื่องนี้ ก็บอกอยู่แล้วว่า เป็นเรื่องราวความรักที่เกิดขึ้นในเมืองปารีส แต่ประกอบไปด้วยเป็นเรื่องความรักสั้น ๆ 18 เรื่อง ในหลายรูปแบบ ที่ให้ความรู้สึกเหมือนกับได้ดูหนังสั้นหลาย ๆ เรื่องเข้าด้วยกัย โดยที่มีโจทย์ตามชื่อเรื่อง

แต่ด้วยความที่มันหลากรส หลายอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นโศกนาฏกรรม สุขนาฏกรรม อาชญากรรม แฟนตาซี สังคม คลุกเคล้ากันไปหมด มันทำให้คนดู (อย่างผม) รู้สึกลุ้นอยู่ตลอดเวลาว่าเรื่องราวจะเป็นอย่างไร (แต่ในทางตรงกันข้าม บางคนที่ไม่เคยชินกับการดูหนังแบบนี้ หรือถ้าปูต้นเรื่องมาไม่ดี ก็อาจจะรู้สึกน่ารำคาญ พาลจะลุกออกจากโรงไปก่อนเวลากันควรก็เป็นได้)

ความยาวชั่วโมงกว่าของเรื่องราวสั้น ๆ แต่ละเรื่อง ที่ผูกเข้าด้วยกันอย่างหลวมนี้ มันสร้างความผูกพันกับคนดูโดยไม่รู้ตัว และความผูกพันที่ว่าก็ถูกนำมาใช้เป็นตัวสร้าง nostalgic moment ได้อย่างลงตัว และถือเป็นการจบของหนัง ที่สร้างความประทับใจดีทีเดียว

เรื่องที่ขาดไม่ได้เลย คือ ความฉลาดในการเลือกตัวนักแสดง เพราะยอมรับว่า สามารถสร้างความฮือฮาเวลาเปิดตัวได้เป็นอย่างดี และเป็นแรงดึงดูดของหนังอย่างหนึ่ง (เช่น Elijah Wood, Natalie Portman, Maggie Gyllenhaal เป็นต้น)

สิ่งหนึ่งที่ทำให้รู้สึกว่า ดูหนังเรื่องนี้แล้วสนุก อาจจะเป็นเพราะการเข้าไปดูในโรงหนังที่มีคนเยอะ (เพราะเป็นหนังฟรี ของโรงเรียน ครับ อิอิ) เสียงหัวเราะ คิกคัก ฮีอฮา มันสร้างประสบการณ์ร่วม ที่ทำให้หนังมันมีสีสันขึ้นมาเยอะ (หรืออาจจะเป็นเพราะผม ไม่ค่อยได้ดูหนังแนวนี้ในโรงหนัง ก็เป็นได้)

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าสนใจ ก็คือ หนังก็มีกลิ่นอายของบริบทและวัฒนธรรมอเมริกัน (เช่น คาวบอย ที่เหมือนพยายามจะชี้ให้เห็นว่า ไอ้ความรักและความโรแมนติกที่เกิดขึ้นนั้น มันมีความเป็นอเมริกันชนแทรกอยู่ เพราะฉะนั้น มุขตลกบางมุข หรือเรื่องราวบางอย่าง ก็อาจจะต้องใช้บริบทของอเมริกันเพื่อสร้างความเข้าใจอยู่บ้าง (แต่น้อยมาก)

แต่สรุปสุดท้าย ดูแล้ว ก็อยากลองไปมั่งอ่ะ ปารีส…

ข้อมูลเพิ่มเติม: imdb.com

iTeau Simpson

In ของเล่น : Playing, บันเทิง : Entertainment, ภาพยนตร์ : Movie on สิงหาคม 8, 2007 at 9:06 am

แหะ ๆ เห็นเพื่อนบ้านเค้าไปทำมา เลยเอามาลองมั่ง จาก Simpsonize Me

your_image_face.png

นี่ ขนาดโกงอายุแล้วนะ ทำไมมันยังดูแก่ ก็ไม่รู้แฮะ

skinhead

หัวยังไม่ล้านขนาดนั้นซักกะหน่อย แค่ skin head ก็เลยไปปรับเองซะเลย

การกลับมาของบ้านทราย (ไม่ทอง)

In บันเทิง : Entertainment, ภาพยนตร์ : Movie on กุมภาพันธ์ 4, 2007 at 1:52 am

วันหยุดนี้ พักผ่อนด้วยการดูหนังที่อยากดู สองเรื่อง ก่อน Super Bowl พรุ่งนี้ ดูแล้วก็อยากแนะนำ

เรื่องแรก ไม่เขียนถึงก็คงไม่ได้ เดี๋ยวอัดอั้น อยากจะดูตั้งแต่มันเข้าโรงหนัง แต่ช่วงนั้นไม่มีโอกาส พอมี DVD เข้าห้องสมุดปุ๊บ ก็รีบไปถอยมาทันที แต่เอามาดอง ไม่มีเวลาดู เพิ่งจะมีเวลามาดูวันนี้เอง ที่อยากดูมาก ก็ไม่ใช่อะไร แต่เป็นคุณป้า Fernanda Montenegro นั่นเอง ชอบมาตั้งแต่ Central Station

ใครที่ชอบหนังดราม่าแถวละตินอเมริกา น่าจะรู้จักคุณป้า Fernanda ดี ไม่ใช่ตัวป้าดีอย่างเดียว แต่หนังที่ป้าแกเลือกแสดง ก็ดีจริง ๆ อ่ะ ไม่รู้ว่า คนทำหนังเลือกป้า หรือป้าเลือกเล่นหนังกันแน่

และเรื่องนี้ก็ไม่ทำให้ผิดหวังเลย แถมป้ายังเล่นตั้ง 3 generation แหน่ะ เนียนจริง ๆ

ชื่อภาษาสเปนของหนังแนว feminism เรื่องนี้ คือ Casa de Areia ภาษาอังกฤษก็ The House of Sand เป็นหนังเล่าเรื่องของชีวิตผู้หญิง 2 คนแม่ลูก ที่ต้องระหกระเหินจากชีวิตในเมือง มาอยู่ท่ามกลางทะเลทราย ในขณะทีมี่อีกหนึ่งชีวิต เป็นหญิงสาวที่เกิดท่ามกลางทะเลทราย เรื่องราวหลัก ๆ ก็คือ ความพยายามที่ทั้งสามจะหาทางกลับ ไปใช้ชีวิตในเมืองอีกครั้ง เพียงแต่ต่างกรรม ต่างเวลากัน แต่ถึงกระนั้นมันก็มีบทสรุปที่ทำให้คิดตาม

ชอบที่สุดก็คงจะเป็น metaphor ที่เอาการเดินทางไปดวงจันทร์ มาเปรียบเทียบได้อย่างลงตัว ส่วนตัวหนังเอง โดยทั่วไปก็ดูลงตัว กลืนกันไปหมด ไม่ถึงกับดื่มด่ำ หรือให้น้ำหนักกับเรื่องใด เรื่องหนึ่ง แต่ก็ไม่ทำให้ง่วงเหงา หาวนอน

Photo from Wikipediaส่วนอีกเรื่อง เป็นหนังรัสเซีย ชื่อ The Return (ชื่อภาษารัสเซีย Vozvrashcheniye) หนังเรื่องนี้ เป็น psychodrama ที่ทำเอาเครียดอยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะตอนจบของเรื่อง ส่วนตัว ค่อนข้างขัดใจเป็นอย่างมาก ใน Wikipedia บอกว่า สัญญะที่ปรากฏในหนัง เป็นเรื่องราวทางการเมือง และศาสนา

หนังเป็นเรื่องราวของเด็กชายสองพี่น้อง ที่มี character ที่แทบจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง จู่ ๆ วันหนึ่ง พ่อผู้ซื่งทั้งสองไม่เคยเจอตัวมาก่อน กลับมาที่บ้าน การเดินทางออกไปพักผ่อน ในวันรุ่งขึ้น ของสามคนพ่อลูก เพื่อสร้างสรรค์ความสัมพันธ์ กลับกลายเป็นการสร้างความเคลือบแคลง  สงสัย และนำไปสู่ความขัดแย้งในที่สุด ในขณะเดียวกัน หนังก็ชี้ให้เห็นเส้นขอบบาง ๆ ระหว่างการก้าวข้ามจากความเป็นเด็ก ไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่

ชอบที่สุดก็คงจะเป็นการเล่าเรื่อง ที่ทำให้ชวนสงสัย ติดตามอยู่ตลอด ตั้งแต่ต้นยันจบ แต่ยังไงซะ โดยส่วนตัว ก็คงต้องบอกว่า ไม่ชอบตอนจบของหนังเรื่องนี้อยู่ดี

คุณแม่ไม่ปลื้ม จบ… อิอิ

ปูนาขาเกฉบับ Final Fantasy 2

In บันเทิง : Entertainment, ภาพยนตร์ : Movie, มั่วซั่ว : Miscellenous, เพลง : Music on มกราคม 13, 2007 at 3:18 pm

ไม่เคยดูหรอกนะ Final Fantasy อ่ะ บังเอิญว่า gooogolf ส่งปูนาขาเกฉบับ Final Fantasy มาให้ดู ฮาดีอ่ะ ตัดเก่งจริง ๆ

รีบดูก่อนโดนลบ ว่าแต่ว่า youtube staff จะ detect ได้ป่าวไม่รู้แบบนี้ ละเมิดลิขสิทธิ์เต็ม ๆ เหอๆๆ

สงสัยเป็น trend MV ของเพลงลูกทุ่งในอนาคต

Perfume น้ำหอมมนุษย์

In บันเทิง : Entertainment, ภาพยนตร์ : Movie, มั่วซั่ว : Miscellenous on มกราคม 8, 2007 at 1:47 am


(Photo from an official website)

เมื่อประมาณสองเดือนก่อน เพื่อนที่ฝรั่งเศสเล่าให้ฟังเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ มันเล่าซะจนอยากดูเอามาก ๆ (ก็เหมือนหนังเรื่องอื่น ๆ เพื่อนมันบอกด้วยว่า อ่านหนังสือสนุกกว่าเยอะ) ก็รอว่าเมื่อไหร่จะเข้าที่นี่ซะที สรุปว่าก็เพิ่งเข้าโรงหนังทีี่นี่ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เมื่อกี๊ก็เลยมีโอกาสไปดูซะเลย

ไม่ผิดหวังเลย ความคิดเห็นก็คล้าย ๆ กับคุณ wat คือ ชอบการเดินเรื่องที่ไม่เยิ่นเย้อ เพลงประกอบ (โดยเฉพาะฉากเปิดตัว Laura Richis) แล้วก็ดารานำชาย Ben Whishaw โดยเฉพาะแววตา มันช่างเศร้า หม่นหมอง แล้วก็ดู obsessing ได้ใจจริง ๆ

หนังสร้างปารีสในยุคนั้นให้ดูแบบ เน่ามากอ่ะ จนมีความรู้สึกว่า สงสัยกาฬโรคจะระบาดง่ายในยุคนั้น

ดูหนังเรื่องนี้จบก็นึกต่อว่า เออ ถ้าเรามีประสาทรับกลิ่นพิเศษเหมือน Grenouille จะดีมั๊ยนะ คิดไปคิดมา ก็ไม่ดีแฮะ เพราะการรับกลิ่นนี่ เป็นอะไรที่ห้าม หรือหลีกเลี่ยงได้ยาก นึกถึงตอนเวลาขับรถผ่านฟาร์มหมู อะไรทำนองนี้ แบบทำยังไงก็ไม่หาย การมีจมูกพิเศษก็ไม่ได้หมายความว่า จะได้กลิ่นที่พึงประสงค์เสมอไป

จะว่าไปการได้กลิ่น ดูเหมือนจะหลีกเลี่ยงได้ยากที่สุด อย่างการมองเห็น ยังเบือนหน้าหนี การได้ยิน ยังพออุดหู การสัมผัส กับการับรส เรายังเลือกที่จะสัมผัสหรือไม่กินเพื่อไม่รับรสก็ได แต่ถ้าได้กลิ่นไม่พึงประสงค์เนี่ย (โดยเฉพาะกลิ่นที่กระจายในวงกว้าง) ปิดจมูกนาน ๆ ก็ไม่ได้ จะใส่หน้ากากก็ใช่ว่าจะได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นการมีจมูกพิเศษ น่าจะเป็นพรสวรรค์ที่ไม่น่าจะพึงประสงค์ มากที่สุดแล้วมั๊ง…

ปล. ตอนแรกก็ไม่รู้ชื่อไทยของหนังว่าอะไร พยายามจะคิดเอง คิดแล้วก็ตลกดีแฮะ “Perfume: ฆาตกรจมูกสวรรค์ประทาน” ซะงั้น ฟังแล้วนึกถึงหน้าตือโป๊ยก่ายแทนซะงั้น

ตาดูหูฟัง A Prairie Home Companion

In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, ภาพยนตร์ : Movie, เพลง : Music on มกราคม 3, 2007 at 11:29 pm

เพิ่งไปยืม DVD เรื่องนี้มาจากห้องสมุด ชอบอ่ะ เพลงเพราะมาก (โดยเฉพาะคนที่ชอบแนว Country Jazz) จนทำให้อยากไปดูของจริงอ่ะ

เป็นหนังที่สร้างเลียนแบบรายการวิทยุ ที่เล่นคอนเสิร์ตสด ชื่อเดียวกับชื่อหนัง ตัวหนังเล่าเรื่องเกี่ยวกับคืนสุดท้ายที่จะออกอากาศ จากที่ที่เล่นประจำ ซึ่งตอนนั้นก็ยังไม่รู้ว่า อนาคตจะเป็นอย่างไรต่อไป แต่สรุปว่าตอนนี้ก็ออกทัวร์ไปออกอากาศตามที่ต่าง ๆ เจ๋งอ่ะ

ตอนนี้ก็เลยตามเก็บฟังรายการเก่า ๆ ที่ เว็บไซต์ของรายการ อ่ะ รายการที่เค้าออกจริง ๆ ก็ฮาเหมือนกับในหนังอ่ะ

ถ้ามีแบบนี้บ้านเรามั่งก็ดีเหมือนกันนะ น่าสนุก ว่าแต่เคยมีคนทำแล้วหรือเปล่าหว่า…

The Queen: ยุคสมัย อำนาจ และสถาบันกษัตริย์

In การเมือง : Politic, บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, ภาพยนตร์ : Movie, มั่วซั่ว : Miscellenous on ธันวาคม 27, 2006 at 1:32 pm

ไปดู The Queen มาเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว เป็นหนังที่เกี่ยวกับพระราชินี Elizabeth ที่ 2 แห่งอังกฤษ กับแรงกดดันในช่วงที่เจ้าหญิงไดอาน่าเสียชีวิต ดูแล้วให้ความรู้สึกที่แปลกไปจากดูหนังเรื่องอื่น ๆ เพราะความที่หนังพยายามจะสื่อออกมาให้เห็นว่า ทุกอย่างเป็นเรื่องจริง แต่ในขณะเดียวกัน เนื้อเรื่องก็ออกจะดูเสียดสีราชวงศ์พอสมควร เลยไม่แน่ใจว่า หนังเรื่องนี้สร้างขึ้นมาเพื่ออะไรกันแน่ หากต้องการแค่ความสนุกสนาน ก็คงจะได้ แต่ที่แน่ ๆ มันมีภาพลักษณ์ของราชวงศ์ติดมาด้วย ซึ่งอันนี้คนทำหนัง ไม่คิดถึง คงเป็นไปไม่ได้ เพราะหากจะเป็นการช่วยภาพลักษณ์ ของสถาบันพระมหากษัตริย์ มันก็ไม่ใช่อย่างนั้น แต่ถ้าเพื่อเสียดสีล้อเลียน เพื่อให้ราชวงศ์ได้อาย และต่อต้าน (หรืออย่างเลวร้ายที่สุด ก็เพื่อล้มล้าง) สถาบันกษัตริย์ ซึ่งผมเห็นจะเป็นอย่างหลังเสียมากกว่า เพราะตัวละครแต่ละตัวในราชวงศ์ ต่างถูกสร้างขึ้นมาให้ดูน่าขำอย่างที่สุด

คนที่ผมเห็นว่าภาพลักษณ์ดูแย่ที่สุดในเรื่อง เห็นจะไม่ใช่พระราชินี Elizabeth ที่ 2 หากแต่เป็นเจ้าชาย Phillip ที่หนังสร้างให้เป็นคนที่ดูอนุรักษ์นิยมอย่างรุนแรง วัน ๆ เอาแต่เข้าป่าล่าสัตว์ลูกเดียว ซึ่งก็ดูไม่แปลกหากมองว่า สถาบันกษัตริย์ไหน ๆ ก็มีจุดยืนอนุรักษ์นิยมเช่นเดียวกัน [ใจ อึ้งภากรณ์, 2549] เพียงแต่ถ้ามองในเชิงคนดูทั่วไป ก็แน่นอนว่าออกจะดูขัดหูขัดตา คล้าย ๆ กับหนังมีตัวโกงแบบ master mind ยังไง ยังงั้น ในขณะที่เจ้าฟ้าชาย Charles ก็อ่อนแอมาก และออกจะดูไม่ฉลาดหลักแหลมเอาเสียเลย

แต่กระนั้น ประเด็นหลัก ของหนังที่เอามาขายมีอยู่ 3 ประเด็น ที่ผมเห็นว่าน่าสนใจ

1. ความแตกต่างระหว่างวัย สมัย และเวลา

คนส่วนใหญ่จับตามอง ของการดำรงอยู่ของสถาบันพระมหากษัตริย์ ในยุคที่ความเป็นประชาธิปไตยและแนวคิดเสรีนิยม (Liberal) ถือเป็นหัวใจของการบริหารจัดการรัฐ สถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นสถาบันที่มีขนบธรรมเนียมที่เคร่งครัด สืบทอดมาตั้งแต่สมัยโบราณ ดังนั้นแน่นอนการถ่ายทอดของอำนาจจากยุคสู่ยุค ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ต้องมีการปรับตัว ให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงของทั้งภายใน และนอกประเทศ รวมไปถึงเรื่องสำคัญ อย่างเทคโนโลยีด้วยเช่นกัน อย่างข่าวล่าสุด ที่ออกฮือฮา เกี่ยวกับสมเด็จพระราชินี Elizabeth ที่ 2 ก็คือ การที่ทรงซื้อ iPod Mini มาใช้ [See also: Engadget] และเสียงพระราชทานอวยพร เนื่องในวันคริสต์มาสก็ยังเป็น podcast ให้คนสามารถ download มาฟังได้ด้วย [See also: Engadget] จน CBS ขี้นหัวข่าวว่า iQueen

2. แรงผลักดันระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์ รัฐบาล และประชาชน

การเลือกประเด็นการเสียชีวิตของเจ้าหญิงไดอาน่า ถือเป็นการเลือกแนวเรื่องที่ดี เนื่องจากเป็นเรื่องที่ ปูทางไปสู่การชี้ให้เห็นการคานอำนาจ ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์ รัฐบาล และประชาชน เพราะเจ้าหญิงไดอาน่าเป็นคนยอดนิยมของประชาชนที่ “เคย” เป็นคนในวัง ซึ่งแน่นอนมันก็ต้องมีพื้นที่สีเทาระหว่างพื้นที่ส่วนตัวในวังและประชาชน รัฐบาลในฐานะตัวแทนของประชาชน ก็ต้องทำหน้าที่เป็นตัวกลาง ทั้งนี้ ทั้งนั้น รัฐเอง ต่างก็หวังเพียงเพื่อความนิยมจากประชาชน แน่นอนการคานอำนาจจึงจำเป็นที่จะต้องมีคนได้ดุล เสียดุลเป็นธรรมดา

3. ความเสียสละของสถาบันพระมหากษัตริย์

ด้วยแรงผลักดันมาจากประเด็นแรก เรื่องความเปลี่ยนแปลงของเวลา และแนวความคิด มาจนถึงแรงผลักดันภาคประชาชน ผ่านรัฐ ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ ต้องกลายเป็นสถาบันที่กลายเป็นเป้าโจมตี โดยเฉพาะจาก “สื่อมวลชน”

แน่นอนคานที่ต้องอ่อนลงไปในเรื่องนี้ก็คือ ฝ่ายสถาบันกษัตริย์ หากแต่ไม่ได้มองในรูปแบบของ “ความพ่ายแพ้” แต่ในทางตรงกันข้าม กลับมองผ่านมุมมองในเชิง “ความเสียสละ” ที่หนังพยายามจะต่อสู้ให้กับสถาบัน เพื่อซื้อใจประชาชน

จุดสำคัญ คือ การที่หนังนำข้ออ้างที่ว่า การขึ้นครองราชย์ เป็นสิ่งที่คนที่จะขึ้นเป็นกษัตริย์ไม่สามารถกำหนดได้ มีคนกำหนดไว้แล้ว และการที่จะขึ้นครองราชย์ได้ ก็จะต้อง การแลกเปลี่ยนกับการสูญเสีย พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติอันเป็นที่รักไป ในกรณีของพระราชินี Elizabeth ที่ 2 ก็คือ การขึ้นมามีอำนาจ ต่อจากพระราชบิดาของพระองค์เอง ซึ่งเท่านี้ก็ถือว่าเป็น สมการระหว่างอำนาจและความสูญเสีย ซึ่งเป็นเรื่องที่คนทั่วไปเห็นใจ (แต่อาจจะไม่ตระหนักถึงมาก่อน)

ผมชอบอีกตอนหนึ่ง ที่สมเด็จพระราชินีพูดกับโทนี่ แบลร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ในเชิงที่ว่า การที่ทรงมีพระพักตร์เงียบขรึม ไม่แสดงความเศร้าโศกเสียใจ หรืออารมณ์อื่นใด ตอนที่เจ้าหญิงไดอาน่าเสียชีวิต ก็เป็นเพราะสถาบันกษัตริย์ เป็นสถาบันที่คนให้ความเคารพ การแสดงออกต่อสาธารณะไม่ว่าจะครั้งใด เป็นถืองาน เป็นหน้าที่อย่างหนึ่ง ซึ่งควรจะมาก่อนเรื่องส่วนตัว (มิใช่หรือ) อันนำมาซึ่งการโต้แย้งในประเด็นที่ว่า ชีวิตส่วนตัวในวัง ควรจะถูกนำมาเปิดเผยหรือไม่

บอกตรง ๆ ผมเองตอนที่สมัยเจ้าหญิงไดอาน่าเสียชีวิต ผมเองก็ไม่ได้ติดตามข่าวเรื่องภายใน ว่าจริง ๆ แล้วเหตุการณ์มันเป็นไปอย่างที่หนังว่าไว้หรือเปล่า แต่สิ่งที่มองเห็นได้ ก็คือ ราชวงศ์อังกฤษ เป็นที่ได้รับความเคารพของคนในชาติน้อยกว่าราชวงศ์ไทย ถ้าจำไม่ผิดเคยอ่านมาจากที่ไหนซักแห่งว่า สถาบันกษัตริย์ในอังกฤษก็มีฐานะ เป็นเพียงสัญลักษณ์ของชาติเท่านั้น แต่ไม่มีบทบาทในทางการเมือง แต่ถ้าดูจากหนังเรื่องนี้ ก็ไม่ใช่เช่นนั้น สมเด็จพระราชินีก็ยัง ทรงมีหน้าที่ทางการเมืองที่ต้องทรงปฏิบัติ เพียงแต่คนทั่วไปมักมองไม่เห็น และไม่ได้รับการเปิดเผย

หากมองผ่านคนที่เคารพสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างสูงสุด (โดยเฉพาะคนไทย ไม่ว่าเป็นเจ้ามาจากชาติไหน เราก็รัก และเคารพในฐานะที่เจ้าเหล่านั้น ดำรงอิสริยยศเสมอเหมือน “เจ้าอยู่หัว” ของตน) ก็ดูจะเป็นเรื่องที่ออกจะให้ความรู้สึกที่แปลกไปอีกแบบหนึ่ง เพราะที่แน่ ๆ บ้านเราคงไม่มีใครกล้ามาทำหนังล้อเลียน เสียดสีสถาบันพระมหากษัตริย์ได้อย่างเพียงนี้ ถึงแม้จะมี ก็เป็นการเทิดทูน เฉลิมพระเกียรติยศ ไม่ใช่เป็นการเอาเรื่องภายในออกมาเล่นเช่นนี้

การควักเอาเรื่องชีวิตส่วนตัวในวังออกมา (ถึงแม้จะคาบเกี่ยวกับชีวิตภาคสาธารณะ) เป็นถือเป็นการท้าทายความคิดในเรื่อง สมมติเทพ ของสถาบันพระมหากษัตริย์ เหมือนกับที่ Paul Handley เขียนไว้ในหนังสือ The King Never Smiles [ใจ อึ้งภากรณ์, 2549] แต่ใน The King Never Smiles นั้น ผมเองคิดเห็นส่วนตัว ว่า ออกจะมากไปหน่อย เรื่องบางเรื่อง อ่านแล้วก็อึ้งไปเหมือนกัน (ตอนแรกก็กะว่าจะเขียน review หนังสือเรื่องนี้เหมือนกัน แต่พอเขียนไปซักพัก มีความรู้สึกว่าหมิ่นเหม่เหลือเกิน เลยยกเลิก project นี้ไป)

หลายคนอาจจะสงสัยว่า การที่เราดูหนัง The Queen ของราชวงศ์อังกฤษ ให้ความรู้สึกเหมือนคนต่างชาติอ่าน The King Never Smiles หรือ The Revolutionary King หรือเปล่า ตอนแรกผมก็คิดว่า น่าจะเหมือนกัน แต่คิดไปคิดมาไม่น่าจะเหมือน เพราะบ้านเราให้ความสำคัญ และเคารพเทิดทูน สถาบันกษัตริย์มากกว่าประเทศไหน ๆ ภาพของการเอาสถาบันมาเสียดสี ล้อเลียนบนแผ่นฟิล์มก็ทำให้ดูรู้สึกแปลก ไม่เหมือนคนชาติอื่น ที่มองว่าหนังขายเรื่องขำขันไป แล้วอีกอย่าง The King Never Smiles หรือ Revolutionary King ก็ให้อารมณ์ที่รุนแรง จริงจังมากกว่า (เยอะ) แต่ขนาดไม่จริงจัง อย่าง The King & I หรือ Anna and the King ก็ทำเอาคนไทยเป็นเดือดเป็นร้อนไปตาม ๆ กัน เพราะฉะนั้นก็คงจะแตกต่างกันอย่างแน่นอน

อดไม่ได้ที่จะย้อนกลับมาถึงสถาบันกษัตริย์ของบ้านเรา ถ้าจะมองให้มันหมิ่นเหม่ มันก็หมิ่นเหม่ต่อความคิดนะ เพราะอย่างนั้นคนไทยที่ได้ดูทั่วไปก็จะต้องเอามาเปรียบเทียบกับราชวงศ์ไทยแน่นอน แต่ถ้าจะให้ปิดกั้น ผมเองก็คงไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอน หวังว่า กบว. คงไม่อ่อนไหวขนาดนั้น

Should Libraries Carry DVDs?

In Thaibrarian, บรรณารักษ์ : Librarian, บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, ภาพยนตร์ : Movie, ห้องสมุด : Libraries on ตุลาคม 25, 2006 at 9:12 am

Comparing the library operation of DVDs and netflix, which way to go? I think this is an interesting discussion on Palo Alto Online.

(I strongly disagree with that since supplying popular movies has nothing to do with literacy, education, citizenship, etc., and there are multiple low cost rental possibilities available to anyone. But, for the sake of argument let’s assume that it is proper.)

[via LISNews]

Comparing Internet Movie Download Services

In บ่นไปเรื่อย : Saying, ภาพยนตร์ : Movie on ตุลาคม 16, 2006 at 8:50 am

Since peer-to-peer, torrents, and youtube are all risky services, the choice is going to a number of internet movie download services. Techcrunch has a nice comparison and reviews of these services that are available out there in the market.

Comparing Internet Movie Download Services

It seems like GUBA is the best option in terms of price and referral fee. Unfortunately, mac users have only one choice, iTunes. Anyway, borrowing DVD from library is still my best choice. Yikes!

ไปทะเลทำไมกัน – Why see the sea?

In ภาพยนตร์ : Movie, มั่วซั่ว : Miscellenous on ตุลาคม 14, 2006 at 3:12 pm

ปรกติเวลาเลือกดูหนัง หนังประเภท road trip นี่แทบจะเป็นตัวเลือกท้าย ๆ เลยทีเดียว เหมือนกับหนัง roadtrip ของประเทศอุรุกวัย (Uruguay) เรื่อง El Viaje hacia el mar (ชื่อภาษาอังกฤษว่า Seawards Journey หรือ A Trip to the Seaside) เพราะผ่านตาหลายทีแล้ว แต่ก็ข้ามไปทุกครั้ง เพราะความที่มันเป็นหนัง road trip นี่เอง แต่เพราะเห็นมันบ่อย จนอดไม่ได้ที่จะลองเอามาเปิดดูซักครั้ง

หนังภาษาสเปนเรื่องนี้ เป็นหนังที่เล่าเรื่องง่าย ๆ (ถึงง่ายที่สุด) ของการเดินทางของชายกลุ่มหนึ่ง ที่มุ่งหน้าเพื่อไปจะไปดูทะเลเป็นครั้งแรกในชีวิต เนื้อเรื่องมีเท่านี้เองจริง ๆ

แต่รายละเอียดที่เพิ่มเติมเข้าไปในเรื่อง มันสร้างความน่ารักของหนังได้อย่างไม่น่าเชื่อ ดูไปแล้วก็อดหัวเราะคิกคักไม่ได้ เพราะความที่มุขตลกมันก็ไม่ได้ถึง แต่ก็ไม่ถึงกับทำให้ต้องหัวเราะตกเก้าอี้ ในขณะเดียวกันก็มีนัยยะดี ๆ ที่ซ่อนไว้ จนต้องทำให้ชะงักหลายหน

seawards journey; photo derived from eneccine.com

ตอนที่ชอบ ก็อย่างเช่น ถามคนที่ทำงานในสุสานว่า ในสุสาน แถวไหนที่มีดอกไม้มากที่สุด คำตอบก็คือ แถวบริเวณที่เป็นเด็กน้อย “little angle” ก็จะมีดอกไม้มากที่สุด ไม่เท่านั้น ยังมีพวกสมุนไพรมีกลิ่นหอมปลูกได้อย่างดี รองลงมาก็จะเป็น แถวบริเวณของผู้ชาย เพราะแถวนี้ก็จะมีผู้หญิงเอาดอกไม้มาวางบ่อย แต่ที่ไม่มีเลยก็เป็นพวกของผู้หญิง …

หรืออีกตอนบอกว่า เวลาคนเราเดินทาง (โดยเฉพาะเวลาขับรถ) ก็มักจะมองกันไปข้างหน้าว่าอีกไกลไหม จะถึงเมื่อไหร่ ทางข้างหน้าสวยไหม แต่จริง ๆ แล้วการเดินทางที่แท้จริง ก็คือ การมองไปข้างหลังว่าเราผ่านอะไรมาต่างหาก…

All the driver sees is what lies ahead, but the real journey is really what’s behind you. Then one day, you tell your buddies about it, and it all comes back to you, clear as crystal. And then maybe you even feel like going back again.

ส่วนอีกอัน เกี่ยวกับการร้องเพลง…​(ให้ใครฟัง)

A: Jeez, you sing awful
B: Can’t see why you bother there’s no one there to listen
A: For the cows, then. We’re like students, going out for a sing-song
B: Get that students! Students sing in the streets for other people to hear.
C: You can sign for yourself too, just for the fun of it.

ต้องยอมรับว่า หนัง road trip เรื่องนี้เด่นที่บทภาพยนต์จริง ๆ แต่อีกเรื่องที่ชอบไม่แพ้กันก็คือ ฉากของหนัง ที่ทำให้อุรุกวัยดูมีเสน่ห์มาก ๆ จนคิดว่า ถ้ามีโอกาสไปเที่ยวแถบนั้นก็น่าจะดีเหมือนกัน

แต่ตอนที่ดูจะทะแม่ง ๆ ก็คงจะเป็นตอนท้ายของเรื่อง เพราะดูมุขจะฝึด ๆ แต่มันก็ไม่ถึงกับทำให้เสียอรรถรส จนกร่อยไปหมดเสียทีเดียว แต่มันน่าจะมีอะไรให้น่าจดจำมากกว่านี้หน่อย

โดยรวม ๆ ผมให้ B+ ครับสำหรับหนังเรื่องนี้

หญิงหม้ายแห่งเซนต์-ปิแอร์

In ภาพยนตร์ : Movie, มั่วซั่ว : Miscellenous on กันยายน 18, 2006 at 10:15 am

The Widow of Saint-Pierreช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นช่วงเวลาท่ี่แคนาดาปกครองโดยฝรั่งเศส บนหมู่เกาะอันห่างไกลและเงียบสงบที่มีว่า เซนต์-ปิแอร์ (Saint Pierre) Neel ชายหนุ่มรายหนึ่งในเมืองได้ก่ออาชญากรรม (แบบ non-sense มากอ่ะ) และถูกตัดสินประหารชีวิต แล้วถูกควบคุมโดยกัปตัน Jean และภรรยา Pauline (หรือมาดาม La) แต่เนื่องจากความที่เป็นเมืองเล็ก ๆ ไม่มี Guillotine ต้องรอให้ทางการส่ง Guillotine นี้มาให้ อีกทั้งในเมืองก็ไม่มีนักประหารก็ต้องมีการตามหา ซึ่งแน่นอนต้องใช้เวลา

ด้วยความเป็นคนใจดี และมีสิเหน่หาแก่ Neel มาดาม La เลยขอ Neel ให้มาช่วยงานและเป็นผู้ติดตาม โดยที่ Neel ไม่ต้องอยู่ในคุกตลอดเวลา  ด้วยความที่สามีผู้มีความรักและรู้ใจภรรยาเป็นอย่างดี กัปตัน Jean ผู้เป็นสามีเลยอนุญาตตามคำขอ มาดาม La พยายามจะพิสูจน์ให้คนทั้งเมืองตระหนักว่า คนเราไม่ได้เลวเสมอไป มันต้องมีความดีอยู่บ้าง และในที่สุด Neel ก็เอาชนะใจคนทั้งเมือง และกระนั้น Guillotine ก็มาถึงเมืองพอดี ส่วนกัปตัน Jean ก็กลายเป็นฝ่ายตรงข้ามกับผู้มีอำนาจบารมีอื่น ๆ ในเมือง ที่เห็นว่าการกระทำของเค้าเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง

หนังภาษาฝรั่งเศสเรื่องนี้มีการดำเนินเรื่องที่ดีมาก ไม่ยาก ไม่ซับซ้อน ไปเรื่อย ๆ แต่ก็สร้างความสงสัย (Curiosity) ในระหว่างการดูไปด้วย ชวนให้น่าติดตาม อีกทั้งมีตัวละครหลัก ๆ ไม่เยอะ ทำให้สถานการณ์มันเข้มข้น แต่สิ่งที่ชอบที่สุด ก็คือ ประเด็นที่แฝงมาในหนัง มันอดไม่ได้ที่คนดูเรื่องนี้แล้วจะต้องได้อะไรไปบ้าง ไม่ว่าจะเป็นความรัก เสน่หา ความเมตตา ความอิจฉา ความเสียสละ ความเหมาะสมกับความชอบธรรม มนุษยธรรม กฏหมู่หรือกฏหมาย โอย ร้อยแปดพันประการ ซึ่งถ้าพูดแบบนี้หลายคนอาจจะบอกว่าหนังมันต้องหนักแน่ ๆ แล้วยากแก่การจับความ ต้องบอกว่าผิดถนัด เพราะหนังผสมผสาน แทรกเอาประเด็นเหล่านี้ไว้ได้อย่างแนบเนียน จนต้องคำถามตอนจบว่า เอ๊ะ มันสร้างขึ้นตามเรื่องจริงหรือเปล่าเนี่ย เพราะมันดูเนียนและมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นในชีวิตจริง

สรุปแล้วผมให้ A ครับสำหรับหนังเรื่องนี้

ข้อมูลเพิ่มเติม: IMDB – Veuve de Saint-Pierre, La หรือชื่อภาษาอังกฤษคือ The Widow of Saint-Pierre

อีกด้านของสมการชีวิต

In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, ภาพยนตร์ : Movie on สิงหาคม 14, 2006 at 9:14 pm

“You sold your soul to the devil when you put on your first pair of Jimmy Choo’s!”
The Devil Wear Prada

Devil wears Prada Posterคำกล่าวที่ว่า “ยิ่งสูงยิ่งหนาว” ยังคงเป็นอมตะอยู่เสมอ และเราก็ให้เห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ชีวิตของคนเราต่างก็เป็นสมการด้วยกันทั้งสิ้น การที่จะได้มาซึ่งสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ดีกว่า ย่อมจะต้องมีการแลกเปลี่ยนซึ่งสิ่งอื่นอยู่เสมอ The Devil Wear Prada ก็เป็นหนัง Comedy Drama ที่ชี้ให้เห็นว่าไม่ว่าจะยังไง ชีวิตของคนเรามันก็ต้องเป็นเครื่องหมายเท่ากับเสมอ ไม่มีกำไร ไม่มีขาดทุน

Andy สาวเปิ่นหัวสมองดี ได้เข้าไปทำงานในตำแหน่งผู้ช่วย Miranda บรรณาธิการนิตยสาร Runway ซึ่งถือเป็นเจ้าแม่ยักษ์ใหญ่ในวงการแฟชั่น แน่นอนว่าการทำงานของคนที่ทำนิตยสารพวกนี้จะต้องมี sense ของแฟชั่น ทำให้ทั้งบริษัทต้องกลายมาเป้น Runway ย่อม ๆ ที่แต่ละคนแต่งตัวกันเต็มที่ โดยเฉพาะเวลาที่ Boss ใหญ่อย่าง Miranda เข้า office

อาชีพของ Miranda ก็เป็นอาชีพที่น่าสนใจดีแฮะ เพราะวัน ๆ ไม่ได้ทำอะไร นอกจากอ่านหนังสือ เลือกชุดเสื้อผ้า brand ต่าง ๆ ให้เข้ากันเพื่อเอาไปลงในหนังสือแล้ว ก็ไม่ได้มีอะไรไปมากกว่าการพบปะผู้คนทั่วไป จริง ๆ Miranda มีผู้ช่วยอยู่แล้วคนนึง จริง ๆ เธอก็เก่งมาก แต่ด้วยควาที่ Miranda เป็นคนที่มีความต้องการสูง ทำให้จำเป็นที่จะต้องมีผู้ช่วยคนที่สอง นั่นก็คืองานของ Andy นั่นเอง

Andy ถึงแม้จะเป็นคนหน้าตาสะสวย แต่ก็ไม่รู้จักการแต่งตัว และเลือกที่จะใช้ชีิวิตสบาย ๆ มากกว่า แต่การที่สมัครเข้ามาทำงานที่ Runway นี้ก็เพื่อต้องการก้าวไปสู่อาชีพของการเป็นนักหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ เพราะฉะนั้นการที่ได้เข้ามาทำใน Runway จะเป็นการสร้างเครือข่ายและ profile ให้ดูดีในการก้าวไปสู่อาชีพในฝันของเธอ เธอเป็นเด็กเรียนดี (จบ Northwestern ติด Harvard Law School แต่ไม่ไปเรียน -> อันนี้น้องกวาง correct มาครับ ขอบใจนะจ๊ะ :) และมีความตั้งใจในการทำงานอย่างจริงจัง Miranda รับ Andy เข้าทำงานก็เพราะว่า เธอต้องการความแปลกใหม่ เนื่องจากพวกคนเก่าที่ดีแต่หน้าตานั้น ไม่สามารถทำงานให้เธอได้ ในขณะเดียวกัน Andy ก็พยายามพัฒนาและเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพื่อเอาใจใส่กับงานมากขึ้น แต่การทุ่มเทกับงานอย่างเอาเป็นเอาตายของเธอนั้น มันอาจจะแลกมาด้วยบางสิ่งบางอย่างที่เธอไม่แน่ใจว่าอย่างไหนกันแน่คือ แก่นแท้ ของชีวิตเธอ

จริง ๆ มันก็เหมือนชีวิตคนเราหลาย ๆ คน ยอมทิ้งสิ่งอื่นเพื่อแลกมาซึ่งอีกสิ่งหนึ่ง จริง ๆ หลายคนอาจจะบอกว่ามันคือ วัฏจักรของ “การพัฒนา” อันนี้คงจะต้องไปตอบตัวเองกันเอาเองว่า การพัฒนาของตัวเราเอง มันคืออะไร มันคือการแลกเปลี่ยนระหว่างสิ่งที่ดีกับสิ่งชั่ว หรือเป็นการแลกเปลี่ยนความเป็นตัวตนที่แท้จริงกับความแปลกใหม่ท้าทาย หรือเป็นการแลกเปลี่ยนความสัมพันธ์ส่วนตัวเพื่อให้ได้มาซื่งความเจริญก้าวหน้าทางสังคม จริง ๆ theme แบบนี้ก็หาได้บ่อยตามหนังหรือละครไทยทั่วไป

หนังเรื่องนี้ถูกพัฒนามาจากนวนิยายชื่อดังของ Lauren Weisberger และด้วยบทนักแสดงนำอย่าง Meryl Streep ที่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า นี่คือทางของเธอจริง ๆ แต่สิ่งที่ทำให้รู้สึกประทับใจกับหนังเรื่องนี้ ก็อาจจะเป็นเพราะการดำเนินเรื่องที่ไม่ซับซ้อน บวกกับสีสันของแฟชั่นที่ลงตัวกับความวุ่นวายวกวนของมหานครนิวยอร์ก ตัวละครที่เดินเรื่องมีไม่กี่คน ไม่มีอะไรต้องให้คิดตามเยอะ ๆ หรือเครียดจัด ๆ เป็นหนังที่ดูแล้วรู้สึกสบายแล้วก็เดินออกมาด้วยความยิ้มอิ่มเอิบที่แฝงมาด้วยข้อคิดที่ดูแสนจะเชย แต่มันก็อาจจะทำให้หลายคนมองหันหลังกลับไปว่า

“นี่เราสูญเสียอะไรไปบ้าง เพื่อแลกกับชีวิตที่เราคิดว่า (มันน่าจะ) ดีกว่า…”

Devil wears Prada Picture

เราใช้ชีวิตเต็มที่หรือยัง

In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, ภาพยนตร์ : Movie on สิงหาคม 4, 2006 at 3:31 pm

You wait and you wait for somethin’ big to happen… and then you find out you gon’ die.

Last Holidayช่วงนี้ไม่ยุ่งมาก เลยพอจะมีเวลาได้ดูหนังบ่อยหน่อย คราวนี้เป็นหนัง Hollywood เรื่อง Last Holiday นำแสดงโดย Queen Latifah ซึ่งเจ๊แกถือเป็นจุดขายของหนังเรื่องนี้ และหนังเรื่องนี้เป็นมีเนื้อเรื่องที่ง่าย ๆ ไม่ต้องคิดอะไร ดูสบาย ๆ ด้วยการตั้งคำถามที่ว่า “วันนี้คุณได้ตั้งใจในสิ่งที่คุณทำแล้วหรือยัง”

Georgia Byrd พนักงานขายอุปกรณ์ทำอาหาร (ด้วยการทำอาหาร) ที่ซื่อสัตย์ ขยัน อดทน อ่อนน้อม ถ่อมตน มีความฝันไว้มากมายที่อยากจะไปโน่นนี่ อยากจะทำนั่นนี่ หรือแม้แต่การได้แต่งงานกับคนที่เธอรัก ความฝันของเธอเก็บไว้ในแฟ้มอัลบั้มเล่มหนึ่งที่ชื่อว่า “Possibilities” เธออดออม ไม่กินอาหารที่เธอทำ เพราะต้องการจะเก็บไว้จนเมื่อถึงโอกาส ไม่ spoil ตัวเอง เวลาทำงานก็อดทน ไม่มีปากเสียง หรือแม้แต่ความรัก เธอก็ไม่กล้าที่จะเอ่ยปากออกไป

จนวันหนึ่งเธอพบว่าเธอเป็นโรคร้ายในสมองและจะมีชีวิตอยู่ได้เพียงอีกไม่ถึงเดือน เธอตัดสินใจที่จะปลดพันธนาการต่าง ๆ ในชีวิตของเธอ และใช้ชีวิตอย่างที่เธอต้องการ และเธอก็พบว่ามันเป็นความสุขที่ได้ทำในอย่างที่เธอฝัน ..

จริง ๆ เรื่องแนวนี้ถึงว่าเชยมาก เพราะมีคนเอามาทำเป็นหนังไว้เยอะแล้ว แต่ด้วยความเป็น Queen Latifah ทำให้หนังมันดูมีชีวิตชีวา ถึงแม้จะไม่ฮาขากรรไกรค้าง แต่ก็ทำให้มีรอยยิ้มอยู่ตลอดเวลา ด้วยบุคลิค ของตัวละครที่เธอแสดง พอถึงตอนจบถึงแม้ว่าหลายคนจะเดาได้ว่ามันจะเป็นยังไง แต่นั่นมันไม่สำคัญเท่ากับอารมณ์ของหนังที่ทำให้เป็นฉาก Happy Ending ที่มีความสุขและประทับใจจริง ๆ อีกทั้งยังทำให้ต้องมองย้อนกลับมาหาตัวเอง ว่าทุกวันนี้เราได้ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่แล้วหรือยัง

Queen Latifahชีวิตของคนเราทุกคน ต่างก็มีที่มาและที่ไป ที่แตกต่างกัน (เอ๊ะ เหมือนเพลงอะไรหว่า อิอิ) การใช้ชีวิตอย่างที่ต้องการ บางคนอาจจะมาได้โดยง่าย บางคนอาจจะต้องอยู่ภายใต้การควบคุม ของบางสิ่งบางอย่างหรือจากบางคนไปตลอดชีวิต โดยเฉพาะบางคนที่ถูกเลี้ยงมาให้อยู่ในโอวาท และรักสงบ เพราะฉะนั้นถ้ามีอะไรไม่ถูกใจก็จะไม่พูด แต่มักจะเก็บเอาไว้ในใจ คนเดี๋ยวนี้มักคิดถึงเสมอว่า “พรุ่งนี้จะอยู่ยังไง” มากกว่า “ตอนนี้จะทำอย่างไร” แล้วชีิวิตของวันพรุ่งนี้มากำหนดชีวิตของตัวเอง โดยที่ไม่รู้ว่า ชีวิตของตัวเองในวันพรุ่งนี้ จะมีหรือไม่ ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่นเรื่องการประหยัดอดออม บางคนเขียมมาก เขียมจนตัวเองต้องลำบาก เพื่อหวังว่าในวันข้างหน้าจะต้องรวย (ไม่รวมถึงคนที่จำเป็นที่ต้องเขียมจริง ๆ นะครับ เช่น คนที่ต้องรับผิดชอบชีวิตหลาย ๆ ชีวิตพร้อมกัน แบบเอาให้พออยู่ไปวัน ๆ)

อย่างไรก็ตาม ไอ้การใช้ชีวิตตามใจฉันเนี่ย มันก็ต้องเป็นคน ๆ ไปนะ บางคนใช้แบบไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหม ไม่สนใจว่าใครจะเดือดร้อน และขาดความรับผิดชอบ อันนี้ก็คงไม่ไหว สมควรให้อยู่ในระเบียบวินัยมากกว่า ต้องอย่าลืมว่า กว่านางเอกจะมาถึงวันที่สามารถใช้ชีวิตอย่างที่ตัวเองต้องการได้ มันก็ต้องแลกมาด้วยหลายอย่าง ถ้าก่อนหน้านี้เธอใช้ชีวิตคนละแบบ เธอก็ไม่อาจจะได้ใช้ชีวิตอย่างที่เธอต้องการ ณ​ จุดนี้ก็ได้ เพราะฉะนั้นคนที่สามารถจะทำอะไรตามที่ต้องการได้ มันก็ต้องมี “ความพร้อม” ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นวุฒิภาวะ จริยธรรมทางสังคม สภาพแวดล้อม และศักยภาพในด้านต่าง ๆ (รวมถึงเรื่องเงิน) พูดแล้วก็ทำให้นึกถึง “เด็กแนว” เหมือนกันนะเนี่ย เหอๆๆ

แต่ก็อย่างว่าถ้าโลกใบนี้มันมีแต่ตรงกลางอยู่จุดเดียว เราก็คงหาปลายสองข้างไม่เจอ แต่กระนั้นก็ยังขอเลือกอะไรที่มันไม่สุดโต่งอ่ะ น่าจะ “ปลอดภัย” ที่สุด

ประโยคที่ชอบที่สุด ก็คือ ตอนที่นางเอกพูดกับตัวเองในกระจกว่า “Next time… we will laugh more, we’ll love more; we just won’t be so afraid.”

ตาดูหูฟังก็พลั้งได้

In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, ภาพยนตร์ : Movie on สิงหาคม 4, 2006 at 12:54 am

The Night Listenerวันนี้ไปดูหนังรอบ Premier เรื่อง The Night Listener มา (ได้บัตรฟรีของ Miramax มา อิอิ) นำแสดงโดย Robin Williams ก็เป็นเรื่องของนักจัดการวิทยุคนหนึ่งที่จัดรายการทาง WNYH ที่ส่งสัญญาณกระจายไปทั่วประเทศ แล้วก็ได้ manuscript งานเขียนของเด็กวัย 14 ขวบคนหนึ่งที่บอกว่าเป็นแฟนรายการวิทยุของเค้า เพื่อวานให้เค้าเอาไปตีพิมพ์ โดยบอกว่าเนื้อหาของเรื่องเขียนขึ้นจากชีวิตจริง เป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวิตที่ถูกพ่อแม่ทำร้ายทางเพศ จนในที่สุดก็ถูกเลี้ยงดูโดนแม่อุปถัมภ์ที่อยู่ในมลรัฐ Wisconsin

Gabriel นักจัดรายการวิทยุรุ่นใหญ่คนนี้ก็ได้ติดต่อกับเด็กวัย 14 เพื่อทำความรู้จักกับเด็กมากขึ้น แต่จากการพูดคุยกับแม่อุปถัมภ์ ก็พบว่าเด็กคนนี้กำลังป่วยร้ายแรง ทำให้ Grabriel ต้องติดต่อกับ Dana ผู้เป็นแม่อุปถัมภ์แทน การติดต่อเป็นการพูดคุยผ่านโทรศัพท์เท่านั้น พร้อมกับรูปของเด็กน้อยคนหนึ่งที่เค้าเชื่อว่าเป็น Pete D. Logand เจ้าของผลงานอันแปลกประหลาดและน่าสนใจชิ้นนี้

แต่แล้วแฟนหนุ่ม (เอ่อ หรือจะได้คู่ขา หรือเด็กหนุ่ม) ของ Gabriel ก็เกิดข้อสงสัยขึ้นมาในเรื่องนี้ เพราะรู้สึกว่าเสียงของ Dana และ Pete เป็นเสียงเดียวกัน และมันก็มีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้ Gabriel ต้องพิสูจน์ว่า ข้อสังเกตของแฟนหนุ่มของเค้าเป็นจริงหรือไม่ เพราะถ้าหากเค้าถูกหลอกขึ้นมาจริง ๆ ก็คนจะทำมาหากินไม่ได้อีกเลย แต่ถ้าหาก Dana และ Pete เป็นคนเดียวกันจริง ใครคือตัวจริง ใครคือตัวปลอม เรื่องราวมันก็ประมาณนี้แหละครับ

หนังเรื่องนี้ขายการขยายความต่อจากเรื่องจริงของนักจัดรายการชื่อดังคนหนึ่ง อีกทั้งยังเป็นหนังสือขายดีของ Armistead Maupin ก็เลยทำให้คน
เพียงแต่ค่อนข้างผิดหวังนิดหน่อย เพราะหนังมันไม่ทำให้ถึงกับสะพรึงกลัวขนหัวลุก เหมือนกับคำโปรยที่ตั้งความหวังเอาไว้ แต่ก็ดูได้อารมณ์ตึง ๆ พอสมควร ส่วนตอนจบก็ค่อนข้างคลี่คลายได้ดีทีเดียว เพราะตัวหนังไม่ขมวดปมไว้แน่นหนานัก ทำให้คนดูเดาได้ไม่ยาก แล้วก็สามารถคาดการณ์ได้ว่าหนังมันจะออกมาเป็นแนวไหน จริง ๆ ไอ้ส่วนที่น่าผิดหวังก็คงจะเป็นส่วนที่หนังพยายามจะสร้างความตื่นเต้นเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่พอมาตอนเฉลย กับเฉลยกันดื้อ ๆ เลยทำให้ไม่เกิดอาการสะพรึงอย่างที่คาดหวัง

อาจจะเป็นเพราะผมไม่ใช่คอหนังแนวนี้มากกว่า ถ้าไม่ได้บัตรฟรี ก็คงไม่ไปอ่ะ ถ้าอยากดูจริง ๆ คงรอยืม DVD ที่โรงเรียนดูดีกว่า

พอหนังเรื่องนี้เข้าเมืองไทยเมื่อไหร่ อาจจะกลับมาวิเคราะห์ตัวละครแต่ละตัวอีกที เพราะค่อนข้างน่าสนใจดีทีเดียว

A Novel

Wicker Park: นังกุลา!

In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, ภาพยนตร์ : Movie, มั่วซั่ว : Miscellenous on สิงหาคม 1, 2006 at 10:11 pm

Wicker Park DVD's Due Date Sheetไปอ่านใน ห้องเฉลิมไทย มา เห็นมีคนบอกว่าหนังเรื่องนี้ดี ก็เลยไปจัดแจงยืมมาจากห้องสมุด หนังเป็นเรื่องเกี่ยวกับชายหนุ่มช่างภาพคนหนึ่ง ที่กำลังตามหาความรักที่หายไปเมื่อสองปีก่อน แต่เรื่องมันค่อนข้างจะสลับซับซ้อนมาก เนื่องจากไป ๆ มา ๆ หนังกลับกลายเป็นเรื่องชิงรักหักสวาท ผมคงไม่เล่าเนื้อเรื่องมาก เผื่อคนที่ยังไม่ได้ดูจะได้ไปหามาดู

ที่จะเล่าคงจะเป็นความรู้สึกของตัวเองมากกว่า คือ ความรู้สึกตอนที่ดูหนังเรื่องนี้เหมือนดูโสนน้อยเรือนงาม + ซินเดอเรลล่า โดยเฉพาะโสนน้อยเรือนงาม ที่โดนนางกุลาใจร้ายมาทำให้โสนน้อยกับเจ้าชายต้องพลัดพรากจากกัน จำได้ว่าสมัยเรียนก็รู้สึกเคียดแค้นนังกุลานี่มา ว่าทำไมเป็นคนใจร้ายอย่างนั้น ยิ่งตอนมาดู version ที่เป็นหนังจักร ๆ วงศ์ของช่อง 7 ด้วยแล้วยิ่งไปกันใหญ่ คือ มันประมาณว่าเดือดว่า “ทำไมถึงทำได้ลงคอ” ประมาณว่า นางโกงเป็นตัวขับเคลื่อนเรื่องมากกว่าคนอื่น ๆ เรื่องนี้ก็เหมือนกัน
แต่ก็อย่างว่า เวลาคนเราขาดสติ แล้วยิ่งมีอารมณ์มาบดบัง (โดยเฉพาะความอิจฉาริษยา) ด้วยแล้ว จะทำอะไรก็ได้ แต่หนังเรื่องนี้เค้า cast คนมาแสดงดีจริง ๆ นะ มันดูเนียนมาก..

ส่วนเรื่องประเด็นความรักที่ได้จากหนังเรื่องนี้ ก็บอกประมาณว่า คนหน้าตาดีก็จะได้กับคนหน้าตาดี ส่วนไอ้คนหน้าเหียก ก็ไปหาคนอื่น… ประมาณตักน้ำใส่กระโหลกชะโงกดูเงาตัวเองซะบ้าง อย่าสะเออะ ฮ่าๆๆๆๆๆ แต่จะว่าไปก็สงสารนางโกงเหมือนกัน แต่ทำยังไงได้ คนเราเลือกเกิดไม่ได้นี่หว่า แต่ก็นั่นแหละ แสดงว่าเค้าก็กำหนดมาให้แล้วว่าเราจะเกิดมายังไง…

มันก็กำหนดมาแล้วแหละ “คนหน้าตาดีก็มีตัวเลือกมากกว่าคนหน้าตาไม่ดี” ไม่รู้ assumption นี้จะถูกหรือเปล่านะ แต่ไอ้ที่บอกว่า “คนที่เรารัก เค้าไม่รักเรา ไอ้คนที่รักเรา เราก็ดันไม่ชอบเค้า” ซะอีกนี่สิ น่าจะมีจริง…

อยู่เป็นโสดอย่างนี้แหละ ดี ไม่เรื่องมากดี…แต่สำหรับคนโสดที่ชอบค้นหาความรักก็คงไม่ดีนัก เพราะวงจรอกหัก มันก็จะเกิดขึ้นเรื่อย ๆ

Wicker Park DVD Coverแต่ถ้าเอาธรรมะมาจับแล้วก็จะยิ่งน่าสงสารนางโกงใหญ่ เพราะชาติที่แล้วคงทำบุญมาน้อย ชาตินี้ถึงได้หน้าตาไม่ดี แล้วยิ่งทำไม่ดีอีกเนี่ย ชาติหน้าคงยิ่งไปกันใหญ่ แต่สิ่งที่สำคัญที่ได้จากหนังเรื่องนี้ ก็คือ “การโกหก ไม่ได้ทำให้คนที่โกหก รู้สึกดีแม้แต่น้อย แต่ตรงกันข้ามกลับทำให้ใช้ชีิวิตด้วยความเจ็บปวดต่างหาก”…

ปล.ดูหนังเรื่อง ทำให้นึกถึงตอนไปเที่ยว Chicago เลย… ที่เดียวกันเด๊ะ อิอิ