ประวัติเอกสารจากหมวดหมู่ ‘บ่นไปเรื่อย : Saying’
ป้องกัน: คิดแบบขั้ว
In บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous, สังคม: social, สื่อสารมวลชน : mass media on เมษายน 6, 2009 at 2:02 amchart, literacy, scale, statistics, visual, visualization
Visual Literacy Fail
In บ่นไปเรื่อย : Saying, สถิติ : Statistics on มีนาคม 11, 2009 at 10:17 am
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวเนื้อหาเลย หากแต่อยู่ที่ตัวแผนภูมิต่างหาก ไม่ต้องอธิบายมาก คนอ่านแผนภูมิทั่วไปคงจะเข้าใจได้ไม่ยาก ไม่รู้ว่าใช้โปรแกรมอะไรทำ
ที่มา: รายงาน การสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2548 สำนักงานสถิติแห่งชาติ
เขมรโพธิสัตว์
In การเมือง : Politic, บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, เพลง : Music on พฤศจิกายน 25, 2008 at 2:04 pmจำได้ว่าเพลงนี้เคยฟังตัวเล็กร้องสมัย ม.ต้น ชอบเนื้อเพลงมาก (เคยพยายามแอบร้ิองแต่เสียงไปไม่ไหว) อยู่ดี ๆ มันก็ผุดขึ้นมาในหัว
“อันความผิดนิดหนึ่งอย่าพึงโกรธ
ควรงดโทษกันและกันให้พลันหาย
อย่าอาฆาตบาดหมางจนวางวาย
เป็นกรรมร้ายติดตัวชั่วกัปกัลป์
ข้างหนึ่งโกรธข้างหนึ่งนิ่งเสียนั้นไซร้
เป็นบุญได้ดับร้อนช่วยผ่อนผัน
เหมือนตบมือข้างเดียวไม่ดังพลัน
เรารักกันดีกว่าเกลียดเดียจฉันท์เอย”
ไปหา้ข้อมูลบนเว็บพบว่า หม่อมเจ้าหญิงหญิงพิจิตจิราภา เทวกุลเป็นผู้ประพันธ์ เสียดายว่าหาที่เป็น audio ไม่ได้
cartoon, f-1, foreign, phd comics
PHD Comics: The F-1 Process Explained
In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on มิถุนายน 24, 2008 at 9:18 amdarnton, Google Book, history, information, reliability, stability, trust
เสถียรภาพของข้อมูลกับอนาคต
In การเมือง : Politic, งานวิจัย : Research, บรรณารักษ์ : Librarian, บ่นไปเรื่อย : Saying, สังคม: social, สื่อสารมวลชน : mass media, ห้องสมุด : Libraries, เป็นการเป็นงาน : Seriously on มิถุนายน 16, 2008 at 9:36 pm“[H]aving learned to write news, I now distrust newspapers as a source of information, and I am often surprised by historians who take them as primary sources for knowing what really happened.”
อ่านบทความเรื่อง The Library in the New Age ของ Robert Darnton ที่ตีพิมพ์ใน The New York Review of Books แล้วมีเรื่องให้น่าคิดต่อ
โดยย่อ Darnton ยกประเด็นเรื่อง textual stability มาเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาบทบาทของห้องสมุดวิจัย โดยนำเอากรณีศึกษาต่าง ๆ มาชี้ให้เห็นว่า ข้อมูลข่าวสารนั้นถูกบิดเบือนและไม่มีความน่าเชื่อถือมาตั้งแต่ไหนแต่ไร แม้ในยุคก่อนที่จะมีอินเตอร์เน็ต ซึ่งถือเป็นความท้าทายอย่างหนึ่งของห้องสมุดวิจัย ที่จะต้องทำอย่างไรก็ตามเพื่อกลั่นกรอง หรือนำเสนอแง่มุมทุก ๆ ด้าน เพื่อให้นักวิจัยได้ข้อมูลที่ดีที่สุด
ในขณะเดียวกันห้องสมุดวิจัยก็ถูกท้าทายด้วย mass digitization project โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Google Book ที่ทำให้ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องเข้ามาอ่านหนังสือที่ห้องสมุดเหมือนแต่ก่อน ซึ่งในบทความค่อนข้างจะอ่อนในเรื่องของการเชื่อมโยงประเด็นของประเด็นนี้เข้าด้วยกัน
ถึงแม้ Darnton จะอ้างว่า project อย่าง Google Book จะส่งเสริมให้ห้องสมุดวิจัยมีความสำคัญมากขึ้น แต่สิ่งที่ Darnton ให้ความสำคัญมากกว่า คือ ภาพของการแข่งกันกันระหว่าง Google Book และห้องสมุดวิจัย โดยมีหัวข้อสำคัญ คือ
- Google Book ไม่สามารถจะสแกนหนังสือได้หมดทั้งโลก ถึงแม้ว่าปริมาณขาดไปเพียงน้อยนิด แต่ส่วนน้อยนิดนั้น อาจมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด
- คล้ายกับข้อแรก ถึงแม้จะมีความร่วมมือจากห้องสมุดวิจัยขนาดใหญ่ และเพิ่มจำนวนห้องสมุดที่เข้าร่วมโครงการมากน้อยแค่ไหน แต่ก็ยังมีทรัพยากรสารสนเทศพิเศษ หรือหายากอีกจำนวนมากที่จะไม่ถูกแสกน
- ปัญหาเรื่อง ลิขสิทธิ์สำหรับ Google Book เป็นเรื่องที่ไม่จบง่าย ๆ
- การเปลี่ยนทางเทคโนโลยีที่รวดเร็วอาจะทำให้วันหนึ่ง Google ต้องหายไป เฉกเช่นเดียวกับบริษัทเทคโนโลยีอื่น ๆ ในขณะที่ห้องสมุดวิจัยอยู่ยั่งยืนมานานนับศตวรรษ
- การดำเนินการของ Google Book อาจเกิดข้อผิดพลาดทางเทคนิคที่มีผลต่อการควบคุมคุณภาพ
- ไม่มีอะไรมาการันตีได้ว่าสำเนาหรือวัสดุจัดเก็บจะอยู่ได้นาน ดูได้จากบทเรียนที่ได้จากไมโครฟิล์ม
- ถึงแม้ว่า Google จะสแกนหนังสือในทุกเวอร์ชั่น แต่ในที่สุดเราก็อาจจะไม่รู้ว่า algorithm ที่ใช้แสดงผลการค้นนั้นเหมาะสมหรือไม่
- ปัญหาด้านกายภาพ ยังเป็นข้อจำกัดอยู่เสมอ มีเรื่องที่น่าสนใจช่วงท้าย ซึ่ง Darnton เอานำเรื่อง “กลิ่น” มาเป็นปัจจัยหนึ่ง โดยชี้ว่า ผลการสำรวจของนักเรียน นักศึกษาในฝรั่งเศส (บันทึก: ไม่มีแหล่งที่มา) พบว่า 43 เปอร์เซ็นต์บอกว่า กลิ่นเป็นคุณลักษณะที่สำคัญอย่างหนึ่งของหนังสือในรูปกระดาษ
ท้ายที่สุด Darnton สรุปว่าไม่ควรจะไปหวังพึ่ง Google Book เพียงแหล่งเดียว และสนับสนุนให้พัฒนาห้องสมุดวิจัยต่อไป
ประเด็นที่ผมสนใจ คือ เรื่อง textual (in)stability โดยเฉพาะในบริบทของไทย บทเรียนที่ได้จากศึกษาประวัติศาสตร์ พบว่า ข้อจำกัดอย่างยิ่งยวดของการศึกษาประวัติศาสตร์ไทย การขาดหลักฐานที่น่าเชื่อถือ พงศาวดารฉบับหนึ่งเขียนแบบหนึ่ง อีกฉบับหนึ่งเขียนอีกแบบหนึ่ง นักประวัติศาสตร์ก็อาศัยข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์และตีความ เราจะเห็นว่าประวัติศาสตร์ใหม่ของไทย โดยเฉพาะในยุคประชาธิปไตย ข้อมูลข่าวสารโดยเฉพาะจากสื่อมวลชน มีการบิดเบือน และข้อมูลเหล่านี้ก็ถูกนำไปใช้เป็นหลักฐานและข้อมูลอ้างอิงในการวิจัยประวัติศาสตร์อยู่เสมอ ปัญหาคือ ถ้าหากการวิจัยนั้น ไม่สามารถได้ข้อมูลที่ครบถ้วน รอบด้าน ก็กลายเป็นว่า ประวัติศาสตร์ชาติไทยนั้นเป็นเรื่องโกหก หรือพูดไม่หมด หรือไม่ก็กำลังถูกกำหนดชี้นำโดยกลุ่มบุคคลบางกลุ่ม หรือบางครั้งก็ถูกมองข้ามไปอย่างหน้าตาเฉย
มองย้อยกลับมา ณ วันนี้ ตอนนี้ สถานการณ์ก็ใช่ว่าจะดีขึ้นแต่ก่อน หากแต่ซ้ำร้ายไปกว่าเดิม ข้อมูลข่าวสารถูกใช้เป็นเครื่องมือในการโจมตี สาดเสียเทเสีย สร้างความแตกแยกกันขนาดนี้ ข้อมูลปลอม หลักฐานเท็จอะไรบ้างให้ปวดหัวเต็มไปหมด ข้อมูลข่าวสารจากสื่อมวลชนผิดพลาด ก็ไม่ค่อยแก้ไข ปล่อยแล้วก็แล้วกันไป ถ้ายังเป็นอยู่อย่างนี้ต่อไป ก็ไม่รู้ว่าประวัติศาสตร์ของชาติไทยจะออกมาเป็นอย่างไรกัน (เว้นแต่ว่า ณ วันหนึ่ง สื่อมวลชนหมดความน่าเชื่อถือไปเอง จนไม่สามารถนำมาใช้เป็นหลักฐานในการอ้างอิงได้อีกต่อไป จะว่าไป ปัจจุบันนี้ก็เป็นประมาณนั้น)
นอกจากนี้ทุกวันนี้ information stability มีหลาย platform ไม่ได้อยู่ในรูปตัวอักษร (textual) ที่ตีพิมพ์ลงกระดาษเพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากแต่มีทั้งที่อยู่ในรูปของภาพ (visual) เสียง (audio) หรือทั้งภาพและเสียง (audio-visual) อีกด้วย ผมคิดว่าทุกคนยังจำประเด็นเรื่องการตัดต่อภาพทีี่มีปัญหาได้ (เช่น การตัดรูปพระบรมฉายาลักษณ์ หรืออย่างล่าสุดภาพเกี่ยวกับธงชาติ ก็ไม่รู้ว่าภาพไหนจริง ภาพไหนปลอม) เดี๋ยวนี้ภาพต่าง ๆ ก็ไม่ได้น่าเชื่อถือเหมือนแต่ก่อนอีกต่อไป หรือถ้าได้ forward mail เป็นเสียงเทปดักฟังใครมา ก็ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนแล้ว ว่าทำเลียนแบบขึ้นมาหรือเปล่า ส่วนวิดีโอ ก็เห็นว่าการตัดต่อไม่ใช่เรื่องเฉพาะของนักตัดต่ออาชีพอีกต่อไป ใคร ๆ ก็สามารถตัดต่อได้ แถมยังมีเรื่อง censorship อีกขั้นหนึ่ง
ในอีกมิติหนึ่งของ stability คือ ข้อมูลประเภท crowdsourcing ที่ทุกวันนี้เป็นที่นิยม ใครใคร่แก้ แก้ ใครใคร่ลบ ลบ ลองพิจารณาตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ข้อมูลที่อยู่ใน wikipedia หากมองข้ามเรื่องการไม่มี authority ของผู้ใช้ กระนั้นการนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้ก็ยังเป็นปัญหาอยู่ดี ควรจะได้รับการยอมรับให้นำมาใช้เป็นหลักฐานหรือแหล่งอ้างอิงทางวิชาการได้หรือไม่ ถึงแม้ว่าในอนาคต การนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้อาจได้รับการยอมรับ นักวิจัยก็จำเป็นที่จะต้องดูที่การเปลี่ยนแปลงของแต่ละบทความให้รอบคอบ แต่กระนั้นการดูเพียงเพื่อว่าแก้ไขอะไรไปบ้างเพียงอย่างเดียวก็ไม่พอ ต้องดูว่าแก้ทำไม ซึ่งบางท่านอาจบอกว่า discussion อาจช่วยได้ แต่ปัญหาคือ กิจกรรมการพูดคุยเหล่านี้ ไม่ได้เกิดขึ้นในทุกบทความ
นอกจากนี้เราจะเห็ว่า การอ้างอิงบล๊อกในทางวิชาการเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ งานวิจัยที่ผมทำร่วมกับ Hank และ Sheble ก็ชี้ให้เห็นแล้วว่า 99% ของบล๊อกเกอร์เคย edit post ของตัวเอง ซึ่งประเด็นของบล๊อกนี่ซ้ำร้าย เพราะไม่ใช่ทุกคนที่แก้ไขบล๊อกด้วยการเพิ่มเติม บางคนก็แก้ไขด้วยการลบออกไปเสีย นอกจากนี้ในการวิจัยก็พบว่า คนที่ลบ blog post ออกไปนั้น ส่วนใหญ่จะลบออกไปเพราะความคิดของตัวเองในปัจจุบันเห็นต่างไปจากตอนที่เขียนครั้งแรก ซึ่งนี่ก็เป็นข้อที่น่าพิจารณาอีกเช่นกัน
ท้ายสุดดูเหมือนว่า ความรับผิดก็มาตกอยู่ที่ search engine (ไม่ว่าจะเป็น commercial หรือของห้องสมุด) ที่จะทำอย่างไรจะสามารถช่วยให้ผู้ใช้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วน และเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน (กล่าวคือ มี recall สูง) มี metadata ที่ให้บริบทได้อย่างครบถ้วน ทั้งนี้เพื่อช่วยผู้ใช้แยกแยะความน่าเชื่อถือหรือแจกแจงความขัดแย้งของ information object นั้น ๆ ได้ ซึ่งความคาดหวังดังกล่าว ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่าข้อมูลทุกอย่างถูกจัดเก็บอยู่ในรูปดิจิตอลแล้ว ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับการจัดการห้องสมุด ก็มีความแตกต่างโดยหลักการอยู่แล้ว กล่าวคือ ห้องสมุดมีข้อจำกัดในเรื่องทรัพยากร ที่ไม่สามารถจะจัดหา หรือจัดเก็บทุกอย่างได้ ดังนั้นการคัดเลือกคือหน้าที่หลักอย่างหนึ่ง การพิจารณาคัดเลือก ก็มีหลักเกณฑ์หลายประการ ยกตัวอย่าง การทำกฤตภาค (ตัดแปะข่าวหรือข้อมูลที่ได้จากสิ่งพิมพ์ประเภทอื่น ๆ) ทุก ๆ เช้าก็จะมีบรรณารักษ์ทำหน้าที่ scan ดูข่าว ว่ามีข่าวใดที่มีคุณค่าควรแก่การจัดเก็บ ดังนั้นทรัพยากรที่จัดเก็บในห้องสมุดนั้น ผ่านการคัดเลือกมาขั้นหนึ่งแล้ว ในขณะที่การจัดเก็บในของข้อมูลที่สร้างขึ้นมาอยู่ในรูปดิจิตอลอยู่แล้ว (digital born) เป็นการจัดเก็บทุกอย่างที่ขวางหน้า ให้ผู้ใช้เป็นคนตัดสินใจเลือกเอาเองว่าข้อมูลไหนดี ข้อมูลไหนไม่ดี ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องอาศัยความสมบูรณ์ของ surrogate และความสามารถของ search engine เป็นสำคัญ
update: บังเอิญไปเจอมาสด ๆ ร้อน ๆ Pressthink มีบทความล่าสุดเกี่ยวกับการทดลองหาวิธีการข่าวที่ดีที่สุดจาก crowdsource
harvard, inspiration, jkrowling, quote, speech
Rowling on Failure and Imagination
In บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on มิถุนายน 9, 2008 at 5:35 pmเห็นคุณคนชายขอบเล่าว่า J.K. Rowling ไปพูดในงานรับปริญญาที่ Harvard ก็เลยอยากฟัง ฟังแล้วชอบมาก ข้างล่างนี่เป็นตัวอย่าง quote ที่ชอบ…
“There is an expiry date on blaming your parents for steering you in the wrong direction; the moment you are old enough to take the wheel, responsibility lies with you.”
“You might never fail on the scale I did, but some failure in life is inevitable. It is impossible to live without failing at something, unless you live so cautiously that you might as well not have lived at all – in which case, you fail by default.”
“Every day of my working week in my early 20s I was reminded how incredibly fortunate I was, to live in a country with a democratically elected government, where legal representation and a public trial were the rights of everyone.”
มีแอบสะกิดอยู่เล็กน้อย ช่วงท้ายสุดที่บอกว่า
“At our graduation we were bound by enormous affection, by our shared experience of a time that could never come again, and, of course, by the knowledge that we held certain photographic evidence that would be exceptionally valuable if any of us ran for Prime Minister.”
แหม มาอเมริกาทั้งที เปลี่ยนให้เป็น President หน่อยไม่ได้ :D
(ปล. Transcript ไม่ตรงกับที่พูดเป๊ะ ๆ ถ้าภาษาปะกิตแข็งแรงหน่อย แนะนำให้ดูวิดีโอหรือฟัง mp3 เอาจะดีกว่าครับ แต่จริง ๆ ก็ไม่ได้แตกต่างกันมาก แล้วแต่ใครถนัดมากกว่า)
ชวนอ่านเก่าเก็บ
In งานวิจัย : Research, บ่นไปเรื่อย : Saying, ห้องสมุด : Libraries on มิถุนายน 9, 2008 at 3:56 pmตามเก็บของเก่า…
First Monday ฉบับล่าสุดออกแล้ว มีบทความน่าสนใจหลายเรื่อง ตั้งแต่ประเด็นปัญหาเชิงมหภาคของ web 2.0 ที่ค่อนข้างครอบคลุมหลายเรื่องหลายประเด็น; การต่อรองทางสังคมของโปรเจค OLPC ผ่าน actor-network theory และ social force โดยวิเคราะห์จากบทบรรยายต่าง ๆ ของ Negroponte; เรื่อง กฏหมายใหม่ Deleting Online Predator Act ที่มีผลสืบเนื่องมาจาก moral panic ที่เกี่ยวกับการล่อลวงเด็กบน myspace; การสำรวจผู้ใช้ istockphoto ที่เกี่ยวกับแรงจูงใจของผู้ใช้; และสุดท้ายเป็นการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่มีต่อการใช้ wikipedia เชิงมหภาค โดยวิเคราะห์ข้อมูลจาก 11 ประเทศ (ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย)
Code4Lib ฉบับที่ 2 มีบทความนำเสนอ practical trick ที่น่าสนใจ เช่น แนะนำ open source option สำหรับการสร้าง subject guide, ใช้ google calendar จัดการตารางเวลาห้องสมุด, ใช้คำสั่ง “net send” สำหรับบรรณารักษ์บริการ ที่ต้องการความช่วยเหลือ (จากเพื่อนร่วมงาน) เป็นต้น
ห้องสมุดของ University of Wisconsin-Madison เผยแพร่เอกสารฉบับใหม่ของ Resource Discovery Exploratory Task Force ซึ่งรายงานเกี่ยวกับผลการศึกษา เพื่อจะปรับปรุงระบนค้นหาทรัพยากรสารสนเทศของห้องสมุด มีตัวอย่าง benchmark และประเด็นที่น่าสนใจสำหรับคนที่กำลังต้องการ update เรื่องเกี่ยวกับการปรับปรุงเว็บไซต์ห้องสมุด (ของแถม MLibrary Labs ของมหาวิทยาลัยมิชิแกน ที่รวบรวม project ของห้องสมุดที่กำลังพัฒนา ที่น่าสนใจมีทั้ง API, Firefox addon, LibX และอื่น ๆ นอกจากนี้ถ้าสังเกตให้ดี ก็จะมี mTagger ที่ครอบคลุมไม่เพียงแต่ catalog ห้องสมุด แต่ครอบคลุมเว็บไซต์ของทั้งมหาวิทยาลัย) [ที่มา (UM กับ UW): Lorcan Dempsey's weblog]
ปล. เพิ่งเห็นว่า ห้องสมุดมหาวิทยาลัยชิคาโก ใช้ aquabrowser (แต่ผลการค้นอื่น ๆ เหมือน endeca จังแฮะ)
computer use, document, email, internet, non-user, user
Who are really non-users?
In INLS715, iTeaudemia, งานวิจัย : Research, บ่นไปเรื่อย : Saying, ห้องสมุด : Libraries on พฤษภาคม 19, 2008 at 5:13 pmในทางบรรณารักษศาสตร์ การศึกษาผู้ใช้ ครอบคลุมถึง การศึกษาผู้ไม่ใช้ด้วยเช่นกัน กล่าวคือ นอกจากจะทำให้คนที่ใช้อยู่มีความพึงพอใจสูงสุด เราก็จะต้องศึกษาเช่นเดียวกันว่า ทำไมคนที่ไม่ใช้ถึงไม่ใช้ เพื่อจะทำให้คนเหล่านี้กลายมาเป็นผู้ใช้ ในขณะที่ปัจจุบัน การศึกษาคนที่ไม่ใช้อินเตอร์เน็ตและคอมพิวเตอร์ ก็กลายเป็นตัวชี้วัดสำคัญตัวหนึ่งของการช่องว่างทางดิจิตอล
มีรายงานการสำรวจล่าสุดของ Park Associates เกี่ยวกับการใช้คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต ว่า 20% ของหัวหน้าครอบครัวในอเมริกาไม่เคยใช้อีเมล์ เปิดเว็บไซต์และค้นข้อมูลบนอินเตอร์เน็ต ในขณะที่ 30% ของหัวหน้าครอบครัวไม่เคยใช้คอมพิวเตอร์ในการสร้างเอกสาร โดยชี้ว่าเพศและอายุเป็นปัจจัยสำคัญที่ำให้เกิดช่องว่างทางดิจิตอลในลักษณะนี้ [ที่มา: CNET News)
ความรู้สึกแรกที่เห็นข้อมูลก็ค่อนข้างแปลกใจ ประการแรก คือ จำนวนของคนที่ไม่เคยใช้คอมพิวเตอร์ในการสร้างเอกสาร สูงกว่าคนที่ไม่เคยใช้อีเมล์หรือเปิดเว็บไซต์ ซึ่งแตกต่างจากสมมติฐานส่วนตัวที่เห็นกลับกันว่า อัตราส่วนของคนที่ใช้คอมพิวเตอร์ในการสร้างเอกสาร น่าจะมากกว่าอัตราส่วนของคนที่ใช้อินเตอร์เน็ต เนื่องจากเห็นว่า
- คอมพิวเตอร์ เป็นเครื่องมือพื้นฐาน ที่ใช้ในการเข้าถึงอินเตอร์เน็ต ถึงแม้ว่าโทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รุ่นใหม่ ส่วนมากจะสามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้ก็ตาม แต่คอมพิวเตอร์ก็ยังเป็นเครื่องมือหลักอยู่ดี
- การสร้างเอกสาร สามารถทำงานได้ off-line ในขณะที่การใช้อินเตอร์เน็ตนั้น จำเป็นต้องใช้เครือข่าย ซึ่งคนที่มีคอมพิวเตอร์ทุกคน ส่วนใหญ่ไม่ต้องมีอินเตอร์เน็ตก็ได้ แต่คนที่ใช้อินเตอร์เน็ต ส่วนใหญ่น่าจะต้องมีคอมพิวเตอร์
- ระบบประมวลผลคำ ถูกพัฒนาขึ้นก่อน ระบบอินเตอร์เน็ต คนใช้คอมพิวเตอร์ น่าจะมีความคุ้นเคยกับ ระบบประมวลผลคำ มากกว่าเครือข่ายอินเตอร์เน็ต
- Mental model ของการใช้คอมพิวเตอร์ในการสร้างเอกสาร กับอินเตอร์เน็ต มีความแตกต่างกัน โดยเฉพาะอินเตอร์เน็ตที่มีมิติของเครือข่ายเข้ามาร่วมด้วย ดังนั้นความคุ้นเคยและความซับซ้อนของ mental model น่าจะมีผลต่อการใช้งาน
- ถ้าตีความอย่างนักจัดการเอกสาร การส่งและรับอีเมล์ ก็ถือเป็น "การสร้างเอกสาร" อย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้น เมื่อคน 80% บอกว่าเคยรับส่งอีเมล์ แต่มีเพียง 70% ที่บอกว่าเคยสร้างเอกสารบนคอมพิวเตอร์ ก็ออกจะแปลกไปหน่อย (ผมไม่เชื่อว่า ผลต่าง 10% จะมาจากคนที่ส่งอีเมล์ผ่านอุปกรณ์รับส่งประเภทอื่น เช่น PDA โทรศัพท์มือถือ โดยที่ไม่เคยใช้คอมพิวเตอร์เลย) ดัง Venn diagram แบบง่าย ๆ ข้างล่างนี้

อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อมูลออกมาในลักษณะนี้ และหากเชื่อว่าข้อมูลที่ออกมา สามารถนำมาใช้กล่าวสรุป (Generalize) ถึงคนอเมริกันได้จริง ก็ต้องลองกลับสมการ และดูว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่น่าจะทำให้อัตราส่วนของคนใช้อินเตอร์เน็ตมีมากกว่าคนใช้คอมพิวเตอร์สร้างเอกสาร ซึ่งเท่าที่ผมพอจะนึกออกได้ ก็มีอยู่ 2 ประการสำคัญ ๆ คือ utility กับ usability
ประเด็นเรื่อง utility ก็เห็นว่าสามารถแตกออกได้เป็นอีก 2 มิติ มิติแรก คือ เมื่ิอเปรียบเทียบความมีประโยชน์ระหว่างการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการสร้างเอกสาร และการใช้อินเตอร์เน็ตนั้น ดูเหมือนว่าจะอยู่กันคนละสเกลกัน กล่าวคือ การสร้างเอกสาร เป็นเพียง"วัตถุประสงค์" หนึ่งของการใช้คอมพิวเตอร์ ในขณะที่อินเตอร์เน็ตในที่นี้ ถูกจำกัดความให้เป็น "เครื่องมือ" หรือ "พื้นที่" ซึ่งเทียบเท่าได้กับคอมพิวเตอร์ ที่สามารถตอบสนอง "วัตถุประสงค์" ได้มากกว่าการสร้างเอกสาร ดังนั้น หากจะมาเปรียบเทียบ ก็คงไม่สามารถเปรียบเทียบกันโดยตรงได้ (มิตินี้ อาจจะอ่อนไปหน่อย เพราะจริง ๆ แล้วในแบบสอบถามก็จำแนกวัตถุประสงค์การใช้งานอยู่แล้ว แต่ถึงกระนั้นก็ดูเหมือนว่าจะเป็นคนละขั้นอยู่ดี นอกจากนี้ตัวเลข 21% ที่เหมือนกันทั้งหมด ก็ดูจะน่าสงสัยอยู่เหมือนกัน)
มิติที่สองนั้น มีส่วนสืบเนื่องจากมิติแรก กล่าวคือ วัตถุประสงค์และความจำเป็นของ "เอกสาร" เอกสาร นั้นมีขอบเขตแคบกว่า "อินเตอร์เน็ต" คำว่า "เอกสาร" คำเดียว ก็มีความหมายในหลายนัยยะ (แนะนำอ่านเพิ่มเติม What is a document? โดย Micheal Buckland) แต่ในบริบทนี้ การสร้างเอกสาร ค่อนข้างจะมีความหมายไปในเชิงจริงจังเพียงด้านเดียว ยกตัวอย่างเช่น การสร้างเอกสารติดต่อทางราชการ เอกสารทางธุรกิจ เอกสารทางกฏหมาย หรือแม้กระทั่งเอกสารส่วนบุคคล ซึ่งถึงแม้ว่าเอกสารจะมีความสำคัญในเชิงหลักฐานก็จริง แต่กิจกรรม "การสร้างเอกสาร" หาใช่เป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกคนจะต้องทำ ยกตัวอย่างที่ชัดที่สุด ก็คงจะเป็น ผู้บริหารกับเลขานุการ เป็นต้น
ในขณะที่วัตถุประสงค์ของการใช้อินเตอร์เน็ต นั้นขอบเขตกว้างขวาง ตั้งแต่เพื่อความบันเทิง การเรียน การทำงาน การติดต่อสื่อสาร และแน่นอนรวมไปถึง "การสร้างเอกสาร" ด้วยเช่นกัน ดังนั้นความครอบคลุมของอินเตอร์เน็ต จึงมีมากกว่าอย่างหลีกเลี่ยงมิได้
คิดนอกกรอบ
แต่ถึงกระนั้น ผมก็ยังคิดว่า คนเราทุกคนอย่างน้อย ต้องเคยสร้างเอกสารในชีวิตนี้ ไม่ว่าจะเป็นการเขียนจดหมาย การทำบัญชีรายรับรายจ่ายประจำวัน ด้วยเหตุนี้ ก็เลยสงสัยต่อว่า แล้ว 30% ที่บอกว่าไม่เคยใช้คอมพิวเตอร์ในการสร้างเอกสารนั้น เคยสร้างเอกสารหรือไม่ ถ้าสร้าง ใช้อะไร (เช่น มือ พิมพ์ดีด เป็นต้น)
ถ้าใครสนใจ คำถามงานทำนองนี้ ให้ลองหางานวิจัยด้าน Personal Information Management (PIM) มาอ่านดูครับ ว่าแล้ว เดี๋ยวก็คงจะไปลองหามาอ่านดูบ้าง
ปล. เอกสารที่นี้ ผมหมายถึง textual document นะครับ ไม่รวมรูป ภาพ เพลง ภาพเคลื่อนไหว สื่อประสมอื่น ๆ
ประการที่สอง มีผมคิดว่าน่าจะมีส่วน คือ ความง่ายในการใช้งาน (usability) ถึงแม้ว่าคนจะดูคุ้นเคยกับการใช้ระบบประมวลผลคำมากกว่า (เพราะเกิดก่อน? -_-") แต่การใช้งานอินเตอร์เน็ตนั้นดูง่ายกว่าการสร้างเอกสารมาก ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะการออกแบบ interface ที่ไม่จำเป็นต้องใช้ cognitive load มาก จะเห็นได้ว่า email application กับ browser มีปุ่มทำงานน้อยกว่า ในขณะที่ word processor นั้นมีสิ่งที่ต้องกำหนดมากมาย และต้องอาศัยความละเอียดรอบคอบ
อย่างไรก็ตาม ทั้งหลายทั้งปวง ข้อมูลชุดนี้ ก็อาจจะต้องฟังหูไว้หู (อาจจะต้องไปดูรายงานฉบับเต็มอีกที) เนื่องจากกลุ่มตัวอย่างที่ได้จากการสำรวจทางโทรศัพท์นั้น มาจากหัวหน้าครอบครัวเพียงอย่างเดียว
สำหรับคนที่สนใจเรื่องผู้ใช้อินเตอร์เน็ต แนะนำให้ลองหาข้อมูลเพิ่มเติมจาก Pew Internet [ตัวอย่าง] และ Interconnections ซึ่งอันหลังนี้เป็นรายงานผลการวิจัยเกี่ยวกับผู้ใช้อินเตอร์เน็ต และแหล่งข้อมูลอื่น ๆ สำรวจเมื่อปี 2006 ที่เพิ่งเขียนเสร็จสิ้นไปเมื่อเร็ว ๆ นี้
game, roller coaster, speed racer
รถไฟเหาะเพชฌฆาต
In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, ภาพยนตร์ : Movie, มั่วซั่ว : Miscellenous on พฤษภาคม 18, 2008 at 2:30 amป่าวครับ ไม่ได้จะพูดถึง รถไฟเหาะตกรางที่ไหน แต่จะพูดถึงเกมส์ Roller Coaster ต่างหาก…

วันนี้ไปดู Speed Racer มา ที่อยากดูเพราะเห็น special effect มันสีสันจัดจ้านได้ใจ ดูแล้วก็สะใจจริงแหละ (คาดว่าถ้าวันหนึ่งมีสตางค์พอจะซื้อเครื่อง Bluray เรื่องนี้ก็น่าจะเป็นเรื่องหนึ่งใน collection ส่วนตัว แต่เพียงแต่บทยังมีช่องโหว่ให้ต้องปรับปรุงอยู่มาก (ซึ่งก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องที่คาดหวังอะไรมาก สำหรับหนังแนวนี้อยู่แล้ว) แต่สิ่งที่ผุดคิดขึ้นมาได้ในระหว่างที่ดูก็คือ ถ้าได้เล่นเกมส์นี้ น่าจะมันส์น่าดู และก็ค่อนข้างมั่นใจว่า ต้องมีอยู่แล้ว
กลับมาถึงบ้านก็ลองค้นดู ก็มีจริง ๆ แต่ด้วยความที่มีสัญชาตญาณนักช๊อป ก็ขอลองเปรียบเทียบเกมส์ในทำนองเดียวกันซักหน่อย ตอนแรกก็เทียบกับ Mario Kart แต่ก็ยังไม่สะใจ ก็เลยขอเหลือบไปดูเกมส์แนว Roller Coaster หน่อย ว่าพอจะมีอะไรแนว ๆ เดียวกันมั๊ย
ตอนแรกก็เข้าไปดู Trailler ของ Thrillville แต่ยังไม่ค่อยโดนเท่าไหร่ เลยลองหาอันอื่น ๆ ดู ก็ไปเจอวิดีโอกลุ่มหนึ่งบน youtube ที่ดูเหมือนจะคล้าย ๆ กับเป็นการ review เกมส์ Roller Coaster Tycoon 3 (ซึ่งสมัยก่อน ติดงอมแงมเลย) แต่จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่ แต่มันเป็นวิดีโอแนะนำวิธีการสร้างสวนสนุกอย่างไรให้อันตราย ฆ่าคน อย่างเช่นตัวอย่างวิดีโออันนี้ (เข้าใจว่าเป็นอันแรก ๆ เพราะ Digg มาได้เป็นอันแรก ๆ)
จริง ๆ วิดีโอพวกนี้ก็นานแล้วนะ ก็ปี สองปีมาแล้ว จำได้ว่าไปเจอวิดีโอประมาณนี้บน Digg เมื่อซักสองสามปีก่อนดูตอนแรก ๆ ก็รู้สึกฮาดี เป็นเหมือนพวกตลกร้าย แต่ก็แล้วกันไป ไม่ได้คิดว่าจะมีคนหันมานิยมมาเล่นแบบนี้มันมาก ลองหาดูเอาแล้วกันครับ พวก death park, death adventure อะไรทำนองนี้ เพียบ
มองอีกมุมก็ดูน่ากลัว ว่าทำไมคนเราถึงใจร้ายกันจังนะ แต่ถ้ามองอีกทีก็จะเห็นว่า บางคนอาจจะใช้เกมส์เป็นที่ระบาย เกมส์ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการแสดงออกทางความคิดสร้างสรรค์ ตอนนี้มีกลุ่มบรรณารักษ์และนักวิชาการกลุ่มที่แตกยอดออกมาจาก Library 2.0 กำลังมองหาวิธีที่จะเอาเกมส์เข้ามาใช้ในห้องสมุด [ตัวอย่าง] (ถ้ายังจำกันได้ ครั้งก่อนผมเคยเขียนถึง เต้นล้างค่าปรับ) ผมว่าเกมส์พวกนี้ก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่เลวทีเดียว
เพียงแต่ว่าน่าจะหา theme ให้สร้างสรรค์กว่านี้หน่อย สร้างให้อันตราย มีคนตาย แบบนี้ ออกจะดูตลกร้าย (หรือไม่ตลก แต่ร้ายอย่างเดียว) ไปหน่อยสำหรับบางคน
ปล. แอบแนะนำอีกอันนึง ชื่อ Suicide park เพราะฮาอันที่เป็น รถไฟหมุนเด็กเล่น แบบเล็กมาก ๆ แล้วบอกว่าแทนที่จะหมุน 10 รอบ ให้หมุนไป 4 ปี บ้าไปแล้ว! คือ ตัววิดีโอของอันนี้ไม่ได้ขำเท่าไหร่ แต่ความคิดแบบว่า เอ่อ -_
garbage, myanmar, refugee, thailand
Life in a dump
In การเมือง : Politic, บ่นไปเรื่อย : Saying, สังคม: social on เมษายน 18, 2008 at 11:58 amในขณะที่พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำและแป้ง ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ พื้นที่ข่าวปกคลุมไปด้วยหน้าตาของคนที่ยิ้มแย้ม สนุกสนาน หากแต่ข่าวของ CNN ที่รายงานในวันสงกรานต์ที่ผ่านมา นำเสนออีกแง่มุมของคนกลุ่มหนึ่งบนผืนแผ่นดินไทย ที่ไม่กี่คนจะเหลียวมอง
Life under the military junta in Myanmar can be brutal. The country’s economy is collapsing, and torture and rape under the country’s military regime is commonplace. Lin’s new mother decided to flee to Thailand in search of a better life. She found a garbage dump instead.
flickr, folksonomy, incentive, library of congress, tag
folksonomy รูปภาพและห้องสมุด
In Social Networking, Thaibrarian, library2.0, บรรณารักษ์ : Librarian, บ่นไปเรื่อย : Saying, ห้องสมุด : Libraries on มกราคม 16, 2008 at 6:29 pmล่าสุด Flickr ร่วมมือกับห้องสมุดรัฐสภาอเมริกัน (Thanks Terrell for bringing this to my attention!) นำรูปใน collection ต่าง ๆ มาเก็บไว้บน Flickr เพื่อให้คนใช้ช่วยกัน tag รูป ผ่านโครงการที่ชื่อว่า The Commons (อ่านเพิ่มเติม: ประกาศของ LC กับ Flickr)
บนประกาศของ LC ก็เขียนไว้อย่างชัดเจนว่า โครงการนี้มีจุดมุ่งหมายหลัก ได้แก่
“how to ensure better and better access to our collections, and how to ensure that we have the best possible information about those collections for the benefit of researchers and posterity.”
“ทำให้การเข้าถึงทรัพยากรเหล่านี้ดียิ่งขึ้น และทำให้มีข้อมูลที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เกี่ยวกับทรัพยากรเหล่านี้ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อนักวิจัย และความเจริญก้าวหน้าต่อไป” (แปลโดยผู้เขียน)
LC มีทรัพยากรสารสนเทศประเภทรูปภาพ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของสิ่งพิมพ์ หรือสื่ออื่น ๆ กว่า 14 ล้านชิ้น คนที่ทำงานด้าน catalog คงทราบดีว่า การลงรายการบรรณานุกรม ของทรัพยากรประเภทนี้มีความท้าทายมากน้อยเพียงใด แค่เพียงการพิจารณาหาหัวเรื่อง รายชิ้น ก็เป็นอันถอดปลั๊กได้เลย (ยังไม่ต้องลงรายละเอียดที่ว่า การตีความของรูปนั้นแตกต่างกัน)
นอกจากนี้ภาพส่วนใหญ่ ไม่มี contextual metadata หลงเหลืออยู่เลย ทั้งนี้ จะพบว่า การจัดเก็บและบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับภาพถ่ายต่าง ๆ จะไม่ norm ของสังคมเท่าไหร่นัก เช่นเอาง่าย ๆ ว่า ภาพนี้ใครเป็นคนถ่าย ถ่ายที่ไหน หรือใครอยู่ในภาพบ้าง ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งถ้าเป็นรูปภาพสมัยก่อน การจะดึงข้อมูลเหล่านี้มา จากรูปเพียงหนึ่งใบ อาจจะต้องอาศัยทั้งนักมนุษยวิทยา สังคมวิทยา นักประวัติศาสตร์มาช่วยกันวิเคราะห์เลยทีเดียว ซึ่งแน่นอน มันก็ไม่คุ้มกับการลงทุน เพราะฉะนั้น collection รูปภาพที่มีส่วนใหญ่ในห้องสมุด ก็มีแต่เพียงรูป แต่ไม่มี metadata เพื่อให้เข้าถึงได้
ถึงแม้ว่า ใครก็จะบอกว่า ประวัติศาสตร์ของอเมริกายังใหม่ (ดังนั้น จึงน่าจะมีการจัดเก็บข้อมูล สารสนเทศในเชิงประวัติศาสตร์ได้ดี) แต่จากประสบการณ์ส่วนตัว ก็ไม่ใช่เสมอไป สมัยหนึ่ง เคยต้องไปทำ digital collection หนึ่งของ Carnegie Library of Pittsburgh ซึ่งเป็น collection ของรูปภาพล้วน ๆ สิ่งที่ท้าทายมากที่สุดของ project นั้นไม่ได้อยู่ที่ความน่าเบื่อหน่าย (tedious) ในการ scan รูปภาพเหล่านั้น หากแต่อยู่ที่ metadata ที่ควรจะช่วยเป็นบริบทของรูปภาพจำนวนมากนั้น ๆ ไม่มี ที่พอจะหาได้บ้าง ก็จะเป็นตามหลังรูป ซึ่งมีรูปแบบที่แตกต่างหลากหลายกันไป (จริง ๆ นับว่าเป็นประเด็นที่น่าสนใจไม่น้อย หากมีคนสนใจจะทำวิทยานิพนธ์เรื่อง เกี่ยวกับ annotation หลังรูปภาพ เพราะน่าจะมีประโยชน์) และก็เป็นจำนวนน้อย รูปที่เหลือก็จะกลายเป็นเพียง bits ที่ถูกเก็บไว้ในฮาร์ดดิสเท่านั้น เพราะฉะนั้นโอกาสที่ collection พวกนี้จะถูกเอาออกมาใช้ แทบจะไม่มีเลย
สารสนเทศถ้าไม่ได้ใช้ ก็แทบจะไม่มีคุณค่า นึกถึงรูปที่มีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์จำนวนมาก ที่ไปหลบอยู่ซอกหลืบไหนก็ไม่รู้ และเราก็ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน ถึงแม้จะรู้ว่าอยู่ในห้องสมุดนี่แหละ แต่จะให้เอาเวลาทั้งวันไปรื้อ ก็คงจะไม่ไหว (ถ้าไม่สำคัญจริง ๆ) การจัดเก็บที่ไม่ได้ช่วยให้เข้าถึงได้ง่าย ก็ดีกว่าการที่รูปปลิวตกไปอยู่ในถังขยะอยู่หน่อยเดียว
ดังนั้นความร่วมมือระหว่าง Flickr กับ LC ถือว่า เป็นโครงการที่น่าจับตามองทั้งในเชิงการจัดการทรัพยากร (ที่ได้กล่าวไปแล้วข้างบน) และในเชิงการให้บริการ และการมีส่วนร่วมของชุมชน
อย่างไรก็ตามความท้าทายของโครงการนี้ หลัก ๆ ผมมองไว้อยู่สองประเด็น ประเด็นแรก ก็คือ ความร่วมมือของชุมชน ที่ปราศจากแรงกระตุ้น (incentive) เป็นตัวเป็นตน ข้อสังเกตที่สำคัญ ก็คือ ความจริงที่ว่าคนส่วนใหญ่มักจะ tag รูปของตัวเอง มากกว่ารูปของคนอื่น (แน่นอน เพราะความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันมันมีมากกว่า) เพราะฉะนั้นการที่จะทำให้คน สนใจที่จะ tag รูปภาพเหล่านี้ (โดยไม่นับเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ) นั่นก็คือ ความสัมพันธ์กับคนอื่น ๆ (ในลักษณะชุมชน) และอาจแฝงไปด้วยชื่อเสียง
ซึ่ง incentive ที่ว่านี้ มันต้องอาศัย identity ติดมาด้วย ซึ่งกรณีนี้ Terrell เปรียบเทียบให้เห็นได้อย่างชัดเจน ว่า สิ่งที่ tag ใน del.icio.us กับ flickr ต่างกันก็คือ การที่เชื่อมโยง tag กับคนที่ tag เข้าด้วยกัน ทำให้เราทราบว่า ใครมองอะไร อย่างไร (แนะนำให้อ่านเพิ่มเติมบนบล๊อกของ Terrell ซึ่งค่อนข้างเขียนไว้ได้อย่างชัดเจน)
นอกจากนี้ แรงกระตุ้นอีกอย่างหนึ่ง และค่อนข้างเป็นทางตรง ก็คือ การมีสิทธิในการนำรูปภาพเหล่านี้ไปใช้ต่อ อย่างไรก็ตาม ประเด็นของการนำไปใช้งาน ค่อนข้างจะไม่ชัดเจนในเรื่องของ ลิขสิทธิ์ กล่าวคือ รูปที่อยู่ในโครงการนี้ ระบุไว้ว่า อยู่ภายใต้ “No known restrictions” ซึ่งในที่นี้ LC ขยายความไว้ว่า เป็นงานที่ได้รับความคุ้มครองแต่หมดอายุ และไม่ได้มีการต่ออายุ หรือเป็นงานในช่วงปลาย คริสตศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 ที่ไม่มีหลักฐานการถือครองลิขสิทธิ์ อย่างไรก็ตามก็มิได้หมายความว่า ตกไปเป็นของสาธารณะ (public domain) ในขณะที่ Flickr เอง ก็ตอบไว้อย่างคลุมเครือมาก ซึ่งเท่าที่ฟังจะโทนน้ำเสียง ก็ประมาณว่า “น่าจะได้” แต่ก็ไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่า ทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้บ้าง
เมื่อคำนำหน้านามกลายเป็นเรื่องใหญ่
In Thaibrarian, งานวิจัย : Research, บรรณารักษ์ : Librarian, บ่นไปเรื่อย : Saying, ห้องสมุด : Libraries on ธันวาคม 29, 2007 at 11:59 pm“Language is the source of misunderstandings.”
Antoine de Saint-Exupery
นักเขียนชาวฝรั่งเศส
ในบรรดารางวัล Ig Nobel Prize สาขาวรรณกรรมทั้งหมด จะเห็นว่า งานที่ได้รับรางวัลปีล่าสุด เป็นงานที่เกี่ยวข้องกับ สายบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์มากที่สุด จริง ๆ ถ้าลองดูจากประวัติที่ผ่านมา จะเห็นว่า Ig Nobel Prize สาขาวรรณกรรม ค่อนข้างจะกระเดียดมาทาง สายนี้พอสมควร ซึ่งนี่เป็นข้อแตกต่างหนึ่งของ Ig Nobel Prize กับ Nobel Prize ของจริง ที่ตัว Nobel Prize นั้น จะเน้นไปที่ตัววรรณกรรม ในขณะที่ Ig Nobel Prize นั้นเน้นไปที่ “งานวิจัย” ที่เกี่ยวข้องกับงานวรรณกรรม ซึ่งแน่นอน นอกเหนือจากสายภาษาศาสตร์แล้ว บรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ ก็ให้ความสนใจกับเรื่อง วรรณกรรม ไม่น้อยเช่นกัน
เจ้าของรางวัล Ig Nobel สาขาวรรณกรรม ปีนี้ คือ Glenda Browne เป็นนักทำดรรชนี (Index) อาชีพ ชาวออสเตรเลีย ที่เขียนวิพากษ์วิจารณ์ ข้อพิจารณาในการใช้ “The” ลงในวารสาร The indexer เมื่อปี 2001
ในบทความ ชี้ให้เห็นถึงความขัดแย้งและประเด็นปัญหา ในการพิจารณาใช้ “The” ในการสร้างดรรชนี จากคู่มือและตำราต่าง ๆ ซึ่งกฏโดยสรุป ก็คือ จะไม่นับเรียงคำนำหน้านาม หากขึ้นต้นใน ชื่อเรื่อง และชื่อหน่วยงาน องค์กร แต่จะนำมานับเรียง ในกรณีที่เป็นชื่อสถานที่ และคำขึ้นต้นในบทกวี หรือการรวบรวมบทประพันธ์ (Anthology)
แต่ปรากฏว่า Browne พบว่า กฏดังกล่าว ไม่ได้ถูกนำมาใช้อย่างเคร่งครัด ต่อเนื่อง สม่ำเสมอ สร้างความสับสนต่อมาตรฐานในการสร้างดรรชนี และเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อพิจารณาถึงความสับสนที่จะเกิดขึ้นผู้ใช้ ดังนั้นเธอ จึงเสนอให้ทำ double entry คือ ทำดรรชนีของคำที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า The และคำที่สองที่ต่อจากคำว่า The ทั้งนี้ ถ้าเห็นว่า มันทำให้ยาวเกินไป ก็ควรจะใช้กฏใด กฏหนึ่ง และทำบันทึกเกี่ยวกับการใช้กฏดังกล่าวให้ผู้ใช้ทราบ เพื่อเวลาที่เค้าจะหา เค้าจะได้หาถูก
จริง ๆ แล้วถึงแม้บทความนี้ จะตีปัญหาทางด้านทฤษฎี/แนวคิดได้แตก แต่ก็ยังไม่มี empirical evidence มาสนับสนุน โดยเฉพาะด้านผู้ใช้ ซึ่งบทความนี้ ก็ได้เพียงแต่พิสูจน์ว่า การใช้กฏ มีความไม่มั่นคง นอกจากนี้ จะบอกว่า ผู้เขียนเป็นคนแรกที่เห็นปัญหานี้ ก็ไม่น่าจะใช่ เพราะกฎ มาตรฐาน หรือประเด็นข้อถกเถียงเกี่ยวกับ การใช้คำนำหน้านามข้อนี้มันมีมานานแล้ว อย่างน้อยก็ตั้งแต่ปี ค.ศ.1883 (ALA, 1883 Quoted in Joint Steering Committee…, 2007)
หากจะดู impact ของงาน ผมเองก็ไม่ค่อยแน่ใจว่า คำแนะนำของเธอ ได้ถูกนำไปใช้มากน้อยแค่ไหนในเชิงปฏิบัติ แต่ถ้าในทางวิชาการ เราก็พอจะตรวจสอบได้บ้าง อย่างกับ ISI Web of Science ก็จะพบว่า มีเพียง 1 บทความที่อ้างถึงบทความของ Browne เท่านั้น (Arsenault & Menard, 2007) ซึ่งก็เป็นข้อสงสัยเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม บทความที่พบใน ISI ก็น่าสนใจไม่น้อยเช่นกัน เพราะแสวงหา empirical data ด้านพฤติกรรมของผู้ใช้ ที่บทความชิ้นแรกนั้นขาดไป และเน้นไปที่ระบบสืบค้นห้องสมุด มากกว่าการศึกษาในเชิงดรรชนี
โดยการศึกษาแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรก ศึกษารายการบรรณานุกรมที่มีปัญหา ส่วนที่สอง เน้นไปที่พฤติกรรมและประเด็นปัญหาทางฝั่งผู้ใช้ ซึ่งการศึกษาพบว่า จริง ๆ แล้ว รายการบรรณานุกรม ที่มีปัญหาเกี่ยวกับคำหน้านามนั้น มีสัดส่วนน้อยมาก (ประมาณ 0.4% ของเขตข้อมูลชื่อเรื่องทั้งหมด – Note: ในการจัดเก็บข้อมูลแบบ MARC รายการข้อมูลหนึ่ง ๆ มีเขตข้อมูลไว้สำหรับใส่ชื่อเรื่องทั้งหมดอย่างน้อย 7 เขตข้อมูล (ไม่นับรวม ชื่อชุด) – ศึกษาเฉพาะ Catalog ของ U. of Montreal กับ U. of Toronto หากแต่ว่า เมื่อเทียบเป็นจำนวนทรัพยากรสารสนเทศที่มี ก็เป็นจำนวนไม่น้อยทีเดียว ยกตัวอย่าง Worldcat มีรายการบรรณานุกรมมากกว่า 95 ล้านรายการ ซึ่งถ้าเอาตัวเลขของ paper นี้มาใช้เล่น ๆ จะพบว่า มีเขตข้อมูลมากกว่า 2.5 ล้านเขตข้อมูลที่ีติดปัญหา เพราะเรื่องคำนำหน้านาม (95 ล้าน x 7 x 0.4%) โดย คำนำหน้านามที่มีปัญหามากที่สุด คือ “A”
นอกจากนี้ เมื่อศึกษาพฤติกรรมผู้ใช้เชิงทดลองก็พบว่า เมื่อต้องค้นชื่อเรื่องที่ขึ้นต้นคำนำหน้านาม มากกว่า 60% ของ queries มีคำนำหน้านามติดมาในคำค้นด้วย โดยชื่อเรื่องที่มีปัญหาเหล่านี้ มีผลต่อความสำเร็จและประสิทธิภาพในการค้นอย่างมีนัยยะสำคัญ
นอกจากนี้ การศึกษาพฤติกรรมการค้น ยังบ่งชี้เกี่ยวกับพฤติกรรมการค้นแบบเฉพาะเจาะจงทรัพยากร (Known-item search) ซึ่งในการศึกษาทดลองครั้งนี้ ถึงแม้กลุ่มทดลองจะถูกสั่งให้ค้นข้อมูลแบบเฉพาะเจาะจง ที่ควรจะค้นแบบ Browse (หรือบางคนจะคุ้นกับค้นแบบ “Begin with” หรือ “Title alphabetical”) แต่โดยภาพรวม มากกว่า 3 ใน 4 ของการค้นกลับกลายเป็นการค้นด้วยคำสำคัญ (keyword) ซะนี่ ยิ่งเมื่อมองเข้าไปที่ Transaction Log จะเห็นได้ว่า เมื่อค้นเล่มแรก ผู้ใช้จะเริ่มที่การค้นแบบ Browse และหลังจากนั้น ก็จะเริ่มค้นแบบ Keyword ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ผู้ใช้พัฒนาการค้น จากประสบการณ์ค้นในครั้งแรก ที่เมื่อค้นแบบ Browse ไม่ประสบความสำเร็จ การจะหันไปค้นแบบ Keyword ที่กว้าง และให้ผลการค้นมากกว่า
รายการอ้างอิง
Arsenault, C., & Menard, E. (2007). Searching titles with initial articles in library catalogs: A case study and search behavior analysis. Library Resources & Technical Services, 51(3), 190-203.
Browne, G. (2001, April). The definite article: acknowledging ‘The’ in index entries. The Indexer, 22(3), 119-122.
American Library Association. (1883). Condensed rules for an author & title catalog. Library Journal, 8(1883), 251-254 Quoted in Joint Steering Committee for Development of RDA. (2007, September 28). A brief history of AACR. Retrieved from http://www.collectionscanada.gc.ca/jsc/history.html
[ข้อมูลเพิ่มเติม: Ig Nobel Prize; รายชื่อผู้ได้รับรางวัล; รายการคำนำหน้านามในภาษาต่าง ๆ; ที่มา: Improbable Research]
condom bag, handmade, product, Social Networking
ถุงของถุงจากหัตกรรม 2.0
In บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous, สังคม: social, สุขภาพ : Health on ธันวาคม 22, 2007 at 1:25 amไปอ่านเรื่อง Handmade 2.0 ใน NYT มา เป็นเรื่องเกี่ยวกับ การตั้งเว็บไซต์ buyhandmand.org ขึ้นมา เพื่อรณรงค์ให้คนหันมาใช้สินค้าหัตถกรรม เพื่อช่วยลดปัญหาโลกร้อน น่าสนใจดี ก็เลย browse ไปดูสินค้าบนเว็บไซต์ที่เค้าลงโฆษณากันไว้ เห็นสินค้าหลากหลายมากมายไปหมด รวมถึงไอ้เจ้านี่ด้วย
มันคือ ถุงใส่ถุงยางอนามัย แล้วไม่ใช่เจ้าเดียวนะครับ ตอนนี้ดูเหมือนจะฮิตมาก
อย่างอันนี้ก็มาเป็นกล่องเลย นึกถึงกล่องใส่ยาอมซะงั้น ช่างคิดกันดีแฮ
สงสัย ยืดอก พกถุง คงเชยซะแล้ว ต่อไปคงต้อง ยืดอก พกถุงของถุง -_-”
Review: Private Fear in Public Places
In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, ภาพยนตร์ : Movie on ธันวาคม 21, 2007 at 11:51 pmแอบชอบเนื้อเรื่องของในหนังฝรั่งเศส เรื่อง Private Fear in Public Places หรือชื่อฝรั่งเศสว่า Coeurs ของผู้กำกับรุ่นปู่ Alain Resnais วัย 85 ที่ให้รสชาติของดราม่า โรแมนติกและแฝงไปด้วยอารมณ์ขัน (แบบ หึ หึ) ได้อย่างลงตัว
หนังเรื่องนี้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับคน 6 คน ที่ไขว่คว้าหาความรัก และ passion แต่ในขณะเดียวกันต่างมีชิวิตส่วนตัว ที่ไม่สามารถ “เปิดเผย” ได้หมด แต่ละคนก็มีวิธีการที่จะปกปิด และเปิดเผยในวิถีทางที่แตกต่างกัน ซึ่งเนื้อหาเช่นนี้ คงจะเดาออกว่า จะเกิดเครื่องหมายคำถามอยู่ตลอดเวลา เป็นปมเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่สะท้อนออกมา จากในชีวิตจริงว่า ในโลกใบนี้ ถึงแม้ว่าจะดูเหมือนว่า โปร่งใส แต่มันก็ยังมีอะไรซ่อนเร้นอยู่ในความโปร่งใสนั้นเอง
ตัวหนังดำเนินไปเรื่อย ๆ ไม่มี climax ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับการตีความของแต่ละคน ว่าจะเดา หรือจะคิดอะไรออก แต่ไม่ต้องกับถึงหัวสมองขนาดนั้น มันก็คิดหรือเดาไปเรื่อย ๆ ตามที่เนื้อเรื่องจะเล่าให้ฟังนั่นแหละ ก็ประหนึ่งว่า มีคนเล่าเรื่องให้เราฟัง แล้วความสงสัยของเราที่มีต่อเรื่องนั้น ก็ไม่ได้ต่างไปจากคนเล่า ดังนั้นหากมีคนจะเดินมาบอกว่า ดูแล้ว และน่าเบื่อ ไม่เห็นสนุกเลย ผมก็คงไม่ค้าน
ส่วนเรื่องภาพ ก็เน้นความสวยของฉาก อีกทั้งดูแล้วเห็นได้ชัดว่า ผู้กำกับเอาใจใส่กับความพริ้งเพราของภาพอยู่ตลอดเวลา การตัดต่อก็ค่อนข้างมีเอกลักษณ์ แต่กระนั้น อย่างที่บอก เนื่องจาก การเล่าเรื่องที่ฉลาดเอาการ ทำให้ผมไม่ได้สนใจความงามของภาพมาก เท่ากับการติดตามเนื้อเรื่อง ซึ่งผมคิดว่า เป็นการเล่าเรื่องที่ฉลาดเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว
[ข้อมูลเพิ่มเติม imdb.com; บทวิจารณ์ใน NYT, บทความใน NYT]

Choirs Over the Rainbow
In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous, เพลง : Music on ธันวาคม 21, 2007 at 8:06 pmสัปดาห์ที่ผ่านมา NBC จัดรายการพิเศษช่วง prime time ขึ้น ชื่อ Clash of the Choirs เป็นการแข่งขันวงขับร้องเพลงประสานเสียง 5 วง ซึ่งแต่ละวงก็จะเป็นตัวแทนของเมืองใหญ่ 5 เมืองในอเมริกา และมีผู้ควบคุมวงเป็น super star ที่มาจากเมืองนั้น ได้แก่ Patti Labelle จาก Philadelphia, Nick Lachey จาก Cincinnati, Kelly Rowland จาก Houston, Blake Shelton จาก Oklahoma City และสุดท้าย Micheal Bolton จาก New Haven โดยมีรางวัลเป็น เงินการกุศลมอบให้แก่มูลนิธิหรือองค์กร ที่วงนั้น ๆ ต้องการจะช่วยเหลือ
ดูแล้ว รู้สึกดี ที่ชอบที่สุด ก็คือ การแสดงความสามัคคี ร่วมมือร่วมใจกัน ไม่ต้องแข่งกันร้อง ไม่ต้องแย่งกันดี คนตัดสินก็คือประชาชน ทำให้ดีที่สุดก็เป็นพอ ผู้ชนะ ก็คือ ทีม Lachey (ผมแอบลุ้นทีม Labelle กับ Bolton) อย่างไรก็ตาม ทุกองค์กรที่ทั้ง 4 วงที่ไม่ได้รางวัล ก็มีเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ เข้าองค์กรด้วย
และในบรรดาเพลงที่นำมาแข่งทั้งหมด ผมชอบที่สุด ก็คงจะเป็นตอนที่ Patti Labelle มาร้องเพลง Somewhere Over the Rainbow ร่วมกับทีมของเธอ
จะว่าไป ผมว่า Somewhere Over the Rainbow น่าจะเป็นอีกหนึ่งเพลง ที่ถูกนำมา rendition บ่อยที่สุดเพลงหนึ่ง (แค่ลองค้นเพลงนี้ใน youtube ก็เจอไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ แค่เวอร์ชั่นของป้า Patti เอง ก็ไม่รู้ต่อกี่ version แล้ว) อย่างก่อนหน้าที่ ผมก็เขียนถึงหนูน้อย Connie ที่ตอนนี้ออกเทปเป็นที่เรียบร้อย เมื่อเร็ว ๆ นี้ Beyonce ก็เอามาร้องในงาน Movie Rock
ถ้าให้ผมเดา ผมก็เอาว่า Simon Cowell นี่ ท่าทางจะชอบเพลงนี้มาก เพราะคราวก่อนในรอบ Judge Pick ก็เลือกให้ Katherine McPhee ร้องเพลงนี้ (แล้วตอนนี้ คนใน youtube ก็มาเถียงกันว่า ระหว่าง version ของ Katherine กับ Beyonce อันไหน ดีกว่ากัน ซะงั้น-_-”) ในขณะที่ X Factor season ก่อนหน้านี้ ทั้ง Leona และ Shayne ผู้ที่ชนะ ต่างก็ร้องเพลงนี้ ได้อย่าง (แต่แอบชอบ version ของ Shayne มากกว่า แหะ) จำได้ว่า ตอน audition รายการประกวดร้องเพลงพวกนี้ Somewhere Over the Rainbow เป็นเพลงที่คนเลือกบ่อยมาก จนต้อง มาทำเป็น tribute ให้ต่างหาก แต่ในบรรดา rendition ที่ใช้ในการประกวด ผมชอบของ Guy Sebastian จากมากที่สุดแฮะ อาจจะเป็นเพราะผมเป็นพวกบ้าลูกคอก็เป็นได้ เหอๆๆ
จะว่าไป ถ้าจะฟังทุก version ของเพลงนี้ คงต้องใช้เวลาฟังเป็นวัน ๆ เป็นแน่
[อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Clash of the Choirs ได้ที่บล๊อก American Idol บน myajc.com]
Connie
NYT on ideas of 2007
In Social Networking, งานวิจัย : Research, ชุมชน : Community, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous, สื่อสารมวลชน : mass media on ธันวาคม 10, 2007 at 2:01 pmNew York Times ภาคนิตยสาร ฉบับล่าสุด (ธันวาคม 2007) รวบรวม 70 งานวิจัย การประดิษฐ์ การค้นพบ และความคิดที่น่าสนใจช่วงปี 2007 อ่านแล้ว มีประเด็นที่น่าสนใจเยอะแยะมากมาย ซึ่งก็ถือว่า เป็นปีที่มีสีสัน ไม่น้อยทีเดียว เช่น
- คนเรามักตีความความคลุมเคลือ (Ambiguity) ของคนอื่นไปในทิศทางที่ดี โดยเฉพาะการออกเดท เช่น ใน profile ของผู้ชาย เขียนว่า เป็นพวก outgoing ผู้หญิงก็มักจะคิดว่า ผู้ชายคนนี้เป็นพวกชอบกีฬากลางแจ้ง แต่เมื่อไปเจอตัวจริง กลับพบว่า เค้าเป็นพวกชอบเปลือยอาบแดด
- การใช้ Craigslist ในการแก้แค้น ด้วยการออกประกาศ ว่า บ้านของคน (ที่ต้องการแก้แค้น) แจกของฟรีทั่วบ้าน ตอนที่เจ้าของบ้านไม่อยู่
- Crowdware: ความสำเร็จของ widget ทั้งหลายบน Social Networking Site
- พลังของมวลชนในการสืบค้นจากภาพถ่ายดิจิตอลจากดาวเทียม (ตัวอย่าง กรณี Jim Gray แห่งไมโครซอฟท์)
- การใช้ Wiki ในการรวบรวมข้อแนะนำในการแก้ไข กฏหมายเกี่ยวกับตำรวจในนิวซีแลนด์
- บริการส่งอีเมล์จากหลุมฝังศพ: เขียนอีเมล์ไว้ก่อนตาย พอตายแล้วบริการนี้ ก็จะส่งเมล์ไปให้คนที่เราต้องการ
- Wikiscanning: เรื่องราวของ hacker หนุ่มคนหนึ่ง คิดค้นบริการ ที่ช่วยสืบหาว่า ใครเป็นคน edit wikipedia บ้าง ทำให้พบว่า บางหัวข้อที่สำคัญ ๆ ถูกแก้ไขจากคนที่มีส่วนได้ ส่วนเสียเกี่ยวกับหัวข้อนั้น ๆ
- Youtube เป็นแหล่งในการหาตัวแสดง (audition) ในมิวสิควิดีโอของ Jay-Z โดยบังเอิญ
- บริการ Social Networking Site จากยีนส์ โดยจะจับคู่ระหว่างคนที่มีสายเลือดเดียวกัน
จริง ๆ มีอีกหลายเรื่องที่ผมชอบ เช่น การตรวจฉี่ของคนในชุมชน แทนที่จะไปตรวจเป็นคน ๆ ก็ไปตรวจจากบ่อเขรอะ ตรวจทีเดียว ก็รู้ว่า คนในชุมชนใช้ยาเสพติดอะไรกันมั่ง ซึ่งข้อมูลที่ได้ น่าจะสามารถนำไปใช้ในการบริหาร ระบบสาธารณสุขของชุมชน ได้ดีกว่า, บริการตรวจโรคอัลไซเมอร์จาก 50 คำถามทางโทรศัพท์, บางกรณี คนที่มีหวังก็แย่กว่าคนที่ไม่มีความหวัง, การจอดรอเพื่อเลี้ยวซ้าย (ถ้าเป็นเมืองไทย ก็เลี้ยวขวา) สิ้นเปลืองพลังงาน ดังนั้นเพื่อเป็นการประหยัด โดยเฉพาะกับบริษัทขนส่งอย่าง UPS จึงมีนโยบาย งดการเลี้ยวซ้าย, คนอเมริกัน เพิ่งพบว่า หน้าตามีผลต่อการเลือกตั้ง ในขณะที่บ้านเรา โหงวเฮ้งนี่ เป็นเรื่องที่รู้กันมานานแล้ว อิอิ, เป่ายิงฉุบ ถูกนำมาใช้เปรียบเทียบเป็นทฤษฎี ทางชีววิทยา ไม่ว่าจะเป็นกับสัตว์เลื้อยคลาน หรือกับแบคทีเรีย และอีกเยอะแยะ มากมาย
แต่บางอันนี่ อ่านแล้วก็คิดว่า “แล้วไง” อย่างเช่น รอยสักสำหรับผู้พิการทางสายตา บางอันก็เป็นประเภท เรื่องไม่เป็นเรื่อง อย่างเช่น การฟ้องร้องพระผู้เป็นเจ้า (ที่ทำให้เกิดภัยพิบัติ) หรืออย่าง การคำนวณภาษีจากส่วนสูง เป็นต้น หรือ บางเรื่อง ก็ดูไม่ใช่เรื่องใหม่ในสายตาเรา โดยเฉพาะคนไทย แต่โดยรวมก็ถือว่า เป็นการอ่านไว้ประดับความรู้ เปิดโลกทัศน์ได้ไม่น้อยทีเดียว
บันทึก: บทความของ NYT ฟรี ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้บอกรับ NYT เท่านั้น แต่จะต้องลงทะเบียน
communication, email, IM, instant messager
IM ที่ไม่ได้ส่ง
In Social Networking, library2.0, งานวิจัย : Research, บ่นไปเรื่อย : Saying on ธันวาคม 7, 2007 at 4:31 pm
บนบล๊อกของ New Scientist รายงานผลการวิจัยในเยอรมัน เกี่ยวกับการสนทนาผ่านโปรแกรม Instant Messenger (IM) พบว่า 20% ของข้อความที่พิมพ์ในการสนทนาบน IM ไม่ได้ถูกส่ง เหตุผลก็คือว่า ในระหว่างที่พิมพ์อยู่นั้น (จะพิมพ์เสร็จหรือไม่นั้น) ข้อความที่พิมพ์ไปแล้ว ใช้ไม่ได้ (irrelevant)
ผมว่า ทุกคนเคยเจอประสบการณ์แบบนี้ ไม่มากก็น้อย ถึงแม้โปรแกรมในปัจจุบัน จะสามารถบ่งบอกสถานภาพได้ว่า อีกฝ่ายกำลังพิมพ์อยู่ แต่เหตุการณ์ที่ทำให้เราต้องลบข้อความ ที่พิมพ์อยู่ทิ้งไปนั้นก็ ยังเกิดขึ้นอยู่เนือง ๆ ไม่ว่าจะเป็น พิมพ์ยังไม่ทันเสร็จ อีกฝ่ายก็เปลี่ยนเรื่องคุย หรือพิมพ์เสร็จแล้ว แต่ไม่พอใจกับข้อความที่เขียนขึ้น หรือไม่แน่ใจ กับข้อความนั้น ๆ เป็นต้น ซึ่งบางครั้งฝ่ายตรงข้าม ก็สามารถสังเกตุได้เช่นกัน
โดยส่วนตัว ผมมักจะสังเกตุว่า อีกฝ่ายยังเขียนอยู่หรือเปล่า แต่กระนั้น เหตุการณ์ที่ว่า ก็เกิดขึ้นอยู่ดี จะว่าไป status bar หรือตัวที่บอกสถานภาพของ client อีกฝั่ง ก็มีความสำคัญเหมือนกัน โดยเฉพาะเป็นบริบทที่สำคัญของการสื่อสาร อย่างเช่น บางทีเห็นอีกฝ่ายกำลังเขียน ๆ อยู่ พอ status ดับไป กลับไม่มีข้อความส่งมาซะงั้น ซึ่งก็เข้าใจว่าอีกฝ่าย นั้นลบข้อความนั้นไป จะว่าไป บางทีก็ทำให้เกิดความสงสัยคลางแคลงใจเหมือนกัน ว่าอีกฝ่ายเค้าเขียนอะไร แล้วทำไมต้องเปลี่ยนใจ หรือบางที status บอกว่ากำลังเขียนอยู่เป็นเวลานาน แต่สุดท้ายตอบกลับมาว่า “อืม” หรือ “ใช่” ก็ทำเอางงเหมือนกัน ว่าก่อนหน้านี้ เขียนอะไร
จริง ๆ ตัวเลขถึงเป็นตัวเลขที่ไม่สูงไม่ต่ำ ในความคิดของผมเอง เพราะเป็นธรรมดา ในการคิดและการสื่อสารมนุษย์ เพราะ ไม่ว่าจะเขียนอีเมล์ เขียนบล๊อก เขียนรายงาน กระบวนการเหล่านี้ เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา
อย่างไรก็ตาม แต่ถ้ามองในเชิง ความสำเร็จและประสิทธิภาพของการสื่อสาร ก็ถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าสนใจ เพราะ การสื่อสารผ่าน IM นั้น ก็ไม่เหมือนกับ การสื่อสารผ่านอีเมล์ บล๊อก หรือรายงานเสียทีเดียว ที่เหมือนกับก็ตรงที่ การสั่งการของสมอง ต้องผ่านกระบวนการแปลงให้อยู่ในรูปของสื่อสัญลักษณ์เสียก่อน แต่กระนั้น IM นั้นเป็นการสื่อสารโต้ตอบแบบ real-time แต่ก็ไม่เหมือน การสนทนาผ่านโทรศัพท์ หรือตัวต่อตัว เพราะ การสื่อสารที่ใช้เสียงนั้น กระบวนการสร้างสารนั้น เกิดขึ้นจากภายในทั้งหมด เพราะฉะนั้น กระบวนการคิดทุกอย่าง ต้องเสร็จทีเดียว ตัวสารจึงจะถูกส่งออกมาได้ ในขณะที่ IM นั้น ผู้ส่งสาร สามารถปรับปรุงแก้ไข ตัวสาร นอกกระบวนการภายใน ก่อนส่ง
ที่น่าสนใจก็คือ จริง ๆ จะว่าไป อีเมล์ ก็มีอัตราข้อความที่ไม่ได้ส่งสูงเหมือนกัน หรือการสื่อสารผิดพลาดเยอะเหมือนกัน น่าจะมีการเปรียบเทียบระหว่างการสื่อสารสองประเภท เพราะอย่างอีเมล์ เราไม่ทราบเลย ว่าอีกฝ่ายจะได้อ่านเมื่อไหร่ แล้วจะตอบกลับมาตอนไหน หรือในทางฝ่ายผู้รับ ก็ไม่ทราบว่า จะต้องตอบกลับหรือไม่ อย่างไร
(Note: Dana กับ Meredith เพื่อนผมที่ UNC กำลังจะมีบทความ เกี่ยวกับการสื่อสารทางอีเมล์ ระหว่างอาจารย์กับนักเรียน ซึ่งกล่าวเกี่ยวประเด็นที่ผมเขียนมาข้างต้น โดยจะตีพิมพ์ใน EDUCAUSE เร็ว ๆ นี้ ถ้าตีพิมพ์แล้วยังไง จะเอามาบอกกล่าวอีกทีครับ)
How bad smell would this person have?
In บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on ธันวาคม 5, 2007 at 1:15 pmFrom Police Log in Daily Tar Heel (12/4/07):
Larceny was reported at CVS Pharmacy on 1724 N. Fordham Blvd. was reported at 12:20 p.m. Saturday, according to Chapel Hill police reports.
A subject stole 12 containers of deodorant valued at $68.96 total, reports state.
เลือกตั้งนอกราชอาณาจักร’50
In การเมือง : Politic, บ่นไปเรื่อย : Saying, เป็นการเป็นงาน : Seriously on ธันวาคม 5, 2007 at 12:14 amมาตรา ๑๐๐ ในประเทศใด มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งแจ้งความประสงค์ขอใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้ง ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือผู้ที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมอบหมาย จัดให้มีการลงคะแนนเลือกตั้ง ในประเทศนั้น โดยอาจให้มีสถานที่ลงคะแนนเลือกตั้ง หรือให้มีการออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งทางไปรษณีย์ หรือโดยวิธีอื่นใด ที่มิใช่เป็นการจัดตั้งสถานที่ลงคะแนนเลือกตั้งก็ได้ ทั้งนี้ ให้พิจารณาตาม ความเหมาะสมของประเทศนั้น และให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกําหนด
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งฯ พ.ศ. ๒๕๕๐ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๐
วันก่อนเพิ่งบ่นไปหยก ๆ ว่ายังไม่รู้เรื่องเลย ว่าใครเป็นใคร ยังไม่รู้เลยว่าใครมีนโยบายอะไรบ้าง
วันนี้มีไปรษณีย์ซองใหญ่ ส่งมาที่บ้าน เป็นเอกสารสำหรับการใช้สิทธิเลือกตั้งจากสถานทูตฯ ภายในมีเอกสารทั้งหมด 5 ชิ้น หนึ่งในนั้น ก็คือ บัตรเลือกตั้งสองใบ ใบแรกเป็น บัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน (สีเขียว) ส่วนใบที่สอง เป็นบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง(สีเหลือง) นอกจากนี้ก็ยังมีซองจดหมาย 2 ซอง ซองแรก สำหรับใส่บัตรเลือกตั้ง เป็นซองสีขาว ขนาดเล็ก ส่วนซองที่สอง เป็นซองใหญ่มาหน่อย สำหรับส่งกลับไปยังสถานทูต (พร้อมติดอากรแสตมป์) ด้านหลังของซองมีข้อมูลให้กรอก เพื่อรับรองว่าได้ลงคะแนนเลือกตั้งด้วยตนเอง
ในเอกสารคำแนะนำการกาบัตรเลือกตั้ง บอกว่า ให้รีบส่งกลับไปให้ สถานทูตฯ ภายในวัน 13 ธันวาคมนี้ เอ่อ ดังนั้น จากที่ว่าเหลือเวลาไม่ถึงเดือน ก็เหลือไม่ถึงอาทิตย์เหรอเนี่ย (ผมกะว่า จะเผื่อเวลาให้ไปรษรณีย์ประมาณ อาทิตย์นึง เพราะช่วงนี้เป็นช่วงใกล้เทศกาล คนเริ่มส่งบัตรอวยพรกันเยอะ) นั่นหมายความว่า ผมต้องลงคะแนน และส่งให้สถานทูต ก่อนที่วัน 8 -_-” (แต่จริง ๆ สี่วัน กับอีกสิบกว่าวัน ก็อาจจะไม่ต่างกันเท่าไหร่)
หลังบัตรเลือกตั้งทั้งสองใบ มีคำเตือนเขียนไว้ว่า
“ห้ามมิให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง นำบัตรเลือกตั้งออกไปจากที่เลือกตั้ง หรือทำเครื่องหมายเพื่อเป็นที่สังเกตไว้ที่บัตรเลือกตั้ง หรือถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งที่ตนได้ลงคะแนนแล้ว หรือนำบัตรที่ได้ลงคะแนนแล้วแสดงต่อผู้อื่น หากฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุก หรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งตามที่กฏหมายบัญญัติ”
อ่านตามคำเตือน เรื่องถ่ายรูป แล้วนึกถึงบรรดานักข่าว ที่ชอบถ่ายรูปคนดังหย่อนบัตรตามคูหาเลือกตั้ง ถ้าถือตามคำเตือนนี้ การถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนแล้ว หรือ แสดงต่อผู้อื่น มีความผิด ก็แสดงว่า ต่อจากนี้ไป ก็ไม่สามารถถ่ายรูปคนดังมาลงคะแนนตามคูหา ใช่หรือเปล่า? หรือ ถ้าถือตาม พรบ. มาตรา 73 ซึ่งเจาะจงเฉพาะผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แสดงว่าผู้อื่นที่ไม่ใช่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ก็สามารถถ่ายได้?
ว่าแต่ ถ้างั้นตอนนี้ ผมถ่ายบัตรเลือกตั้ง แล้วมาโพสไว้บน blog จะผิดกฏหมายหรือเปล่าอ่ะ โดยมีข้อสังเกตว่า กฏหมายไปเน้น ห้ามถ่ายบัตรที่ลงคะแนนแล้ว ดังนั้น ถ้าผมถ่ายบัตรที่ยังไม่ลงคะแนน หรือถ่ายบัตรที่ลงคะแนนแล้ว แต่ไม่ให้เห็นว่าผมลงให้ใคร (ซึ่งคนเห็นก็ไม่รู้อยู่ดี ว่าลงหรือไม่ลงคะแนน)ผมจะผิดกฏหมายหรือเปล่า
ซึ่งจะว่าไปดูเหมือนว่า ณ ตอนนี้ ผมจะทำอะไรกับบัตรเลือกตั้งนี้ก็ได้ ไม่ว่าจะถ่ายรูป จะฉีก หรือจะระบายสีก็ได้ ทั้ง ๆ ที่จริงแล้ว ก็น่าจะเข้าข่ายการกระทำผิดกฏหมายเหมือนกัน แต่ผมก็ไม่แน่ใจว่า จะเอาผิดกับผมอย่างไร เพราะผมไม่ได้ลงคะแนนจากที่เลือกตั้ง นอกจากนี้ มาตรา 80 บอกว่า ห้ามมิให้ผู้ใดทำลายหีบบัตร หรือบัตรเลือกตั้ง เริ่มตั้งแต่เวลาที่ “เปิดและปิด” หีบบัตรเลือกตั้ง จริง ๆ การเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร มีความขัดแย้งกับหลักการในส่วนอื่น เพราะถ้าเอาง่าย ๆ ในมาตรา 71 วรรคสอง ที่บอกว่า “ห้ามมิให้ผู้สิทธิเลือกตั้งผู้ใด นำบัตรเลือกตั้งออกไปจากที่เลือกตั้ง” การเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร นี่ก็ขัดกันเห็น ๆ
มีข้อสงสัยต่ออีก ถ้าเกิดว่า ผมฉีกบัตรเลือกตั้ง แล้วส่งไป ผมจะโดนจับหรือเปล่าอ่ะ เค้าจะรู้ได้ยังไง ว่าผมเป็นคนฉีก มีคนกลั่นแกล้ง หรือเป็นข้อผิดพลาดจากการขนส่ง แต่ผมว่า จริง ๆ เค้าก็คงไม่แคร์
ครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร ครั้งที่สอง ของผม (ครั้งแรกเป็น การเลือกตั้ง สว.) แต่เป็นครั้งแรกภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่ (ที่ผมและคนไทยนอกราชอาณาจักร คนอื่น ๆ ไม่มีสิทธิออกเสียง) แน่นอนว่า ความโปร่งใสของการดำเนินการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร มันไม่สามารถกระทำได้ เหมือนกับการเลือกตั้งภายในประเทศ แต่อย่างน้อย ก็ยังดีกว่าไม่ได้สิทธิเลย
blogger, blogophere, election, journalism, politics, thailand
คำถามของนักข่าวกับบล๊อกเกอร์
In blogophere, การเมือง : Politic, บ่นไปเรื่อย : Saying, สังคม: social, เป็นการเป็นงาน : Seriously on พฤศจิกายน 29, 2007 at 11:24 pmต้องยอมรับบล๊อกเกอร์ในอเมริกา มีบทบาทต่อการเมืองเป็นอย่างมาก เมื่อต้นสัปดาห์ มีบทความชิ้นหนึ่งในนิตยสาร Slate (FYI: ค่อนข้าง pro blogger และนำเอาประเด็นที่เกิดขึ้นบน Blogophere มาเขียน) เค้าเปรียบเทียบการตั้งคำถามสัมภาษณ์ ระหว่างคำถามของนักข่าวกับของบล๊อกเกอร์ ที่ถามไปยัง Mike Huckabee (อดีตผู้ว่าการรัฐ Arkansas ที่ลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ของพรรค Republican) ซึ่งเป็นการสัมภาษณ์แบบแยกกลุ่ม คือ ตอบคำถามจากนักข่าวกลุ่มหนึ่ง กับกลุ่มบล๊อกเกอร์อีกกลุ่มหนึ่ง แยกกัน (bifurcated)
เค้าวิเคราะห์ออกมาว่า คำถามของนักข่าวค่อนข้างกระชับและเตรียมการมาอย่างดี ในขณะที่ของบล๊อกเกอร์ (ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มสนับสนุน Huckabee) มีเนื้อมีหนังมากกว่ามาก (ในบทความใช้คำว่า substantive)
ในบทความก็ได้ยกตัวอย่างคำถามมาด้วยเช่นกัน ก็จะเห็นได้ชัดว่า ถึงแม้ว่าคำถามของนักข่าวจะกระชับ แต่ก็ดูถามกว้างมาก ในขณะที่คำถามของบล๊อกเกอร์ นั้นเจาะลึก และมีรายละเอียดมากกว่า
แน่นอนมันมีข้อแตกต่าง ทั้งในเชิงวัตถุประสงค์ และพื้นหลัง ระหว่างทั้งสองกลุ่ม ทั้งนี้ ผมมองเห็นว่า นักข่าว ตั้งคำถาม ถึงแม้จะกระชับ เตรียมการมาแค่ไหน สิ่งที่บรรดานักข่าวต้องการ ก็คือ “ความเป็นข่าว” (เพราะเหตุนี้ การเมืองบ้านเรา จึงมีแต่เรื่อง ใครจะควบกับใคร ใครจะคู่ใคร ใครจะไปเสนอหน้าออกทีวีที่ไหน ในขณะที่เนื้อข่าวเกี่ยวกับ นโยบาย แนวคิดของคนเรานั้น เป็นอย่างไร มีน้อยมาก) ในขณะที่ บล๊อกเกอร์ นั้น ต้องการเข้าถึงประเด็นปัญหา และมีความเข้าใจในพื้นหลังของปัญหามากกว่า
อ่านแล้ว ก็ทำให้ได้ความคิดขึ้นมาว่า บ้านเรา น่าจะให้บล๊อกเกอร์ ในชุมชนต่าง ๆ ช่วยรวบรวมกันตั้งคำถามที่ตัวเองสนใจ แล้วก็ส่งไปยังพรรคการเมือง แล้วให้เค้าตอบมาบ้าง
รูปแบบการส่งคำถาม ก็น่าจะทำเหมือนกับ digg หรือ slashdot คือ ให้ตั้งคำถามมา แล้วก็ให้คนในชุมชนช่วยกันโหวตจัดลำดับ ว่าอยากให้พรรคการเมืองต่าง ๆ ตอบ คำถามไหนมากที่สุด
โดยส่วนตัว ผมเห็นว่า ชุมชนอย่าง Blognone น่าจะเริ่มง่ายที่สุด เพราะชุมชนค่อนข้างจะ active และการตั้งคำถามในช่วงสัมภาษณ์ ที่เคย ๆ ทำ ก็ดูเหมือนจะได้รับความนิยมจากสมาชิกในชุมชน นอกจากนี้การเป็นชุมชนเฉพาะด้าน ก็จะทำให้ได้คำถามที่ไม่กว้างเกินไป และมีน้ำหนัก
จริง ๆ อยากเห็นคำถามจากชุมชนเฉพาะด้านมากกว่านี้ เช่น กลุ่มผู้มีผลได้ผลเสียจากการออกนอกระบบ กลุ่มผู้มีผลได้ผลเสียกับการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ (การไฟฟ้า การรถไฟ อะไรก็ว่าไป)
เขียนแบบนี้ จริง ๆ ก็เพราะมีแรงผลักดันส่วนตัวด้วยประการหนึ่ง เนื่องจากเริ่มรู้สึกว่า จะเลือกตั้งอีกไม่ถึงเดือนนี้แล้ว ยังไม่รู้เลยว่า พรรคไหน มีนโยบายอะไรบ้าง (แม้กระทั่งพรรคที่บอกว่า ชูนโยบาย ก็ยังไม่เข้าใจ ว่าจะทำอะไร) ไม่รู้ว่าที่เมืองไทย คนทั่วไปรู้สึกแบบเดียวกันหรือเปล่า ส่วนตัวมีคำถามตั้งหลายอย่าง ตั้งแต่คำถามแบบพื้นฐาน จนถึงคำถามเฉพาะเจาะจง อย่างเช่น
- มีนโยบาย e-government หรือไม่ ถ้ามี จะทำอะไร
- ปัญหาความแตกต่างในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่ไม่เท่าเทียมกัน (Digital divide) ทำให้คนที่ไม่สามารถเข้าถึง หรือเข้าถึงได้น้อยขาดโอกาสในการดำรงชีวิตหลายประการ มีแนวคิดที่จะช่วยเหลืออย่างไร
- มีแนวคิดจะช่วยเหลือ สนับสนุนการบริหารจัดการห้องสมุด พิพิธภัณฑ์และแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต อย่างไร
- มีความคิดเห็นเกี่ยวกับ Open Society ผ่าน Open Source หรือ Open Access หรือไม่ อย่างไร
- มีความคิดเห็นอย่างไรต่อปัญหาลิขสิทธิ์ รู้เรื่องและสนับสนุน Creative Commons หรือไม่
- กระทรวงวัฒนธรรม ดูเหมือนจะมีปัญหากับสังคมของคนรุ่นใหม่ ถ้าได้มาเป็นรัฐบาล จะมีแนวนโยบาย หรือแนวทางในการบริหารงานเชิงวัฒนธรรมอย่างไร (หรืออีกนัยหนึ่ง กระทรวงวัฒนธรรม ในรัฐบาลของคุณ จะทำหน้าที่อะไรบ้าง มีบทบาทอย่างไรในสังคม)
- มีความคิดเห็น และอยากจะแก้ปัญหาอย่างไร กับปัญหาสิทธิเสรีภาพของสื่อ นักวิชาการ และการแสดงออกทางความคิดสร้างสรรค์ของประชาชน ถูกริดรอนด้วยการเซ็นเซอร์ และอำนาจรัฐ
- มีความคิดเห็นต่อรัฐบาลพม่าอย่างไร
- กระทรวงกลาโหมของรัฐบาลปัจจุบัน ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า ใช้งบประมาณเปลือง คิดเห็นอย่างไร และมีนโยบายในการซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์อย่างไร
- มีแนวทางอย่างไร ที่จะป้องกันไม่ให้เกิดรัฐประหารขึ้นในรัฐบาลของตน
- ฯลฯ
และผมก็คิดว่า ยังมีคำถามอีกตั้งมากมายที่คนทั่วไป อยากรู้ และก็อยากถาม แต่ไม่มีที่ให้ถาม การรวมพลังและนำเสนอตัวเองของสื่อพลเมือง ในยามนี้ น่าจะมีบทบาทในการสร้างกระแส เพื่อให้ประชาชนและสื่อหลัก หันมาสนใจนโยบาย และรู้จักความคิดอ่าน ของคนที่จะมาเป็นรัฐบาลมากขึ้น มากกว่าจะไปสนใจว่าใครจะไปอยู่กับใคร
บางคนอาจจะบอกว่า ถามไปก็งั้น ๆ พอได้เข้ามาเป็นรัฐบาลก็อีหรอบเดิม แต่กระนั้น ผมเห็นว่า ถึงแม้ว่าการตอบคำถาม จะไม่ได้เป็นการสัญญิง สัญญาอะไรเป็นมั่นเป็นเหมาะ แต่อย่างน้อยก็ช่วยให้เราตัดตัวเลือกที่แย่กว่าออกไปได้…
ปล. อ่าน Live blogging ของงาน YouFest2 แล้วชอบมากครับ ใครยังไม่ได้อ่าน แนะนำให้ไปอ่านครับ มีประเด็นที่น่าสนใจเยอะทีเดียว
Update: อ่านเพิ่มเติม
ตัวประกันทางสังคม
In การเมือง : Politic, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on พฤศจิกายน 1, 2007 at 3:48 pmเมื่อต้องการเรียกร้องความสนใจ และสิ่งที่ต้องการ คนเรามักจะเปลี่ยน สิ่งที่ถือครองไว้ เป็นตัวประกันเสมอ (ที่สำคัญ ไอ้สิ่งที่ถือครองไว้ มันมักจะเป็นของคนอื่นเสียด้วยซิ บางอย่างก็เป็นสมบัติของชาติ จากภาษีของประชาชน) แค่เพียงการ “หยุด” ก็ทำให้ สิ่งที่เราใช้ทำมาหากิน กลายเป็นอาวุธได้ มาลองคิดเล่น ๆ ว่า ใครถืออะไรเป็นตัวประกันอยู่บ้าง
- พนักงานการรถไฟ -> หยุดเดินรถไฟ
- รถ เรือ เครื่องบินสาธารณะ -> หยุดให้บริการ
- การไฟฟ้า -> หยุดจ่ายไฟ
- การประปา -> หยุดจ่ายน้ำ
- โทรศัพท์ -> ตัดสาย? (ดูจะยากหน่อย เพราะตอนนี้ไม่ผูกขาดเสียแล้ว)
- ไปรษณีย์ -> หยุดรับส่งจดหมาย พัสดุ
- ครู -> หยุดสอน
- นักเรียน -> หยุดเรียน (เป็นการเสียผลประโยชน์ตัวเองมากกว่าหรือเปล่า)
- ตำรวจ -> หยุดทำงาน (แล้วออกมาชุมนุมหน้า สน.?)
- หมอ พยาบาล -> หยุดรักษาคนไข้
- พระสงฆ์ -> หยุดบิณฑบาต หยุดกิจนิมนต์?
- ทหาร -> หยุดทำงาน (แล้วเอาปืน กับรถถังออกมาขู่ เพื่อเอาประชาธิปไตยไป)
- ประชาชนผู้มีประชาธิปไตยเป็นลมหายใจ -> หยุดชีวิต
ส่วนคนจน คนตกงาน ประชาชนตัวน้อย ๆ ที่ถูกรังแกจากรัฐและสังคม ไม่มีอะไรจะให้หยุด…
Update:
- Writers -> Stop writing (Well actually I thought about it, but in a totally opposite way.)
อิสรภาพกับความทะยานอยาก (Spoilers Warning)
In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, ภาพยนตร์ : Movie, มั่วซั่ว : Miscellenous on ตุลาคม 26, 2007 at 2:03 am“The happiness is not real until shared”
Christopher McCandless
นี่คือ ประโยคเด็ดจากท้ายเรื่อง ที่เรียกได้ว่า สามารถสรุปเรื่องราวที่เกิดขึ้นในหนังแนว self discovery เรื่องนี้ ได้แทบจะครบถ้วน (หวังว่า คงไม่เป็นการ spoil จนเกินงาม)
Into the Wild เป็นหนังที่ดัดแปลงมาจากหนังสือขายดี ชื่อเรื่องเดียวกัน ของผู้แต่ง Jon Krakauer มีแรงดึงดูดที่สำคัญ อีกประการหนึ่งคือ มีผู้กำกับและเขียนบทภาพยนตร์ ระดับนักแสดง Oscar อย่าง Sean Penn
หนังเป็นเรื่องราวของ หนุ่มน้อย Christopher บัณฑิตดีเด่นจาก Emory University สด ๆ ร้อน ๆ ที่ต้องการเริ่มต้นการใช้ชีวิตใหม่จาก “ศูนย์” และออกเดินทางเพื่อไปใช้ชีวิตอย่างอิสระ ใน middle of nowhere ใน Alaska โดยใช้เวลาในการเดินทางจากการโบกรถไปเรื่อย ๆ เป็นเวลา 2 ปี
การออกเดินทางครั้งนี้ ดูเหมือนว่าเป็นการออกเดินทางไปหาอิสรภาพ ที่มีความมุ่งมั่นเป็นตัวชี้นำทาง และในระหว่างการเดินทาง ก็ได้เรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตต่าง ๆ มากมาย จนในที่สุดก็ได้ไปใช้ชีวิตสมใจอยาก อยู่ในรถบัสคันเก่าซอมซ่อ และใช้ชีิวิตอย่างชาวป่า
หากมองให้ดี อิสรภาพที่ Christopher ต้องการ นั้นก็เหมือนกับ คนที่พยายามตีความ “ความพอเพียง” อย่างสุดโต่งนั่นเอง โดยเอาอัตตาเป็นที่ตั้ง มีความมุ่งมั่นทะยานอยากเป็นแรงขับเคลื่อน ซึ่งผมไม่อยากจะบอกเลยว่า ผลมันจะออกมาเป็นอย่างไร แต่ก็คิดว่าคงเดากันออก
ความที่เป็นหนังแนว Based on true story แต่ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ไม่น้อยว่า เป็น true story ที่เกิดจากเล่าเรื่องของแหล่งขั้นทุติยภูมิ (secondary source) อีกทีหนึ่ง ก็ทำให้เกิดความคลางแคลงสงสัย ตั้งแต่ Into the wild ยังไม่ถูกเอามาทำให้อยู่ในรูปแผ่นฟิล์ม แต่ถึงกระนั้นก็มีอิทธิพลอย่างสูง ต่อการดึงคนดูให้เข้าไปมีส่วนร่วม กับการเดินทางไปสู่อิสรภาพในครั้งนี้
ถึงแม้หนังเรื่องนี้ ดูเหมือนจะได้รับการตอบรับค่อนข้างดี ทั้งนี้อาจจะด้วยเสียงเชียร์ของคนรักหนังสือเรื่องนี้ แต่ผมเองก็ต้องบอกตรง ๆ ว่า เดินออกมาจากโรงหนัง โดยที่ไม่สามารถจะบอกได้อย่างเต็มปาก ว่ารู้สึกอย่างไรกับหนังเรื่องนี้ มันเป็นอาการกระอักกระอ่วน ที่ต้องยอมรับว่า เป็นความรู้สึกแปลกอย่างหนึ่ง ที่เกิดขึ้นไม่ได้บ่อยนักจาการดูหนัง และไม่สามารถชี้ชัดได้ว่า เป็นอาการที่ดีหรือไม่ดี
แน่นอน สิี่งที่ชอบก็คือ เนื้อเรื่อง (core content) ซึ่งแน่นอน credit ต้องยกให้กับผู้แต่ง และชายหนุ่มผู้เป็นต้นเรื่องนี้ต่างหาก แต่หากแต่ในเรื่ององค์ประกอบหนัง ผมว่า ยังมีอะไรที่ไม่ค่อยเป็นที่สำราญใจเท่าไหร่ ผมรู้สึกว่า Sean Penn เอาเวลาสองชั่วโมงครึ่งของผม ไปใช้อย่างไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ด้วย content ที่ค่อนข้างจะชัดเจน แต่การเล่าเรื่องกลับทำให้เกิด distraction อยู่เนือง ๆ เกิดอาการ fluctuate ของการลำดับความคิด
นอกจากนี้ ด้วยธรรมชาติของเนื้อเรื่อง เป็นการเล่าประสบการณ์ที่เกิดจากการเดินทาง แน่นอนว่า เทคนิคการเล่าเรื่อง ก็ต้องเป็นแบบ road movie แต่การทำเอาองค์ประกอบของ road movie มาใช้ของหนังเรื่องนี้ กลับไม่ทำให้ผมรู้สึกติดตราตรึงใจเท่าไหร่ ทั้ง ๆ ที่ฉากหลายแห่ง หรือบรรยากาศที่เกิดขึ้นในหนัง ผมได้สัมผัส และน่าจะรู้สึก attach กับมันได้อย่างไม่ยากเย็น ในทางตรงกันข้าม มันกลับทำให้ผมรู้สึกว่า มันเฝือ และกลายเป็น ส่วนของการเกินความจำเป็น
ทั้งหลายทั้งปวง อาจจะเป็นเพราะ ความพยายามที่จะเก็บรายละเอียดที่เขียนไว้ในหนังสือ ให้ออกมาอยู่ในรูปภาพเคลื่อนไหว ซึ่งผมเห็นว่า ในหลายจุด ผู้กำกับให้ความสำคัญกับรายละเอียดของเนื้อเรื่องมากไป ซึ่งหากจะต้องให้รายละเอียดมากขนาดนี้ ผมเห็นว่าน่าจะไปอ่านหนังสือเอาเองดีกว่า เลยทำให้รู้สึกว่าขาดประสิทธิภาพไปอย่างน่าเสียดาย
แต่ถึงกระนั้น อย่างที่บอก ด้วยเนื้อหาของหนังที่ค่อนข้างจะมีน้ำหนักมาก ตรง ชัดเจน แรง ให้ข้อคิด ก็เป็นหนังที่ไม่น่าพลาดของไตรมาสสุดท้ายของปีนี้
Pamina Devi: A Cambodian Magic Flute
In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying on ตุลาคม 7, 2007 at 1:46 amเมื่อวานได้มีโอกาสไปดูการแสดงนาฏยกรรมของกัมพูชา เรื่อง Pamina Devi: A Cambodian Magic Flute ดูแล้ว เห็นว่าน่าสนใจดี ก็เลยเขียนมาเล่าให้ฟังเสียหน่อย
การแสดงชิ้นนี้ เป็นการแสดงที่ได้แรงบันดาลใจมาจากผลงาน Magic Flute ของ Mozart แต่ในขณะรูปแบบการนำเสนอเป็นแบบโบราณของเขมร โดยแสดงครั้งแรกเมื่อปีที่แล้ว (2006) ที่กรุงเวียนนา
ก่อนอื่นต้องบอกว่า โดยส่วนตัวคิดว่า ชื่อเรื่องค่อนข้างไม่ค่อยตรง เพราะจริง ๆ เรื่องราวเน้น Magic Flute น้อยมาก เพราะฉะนั้น เป็นบทเรียนว่าอย่าตั้งความหวังไว้ จากการดูเพียงแค่ชื่อเรื่อง
เรื่องราวก็คือว่า นาง Pamina Devi เป็นลูกสาวของนาง Sayon Reachny (สายันต์รัชนี – ผู้เขียน อันไหนที่พอจะแปลเป็นไทยได้ ก็จะใช้คำไทยนะครับ ถ้าใครช่วยคำอื่นได้ ก็กรุณาด้วยนะครับ) ซึ่งเป็นราชินิแห่งกลางคืน กับ Preah Arun Tipadey (พระอรุณธิบดี – ผู้เขียน) ราชาแห่งความสว่าง ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างแยกกันอยู่
Pamina Devi ถูกเลี้ยงดูมาโดยผู้เป็นแม่ มีความสนิทสนมกับแม่มาก จนวันหนึ่ง Pamina Devi ถูกลักพาตัวไปโดย Thornea ทหารเอกของพระอรุณธิบดี หลังจากที่ Pamina Devi ถูกลักพาตัวไป นางสายันต์รัชนีก็มีความเศร้าโศกเสียใจ ในขณะที่กำลังร่ำไห้อยู่นั้น นางและบรรดาบริวารก็เห็นว่า Preah Chhapoan กำลังถูกไล่ล่าโดยพญาครุฑ นางจึงได้ช่วยชีวิต Preach Chhapoan ไว้
Preach Chhapoan ซาบซึ้งในพระคุณของนางสายันต์รัชนี จึงได้อาสาไปเอาตัวนาง Pamina Devi กลับคืนมา โดยที่นางสายันต์รัชนีก็ได้มอบรูปของนาง Pamina Devi กับขลุ่ยวิเศษให้ไว้ โดยขลุุุุ่ยวิเศษจะทำให้คนที่เกลียดกัน นั้นกับมาเป็นมิตรสหายกัน ทันทีที่ Preach Chhapoan เห็นรูปนาง Pamina Devi ก็รู้สึกหลงรักนางขึ้นมาทันที จึงรีบออกเดินทาง
ในระหว่างการเดินทางก็ไปพบกับ Noreak ซึ่งเป็นพรานล่านกมือฉมัง ที่เอานกไปให้กับนางสายันต์รัชนีอยู่เป็นประจำ แต่ Noreak นั้นมีข้อกลุ้มใจอยู่อย่างหนึ่งคือ เค้ากำลังจะตามหารักแท้ (soul mate) Preah Chhapoan จึงชักชวน Noreak ให้ติดตามไปช่วยนาง Pamina Devi ด้วยกัน เผื่อว่า จับพลัดจับผลูอาจจะเจอรักแท้ก็ได้ โดยก่อนหน้าที่จะเจอ Preah Chhapoan นั้น Noreak ล่านกมาได้จำนวนหนึ่ง แต่เมื่อจะออกเดินทางก็ได้ปล่อยนกทั้งหมดออกไป เหลือไว้แต่นกที่อยู่ในกรงของตนแต่เพียงตัวเดียว
ข้างฝ่ายพระอรุณธิบดีนั้น เมื่อได้ตัวลูกสาวมาก ก็พยายามชักชวนให้ลูกสาวนั้นมาอยู่กับตน และข่มว่าการใช้ชีวิตเยี่ยงเพศหญิงนั้นเป็นสิ่งที่อ่อนแอ โดยยกให้ Thornea เป็นผู้ดูแลนาง
Thornea นั้นมีความพึงใจในตัวนาง Pamina Devi อยู่แล้ว ก็พยายามจะปลุกปล้ำ แต่นางไม่ยอม จึงขังนางไว้ด้วยมนต์ดำ เมื่อ Preah Chhapoan ไปถึง ก็ช่วยนาง Pamina Devi ออกมาได้ด้วยขลุ่ยวิเศษ และทั้งคู่ก็เกิดพึงใจในกันและกัน
แต่ในระหว่างทางหนีกลับ ก็ถูกพระอรุณธิบดีจับได้เสียก่อน นาง Pamina Devi อ้อนวอนให้พ่อไว้ชีวิต Preah Chhapoan ผู้ซึ่งเป็นคนที่นางรัก พระอรุณธิบดีจึงได้ข้อแม้ว่า จะต้องให้ Preah Chhapoan นั้นมาฝึกความเป็นชายและมาเป็นพวกตนเสียก่อน Preah Chhapoan ไม่มีทางเลือก จึงยอมไปกับพระอรุณธิบดี ปล่อยให้นาง Pamina Devi กลับบ้านไป
เมื่อนาง Pamina Devi พบกับมารดา ก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง ด้วยความที่มีความขัดแย้งเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว นางสายันต์รัชนีโกรธแค้นมาก จึงมอบกริชและสั่งให้นาง Pamina Devi นั้นฆ่าพ่อตัวเองเสีย นาง Pamina Devi พยายามจะขัดขืนคำสั่ง จนที่สุดนางสายันต์รัชนี จึงออกปากว่า หากไม่ทำตาม ก็ไม่ต้องนับเป็นแม่ลูกกันอีก นาง Pamina Devi จึงได้ออกเดินทางไป
เมื่อไปถึงดินแดนแห่งพระอรุณฯ นางก็แอบไปหา Preah Chhapoan เพื่อขอความช่วยเหลือ ทีแรก Preah Chhapoan มีท่าทีอิดออด แต่เมื่อนาง Pamina Devi งอน ก็จึงรู้สึกตัวและสัญญาว่าจะช่วยนาง ที่จะพูดให้นางสายันต์รัชนีเปลี่ยนใจ
แต่ในระหว่างที่เดินทางกลับกลางทาง นางสายันต์รัชนีที่เดินทางไปดินแดนพระอรุณฯ มาพบเข้า เห็นว่าทั้งสองไม่ได้ปฏิบัติภารกิจดังที่เธอได้สั่ง ก็จึงออกคำสั่งให้ฆ่าทั้งสองเสีย เป็นเวลาเดียวกันกับทีพระอรุณฯ เดินทางมาถึงพอดี นาง Pamina Devi จึงกลายเป็นคนกลาง และเกิดการปะทะกันระหว่างทั้งสองฝ่าย
ในระหว่างที่ต่อสู้กันนั้น Noreak ผู้ติดตาม Preah Chhapoan นั้นเห็นว่าความขัดแย้งจะไม่จบลงง่าย ๆ จึงยอมใช้ฆ้องเรียกสติ (Gong of Consciousness) ทำให้การต่อสู้นั้นหยุดและหายไป คล้าย ๆ กับเริ่มต้นใหม่ เว้นแต่คู่ของ Pamina Devi กับ Preah Chhapoan..
Noreak หลังจากที่ใช้ฆ้องเรียกสติแล้ว ก็ตระหนักได้ว่า การเดินทางมาหาเนื้อคู่นั้น คงจะไม่มีหวังเป็นแน่แท้ จึงได้ปล่อยนกตัวที่อยู่ในกรงออกไปให้เป็นอิสระ แต่ทันใดนั้นเอง นก เมื่อออกจากกรง ก็แปลงร่างกลายเป็นหญิงรูปงาม Noreak ก็ค้นพบว่า เนื้อคู่ของตนนั้น แท้จริงแล้ว อยูู่ไม่ไกลจากตัวเองนั้นเอง
(ปล. พยายามทำให้เป็นสำนวนไทย ๆ มากที่สุดแล้วอ่ะครับ ได้ประมาณนี้ เหอๆๆ)
หลังจากจบการแสดง ก็มีการถามตอบ ซึ่ง Sophiline Cheam Shapiro ผู้กำกับการแสดง ก็ได้ออกมาบอกเกี่ยวกับสัญญะในเรื่อง โดยเน้นไปที่ความแตกต่างระหว่างเพศ – เช่น การที่มอบขลุ่ย ซึ่งเป็นตัวแทนแห่งความอ่อนหวานให้กับผู้ชาย และมอบกริชให้กับฝ่ายหญิง – และวัย – เช่น การที่นาง Pamina Devi พยายามจะขัดใจแน่ เพื่อจะลดความขัดแย้ง
แน่นอนว่า การสื่อสารกับคนดูก็จะต้องใช้ subtitle ซึ่งบางครั้งการแปลแบบตรงตัว ก็ทำให้อเมริกันชนฮือฮาก็เป็นได้ เช่น เมื่อ Preah Chhapoan เห็นรูปนาง Pamina Devi ครั้งแรก ก็พูดว่า “ถ้าเราได้เป็นคู่กัน เราคงจะมีลูกที่สมบูรณ์แบบ” หรือ การพยายามใช้คำพูดแบบแรง ๆ เพื่อแสดงให้เห็นความขัดแย้ง ของพระอรุณธิบดี กับนางสายันต์รัชนี ในเรื่องความคิดเห็นเรื่องเพศ
ในเรื่องการแสดง ถ้ามองผิวเผินก็ต้องบอกว่า เหมือนของไทยเด๊ะ โดยเฉพาะความหมายของท่ารำ เช่น อาย โศกเศร้า ท่าเข้าพระนาง โกรธ ท่านั่ง เป็นต้น เพียงแต่บาง
ในส่วนของดนตรี เครื่องดนตรีทุกชิ้นที่ใช้นี่ หาได้ในเมืองไทยแน่นอน เพราะเค้าใช้ระนาดเอก ปี่ และฆ้องวงเล็กเป็นตัวนำ แล้วก็ใช้กลองทัด และตะโพน กับฉิ่งเป็นตัวประกอบจังหวะ ตัวเพลงเอง การขึ้นโหมโรง การใช้เพลงเชิด กราว ทำนองเพลงที่คล้ายคลึงกันมาก ผิดแต่เพียงภาษาในคำร้องอย่างเดียว เพียงแต่การร้อง จะเน้นการประสานเสียงของทั้งชาย หญิงมากกว่า ในขณะที่ของไทย ก็จะใช้เสียงของเพศนั้น ๆ ตามบทบาทของตัวละคร
หรือแม้แต่กระทั่งการแต่งกาย ที่มีเทริดของตัวพระ ตัวนาง การจีบหน้านาง เครื่องประดับแบบโขน เพียงแต่ที่ออกจะดูแปลกตาไป ก็คือ ครุฑ ที่ผมก็ไม่เคยเห็นตัวละครครุฑในเมืองไทย และก็ตัวนก ที่ถ้าเป็นของไทย ก็จะมีปีก แต่ของการแสดงชุดนี้ เป็นชุดเรียบ ๆ ธรรมดา มีเพียงแต่มงกุฏเท่านั้น ที่มียอดเป็นรูปนก
แต่ที่โดดเด่น ก็เห็นจะเป็น ฉากกับการจัดแสง เนื่องจากเป็นการแสดงที่ต้องเดินทาง ฉากที่มีก็เพียงแค่ stand สองขั้นบันไดเท่านั้น เพื่อยกระดับให้สูงขึ้น แต่การใช้แสง ที่ให้ความรู้สึกได้ครบสมบูรณ์ เช่น ใช้ gradient สีฟ้าเข้ม เพื่อบอกว่าเป็นดินแดนแห่งกลางคืน gradient สีแดง เป็นดินแดงแห่งพระอรุณฯ ในฉากต่อสู้ ก็เป็นสีแดงฉาดล้วน หรือฉากที่เป็นการเดินทางไปดินแดนพระอรุณฯ ก็จะฉาก spotlight ข้างเดียว ไปข้างที่ตัวละครเดินทางไป เพื่อให้เหมือนกับเค้าเดินทางไปดินแดนแห่งความสว่างจริง ๆ ซึ่งจริง ๆ ก็ไม่มีอะไรซับซ้อนมาก เพราะฉะนั้นก็ต้องบอกว่า เรียบง่าย แต่ช่วยเล่าเรื่องได้ดี
ส่วนอีกอันที่ชอบ ก็คือ การเล่าเรื่องที่กระชับ เนื่องจากถ้าเทียบกันกับโขนบ้านเรา ถ้าขนาดเรื่องที่ผมเล่ามาทั้งหมดข้างต้น ก็อาจจะต้องใช้เวลาเป็นวัน กว่าจะแสดงจบ แต่การแสดงนี้ ค่อนข้างกระชับ แต่ก็ไม่ทำให้ขาดอรรถรส ในการชมศิลปะการร่ายรำไปแม้แต่น้อย
ดูไปก็คิดถึง การแสดงของบ้านเรา เข้าใจว่า น่าจะมีความพยายาม ในการพัฒนาเรื่องราวใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้น ผมว่า การสร้างเรื่องใหม่ แต่ใช้รูปแบบการแสดงเดิม อาจจะดีกว่า เรื่องเดิมแล้ว ใช้การแสดงรูปแบบใหม่ (อย่างที่เราเห็นเค้าตีกันที่ New York ไง อิอิ)
ว่าแต่ นึกตลกตัวเองอยู่เหมือนกันว่า อยู่เมืองไทย มาจนโตป่าวนี้ ไม่เคยดูเลย การแสดงของประเทศเพื่อนบ้าน สด ๆ แบบนี้ ดันมาได้ดูตอนอยู่ที่นี่ -_-”
เพิ่มเติม: รายละเอียดการแสดงจากเว็บของ U. of Florida
เล็บกับหูฟัง
In บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous, สุขภาพ : Health on ตุลาคม 5, 2007 at 12:32 amวันนี้ไปเดินเล่นร้าน apple ได้ยินว่า มีหูฟังอันใหม่ น่าใช้สำหรับ iphone ของ V-Moda ชื่อ V-Moda Vibe Duo ก็เลยไปค้น ๆ ดู เห็น review ของเว็บไซต์ Infosync เห็นรูป product ตัวบทวิจารณ์อะไรก็ดีหมดแหละ
แต่…
พอเจอรูปประกอบนี้เข้าไป
ของน่าใช้ แต่ presenter ต้องปรับปรุงหน่อยอ่ะ เห็นแล้ว บรื๋อ! ท่าทางพี่ท่านจะกัดมาสด ๆ ร้อน ๆ (ถ้าจะให้ชัด ลองเข้าไปดูรูปขนาดขยายดิ)
ดีนะ ไม่มีขี้เล็บติดอยู่ -_-”
ว่าด้วยค่าปรับหนังสือ
In Thaibrarian, งานวิจัย : Research, บรรณารักษ์ : Librarian, บ่นไปเรื่อย : Saying, ห้องสมุด : Libraries on สิงหาคม 15, 2007 at 12:30 am
ตอนแรก เขียนตอบ “ผมยืมหนังสือไปสอนนักศึกษา” ผมต้องเสียค่าปรับหนังสือด้วยหรอ…. บนบล๊อก My library in 365 days ของน้องวาย (เห็นว่าจะพยายามเขียนให้ได้วันละ post ขอเอาใจช่วยนะน้อง) แต่ดันเขียนซะยาว เลยเอามาเขียนบนบล๊อกตัวเองเลยแล้วกัน
เรื่องของเรื่อง คือ น้องเค้าเจอ ผู้ใช้โวยวายเรื่อง ค่าปรับหนังสือ จริง ๆ มันเป็นเรื่อง routine คือ เกิดขึ้นทุกวัน ๆ จนไม่ฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งก็ชินไปเอง ก็ไม่ทั้งคนให้บริการ และคนใช้บริการ ต่างก็เอือมไปเหมือนกัน หรือไม่ฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งก็ต้องถอยทัพกลับไป (ส่วนใหญ่ก็จะเป็นฝ่ายผู้ใช้บริการเสียมากกว่า โดยที่ฝ่ายคนให้บริการก็รู้สึกโล่งใจว่า ตัวป่วนไปแล้ว ทั้งที่จริง ๆ หาได้รู้ไม่ ว่าได้เสียลูกค้าไปหลายคนแล้ว)
โดยส่วนตัว ผมมองว่า ปัญหานี้ มันมีหลายมิติ ซ้อนทับกันอยู่ ผมคงจะขอกล่าวถึง อันที่ผมมองออกแล้วกัน ถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยนมุมมองการทำงานแล้วกัน ถึงแม้ผมจะทำงานหน้าด่านน้อยกว่าคนอื่น แต่ก็คิดว่า อยากช่วยคิดอีกแรง
ประการแรกเริ่ม เริ่มกันที่เหตุผลทางจิตวิทยา กล่าวคือ การมองว่า การคิดค่าปรับ คือ การทำโทษ มันเริ่มตั้งแต่ การที่เจ้าตัวคนทำ “ผิด” ที่โดยปรกติ ก็รู้อยู่เต็มอกว่าตัวเองเป็นคนผิด แล้วการที่โดนทักหรือทวงถามต่อหน้า มันทำให้รู้สึกเสียหน้า เสียศักดิ์ศรี ซึ่งเป็นสิ่งที่สำหรับผู้ใช้บางคนก็รู้สึกอาย หรือลำบากใจ โดยเฉพาะมักจะเกิดขึ้นกับผู้ใช้หน้าใหม่ หรือผู้ใช้ที่ไม่เคยทำผิดมาก่อน
จริง ๆ ให้ลองเปรียบเทียบตัวเราเอง ที่กำลังขับรถที่ป้ายทะเบียนภาษีหมดอายุ และโดยปรกติ เราก็มักจะรู้อยู่แก่ใจ แต่ก็มีเหตุผลหลายอย่างที่ไม่สามารถจะไปดำเนินการได้ทันเวลา วันนึงเจอตำรวจจับครั้งแรกในชีวิต ทั้ง ๆ ที่เราไม่มีเจตนา เรารู้สึกอย่างไร แล้วเราจะทำตัวอย่างไร เช่นกัน การมองว่า การคิดค่าปรับ เป็นการลงโทษ มันก็ทำให้เกิดผลกลับมาในทิศทาง เดียวกัน ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่จะเจอกับปฏิกิริยาที่หลากหลาย ลองที่เราจะต้องปะทะกับเค้าแล้วหนิ
ดังนั้น วิธีที่จะทำให้ลดความรุนแรง หรือการเผชิญหน้าระหว่างกัน มีตั้งแต่ การปรับแนวคิดตั้งแต่ต้น เช่น กาปรับแนวคิดเสียใหม่ ว่า ห้องสมุด ไม่ใช่คุก หรือสถานีตำรวจเช่นกัน แล้วเราก็ไม่ชอบการลงโทษใคร และห้องสมุดไม่ได้ต้องการจะอยากได้ เงินบาท สองบาทของผู้ใช้ด้วยเหตุนี้ (เนื่องจาก มันไม่ได้เป็นกอบเป็นกำ อิอิ) แต่สิ่งที่เราอยากให้เกิด คือ ระเบียบวินัยของผู้ใช้มากกว่า ดังนั้น ทำไมเราไม่ปรับแนวคิด ของการลงโทษ เป็นการให้รางวัลแทน ตัวอย่างง่าย ๆ เช่น คืนตรงเวลา ได้เวลายืมเล่มต่อไปนานขึ้น หรือ ถ้าหากจะปรับ เราอาจจะบอกว่า การปรับ เพื่อเอาไปทำอะไร เช่น ไปสร้างสาธารณกุศล ดังนั้น การเก็บค่าปรับ อาจจะเป็นการหย่อนตู้บริจาคแทน เหล่านี้เป็นต้น หรืออะไรทำนองนี้
ดังนั้น สิ่งที่เรามักถูกสอน คือ เราต้องสอนผู้ใช้ แต่เรามักจะเลือก การลงโทษ มากกว่า การให้รางวัล เพราะมันง่าย แล้วเราก็ไม่รับผิดชอบอะไรมาก
หรือ อีกวิธีหนึ่ง ก็คือ การลดการปะทะโดยตรง (ซึ่งที่น้องเค้าเขียนไว้ blog นั้นแล) ซึ่งอาจกระทำได้ โดยการที่หากมีการเก็บค่าปรับ ก็ไม่ควรจะเป็นการเก็บที่บริเวณ counter ห้องสมุดมีหน้าที่ให้บริการเท่านั้น ส่วนเรื่องการคำนวณค่าปรับ ต้องให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่การเงิน พูดง่าย ๆ ก็คือ ถ้าเป็นอาจารย์ หรือพนักงานที่ได้เงินตอบแทนจากหน่วยงาน ก็หักจากยอดเงินเดือน ส่วนถ้าเป็นนักเรียน นักศึกษาที่เพิ่มเข้าไปตอนจ่ายค่าเทอมของเดือนต่อไป หรือตอนที่จะต้องเคลียร์เงินก่อนจบการศึกษา ดูเหมือนเป็นวิธีที่เห็นแก่ตัว (หมายถึง ผลักภาระให้กับฝ่ายการเงิน) แต่อย่างน้อย ก็ยืดระยะเวลาปะทะ ทำให้ความดุเดือดคลายลงไปบ้าง เพราะความรู้สึกเสียหน้ามันไม่เกิดขึ้นตรงนั้น
อย่างไรก็ตาม การแจ้งก็ยังจะต้องเกิดขึ้นโดยทันที หลังจากที่ผู้ใช้ส่งคืน เพื่อทำให้เกิดความโปร่งใส แต่อาจจะไม่ใช่การบอกปากต่อปาก แต่เป็นการบอกว่าจดหมาย หรือ email ซึ่งจริง ๆ มันเป็นเทคนิคของการสื่อสารและการฑูตมากกว่า กล่าวคือ ถ้าเป็นเรื่องดี ให้บอกต่อหน้า แต่ถ้าเป็นเรื่องต่อว่า หรือไม่ดี ก็ควรจะคุยกันในทางที่เป็นส่วนตัวมากกว่า การพูดในที่สาธารณะอย่างภายในห้องสมุดอันเงียบสงบ หลังจากที่เค้าได้รับการแจ้งแล้ว ถ้าเกิดความผิดพลาด หรือไม่ตรงกับความเป็นจริง เค้าก็จะต้องเดินเข้ามาสอบถาม อาจจะโวยวายบ้าง แต่ก็ทำให้การปะทะน้อยลงด้วยประการหนึ่ง
อีกอย่าง ที่น่าจะ preferable ก้น่าจะเป็นเพราะห้องสมุด ก็ไม่จำเป็นต้องไปยุ่งเกี่ยวกับการจับต้องเงินทองโดยใช่เหตุ (อันนี้เป็นเหตุผลส่วนตัว แหะ ๆ)
อย่างไรก็ตาม มันมีมิติที่แทรกเข้ามา และมีความสำคัญอย่างยิ่ง นั่นก็คือ สถานภาพทางสังคม ในบริบทของห้องสมุดประชาชน ถ้าผู้หลักผู้ใหญ่ระดับชาติ ลืมคืนหนังสือ สังคมไทย ที่มีความนอบน้อมถ่อมตน ก็มักจะไม่คิดค่าปรับ แต่ถ้าเป็นคนระดับเดียวกัน หรือระดับที่อยู่ล่างกว่า คนให้บริการก็มักจะกล้าทวงถาม (นึกถึงเวลาพวกเจ้าของตลาดไปเก็บตังค์จากพวกแม่ค้า บางคนก็ปากจัด แต่ถ้าลองให้ไปคุยกับพวกผู้หลักผู้ใหญ่ หล่ะก็แหม..) ซึ่งในทางสังคม เกียรติยศ ศักดิ์ศรี เงินทอง อำนาจ ชาติตระกูล การศึกษา ล้วนแล้วแต่ถูกนำมาใช้กำหนด สถานภาพทางสังคมทั้งสิ้น
ทีนี้กลับมามองในบริบทของห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษา ระหว่างอาจารย์กับบรรณารักษ์ ใครมีสถานภาพทางสังคมสูงกว่ากัน แน่นอน สังคมไทย มักยกย่องคนที่เป็นอาจารย์ ว่าเป็นคนเก่ง ฉลาด ในขณะที่ภาพของบรรณารักษ์ ยังถูกมองว่าเป็นงานที่ระดับกลางถึงล่าง กล่าวคือ ใช้แรงงานมากกว่า และได้ค่าตอบแทนน้อย ซึ่งการแบ่งแยกสภาพของสังคมอย่างนี้ มันทำให้คนที่เป็นอาจารย์บางคน ยืดเอาสถานภาพเป็นสำคัญ ดังนั้น การเสียหน้า จากคนที่มีสถานภาพด้อยกว่า จึงเป็นสิ่งที่รับไม่ได้ ดังเช่น การอ้างว่า ที่คืนหนังสือช้า เพราะเอาไปใช้ในการเรียนการสอน เป็นการดึงเอาภาระหน้าที่ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญขององค์กร มาเป็นข้ออ้าง เพื่อทำให้ตัวเองมีความสำคัญ และแสดงความใกล้ชิดกับอำนาจมากกว่า
ซึ่งอันนี้ ผมก็ไม่รู้ว่าจะแก้อย่างไร เพราะค่อนข้างเป็นปัญหาระดับ macro มาก ๆ และมีความใกล้ชิดกับวัฒนธรรม อย่างค่อนข้างจะแนบแน่น ข้อนี้ จริง ๆ ในต่างประเทศ ค่อนข้างจะแตกต่างกัน เนื่องจากบรรณารักษ์และอาจารย์ สามารถมี Tenure และสามารถตำแหน่งทางวิชาการได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นการเคารพในทางวิชาชีพ มันมีเหนือกว่าอำนาจ ความมั่งมี ดังนั้น การให้บริการจึงเป็นในลักษณะการเกื้อกูลกัน ในทาง professional ต่อ professional มากกว่าเจ้านายต่อลูกน้อง ฝ่ายหลัก กับฝ่ายสนับสนุน หรือระหว่างลูกค้า (ที่ไม่เสียตังค์) กับคนขายของ ที่ฝ่ายหนึ่งอยู่ในสภาพที่เหนือ หรือได้เปรียบกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง
ทีนี้ จะมองในทางเดียวก็ไม่ได้ ลองมองในทางตรงกันข้ามบ้าง สิ่งที่บรรณารักษ์มักจะลืมนึกถึง หรือนึกถึงแต่ดันกลายเป็นการเข้าข้างตัวเอง (โดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ดี) นั่นก็คือ ก็ต้องมองกลับมาที่ตัวเราเอง
การสำรวจตัวเอง อยู่อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยนำทางชี้ว่าปัญหาเกิดขึ้นจากอะไร อย่างปัญหานี้แท้จริงแล้ว มันไม่ได้อยู่ที่การคิดค่าปรับ แต่มันอยู่ที่ การที่ผู้ใช้ส่งไม่ตรงเวลา แล้วก็ต้องถามว่า แล้วทำไมผู้ใช้่ส่งไม่ตรงเวลา เกิดการ complain อย่างนี้มากน้อยแค่ไหน แล้วการส่งไม่ตรงเวลา (ถึงแม้จะไม่ complain หรือไม่ก็ตาม) มีมากน้อยแค่ไหน เพราะถ้าเราต่อได้มาถึงตรงนี้ เราก็อาจจะมาตั้งคำถามกับตัวเองแล้วว่า ระยะเวลายืมหนังสือ มันสั้นไปหรือเปล่า หรือระบบการเตือน เรามีประสิทธิภาพเพียงพอหรือไม่ ถูกต้องแม่นยำมากน้อยแค่ไหน (เช่น ประทับตราผิด ค่า constant ในระบบผิด เป็นต้น)
โดยเฉพาะเรื่องระบบการเตือนผู้ใช้ สิ่งที่เราจะต้องกลับมาถามตัวเอง ว่าเรา prompt ให้ผู้ใช้ให้เค้ารู้ตัวแค่ไหน ห้องสมุดหลายแห่ง ยังไม่มีระบบการแจ้งเตือนล่วงหน้า ว่าหนังสือจะครบกำหนดเร็ว ๆ นี้ ทั้ง ๆ เป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะผมคิดว่า น่าจะเป็นวิธีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด
ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา ส่วนใหญ่ เราก็จะเห็นเค้าประทับตราลงบนแผ่นยืมที่ติดกับหนังสือ หรือที่เรียกกว่าแผ่น due date หรืออย่างดู hi-tech หน่อย ก็พิมพ์เป็น slip แนบไปกับหนังสือ ทั้ง ๆ ที่บางครั้ง ผู้ใช้ก็ไม่รู้เลยว่าเป็นกระดาษอะไร หรือเอาไว้ทำอะไร
ว่าถึงเรื่อง slip แล้วก็ให้นึกแปลกใจ เพราะผมไม่แน่ใจว่า การให้เป็น slip เนี่ยมันดีกว่าการประทับตราจริงหรือเปล่า นอกจากที่มันดู computerize มากกว่า ผมว่าคนให้ความสนใจกับเจ้า slip พวกนี้ พอๆ กันกับ slip ใบเสร็จจากร้านสะดวกซื้อ จะมีคนซักกี่เปอร์เซ็นต์มากน้อย ที่เก็บ slip ใบเสร็จรับเงินที่ซื้อจากร้านสะดวกซื้อ บางที่ในถังขยะหน้าร้านก็มีแต่ใบเสร็จพวกนี้ ทำไมเราไม่ทำอะไรง่าย ๆ แต่ได้ประโยชน์ เช่น แทนที่จะเป็นกระดาษบาง ๆ เหมือนใบเสร็จ ก็ทำให้เป็นที่คั่นหนังสือ เพื่อให้มันดูมีความรู้สึกว่า น่าเก็บ หรือสามารถเตือนความจำได้ ฯลฯ
จริง ๆ ย้อนกลับมา เหตุผลสุดคลาสสิคอีกเหตุผลหนึ่งของห้องสมุด ที่เก็บค่าปรับ ก็คือ ก็ผู้ใช้ยืมไปแล้ว ก็ต้องรับผิดชอบเอาเอง ลองมองดูอีกทีว่า มันคือ การโยนภาระให้ผู้ใช้หรือไม่ นึกถึงว่า การมี slip ยืมคืน ติดไปกับหนังสือ หรือมีตราประทับวันคืนหนังสือ อยู่ในเล่ม มัน practical แค่ไหน สิ่งที่บรรณารักษ์ลืมไป ก็คือว่า ความรับผิดชอบในการรักษาและ secure availability ของ material เป็นหน้าที่ที่องค์กรจ่ายเงินมาให้เราทำ ถึงแม้ว่าหนังสือไม่ได้อยู่ที่กับตัวเรา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า หนังสือตกไปเป็นเจ้าของของคน ๆ นั้น หากแต่ยังเป็นสมบัติขององค์กร จนกว่าหนังสือเล่มนั้นจะถูกจำหน่ายออกไป
ดังนั้น การที่ผู้ใช้ส่งหนังสือคืนล่าช้า ส่วนหนึ่งเป็นความผิดของผู้ใช้ แต่อีกส่วนหนึ่ง ก็น่าจะเป็นความบกพร่องของเจ้าหน้าที่ด้วยไม่ใช่หรือ ที่สื่อสารบกพร่อง อย่างนี้ระบบของค่าปรับ ควรจะเป็นแบบครึ่ง ๆ ดีมั๊ย คือ ผู้ใช้จ่ายครึ่งนึง เจ้าหน้าที่จ่ายครึ่งนึง…
มันก็เลยต้องย้อนกลับไปถามต่อว่า เรารู้จักผู้ใช้ของเราดีแค่ไหน ที่เขียนแบบนี้ หลายคนอาจจะบอก โอย เบื่อที่จะฟังคำนี้ แต่มันก็คือ เรื่องจริง เพราะจากประเด็นข้างต้น เราจะเห็นสมมติฐานที่ว่า ผู้ใช้บริการมีความรับผิดชอบสูงเหมือนกันทุกคน ซึ่งผมเห็นว่า เป็นสมมติฐานที่ทำให้การให้บริการ (รวมถึงระบบที่ออกแบบ) ด้อยลงในเชิงผู้ใช้ เพราะระบบที่ออกแบบมาจะช่วยผู้ใช้น้อยมาก (หรือถ้าอย่างรุนแรง ก็อาจเรียกได้ว่าเป็น ระบบที่เห็นแก่ตัว) มิหนำซ้ำยังไปสร้างภาระให้กับผู้ใช้บริการอีกต่างหาก ยกตัวอย่างง่าย ๆ เมื่อเปรียบเทียบกับงานบริการ ที่เห็นชัดงานหนึ่ง คือ การบริการโรงแรม จะเป็นอย่างไร เมื่อโรงแรมที่เราเข้าไปพัก หวังว่า ผู้ใช้บริการทุกคนหลังจากกลับไปแล้ว จะทำความสะอาด เก็บเตียงได้อย่างเรียบร้อย แน่นอน เค้าก็จะเข้ามาทำความสะอาดน้อยลง แต่ถ้าสมมติฐานของการให้บริการ บอกในทางตรงกันข้าม เค้าก็จะเข้ามาทำความสะอาดบ่อย ๆ ฉันใด ฉันนั้น
ท้ายสุด สิ่งที่รู้สึกสะดุดหูทุกทีที่ได้ยิน ก็คือ เจ้าหน้าที่ที่ให้บริการ นึกอะไรไม่ออก อธิบายอะไรไม่ได้ ก็บอกแต่ว่า “มันเป็นกฏ” ซึ่งผมเห็นว่า เป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง (ถึงขั้นต้องห้าม) อย่างที่สุด เพราะการอ้างกฏ ระเบียบ เป็นเหมือนการแบ่งข้างเขาเรา ผมมองว่า ถ้าเราให้เหตุผล แล้วพูดในเชิงว่าเราเข้าใจ และอยู่ข้างเขา การให้บริการก็จะเป็น user-oriented มากขึ้น แต่มันก็เป็นเทคนิคที่แต่ละคน ต้องหันกลับมามองตัวเองด้วย
ประเด็นเหล่านี้ เป็นเรื่องเล็กน้อยก็จริง แต่ผมคิดว่า เรื่องแบบนี้ มันเป็นเรื่อง ที่ไม่สามารถสอนได้ในห้องเรียน ดังนั้น ทักษะเหล่านี้ จึงต้องพัฒนาเมื่อเข้าสู่โลกแห่งการทำงานเรียบร้อยแล้ว คนที่เริ่มต้นกับสภาพแวดล้อมที่ดี ก็ได้ service mind ที่ดีไป แต่คนที่เริ่มต้นกับสภาพแวดล้อม ที่ค่อนข้างคับแคบ (หมายถึง มุมมอง) ก็จะไปในแนวทางนั้น
ดังนั้น เราจะเห็น อิทธิพลของสถานที่ทำงานแห่งแรกหลังจบการศึกษา ที่มีต่อการทำงานของคนในวิชาชีพ ในระดับปัจเจกบุคคล ซึ่งผมเห็นว่า มีอิทธิพลมากกว่าสถาบันการศึกษาที่จบมาด้วยซ้ำไป จริง ๆ นี่ก็น่าจะเป็น topic ที่น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว แล้วก็ไม่จำเป็นเฉพาะคนในห้องสมุดเท่านั้น แต่ผมว่าอาจจะเป็นในหลาย ๆ field ด้วยเหมือนกัน คิดแล้วก็น่าสนุกเหมือนกัน
แต่หรือถ้าใครจะเอาไปลองทำ หรือมีใครทำอยู่ หรือทำ project นี้ไปแล้ว แนะนำด้วยก็ดีนะครับ
เอากับเค้าสิ แค่ค่าปรับ ยังโม้ (บ่น) ได้ขนาดนี้ … ขี้บ่นนี่หว่า เรา -_-”
งานห้องสมุด อยู่หรือไป
In Thaibrarian, งานวิจัย : Research, บรรณารักษ์ : Librarian, บ่นไปเรื่อย : Saying, ห้องสมุด : Libraries on สิงหาคม 14, 2007 at 9:29 pmจริง ๆ ก็ add ใน del.icio.us แล้ว แต่เผื่อสำหรับคนที่ไม่ค่อยได้ตาม del.icio.us ของผม (เผื่อคนที่ไม่ทราบ ผม bookmark เอกสารหรืองานที่น่าสนใจไว้ใน del.icio.us ซึ่ง 5 รายการล่าสุด จะ list ไว้บนหน้า blog ด้วยครับ เผื่อคนที่สนใจจะติดตาม ก็มี feed ให้ด้วยครับ บางทีมีเอกสารที่น่าสนใจ แต่ผมไม่มีเวลาเขียนถึง ผมก็จะ add ไว้บนนั้น ลองไปดูกันได้ครับ) ขอเขียนถึงเอกสารนี้ซักหน่อย
ถ้าใครใช้ hotmail หรือ msn เมื่อวานก่อน ก็อาจจะเห็นบทความนี้แว๊บ ๆ เป็นบทความที่น่าสนใจ เนื่องจากพูดถึงอนาคตของอาชีพ และความพร้อมของการศึกษาในปัจจุบันบทความกล่าวถึง research workshop เมื่อไม่นานมานี้ โดยรวมเอานักวิชาการหลายแขนงมา ถกกันว่า ทักษะอะไรจะเป็นที่ต้องการของนายจ้างมากที่สุด ในศตวรรษหน้า ในขณะที่ คำถามต่อมา คือ แล้วระบบการศึกษาปัจจุบันของสหรัฐฯ ได้เตรียมความพร้อมให้กับคนที่เป็นอนาคตของชาติ หรือยัง
สิ่งที่น่าสนใจ และเป็นตัวชูโรงของบทความนี้ คือ การจับงานที่เกี่ยวกับห้องสมุด และงานที่เกี่ยวกับการสอน เป็น stake โดยชี้ให้เห็นสองมุมมองที่ตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิงมุมมองแรก เป็นมุมมองจาก US Bureau of Labor Statistics (BLS) ซึ่งคล้าย ๆ กับกระทรวงแรงงาน + สำนักงานสถิติแห่งชาติบ้านเรา บอกว่า ในปี 2014 การจ้างงานในวงการการสอนหนังสือ และห้องสมุด จะเพิ่มขึ้นถึง 20% หรือประมาณ 2 ล้านอัตรา
แต่ในขณะเดียวกัน อีกฝั่งมองว่า ภายในปี 2030 74% ของอัตราการจ้างงานในสาขาดังกล่าว จะหายไป เนื่องจากการทดแทนของคอมพิวเตอร์ (ในขณะที่งานที่ใช้คนเป็นแรงงานหลัก ๆ โดยทั่วไป จะลดลงไปถึง 60%)
อย่างไรก็ตามผมยังไม่เห็นต้นฉบับของรายงาน workshop ฉบับนี้ (จริง ๆ จะดีมาก ถ้าให้ paper ต้นฉบับของทั้งสองงาน) ซึ่งคิดว่าน่าจะให้รายละเอียดมากกว่านี้ เพราะเหตุผลของฝ่ายที่เห็นว่า ความต้องการจะสูงขึ้น ไม่มีเหตุผลมาสนับสนุนเท่าใดนัก (มีเพียงแต่เหตุผลต่อต้านอีกฝ่าย)
ในขณะที่อีกฝ่าย ตอนนี้ ผมเห็นว่ามีน้ำหนักค่อนข้างมาก จริงอยู่ที่มนุษย์ยังต้องเป็นคนให้และจัดการ content แต่แนวโน้มหลาย ๆ อย่างในขณะนี้ มันมีทีท่าว่าจะเป็นเช่นนั้น โดยเฉพาะ generation ปัจจุบัน ที่เกิดและเติบโตมากับ computer ในขณะเดียวกันสายงาน training ก็สามารถที่จะเข้าไปรวมกับฝ่ายผู้ผลิตได้ อย่างไรก็ตามอย่าเพิ่งปักใจไปกับแนวโน้มนี้ จนกว่าจะฟังเหตุผล หรือที่มาที่ไปของตัวเลขของกลุ่มแรกเสียก่อน ถ้าผมหาได้เดี๋ยวจะมา update หรือถ้าใครสนใจ ลองติดตามเพิ่มเติมดู ผมว่าเป็นมุมมองที่น่าสนใจทั้งสองฝ่าย
(จริง ๆ ที่ UNC ร่วมกับมหาวิทยาลัยและหน่วยงานอีกหลายแหล่ง ก็มีทีมทำงานวิจัยแนวนี้เหมือนกัน ซึ่งเป็น project เดียวกันที่ Dr.Griffiths ไปบรรยาย TCDC เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ตอนนี้เรากำลังอยู่ในระหว่างวิเคราะห์ข้อมูลอยู่ ถ้าได้ผลยังไง เดี๋ยวมาบอกอีกทีครับ)
แต่ยังไรก็ตาม ถ้าเป็นบ้านเรา อาจจะต้องบวกไปอีกหลายสิบปี เพราะฉะนั้น ผมว่า คนที่ทำอยู่ในเมืองไทย น่าจะสบายใจได้ แหะ ๆ
[ที่มา Msn Encarta ซึ่งเอามาจาก Education Week อีกที]
พลังของฝูงควายที่ Kruger
In Social Networking, blogophere, ชุมชน : Community, บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, สังคม: social on สิงหาคม 11, 2007 at 11:41 amกลายเป็น Talk of the town อย่างสุด ๆ ตอนนี้ สำหรับวิดีโอบน Youtube ที่ชื่อ Battle at Kruger ที่ตอนนี้ (ณ ที่ผมเขียนอยู่) ถูกชมไปแล้วกว่า 11 ล้านครั้ง และมี comment กว่า 12,000 ข้อความแล้ว และก็เพิ่มขึ้นไปอย่างไม่มีทีท่าว่าจะตกลง นอกจากนี้ถูกนำไปวิจารณ์จากสื่อหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น Time, BBC หรือ Guardian และแน่นอน ก็ต้องติด top video ของ Technorati อย่างไม่ต้องสงสัย
ล่าสุดก็ถูกนำไปออกในรายการ i-CAUGHT ช่อง abc เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว (เสียดายที่ไม่สามารถเอารูป หรือวิดีโอมาลงบน blog ได้ เพราะติดลิขสิทธิ์ของเจ้าของวิดีโอ ที่เข้าเขียนดักไว้อย่างจัง ไม่ใคร่กล้าจะเอามาลอง – ถึงจะเอามาลง ก็เป็นของ Youtube คนส่วนใหญ่ก็ยังดูไม่ได้อยูดี เมื่อไหร่จะเลิกก็ไม่รู้ เราก็ทนให้เค้าปิดหู ปิดตาก็ไปได้เนอะ – ยังไง ก็ตาม link ไปดูกันเอาเองนะครับ ผมไม่แน่ใจว่าดูได้หรือเปล่านะ ถ้าไม่ได้ลองช่วยกันหาหน่อย ว่ามีจากแหล่งอื่นหรือเปล่า)
วิิดีโอความยาวแปดนาทีครึ่ง เป็นคลิปที่เก็บภาพ การต่อสู้ระหว่าง สิงโตผู้องอาจ จระเข้เจ้าเล่ห์ และฝูงควาย เพื่อจะแย่งเอาชีวิตของลูกควายตัวหนึ่ง ที่ตกเป็นเหยื่อของผู้ล่าทั้งสอง ซึ่งถ่ายไว้โดย นักท่องเที่ยวชาวอเมริกัน ชื่อ Dave Budzinski ขณะนั่งอยู่บนรถซาฟารี ในอุทยานแห่งชาติ Kruger ประเทศอาฟริกาใต้ เมื่อเดือนกันยายน 2004
จริง ๆ วิดีโอนี้ upload มาตั้งแต่เมื่อเดือนพฤษภาคมปีนี้ จนเมื่อ Chad Hurley หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Youtube ได้ให้สัมภาษณ์กับ CNN (ออกอากาศเมื่อ 8 มิถุนา ที่ผ่านมา) ว่าเป็น clip ที่ชอบมากที่สุด ก็เล่นทำเอา video ได้รับความนิยมแบบ exponential กันเลยทีเดียว
ปรากฏการณ์นี้ ไม่เพียงแต่ทำให้ คนถ่ายวิดีโอ และเจ้าของลิขสิทธิ์อย่าง negativespace มีชื่อเสียง แต่ผมว่า อย่างน้อย ก็ทำให้ชื่อ Kruger เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง และก็กลายเป็นเป้าหมายของนักท่องเที่ยวจำนวนมาก อย่างไม่ต้องสงสัย
ปรกติ ผมก็ไม่ใช่เป็นคนชอบดูหนังสารคดี แนวชีวิตสัตว์โลกมากเท่าไหร่ โดยเฉพาะสัตว์ป่า ที่มีการล่า อะไรเทือกนี้ แต่คราวนี้ ถึงจะดูไปแล้วก็ลุ้นไป แต่ตอนจบก็ให้ความรู้สึกดี (เหมือนดูละครน้ำเน่าที่มี happy ending ทั้ง ๆ ที่ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า นี่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่เสมอหรือไม่)
สิ่งที่ผมรู้สึกชอบเป็นการส่วนตัว ปรกติ ควาย ถูกนำไปเปรียบกับ ความโง่เขลา อยู่เสมอ ๆ ถึงแม้ว่าตัวจะใหญ่ แต่ก็ดูเชื่องช้า แต่เมื่อถึงเวลาที่คับขัน จากวิดีโอนี้ ก็จะเห็นว่า ควายก็รู้จักใช้ต้นทุนทางสังคมของมัน สร้างพลัง the power of the crowd (คิดดู มันยังวกมาเรื่องหลักการ อีกจนได้ -_-”) เพื่อแก้ไขสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี แถมเป็นฝ่ายเอาชัยชนะมาอย่างที่เรียกว่า ได้ใจคนดูมาก
มีอีกสิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกว่า น่าสังเกต คือ พฤติกรรมของควายผู้นำ จะเห็นได้ว่า ในระหว่างที่ฝูงควายเดินเข้าไป เพื่อจะช่วยเจ้าลูกควายผู้โชคร้ายนั้น ไม่ใช่ว่าทุกตัวจะเดินถลาเข้าไป โดยเฉพาะตัวที่อยู่ข้างหน้า บางตัวพอใกล้ ๆ จะถึงก็ป๊อดเหมือนกัน เดินหนีออกไป จนต้องมีตัวใด ตัวหนึ่งหาญกล้า วิ่งผ่าน comfort zone ของตัวไป เมื่อนั้นเอง ความกล้าของทั้งฝูงก็ปะทุเต็มที่
อืม… คนกับควายก็ไม่ต่างกัน ด้วยเหตุนี้ประการหนึ่ง
Somewhere… (when tears dropped)
In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, เด็กนอก?, เพลง : Music, โทรทัศน์ : TV on สิงหาคม 8, 2007 at 9:09 pmบ้าไปแล้ว เด็ก 6 ขวบร้องเพลง แต่ตรูร้องไห้ Touching ขนาดนี้ ใครไม่รักเธอ ก็บ้าแล้ว หนูน้อย Connie Talbot จาก Britain’s Got Talent
Bianca ก็ Bianca เหอะ แล้วดนตรีประกอบรายการตอนประกาศผล มันสุดยอดจริง ๆ ฟังกี่ที ๆ ก็ขนลุก
T_T
ถึงแม้น้องจะไม่ชนะ แต่ก็ตรึงใจผู้ชมไปนานเลย (เพราะพอมีดนตรีเข้ามา มันก็เลยดูไม่ค่อยเท่าไหร่ ลองไปตามหาดูเอาเองนะ เหอ ๆ ๆ) ส่วน America’s Got Talent Season นี้ ไม่หนุกอ่ะ
ปล. แถมวีดีโอคนชนะมาฝาก ชื่อ Paul Potts เป็นนักร้อง opera ที่เคยทำงานขายโทรศัพท์มือถือ (ตอนนี้ก็เป็นนักร้องในสังกัด SonyBMG ไปเรียบร้อย โรงเรียนผู้ดี) ไม่ต่างกันเลย
ลองไปตามหารอบ Semi-Final กับ Final ดูเอานะครับ
เก็บตก LJ Summer’07
In Social Networking, Thaibrarian, library2.0, บรรณารักษ์ : Librarian, บ่นไปเรื่อย : Saying, ห้องสมุด : Libraries on สิงหาคม 5, 2007 at 4:36 pmกลับไปเมืองไทย คล้าย ๆ ว่าจะหลุดจากวงโคจรข่าวสาร มาถึงที่นี่เจอไปรษณีย์หนึ่งลังใหญ่ (ส่วนใหญ่ ไม่ขายของก็ทวงหนี้) ในนั้นก็มี Library Journal (ที่บอกรับฟรี เนื่องจากเค้ามีโปรโมชั่นสำหรับนักเรียน) อยู่ 4 ฉบับ แต่ละฉบับ เห็นแล้วก็อดที่จะมาบอกกล่าวกันไม่ได้ เผื่อใครที่ตกไปเหมือนกัน จะได้ตามอ่าน
แน่นอน เรื่องแรก ก็ต้องเป็นเรื่อง 2.0 (ใครจะเรียก library 2.0, web 2.0 หรือซอฟท์แวร์ทางสังคมในห้องสมุด ก็ไม่ว่ากันครับ ตามแต่ศรัทธา) อันแรก แนะนำให้อ่าน netConnect ซึ่งเป็น supplement ของฉบับ July 2007 (Vol. 132 No. 12) ถึงแม้น่าปกจะเขียนว่า Social Catalog ซึ่งดูเหมือนว่าจะพูดถึงเรื่อง Folksonomy แต่จริง ๆ แล้วเนื้อหาภายใน นั้นหลากหลาย ไม่เพียงเฉพาะแต่เรื่อง Social Tagging เท่านั้น แต่ยังมีอีกหลาย Application ที่สามารถนำมาใช้ในงานห้องสมุดได้ ซึ่งค่อนข้างเหมาะสำหรับคนที่ต้องการนำไปใช้จริง มี case study ให้อ่าน เช่นที่ Danbury Public Library ในรัฐ Connecticut ก็เป็นห้องสมุดแรกที่ร่วมมือกับ LibraryThing ในการที่ merge ข้อมูลของ LibraryThing มารวมกับ Catalog ของห้องสมุด (ตัวอย่าง) เป็นต้น นอกจากนี้ภายใน supplement ฉบับนี้ยังมี product review ให้อ่านกัน พร้อมทั้งแนะนำแหล่งข้อมูลสำหรับการค้นคว้าต่อ เรื่อง library 2.0 ซึ่งเหมาะสำหรับคนที่ทำรายงานหรือศึกษาเรื่อง Library 2.0
ในขณะที่ ฉบับที่ 132 เล่มที่ 10 ปักษ์แรกของเดือนมิถุนายน ในคอลัมน์ Backtalk ในชื่อเรื่อง That Bloggin’ Pneumonia! โดย Antoinette Powell เกี่ยวกับประสบการณ์ของบรรณารักษ์ห้องสมุดดนตรี ถึงอิทธิพลของ Web 2.0 ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Blog เรื่อง Wiki และบริการอื่น ๆ เช่น การเอาปกซีดีไปไว้ใน account บน flickr แล้วทำ link มายัง collection ของห้องสมุด เป็นต้น อันนี้เอาไว้อ่านกันเล่น ๆ
ส่วนอีกฉบับหนึ่ง เป็นปักษ์หลังของเดือนเดียวกัน เน้นเรื่อง Podcast ล้วน ๆ เขียนโดย Jason Griffey ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นศิษย์เก่าของที่ UNC-Chapel Hill เขียนถึงการใช้ podcast ในการสอนการใช้ห้องสมุด อ่านแล้วก็ได้ idea ว่า ยิ่งถ้าห้องสมุดไหน มี ipod ให้บริการ การที่จะบันทึก library instruction และ library tour ไว้ใช้ในห้องสมุด ก็น่าจะสะดวกมากยิ่งขึ้น
ส่วนเรื่องต่อมา ก็เป็นเรื่องเทคโนโลยีเหมือนกัน แต่เป็นเรื่อง Electronic Resource Management System (ERMS) ซึ่งจะเหมาะกับคนที่ดูแลเรื่อง ฐานข้อมูลในห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษา เพราะนอกเหนือจะพูดถึงสภาพตลาด และการพัฒนาในปัจจุบัน ยังพูดถึงเรื่องแนวโน้มในอนาคต ซึ่งผมเห็นว่าห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษาของไทย ยังไม่มีวิธีการจัดการ Collections เหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้ง ๆ ที่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่เลย แต่ก็ไม่เห็นมันขยับเขยื้อนซักทีในบ้านเรา
อีกอันเป็น Supplement แต่จำไม่ได้ว่ามากับฉบับไหน (แน่นอนว่าเป็นฉบับที่กล่าวมาแล้วข้างต้น) เขียนเรื่อง High Definition format ในห้องสมุด ซึ่งปัจจุบันมีเพียง 1% ของห้องสมุดที่ทำการสำรวจในอเมริกา มีแผนจะซื้อสื่อประเภทนี้ (ไม่ว่าจะเป็น HD DVD หรือ Blu-ray) ในปี 2008 ในขณะที่ 3% บอกว่าในห้องสมุดมี HD Formats แล้ว นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอตัวเลขของการจัดหา DVD ในห้องสมุด รวมไปถึงแนวโน้มที่ห้องสมุดจะเป็นประตูสู่การดาวน์โหลดหนังอีกด้วย ถึงแม้ว่าจะดูค่อนข้างเป็นโฆษณาหน่อย ๆ แต่ผมว่า ก็น่าจะได้ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ High Definition อยู่ไม่น้อย
พอพูดถึงเรื่อง HD format ก็อดที่จะ Update ไม่ได้เหมือนกันว่า ตอนนี้ในอเมริกา มีความพยายามที่จะผลักดัน ร่างกฏหมาย Fair Use Act เพื่อให้ห้องสมุดสามารถปลอดจากเจ้าเทคโนโลยี DRM ได้ ทั้งนี้ก็เพื่อวัตถุประสงค์ในการเก็บรักษาและการให้บริการ ก็คงต้องติดตามกันต่อไป ว่าจะผ่านไม่ผ่านอย่างไร (ข่าวผ่าน Library Journal อีกเหมือนกัน แต่เก่าแล้ว)
อีกเรื่องหนึ่ง ไม่ใช่เทคโนโลยีเสียทีเดียว แต่ผมว่าให้ idea ดี ย้อนกลับไปฉบับที่ 132 เล่ม 2 (กรกฎาคม 2007) มีบทความหนึ่งที่น่าสนใจมาก คือ เรื่อง An RA Big Think เป็นเรื่องของ ทีมบรรณารักษ์แผนกส่งเสริมการอ่าน (Readers’ Advisory) มาจับเข่าคุยกัน พยายามหาคำนิยามใหม่ของคำว่า Appeal ซึ่งน่าสนใจมาก ถึงแม้จะเป็นบทความในเชิงแนวคิดในเชิงประสบการณ์และการให้บริการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้คำ การจัดหมวดหมู่ เป็นต้น แต่ผมเห็นว่า idea ที่อยู่ในบทความ มีความน่าสนใจต่อการนำไปปรับใช้ และพัฒนาระบบห้องสมุดได้ไม่มากก็น้อยทีเดียว
ปิดท้ายด้วย Supplement ของฉบับเดือนพฤษภาคม 2007 ที่ชื่อ Library By Design ซึ่งเข้าใจว่าเป็นงานเขียนที่ได้แรงผลักดันจาก การจัดตั้ง Design Institute ซึ่งเป็นการสัมมนาเกี่ยวกับการออกแบบห้องสมุด เมื่อปลายปีที่แล้ว ใน Supplement ฉบับนี้นอกเหนือจากจะมีบทความ เกี่ยวกับการออกแบบและการก่อสร้างห้องสมุดแล้ว ยังมีกรณีศึกษาของห้องสมุด 6 แห่งในอเมริกาให้อ่านกันด้วย ในขณะเดียวกันก็มี Catalog สินค้าครุภัณฑ์ห้องสมุด มาให้ดูเป็น idea เผื่อใครอยากนำไปปรับใช้กับห้องสมุดของตัวเอง อันนี้อ่านแล้วก็สนุกดี แล้วทำให้คิดต่อว่า ถ้าจะออกแบบห้องสมุดของตัวเอง จะออกแบบยังไงดีหว่า
อย่างไรก็ตาม ออกตัวไว้ก่อนนะครับ ว่าผมไม่ได้ค่า Commission ของ Library Journal หรือมีความสัมพันธ์กับวารสารแต่อย่างใด ถึงแม้ว่าจะสามารถบอกรับได้ฟรี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ผมได้ประโยชน์อะไร นอกเหนือไปกว่านั้น แต่ก่อนผมก็ไม่ค่อยได้อ่านเท่าไหร่ เพราะแต่ก่อน เนื้อหามันมีแต่ข่าวสารที่ค่อนข้างไกลตัว ซึ่งมีเพียงน้อยนิด แล้วที่เหลือก็เป็น review หนังสือซะหมด (เข้าใจว่าเป็นเนื้อที่โฆษณา) ที่ผมก็ไม่ค่อยมีเวลาได้ตาม
แต่พักหลัง ๆ เริ่มรู้สึกได้ว่า LJ มีบทความดี ๆ เยอะมาก แล้วก็น่าสนใจ โดยเฉพาะสำหรับคนทำงาน จะนำไปปฏิบัติหรือคิดต่อ ติดที่ว่ามันมีแต่ภาษาอังกฤษ นี่ก็กำลังคิดว่า ถ้าจะมี Library Journal ภาคภาษาไทย เหมือน International Magazine อื่น ๆ อย่าง Elle Teens อะไรพวกนี้ ต้องทำยังไงมั่งหว่า กลัวแต่ว่าจะไม่มี Sponsor เลยอ่ะดิ
ความคลุมเครือของมาตรฐานห้องสมุด พ.ศ. 2549
In Thaibrarian, นโยบาย : Policy, บรรณารักษ์ : Librarian, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous, ห้องสมุด : Libraries on สิงหาคม 4, 2007 at 6:06 pmในขณะที่บ้านเมืองขณะนี้กำลังตื่นเต้นกับการลงประชามติไม่รับและรับ (ทำไมไม่ลองเอาคำว่า “ไม่รับ” ขึ้นก่อนบ้างนะ) ร่างรัฐธรรมนูญ ผมในฐานะ “คนนอกกรอบ” ที่ไม่มีสิทธิมีเสียง (และจำต้องรับกรรมที่ตัวเองไม่มีโอกาสกระทำ ถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้รับการยอมรับ) ก็คงไม่อาจจะไปก้าวก่ายอะไรได้มาก นอกเหนือจากจะบอกให้ทุกคนคิดดี ๆ นึกถึงคนที่ไม่มีปากมีเสียงอย่างผมบ้าง… T_T
เพราะฉะนั้น จะ ไม่รับ หรือรับ ก็ขอให้ไปลงคะแนนเถิด โดยเฉพาะคนที่ไม่รับ โปรดไปใช้สิทธิกันเยอะ ๆ เพราะการที่ไม่ไปใช้เสียง ไม่ได้หมายถึง ไม่รับนะครับ…
เอ่อ ไปซะไกลเชียว ขอบ่นนิดหน่อย กลับมาเรื่องที่จะเขียนนี้ เป็นเรื่องการเมืองเหมือนกัน แต่เป็นการเมืองภายในวิชาชีพ (ที่ไม่มีใครมีโอกาสได้ลงประชามติเหมือนกันหมด เว้นแต่กรรมการสมาคม เข้าใจว่าเป็นเช่นนั้น) ซึ่งตั้งใจจะเขียนมานานแล้ว แต่ก็ไม่มีเวลา พอกลับมาที่อเมริกา ก็ทำให้มีเวลา ปลีกมาเขียนบล๊อกต่อได้บ้าง ก็เริ่มที่เรื่อง มาตรฐานห้องสมุด พ.ศ. 2549 ที่ดูเหมือนว่า สมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย ได้จัดพิมพ์และเผยแพร่ไปอย่างกว้างขวาง
ผมไม่แน่ใจว่า จะมีสักกี่คนที่ได้อ่านมาตรฐานอย่างละเอียดบ้าง เข้าใจว่ามีจำนวนไม่น้อย ที่เห็นแล้วก็เปิดผ่าน ไม่ได้สนใจอะไร จริง ๆ ผมก็เป็นคนหนึ่ง ที่เห็นปุ๊บก็เปิดผ่านไปก่อนเลย จนเมื่อมีเวลาว่างจริง ๆ จึึงได้ลงทุนอ่าน ซึ่งจริง ๆ แล้วใช้เวลาไม่นาน
โดยไม่จำเป็นต้องไปเปรียบเทียบมาตรฐานบ้านเรากับของคนอื่นเลย (ซึ่งปรกติก็มักจะเป็นวิธีที่นักวิชาการใช้อ้างอิง ในการวิจารณ์เอกสารประเภทนี้) ก็พบกับข้อสงสัยถึงตัวมาตรฐานอยู่ไม่น้อย ทั้งในแง่รายละเอียดและการนำไปใช้
เรื่องแรก เป็นเรื่องที่ทำให้หลายคนไม่ได้ความสนใจตัวมาตรฐานห้องสมุดนี้เลย เพราะอะไร… ตอบง่าย ๆ คือ มันไม่รู้ว่าจะเอาไปทำอะไร ไม่ได้มีผลต่อการทำงาน อาชีพ หรือชีวิตเลยแม้แต่น้อย ผมไม่แน่ใจว่า สมาคมฯ ต้องการที่จะนำมาตรฐานไปใช้ทำอะไร เพื่อเป็นแนวทาง (Guideline) หรือเป็นกฏ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือนำไปใช้เพื่ออะไรกันแน่ เพราะดูเหมือนว่า ในทางปฏิบัติ มาตรฐานห้องสมุดฉบับนี้ ไม่ได้บ่งบอกอะไรให้กับคนอ่านเลย
ในขณะเดียวกัน ในเชิง function ของมัน ก็ดูกว้างมาก เพราะเท่าที่อ่านมานี้ ก็ไม่รู้ว่า เป็นมาตรฐานในด้านใด เช่น การดำเนินงานห้องสมุด หรือสำหรับการจัดตั้งห้องสมุด หรือสำหรับการปฏิบัติงานของผู้ปฏิบัติงานสารสนเทศ เพราะในแต่ละมุมมองนั้น ต่างก็มีกลุ่มคนที่มีผลได้ ผลเสีย (Stakeholder) แตกต่างกัน ถ้ามาตรฐานฉบับนี้ สร้างขึ้นมาเพื่อให้เป็นแนวทางสำหรับการสร้างห้องสมุด นัยหนึ่งที่อาจจะเกี่ยวข้อง คือ การใช้ชื่อเอกสารที่ไม่เหมาะสม สอดคล้องกับสิ่งที่ต้องการจะสื่อ เพราะคำว่า มาตรฐานห้องสมุด มันกว้างเกินกว่าที่จะทำให้แต่ละคนสามารถคิด หรือนึกถึงในสิ่งเดียวกัน เพราะฉะนั้นทำให้กลุ่มผู้รับสาร ไม่มีความชัดเจนไปด้วย ว่าจะให้ใครเป็นผู้อ่าน เป็นผู้นำไปปฏิบัติตาม
ท้ายที่สุด ก็ทำให้ไม่รู้ว่า จะใช้อย่างไร หรือต้องการให้เพียงเสพเล่น ๆ ให้ดูดี เวลาต่างชาติเค้าถาม เราก็จะตอบได้ว่า มี แค่นั้นเอง ซึ่งผมไม่แน่ใจนะว่า ระหว่างไม่มีมาตรฐาน (เพราะเราไม่เคยได้ใช้) กับมีมาตรฐานหลอก ๆ แล้วไม่มีสาระสำคัญอะไรปรากฏอยู่ ไม่รู้ว่าอย่างไหนน่าภาคภูมิใจและ make sense ได้มากกว่ากัน
ประเด็นต่อมา ผมเข้าใจดีว่า คนเขียนมาตรฐาน ไม่ใช่นักกฏหมาย และมาตรฐานฉบับนี้ดูเหมือนจะไม่มีบทบังคับตามกฏหมาย แต่การเขียนอย่างคลุมเครือ ก็อาจจะทำให้ผูกมัดตัวเองอย่างไม่รู้ตัวก็เป็นได้ โดยเฉพาะในข้อ 2 ที่บอกว่าให้ใช้ประกาศฉบับนี้ นับแต่วันที่ใช้ประกาศ ซึ่งเข้าใจว่าน่าจะรวมถึงตัวมาตรฐานด้วย แต่เท่าที่ผมจำได้ สมาคมห้องสมุดฯ เคยมีมาตรฐานมาก่อนหน้านี้แล้ว และไม่แน่ใจว่า ได้มีการกำกับไว้ก่อนหน้านี้หรือไม่ว่า ในกรณีที่มาตรฐานฉบับใหม่ถูกใช้ ให้ถือว่ามาตรฐานอันเก่าเป็นอันสิ้นสุด ถึงแม้ว่ามันจะไม่มีผลตามกฏหมาย แต่ผมก็ไม่อยากให้มันถูกมองว่าเป็นเหมือนของเล่น และขาดความน่าเชื่อถือไป
ประการต่อมา เป็นเรื่องของการให้คำนิยามของคำว่า ห้องสมุด ที่บอกว่า
ห้องสมุดหมายถึงแหล่งการเรียนรู้ทั้งภาครัฐและเอกชน ที่จัดตั้งเพื่อเป็นแหล่งการเรียนรู้ ให้บริการทรัพยากรสารสนเทศ อาจมีชื่อเรียกว่า หอสมุด ห้องสมุด สำนักหอสมุด สถาบันวิทยบริการ ศูนย์บรรณสาร ศูนย์สารสนเทศ สำนักวิทยบริการ หรือชื่ออื่นใดที่มีภารกิิจในทำนองเดียวกัน
จะเห็นได้ว่า คำนิยามที่ให้มา คำสำคัญมีอยู่เพียงสองคำ คือ “แหล่งการเรียนรู้” และ “บริการทรัพยากรสารสนเทศ” ซึ่งผมรู้สึกว่ามันยังกว้างเกินไป แล้วยิ่งพยายามไปเปิดช่องอีกว่า “หรือชื่ออื่นใดที่มีภารกิจในทำนองเดียวกัน” นัั่นหมายความว่า สถาบันการศึกษา อย่างโรงเรียน ก็มิถือว่าเป็นห้องสมุดด้วยหรือ เพราะสถาบันการศึกษาก็เป็นแหล่งเรียนรู้ และมีทรัพยากรสารสนเทศให้บริการ อย่าลืมนะครับว่า มนุษย์ก็ถือเป็นทรัพยากรสารสนเทศได้เช่นเดียวกัน โรงเรียนก็มีครูบาอาจารย์เยอะแยะมากมาย หรือไม่ไปไกลเกินไป ถ้าเป็น หอจดหมายเหตุหล่ะ พิพิธภัณฑ์หล่ะ ไม่เป็นแหล่งการเรียนรู้หรือ ไม่มีทรัพยากรสารสนเทศให้บริการดอกหรือ? แล้วเค้าเกี่ยวข้อง หรือต้องใช้มาตรฐานฉบับนี้ด้วยหรือเปล่า แล้วใช้ได้เฉพาะห้องสมุดที่เป็นสมาชิกของสมาคมฯเท่านั้นหรือเปล่า
ผมมองว่าการที่ให้คำนิยามคลุมเครือ ก็เพื่อเปิดโอกาสให้สถาบันบริการสารสนเทศ ที่มีชื่อเรียกอย่างอื่น ได้ถูกรวมเข้ามาในมาตรฐานฉบับนี้ แต่กลายเป็นว่าเป็นการเปิดกว้างเกินไป ทำให้ขาดจุดยืน และเกิดความสับสนได้ ซึ่งผมว่า จุดนี้เป็นจุดที่สมาคมฯ ต้องพยายามสร้างความเข้าใจกับคนภายนอก (หมายถึง กลุ่มคนที่นอกเหนือจากกรอบ) ว่าอะไรที่ไม่ใช่ (เวลาที่คนเรามักเขียนคำนิยาม เรามักจะเขียนว่า อะไรที่รวมอยู่ในกรอบนี้บ้าง แต่มักจะลืมตีกรอบของคำนิยามว่า แล้วอะไรบ้างเล่า ที่มันไม่เข้าพวก ผมเอามาจาก แนวคิดทางสังคมวิทยาที่น่าสนใจ และน่าจะนำมาปรับใช้ ซึ่งผมได้มาจากหนังสือ Tricks of the Trade ของ Howard Becky ซึ่งเป็นหนังสือเกี่ยวกับวิธีคิด ในการทำวิจัยที่ชอบเล่มหนึ่งเลยทีเดียว)
หรือแม้กระทั่งการให้คำนิยามของคำว่า บุคลากร ก็ดูจะคลุมเครือเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะประเด็นเรื่องของคำว่า “ผู้ปฎิบัติงานในระดับวิชาชีพ” จริง ๆ แล้วมันแปลว่าอะไรกันหรือครับ ไอ้คำว่า “วิชาชีพ” ต้องมีคุณสมบัติ (qualification) อะไรบ้าง ต้องจบปริญญาตรีมั๊ย ถ้าผมจบ ป.6 แต่ได้เงินเดือนจากงานบรรณารักษ์ ผมจะเป็น “ผู้ปฏิบัติงานในวิชาชีพ” ด้วยหรือไม่ ถ้าผมเป็นภารโรงของห้องสมุดหล่ะ แล้วอาสาสมัครที่มาช่วยงานในห้องสมุด หรือเด็กนักเรียนที่ถูกครูเกณฑ์ให้มาช่วยงานหล่ะ ถือเป็นบุคลากรด้วยหรือไม่
คือ ถ้าจะรวมเอาทุกคนที่ทำงานในห้องสมุด แค่คำว่า “บุคคลที่ปฎิบัติงานในห้องสมุด” เท่านี้ก็น่าจะเพียงพอ การที่พยายามจะแจกแจงภาระหน้าที่งาน ผมว่าเป็นเรื่องที่ท้าทาย และไม่มีความจำเป็น (แถมในหมวด 2 ยังใช้คำว่า “ผู้ให้บริการ” อีกแหน่ะ เลยไม่รู้ว่าระหว่าง บุคลากร หรือ “ผู้ให้บริการ” นี่ จริง ๆ แล้วคืออันเดียวกันหรือไม่)
ส่วน ผู้รับบริการ ดันไปบอกว่าเป็น “กลุ่มเป้าหมายที่ห้องสมุดต้องให้บริการ” ผมไม่แน่ใจว่า ผมเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า ถ้าเป็นภาษาอังกฤษ หมายถึง target group หรือเปล่า ถ้าใช่ นั่นหมายถึง potential user (ผู้ที่อาจจะใช้) หรือเปล่า แต่คนที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายแต่มาใช้ห้องสมุด ไม่ได้ถือว่าเป็นผู้รับบริการดอกหรือ
ประเด็นต่อมา คือ มาตรฐาน หมวดแรก ซึ่งว่าด้วยวิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าหมายและยุทธศาสตร์ ผมอ่านไป ผมก็เกิดความสงสัยขึ้นว่า เขียนขึ้นเพื่อห้องสมุดอะไร เพื่อห้องสมุดโดยรวม ในฐานะอะไร? หรือเป็นแผนกลยุทธ์(Strategic Plan) ของสมาคมฯ เอง หรือเป็นแผนกลยุทธ์ที่จะเป็นต้นแบบ ให้ห้องสมุดแต่ละห้องสมุด เอาไปลอกใส่เวลาเขียนแผนกลยุทธ์ของตัวเอง ซึ่งถ้าเป็นไปเพื่อห้องสมุดทั่วทั้งประเทศ ผมเห็นว่าเป็นเรื่องค่อนข้างเฉพาะที่ เฉพาะกาล ไม่มีใครมีแผนกลยุทธ์ที่เหมือนกันเปี๊ยบ ถึงแม้ว่าจะสมาคมฯ จะทำหน้าที่เหมือนพี่ใหญ่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะสามารถตีขลุมได้ว่า ห้องสมุดทั่วทั้งประเทศเค้ามีวิสัยทัศน์อย่างไร เพราะห้องสมุดแต่ละประเภทต่างก็มีวัตถุประสงค์ และเป้าหมายที่แตกต่าง ซึ่งผมเข้าใจว่า ทางสมาคมฯ น่าจะตระหนักเป็นอย่างดี
นอกจากนี้ผมยังรู้สึกว่า การเขียนแผนกลยุทธ์ของมาตรฐานฉบับนี้แคบเกินไป เนื่องจากอ่านแล้วให้รู้สึกได้ว่า มันเป็นมุมมองจากห้องสมุดทางวิชาการด้านเดียว แต่ทั้งที่จริงแล้ว ห้องสมุดไม่ได้มีด้านส่งเสริมการเรียนรู้อย่างเดียวเท่านั้น หากแต่ถ้าเรามองห้องสมุดในฐานะที่เป็นสถานที่ (Library As A Place) โดยเฉพาะ “พื้นที่สาธารณะ” เราจะเห็นได้ว่า ห้องสมุดสามารถยังสามารถสนับสนุนด้านบันเทิง หรือแม้กระทั่งบทบาทด้านสังคม และวัฒนธรรมได้อย่างดี ซึ่งมักจะถูกมองข้ามไปทั้งที่ความเป็นจริง แล้วเราต้องยอมรับว่า ห้องสมุดหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นห้องสมุดประชาชน หรือห้องสมุดในสถานศึกษา ถึงแม้จะมีวัตถุประสงค์เพื่อการเรียนรู้ แต่การใช้จริงนั้นตอบสนอง ผลประโยชน์ด้านอื่นมากกว่า การที่ไม่ยอมรับข้อเท็จจริงนี้ ทำให้ห้องสมุดหลายแห่งประสบกับปัญหากับผู้ใช้ และผู้บริหารอยู่เป็นประจำ (อ่านเพิ่มเติม Williams, 1988; Levy, 2000)
ผมคิดว่า ถ้าเอา section แผนกลยุทธ์นี้จะเป็นการกล่าวถึง วัตถุประสงค์ และเป้าหมายของมาตรฐานฉบับนี้ ว่าเขียนทำเพื่ออะไร จะ make sense กว่ามาก
ส่วนข้อที่เหลือ ไม่มีอะไรบอก เพราะสาระสำคัญมีน้อยมาก และใช้ภาษาคลุมเครือในทุกหมวด คำว่า “ตามเหมาะสม” “ตามสมควร” เป็นคำที่มันไม่ได้ชี้ให้เห็นว่า อะไรคือเกณฑ์ (ซึ่งเป็นคำสำคัญสำหรับ คำนิยามของคำว่า “มาตรฐาน” อ่านเพิ่มเติมจากหัวข้อ There is no such standard) แต่ก็ใช้อยู่แทบจะทุกประโยค ถ้าแปลกันตรงตัว ก็คือ มาตรฐานฉบับนี้ จะบอกเพียงแค่ Binary logic ว่าควรมีอะไร หรือไม่อะไร แต่ไม่สามารถจะช่วยเป็นชี้ทางให้ได้ว่า ควรมีเท่าไหร่ อย่างไร ถามว่า ถ้าแล้วถ้าให้เขียนจริง ๆ เขียนได้มั๊ย ผมว่าก็เขียนไม่ได้อยู่ดี เพราะถ้าต้องการกำหนดข้อชี้ชัด ไม่ว่าจะเป็นด้านคุณภาพ หรือปริมาณของห้องสมุดทั่วประเทศ มันไม่สามารถกำหนดได้ เพราะห้องสมุดแต่ละประเภท น่าจะมีมาตรฐานที่แตกต่างกัน เช่น ห้องสมุดโรงเรียน น่าจะมีสัดส่วน collection ที่แตกต่างกัน หรืดห้องสมุดประชาชน ก็อาจจะมีการจำกัดในเรื่อง requirement การรองรับจำนวนผู้ใช้ที่แตกต่างกับห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษา เป็นต้น เหล่านี้เป็นรายละเอียดที่ต้อง กำหนดในมาตรฐานของห้องสมุดแต่ละประเภท ซึ่งจริง ๆ ก็เขียนไว้บ้างในตัวมาตรฐาน
แต่ในเมื่อมาตรฐานของห้องสมุดแต่ละประเภท ภายใต้การกำหนดของสมาคมฯ ยังไม่เกิดขึ้น (เท่าที่ผมทราบ ยังไม่เห็นนะครับ ถ้าใครทราบว่ามี ก็กรุณาชี้แนะด้วยแล้วกันครับ) การที่มาตรฐานฉบับนี้อ้างถึงมาตรฐานฉบับย่อย นั้น ก็ถือเป็นโมฆะ เว้นแต่ว่าจะมีการระบุถือมาตรฐาน หรือหลักเกณฑ์ที่ใช้จากหน่วงานอื่น อย่างตอนนี้ มาตรฐานของห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษา น่าจะขึ้นอยู่กับ สกอ. ห้องสมุดโรงเรียน ก็น่าจะขึ้นกับ สพฐ. หรือมาตรฐานของห้องสมุดประชาชน น่าจะขึ้นอยู่กับ กศน. ? ผมไม่แน่ใจสำหรับห้องสมุดเฉพาะ แต่ผมคิดว่า การกำหนดไปตรงตัว จะทำให้มาตรฐานมันไม่คลุมเครือ (และโอกาสที่จะเป็นสองมาตรฐาน นั้นน้อยลง)
ดังนั้นผมคงจะไปไม่ขอลงรายละเอียดไปตามข้อที่เหลือนะครับ
ส่วนสุดท้าย ที่ผมเห็นว่าเป็นส่วนที่ขาดหายไป และถือเป็นข้อตกหล่นที่ใหญ่ที่สุด คือ ประเด็นจริยธรรมสารสนเทศ (Information Ethics) ซึ่งนั่นหมายถึง คุณค่าของวิชาชีพ ผมเห็นว่า ประเด็นด้านจริยธรรมสารสนเทศ ควรถูกนำมาใส่หรืออ้างถึงไว้ในมาตรฐานห้องสมุด ทั้งนี้ผมเห็นว่า ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ใหญ่ที่สุด และผู้ปฏิบัติงานพบเจออยู่ทุกเมื่อเช่นวัน ว่าจะเอาคุณค่าอะไรมาช่วยตัดสินใจในการปฏิบัติงาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ข้อมูลและสิทธิส่วนบุคคล การเซ็นเซอร์ ทรัพย์สินทางปัญญา และประเด็นอื่น ๆ เหล่านี้ล้วนมี conflict of interest อยู่ตลอดเวลา ที่ผู้ปฏิบัติไม่ควรมองข้าม ผมเห็นว่า การไม่บรรจุประเด็นเหล่านี้ ไว้ในมาตรฐาน เป็นเหมือนการขาดความใส่ใจ หรือไม่ก็ความพยายามที่จะหลบหนีปัญหา ทั้งที่จริง ๆ แล้วห้องสมุดถือเป็นด่านแรกที่จะเผชิญประเด็นปัญหาเหล่านี้
ผมว่า แค่นี้ เปิดมาคนอ่านก็งง แล้วว่า งานเขียนชิ้นนี้ เขียนขึ้นมาเพื่ออะไร นี่ยังไม่นับรวม Typo ที่เขียนผิดอยู่ประปราย ไม่รู้ว่าผ่านมาได้อย่างไร ก็คงจะเร่งเขียนเหมือนรัฐธรรมนูญหรือเปล่า ก็ไม่ทราบ… (ไม่แน่ใจว่า ฉบับตีพิมพ์กับฉบับที่อยู่บนเว็บ เป็นแบบเดียวกันหรือไม)่ เช่น บางแห่งใช้ มาตรฐาน บางแห่งใช้ มาตราฐาน ถึงแม้ว่าสองคำจะสามารถใช้แทนกันได้ แต่ผมเห็นว่า การเลือกใช้คำใด คำหนึ่งเป็น “มาตรฐาน” ก็น่าจะดูดีกว่า หรือพระนามขององค์อุปถัมภ์ ในข้อ 1 ก็ผิดพลาด ยังเสียผมเห็นว่า ก็น่าจะตรวจสอบให้ดีก่อนการประกาศใช้
อย่างไรก็ตาม ด้วยความเคารพ ผมไม่ได้มีเจตนาจะโจมตีหรือ discredit ผู้ใด เพียงแต่เห็นช่องทางในการพัฒนาต่อ และอยากเห็นการขับเคลื่อนไปในทางที่ “ผมเห็นว่า” น่าจะดีขึึ้น แต่กระนั้นเห็นว่า ทางนายกสมาคมฯ ได้ทำวิจัยเพื่อศึกษาเปรียบเทียบมาตรฐานห้องสมุดของประเทศต่าง ๆ (ซึ่งผมก็ยังไม่มีเวลาอ่านเต็มเม็ดเต็มหน่วย) ก็คิดและหวังว่า อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ชัดเจนขึ้นเร็ว ๆ นี้ครับ ซึ่งผมก็ขอเขียนไว้ โดยสังเขป (ไม่สังเขปแล้วมั๊ง) เพียงเท่านี้แล.
รายการอ้างอิง
Levy, D. (2000). Digital libraries and the problem of purpose. D-Lib Magazine, 6(1). Retrieved http://wwww.dlib.org/dlib/january00/01levy.html
Williams, P. (1988). The American Public Library and the Problem of Purpose. New York: Greenwood Press.
There is no such standard
In การเมือง : Politic, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous, สังคม: social on กรกฎาคม 27, 2007 at 12:06 pmคำว่า double standard เป็นคำภาษาอังกฤษที่คนไทยรู้สึกคุ้นเคยอีกคำหนึ่ง นอกเหนือไปจาก yes no ok thank you เพราะใครก็ใครก็ใช้กันเหลือเกิน
หากใครโดนคนบอกว่า เราเป็นพวก double standard ก็มักจะรวมว่าเราเป็นพวกเลือกที่รัก มักที่ชัง โลเล หรือลำเอียง ซึ่งเรามักจะเห็นสื่อนำคำนี้มาโปรยกันบ่อย ไม่ว่าจะเป็น double standard ในการตัดสินคดี double standard ในการจัดการกับกลุ่มม๊อบ double standard ในการช่วยเหลือคนยากจนกับคนรวย เป็นต้น
แต่เมื่อพิจารณาอีกที ผมกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า ไอ้คำว่า “มาตรฐาน” ในทางโลกที่เราอยู่กับมันทุกเมื่อเชื่อวันนี้ มันคืออะไรกันแน่
ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ที่เราเห็นว่าเป็น “มาตรฐาน” ของการใช้ภาษาไทย เค้าก็ว่าเอาไว้ดังนี้
มาตรฐาน [มาดตฺระ-]
น. สิ่งที่ถือเอาเป็นเกณฑ์ที่รับรองกันทั่วไป เช่น เวลามาตรฐานกรีนิช, สิ่งที่ถือเอาเป็นเกณฑ์สำหรับเทียบกำหนด ทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ เช่น มาตรฐานอุตสาหกรรม หนังสือนี้ยังไม่เข้ามาตรฐาน.
ถ้าคิดตามคำสำคัญของคำนิยามข้างต้น คำว่า “เกณฑ์” น่าจะถือเป็นคำหลัก ผมคงไม่ต้องไปตามมาต่อหรอกว่า คำว่า “เกณฑ์” แปลว่าอะไร (จริง ๆ ก็แอบดูมาเหมือนกันแหละ แปลว่า “น. หลักที่กําหนดไว้” และ “ก. บังคับหรือขอร้องแกมบังคับ” แน่นอนว่าในที่นี่ เราใช้ความหมายแรก)
แต่ที่ทำให้ต่อมความคิดมันสะดุด ก็คือ เรามักจะ “ยึีดถือ” กันไปเองว่า มาตรฐาน น่าจะเป็นสิ่งทีครอบคลุมจักรวาลของสิ่งที่เราต้องการวัดได้ และในเมื่อมันถูกใช้เป็นเกณฑ์ มันก็น่าจะเป็นสิ่งที่คงอยู่โดยไม่มีวันเปลี่ยนแปลง
แต่ถ้ามองกันให้ดี ๆ มาตรฐานที่เราพูด ๆ กันอยู่นี้ มันใช่มาตรฐานจริงหรือเปล่า วัตถุประสงค์จริง ๆ ของการสร้างและใช้มาตรฐานขึ้นมาเพื่อเหตุใด เพื่อประสิทธิภาพ (และอานุภาพ)?
มาตรฐานที่เราเอามาใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ถ้าพิจารณากันให้ดี มาตรฐาน มันก็มีบ้านของมันเหมือนกัน จะใช้สุ่มสี่สุ่มห้า ก็ไม่ถูกหลักถูกเกณฑ์ มาตรฐานก็กลายเป็นสิ่งแปลกหน้า แล้วบ้านของมันคืออะไรกันหล่ะ ถ้าไม่ใช่บริบทของเวลาและสถานที่ (กาละ + เทศะ)
มาตรฐานอุตสาหกรรมยังต้องมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอให้ทันกับเวลา มาตรฐานคุณภาพ อย่าง ISO ก็ใช่ว่าจะใช้ได้กับทุกประเทศ และก็ใช่ว่าเขียนมาปุ๊บก็ใช้ั้ได้ตลอดการ ก็ไม่ใช่ สินค้าเราได้มาตรฐานอีกประเทศหนึ่ง แต่ไม่ได้มาตรฐานอีกประเทศหนึ่ง เป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการหลายที่ต่างเข้าใจดี
หรือแม้กระทั่ง มาตรฐานการวัด ที่เราว่าน่าจะเข้ากับคำนิยามของ “มาตรฐาน” มากที่สุด ก็ยังไม่แน่ไม่นอน เช่น ไม้บรรทัด ยังต้องมีด้านที่มีหน่วยเป็นนิ้ว กับหน่วยที่เป็นเซ็นติเมตร (นอกจากนี้ มาตรฐานความยาว ยังมีหลา วา ศอก คืบ โยชน์อีกต่างหาก) อุณหภูมิ ยังมีทั้งที่เป็นเซลเซียส กับฟาเรนไฮต์ น้ำหนัก ยังมีกิโลกรัม ขีด เกวียน ทะนาน หรือแม้กระทั่ง เวลา ที่เราถือว่ามันมีมาตรฐานที่สุด เรายังมีหน่วยที่แตกต่างกัน เช่น บ้านเรา ยังมีกัปป์ อสงไขย ฯลฯ มิหนำซ้ำหลายประเทศก็ยังต้องมี daylight saving ที่ต้องปรับเวลาให้เร็วขึ้น ช้าลง 1 ชั่วโมง ทำให้ปี ๆ หนึ่งเราต้องใช้ปีสองปี
เรามีเพื่อน แต่เราก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะรักเพื่อนและปฏิบัติต่อเพื่อนเหมือนกันทุกคน เพื่อนที่สนิทมากหน่อย เราก็ปฏิบัติตัวอีกอย่าง เพื่อนทีสนิทน้อยหน่วย เราก็คบหาสมาคมอีกแบบ หรือแม้กระทั่งเพื่อนสนิทพอ ๆ กันแต่มาจากคนละกลุ่ม (เช่น เพื่อนสมัยประถม มัธยม หรือมหาวิทยาลัย) พอจะแนะนำให้รู้จักกัน ดันเข้ากันไม่ได้เสียอย่างนั้น ทำให้เราก็ต้องปฏิบัติกับเพื่อนแตกต่างกัน
ดังนั้น เราเจอสภาวะ double standard อยู่แล้วทุกเมื่อเชื่อวัน ดังนั้นจะเหมารวมว่า การมี double standard เป็นคุณสมบัติของคนไม่ดี คงจะไม่จริงเสียทีเดียว
แน่นอน “มาตรฐาน” ของผม คงจะแตกต่างจากอีกหลาย ๆ คน บางคนอาจจะบอก สิ่งที่ผมกล่าวมานั้น มันไม่ใช่ “มาตรฐาน” (ผมก็กำลังคิดอยู่) ผมกำลังมองว่า ถ้าเอาความเที่ยงแท้ เราคงจะหา single standard ไม่ได้แน่ นอกจาก “ความสัตย์จริงของธรรมชาติ” ของโลกที่ว่า ของทุกสิ่ง มีเกิด มีดับ และมีเปลี่ยนแปลง แต่กระนั้นมันก็ยังขึ้นอยู่กับว่า ความสัตย์จริงที่ว่า มันก็ยังมีรากฐานมาจาก “มาตรฐาน” ของศาสนาที่แตกต่างกัน
ความเป็นมืออาชีพของบริการทางเพศ
In Social Networking, ชุมชน : Community, บ่นไปเรื่อย : Saying, สังคม: social, เป็นการเป็นงาน : Seriously on กรกฎาคม 3, 2007 at 11:14 pm“Sex working is just not about stripping and having sex with clients. You need to know and have information to be able to talk and please your customers. If they want to talk about golf, you need to able to talk about it…”
เมื่ออาทิตย์ก่อน ช่วงที่อยู่ที่เชียงใหม่ ได้ไปที่ Empower หรือชื่อไทยว่า มูลนิธิส่งเสริมโอกาสผู้หญิง ซึ่งเป็นองค์กรเพื่อสิทธิ และการพัฒนาตนเอง ของกลุ่มผู้หญิงขายบริการ (sex worker)
จริง ๆ เคยได้ยินกลุ่มนี้บ้าง จากตอนดูในทีวี ตอนนั้นรู้สึกว่า กลุ่มผู้หญิงเหล่านี้ ค่อนข้างกล้า และเข้มแข็ง เพราะยอมให้รายการนั้น เปิดเผยหน้าตา ซึ่งผมก็รู้สึกอึ้ง ๆ ไม่ใช่น้อย เพราะถือว่าเป็นปรากฏการณ์ แปลกใหม่พอสมควร บนหน้าจอโทรทัศน์ ที่ผมรู้สึกว่า คงจะมีคนดูอีกหลายคน ไม่รู้สึกอายแทน ก็รู้สึกในทางลบ กับผู้หญิงเหล่านี้
ก่อนอื่น ผมต้องบอกไว้ก่อนว่า ความรู้สึกของผมที่มีต่อกลุ่ม Empower มีทั้งสองด้าน (จะได้ไม่ไปตีความเอาเองกันต่อ) ด้านแรก ผมรู้สึกว่า นี่เป็นกลุ่มคนที่น่าจับมอง เนื่องจากเป็นตัวอย่างของกลุ่มคนที่ถูกมองข้ามในสังคม (ด้วยความจงใจ) และพยายามเรียกร้องในสิ่งที่ตัวเองขาดหาย และไม่ได้รับความเป็นธรรม แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็ยังรู้สึกว่า อาชีพนี้มันล่อแหลมต่อศีลธรรม และจริยธรรมเหลือเกิน ซึ่งแน่นอน หากเรามองภาพของสังคมที่เป็น ideal ผมไม่แน่ใจว่า อาชีพนี้ยังมีอยู่หรือไม่ ถึงแม้ว่า จะมีการพิสูจน์ได้ว่า อาชีพนี้มีมาตั้งแต่ไหนแต่ไร จนทำให้รู้สึกไม่แน่ใจว่า ตัวเองรู้สึกเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับองค์กรนี้
แหล่งข้อมูล อ้างว่า เป็นธุรกิจขายบริการเป็นธุรกิจที่นำรายได้ “เข้า” ประเทศมากที่สุด กลุ่มหนึ่ง (ประมาณหมื่นล้าน) แต่ก็ไม่ได้รับการเหลียวแลจากรัฐ ในขณะเดียวกัน หญิงบริการนี้ก็มิได้เป็นกลุ่มที่ติดเอดส์น้อยมาก (แม่บ้านและกลุ่มนักเรียน นักศึกษาต่างหากที่เป็นกลุ่มที่มีเชื้อ HIV มากที่สุด) เพราะกลุ่มคนเหล่านี้ น่าจะตระหนักถึงภัย และมีความรู้เรื่อง HIV และ STDs มากกว่าคนอื่นด้วยซ้ำไปแต่ถึงกระนั้น ผมก็ยังเห็นว่า เป็นกลุ่มที่ “สามารถ” เผยแพร่เชื้อเอดส์ได้ง่ายที่สุด
อย่างไรก็ตาม รากฐานที่ทำให้เค้ารู้สึกกล้าที่จะเผชิญกับการต่อสู้ และออกมาเปิดเผยตัวตนในสังคม คือ การนำเอามุมมองของ “ความเป็นมืออาชีพ” หรือ professional มาเป็นเกราะป้องกันตัว ซึ่งนั่นหมายถึง การให้ความสำคัญว่า การทำมาหากินแบบนี้ต้องอาศัยทั้ง “ความรู้” และ “ทักษะ” (หลายคนอ่านแล้วอาจจะหัวเราะคิกคัก) และนี่ก็ทำให้เป็นเส้นแบ่งระหว่าง หญิงบริการมืออาชีพ ที่เข้ามาทำอาชีพนี้ด้วยความเต็มใจ และ “รัก” ในงานให้บริการ กับหญิงบริการ “มือสมัครเล่น” ที่อาจจะไม่ได้มาด้วยความเต็มใจเหมือนอย่างกลุ่มแรก ซึ่งกลุ่ม Empower ก็ recognize เพียงเฉพาะกลุ่มแรกเท่านั้น
แต่สิ่งที่ทำให้สะดุดหู ต่อจากนั้น คือ คำอธิบายของแหล่งข้อมูล ที่บอกว่า การมีอาชีพเป็นหญิงบริการ มิใช่แค่เพียงรู้จักแต่การถอดเสื้อผ้าแล้วมีอะไรกับแขก แต่จะต้องรู้ข้อมูลต่าง ๆ มากมาย เพื่อที่จะต้องคุยกับแขก เมื่อแขกชอบคุยเรื่องกอล์ฟ ก็ต้องคุยเรื่องกอล์ฟได้ เมื่อแขกคุยเรื่องการเมือง ก็ต้องคุยเรื่องการเมืองได้ นี่จึงเป็นที่มาว่า กิจกรรมของกลุ่ม เริ่มต้นในลักษณะของการเติมเต็มซึ่งกันและกัน ด้วยการจับกลุ่ม สอนหนังสือ แลกเปลี่ยนความรู้ ข้อมูลข่าวสาร ยกตัวอย่าง ในห้องเรียนวิชาภาษาอังกฤษ จะเต็มไปด้วย คำหรือประโยคภาษาอังกฤษ ที่หญิงบริการจำเป็นต้องใช้ หรือใช้บ่อย ๆ ซึ่งต่างก็นำมาแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน และนำไปสู่การศึกษานอกโรงเรียนอย่างเป็นเรื่องเป็นราวให้กับสมาชิก (ซึ่งแน่นอนว่าเป็นหญิงบริการทั้งหมด) ในที่สุด
แม้กระทั่งเป็นหญิงบริการที่หลายคนคิดว่า เป็นงานที่ง่าย ได้เงินสบาย แต่คนเหล่านี้พยายามจะชี้ให้เห็นว่า เอาเข้าจริงแล้ว งานเหล่านี้ต้องรู้จักใช้ทักษะ ความสามารถรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นความรู้รอบตัว รวมถึงปฏิภาณ ไหวพริบ ที่จะทำให้ลูกค้าทำตามในสิ่งที่ตัวเองต้องการ (ไม่ใช่ทำตามอย่างที่ลูกค้าต้องการ เพราะต้องไม่ลืมว่า เค้าทำไปเพื่อให้ได้รายได้มามากที่สุด) และทำให้ตัวเองสามารถทำงานได้โดยไม่มีอุปสรรค
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดถึง ความจำเป็นที่คนทำงานอาชีพนี้ต้องมีทักษะ คือ การใช้ทักษะในการต่อรองและการโน้มน้าวใจกับลูกค้า ในการใช้ถุงยางอนามัย ในงานวิจัยด้านสาธารณสุขศาสตร์ (Public Health) หลายชิ้น ทั้งในและต่างประเทศ ต่างก็ชี้ให้เห็นความสำคัญ ทักษะในข้อนี้ เพื่อทำให้ลดอัตราการติดเชื้อ HIV และโรคติดต่อทางเพศ (STDs) (หากสนใจเพิ่มเติม ลองเข้าไปใน Google Scholar แล้วค้นคำว่า “sex workers” กับ “communication” หรือ “information” ดูครับ)
อีกด้านที่น่าสนใจ คือ ความแตกต่างทางวัฒนธรรม ด้วยความที่เมืองไทยถูกเรียกว่าเป็น สวรรค์ของนักท่องเที่ยว ดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้าประเทศเพื่อการอย่างว่าก็มิใช่น้อย เพราะฉะนั้นลูกค้าของหญิง (และชาย) บริการเหล่านี้ น่าจะมาจากหลายแหล่ง ซึ่งแน่นอนว่าความหลากหลายในการจัดการกับลูกค้า น่าจะมีสูง ดังนั้นสิ่งที่พวกเค้าอาจจะต้องเรียนรู้ คือ เทคนิคในการปฏิบัติและเข้าถึงลูกค้าแต่ละกลุ่มที่แตกต่างกัน ซึ่งผมคิดว่าเป็นบริบทที่น่าสนใจอีกด้านหนึ่ง ของคนทำงานด้านนี้ในเมืองไทยและเมืองท่องเที่ยวอื่น ๆ
ผมยังมองว่า คนทำงานกลุ่มนี้ ถือว่าเป็นคนที่มี “ประสบการณ์ทางสารสนเทศ” ค่อนข้างสูง ตั้งแต่ข้อมูลเบื้องต้นทั่วไป การประมวลสารสนเทศ ไปจนถึงการจัดการข้อมูลลับ!!! ผมมองว่า การมี sex น่าจะเป็นการลดความเป็นคนแปลกหน้า แล้วเริ่มรู้สึกคุ้นเคยได้รวดเร็ว เพราะฉะนั้นข้อมูล ข่าวสารน่าจะมีการไหลเวียนได้อย่างรวดเร็ว มีอะไรที่น่าสนใจ ศึกษาต่อเยอะแยะพอสมควร สำหรับคนกลุ่มนี้
ถามว่า ถ้าจะศึกษาต่อทำเพื่ออะไร จริง ๆ ก็แบ่งออกได้เป็นสองด้าน ด้านแรก ก็คือ เพื่อผลประโยชน์โดยตรงแต่คนกลุ่มนี้ ที่เราจะสามารถมองภาพในลักษณะเครือข่าย และนำไปพัฒนาการสื่อสารระหว่างคนกลุ่มนี้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นภายในกลุ่ม หรือกับคนภายนอก
แต่วัตถุประสงค์ทางอ้อม ที่น่าสนใจคือ เราอาจจะสามารถนำเอาความมากประสบการณ์ทางสารสนเทศ ของคนกลุ่มนี้มาเรียนรู้ว่า กลุ่มคนเหล่านี้ มีเทคนิคอย่างไรในการจัดการสารสนเทศ มีลักษณะที่แตกต่างและเฉพาะตัวอย่างไร แนวคิดที่ได้อาจจะนำมาสู่ การพัฒนาระบบในรูปแบบใหม่ ๆ ก็เป็นได้
แต่ก่อนอื่น เราต้องเชื่อให้ได้ก่อนว่า คนเหล่านี้ก็มีความรู้และทักษะจริง!
ห้องสมุดประชาชน “ของฉัน”
In Thaibrarian, บรรณารักษ์ : Librarian, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous, ห้องสมุด : Libraries on พฤษภาคม 28, 2007 at 11:16 amวันนี้ผมขอส่งเรียงความส่งเข้าประกวดครับ เรื่อง ห้องสมุดประชาชนของฉัน
เมื่อสาย ๆ ของวันนี้ ผมอยากจะมานั่งทำงานในห้องสมุดประชาชนสักหน่อย เป็นห้องสมุดประจำจังหวัด ที่สมัยเป็นนักเรียน ผมก็มาใช้อ่าน และหาหนังสือทำรายงานเป็นประจำ เพราะอยู่ที่บ้านรู้สึกว่าสิ่งเร้ามันเยอะเหลือเกิน แล้วงานก็เร่ง ๆ อีกอย่างมันก็อยู่ใกล้บ้าน แถมผมยังเป็นศิษย์เก่า กศน. ต้นสังกัดของห้องสมุดแห่งนี้อีกต่างหาก
ความที่ไม่ได้มาหลายปี อะไร ๆ ก็ดูเปลี่ยนไปหมด ไม่ว่าจะเป็นการจัดสรรพื้นที่ ห้องอะไรต่าง ๆ มากมาย จำได้ว่าครั้งล่าสุดที่มา เค้ามีคอมพิวเตอร์กับอินเตอร์เน็ทให้บริการแล้ว ก่อนที่จะมาหน้านี้ยังคิดและก็บอกคนรอบตัวว่า มาครั้งนี้ เค้าน่าจะพัฒนา มี wifi ให้บริการแล้วป่าว (จริง ๆ ก็รู้อยู่แหละ ว่าหวังเว่อร์มากไป) แต่ถ้าไม่มี ก็คิดว่า แหมไหน ๆ ก็มี Internet ก็จะลงทุนซื้อ wireless router บริจาคให้เลยละกัน เพราะผมเองก็ต้องเอา laptop ไปใช้ แล้วบริจาค router ดี ๆ สักตัวให้จะเป็นอะไรไป
ตัวห้องสมุดเป็นอาคารสองชั้น ชั้นล่างถูกปรับให้เป็นส่วนที่รับแขก มีส่วนที่ให้บริการคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ท (เพิ่งมาแอบเห็นว่าเค้าคิดราคาชั่วโมงละ 15 บาท) แล้วก็ส่วนที่เป็นวารสาร แล้วก็จัดหนังสือโชว์ มีมุมหนังสืออ้างอิงเล็ก ๆ อยู่มุมหนึ่ง ส่วนบรรณารักษ์มีห้องกระจก เข้าใจว่ามีแอร์ แต่ยังไม่ได้เปิดใช้
สิ่งที่ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปอีก ก็คือบรรณารักษ์ จากที่เป็นคุณผู้ชายใจดีหน่อย มาเป็นผู้หญิงรุ่นราวคราวเดียวกัน หน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพรา ผมไปถึงก็เห็นเธอเดินปัดกวาดเช็ดถู เพราะห้องสมุดเพิ่งเปิดทำการ ดูท่าทางแล้ว พอที่จะเป็นบรรณารักษ์สมัยใหม่กับเค้าได้บ้าง
ผมมาถึงตอนประมาณ 10 โมงครึ่ง ก็ดูเงียบสงบดี มีคนใช้อยู่สองสามคน คอมพิวเตอร์ทุกตัวปิดหมด แล้วห้องก็เริ่มจะดูเก่าลงจากแต่ก่อนมาก ความที่ไม่ได้มาเยือนนานแล้ว ทำอะไรก็ออกจะดูเคอะเขินอยู่เหมือนกัน กลัวเข้าไปแล้วจะผิดจารีตอะไรของเค้า เนื่องจากเห็นป้ายโน่นนี่เต็มไปหมด
ในขณะที่อากาศก็ร้อนอบอ้าว แต่พัดลมไม่เปิดสักตัว ผมก็เข้าใจได้ว่า ไม่มีใครกล้ามาเปิด (จำเป็นต้องรอให้บรรณารักษ์มาเปิดให้ด้วยหรือ) ผมเองก็ยังไม่กล้าเปิดเช่นกัน
พอเข้าไปถึง ผมก็มีกระเป๋าเป้ของผมหนึ่งใบ ใส่สัมภาระมา มีพวกเอกสารแฟ้มโต laptop กล้องถ่ายรูป แล้วก็เครื่องเขียน ด้วยความที่เห็นว่า ข้างล่างคงจะมีคนเข้า ออก ถึงแม้จะไม่พลุกพล่าน แต่ก็ทำให้เสียสมาธิได้ง่ายกว่าข้างบน ก็เลยคิดว่าจะไปนั่งข้างบน พอกำลังจะขึ้นบันได เค้ามีป้ายเขียนว่า “ห้ามเอากระเป๋าขึ้นข้างบน” ผมก็ยอมเอาของออกจากกระเป๋า แล้วก็เดินถือสัมภาระขึ้นมาชั้นบน ซึ่งผมก็ถือว่าเป็นเรื่องปรกติ ที่เค้าต้องป้องกันทรัพย์สมบัติของแผ่นดิน
พอขึ้นมาข้างบน ผมก็ต้องพยายามหาที่นั่ง เนื่องจากผมต้องใช้ laptop ผมก็เดินหาปลั๊กไฟ เห็นอยู่ปลั๊กหนึ่งที่มีพัดลมตั้งพื้นเสียบเอาไว้ แต่ยังไม่ได้เปิด (ปลั๊กจริง ๆ อยู่ในห้องที่มีชื่อว่า ห้องโสตทัศน์ แต่ตัวพัดลมอยู่ข้างนอกห้อง สายระโยงออกมา) มองรอบ ๆ ก็ไม่เห็นมีอีกเลย ก็สอดส่ายสายตาอยู่พักใหญ่ เหลือไปเห็นบรรณารักษ์มาเช็ดชั้นหนังสืออยู่พอดี ก็เลยเดินไปถามว่า “ไม่ทราบว่าผมจะหาปลั๊กไฟได้ที่ไหนบ้าง ผมจะต้องใช้ laptop ทำงานนะครับ”
บรรณารักษ์หน้าจิ้มลิ้มคนนั้นมองหน้า แล้วก็ทำหน้าปนยิ้ม ปนว่า “จะใช้ได้ไง อย่างงี้ไม่เปลืองไฟห้องสมุดเหรอ”
ผมเดินหันหลังให้ ด้วยสีหน้าชา ประมาณว่า “โอ๊ย หน้าแตกจนได้” แต่มันไม่แค่นั้น เธอก็ยังพูดตามหลังกลับว่า “มันเปลืองไฟห้องสมุด” ประมาณนึง ผมก็จำคำได้ไม่ถนัด แต่ก็ดังพอที่คนใช้ อีกสองคนก็หันมาที่ผมและเธอ ผมก็ “เหรอ ใช้ไม่ได้เหรอครับ งั้นก็โอเคครับ”
ผมกลับมานั่งที่โต๊ะที่เอาของวางไว้ คิดว่าไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ก็เขียนซักหน่อย แต่อดไม่ได้ที่จะต้องเขียนเล่าเรื่องให้คนอื่นฟัง เหลือบมองไปที่พัดลมตั้งพื้นเสียบอยู่ คิดในใจ “ดีแล้ว ที่ไม่ไปเปิดพัดลมไว้ก่อน ไม่งั้นอาจโดนหลายกระทง”
คือ ไม่คิดจะมาสำรวจอะไรหรอกนะครับ แต่เจอแบบนี้แล้ว จะให้รู้สึกอย่างไร คือตั้งใจมาทำงาน แต่เจอบรรณารักษ์พูดแบบนี้มาแล้ว ไอ้เรื่อง wireless ก็คงต้องลืมไปเลย…
ในระหว่างที่เขียน post นี้อยู่ ซักพักก็มีรถประกาศขายจตุคามวิ่งผ่านมา 3 คันติด โอ้แม่เจ้า!!! มันดังสนั่นเมืองจริง ๆ ใครมันจะไปทำงานได้
นอกจากนี้ ถึงแม้ว่าจริง ๆ ตอนนี้ก็มีคนมาอ่านหนังสือแค่สองคน (รวมผม) ส่วนที่เหลือก็จะมีเสียงแจ้ว ๆ ของบรรณารักษ์คุยกับ คนอื่น ๆ อยู่ด้านล่างที่ได้ยินขึ้นมาถึงข้างบน
จริง ๆ เวลาที่จะเอามาเขียน post นี้ควรจะเอาไปทำงานนะ แต่ก็รู้สึกเซ็งเสียแล้ว ต้องหาที่นั่งที่อื่น ว่าแต่ผมจะไปหาห้องสมุดที่ไหนหล่ะเนี่ย มันมีที่เดียวซะด้วย แถวนี้
บทวิเคราะห์
คิดแบบนี้แล้วก็ให้นึกถึงเรื่อง the problem of purpose ที่ห้องสมุดมักจะมีปัญหาเรื่อง การตั้งจุดประสงค์ กับวิถีปฏิบัติมันไม่เป็นไปตามนั้น (อ่านเพิ่มเติม Digital Libraries and the Problem of Purpose โดย David Levy) ซึ่งในกรณีของ digital divide ห้องสมุดถือเป็นจุด public access ที่คนน่าจะเข้าถึงได้มากที่สุด นั่นหมายความว่า คนที่ไม่มีตังค์ติดกระเป๋าเลย ก็สามารถเดินเข้าไป check email ของตัวเองในห้องสมุดได้
กลับมามองที่ประเด็นแรก การที่ห้องสมุดเก็บตังค์ค่าชั่วโมงอินเตอร์เน็ท ชั่วโมงละ 15 บาท โดยตั้ง ideally ห้องสมุดก็คาดหวังว่า คนมาใช้ จะต้องมาทำรายงาน หาข้อมูลบนอินเตอร์เน็ท แต่สิ่งที่เราพบเห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันก็คือ เด็กเล็ก ๆ เข้ามาใช้ห้องสมุดในฐานะร้านเกมส์ ซึ่งเป็นเหมือนกันทั่วโลก และมีงานวิจัยด้าน telecenter ก็ออกมายืนยันแล้ว ในขณะที่เดียวกันการเก็บตังค์ชั่วโมงละ 15 บาท ซึ่งดูเหมือนจะแพงกว่าราคาตลาด ออกจะดูโหดเกินไป เพราะห้องสมุดไม่ใช่องค์กรที่แสวงหาผลกำไร การเก็บเงินค่าใช้งานที่สูง ก็กลับกลายเป็นส่งเสริมให้เกิด gap มากขึ้น ถึีงแม้จะไม่ต้องให้ฟรี แต่ห้องสมุดก็เพียงแต่ subsidize บางส่วนก็น่าจะดี เพราะห้องสมุดได้งบประมาณมาจากรัฐอยู่แล้ว (ถึงจะไม่มาก แต่ก็น่าจะเป็นหน้าที่)
แต่การไม่เก็บเลย ก็จะกลายเป็นการสนับสนุนให้เด็กมาเล่นเกมส์แน่นไปหมด ส่วนคนที่ต้องการจะใช้คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ท เพื่อการใช้งานจริง ๆ จะไม่สามารถมาใช้งานเลย??
ส่วนไอ้เรื่อง ค่าไฟ จริง ๆ เคยได้ยินมาเมื่อไม่กี่ปีก่อน ที่ห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษาแห่งหนึ่ง ก็มีความคิดที่จะคิดค่าไฟใช้จากผู้ใช้ ในกรณีที่เอา laptop มาใช้งาน แต่ก็ไม่คิดว่าจะโดนเข้ากับตัวเองอย่างจัง แค่เพียงค่าไฟ ที่ห้องสมุดไม่สามารถจะรองรับการให้บริการผู้ใช้ได้ ก็อย่าไปพูดถึงเรื่องอื่นเลย เพราะค่าไฟเนี่ยมัน infrastructure ขั้นพื้นฐานสุด หรือว่าเค้ากำลังจะสนับสนุนให้คนหันมาใช้ XO กันนะ
จะว่าไป เค้าก็ยังมีส่วนดีนะที่ไม่หวงค่าน้ำ ไม่งั้นคงมีคนนั่งหน้าห้องน้ำ คิดเก็บตังค์ค่าเข้าห้องน้ำ ประมาณว่า ถ่ายเบา 3 บาท ถ่ายหนัก 5 บาท อาบน้ำ 10 บาท…
ไม่จำเป็นต้องเก่ง ก็รวยได้
In งานวิจัย : Research, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on พฤษภาคม 1, 2007 at 10:31 pmงานวิจัยล่าสุดจาก Ohio State พบว่า ถึงแม้คนที่มี IQ สูงมีโอกาสที่จะมีเงินเดือนที่สูงกว่า แต่หากมองในมุมกลับ ก็ไม่ได้หมายความว่าคนฉลาดเหล่านี้ จะไม่มีปัญหาด้านการเงิน เหมือนกับคนที่มี IQ ในระดับปานกลางหรือต่ำกว่า เมื่อพิจารณาจาก total weath และความเป็นไปได้ที่จะประสบปัญหาทางด้านการเงิน
“Just because you’re smart doesn’t mean you don’t get into trouble. Among the smartest people, those with IQ scores above 125, even 6 percent of them have maxed out their credit cards and 11 percent occasionally miss payments.”
…
“Professors tend to be very smart people,” he said. “But if you look at university parking lots, you don’t see a lot of Rolls Royces, Porsches or other very expensive cars. Instead you see a lot of old, low-value vehicles.”
The lesson is simple, he said.
“Intelligence is not a factor for explaining wealth. Those with low intelligence should not believe they are handicapped, and those with high intelligence should not believe they have an advantage.”
ข้อมูลเหล่านี้ก็เก็บมาจาก National Longitudinal Survey of Youth (NLSY) กับ Armed Forces Qualification Test (AFQT) อย่างไรก็ตาม นี่เป็นตัวเลขของฝรั่งเค้า
ถ้าเป็นคนไทย อันนี้ก็ไม่แน่ใจ จริงอยู่ที่ความฉลาดไม่มีผลต่อความรวย แต่ความรวยอาจจะมีผลต่อความฉลาดก็เป็นได้
แต่กระนั้น คลาสสิคสุด ๆ ก็คงจะบอก คนเก่งไม่กลัว กลัวคนไม่ดีซะมากกว่า
[ที่มา Eurekaalert]
ห้องสมุด vs. ร้านขายหนังสือ
In Thaibrarian, บรรณารักษ์ : Librarian, บ่นไปเรื่อย : Saying, ห้องสมุด : Libraries on เมษายน 13, 2007 at 12:14 amเห็นใครต่อใครก็พูดถึงเรื่อง งานสัปดาห์หนังสือ ดูเหมือนเราจะเห่ยอยู่คนเดียว เห็นงานสัปดาห์หนังสือประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม ก็อดปลื้มใจแทนคนจัดงานไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกันก็อดมองย้อนกลับไป ประเด็นเดิม ๆ ที่คนชอบเปรียบเทียบร้านหนังสือ กับห้องสมุดไม่ได้ ว่าทำไมคนรู้สึกพออกพอใจกับร้านหนังสือมากกว่าห้องสมุด
เอาหล่ะ หากมองข้ามประเด็นฝั่ง providers (ไม่ว่าจะเป็นห้องสมุด เก่า ไม่น่าเข้า ไม่ cool ไม่ hip หนังสือน้อยอะไรก็แล้วแต่) คอลัมน์ moving on ใน Wall Street Journal พยายามตั้งข้อสังเกต เหตุผลที่คนชอบ “เป็นเจ้าของ” หนังสือโดยอ้างเหตุแห่งวัตถุนิยม ในขณะเดียวกันก็เปรียบเทียบห้องสมุดกับเทคโนโลยี โดยอ้าง generation gap จริง ๆ อ่านแล้วก็ไม่รู้สึกว่ามันมีประเด็นอะไรแปลกใหม่ เพียงแต่สะดุดกับประเด็นของ วัตถุนิยม ว่า มันเป็นเหตุเป็นผลเช่นนั้น “ทั้งหมด” จริง ๆ หรือ
ในขณะที่บางคนมองห้องสมุดกับร้านหนังสือเป็นคู่แข่งกัน แต่ในอีกมุมมองหนึ่ง ห้องสมุดกับร้านหนังสือ ไม่ใช่เป็นคู่แข่งเสียทีเดียว หากแต่เป็นดั่งน้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่าเสียมากกว่า ตัวอย่างโด่งดังสุดแถว ๆ บ้านเรา ก็คงจะเป็น Library@Orchard ที่ร้านหนังสือ Kinokuniya ที่ตั้งขึ้นก่อนได้ผลประโยชน์โดยตรงจากการ มีห้องสมุดอยู่ในบริเวณใกล้เคียง
ล่าสุดห้องสมุดในรัฐ Oregon ต้องถูกปิดตัวลง ข่าวใน Main Tribune (Will the closing of the libraries spur a … Bookstore boom?) กล่าวว่า ถึงแม้คนจะเข้าร้านหนังสือมากกขึ้น แต่ร้านหนังสือเหล่านั้นก็เสียลูกค้ารายใหญ่ไป
Barnes & Noble stores don’t release sales figures or measure foot traffic through the doors, but Budmayr said there have been more people in the store in recent days.
He said Barnes & Noble won’t be able to fill the browsing void left by the library closures.
“The library did a great job of filling that need,” Budmayr said. “Sadly, we can’t fill that for them, we have to sell. It’s OK to read a few pages, but we encourage folks to buy a book and take it home and make it theirs.”
ในบทความของ Wall Street Journal ยังพูดถึงเปรียบเทียบระหว่าง Google กับห้องสมุด ซึ่งเป็นคู่แข่งสุดคลาสสิก ถ้าห้องสมุดไม่คิดจะปรับตัว อย่างน้อยให้ visible บนโลกของผู้ใช้ ทถูกกวาดต้อนด้วยเทคโนโลยี สุดท้ายห้องสมุดก็คงจะถูกกลืนไปในที่สุด นี่เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดอย่างง่าย ๆ ว่า “ทำไมห้องสมุดถึงต้องรู้จักลงทุนด้านเทคโนโลยี”
[via blyberg.net; LISNews]
จรรยาบรรณของบล๊อกเกอร์ฉบับ O’Reilly
In blogophere, ชุมชน : Community, บ่นไปเรื่อย : Saying on เมษายน 9, 2007 at 11:30 pmCory Doctorow เขียนวิจารณ์ Blogger Code of Conduct (ที่ยังเป็น draft) ของ Tim O’Reilly ไว้น่าสนใจว่า Code of Conduct ของ Tim ชี้ให้เห็นแรงดันจากสองขั้ว คือ “ความสุภาพ” (Civility) กับ “ความเป็นอิสระ” (Freedom) ถ้าเข้าไปอ่านใน Blog ของ Tim แนะนำให้อ่าน comment ต่อ หลายอันมีประเด็นที่ควรค่าแก่การเลื่อน scroll bar ลงมาอ่าน
ไม่รู้ว่า งาน YouBlog เค้าจะมีคุยเรื่องนี้ด้วยป่าว อิอิ (แต่คิดว่ามีแน่ ๆ ดูแกนนำแต่ละคน ก็ไม่น่าพลาดประเด็นนี้ -แอบแซว) เพราะเท่าที่อ่านใน comment ของ O’Reilly คนที่เห็นด้วยก็มีอยู่ (แต่ดูเหมือนคนที่เห็นด้วย เพราะอยากได้ Badge ก็มีไม่น้อย) คนที่ไม่เห็นด้วยก็วิจารณ์อย่างดุเดือด ก็เลยคิดว่า ถ้ามี YouBlog ขึ้นมาจริง ๆ คิดว่าเป็นโอกาสดี ที่จะถกกันว่า ใน community ของบล๊อกเกอร์ในเมืองไทย คิดเห็นอย่างไรกับประเด็นนี้
- อยากให้มีหรือไม่
- ถ้ามี มีประเด็นอะไรบ้าง (อาจจะไล่จากประเด็นอะไรสำคัญที่สุด สำหรับ community เมืองไทย)
- ถ้ามี แล้วจะใช้กลไกอะไรในการสร้าง “แรงจูงใจ” ให้บล๊อกเกอร์ปฏิบัติตาม
- ถ้าไม่อยากให้มี เพราะอะไร
“หลายคนบอกชอบความเป็นกลาง โดย
หลางหลายครั้ง เรายังที่ไม่รู้ว่าจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดมันอยู่ตรงไหน”
[อ่านเพิ่มเติม: จรรยาบรรณและมารยาทของการเขียนบล๊อก; จรรยาบรรณของสื่อพลเมือง / YouFest / blog tag ภาคพิเศษ โดย คนชายขอบ]
หมู่บ้านแห่งปี
In การเมือง : Politic, บ่นไปเรื่อย : Saying on เมษายน 9, 2007 at 11:38 amอ่านข่าวนี้มาในประชาไท ชอบจังแฮะ มันเหมือนกับสิ่งที่ต่อสู้กัน มันไม่ใช่แค่เลือกตั้งกำนัน แต่เป็นการเลือกทางเดินของชีวิต ชอบที่มันเกิดขึ้นจากระดับย่อย ถึงแม้ว่ามันอาจจะไม่มีผลต่อคนอ่าน แต่น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีของการจัดการปัญหาแบบประชาธิปไตย
ต้านโปแตชเฮ ! เลือกกำนันฉลุย เจ้าตัวยันไม่เอาเหมือง
ทั้งนี้ ตำบลห้วยสามพาด ประกอบไปด้วย 13 หมู่บ้าน และมีผู้สมัครเพียง 2 คนเท่านั้น ทั้งนี้การเลือกตั้งที่ผ่านมาเป็นการแข่งขันกันระหว่างกลุ่มสนับสนุนและกลุ่มคัดค้านโครงการเหมืองแร่โปแตช จ.อุดรธานี โดยผู้สมัครหมายเลข 1 ได้แก่ นายสมัย ภูไว ผู้ใหญ่บ้านโคกสง่า หมู่ 5 เจ้าของตำแหน่งกำนันเดิม ซึ่งในช่วงวาระที่ผ่านมา เคยถูกชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี ขับไล่ออกจากตำแหน่งถึง 2 ครั้งด้วยกัน โดยให้เหตุผลว่ากำนันวางตัวไม่เป็นกลางกรณีเหมืองแร่โปแตช มีพฤติกรรมเข้าข้างบริษัท และให้สัมภาษณ์สื่อท้องถิ่นเพื่อเป็นการสนับสนุนโครงการฯ
ส่วนผู้สมัครหมายเลข 2 นายถาวร ศรีจันทร์ฮด ผู้ใหญ่บ้าน 2 สมัยซ้อน บ้านโนนสมบูรณ์ หมู่ 3 เจ้าของสโลแกน “ยึดถือเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางการพัฒนา นำพาอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม”
…
ในขณะที่บรรยากาศ ที่ทำการ อบต.ห้วยสามพาด เมื่อเวลา 17.00 น.กลุ่มชาวบ้านกว่า 200 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสมาชิกกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี มารอฟังผลการสรุปคะแนนจากแต่ละหน่วยที่ต่างทยอยส่งกันเข้ามา อย่างใจจดใจจ่อ ผลปรากฏว่า ผู้สมัครหมายเลข 1 นายสมัย ภูไว ได้ 1,305 คะแนน และ ผู้สมัครหมายเลข 2 นายถาวร ศรีจันทร์ฮด ได้ 1,378 คะแนน (ชนะกัน 73 คะแนน) จึงส่งผลให้นายถาวรได้เป็นกำนัน ต.ห้วยสามพาด คนต่อไป พร้อมกับการโห่ร้องแสดงความดีใจของชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์ฯ ก่อนเดินทางกลับไป
ว่าแต่ว่า ไม่รู้ว่าพอแพ้แบบนี้แล้ว จะ “สมานฉันท์” กันได้หรือเปล่า อิอิ
Your Parents: PETA Ads
In บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on เมษายน 4, 2007 at 12:42 amPeople for the Ethical Treatment of Animals หรือ PETA เป็นกลุ่มที่รณรงค์สิทธิสัตว์ เค้าออกโฆษณาสิ่งพิมพ์อันใหม่มา แรงได้ใจเหลือเกิน ดูกันเอาเอง (ปล.คลิกที่รูป เพื่อชมภาพใหญ่)
[via Improbable Research]
“Siam” not “Thailand”: What is the deal?
In Thaibrarian, การเมือง : Politic, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on เมษายน 3, 2007 at 3:07 pmDr.Charnvit Kasetsiri, a well-known social scientist from Thammasat University, started a petition to change the name of Thailand back to “Siam”. The petition says “Siam” represents the acceptance of diversity of ethnicity, language, and cultural identity in the country. Also it follows the unity principle.
The petition cites the 1939 constitution ruling the change of the country name from “Siam” to “Thailand” for the reason of “ethnicitism” which was factually and historically incorrect. There have been a few attempt to change back to Siam, i.e. 1949 and 1968 constitutions.
Personally, I totally understand and agree with the petition because ethnically I am not Thai (and I do not know the “real” Thais are still majority of the population) My bloodlines actually are combined between Chinese and Black Tai (Tai-Dum). But I am proud to be categorized as Thai. However, I don’t know about how the change would affect me as a citizen individually.
But if it is the case to bring peace back to the country, any name is fine for me as long as people live peacefully.
Perhaps I do not get the whole concept or logic of this movement. Maybe I need more information. Maybe I physically and spiritually live too far from my home country, so I lost some important context (I hope not). Maybe social scientists might be sensitive than others. But how such movement will be successful without the understanding of such an ordinary people like me?
Could anyone tell me what rationale behind it exactly?
[Source: Prachatai]
Delirium: บทเพลง ความฝัน กับวันที่มาถึง
In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous, เพลง : Music on เมษายน 2, 2007 at 12:31 amเป็นความอยากอย่างหนึ่ง ก่อนเรียนจบ ที่จะได้ดู Cirque du Soleil ตอนแรกไม่ได้ไม่ดี ไม่มีโอกาสดูแถว ๆ นี้ ก็กะว่า คงจะต้องไปแถว ๆ New York หรือไม่ก็ Las Vegas แต่บังเอิญมันมีโชว์ Delirium มาที่ Raleigh พอดี ก็เลยได้โอกาสไปดู
Delirium เป็นโชว์คอนเสิร์ตเน้นเพลงเป็นหลัก มากกว่าการขายเนื้อเรื่อง เนื้อเรื่องที่นำเสนอ ก็ประมาณว่า มีคน ๆ นึงอยู่ในความฝัน แล้วก็ไปเจอกับเรื่องต่าง ๆ ซึ่งแน่นอน ความฝัน มันค่อนข้างจะกว้างมาก เลยถ้าจะเน้นเนื้อเรื่อง ก็คงจะไม่ได้ เพลงที่เอามาใช้ก็จะเป็นแนว Electronic Pop ผสมกลิ่นจังหวะพื้นบ้านทาง African แนว ๆ นั้น (เอ่อ ผมก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านเพลง เสียด้วย ก็หวังว่าน่าจะเข้าใจ มีตัวอย่างเพลงให้ฟังบนเว็บของ Delirium ไปฟังกันได้)
ส่วนเรื่องการแสดง + เทคนิคการนำเสนอตลอดระยะเวลา 1 ชั่วโมง 45 นาที ไม่ต้องพูดถึงอยู่แล้ว จริง ๆ อยากดูงานที่ค่อนข้างมีเนื้อเรื่องหน่อย ๆ แบบ Corteo หรือ Quidam เพราะงานแบบนี้น่าจะมี costume ที่น่าดูทีเดียว แต่สำหรับ Delirium ตอนดูจากวิดีโอบนเว็บ ก็ไม่เท่าไหร่ แต่พอไปจริง ๆ ก็ต้องยอมรับเลยว่า ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่ก็สร้างความประทับใจได้อยู่ไม่น้อยทีเดียว โดยเฉพาะการใช้ projection ประกอบการแสดง ที่ใช้ได้อย่างลงตัวสมบูรณ์มาก ส่วนตัวก็ประทับใจจุดนี้มากที่สุด แล้วก็ดนตรีที่มีจังหวะเร้าใจ โดยเฉพาะการนำกลองพื้นบ้านแถบ ๆ แอฟริกันมาใช้
ด้วยการที่ Delirium เป็นงานโชว์คอนเสริ์ต การจัดเวทีก็จะเป็นแบบด้านเดียว คือ ให้โชว์ที่ด้านเดียว ซึ่งแตกต่างจะโชว์แบบ circus ที่ผู้ชมดูได้ทั้งสองด้าน ส่วนเวทีที่จัดครึ่งเดียวนี้ ก็จัดตามแนวยาวของ stadium เพราะ projector สองตัวที่ขนาบข้างมีขนาดใหญ่มาก
ถึงแม้การแสดงโดยรวมจะสร้างความประทับใจ แต่ก็มีอยู่สองจุดที่ ทำให้รู้สึก “หวิว” หวิวแรก ก็เป็นเรื่องที่นั่ง เนื่องจากรู้ช้ามาก แล้วก็ซื้อตั๋วเมื่อคืนนี้เอง ก็เลยได้ไปนั่งชั้น 3 ซึ่งเป็นชั้นบนสุด ๆ ของ RBC Center ซึ่งปรกติก็ใช้เป็นสนามแข่งกีฬาของ NC State แต่ความที่ที่นั่งชั้นบนสุด คือชั้นติดเพดาน stadium เลย เวลามองหน้าตรงก็เห็นแต่คาน stadium มันก็ทำให้รู้สึกวาบหวิวใช่ย่อย ลองนึกถึง Impact Arena บ้านเรา แล้วก็ไปนั่งอยู่ด้านหลังติดเพดาน stadium ดูอ่ะ แล้วที่ทำให้เสียวไปยิ่งกว่านั้นก็คือ เนื่องจากที่นั่งมันอยู่สูงมาก การ design ที่นั่งก็จะต้องมีความชันมาก เพื่อให้ให้คนบังกัน ซึ่งมันชันขนาดที่ว่า เท้าของเราอยู่ตรงหัวของคนที่นั่งข้างบน ซึ่งการกั้นของผนังเวลาเดินเข้าไปเนี่ย รู้สึกเหมือนนั่งอยู่บันไดชัน ๆ ยังไงยังงั้น แถวตรงขอบของชั้นที่นั่ง ก็ไม่มีทีกั้นด้วย นึกถึงว่าถ้ามีคนตกลงไป ก็หวาดเสียวแล้ว
หวิวที่สอง เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างตอนกลางของการแสดง ระหว่างที่เค้ากำลังแสดง ๆ อยู่นั้น ผมก็ได้ยินเสียงน้ำหก แล้วก็รู้สึกว่าโดนละอองน้ำกระเด็นมาใส่ ก็เลยหันไป ไม่ทันไร ก็เกิดจะมีเรื่องชกต่อยกันเสียแล้ว เท่าที่จับความกันได้ ก็ประมาณว่า คนที่นั่งอยู่แถวบนสุด กินเบียร์ แล้วทำหกใส่ผู้หญิงคนที่นั่งแถวต่อมา (ซึ่งเป็นแถวที่นั่งอยู่บนหัวผม) แล้วแทนที่จะขอโทษขอโพย ก็คงจะไปสบถอะไรเข้า แฟนของคนที่โดนทำน้ำหก ก็เลยลุกขึ้นจะหาเรื่องคนที่อยู่ข้างบน ก็เลยสบถใส่กัน ต้องมีคนมาห้ามอยู่พักใหญ่ เลยทำให้บรรยากาศการชมเสียไปฉิบ ท้ายสุด คนที่ทำเบียร์หก ก็เป็นอันต้องออกไป (ไม่รู้ว่าย้ายที่นั่งหรือเปล่า)
ก็เลยเป็นบทเรียนว่า คราวหน้าถ้าจะไปที่ RBC อีก ก็ควรจะหาที่นั่งชั้น 2 ส่วนที่นั่งด้านหน้าแถวล่าง ดูไม่เหมาะอย่างยิ่ง เพราะมันจะทำให้ไม่เห็น projector ด้านข้าง แต่ยังไงเสียวันนี้ก็ถือว่าคุ้มค่าแล้ว แล้วรู้สึกดีที่ได้ดูอะไรที่เราตั้งใจอยากจะดู ถ้ามีโอกาสก็คงจะดั้นด้น ไปโชว์อื่นของ Cirque du Soleil อีก
Pilobolus
In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying on กุมภาพันธ์ 26, 2007 at 5:18 pmเห็นใน Oscar แล้วชอบ คิดว่าหลายคนคงชอบเหมือนกัน ไปหาดูต่อใน Youtube เจอโฆษณาของฮุนไดที่ใช้นักเต้นกลุ่มนี้ี้
นอกจากนี้นักเต้นกลุ่มนี้ มี video Life in Motion ประมาณว่าถ่ายเบื้องหลังตอนไปทัวร์ที่ต่าง ๆ
เห็นแบบนี้ นึกถึงรายการเกมส์โชว์ สมัยก่อน น่าจะเป็นของช่องสามนะ ที่เค้าประมาณรับคัดเลือกนักแสดง แล้วให้แสดงเป็นกลุ่ม โดยให้โจทย์บอกมาว่า ให้ทำให้เหมือนอะไร จำได้ว่า มีกลุ่มนึงให้ทำเป็นเฮลิคอปเตอร์ จำได้ว่า ฮาดี
[see also official website]
March of the Librarians
In บรรณารักษ์ : Librarian, บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, ห้องสมุด : Libraries on กุมภาพันธ์ 24, 2007 at 1:58 am“Didn’t you wonder where your librarians disappeared to last January?”
The video was created by Nick Baker. Lovely creatures, aren’t we? :)
[Via Improbable Research]
Lakisha at American Idol 6
In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, เพลง : Music, โทรทัศน์ : TV on กุมภาพันธ์ 23, 2007 at 1:26 amก็ยอมรับว่า ลงทุนติด cable ก็เพราะรายการนี้รายการเดียวจริง ๆ (แต่รายการอื่นก็มีผลพลอยได้กับเค้าไปด้วย อิอิ)
อาทิตย์นี้เป็นอาทิตย์แรกของรอบ 24 คนสุดท้าย แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ชาย หญิง กลุ่มละ 2 ชั่วโมง บวกประกาศผลอีก 1 ชั่วโมง 5 ชั่วโมง จุใจ คุ้มค่า cable ละอิอิ
กลุ่มผู้ชาย มัน off จริง ๆ ตอนดู audition ก็คิดว่า ปีนี้ผู้ชายดีกว่า ดูโดดเด่นกว่า ผู้หญิงมันดีคล้าย ๆ กัน หาความโดดเด่นยังไม่ได้ แต่พอเมื่อคืน ต้องยอมรับเลยว่า คิดผิด ผู้หญิงดีกว่าเยอะ แล้วก็น่าจะทำนายได้เลยว่า ปีนี้ Idol น่าจะเป็นผู้หญิง ส่วนคนที่ชอบที่สุด ก็น่าจะเหมือนกับคนอื่น ๆ ก็คือ Lakisha Jones
จะว่าไป เพลงนี้หากินกันได้ตลอดเลยนะ สำหรับประกวดร้องเพลงเนี่ย สงสัยเดี๋ยวฮิตจัด คงต้องประกาศห้ามแน่ ๆ เอิ๊ก ๆ ถ้าไงก็ลองเปรียบเทียบกันดู รู้สึกตอนนี้จะมีหลาย version เหลือเกิน ตัดสินกันไม่ถูก
(ปล. แนบไฟล์วิดีโอมา ก็ไม่รู้ว่าจะโดนลบไปเมื่อไหร่ ถ้าเปิด post นี้มาแล้วดูไม่ได้ แนะนำให้เข้าไปใน youtube แล้วค้นชื่อเอาเลย น่่าจะมีกระจัดกระจายอยู่บ้าง เพราะเฉพาะคลิปนี้ เชื่อว่า ถึงแม้จะโดนลบไป ก็ยังคงมีมาให้เห็นอีก แน่ ๆ เหมือนสมัย Bianca) นอกจากนี้ก็ชอบในกลุ่มผู้หญิงอีก 3-4 คน ส่วนกลุ่มผู้ชาย ชอบสุดก็คงจะเป็น Phil Stacey
ส่วนผลสัปดาห์นี้ ก็ไม่แปลกใจอะไรเท่าไหร่ โดยเฉพาะหนุ่มเอเชีย สายเกาหลี คือ เป็นเอเชียก็เกิดอยากอยู่แล้วอ่ะ ดันมาถอดรองเท้า แล้วก็เลือก Careless Whisper Ballad สุด ๆ มันก็ตายตั้งแต่เลือกเพลงแล้วอ่ะ
ความ(ไม่)โปร่งใสของ blogophere
In blogophere, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on กุมภาพันธ์ 22, 2007 at 3:42 amเมื่อวาน มีแหล่งข่าววงใน มาเล่าเกี่ยวกับเรื่องที่ทำงานเก่า ที่ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก ใจนึง ก็อยากจะเขียนลงบล๊อกเสียเต็มประดา ถ้าเขียนลง ผมคิดว่า ก็คงจะมีคนเอาไปลง แนวประชาไทต่อ หรือไม่ก็ห้องราชดำเนิน (ถึงผมไม่เขียน ก็คาดว่า น่าจะมีคนเอาไปเขียนต่อเร็ว ๆ นี้แน่นอน)
่อีกใจนึงก็นึกว่ามันเสี่ยงเหมือนกัน เอาเรื่องภายในมาเปิดเผย และแน่นอน มันมีประเด็นทางการเมืองมาเกี่ยวข้อง ถ้าเขียนไป ก็กลัวว่าจะแสดงอารมณ์มากจัดเสียจนน่าเกลียด แล้วก็จะดูว่าลำเอียงมากไปเสียได้ (เล่ามาแค่นี้ ก็น่าจะรู้แล้วว่า ผม “พยายาม” ที่จะเป็นพวก diplomatic แค่ไหน)
ความคิดหยั่งชั่งใจ เล่นทำเอานอนไม่หลับ แต่ที่นอนไม่หลับ ไม่ใช่เพราะความอินกับเรื่องจากแหล่งข่าว แต่เป็นเพราะสิ่งที่มองเห็นภายในตัวเอง ในฐานะบล๊อกเกอร์คนนึง ที่ถามตัวเองว่า “เราถึงอยากเขียนเรื่องนั้น แต่ทำไมเราไม่กล้าเขียน” อะไร คือ เบื้องลึกเบื้องหลัง
คิดไปคิดมา มันลึกไปเรื่อย ๆ เลยแฮะ (มาถึงตรงนี้ ก็ขอเตือนก่อนว่า post นี้ออกจะเป็นแนว เพ้อเจ้อ + มั่วซั่วเสียมาก ด้วยความที่มันลึก “สำหรับผม” – แต่สำหรับคนอื่น อาจจะไม่ลึกก็ได้ – ผมก็จะพยายามลำดับความคิดให้ง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้ละกัน)
สิ่งที่มันลึก คือ “ความกลัว”
การที่เรื่องราวต่าง ๆ ที่ผมพูดออกไปบนบล๊อก มันจะผูกมัดตัวเอง ซึ่งมันก็คือ แนวคิดเรื่อง identity นั่นแหละ ถึงแม้บล๊อกผม อาจจะมี level ของความเป็น diary น้อยกว่า อีกหลายบล๊อกที่มาเล่าเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน ที่ดูเหมือนจะแสดงความเป็นตัวตนออกมากกว่า แต่สิ่งที่ผมเขียนถึง มันก็สามารถบ่งบอก ได้ว่าผมเป็นคนอย่างไร ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร แต่ไอ้เจ้า identity มันมักจะไม่ได้มาเดี่ยว ๆ มันมักจะมาพร้อมกับ stereotype ที่คนอ่านเอาติดตัวมา
หลายคน อาจจะรู้จักบล๊อกของผม ใน post ผมเขียนวิจารณ์เกี่ยวกับ คำพูดของ รมต.ไอซีที หรือโพสต์เกี่ยวกับ ความท้าทายของสื่อเก่า หรือการเขียนถึงหนังสือ The King Never Smiles อะไรก็แล้วแต่ แน่นอนมันมีสิ่งที่เป็นตัวตนของผม แฝงอยู่ ถึงแม้บางครั้ง ผมจะไม่ได้เขียน comment เลยซักกะตัว เพียงแค่การคัดเลือก สรรหาเรื่องมาลง มันก็มีความเป็นตัวตนของเราลอยอยู่แล้ว
(ปล. หลายคนอาจจะสับสนว่า identity หรือ ไอ้เจ้าความเป็นตัวตน ในนิยามของผม หมายความว่าอย่างไร เพราะมันมีหลายสำนักเหลือเกิน ผมให้มองสั้น ๆ อย่างนี้ว่า เป็นสิ่งที่ผนึกในความเป็นตัวบุคคล/สิ่งของ ซึ่งเมื่อรวมกันองค์ประกอบเข้าด้วยกันแล้ว ก็จะทำให้เกิดความเฉพาะเจาะจงของคนหรือสิ่ง ๆ นั้น ถึงแม้จะมีผลต่อ perception และ social psychology แต่ก็ไม่ถือเอามาเป็นส่วนหนึ่งของ identity)
แต่บ่อยครั้ง ที่ post เหล่านี้ ถูกเอาไปใช้ในบริบทที่ บางครั้งผมก็รู้สึกไม่ค่อยปลื้มเท่าไหร่ แต่ผมก็ไม่คิดจะทำอะไรต่อ เพราะผมก็ถือว่า มันเป็น perception ของคนอ่านแต่ละคน ที่จะตีความกันไป แต่บางครั้งพอหลาย ๆ เรื่อง นาน ๆ เข้า มันทำให้คนเอาไปสร้าง stereotype ได้ ซึ่งจะว่ากันตามจริงแล้ว คนเราจะสร้าง stereotype เกี่ยวกับคนหนึ่ง ๆ หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ มันไม่ต้องอาศัยทรัพยากรอะไรมากมายเลย
สิ่งที่ผม (และเชื่อว่าหลายคน คิดคล้าย ๆ กัน) คือ กลัวอย่างหลังมากกว่า คือ ไม่รู้ว่า คนอ่านจะคิดยังไง แต่นั่นยังไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่สุด ประเด็นที่อยู่ปลาย (เกือบ) สุดมันอยู่ที่ว่า เรากลัวว่า สิ่งที่คนอ่านสัมผัสได้ เป็นสิ่งที่เราไม่ชอบ (เน้นว่าไม่ใช่ประเด็นของความแตกต่างเพียงระดับเดียว แต่มันลึกกว่านั้น ตรงที่มันมีความเป็นบวก กับความเป็นลบของสองขั้ว แล้วก็มี dichotomy แบบง่าย ๆ คือ “รับได้” กับ “รับไม่ได้” มารวมอยู่ด้วย)
เน้นต่ออีกว่า ความกลัวที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เป็นการกลัวความขัดแย้งระหว่าง สิ่งที่คนอ่านสัมผัสได้ กับสิ่งที่เราต้องการจะ”สื่อ” แต่รวมไปถึงสิ่งที่เราอาจจะไม่ได้ “ตั้งใจ” จะสื่อด้วย ถ้าคนอ่านบอกว่ารู้สึกอีกอย่างหนึ่ง แบบที่เราไม่ได้ตั้งใจอยากให้เค้ารู้สึก มันอาจจะลึกหรือตื้นไปจากที่เราจะตั้งใจไว้ ซึ่งโดยปรกติเราก็มักจะ “รับได้” เราก็ไม่แคร์ แต่ถ้ามันเลยเส้นของความรับได้ (acceptable) ไปแล้ว ซึ่งที่เห็นได้ชัด ก็คือ ไปอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกัน เราก็ไม่ปลื้ม (ส่วนจะจบหรือเปล่านั้น อันนี้ก็อีกเรื่องนึง สำหรับผม ส่วนใหญ่ก็ จบ!)
นอกจากนี้ยังมีอีกปัจจัยหนึ่ง ที่เพิ่มความซับซ้อนให้กับวงจรนี้ ก็คือ หมวกที่เราใส่กัน คนเรามีบทบาท หน้าที่และความผิดชอบที่แตกต่าง หลากหลาย ซึ่งมันสามารถขัดแย้งกันในตัวเองได้ เช่น ้เมื่อวานได้ดู Dateline ตอนฮิต To catch a Predator (เป็นรายการทีวีที่ล่อพวกชอบ chat เพื่อนที่จะมี sex กับเด็กมาจับ แล้วก็ประจานออกทีวี) ดูแล้วก็จะเห็นว่า มีคนทั้งที่เป็นครูบาอาจารย์ ไปจนถึงตำรวจ ที่ต้องเป็นคนไปจับ แต่ดันมาทำเสียเอง เยอะมาก คนพวกนี้ มีหมวกสองใบที่เข้ากันไม่ได้อย่างสิ้นเชิง หรือ กรณีบนบล๊อก ในหลาย post บนบล๊อกผม บางครั้งผมก็เขียนโดยใช้หมวกของคนทำงานด้านสารสนเทศ (ซึ่งมันเป็นทั้งเรื่องปากท้องและ passion) บางครั้งก็ใช้ passion เรื่องการเมือง สังคมมากกว่า บางครั้งเรื่องปากท้องก็มาก่อน ซึ่งถ้าหมวกหลายใบพวกนี้ มันใส่ทับกันไม่ได้ เราก็อาจจะต้องเลือกหมวกใบใดใบหนึ่งอยู่ แล้วก็เก็บใบอื่นไว้ในตู้ที่ “มิดชิด” อย่างเช่น เรื่องที่ทำงานเก่าที่กะว่าจะเล่าเนี่ย ถึงแม้ว่าผมเองจะไม่มีส่วนได้เสียกับที่ทำงานเก่าแล้ว แต่ความที่มันจารึกอยู่ในอัตชีวประวัติผมแล้วเนี่ย คนอ่านก็ยากที่แยก หมวกของวิชาชีพ กับหมวกขององค์กร ออกจากกัน ผมเขียนไปด้วยอารมณ์เพื่อนร่วมวิชาชีพ แต่คนก็อาจจะคิดได้ว่า ผมรับจ้างที่ทำงานเก่ามาเขียนให้
ฟังดูแล้วมันเหมือนเข้าใจง่าย แล้วก็ดูชัดเจนดีอยู่หรอก แต่ก็ไม่ง่ายอย่างนั้น เพราะคนเรา มันไม่ได้รู้ตัวอยู่ตลอดเวลาหนิ ว่าความขัดแย้งในตัวมันจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ อย่างเช่น เวลาผมมี passion เกี่ยวกับเรื่องห้องสมุดที่มันต้องเกี่ยวข้องกับการเมือง ผมก็เขียน ๆๆๆๆ ไปด้วยหมวกผู้มีส่วนได้เสียในเชิงวิชาชีพ โดยก็ไม่ได้นึกระวังหรือตระหนัก state of mind ว่าตอนนั้น ผมรู้สึกอย่างไรกับการเมืองในตอนนั้น ซึ่งจริง ๆ มันก็เป็นไปได้ที่มันจะตรงข้ามกัน ซึ่ง passion เชิงวิชาชีพมันมีมากกว่า ผมก็เขียนไป โดยไม่ได้คำนึงถึง ว่า คนที่มี passion เรื่องการเมือง มาอ่าน แล้วจะมองว่าอย่างไร หรือว่าวันดีคืนดี มีคนที่มีจุดยืน เกี่ยวกับประเด็นทางสังคมมาอ่าน แล้วก็คิดว่าผมเป็นพวกนั้น พวกนี้
นอกจากนี้ บางคนตระหนักถึง แต่ก็ไม่สามารถเลือกได้ว่า หมวกใบนั้น จะเป็นหมวกสีอะไร แบบไหน อย่างเช่น ถ้าเป็นเรื่องการเมือง ผมก็ยังเชื่อว่า ยังมีคนหลายคนที่ไม่สามารถปักใจได้ว่า จะเชื่อใคร ไม่เชื่อใคร จะชอบใคร ไม่ชอบใคร (และก็ยังไม่วาย ที่จะถูกคนบางพวก “ตราหน้า” ว่าเป็นพวกไม่มีจุดยืน) ก็เขียน ๆ ไป โดยไม่ได้มองว่า คนจะคิดยังไง แต่บางครั้ง ไอ้คำว่า ไม่มีจุดยืน มันก็แรงพอที่จะทำให้คนต้องตัดสินใจ เลือกว่า จะต้องไปทางใด ทางหนึ่งเหมือนกัน
ไหนจะมีเรื่อง บริบท เข้ามาเกี่ยวข้องอีก วันนี้เราเขียนเห็นด้วยกับอีกอย่าง พรุ่งนี้เราเปลี่ยนใจไม่เห็นด้วยแล้ว ซึ่งการเปลี่ยนแปลง (หรือจะบอกว่า แปรปรวน รวนเร อะไรก็แล้วแต่) นั่นเอง มันผนวกเข้าไปไว้ในเรื่องราวที่เขียนถึง และมันก็กลายมาเป็น ความเป็นตัวตน ของคน ๆ นั้น ฝ่ายคนอ่านอ่านวันนี้เห็นคิดอีกอย่าง พอมาอ่านเรื่องเดิม วันต่อมา ก็อาจจะเห็นตรงกันข้าม เรื่องหนึ่ง ๆ ที่เราเขียน มันก็มี context มี moment ของมัน ถ้าจะให้โปร่งใสจริง ๆ มันก็อาจจะต้องอธิบายกันยืดยาว ถ้าไม่คิดมาก ก็ไม่เป็นไร ปล่อยมันไป + กับความที่ต้องการจะให้มันกระชับ (หรือขี้เกียจด้วย) เวลาจะเขียน เราก็มักจะไม่ค่อยได้ให้บริบทกับมันเท่าไหร่ เอาเนื้อ ๆ น้ำไม่ต้อง แค่ให้บริบทไม่ครบ มันก็สร้างความไม่โปร่งใสให้เกิดขึ้นได้ ซึ่งถ้ามองแบบนี้ก็ดูจะเป็น idealistic มากไป
คิดไปคิดมา ทำให้ขอบเขตเบลอ ๆ ระหว่างความไม่โปร่งใสกับความไม่รู้อยู่เยอะเหมือนกัน หลายครั้งที่เราไม่กล่าวถึงเพราะเราไม่รู้ ไม่ตระหนักถึง มันก็กลายเป็นความไม่โปร่งใสเสียนี่
แต่ไอ้ความรู้สึกที่อยากเขียนแต่ไม่กล้าเขียนนี่ มันก็เป็นเรื่องของความโปร่งใสโดยตรงเลยแฮะ ปรกติความไม่โปร่งใส ในโลกเราบางครั้งมันก็เห็นกันซึ่ง ๆ หรือไม่ก็ทิ้งพิรุธไว้ให้เราสงสัยกันไว้บ้าง แต่การที่เราไม่เขียนถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ไปเลย ทั้ง ๆ ที่มี passion เกี่ยวกับเรื่องนั้น เพราะไม่อยากให้คนคิดกับเราว่าเป็นอีกแบบนั้นแบบนี้ หรือกลัวว่าจะมีปัญหา เกิดความขัดแย้งกับคนรอบข้าง หรือมีผลกระทบต่อชีิวิต การเรียน การทำงาน ซึ่งแน่นอน ถ้างั้น ไม่เขียนดีกว่า…
ถ้าเช่นนั้น ที่หลายคนมักมอง (และหวัง) ว่า สื่อรุ่นใหม่ หรือ สื่อรากหญ้า หรือพลังของมวลชนอะไรก็ตาม จะสร้างความโปร่งใสให้เกิดขึ้นในสังคม boundary หรือ limit ของมันอยู่ตรงไหน ที่บอกว่า ในอนาคต สังคมจะเต็มไปด้วยความโปร่งใส คือมองโลกด้วยแง่ดีเกินไปหรือเปล่า
มองในทางตรงกันข้าม เราจะเห็นอยู่เยอะว่าทุกวันนี้ บน blogophere เริ่มมี commercial blog เยอะขึ้น ที่เปิดเผยตัวก็มาก ที่ไม่เปิดเผยตัวก็ไม่น้อย คนที่เอาเรื่องคนอื่นมาเขียน สาดเสียเทเสียก็มี ดูเหมือนจะสร้างความโปร่งใส แต่ก็คนที่เขียนเรื่องไม่ดีของคนอื่น ก็มักจะเขียนแบบบัตรสนเท่ห์ อะไร ๆ ก็ anonymous เทคโนโลยีเปิดโอกาสให้คนพูดดังขึ้นและบ่อยขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ทำให้คนพูดแบบพล่อย ๆ ได้มากขึ้นเช่นกัน
David Weinberger พยายามจะสร้างความโปร่งใสด้วยการเขียน disclosure statement ที่ตอนหลัง danah boyd ก็เอาตามมั่ง ถึงแม้จะเขียนกันถึงขนาดนี้ ผมก็ยังอดย้อนกลับไป ที่เขียนไว้ยืดยาวข้างบนนั้นไม่ได้อ่ะ ว่า ไอ้ disclosure ที่เขียนมาตอนนี้ มัน valid ถึงตอนไหน แล้วมันแสดงความโปร่งใสได้ “ทั้งหมด”จริงหรือ
หรืออย่างปรากฏการณ์ blog tag คนก็มักจะเขียนเล่าเรื่องตัวเองที่คนอื่นไม่รู้ คนก็เล่าเรื่องที่คิดว่าตัวเองอยากเล่า หรือคนอื่นน่าจะสนใจ ก็เป็นการแสดงความเป็นตัวตนได้ส่วนหนึ่ง แต่เป็นส่วนที่เรารู้และอยากจะสื่อ แต่ถ้าลองเปลี่ยนกฏให้คนเขียน disclosure statement แบบเฉพาะเจาะจง เช่น ถามว่า จะเลือกใครระหว่างรัฐบาลเก่า คมช. รัฐบาลใหม่ แล้วก็อดีตพันธมิตร ผมว่าก็คงจะตายตั้งแต่คนเขียนคนแรกแล้วหล่ะ (ไม่รวมปัจจัยเกี่ยวกับที่โดน tag ถี่ หรือขี้เกียจนะ) หรืออย่าง wallpaper tag คำสั่งข้อแรก ก็ยังกำชับเลยว่า “ห้ามสร้างภาพ” ซะงั้น แสดงว่ามันไม่ไว้ใจกันตั้งแต่แรกเริ่มแล้ว เหอๆๆ
บางคนอาจจะบอกว่า บางที ความโปร่งใสมันก็มีขอบเขต บล๊อกเกอร์ก็สามารจำกัดขอบเขตของความโปร่งใส ไม่ใช่เราว่าจะต้องเปิดเผยตัวตนทุกอณูขุมขน แต่ก็แสดงความบริสุทธิ์ใจ เปิดเผยในประเด็นที่ “เกี่ยวข้อง” เท่านั้น
จริง ๆ มันก็ไม่จำกัดเฉพาะในหมู่บล๊อกเกอร์นะ มันก็ครอบคลุมไปหมดเหมือนกัน ที่เขียนมาทั้งหมด ยืดยาวเนี่ย ก็เพราะเพียงแค่ความสนใจส่วนตัวเท่านั้น เพราะถ้ามองความโปร่งใสแบบ deterministic ก็คงจะเป็นไปได้ยากเลย แต่ถ้าเอาแบบ practical แบบคนที่ “สังคม” เค้าเรียกร้องต้องการ ความโปร่งใสกันเนี่ย เค้าอยากให้มันโปร่งใสแค่ไหน
Chula Book Bans A Coup Book
In บ่นไปเรื่อย : Saying on กุมภาพันธ์ 9, 2007 at 1:07 amThe “literary-approval group” of Chula Book, one of the largest book distributors in Bangkok, opposed to selling the anthology book about the recent coup, entitled “The September 19th coup: a coup for a democratic regime under the constitutional monarchy.” This edited book collects social and political essays written by numerous scholars in Thailand.
Two questions to ponder (to myself)…
First issue is how “self-censorship” plays in this situation, particularly in institutionalized context. Chula Book is not just a chain of bookstores, but affiliated with academic institutions. However, Thammasat University Bookstore, another giant academic affiliated distributor, still sale this title. It is also interesting to see why such (collective) decision was made. Is it really for self-protection? commercial purpose? What element of context is crucial? How did they compare this case to another?
The official declined to say whether the group was pressured to ban the book.
“Please do not ask, I feel uneasy about answering,” the official said.
“It’s up to the puyai [superiors] whether they will reconsider the ban,” the official said.
The second point is why media pick this story to cover. Talking about selection of book to sell, I believe there have been thousands of disapproved titles by this bookstore. Why is this particular book highlighted? What is the actual message?
Anyway, excuse my ignorance. This is the first time I heard about this book.
[Source: The Nation]
พูดเก่ง vs. พูดจากใจ
In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on กุมภาพันธ์ 3, 2007 at 8:38 pmปรกติชอบดูชิงช้าสวรรค์เป็นประจำ ช่วงที่ชอบดูที่สุด คือ ช่วงที่เค้าประกาศผลแพ้ชนะไปแล้ว แล้วก็ต้องสัมภาษณ์คนแพ้ คนชนะ หลายครั้งที่ฟังแล้วสะดุดหูพิลึก วันนี้ก็อีกตัวอย่างนึงเหมือนกัน
—
นักร้อง ทีมแพ้ (น้ำตาอาบแก้ม): “สำหรับโรงเรียนของเรา พวกเรานะคะ ก็ไม่รู้สึกเสียใจเลยค่ะ พวกเราก็ดีใจนะคะ ที่ได้มีโอกาสขึ้นมาบนเวทีชิงช้าสวรรค์ และพวกเราก็ขอเป็นกำลังใจให้กับวงดนตรีลูกทุ่ง กันตรังพิทยากรนะคะ ให้เข้ารอบต่อไปเรื่อย ๆ และก็สู่แชมป์ออฟเดอะแชมป์ให้ได้นะคะ”
(ตอนหลัง กล้องกลับไปเก็บภาพ นักร้องรุ่นน้องคนนี้ที่ยังร้องไห้ไม่หยุด รุ่นพี่กำลังปลอบอยู่)
…
นักเต้น ทีมแพ้ (สะอื้นไป พูดไป พิธีกรหญิงต้องพูดปลอบก่อนพูด): “คะ วันนี้ พวกเราก็ทำเต็มที่แล้วนะคะ ก็อยากขอให้โรงเรียนกันตรังผ่านเข้ารอบไป แล้วก็ ขอให้ผู้ชมทางบ้าน อย่าลืมโรงเรียนเรานะคะ เก็บโรงเรียนเราไว้ในใจด้วยค่ะ”
…
ตัวแทน ทีมชนะ – ผู้ประกาศประจำวง (หน้าตายิ้มแย้ม): “ก็รู้สึกดีใจนะคะ และก็ภาคภูมิใจที่วงดนตรีของเรา สามารถทำได้ถึงขนาดนี้นะคะ (หันไปทางทีมแพ้ ยิ้มให้) ส่วนโรงเรียนนวมินทร์ฯ นะคะ เราก็… เราจะไม่พูดว่าเสียใจ ขอแสดงความเสียใจ แต่เราว่าขอแสดงความดีใจ เพราะว่าคุณทำดีที่สุด ทำให้คนทั้งประเทศได้รู้ว่า คุณมีความสามารถ คุณเก่งจริง ๆ ค่ะ”
พิธีกรชาย: “เป็นไง ดูเด็กสมัยนี้พูด พูดจากความรู้สึกกันจริง ๆ เลย”
—
เรา: (-_-”)…
คนพูดเก่ง กับคนพูดจากใจจริง มันเหมือนกันป่าวหว่า…
เอาเวลาไหนไปดู Youtube
In JOMC490, Open Source, iTeaudemia, งานวิจัย : Research, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous, สถิติ : Statistics, สื่อสารมวลชน : mass media, เป็นการเป็นงาน : Seriously on กุมภาพันธ์ 2, 2007 at 3:03 amเวลาคนเรายุ่ง ๆ ก็มันจะโดนถามว่า แล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปทำ ซึ่งเป็นหนึ่งในวิธีการถามแบบ critical incident technique* และ Harris Interactive Poll ก็เอามาใช้ถาม คอ YouTube เวลา เวลาที่มาใช้กับ YouTubee นั้น ไปเบียดบังกิจกรรมอะไร คำถามแบบนี้ก็พอจะเอามาอธิบาย “อิทธิพล” หรือ “ผลกระทบ” ของ YouTube ได้ส่วนหนึ่ง เพราะเวลาก็ถือเป็น internal market share ที่ทุกคนมีเท่ากัน 24 ชั่วโมง เพียงแต่ว่าใครจะได้เวลาไหนไป
แต่ก่อนจะไปถึงคำถามนั้น 34% ของคนตอบแบบสอบถาม บอกว่า นั่งดู YouTube ไม่เสียเวลาทำอย่างอื่นเลย ในขณะที่ 66% บอกตรงกันข้าม
ทีนี้ในกลุ่มคนที่บอกว่า ไปเบียดบังเวลาทำอย่างอื่น เค้าบอกไปเบียดบังอะไรกันบ้าง ผมขอแบ่งเอง เป็นสี่กลุ่ม…
- สื่อ
- 32% บอกใช้เวลาดูทีวีน้อยลง
- 12% บอกดูดีวีดีน้อยลง
- 11% บอกอ่านหนังสือพิมพ์ นิตยสารน้อยลง
- 7% บอกไปดูหนังในโรงน้อยลง
- Social Capital
- 12% บอกใช้เวลากับญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงน้อยลง
- 9% บอกคุยโทรศัพท์น้อยลง
- กิจกรรมออนไลน์อื่น ๆ
- 36% บอกไปเบียดบังเวลา ในการดูเว็บไซต์อื่น
- 20% บอกใช้อีเมล์ แชท บล๊อก และกิจกรรมออนไลน์อื่น ๆ น้อยลง
- อื่น ๆ
- 19% บอกเบียดบังเวลาทำงาน ทำการบ้าน
- 15% บอกเล่นวิดีโอเกมส์น้อยลง
- 1% บอกออกกำลังกายน้อยลง
ตัวเลยที่น่าสนใจคงเป็นสองกลุ่มแรก โดยเฉพาะผลกระทบต่อสื่อเก่าที่ถูกจับตามองอย่างมาก 32% ถือเป็นจำนวนที่ไม่น้อยทีเดียว ที่อาจจะต้องตามต่อ คือ ในบรรดาคนที่บอกว่าเบียดบัง มันเบียดบังไปเยอะมั๊ย เพราะตัวเลข proportion มันอาจทำให้หลอกตาได้ เช่น บอกว่า 12% ของคนดูทีวีน้อยลง แต่น้อยลงคนละแค่ 15 นาที ในขณะที่ คนบอกใช้เวลาอ่านหนังสือพิมพ์ น้อยลงไปเป็นชั่วโมง อันนี้ก็น่าคิด
ส่วน social capital นี้ ถือเป็นคำถาม classic ที่อาจจะดูเก่า เพียงแต่การจับตามองในช่วงเปลี่ยนผ่าน อาจจะทำให้มีหลักฐานมาสนับสนุนว่า การใช้อินเตอร์เน็ท ทำให้ชีวิตสังคม (social life) แย่ลงจริงหรือ
ในผลโพลฉบับเดียวกัน ยังบอกว่า 73% บอกว่า จะใช้ YouTube น้อยลง ถ้ามีโฆษณามาคั่น
[ที่มา Reuters]
*ไม่แน่ใจ ขอเอาออกไปก่อน
อารมณ์บนตัวอักษร
In blogophere, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on กุมภาพันธ์ 1, 2007 at 11:18 pmถ้าคนสนใจแนว Retrieval คงไม่มีใคร ไม่รู้จัก TREC (Text REtrieval Conference) นักวิจัยจาก UMBC (University of Maryland, Bultimore County) ปีที่แล้วส่ง Blog Track เข้าร่วม หลักการก็ง่าย ๆ คือ เพื่อดูว่าชาว LiveJournal รักอะไร เกลียดอะไร และต้องการอะไรมากที่สุด โดยดึงจากคำ ปรากฏว่า ประชากรบล๊อกเกอร์
รัก
ชาว LiveJournal รักชีวิต (“love life”) มากที่สุด (จริง ๆ เป็นคำยอดนิยมอันดับสอง แต่เนื่องจากอันดับแรกเป็นคำว่า “รัก รัก” ก็เลยไม่แปลไม่ออก ว่ามันหมายความว่ายังไงกันแน่ แม้กระทั้งอันดับสาม ยังกลายเป็นคำว่า “รัก รัก รัก”ซะงั้น จะรักอะไรกันมากมาย)
เกลียด
แน่นอน “เกลียดคน” เป็นอันดับแรก ตามมาด้วย “เกลียดที่…” (hate the way) แล้วก็ “เกลียดที่มี”
อยาก
บล๊อกเกอร์พูดว่า อยากจะรู้ อยากจะพูด แล้วก็อยากจะสร้าง มากที่สุด
[เพิ่มเติม: list เต็ม ๆ ของทั้งสามหมวด]
นอกจากนี้นักวิจัยจาก Amsterdam ก็พัฒนา MoodViews ขึ้นมา เพื่อรายงานสภาพอารมณ์ ของบรรดาบล๊อกเกอร์บน LiveJournal เหมือนกัน เข้าใจว่า เอาคำที่แสดงอารมณ์ดึงออกมาเป็นคำหลัก แล้วก็ดึงคำบริบทออกมาวัด
ไม่รู้ว่าถ้าเป็นภาษาไทย คนไทยจะเกลียดอะไรมากที่สุด อิอิ
[ที่มา Smartmobs]
Amazing Race: WiiTeau Episode
In บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous, เด็กนอก? on มกราคม 28, 2007 at 4:22 pmเคยบ่นให้เพื่อน ที่ทำงานฟังว่า เออ ถ้ามีโอกาส อยากได้ Wii เป็นของขวัญให้ตัวเอง ก็พยายามติดตามอยู่ห่าง ๆ ว่าเมื่อไรจะมี Lot ใหม่มา แต่ก็ไม่ใช่ว่าอยากได้จะเป็นจะตาย ถ้าไม่ได้ก็ไม่ได้เสียหายอะไร เพราะถ้าให้ต้องไปอดหลับอดนอนไปรอ เหมือนอย่างตอนเปิดตัวนั่น ก็คงไม่เอาอ่ะ
ที่นี้สองสามวันก่อน เพื่อนที่ทำงานเอา catalog ของ Walmart มาวางไว้บนโต๊ะทำงาน แล้วบอกว่ามีอะไรน่าสนใจ ผมก็เปิดไป อ๊ะ มี Wii ขาย แต่ในใจก็คิด เค้าน่าจะทำมาล่อ เพื่อขายตัวเกมมากกว่า เพราะเช็คไปที่เว็บของ Walmart ทั้งของ Amazon ก็ไม่เห็นมีวี่แวว
เพื่อความแน่ใจก็เลยโทรไป Walmart สาขาที่ไปประจำที่ Durham เจ้าหน้าที่ก็บอกว่า มีของอยู่ในสต๊อก แต่ไม่ได้บอกว่าจำนวนเท่าไหร่ แถมยังบอกอีกว่าจะเปิดขายตอนต้นกุมภา แต่เราดูใน catalog มันบอกว่า catalog ของตั้งแต่วันที่ January 28 ก็เลยถามย้ำ เค้าบอกว่าใช่ เริ่มขาย 28 มกรา (มีกัํ๊ก…)
ก็ด้วยการส่งเสริม (ยุ) จากเพื่อนคนนี้ เค้าบอกว่า เดี๋ยวเค้าจะขับรถให้ ซึ่งก็ต้องไปตั้งแต่คืนวันที่ 27 เลย (ปล. Walmart เปิด 24 ชั่วโมง) ปรกติเป็นคนไม่ชอบออกไปไหนกลางคืน แต่ก็คิดว่า แหม คืนวันเสาร์ ปรกติก็ไม่ได้ทำอะไร ได้ก็ได้ ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร หาไรทำหนุก ๆ (เรื่องเสียตังค์อีกต่างหาก)
เพื่อนมารับตอนห้าทุ่ม ในใจก็คิดว่า ระหว่างทางก็มาคิดดูว่า เอ๊ะ Walmart ที่ใกล้ ๆ เนี่ย มีอยู่ 2 ที่ คือ ที่ Durham กับ Hillsborough ซึ่งสองที่มีก็ระยะทางพอ ๆ กัน เพียงแต่ว่าที่ Durham คนรู้จักมากกว่า เพราะเปิดมาก่อน แล้วก็ใกล้ทั้ง Duke แล้วก็ UNC เพราะฉะนั้น ก็มีโอกาสที่คนจะไปรอกันตรึม ในขณะที่ที่ Hillsborough เนี่ย คนรู้จักน้อยกว่า เพราะเปิดใหม่ แล้วก็ทางเข้าไปในเมืองนั้นก็ผ่านป่า แต่ปัญหาคือ ไม่แน่ใจว่ามันจะมีขายหรือเปล่า เพราะเราโทรไปเช็คที่ Durham ที่เดียว แล้วก็ไม่แน่ใจว่า มันจะมีขายทุกสาขาหรือเปล่า เพื่อความชัวร์ ก็ตรงดิ่งไปที่ Durham ดีกว่า
นั่งรถไปก็คิดว่า มันมี 2 scenario อันแรก คือ ไปถึงแล้ว คนเพียบ เข้าคิวแน่น ก็อาจจะยอมแพ้ไป ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ส่วนอีกกรณีนึงก็คือ คนไม่ค่อยรู้ ก็ไปถึงแล้วซื้อได้เลย เพราะดูเหมือนว่า หลายคนยังไม่เห็น catalog นี้ หรือถ้าเห็นส่วนมากก็ไม่ได้ใส่ใจ (ขนาดผมเอง ผมก็ไม่ได้ใส่ใจเหมือนกัน)
พอไปถึง Walmart ก็เดินอ้อยอิ่งไปที่แผนก electronic ที่ต้องเดินช้า เพราะเพื่อนคนที่ขับรถไปด้วย เข่าไม่ดี (อายุรุ่นป้า รุ่นแม่ผมแล้วอ่ะครับ) ก็ต้องนั่งรถเข็นไฟฟ้าของ Walmart เข้าไป พอไปถึงก็ถามพนักงาน เค้าก็บอกว่า “Sold out”
อ่ะ ในใจก็คิดว่า ไรวะ นี่ยังไม่ถึงห้าทุ่มยี่สิบดีเลย หมดได้ไง พนักงานคนเดิมก็บอกว่า ยังไม่ได้ขาย แต่มีคนมาจองเข้าคิวครบ 18 คนตามจำนวนเครื่องที่ได้มาเรียบร้อยแล้ว เค้าบอกต่อว่า คนแรกที่มา มาตั้งแต่บ่ายสามโมง แล้ว Walmart เปิดให้ลงชื่อได้ตอนทุ่มนึง เราก็นึก อ่อ งั้นก็สมควรอ่ะ ที่จะไม่ได้ เค้าบอกว่า มีอีกที่หนึ่งที่มี แต่อยู่ที่ Cary (ขับรถประมาณครึ่งชั่วโมง) แต่ก็น่าจะมีจำนวนเท่ากัน แต่ที่สำคัญ สาขานั้น ไม่ได้เปิด 24 ชม. เปิดตอน 6 โมงเช้า นั่นหมายความว่า ต้องไปตั้งแต่ตีห้า หง่ะ เลิกคิดได้เลย option นี้ ไม่เอาแน่นอน
ในขณะที่คุยอยู่กับเจ้าหน้าที่คนนี้ ก็มีผู้ชายคนนึงใส่เสื้อยึด แล้วก็มีสายห้อยคอพนักงาน แต่เป็นของ duke ทำท่าเข้ามา จะมาถามเจ้าหน้าที่คนนี้ ในขณะที่เรากำลังคุยอยู่ เราก็คิดว่า เค้าเป็นคนทำงานที่ Walmart นี้ แต่ก็เริ่มเอะใจ เพราะพอเราคุยเสร็จ เค้าถามว่าเจ้าหน้าที่คนนั้นว่า แล้วที่คนไปต่อคิวอยู่ตรงไหน ว่าแล้วเค้าก็วิ่งไปที่ที่ต่อคิวนั่น ในขณะที่เราปล่อยแล้ว ไม่ได้ก็ไม่ได้ ไม่ใช่เรื่องใหญ่
เพื่อนผมที่ไปด้วยกัน ดูท่าจะผิดหวังมากกว่าเรา เค้าก็เข้าไปคุยกับเจ้าหน้าที่อีกคนหนึ่ง ในขณะที่เราเดินหาของอย่างอื่นในบริเวณนั้น เพื่อนคนนี้ก็ไปถามเจ้าหน้าที่ว่า แล้วที่ Hillsborough (สาขาที่เราคิดว่าจะไปตอนแรกนั้น) เจ้าหน้าที่คนนี้เค้าก็โทรไปที่สาขานั้นให้ทันที แล้วก็พบว่า ที่สาขานั้น ยังมีคนมารอเหมือนกัน แต่ยังไม่เต็ม (แล้วก็ไม่ได้บอกด้วยว่า ไม่เต็มนั้น เหลืออีกเท่าไหร่) ผมเดินกลับมาพอดี เพื่อนผมบอก เราต้องไปอีกสาขาแล้วหล่ะ ผมก็โอเช ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว แล้วมันก็ไม่ไกลจะบ้านเราเท่าไหร่ (ออกจะใกล้กว่าสาขานี้อีกด้วย)
เป็นเวลาเดียวกันกับผู้ชายที่วิ่งไปที่คิวนั้น กลับเข้ามา ได้ยินที่เจ้าหน้าที่คนนั้นพูดกับเพื่อนผมพอดี แต่ที่สำคัญเค้าไม่รู้ว่า ไอ้ Walmart สาขานี้มันอยู่ตรงไหน ในขณะที่ผมกับเพื่อนเริ่มเดินออกมาแล้ว แต่ด้วยความที่เพื่อนผมใช้รถเข็นไฟฟ้า มันก็ไปไม่ได้ไวเท่าไหร่ พอเจ้าหน้าที่คนนั้น อธิบายทิศทางให้ผู้ชายคนนั้นเสร็จ เค้าก็วิ่งงงงงงงงงง แซงหน้าเราไปหน้าตาเฉย ผมยังตะโกนให้เพื่อน ออกแนวขำ ๆ ว่า โอ้ว เค้าวิ่งไปแล้ว
ความรู้สึกเหมือนอยู่ในรายการ Amazing Race ก็เริ่มขึ้นทันที เพื่อนผมก็ speed รถเข็นเต็มที [นึกภาพเร่งรถเข็นช๊อปปิ้ง (-_-")]แล้วก็เดินไปที่รถ ในขณะที่ผมออกมาจากประตู Walmart ผมเห็นรถของผู้ชายคนนั้นบึ่งออกไปแบบเต็มที่
เนื่องจากตอนนั้นเราไม่รู้ว่า สาขาที่เราจะไปนั้นเหลือ Wii อีกกี่อัน ถ้าเหลืออีกอันเดียว แล้วเค้าได้ไปก็เป็นดวงก็แล้วกัน เพื่อนผมก็บึ่งรถเต็มที่เหมือนกัน ข้อได้เปรียบของเราก็คือ เรารู้เส้นทาง ในขณะที่คนนั้น ไม่รู้จักที่นี่มาก่อน แล้วทางเข้าก็มีแค่สองเลน ข้างทางก็ไม่ค่อยมีบ้านคน มีแต่ป่า ถ้าคนไม่เคยมาก่อน ก็อาจจะคิดว่ามาผิดทางก็ได้ หรือไม่เค้าก็อาจจะเลย exit ก็ได้ เพราะฉะนั้นเราก็ไม่ควรหมดความหวังเสียทีเดียว มิหนำซ้ำ มันทำให้ Trip นี้มันทำให้สนุก ตื่นเต้นเข้าไปกันใหญ่ จริง ๆ ถ้าไม่มีผู้ชายคนนี้ เราก็คงจะไวขึ้นมาหน่อย แต่ก็ไม่ได้เร่งขนาดนี้
ระหว่างขับรถ ก็นึกขำกันไป ว่า ขาดอย่างเดียว ไม่มีกล้องตาม ไม่งั้น Amazing Race เลยนะเนี่ย ประมาณ 9-10 นาทีเราก็ถึง ไม่ทันที่จะเข้าที่จอดรถ ผมก็วิ่งงงงงงงง ดิ่งเข้าไปในแผนก electronic ก็วิ่งเข้าไป ก็เจอผู้ชายคนนี้กำลังลงชื่ออยู่ ท่ามกลางคนนั่งรออยู่ไม่ถึงสิบคนดี แล้วเค้าก็ชี้มาที่ผม แล้วก็บอก “คนนี้แหละ”
หลังจากนั้น คนปรบมือ โห่กันเกรียววววเลย บอก “You made it” ผมงี้ อะไรวะ เข้าใจว่า ผู้ชายคนนี้คงเล่าเรื่องที่เราประมาณว่าแข่งในที่กัน ให้คนที่อยู่ในแถวฟังเรียบร้อยแล้ว คนในแถวมีทั้งคนมีอายุ แล้วก็คนรุ่น ๆ แล้วก็เด็กเพิ่งวัยรุ่น ที่มากับพ่อแม่
สรุปผมมาเป็นคนที่ 8 (แปดครับ ไม่ได้เขียนผิด) คนน้อยจริง ๆ ผิดคาด แต่หลังจากที่ผมมาถึง ก็มีคนมาต่ออีกสี่ห้าราย (จนผมจ่ายตังค์แล้ว ของยังขายไม่หมดเลย แต่เข้าใจว่าตอนนี้ไม่น่าเหลือแล้วอ่ะครับ)
คุยกับผู้ชายคนที่แข่งกันมา ก็ได้ความว่า ตอนที่เค้าวิ่งไปที่คิวที่เค้าต่อกันที่ Durham (สาขาแรกที่เราไปนั้น) เค้าบอกว่า เค้าเข้าไปถามคนในคิว แล้วโดนตอบกลับมา พร้อมกับสายตาเหยียดหยามมาก ว่า “หมดแล้ว” (แหม ก็แน่หล่ะ คนอื่นเค้ามารอตั้งแต่บ่ายสาม) ที่ขำอีกอัน พอคุยกันซักพัก เค้าก็ถามผมว่า เค้าควรจะกลับทางไหน เหอๆๆ ประมาณว่าหาทางกลับไม่ถูกซะงั้น
พอได้เวลาเที่ยงคืนกับหนึ่งนาที เครื่องแรกก็จ่ายออกไป คนแรกที่ซื้อไปเป็นผู้หญิง อายุน่าจะราว 40-50 แล้วครับ เค้าบอกว่าเค้ามารอตั้งแต่ ห้าโมงครึ่ง สามีเค้าก็มาต่อแถวเป็นคนที่สอง พอมาถึง เค้าก็เดินไป section Furniture ในห้าง แล้วก็เอาไอ้เก้าอี้เบาะแบบนั่งกับพื้นอ่ะ มานั่งสบายในใจเฉิบ เหอๆๆ
กลับมาถึงบ้าน ก็ต่อเครื่องเรียบร้อย ลองเล่นไปเล่นมา กว่าจะได้นอนก็ปาไปตีสี่ ทำให้นึกถึงสมัยเด็กตอนที่ได้เครื่อง nintendo มาใหม่ ๆ เลยอ่ะ เล่นกันข้ามวันข้ามคืน เห้อ! เป็นไปได้นะเรา
อ้อ อีกอย่าง ลองถ่ายวิดีโอตัวเองตอนเล่น น่าอายชะมัด ทำไปด้าย!
ผอ.ห้องสมุดลาออกเพราะ WiFi
In Thaibrarian, บรรณารักษ์ : Librarian, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous, สุขภาพ : Health, ห้องสมุด : Libraries on มกราคม 21, 2007 at 3:16 am ตอนนี้เรื่องที่ร้อนแรงที่สุดใน LITA Listserv ก็คือ ผู้อำนวยการของห้องสมุดแห่งหนึ่งลาออก เพราะกลัวเรื่องปัญหาสุขภาพอันเกิดจาก Wiki WiFi ตอนแรกผมอ่านก็หัวเราะ หึ หึ ว่าคิดได้ไง แล้วอีกอย่างก็เป็น press release ของกลุ่มต่อต้าน Wifi ก็เลยคิดว่ามัน bias อยู่เหมือนกัน
แต่บังเอิญดันมีคนใน listserv หัวเราะกับบ่นเสียงดังไปหน่อย เลยมีคนตอบมาเพียบ แต่ที่น่าสนใจ คือ ความพยายามที่จะพิสูจน์ได้ว่า สัญญาณ WiFi มีผลต่อสุขภาพจริง ๆ ลองไปค้นจาก PubMed มาดู อื้อ เลยแฮะ ไม่ว่าจะทำให้เป็นมะเร็งเต้านม โรคหัวใจ
ยกตัวอย่าง นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน Dr.Henry Lai ออกมากล่าวเกี่ยวกับงานวิจัยด้านนี้ ไว้น่าสนใจว่า
Despite industry funded studies that reassure the public about the safety of cell phones and wireless technologies, there has been a 300% worldwide increase in brain tumors since their introduction. Use has increased on the order of 2000% and now children are among the newest consumers. Today’s guest Dr. Henry Lai is the pre-eminent researcher in the U.S. studying the health effects of this technolgy. His work spans 35 years. That the technology has health effects is indisputable, the arguments now are about whether humans recover from the changes to their DNA, nervous system, immune system, brains including electrohypersensitivity and its connections to MCS and whether the effects are permanent and cancerous. Join us as we pick apart the research and its implications with one of the most respected researchers in the field.
แต่ผมก็ไม่คิดว่า ถึงขนาดกับจะต้องลาออกจากงานเลยแฮะ แล้วถ้าต่อไปในอนาคตเป็น Wifi ครอบคลุมทุกจุดทั่วโลก จะอยู่ยังไงอ่ะ มิต้องใส่เสื้อผ้ากันสัญญาณกันเลยหรือ
แต่ถ้ามองกันอีกด้าน เวลาจะใช้เทคโนโลยีที่พัฒนามาใหม่ก็ตาม คนเราก็็มักคิดแต่ด้านดี ด้านผลประโยชน์ที่จะได้รับไว้ก่อน ด้านเสียก็ตามมาทีหลัง แต่ถ้ามันใช้ดีซะจนชิน บางทีไอ้ที่ด้านเสียที่พบที่หลัง ก็ถูกมองข้ามไปซะอย่างนั้น
เสรีภาพในกรงทองเสมือน
In Social Networking, ชุมชน : Community, นโยบาย : Policy, บ่นไปเรื่อย : Saying on มกราคม 17, 2007 at 6:03 pmเมื่อวานเพิ่งเขียนถึง สิทธิเสรีภาพของวัยรุ่นบน MySpace ไปหยก ๆ วันนี้มาด้วยเรื่องเดียวกันในทางตรงกันข้ามซะงั้น
MySpace เตรียมที่จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ชื่อ Zephyr ซึ่งจะช่วยให้พ่อแม่ ผู้ปกครองสามารถตรวจดูพฤติกรรมของลูกหลานบน MySpace ได้ ซึ่งเป็นความตั้งใจของ MySpace ที่พยายามลบภาพของอันตรายของ social network site ขึ้นมา (อ่านเพิ่มเติม Wall Street Journal, CBS News)
Fred ตั้งคำถามไว้น่าสนใจว่า
Do we really need to track our children, monitoring their logins on computers around the world? And what does it really get us? In a sense, this is just an escalation in the Myspace arms race. The question becomes: What will the young people do to get around Zephyr?
Jakob เขียนตอบโดนตั้งข้อสังเกตว่า
“if you build a police state, it will get used. It’s not even a question of “abuse” – these sorts of monitoring powers are by their very nature abused; it’s almost more difficult to imagine a situation where these powers aren’t used for bad purposes.”
นอกจากนี้หลายคนก็เริ่มมองว่า Zephyr จะทำให้คนใช้้ MySpace น้อยลง (มากกว่ารู้ว่า Rupert Murdoch ซื้อ MySpace เสียอีก)
ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ปรากฏการณ์นี้ก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อย เพราะคนไม่อยากอยู่ในสายตาของพ่อแม่ พี่น้อง แต่กลับไม่แคร์หากคนของ MySpace จะเป็นคน monitor ซึ่งคนใช้ทั่วไปมักไม่ค่อยคิดถึงเรื่องนี้ (จริงงานวิจัยหลายชิ้น ก็ได้ชี้ให้เห็นว่า สถิติของการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลส่วนใหญ่ จะมาจากคนใกล้ชิด และคนส่วนใหญ่ก็มีทัศนคติที่ละเอียดอ่อน กับการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลจากคนใกล้ชิด มากกว่าการกระทำจากคนอื่น)
จริง ๆ มันก็แนวเดียวกันกับการใช้อีเมล์สาธารณะอย่าง Yahoo, Gmail หรือ Hotmail ตอนนี้ยังไม่มีใครโวยวาย เพราะยังไม่มี case ที่พิสูจน์ได้ว่า คนให้บริการเหล่านี้เค้าละเมิด privacy เราหรือเปล่า ทั้งที่จริง ๆ แล้วก็มีคนเริ่มสงสัยมานาน ซึ่ง implication ที่เกี่ยวกับ privacy ของการใช้อีิเมล์ที่นึกออกตอนนี้ มีอยู่สองเรื่อง
เรื่องแรก ก็คือ ลองเปรียบเทียบความรู้สึก ระหว่างหาจับได้ว่า พ่อแม่ หรือคนใกล้ชิดแอบมาอ่านอีเมล์ส่วนตัว กับจับได้ว่า Google เอาอ่านเมล์เรา กรณีแรก แค่รู้ว่าคนใกล้ชิดมาแอบอ่าน ก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ บางคนอาจถึงกับต้องเปลี่ยน email ไปเลย แต่ถ้าจับได้ว่า Google มาแอบอ่านเมล์ของเรา ส่วนใหญ่ก็อาจจะถามต่อว่า “เอาไปทำอะไร” ซึ่งอ่านอย่างเดียว คนก็ไม่แคร์ อีเมล์เราไปส่งต่อให้ CIA หรือบริษัทขายของ
ส่วน implication ที่สอง ก็เป็นเรื่องที่ คนจำนวนมาก forward email account ของบริษัท ไปยัง account ส่่วนตัวของผู้ให้บริการสาธารณะ ซึ่ง New York Times เขียนถึงไปเมื่ออาทิตย์ก่อน ตอนนี้บริษัทต่าง ๆ ก็เริ่มกลัวว่าความลับของบริษัทจะรั่วไหล ซึ่งพนักงานส่วนใหญ่ก็ไม่นึกถึง ถึงจะนึกถึงก็ไม่แคร์เท่าไหร่ เพราะคนตัองการความสะดวกสบายมากกว่า
ซึ่งไอ้เจ้าความรู้สึก sensitive กับการถูกละเมิดสิทธิส่วนบุคคล น่าจะเกียวกับ “effect” มากกว่า ที่การกระทำของคนใกล้ตัว มีอิทธิพลและมีผลมากกว่า เอาแค่การได้อ่าน perception ของคนใกล้ตัวที่เปลี่ยนไป ก็เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมากพอตัวอยู่แล้ว
KONTROL
In Social Networking, ชุมชน : Community, บ่นไปเรื่อย : Saying, สื่อสารมวลชน : mass media on มกราคม 17, 2007 at 1:28 amแนะนำนิตยสารออนไลน์่ ชื่อ Kontrol โดย theme ก็คือ
perspectives on control in the course of contemporary art, culture, technology, information channels and politics
แนะนำให้อ่านเรื่อง Escaping the Control Loops: Understanding MySpace น่าสนใจทีเดียว Geert Lovink ตั้งคำถามตอนต้นไว้ว่า
“Is it possible for tactical media makers, activists and artists to move beyond the critical enlightenment paradigm, to take an amoral position and see control as an environment one can navigate through instead of merely condemn it as a tool in the hands of authorities?”
บทความนี้เป็นการตี + ขยายความจากผลการศึกษาเรื่อง วัยรุ่นกับ MySpace ของ danah boyd โดยมองว่า MySpace เป็นที่ที่วัยรุ่นออกมา hang out เพื่อหนีการควบคุมที่ถูกควบคุมมาทั้งวัน โดยการสร้างพื้นที่ส่วนตัว (ซึ่งจริง ๆ แล้ว มันอาจจะ imply ได้ถึง พฤติกรรมของวัยรุ่น บนอินเตอร์เน็ทโดยรวม ไม่เพียงแต่ social network site เท่านั้น)
Why Traditional Media Still Win…
In JOMC490, Social Networking, ชุมชน : Community, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous, สื่อสารมวลชน : mass media on มกราคม 15, 2007 at 3:08 amA poll of 1,203 adults operated by Zogby International indicates that Americans chose to watch an old-fashioned TV evening news coverage rather than “citizen video” like YouTube by a 2-1 ratio. However, about a quarter of 25 – 34 years old Americans are willing to watch video rather than news coverage.
In terms of news consumption, the major advantage of the TV news coverage is storytelling which is comprehensively combined combines different pieces together. A single coverage can contain different perspectives. The narration by reporters allows audiences to do something else rather than focusing on the TV.
By spending time “researching” themselves and “watching” the whole news, it takes more time and need a good deal of intention. In addition, the gatekeeper functon of tradditional journalists, especially in information overload environment, still attracts news consumers. In overall, that means the least effort theory still won the hearts of audiences.
Also I think people still recognize citizen videos as secondary/supplement source. That means they would “browse” by watching and listening from the traditional media. (I guess that’s the same reason why print version still works for newspaper.) Then they can go to look more detail online. Although serendipity can appear during search process, it does not usually happen intentionally . I mean people still tend to search for what they know rather than search for what they do not if it is going to exist. Therefore, people still think they might miss something by browsing online by themselves only. Also due to the aspect of “mainstream”, people still do want to know what other people are into.
Also there is no such reciprocal relationship, in terms of intellectual property between TV clips and citizen videos. What I mean is, at the present time, it’s quite easier to get citizen videos to be on TV than to put TV clips into citizen media.
Beside being real (live and unfiltered) and community driven (comments and such), one of the major advantages of citizen videos, in terms of news, is temporal aspect of interaction. The videos are quickly uploaded and available. Thus, they can be played at anytime. In addition, due to the two-way interactivity, they can be played as many times as they want.
Anyway, I think we can see results of the convergence of both sectors in the near future. In particular citizen media side, I would imagine such services will advance their compositions of storytelling.
Well this is not the answer, just my personal observation.
How Secure is RFID Passport?
In นโยบาย : Policy, บ่นไปเรื่อย : Saying, เป็นการเป็นงาน : Seriously on มกราคม 11, 2007 at 11:07 pmI just ran across The Top Ten Stories You Missed in 2006 in Foreign Policy. The tenth topic is quite interesting to me. After the launch of US epassports, a German hacker quickly found a vulnerability that allowing him to be able to clone the passport information. The report also says that besides American passports, those of citizens in 27 countries (mostly in Europe) that participate in the U.S. Visa Waiver Program are also at risk.
What about Thai epassport? Is it safe? Anyway, mine is still the paper version.
วัยรุ่น อินเตอร์เน็ต และความรับผิดชอบ ภาค 2
In INLS715, JOMC490, Social Networking, iTeaudemia, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on มกราคม 10, 2007 at 4:09 pmคุณ nujobz เขียน comment ใน post ที่แล้ว ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการใช้ MySpace กับ live msn ก็เลยจะขยายความเพิ่มเติมอีกนิดหน่อย เห็นว่ามันยาว ก็เลยเอามาเขียนเป็นหัวข้อใหม่ แทนที่จะเขียนตอบใน comment ละกัน
ข้อมูลที่ได้จากงานวิจัยด้าน social networking site หลายชิ้น ชี้ให้เห็นตรงกันว่า คนใช้เว็บไซต์พวกนี้ก็เพื่อรักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนเก่าเป็นหลัก มากกว่าการหาเพื่อนใหม่ ซึ่งนั่นก็อธิบายได้ว่า ปัจจัยสำคัญของการกระจายตัวของของคนใช้ social networking อยู่ที่ ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนของตนเอง มากกว่าจะมุ่งไปที่เว็บไซต์ที่มีคนมาก ดังนั้นจึงไม่แปลกที่คนไทยจะใช้ hi5 หรือ Windows Live Spaces มากกว่า เพราะมีเพื่อนอยู่ในนั้น มากกว่าที่จะมุ่งไปที่เว็บไซต์ที่มีฝูงชน (crowd) หรือได้รับความนิยมมากกว่าอย่าง MySpace อย่างไรก็ตาม ก็ยังคงต้องจับตามองกันต่อไป เพราะเริ่มมีเสียงเรียกร้องให้ merge profile ของ site ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน (อ่านเพิ่มเติม OpenID) ถ้าเป็นแบบนั้นก็อาจจะต้องมองกันอีกมุมหนึ่ง
ถึงแม้จำนวนคนที่ใช้เว็บไซต์พวกนี้เพื่อหาเพื่อนใหม่ จะมีจำนวนไม่น้อย แต่เชื่อได้ว่าในจำนวนนั้นก็มีคนที่หาเพื่อนใหม่ แบบตกกระไดพลอยโจน กล่าวคือ ไม่ได้ตั้งใจหา แต่ “บังเอิญ” ผ่านตา เห็น profile น่าสนใจก็ add ไว้ดีกว่า ในขณะที่ interface กับ connection speed น่าจะเป็นปัจจัยลำดับรอง ๆ ลงมา
ทำให้นึกถึงทฤษฎี Chatman’s Life in a Round ที่กล่าวถึง ชีวิตในโลกใบเล็ก (small world) ที่กิจกรรมที่ทำนั้นเป็นสิ่งที่ทำเป็นประจำ และสามารถที่จะคาดเดาเอาได้ ขออนุญาตเอา proposition ของ small world มาลง เผื่อใครจะสนใจเพิ่มเติม
A small world is a society in which mutual opinions and concerns are reflected by its members, a world in which language and customs bind its participants to a worldview. Resources (both intellectual and material) are known and easily accessible. It is a world in which there is a collective awareness about who is important and who is not; which ideas are relevant and which are trivial; whom to trust and whom to avoid. In its truest form, a small world is a community of like-minded individuals who share coownership of social reality (p. 213, para. 2).
ทฤษฎีนี้ ถูกนำเอามาใช้อ้างอิงหลายครั้ง โดยในงานวิจัยด้านพฤติกรรมการค้นหาสารสนเทศ ซึ่งถ้ามองในบริบทของ social networking site เราก็จะเห็นในลักษณะเดียวกันว่า คนเรามีโลกส่วนตัวที่อยากจะสร้างขึ้นมา โดยเอาคนที่มี social norms, มุมมองและทัศนคติต่อโลก, และ social type ที่คล้าย ๆ กัน social networking site ก็เป็น “เครื่องมือ”และ “สถานที่” ที่เอื้อต่อการสื่อสารภายในโลกใบเล็ก มากกว่าการสื่อสารกับโลกใบใหญ่ (ถึงแม้จะเป็นการสื่อสารในที่สาธารณะก็ตาม)
ทฤษฏีดังกล่าว ก็ยังสามารถเอาไปตอบคำถาม เรื่องพฤติกรรมการอ่านและใช้บล๊อกด้วยของคุณ nujobz ได้ด้วยเช่นกัน คุณ nujobz ให้ข้อสังเกตว่า “คนไทยเราไม่ค่อยมีวัฒนธรรมการอ่านบล๊อก และ คอมเม้นในบล๊อกของคนแปลกหน้า…ไม่รู้ทำไม”
ก็เพราะคนเราเลือกที่จะสร้างโลกใบเล็กขึ้นมา โดยเฉพาะในโลกที่มี information overload เต็มไปหมด การสร้างโลกใบเล็ก ทำให้เรารู้สึกเข้าใจสังคมและตัวเองมากขึ้น ดังนั้นการเลือกอ่าน blog (ที่เป็นแบบขาประจำ) ก็จะต้องเลือกคนที่เรารู้จัก หรือไม่ก็มี small world ร่วมกัน หรือมีความสนใจคล้าย ๆ กัน ดังนั้น อาจจะมีไม่กี่ blog ที่อ่านเป็นประจำและรู้สึกมีส่วนร่วม ไม่ใช่กับคนเขียน blog อย่างเดียว แต่กับคนที่มี comment ด้วยเช่นกัน sense of community ก็ทำให้มีความรู้สึกว่า เราไม่ใช่คนแปลกหน้าบน blog นั้นอีกต่อไป ส่วนที่จะไปอ่าน blog ของคนแปลกหน้า อาจจะเห็นเป็นเรื่องของเหตุบังเอิญเสียเป็นส่วนใหญ่ เช่น link ของ link ต่อไป มากกว่าจะจงใจหา blog ใหม่ ๆ เพื่อหามาอ่านประจำ
ก็เหมือนกับคนค้นบน Technorati ส่วนใหญ่ก็เพื่อหา post ที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องที่ตนเองสนใจ มากกว่าหาคนที่ตนเองสนใจ ซึ่งแน่นอนว่า volume การค้นอย่างหลังมันน้อยกว่า แล้วพอค้นเสร็จ อ่านแล้วก็แล้วกัน มากกว่าการอ่านแล้วก็ติดตามอ่าน เป็นขาประจำ
ในขณะที่อีกแนวคิดหนึ่งจากสาย sociology ที่พอจะอธิบายได้ ก็คือ การมองชุมชนออนไลน์ในเชิง “สถานที่” มากกว่า การเป็น “เครื่องมือ” ในการสื่อสาร กล่าวคือ โดยปรกติชุมชนออนไลน์ โดยเฉพาะเว็บบอร์ด มักถูกตีความให้เหมือนกับพื้นที่พบปะสาธารณะ ซึ่งคล้าย ๆ กับบาร์ ร้านน้ำชาอะไรทำนองนี้ ใครจะทำอะไรก็ได้ ในขณะที่บล๊อกมันมีลักษณะเป็นบ้านมากกว่า ถ้าเป็นบ้านของคนแปลกหน้า ถึงแม้ว่าประตูบ้านจะเปิดอยู่ตลอดเวลา แต่โดยมารยาททั่วไป ก็ไม่มีใครรุ่มร่าม เดินเข้าไปบ้านคนนั้นโดยไม่ได้รับอนุญาต คุณอาจจะแค่โฉบไป เฉี่ยวมาอยู่หน้าบ้าน ก็ไม่ถึงกับเข้าไปดูในบ้าน (ก็คือ พวก lurker นั่นเอง) อีกทั้งถ้าได้เข้าไปแล้วก็ไม่ทำเสียงเอะอะ โวยวาย แต่บางคน ถ้าอยากทำอะไรก็ให้คิดเก็บไว้ แล้วก็มาระบายที่บ้านตัวเอง แต่ถ้าลองเป็นบ้านเพื่อน หรือคนที่คุณรู้จักหล่ะก็ อย่าว่าทำเสียงเอะอะเลย บางทีก็ไปเปิดตู้เย็นเขากินน้ำกันหน้าตาเฉย
หลายคนมองว่าการอ่านบล๊อกเป็นในรูปแบบเดียวกัน เพราะฉะนั้น จึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจเลยกับข้อสังเกตของคุณ nujobz อย่างไรก็ตาม คำถามต่อว่า แล้วทำไมแต่ละบล๊อกมีคนแปลกหน้ามาตอบจำนวนมากน้อย ไม่เท่ากัน อันนี้มันก็ขึ้นอยู่กับจำนวนคนที่มี small world เดียวกันกับคุณ แล้วก็การที่คุณสร้างบรรยากาศให้บ้าน มันดูยินดีต้องรับคนแปลกหน้ามากน้อยแค่ไหน ก็อย่างที่คุณ nujobz บอก คนไทยเขียนแต่เรื่องส่วนตัว อกหักรักคุด ก็แน่นอน ใครหล่ะจะไปกล้า comment ในบล๊อกนั้น เว้นแต่ว่าเป็นเรื่องอกหักรักคุดของ “คนสาธารณะ” หรือ “คนสาธารณะ wanna be” หรือลองเปลี่ยนใหม่ เอาเรื่องส่วนตัวแบบเดียวกัน ไปพิมพ์ใน Pantip ละก็ จะมีคนแปลกหน้า เข้ามาปลอบ ให้คำแนะนำคุณมากกว่าแน่นอน
ซึ่งแนวคิดข้างต้น มันก็ไปใช้อธิบายปรากฏการณ์ blog-tag ได้บางส่วนด้วย ตอนนี้ กำลังลำดับความคิด เรียบเรียง เขียนเฉพาะปรากฏการณ์ blog-tag โดยเฉพาะ เป็นประสาปะกิต ให้เป็นเรื่องเป็นราวอยู่่ ถ้าไม่ขี้เกียจเสียก่อน คงจะคลอดเร็ว ๆ นี้
Reference
Chatman, E. A. (1999). A theory of life in the round. Journal of the American Society for Information Science, 50(3), 207-217.
3 Ministries Fighting against “Buddha porn”
In นโยบาย : Policy, บ่นไปเรื่อย : Saying on มกราคม 7, 2007 at 3:12 pmThailand will take action against a United States-based pornography website for abusing images and the identity of the Lord Buddha.The Nation: Anger over Buddha porn
The action apparently involves three minitries: Culture, ICT, and Foreign Affairs. I wonder if the complain to the US would work.
Online Sign Language Interpretor
In บ่นไปเรื่อย : Saying on มกราคม 6, 2007 at 2:40 amFrom Bangkok Post: A sign of the times
Another benefit of the Internet, especially high speed connection that makes Deaf people can not only just type or write, but thay can also talk.
“Located at Ratsuda College, the online sign language interpreting room is equipped with five stations where interpreters sit in front of computer monitors and web cameras.
They are joined by deaf students, who sit together with the interpreter to convey sign language. The interpreter will then talk to the remote party to convey the message.”
The web cameras can display everyone’s faces and actions so that the communication is accompanied by visual cues.
One of the project’s goals is to allow parents who are away from their deaf children to see and interact with their kids, according to Dr Jitprapa Sri-on, a former director of the college and head of the Sign Language Interpreting Online project.
She noted that the technology could also help solve the problem of insufficient numbers of sign language interpreters. There were fewer than 100 sign language interpreters in Thailand today and they could not serve adequately the number of deaf people.
Based on a survey in 2002, the total number of deaf people here was 200,000 out of an overall figure of one million people with disabilities.
[See also Ratsuda College website]
The Union of Citizen and Old Media
In JOMC490, Social Networking, ชุมชน : Community, บ่นไปเรื่อย : Saying, สื่อสารมวลชน : mass media on มกราคม 6, 2007 at 1:21 amThis is just a further thought from Dan Gilmour’s question about the rewarding ecosystem which is the reflection on User-generated content good for old media-report.
If we believe Davies’ two categories of user-generate content are true, people who want to contribute to the discussions are more meaningful for a sustainable system than the “five minutes of fame” folks. If so, the “rewards” from old media should not have much effects on sustainability since the discussions and the sense of community themself are the rewards, unless we believe that the old media have power enough to drive the citizen journalists.
Then, the next question is whether old media will have power on citizen journalists or not. If so, how? “What if” mainstream media will no longer exist, can the citizen journalist be survive by themselves?
Also if rewards make sense to the sustainability, what kind of rewards do users really want? If fame is the major answer, Davies’s assumption would be wrong then because it tells us that there is only one group of user-generated content which is one that come from those who want fame. The variety of the users is just based on what kind of fame and how last long they want.
—
เอามาจากข่าว Reuters
Howard Davies จาก Deloitte บริษัทที่ปรึกษาชั้นนำ บอกว่า สื่อมวลชนรุ่นเก่า ฉลาดพอที่จะยืนดูการเปลี่ยนแปลง อยู่ห่าง ๆ และพร้อมที่จะนำแนวคิด user-generate content เอามาใช้เป็นโอกาส มากกว่าที่จะเป็นวิกฤต และยังบอกด้วยว่า user-generate content แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม คือ กลุ่มเป็นกลุ่มสำหรับคนที่มองหา “five minutes of fame” กับอีกกลุ่ม คือ กลุ่มคนต้องการที่จะมีส่วนร่วมกับชุมชนจริง ๆ จัง ๆ
นอกจากนี้ยังมองว่า ข้อจำกัดของ content เหล่านี้ คือ เกิดจากชุมชนที่ไม่ใช่มืออาชีพ (professional) และสมาชิกในชุมชนก็ไม่มีความต้องการที่จะนำชุมชนไปสู่พาณิชย์กิจ (commercialization)
Dan Gilmour ตั้งคำถามต่อว่า สื่อมวลชน จะเลือกอย่างไหน ระหว่างฉวยโอกาสใช้ข้อมูลฟรี กับการสร้างสภาพแวดล้อมที่ยั่งยืน ด้วยการให้ผลตอบแทนกับคนที่มีส่วนร่วมในการสร้างเนื้อหา
จริง ๆ ถ้ามองสองด้านรวมกัน ก็พอจะเห็นว่า ตัวเลือกสองแบบที่ Dan เสนอมา มันก็เหมาะคนแต่ละกลุ่มของ Davies เหมือนกัน คือ คนที่ต้องการจะมีส่วนร่วมจริง ๆ ก็ไม่น่าจะสนใจเรื่องผลตอบแทนที่เป็นตัวเป็นตน มากกว่าการให้ชุมชนมีความเคลื่อนไหว เพราะฉะนั้นถ้าสื่อมวลชนจะฉวยโอกาสนี้เอาไป ก็คงจะไม่ใช่เรื่องที่น่าเดือดเนื้อร้อนใจ แต่ถ้าต้องสร้างกลไกด้วยการให้ผลตอบแทน เพื่อสร้างมั่นคง อันนี้ก็ไม่แน่ว่าจะใช่เสมอไป เพราะคนที่ต้องการผลตอบแทน มันน่าจะเป็นกลุ่มคนพวก five minute of fame เสียมากกว่า
เพราะฉะนั้น ถ้าดูจากความยั่งยืนจริง ๆ ไม่ว่าจะอย่างแรกหรืออย่างหลัง ก็คงจะไม่แตกต่าง ถ้าสื่อรากหญ้า มีความมั่นคงอยู่แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องสร้างผลตอบแทน ซึ่งนำมาซึ่งคำถามที่น่าจะถามต่อในมุมกลับกันก็คือ ถ้าเป็นเช่นนั้น สื่อมวลชนรุ่นเก่ามีอิทธิพลต่อ สื่อรากหญ้าอย่างไร
Counterinsurgency: View from US = คู่มือปราบ(/สร้าง)จลาจล
In การเมือง : Politic, บ่นไปเรื่อย : Saying on มกราคม 5, 2007 at 6:30 pmThe US Department of Army released a comprehensive report on counterinsurgency last month (December 15, 2006). This 282-page report was written as a manual for designing and operating counterinsurgency including civil and military forces.
Here are some highlights:
Mobilization Means
1-41. There are five means to mobilize popular support:
- Persuasion.
- Coercion.
- Reaction to abuses.
- Foreign support.
- Apolitical motivations.
A mixture of them may motivate any one individual. (p.1-8)
DYNAMICS OF AN INSURGENCY
1-69. Insurgencies are also shaped by several common dynamics:
- Leadership.
- Objectives.
- Ideology and narrative.
- Environment and geography.
- External support and sanctuaries.
- Phasing and timing. (p. 1-13)
[S]ome potential vulnerabilities are worth highlighting here:
- Insurgents’ need for secrecy.
- Inconsistencies in the mobilization message.
- Need to establish a base of operations.
- Reliance on external support.
- Need to obtain financial resources.
- Internal divisions.
- Need to maintain momentum.
- Informants within the insurgency. (p. 1-17)
The section on page 1-26 to page 1-28 elaborates a number of interesting paradoxes of counterinsurgency.
Chapter 3, Intelligence in Counterinsurgency, provides extensive perspective on what should be concerned. In particular the sections on Popular Support or Tolerance (p. 3-15 to 3-16) and “Information and Media Activities” (p. 3-17), the roles of “crowd” are immense.
The report contains a lot of insurgency cases and indicators.
In appendix B, they elaborates on social network analysis and other analytic tool to identify and evaluate threats which is quite handy.
[Note: Page number structure is as section number - (hyphen) page in a particular section]
—–
เห็นว่า เค้าเขียนเป็นเรื่องเป็นราว แล้วมันเหมาะเจาะกับสถานการณ์บ้านเราพอดี ก็เลยนำมาฝาก แต่อ่านแล้ว ก็นึกกลัวเหมือนกัน เพราะถ้าคนที่จะก่อจลาจลมาอ่านจริง ๆ มันเหมือนรู้ไส้ รู้ไต๋เหมือนกันนะ ไม่รู้ว่าอเมริกาเขียนขึ้นมา เพราะเห็นว่าตอนนี้ มันมีจลาจลไปทั่วหรือเปล่า ไม่รู้ว่าทหารบ้านเรา มีคู่มือแบบนี้เตรียมไว้มั่งป่าว
พอพูดถึงคู่มือ บ้านเราดูเหมือนจะมีแต่คู่มือ สร้างปฏิวัติ รัฐประหาร หรือเปล่า ไม่ใช่ป้องกันหรือปราบปราม (แหะ ๆ) เพราะลองค้นหาจาก Google ก็ไปเจอที่เป็นแบบ คู่มือปฏิวัติ รัฐประหาร ก็ไปเจออยู่ 3 เล่ม
เล่มแรก “คู่มือปฏิวัติ และมรดกทางวัฒนธรรมของจิตร ภูมิศักดิ์” บทแนะนำหนังสือจาก สำนักพิมพ์ Book Time เขียนไว้สั้น ๆ ว่า
“คู่มือปฏิวัติ และมรดกทางวัฒนธรรมของ จิตร ภูมิศักดิ์” เล่มนี้เป็นการรวมข้อเขียนของประวุฒิ ศรีมันตะ 5 ชิ้นที่เขียนภายใต้หัวเรื่องต่างกัน ใช้นามปากกาต่างกัน (บ้าง) และในวาระต่างกัน แต่มีเนื้อหาเหมือนกัน คือเขียนถึงความเป็นมาเป็นอยู่ และที่จะเป็นไปของสังคมในอนาคต นั่นคือ สังคมนิยม และสังคมคอมมิวนิสต์ ตามลำดับ
เล่มที่สอง คู่มือรัฐประหาร โดย โรม บุนนาค เล่นนี้ เพิ่งตีพิมพ์เมื่อปีที่แล้ว เว็บของ Thailand Book Tower เขียนวิจารณ์ไว้ว่า
บันทึกเรื่องราวการปฏิวัติและรัฐประหารที่เกิดขึ้นทุกครั้งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เพื่อสะท้อนภาพประชาธิปไตยกว่าเจ็ดสิบกว่าปีที่ผ่านมา สะท้อนภาพเพื่อให้อนุชนรุ่นหลังเรียนรู้จากความผิดพลาด และดำเนินทางไม่ซ้ำตามแนวเดิมดังที่เคยเกิดนับครั้งไม่ถ้วน เพราะอำนาจไม่เป็นที่ไม่จีรังเที่ยงแท้
สองเล่มนี้ ก็ดูคงจะ soft หน่อย ไม่ดูดุดันเหมือนเล่มสุดท้าย ชื่อหนังสือเดียวกับเล่มที่สอง คู่มือรัฐประหาร ผู้แต่งก็คือ อ.พันศักดิ์ วิญญรัตน์ ซึ่งเล่มนี้ถูกเล่มนี้คงจะ Hardcore มาก ๆ ก็เลย ban มาตั้งแต่ปี 2520 ผู้ลงนามคำสั่งห้าม คือ คุณสมัคร สุนทรเวช (ส่วนใครจะไปตีความอะไรกันต่อ ผมไม่เกี่ยวนะครับ)
แต่ทั้งสามเล่ม ผมก็ยังไม่เคยอ่านเลยซักเล่ม ใครอ่านแล้ว ก็ลองเขียน review มาแลกเปลี่ยนกันหน่อย
(ปล.วันนี้เรียนรู้ภาษาไทยเพิ่มหนึ่งคำ คำว่า “จลาจล” เขียนด้วย ล ลิง ทั้งหมด ไม่ใช่ “จราจล” ขอบคุณ wikipedia)
จะ nerd ซักแค่ไหนเชียว
In ของเล่น : Playing, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on มกราคม 5, 2007 at 5:09 pmเทอมนี้ลงวิชา Cyberspace Law การบ้านงานแรกก่อนเปิดเรียน คือ ให้ตอบแบบสอบถาม วัดความ nerd (The Nerdity Test) เหอๆๆ แบบสอบถามเก่าแล้วเหมือนกัน (ปรับปรุงล่าสุดปี 2000)
แบบสอบถามยาวมาก 500 ข้อ บางคำถามก็ฮาอ่ะ ถ้าจะให้เหมาะกับคนไทย อาจจะต้องเปลี่ยนบางหมวดให้เข้ากับบ้านเรา แต่จริง ๆ กว่าจะตอบได้หมด ก็เป็น nerd น้อย ๆ ได้เลยนะเนี่ย
แต่ถึงกระนั้นก็เหอะ ลองทำดูแล้วได้ 24.8% = Nerd-wannabe
นอกจากนี้ Wired ก็มี cover เรื่อง 10 อันดับเมือง Geek แล้ว Raleigh-Durham ก็ติดอันดับกับเค้าอีกด้วย แหน่ะ
[เพิ่มเติม mk's on Geek vs. Nerd vs. Dork, Fictional Difference Metrics | via The Real Paul Jones]
ล้างมือกับสบู่ก้อน สะอาดจริงหรือ?
In บ่นไปเรื่อย : Saying, สุขภาพ : Health on มกราคม 5, 2007 at 1:24 amไปอ่านเจอใน Slate แล้วนึกเตือนตัวเอง ก็เลยเอามาฝาก (เพราะก่อนหน้านี้ เจอไวรัสลงกระเพาะเข้าไป เข็ดเลย)
เวลาเราเข้าห้องน้ำ ตั้งแต่เด็ก เรามักจะถูกสอนให้ล้างมือ แล้วก็ควรจะถูสบู่ไว้ด้วย ในห้องน้ำสาธารณะ ถ้าเป็นสบู่เหลวก็ยังไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นสบู่ก้อน แล้วใครต่อใครมาใช้ ก็มีคนสงสัยว่า ไอ้สบู่ก้อน ที่คนมาลูบไล้ ๆ เนี่ย มันสะอาดตลอดเวลาจริงป่าว
คำตอบคือ “ไม่จริง” จากผลการวิจัยสมัยยุค 80s บอกว่า สบู่ก้อน มักจะเต็มไปด้วยแบคทีเรีย แต่อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาต่อมาพบว่า ไม่พบการถ่ายทอดของเชื้อโรค เมื่อล้างมือด้วยสบู่ที่เต็มไปด้วยแบคทีเรีย ทั้งนี้เข้าใจเวลา พอเอามือไปล้างน้ำ แบคทีเรียมันก็ออกไปด้วย (ไปอ่านเจอจากป้าย แถวโรงหมอแถวนี้มาว่า การล้างมือที่ดีที่สุดควรจะล้างด้วยน้ำอุ่น ประมาณ 20 วินาที)
แต่ที่น่าสนใจก็คือ เค้าบอกว่า แต่ถ้าล้างมือแล้วปล่อยให้มันแห้งมาก ๆ ก็กลายเป็นว่าจะติดเชื้อง่ายกว่า การไม่ล้างมืออีกซะนะ
ตาดูหูฟัง A Prairie Home Companion
In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, ภาพยนตร์ : Movie, เพลง : Music on มกราคม 3, 2007 at 11:29 pmเพิ่งไปยืม DVD เรื่องนี้มาจากห้องสมุด ชอบอ่ะ เพลงเพราะมาก (โดยเฉพาะคนที่ชอบแนว Country Jazz) จนทำให้อยากไปดูของจริงอ่ะ
เป็นหนังที่สร้างเลียนแบบรายการวิทยุ ที่เล่นคอนเสิร์ตสด ชื่อเดียวกับชื่อหนัง ตัวหนังเล่าเรื่องเกี่ยวกับคืนสุดท้ายที่จะออกอากาศ จากที่ที่เล่นประจำ ซึ่งตอนนั้นก็ยังไม่รู้ว่า อนาคตจะเป็นอย่างไรต่อไป แต่สรุปว่าตอนนี้ก็ออกทัวร์ไปออกอากาศตามที่ต่าง ๆ เจ๋งอ่ะ
ตอนนี้ก็เลยตามเก็บฟังรายการเก่า ๆ ที่ เว็บไซต์ของรายการ อ่ะ รายการที่เค้าออกจริง ๆ ก็ฮาเหมือนกับในหนังอ่ะ
ถ้ามีแบบนี้บ้านเรามั่งก็ดีเหมือนกันนะ น่าสนุก ว่าแต่เคยมีคนทำแล้วหรือเปล่าหว่า…
New Year: Bombs, Myself, and the Internet
In Social Networking, การเมือง : Politic, ชุมชน : Community, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on มกราคม 2, 2007 at 1:12 amThe rest of the world was counting down to the first moment of the New Year, except Thailand. I was in bed when the first three or four bombs took place. I woke up in the late morning and prepared to call my relatives and friends in Thailand to say Happy New Year to them. (Note: It’s 12 hours time difference.) I was surprised that many of my friends, who were usually having a party at that time of the year, were already in bed. Because I woke them up in the middle of the night, I learned about the bombardment in Bangkok since then.
Besides my family, friends, and mainstream media in Thailand, citizenjournalists are shining again. By searching on Technorati and Google blog search, most of the posts are copying/responding to the mainstream media. However, a couple of blogs have live reports on the event.
- Bangkok Pandit has a very detailed live blogging. The timestamp on this particular post, as it was supposed to be the stamp for celebratory countdown, uses to contextualize the dull and sad moment of Thailand’s New Year’s Eve.
- gnarlykitty also did live blog. I like the way she called the officials as “National Police dudes”.
- The Lost boy has a live report from the field with sensational images.
- A bunch of folks created and update a topic “2006 Bangkok bombings” in Wikipedia. The article cites/collects a number of mainstream news pieces.
- uthaisak’s channel on youtube has a number of video capturing from Thai television about the bombs.
At the time of writing, there are two live videos regarding the bombings on Youtube. The first one is from Saphan Kwai (Buffalo bridge), also featured on 2Bangkok.com.
Another one is a shot from World Trade Center which happened later.
At this moment, many virtual communities are discussing about who actually did it and who to blame also. However, one of the interesting topics is the interpretation of the “IRK” like signs that polices found around a couple of places where the bombs took place.

(Photo captured by honeymon apparently from TV, Pantip.com)
CNS assumes that the bombers made them for misleading the investigation. A number of people in Rajdumnern room on Pantip.com discussed that the “IRK” (read like “irie”) is the graffiti tag of B-Boy (somewhat break-dancers) group. (See also posts in Rajdumnern [1] [2] [3] [4] (member only), 3kingdoms online: all are in Thai and may not be permanent posts)
Another topic [in Thai] suspects one of the posts in Rachada room, vehicle and sound-specific room, asking where is the center of Bangkok posted by anonymous named DiY on December 21.
icyz asked people to interpret whether the location of the bombs has any meanings (in Thai). A couple of people thought it is like the map of the south of Thailand.

(Photo by icyz, Pantip.com)
Well… Well… Well…
The Queen: ยุคสมัย อำนาจ และสถาบันกษัตริย์
In การเมือง : Politic, บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, ภาพยนตร์ : Movie, มั่วซั่ว : Miscellenous on ธันวาคม 27, 2006 at 1:32 pm
ไปดู The Queen มาเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว เป็นหนังที่เกี่ยวกับพระราชินี Elizabeth ที่ 2 แห่งอังกฤษ กับแรงกดดันในช่วงที่เจ้าหญิงไดอาน่าเสียชีวิต ดูแล้วให้ความรู้สึกที่แปลกไปจากดูหนังเรื่องอื่น ๆ เพราะความที่หนังพยายามจะสื่อออกมาให้เห็นว่า ทุกอย่างเป็นเรื่องจริง แต่ในขณะเดียวกัน เนื้อเรื่องก็ออกจะดูเสียดสีราชวงศ์พอสมควร เลยไม่แน่ใจว่า หนังเรื่องนี้สร้างขึ้นมาเพื่ออะไรกันแน่ หากต้องการแค่ความสนุกสนาน ก็คงจะได้ แต่ที่แน่ ๆ มันมีภาพลักษณ์ของราชวงศ์ติดมาด้วย ซึ่งอันนี้คนทำหนัง ไม่คิดถึง คงเป็นไปไม่ได้ เพราะหากจะเป็นการช่วยภาพลักษณ์ ของสถาบันพระมหากษัตริย์ มันก็ไม่ใช่อย่างนั้น แต่ถ้าเพื่อเสียดสีล้อเลียน เพื่อให้ราชวงศ์ได้อาย และต่อต้าน (หรืออย่างเลวร้ายที่สุด ก็เพื่อล้มล้าง) สถาบันกษัตริย์ ซึ่งผมเห็นจะเป็นอย่างหลังเสียมากกว่า เพราะตัวละครแต่ละตัวในราชวงศ์ ต่างถูกสร้างขึ้นมาให้ดูน่าขำอย่างที่สุด
คนที่ผมเห็นว่าภาพลักษณ์ดูแย่ที่สุดในเรื่อง เห็นจะไม่ใช่พระราชินี Elizabeth ที่ 2 หากแต่เป็นเจ้าชาย Phillip ที่หนังสร้างให้เป็นคนที่ดูอนุรักษ์นิยมอย่างรุนแรง วัน ๆ เอาแต่เข้าป่าล่าสัตว์ลูกเดียว ซึ่งก็ดูไม่แปลกหากมองว่า สถาบันกษัตริย์ไหน ๆ ก็มีจุดยืนอนุรักษ์นิยมเช่นเดียวกัน [ใจ อึ้งภากรณ์, 2549] เพียงแต่ถ้ามองในเชิงคนดูทั่วไป ก็แน่นอนว่าออกจะดูขัดหูขัดตา คล้าย ๆ กับหนังมีตัวโกงแบบ master mind ยังไง ยังงั้น ในขณะที่เจ้าฟ้าชาย Charles ก็อ่อนแอมาก และออกจะดูไม่ฉลาดหลักแหลมเอาเสียเลย
แต่กระนั้น ประเด็นหลัก ของหนังที่เอามาขายมีอยู่ 3 ประเด็น ที่ผมเห็นว่าน่าสนใจ
1. ความแตกต่างระหว่างวัย สมัย และเวลา
คนส่วนใหญ่จับตามอง ของการดำรงอยู่ของสถาบันพระมหากษัตริย์ ในยุคที่ความเป็นประชาธิปไตยและแนวคิดเสรีนิยม (Liberal) ถือเป็นหัวใจของการบริหารจัดการรัฐ สถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นสถาบันที่มีขนบธรรมเนียมที่เคร่งครัด สืบทอดมาตั้งแต่สมัยโบราณ ดังนั้นแน่นอนการถ่ายทอดของอำนาจจากยุคสู่ยุค ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ต้องมีการปรับตัว ให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงของทั้งภายใน และนอกประเทศ รวมไปถึงเรื่องสำคัญ อย่างเทคโนโลยีด้วยเช่นกัน อย่างข่าวล่าสุด ที่ออกฮือฮา เกี่ยวกับสมเด็จพระราชินี Elizabeth ที่ 2 ก็คือ การที่ทรงซื้อ iPod Mini มาใช้ [See also: Engadget] และเสียงพระราชทานอวยพร เนื่องในวันคริสต์มาสก็ยังเป็น podcast ให้คนสามารถ download มาฟังได้ด้วย [See also: Engadget] จน CBS ขี้นหัวข่าวว่า iQueen
2. แรงผลักดันระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์ รัฐบาล และประชาชน
การเลือกประเด็นการเสียชีวิตของเจ้าหญิงไดอาน่า ถือเป็นการเลือกแนวเรื่องที่ดี เนื่องจากเป็นเรื่องที่ ปูทางไปสู่การชี้ให้เห็นการคานอำนาจ ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์ รัฐบาล และประชาชน เพราะเจ้าหญิงไดอาน่าเป็นคนยอดนิยมของประชาชนที่ “เคย” เป็นคนในวัง ซึ่งแน่นอนมันก็ต้องมีพื้นที่สีเทาระหว่างพื้นที่ส่วนตัวในวังและประชาชน รัฐบาลในฐานะตัวแทนของประชาชน ก็ต้องทำหน้าที่เป็นตัวกลาง ทั้งนี้ ทั้งนั้น รัฐเอง ต่างก็หวังเพียงเพื่อความนิยมจากประชาชน แน่นอนการคานอำนาจจึงจำเป็นที่จะต้องมีคนได้ดุล เสียดุลเป็นธรรมดา
3. ความเสียสละของสถาบันพระมหากษัตริย์
ด้วยแรงผลักดันมาจากประเด็นแรก เรื่องความเปลี่ยนแปลงของเวลา และแนวความคิด มาจนถึงแรงผลักดันภาคประชาชน ผ่านรัฐ ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ ต้องกลายเป็นสถาบันที่กลายเป็นเป้าโจมตี โดยเฉพาะจาก “สื่อมวลชน”
แน่นอนคานที่ต้องอ่อนลงไปในเรื่องนี้ก็คือ ฝ่ายสถาบันกษัตริย์ หากแต่ไม่ได้มองในรูปแบบของ “ความพ่ายแพ้” แต่ในทางตรงกันข้าม กลับมองผ่านมุมมองในเชิง “ความเสียสละ” ที่หนังพยายามจะต่อสู้ให้กับสถาบัน เพื่อซื้อใจประชาชน
จุดสำคัญ คือ การที่หนังนำข้ออ้างที่ว่า การขึ้นครองราชย์ เป็นสิ่งที่คนที่จะขึ้นเป็นกษัตริย์ไม่สามารถกำหนดได้ มีคนกำหนดไว้แล้ว และการที่จะขึ้นครองราชย์ได้ ก็จะต้อง การแลกเปลี่ยนกับการสูญเสีย พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติอันเป็นที่รักไป ในกรณีของพระราชินี Elizabeth ที่ 2 ก็คือ การขึ้นมามีอำนาจ ต่อจากพระราชบิดาของพระองค์เอง ซึ่งเท่านี้ก็ถือว่าเป็น สมการระหว่างอำนาจและความสูญเสีย ซึ่งเป็นเรื่องที่คนทั่วไปเห็นใจ (แต่อาจจะไม่ตระหนักถึงมาก่อน)
ผมชอบอีกตอนหนึ่ง ที่สมเด็จพระราชินีพูดกับโทนี่ แบลร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ในเชิงที่ว่า การที่ทรงมีพระพักตร์เงียบขรึม ไม่แสดงความเศร้าโศกเสียใจ หรืออารมณ์อื่นใด ตอนที่เจ้าหญิงไดอาน่าเสียชีวิต ก็เป็นเพราะสถาบันกษัตริย์ เป็นสถาบันที่คนให้ความเคารพ การแสดงออกต่อสาธารณะไม่ว่าจะครั้งใด เป็นถืองาน เป็นหน้าที่อย่างหนึ่ง ซึ่งควรจะมาก่อนเรื่องส่วนตัว (มิใช่หรือ) อันนำมาซึ่งการโต้แย้งในประเด็นที่ว่า ชีวิตส่วนตัวในวัง ควรจะถูกนำมาเปิดเผยหรือไม่
บอกตรง ๆ ผมเองตอนที่สมัยเจ้าหญิงไดอาน่าเสียชีวิต ผมเองก็ไม่ได้ติดตามข่าวเรื่องภายใน ว่าจริง ๆ แล้วเหตุการณ์มันเป็นไปอย่างที่หนังว่าไว้หรือเปล่า แต่สิ่งที่มองเห็นได้ ก็คือ ราชวงศ์อังกฤษ เป็นที่ได้รับความเคารพของคนในชาติน้อยกว่าราชวงศ์ไทย ถ้าจำไม่ผิดเคยอ่านมาจากที่ไหนซักแห่งว่า สถาบันกษัตริย์ในอังกฤษก็มีฐานะ เป็นเพียงสัญลักษณ์ของชาติเท่านั้น แต่ไม่มีบทบาทในทางการเมือง แต่ถ้าดูจากหนังเรื่องนี้ ก็ไม่ใช่เช่นนั้น สมเด็จพระราชินีก็ยัง ทรงมีหน้าที่ทางการเมืองที่ต้องทรงปฏิบัติ เพียงแต่คนทั่วไปมักมองไม่เห็น และไม่ได้รับการเปิดเผย
หากมองผ่านคนที่เคารพสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างสูงสุด (โดยเฉพาะคนไทย ไม่ว่าเป็นเจ้ามาจากชาติไหน เราก็รัก และเคารพในฐานะที่เจ้าเหล่านั้น ดำรงอิสริยยศเสมอเหมือน “เจ้าอยู่หัว” ของตน) ก็ดูจะเป็นเรื่องที่ออกจะให้ความรู้สึกที่แปลกไปอีกแบบหนึ่ง เพราะที่แน่ ๆ บ้านเราคงไม่มีใครกล้ามาทำหนังล้อเลียน เสียดสีสถาบันพระมหากษัตริย์ได้อย่างเพียงนี้ ถึงแม้จะมี ก็เป็นการเทิดทูน เฉลิมพระเกียรติยศ ไม่ใช่เป็นการเอาเรื่องภายในออกมาเล่นเช่นนี้
การควักเอาเรื่องชีวิตส่วนตัวในวังออกมา (ถึงแม้จะคาบเกี่ยวกับชีวิตภาคสาธารณะ) เป็นถือเป็นการท้าทายความคิดในเรื่อง สมมติเทพ ของสถาบันพระมหากษัตริย์ เหมือนกับที่ Paul Handley เขียนไว้ในหนังสือ The King Never Smiles [ใจ อึ้งภากรณ์, 2549] แต่ใน The King Never Smiles นั้น ผมเองคิดเห็นส่วนตัว ว่า ออกจะมากไปหน่อย เรื่องบางเรื่อง อ่านแล้วก็อึ้งไปเหมือนกัน (ตอนแรกก็กะว่าจะเขียน review หนังสือเรื่องนี้เหมือนกัน แต่พอเขียนไปซักพัก มีความรู้สึกว่าหมิ่นเหม่เหลือเกิน เลยยกเลิก project นี้ไป)
หลายคนอาจจะสงสัยว่า การที่เราดูหนัง The Queen ของราชวงศ์อังกฤษ ให้ความรู้สึกเหมือนคนต่างชาติอ่าน The King Never Smiles หรือ The Revolutionary King หรือเปล่า ตอนแรกผมก็คิดว่า น่าจะเหมือนกัน แต่คิดไปคิดมาไม่น่าจะเหมือน เพราะบ้านเราให้ความสำคัญ และเคารพเทิดทูน สถาบันกษัตริย์มากกว่าประเทศไหน ๆ ภาพของการเอาสถาบันมาเสียดสี ล้อเลียนบนแผ่นฟิล์มก็ทำให้ดูรู้สึกแปลก ไม่เหมือนคนชาติอื่น ที่มองว่าหนังขายเรื่องขำขันไป แล้วอีกอย่าง The King Never Smiles หรือ Revolutionary King ก็ให้อารมณ์ที่รุนแรง จริงจังมากกว่า (เยอะ) แต่ขนาดไม่จริงจัง อย่าง The King & I หรือ Anna and the King ก็ทำเอาคนไทยเป็นเดือดเป็นร้อนไปตาม ๆ กัน เพราะฉะนั้นก็คงจะแตกต่างกันอย่างแน่นอน
อดไม่ได้ที่จะย้อนกลับมาถึงสถาบันกษัตริย์ของบ้านเรา ถ้าจะมองให้มันหมิ่นเหม่ มันก็หมิ่นเหม่ต่อความคิดนะ เพราะอย่างนั้นคนไทยที่ได้ดูทั่วไปก็จะต้องเอามาเปรียบเทียบกับราชวงศ์ไทยแน่นอน แต่ถ้าจะให้ปิดกั้น ผมเองก็คงไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอน หวังว่า กบว. คงไม่อ่อนไหวขนาดนั้น
Diagnosing with Dr.Google and Health 2.0
In JOMC490, Social Networking, งานวิจัย : Research, ชุมชน : Community, บ่นไปเรื่อย : Saying, สุขภาพ : Health on ธันวาคม 26, 2006 at 5:17 pmHangwi Tang and Jennifer Hwee Kwoon Ng, a physician and rheumatologist from Brisbane, Australia, wonder how often Google searches lead doctors to correct diagnosis after a father of their patient got correct diagnosis and treatments by searching the most popular search engine.
They did an experiment study by picking search terms from dianosis cases published in the New England Journal of Medicine (NEJM). After searching on Google by using the combination of the terms selected in each case, they used three most prominent dianoses and compared with the correct diagnoses as in NEJM.
The result found 58% of the diagnoses found on Google are correct (95% confidence). Personally, I think it is quite low rate, especially with the terms selected by physicians (as the terms would be more specific and relevant). This would yield less accuracy rate for patients’s searches inevitably. However, the paper rather points out the optimistic side as physicians could use Google for formulating a differential diagnosis in difficult cases.
One of the concerns of this study is the “search terms” which regularly reflects searchers’ experiences. Thus, the authors point out that:
“Patients doing a Google search may find the search less efficient and be less likely to reach the correct diagnosis. We believe that Google searches by a “human expert” (a doctor) have a better yield, as Google is exceedingly good at finding documents with co-occurrence of the signs/symptoms used as search terms and human experts are efficient in selecting relevant documents.”
However, the paper does not indicate if the study was done when Google health is available or not. If so, would the Google health architecture improve the efficiency?
The article is published in British Journal of Medicine (Vol. 333., No. 7579).
Moreover, the quotation of one of the author, Dr.Tang, in the interview in Courant is interesting.
“In cases of mystery illness, doctors usually discuss it with other doctors,” Tang says. “We may use PubMed or Medline, or go to the library. We are advocating using the Web as another resource.”
This points out to the importance of community of practice as web 2.0 could well facilitate the diagnosis. Dean nicely introduces the web2.0 sphere in medical area, in particular highlighing blogophere and RSS feed. In the recent AMIA conference in Washington DC, there was a session dedicated to web 2.0 opportunity in health/medical education (rather than for diagnosis or communication between physicians and patients as I expected).
The role of web 2.0 is particularly enhancing the communication of a community which could be used for different purposes. Dianogsis is only one of benefits that we could obtain from web 2.0. By looking at community’s point of view, one can find three benefits that Web 2.0 could provide to a community.
Communication among health professionals
Among health professionals, up-to-date information can be shared easily by blog, podcast, feed, Flickr, and wiki-kind applications. Also in responding to the case by the Google study, social software, such as LinkedIn, is probably another alternative source to find an “expert” as a reference for diagnosing difficult or mysterious cases.
Communication among patients/health care consumers
This type of community is obviously existing everywhere. The Web 2.0 applications primarily facilitate social networking and seeking preliminary information prior to seeing a doctor. For example, by browsing different kinds of topics in Lumpini room in Pantip.com, a Thai health specific topic webboard, the members of community can share their experiences about symptoms, health care products, treatment and even health care providers. In many cases, people post messages to ask where they could get the best health care service for particular symtoms/diseases which I think it is valuable.
However, the pertinent issue which becomes classic in online world is the creditability. Therefore, from public health perspective, having physicians as members/moderators would be add reliability to the community which leads to the last benefits.
Creation and maintenance of relationship between health professionals and patients/consumers
As we believe that the good relationship between doctors and patients could lead to more accurate diagnosis, there are a number of medical/health informatics folks trying to make a system to facilitate that idea into practice, e.g. Telemedicine or Personal Health Records (PHRs). Web 2.0 applications, especially social networking software, apperently could also help on this matter. People may think that social software like MySpace or Facebook can only work for leisure purposes. However, I think leisure can be merge with “seriousness” that means there is a chance where health is the matter for the Web 2.0 business as well. Even with virtual community, for instance, a number of health professionals (also health librarians) have been participating in Second Life. However, the creditability or trust in the community would highly depend on the sources (e.g. whether or not they have authority or are actual doctors).
By thinking about this last group, I wonder about the current use of social software by health care professionals. Such questions may include:
- how many health professionals participate in those networks? (In another word, how many doctors have profiles on social networking websites?)
- Who are their “friends”? (school friends, work colleagues, patients(?))
- What role are they representing? (Do they reveal their actual identity? Do they tell that they are a doctor? or in health care professions?)
- What activities they do on those websites?
Let me know anyone work on this topic.
[via Library Stuff and Courant; Additional reading: How Google is changing medicine]
พักผ่อน = Relax
In บ่นไปเรื่อย : Saying on ธันวาคม 18, 2006 at 11:26 pmI’m on vacation in Philadelphia, PA (See map of trip). I should be back for posting around (after) Christmas. If not, that means I take another trip… :)
I’ll update my trip photos on my flickr.
Merry Christmas and best wishes.
“แสงสว่าง คือแสงจันทร์”
In บ่นไปเรื่อย : Saying, มิตรสหาย : Folks on ธันวาคม 16, 2006 at 1:59 am
งานของน้องชายครับ
- 3 ไอเดียใส่แสงให้สวนสวย ใน TrueLife Today (อันที่ 2 รองชนะเลิศ)
- สวน Reflection ใน Home & I
ประมาณว่า เห่ออ่ะ อิอิ
การแปลงกระบวนการสะท้อนของแสงจันทร์ ถูกสื่อสารออกมาในสวนแห่งนี้ด้วยการใช้วัสดุ 2 อย่างที่สามารถสะท้อนแสงได้ นั่นก็คือ “กระจก” และ “น้ำ” โดยใช้แสงไฟส่องสะท้อนเทคเจอร์ วางเรียงให้มีความต่อเนื่องของน้ำ เพื่อสร้างความมีชีวิตชีวา และการสะท้อนที่ไม่สิ้นสุด เจ้าของไอเดียบอกว่า “นี่เป็นจุดเด่นในคอนเซ็ปต์ของผมเลยครับ”
ปัญหาท้าทายของนักข่าวในยุค 2.0
In Social Networking, Thaibrarian, การเมือง : Politic, ชุมชน : Community, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous, สื่อสารมวลชน : mass media on ธันวาคม 16, 2006 at 1:47 amไปอ่านข่าว สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ จัดตั้งเรื่องร้องทุกข์ ก็เลยเข้าไปดูในเว็บของสภาฯ ก็ไปลองอ่านหนังสือครบรอบ 9 ปี (ในหน้าเว็บของสภาฯ ข้างล่างมี link สมุดปกขาว ฟังแล้วก็ทะแม่งเหมือนกันแฮะ มันห่างกับ “หนังสือปกขาว” ไปนิดเดียวเองนะเนี่ย) เรื่อง ปัญหาท้าทายสื่อมวลชนไทย (PDF) มีงานเขียนที่น่าสนใจหลายเรื่อง แต่ส่วนใหญ่จะออกไปทางประเด็นเกี่ยวกับสื่อมวลชนในทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ความสัมพันธ์กับพระมหากษัตริย์ ระบอบการเมืองไทย ตลอดจนเรื่องสิทธิเสรีภาพ บทบาทของสื่อมวลชนท้องถิ่น จริยธรรม และอุดมการณ์
มีอยู่งานเขียนนึงที่แตะนิดหน่อย เกี่ยวกับความท้าทายของสื่อมวลชน จากนักข่าวรากหญ้า (Citizen Journalist) หรือนักข่าวภาคประชาชน (Citizen Journalist) คือ บทความเรื่อง โฉมหน้าใหม่ของธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์: อนาคตของหนังสือพิมพ์ (หน้า 45)
จริง ๆ ความท้าทายของนักหนังสือพิมพ์ มันเริ่มมาตั้งแต่การเกิดขึ้นมาของเว็บแล้ว ที่หลายคนพอจะมองออกว่า สมัยก่อนคนที่จะบริโภคข่าวสาร ได้ต้องเสียตังค์ซื้อหนังสือพิมพ์ (ไม่นับพวกที่ไปอ่านหน้าตาเฉยตามแผงหนังสือ) และนั่นคือรายได้ที่สำคัญส่่วนหนึ่งของผู้ผลิตหนังสือพิมพ์ (อีกส่วนหนึ่งคือ ค่าโฆษณา) แต่พอมีเว็บเกิดขึ้น การที่จะปิดตัวเองให้อยู่แต่ในโลกใบเก่า คงอยู่ไม่ได้ การแข่งกันนำเสนอข่าวบนเว็บ ก็กลายเป็นว่า นักหนังสือพิมพ์ก็กลัวจะขายที่เป็นตัวเล่มไม่ได้ (ซึ่งอันนี้มีทั้งที่เป็นจริง และไม่จริง) นอกจากจะเป็นความท้าทายของการอยู่รอดของหนังสือพิมพ์แล้ว มันยังเป็นการเปิดโอกาสของการแข่งขันมากขึ้น
คำว่า หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น พอเอามาขึ้นบนเว็บ ก็กลายเป็นหนังสือพิมพ์ระดับชาติ ระดับนานาชาติ ได้ คุณภาพของข่าวก็แข่งกันที่ความรวดเร็วมากขึ้น (ถึงแม้ว่าหนังสือพิมพ์หลายหัวในบ้านเรา ยัง update ข่าวตามกรอบเช้า บ่ายอยู่เหมือนเดิม ด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่)
แต่พอมาถึงในยุค web 2.0 แล้วนี่ พลังประชาชนกลายเป็นความท้าทายที่สำคัญของนักข่าวไป ไปเรียบร้อย
สิ่งหนึ่งที่นักหนังสือพิมพ์ (โดยเฉพาะบ้านเรา) อ้างเป็นประจำ คือ อ้างความเป็นพวกเดียวกับประชาชน ตัวอย่างที่เห็นประจำ ก็บอกว่า เป็นกระบอกเสียงให้กับประชาชน เป็นประตูสู่ข้อมูลข่าวสาร
แต่ประชาชนทั่วไปก็ทราบดีว่าว่า สื่อมวลชน เป็นกระบอกเสียงที่ต้องผ่านการกลั่นกรองหลายทอด เป็นประตูสู่ข้อมูลข่าวสารที่มี CTX ตรวจจับหลายขั้นเหลือเกิน ไหนยังมีประเด็นเรื่องความน่าเชื่อถือ ทั้งทางด้านวิชาชีพ (เช่น ลองดูจาก บทรวมข้อผิดพลาดของสื่อต่างประเทศในปี 2006 ดู ขำ ๆ แต่ได้ใจความ) หรืออันเนื่องมาจากเรื่องจริยธรรม (เหมือนอย่างที่สนธิ ลิ้มทองกุล ออกมายอมรับตรง ๆ ว่า “ความเป็นกลางของสื่อมวลชนไม่มีอยู่จริง“) จริยธรรมหรือจรรยาบรรณ ที่เขียนขึ้นมันดูก็เป็นเหมือนแค่ utopia เท่านั้น ดูตัวอย่างง่าย ๆ ข่าวสารเดี๋ยวนี้ ถ้ามันเป็นข่าวเพียว ๆ มันก็ขายไม่ได้ มันต้องมีสีสัน สมัยก่อนเป็นกับข่าวพวกอาชญากรรมอย่างเดียว แต่เดี๋ยวนี้ ข่าวประเภทไหน ๆ มันก็ถูกระบายแต่งแต้มไปด้วยข้อคิดเห็นเสียส่วนมาก ที่หลายคนไม่สามารถแยกคุณค่าของ “ข่าว” กับ “ความคิดเห็น” ที่ปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์ ออกจากกันได้
ยิ่งตอกย้ำไปด้วยอิทธิพลของสื่อ ตามทฤษฎีของนักสื่อสารมวลชน ที่ว่า พูดมาก พูดนาน จากไม่เชื่อ ก็อาจทำให้ลังเล หรือเปลี่ยนใจตาม “เขาว่า” ได้เหมือนกัน
แรงผลักดันพวกนี้ ทำให้บทบาทของนักข่าวภาคประชาชนมันแรงมากขึ้น ถามว่าจริง ๆ แล้วมันเรื่องใหม่ไหม มันก็ไม่ใช่เรื่องใหม่
ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ Manager Online ได้รับความนิยม (รวมทั้งก่อนหน้าที่จะมีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างโจ่งแจ้ง) ที่นอกเหนือไปจากเนื้อหาที่เข้มข้นแล้ว ก็คือ ชุมชนคนอ่านนั่นเอง ชุมชนคนอ่านที่ active มันก็กลายเป็น ไทยมุง ได้เหมือนกัน จำได้ว่า เวลาซ้อเจ็ดมาแฉอะไรทีไร คนก็จะมา “เม้าท์” กันต่อในความคิดเห็นข้างล่าง (แม้ว่าส่วนใหญ่ comment แรก ๆ จะเป็นการนับคนเข้าก็เหอะ)
หรืออย่างในคุยคุ้ยข่าว ผู้ชมก็สามารถส่งข้อความไปร่วม “คุ้ยข่าว” ได้ เป็นต้น
หลายคนบอกว่า จริง ๆ แล้ว แค่มีโทรศัพท์มือถือแบบมี SMS หรือมีกล้องได้เนี่ย ก็เป็นนักข่าวภาคประชาชนได้แล้ว แต่จริง ๆ องค์ประกอบที่ขาดหายไปก็คือ ความเป็นมวลชน นั่นเอง ซึ่งถ้าต้องผ่านสื่อมวลชนช่องทางทั่วไป สิ่งที่เรานำเสนอ อาจได้เป็นข่าว หรือไม่เป็นก็ได้ ตามใจคนที่เห็นว่าเป็นข่าว อย่างเช่น วิดีโอของเด็กนักศึกษาถูกจับในห้องสมุดของ UCLA จะไม่เป็นข่าวได้เลย ถ้าไม่เอาขึ้น Youtube
อินเตอร์เน็ตก็เลยเป็นช่องทางที่ทำให้เกิดเสรีภาพมากขึ้น ประชาชนไม่ใช่อยู่ในฐานะผู้บริโภคอีกต่อไป แต่ยังเป็นผู้สื่อข่าว ผู้ผลิตข่าวอีกด้วย ยกตัวอย่างง่าย ๆ ยังไม่ต้องเอาถึง web 2.0 application เอาแค่ Forward Mail หล่ะ คนใช้และคนไม่ใช้อินเตอร์เน็ท ต่างก็เรียนรู้การได้มาซึ่งข่าวสาร (ทั้งที่ลับและไม่ลับ) โดยไม่ต้องผ่าน กอง บก. แต่ Forward mail ก็มีปัญหาเรื่อง spam ที่น่ารำคาญ และการวัดความนิยมที่ไม่ชัดเจน เท่ากับ web 2.0 application ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นทั้ง Digg, wikipedia, newsvine, newsmap หรือ OhMyNews ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในเกาหลี ที่ตอนนี้เริ่มขยาย model ออกไปประเทศอื่น ๆ แล้ว เหล่านี้เป็นต้น (ผมมีเพื่อนคนนึงเป็น visiting scholar เป็นนักหนังสือพิมพ์จากเกาหลี ก็บอกว่า นักหนังสือพิมพ์ในเกาหลีก็ไม่ค่อยชอบและกลัว ๆ อิทธิพลของ OhMyNews อยู่ไม่น้อย)
แต่ในบรรดา application จะโดดเด่นและทรงพลังที่สุดก็น่าจะเป็น blog นี่แหละ เพราะเขียนเอง edit เอง เสรีภาพเต็มเปี่ยม เป็นเจ้าของเรื่องของตัวเอง เล่าเอง ตัดต่อเอง ทำเองหมด ความนิยมก็วัดจากพวก aggregator ต่าง ๆ ข่าวที่ได้จาก source พวกนี้ นอกจากจะสด ใหม่แล้ว ยังมีความ authentic มากกว่าด้วย ซึ่งแน่นอนว่า ถ้าพลังตรงนี้มันมีมากขึ้น ๆ นักสื่อสารมวลชน ก็เริ่มจะห่วงว่า จะทำให้คนหันไปอ่าน blog มากกว่าไปอ่านหนังสือพิมพ์หมด แล้วในที่สุดก็จะอยู่ไม่ได้ (หรือดูว่าแนวคิด Youtube TV ก็ได้รับการตอบรับ อย่างดีทีเดียว จนคนในวงการทีวีก็อดไม่ได้ที่จะจับตามอง)
ก็เลยมีการพยายามหาทางที่จะทำให้หนังสือพิมพ์ทั้งหลาย ต่างปรับตัวเข้ากับยุคสมัยเหล่านี้ หนังสือพิมพ์หลายฉบับ แทนที่จะจ้างนักข่าวเพิ่ม ก็เริ่มจ้าง blogger แทน หรือนักสื่อสารมวลชนอย่าง Jay Rosen แห่ง Pressthink ก็พัฒนา project NewAssignment.net ขึ้นมา เพื่อหาวิธีการที่จะดึงพลังภาคประชาชนเข้ามาใช้ในสื่อมวลชน
ที่เห็นเป็นรูปธรรมแน่ ๆ ก็คือ การร่วมมือกันระหว่าง web 2.0 application ต่าง ๆ กับสำนักข่าว เช่นล่าสุด Flickr (โดย Yahoo) กับ Reuters ร่วมมือกัน ให้คนใช้ Flickr สามารถส่งภาพข่าวไปยัง Reuter ได้ เป็นต้น (Tom Glocer, CEO ของ Reuters มีบทความเกี่ยวกับ ความเชื่อถือในยุคของหนังสือพิมพ์ภาคประชาชน – Trust in the Age of Citizen Journalism แนะนำครับ)
บ้านเรายังเป็นอย่างนั้นไม่ได้ ก็เพราะไม่เพียงแต่ Internet penetration แล้ว internet+media literacy ที่ยังน้อยแล้ว ยังมีเรื่องของ perception ของสื่อที่ทรงอิทธิพล ก็ยังคงมีอยู่มาก ในขณะเดียวกัน ประชากร “active” blogger ก็ไม่เยอะเท่าไหร่ lurker น่าจะมีเยอะกว่า อีกอย่าง การสร้างวัฒนธรรมใหม่ โดยเฉพาะวัฒนธรรมที่ไม่ชัดเจนในเรื่องของ identity ด้วยแล้ว ไม่ใช่เรื่องง่าย ยกตัวอย่างเช่น เพิ่งไปเห็นใน กระทู้ในห้องราชดำเนินใน Pantip.com เกี่ยวกับเรื่อง TCDC กับ TK Park ที่มีแนวโน้มร่อแร่ ก็มีคนมาเขียนตอบไปเรื่อย จนมีคน ๆ นึงเขียนมาว่า
“ออกข่าวรึยัง ให้ออกข่าวแล้วค่อยมาพูดดีกว่าไหม
ยังงี้ใครจะพูดก็ได้ แล้วด่ารัฐบาลชุดนี้ไปก่อน
ถ้าไม่เป็นจริง ก็หายไปกับสายลม ไม่คิดจะรับผิดชอบกะทู้ที่ตั้งเลย”
ถึงแม้จะมีประเด็นอื่น ๆ แฝงมากับความคิดเห็นนี้มาด้วย แต่จากความคิดเห็นนี้ ก็มองว่า “ความเป็นข่าว” ดูเหมือนว่าจะยังต้องยึดติดกับสื่อมวลชนอยู่ดี ซึ่งผมว่าคนส่วนใหญ่ก็ยังคิดแบบนี้
ส่วนไอ้เรื่องจริยธรรมก็ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องที่น่าเป็นห่วงเลย ก็ในเมื่อคนไม่เชื่อในจรรยาบรรณหรือจริยธรรมในวิชาชีพสื่อมวลชนแล้ว นับประสาอะไรกับสื่อประชาชน มันก็คงไม่ต่างกัน (หรือเปล่า)
จริง ๆ มีอีกหลายประเด็นที่น่าสนใจเหมือนกัน แต่เหนื่อยแล้วอ่ะ
To Be Banned??
In การเมือง : Politic, บ่นไปเรื่อย : Saying on ธันวาคม 5, 2006 at 11:07 pmNo, it is not my blog, I hope… I know that I’m on the edge someway somehow. Anyway, I am talking about the recent article in Asia Times wrote by Shawn W Crispin entitled Thailand’s monarch riding high.
It reflects His Majesty’s recent royal address as His Majesty refered politics as a boring issue. [Note: I don't think boring politics and politics as a boring issue are equal. Please allow me for interpretation.] The article tries to sell the idea that the monarchy intervene the politics in Thailand. The last paragraph ends with provocative argument that
“There are growing indications that the soon-to-be drafted new charter will be written in a way that strengthens the monarchy’s status in Thailand’s next democratic incarnation, scheduled for late 2007.”
It also steps across the inside of royal business under the [perharps irrelevant] subsection topic “Toward national reconciliation”, especially the succession which reminds me of what Handley “imagine” in his book.
เศรษฐศาสตร์ของการ “อดไม่ได้”
In บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on พฤศจิกายน 29, 2006 at 10:43 pmไปอ่าน I Want It Now!: The curious economics of temptation โดย Tim Harford ใน Slate แล้วอดนึกถึงตัวเองไม่ได้ เป็นเรื่องของเศรษฐศาสตร์ที่ว่าด้วยการ “อดไม่ได้” คือ มูลค่าของสิ่งของในปัจจุบัน มีค่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าที่ควรจะเป็น หลักการนี้ เอามาใช้ อย่างกับพวก เงินฝาก เงินออม หรือแม้แต่กองทุนสวัสดิการเลี้ยงชีพ หรือบำเน็จ บำนาญทั้งหลาย โดยยกแรงบันดาลในมาจาก หนังสือสำหรับเด็ก เรื่อง A Birthday for Frances ซึ่งกล่าวถึง Frances ที่ไปซื้อช๊อคโกแลตมาเป็นของขวัญให้กับพี่สาว แต่สุดท้ายก็อดไม่ได้ก็เอามากินเสียเอง
อ่านแล้วก็ทำให้นึกถึงตอนเด็ก สมัยที่บ้านขายของเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วมีอยู่อย่างนึงที่ ขายไม่ได้เลย ขาดทุนตลอด ก็คือ ไวตามิลค์ ก็เพราะเดินผ่านไม่ได้ เปิดกินเองตลอด ก็ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเอาไว้ขายนะ แต่มันก็อดไม่ได้
ไม่งั้น ป่านนี้ คงรวยเละแล้วเรา อิอิ
I Believe I Can Die.. Oh Yeah!
In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous, เพลง : Music on พฤศจิกายน 26, 2006 at 2:12 amPRADT เขียนวิจารณ์อัลบั้มใหม่ของ Bianca Ryan มา แล้วก็เลยพาลไปเปิดดูใน youtube เจออันนี้มาเพลง I believe I can fly เธอร้องสดในรายการ Today Show ซึ่งเป็นหนึ่งในเพลงในอัลบั้มใหม่ของเธอ
แต่ไม่รู้ว่าใน CD เธอร้องแบบนี้หรือเปล่า แต่ตอนนาทีที่ 2:32 มีคนจับได้ว่าเธอร้อง “I believe I can die…”
เหอๆๆ ซะงั้น
Simple Rules To Prevent Sexual Harassment for Men
In ของเล่น : Playing, บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on พฤศจิกายน 25, 2006 at 1:15 pmไป digg เจอมา เห็นว่าเป็นประเด็นกำลังร้อนที่สนามบิน ขำ ขำ นะครับ
Simple Rules
- Be Handsome
- Be Attractive
- Don’t Be Unattractive
เอ่อ มันก็จริงเหมือนกันเนอะ ไม่รู้เหมือนกันว่าถ้าเปรียบเทียบคนหน้าตาดี มีเสน่ห์เนี่ย กับคนหน้าตางั้น ๆ จากสถิติใครโดนข้อหาลวนลามทางเพศมากกว่ากัน เพราะจริง ๆ คนหน้าตาดีที่โดนหมั่นไส้ก็มีไม่น้อย แบบประมาณว่ามั่นใจเกินร้อย อย่างเช่น คุณพิษณุ นิลกลัด เขียนไว้ในมติชนสุดสัปดาห์ฉบับล่าสุด ว่า “ทำไมพระเอกจึงเปลี่ยนแฟนบ่อย” โดยบอกว่า
เหตุผลแรก ผู้ชายเจ้าชู้โดย “นิสัยดั้งเดิม”
เหตุผลที่สอง ฝ่ายหญิงไม่เข้าใจธรรมชาติและ “นิสัยดั้งเดิม” ของผู้ชายที่เป็นพระเอก
โดยเฉพาะข้อสอง คุณพิษณุให้เหตุผลว่า
อันว่าคนที่เข้าสู่วงการบันเทิงและตั้งเป้าจะเป็นพระเอกนั้นร้อยละร้อยมั่นใจในตัวเองสูงมาก
แม้พระเอกบางคนตอนแรกเข้าวงการบันเทิงก็มาแบบไม่ได้ตั้งใจจริงจัง มาตามเพื่อน หรือผู้กำกับฯ ซึ่งสนิทกับญาติผู้ใหญ่ชวนมาเล่นสนุกๆ แต่พอเล่นแล้วเกิดติดลมเลยอยู่ต่อ พระเอกแบบนี้สุดท้ายแล้วความมั่นใจในความเป็นพระเอกก็สูงพอๆ กับพวกที่ตั้งใจเป็นพระเอก
เอิ๊ก ๆ ซะงั้น
ส่วนอะไรทำให้คนเราดู attractive (แบบเชิงวิชาการหน่อย ๆ) นั้น ผมเคยเขียนเล่น ๆ ไว้ในเรื่อง Beauty and Professor แล้วนะครับ อิอิ
จรรยาบรรณและมารยาทของการเขียนบล๊อก
In Social Networking, Thaibrarian, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous, เป็นการเป็นงาน : Seriously on พฤศจิกายน 24, 2006 at 1:58 pmผมเองก็ไม่ใช่ผู้รู้เรื่องบล๊อกมากกว่าคนอื่นหรอกนะครับ แล้วก็ไม่อยากเอามะพร้าวห้าวมาขายสวนด้วย เหอ ๆ ๆ เพียงแต่ไปเจอคำถามของ รศ.นพ. จิตเจริญ บนบล๊อกของท่าน เกี่ยวกับ จรรยาบรรณกับการบันทึกเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ก็เลยคิดว่า อยากจะลองแลกเปลี่ยนมุมมองกับความรู้กับคนอื่น ๆ ดูนะครับ
คำถาม: จำเป็นต้องมีจรรยาบรรณ ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ในการใช้ Blog หรือไม่
ถ้าคำว่า จรรยาบรรณ คือ ความหมายเดียวกับจรรยาบรรณที่ใช้ในวิชาชีพแพทย์ วิศวกร หรือนักสื่อสารมวลชน ที่จะต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด อันนี้ก็คงจะไม่ต้องถึงขนาดนั้น เพราะบรรดา blogger ส่วนใหญ่ ไม่ใช่นักเขียนอาชีพ ที่เขียนก็มีแต่ความสนใจใคร่รู้เท่านั้น ที่เป็นแรงบันดาลใจในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และความรู้
แต่ถ้าเป็นกฏ กติกา มารยาท ผมคิดว่ามันก็ควรจะมีกันบ้าง ถ้าเป็นการเขียนบันทึกส่วนตัวแบบสมัยก่อน ที่เขียนไว้อ่านคนเดียว จรรยาบรรณหรือกฏ กติกา มารยาทก็คงไม่จำเป็นต้องมี แต่การเขียนบล๊อกเป็นงานเขียนสาธารณะ ชุมชนคนเขียนส่วนใหญ่ก็ อาศัยความเชื่อถือ (trust) ในการสร้างชุมชนขึ้นมา สมาชิกในชุมชน หรือ บล๊อกเกอร์นั้นส่วนใหญ่ต้องการ “การแลกเปลี่ยนเรียนรู้” อย่างที่อาจารย์ว่านั่นแหละครับ แต่เพราะการเขียนบล๊อก เป็นการเขียนที่ไม่มีบรรณาธิการ ไม่ใช่ peer-review เพราะฉะนั้นมันไม่มีการเซ็นเซอร์ ไม่มีการตัดต่อ และก็ไม่มีการควบคุม ซึ่งถือเป็นจุดแข็งที่สุดของอิสรภาพในการแสดงออก ในขณะเดียวกันมันก็เป็นจุดอ่อนที่สุดของการควบคุม เพราะโลกแห่งความเป็นจริงกับโลกออนไลน์ มันเชื่อมตรงถึงกัน คนดีก็มีอยู่มาก คนไม่ดีก็มีอยู่ไม่น้อย คนดีที่รู้จักใช้เทคโนโลยีก็มีมาก คนดีที่ใช้เทคโนโลยีในทางที่ผิดก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีเลย เพราะฉะนั้นจะทำอย่างไรการเขียนบล๊อก เป็นการใช้เทคโนโลยีไปในทิศทางที่ถูกต้อง โดยไม่ให้สิทธิเสรีภาพที่ได้จากการเขียนบล๊อก ไปล่วงล้ำสิทธิเสรีภาพของคนอื่น และไม่เกิดปัญหาตามมา
อย่างไรก็ตาม การรักษามารยาท หรือปฏิบัติตามกฏ กติกา ถือเป็นเรื่องของชุมชนเป็นสำคัญ ผมมองว่าที่อาจารย์ถามมาก็จะเป็นมารยาทเฉพาะกลุ่ม ซึ่งอาจจะเป็นคนอ่านบล๊อกของอาจารย์ ชุมชนที่ทำงาน หรือชุมชนของคนใน gotoknow โดยรวม
คำถาม: ถ้าต้องมี/ควรมี จะมีอะไรบ้างครับ
I Know What You Eat By Ears
In งานวิจัย : Research, บ่นไปเรื่อย : Saying on พฤศจิกายน 24, 2006 at 10:40 amIf you are on diet, the easiest way to evaluate the progress is to stand up on the scale and keep tracking your weight. However, there are many ways to monitor your dietary. Oliver Amft , Mathias Stager, Gerhard Troster from Switzerland and Paul Lukowicz from Austria proposed a new way to monitor what you eat by analysing chewing sounds. Here is a part from abstract:
We demonstrate that sound from the user’s mouth can be used to detect that he/she is eating. The paper also shows how different kinds of food can be recognized by analyzing chewing sounds. The sounds are acquired with a microphone located inside the ear canal. This is an unobtrusive location widely accepted in other applications (hearing aids, headsets). To validate our method we present experimental results containing 3500 seconds of chewing data from four sub jects on four different food types typically found in a meal. Up to 99% accuracy is achieved on eating recognition and between 80% to 100% on food type classification.
In addition, in their paper, they discussed the three components of imaginary dietary monitoring system, including:
- Monitoring of food intake through appropriate wearable sensors. The main possibilities are
- (a) detecting and analyzing chewing sounds,
- (b) using electrodes mounted on the base of the neck (e.g in a collar) to detect and analyze bolus swallowing,
- (c) using motion sensors on hands to detect food intake related motions.
- Monitoring food preparation/purchase through appropriate environmental augmentation. Here, approaches such as using RFID-tags to recognize food components or communicating with the restaurant computer to get a description and nutrition facts of the order are conceivable.
- Including user habits and high level context detection as additional information sources. Here, one could accentuate the fact that eating habits tend to be associated with locations, times and other activities. Thus information on location (e.g in the dining room sitting at the table), time of day, other activity (unlikely to eat while jogging) etc. provide useful hints.
However, due to technology limitation, they said to The Guardian that
“[t]he system does not need be fully automated to be useful … it is perfectly sufficient if the system can remind the user that, for example, ‘at lunch you had something wet and crisp (could have been salad) and some soft-texture stuff (spaghetti or potatoes)’ and asks him to fill in the details.”
[via Improbable Research and The Guardian]
Petition to Internet Censorship in Thailand
In Thaibrarian, การเมือง : Politic, นโยบาย : Policy, บ่นไปเรื่อย : Saying, เป็นการเป็นงาน : Seriously on พฤศจิกายน 23, 2006 at 11:20 pmAFP reported on a group of Thai people filed a petition with Thailand’s National Human Rights Commission.
FACT [abbreviated for Freedom Against Censorship Thailand], which was formed earlier this month, is the first organization of its kind in Thailand seeking to end the censorship of more than 35,000 websites in the country.
The group said the government blocks 2,500 web pages, including some from the BBC, CNN, Yahoo News and articles from Yale University Press about Thailand’s King Bhumibhol Adulyadej.
At least 11 percent of the websites blocked contained criticism of ousted prime minister Thaksin Shinawatra or his Thai Rak Thai party, the government’s handling of the violence in southern Thailand, and the September 19 coup that overthrew Thaksin, the group said.
A part of the petition includes 11 unanswered questions for the ministry of ICT. Here are the excerpts.
- What legal framework is the website blocking based upon? (Note that the Computer Crime Act has just been passed through the cabinet recently. The act has not been enacted yet.) Otherwise, the ministry will breach the section 37 of the 1997 constitution (which now has been torn down by the coup).
- ICT declined to be responsible for the guidelines. Then, who actually developed the guidelines?
- ICT declined to define the term “inappropriate”, “obscene”, and “illegal” which are very broad, vague, and dependable on each society.
- Who in the ministry in charge of ordering the censorship?
- Were the considerations based on individual or committee?
- Who is the person who could finalize whether a website should be blocked?
- Who is the only person who inspect and monitor the Internet?
- The decline to answer the question is actually breaching the Freedom of Public Information Act.
- The ministry also declined to give the information about who else involve or cooperate the blocking of websites. Such common free hostings, e.g. Angelfire and Geocities, have also been blocked in general.
- The ministry has to consider the censorship of webboard on a different basis from the blocking of websites. Also they has to identify the reason of blocking public opinions.
- Google has been requested to block websites by keywords. The ministry has to clearly reveal those keywords.
The petition is still opening. You can sign the petition at FACT blog. On its blog, there are a number of interesting entries regarding the Internet censorship in Thailand.
[via Yahoo News]
ประวัติศาสตร์ของการเขียนไดอารี่
In Thaibrarian, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous, ห้องสมุด : Libraries, เป็นการเป็นงาน : Seriously on พฤศจิกายน 23, 2006 at 1:22 pmExcerpt: The History of Diaries
After reading bow_der_kleine’s entry in biolawcom about the history of blog (telling that blog is rooted from fishermen’s log books), I would like to elaborate on this topic by summarizing Catherine O’Sullivan’s article on “Diaries, Online Diaries, and the Future Loss of Archives; or Blogs and the Blogging Bloggers Who Blog Them” published in The American Archivist (vol.68, p. 53-73).
O’Sullivan said that two important factors influencing the origin of diary: the advancement of literacy and Protestant reformation. The article also mentions the development of classification of entries, bookkeeping methodology and accounting theory, and domestic affairs. Diaries also developed as sites of self-exploration, self-expression, self-construction with self-monitoring process as well as self-referential (sites of memory).
ไปอ่าน “Blog คืออะไรกันแน่ ?” ของคุณ bow_der_kleine ใน biolawcom ที่บอกว่า บล็อกนั้นเริ่มต้นมาจาก บันทึกประจำวันของชาวทะเล ถึงแม้จะมีความเป็นไปได้สูง แต่ฟังแล้วก็ทะแม่ง ๆ อยู่ไม่มากก็น้อย แต่นั่นก็อาจจะเป็นมุมมองจากฝั่งยุโรป + computer engineering นิด ๆ หรือเปล่า ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน
ถึงกระนั้นผมก็คิดว่าก็น่าจะลองเขียนมุมมองของฝั่ง library + archival sciences ในอเมริกาดูบ้าง เผื่อมีคนสนใจจริงจัง
เกินครึ่งของคนเขียนบล๊อก (blogger) ในอเมริกามองว่าการเขียนบล๊อกนั้นเป็นการเล่าเรื่องราวของตัวเองในเชิงสร้างสรรค์ (self expression creatively) และการบันทึกประสบการณ์ส่วนตัว (self experience) เป็นอันดับรองลงมา (Lenhart & Fox, 2006) ดังนั้นหากจะเล่าประวัติของการเขียนบล๊อกในอีกมุมมองหนึ่ง ก็น่าจะมองไปที่การเขียนบันทึกเรื่องราวส่วนตัว หรือที่เรารู้จักกันกันในนาม ไดอารี่ (Diary) นั่นเอง
เรื่องราวใน entry นี้ ผมเรียบเรียงมาจาก Diaries, Online Diaries, and the Future Loss of Archives; or Blogs and the Blogging Bloggers Who Blog Them โดย Catherine O’Sullivan ซึ่งเป็นบทความที่ได้รับรางวัล Theodore Calvin Pease Award และได้รับการตีพิมพ์ลงใน The American Archivist ซึ่งเป็นวารสารวิชาการชั้นนำด้านจดหมายเหตุของอเมริกา
ต้นกำเนิดของการเขียนไดอารี่มีมาจากหลายสาย แต่ปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้เกิดการเขียนบันทึกอย่างแพร่หลายในฝั่งตะวันตก ก็คือ การพัฒนาของมนุษย์ในด้านการอ่านออกเขียนได้ และการเปลี่ยนแปลงของศาสนาคริสต์นิกาย Protestant
OLPC Thailand Meets The Minister
In Open Source, Thaibrarian, การเมือง : Politic, นโยบาย : Policy, บ่นไปเรื่อย : Saying on พฤศจิกายน 22, 2006 at 12:56 pmKamthorn exclusively reported on Blognone that the OLPC team in Thailand, led by Dr.Djitt Laowattana, met the ICT minister, Dr.Sitthichai today (Thailand time) to explain about the project and report the status.
Four major topics were reported: the background of the project and the status of OLPC in Thailand, specifications of hardware with demonstration, specifications of software, and the travel report when the team went to MIT.
The minister said the project was not clear in the previous government. There was no budget allocation and recorded information. Thus, he did not know anything about the project officially, except from media. After the meeting, he thanked the team to give more information so he could see the overall picture of the project. He said he see this project is beneficial and he will support the project. However, he emphasized that he is not the only decision maker who can directly approve the project. He is also willing to meet Professor Nicholas Negroponte when he comes to Thailand in December.
I think we now can see the smiles from OLPC team and hopefully on Thai kids’s faces in the near future.
Blocking the Net: Status of Thailand
In Thaibrarian, การเมือง : Politic, นโยบาย : Policy, บ่นไปเรื่อย : Saying on พฤศจิกายน 22, 2006 at 12:25 pmI wrote about where Thailand is on the rank of freedom of press (in general) in the beginning of this month. Business Week later covers the article focusing the top Nations that Censor the Net including Myanmar, China, Belarus, Iran, Tunisia, Cuba, Egypt, Saudi Arabia, Turkmenistan, Vietnam, North Korea, Syria, and Uzbekistan.
Folks at Blognone sound happy that Thailand is not in the list. So where is Thailand in Internet Censorship then?
I went back to Reporters without border again, the source of my earlier post and Business Week, to look at the list again. Well, although Thailand is not among 13 top countries, It seems obviously that Thailand is list in top 25. [The report is also available in PDF]
Thailand
The government filters the Internet as part of its fight against pornography and has used it to extend censorship well beyond this. The method employed is also sly, since when a user tries to access a banned site, a message comes back saying “bad gateway,” instead of the usual “access refused” or “site not found.” In June 2005, the websites of two community radio stations very critical of the government were shut down after it pressed their ISP to do so.
I hope this is not the thing to be happy or proud of. I hope the Internet government would be transparent as his administrative style too, or at least be honest. (See also
Spirits of Censorship: Thailan’s ICT Ministry) I personally do agree that Thailand needs some reasonable level of control over the Internet. However, the bottom line is that they need to be honest, responsible, justifiable, and consistent. I’m sure that people would understand and cooperate.
Economics of Social Networking
In JOMC490, Social Networking, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on พฤศจิกายน 20, 2006 at 1:02 am
Another aspects of social networking or Web 2.0 is economics. Don Tapscott and Anthony Williams wrote Wikinomics: How Mass Collaboration Changes Everything which will be published within the next month. There is also the first chapter available on the website which its writing style is similar to Dan Gilmor’s We the Media. However, Howard Rheingold on Smart Mobs said “the research behind the book is very solid, and their thinking about intellectual property, collaboration, innovation is deeper than their promotional copy indicates.“
Here is the excerpt from the website:
Today, encyclopedias, jetliners, operating systems, mutual funds, and many other items are being created by teams numbering in the thousands or even millions. While some leaders fear the heaving growth of these massive online communities, Wikinomics proves this fear is folly. Smart firms can harness collective capability and genius to spur innovation, growth, and success. A brilliant primer on one of the most profound changes of our time, Wikinomics challenges our most deeply-rooted assumptions about business and will prove indispensable to anyone who wants to understand the key forces driving competitiveness in the twenty-first century. This groundbreaking work is inspired by a nine million dollar research project led by bestselling author Don Tapscott and sponsored by some of the world’s largest companies. Wikinomics builds on this research elucidating a new age where thanks to the Web 2.0 masses of people can participate in the economy like never before—creating a TV news story, sequencing the human genome, remixing their favorite music, designing software, finding a cure for disease, editing a school text, inventing a new cosmetic, or even building a motorcycle.
There is a section called “Subtitles” listing the suggestions for the book’s subtitle which I found interesting.
In its first Chapter, Wikinomics: The Art and Science of Peer Production, they talks about the principles of wikinomics which based on four ideas: openness, peering, sharing, and acting globally.
Conventional wisdom says companies innovate, differentiate, and compete by doing certain things right: by having superior human capital; protecting their intellectually property fiercely; focusing on customers; thinking globally but acting locally; and by executing well (i.e., having good management and controls). But the new business world is rendering each of these principles insufficient, and in some cases, completely inappropriate.
Talking about the economics of social networking, there is a discussion on who should benefit from user-create content at USC Annenberg Center’s DIY Media Weblog seconded the idea on Smart mobs.
[via Library Stuff, Smart mobs, and Cooperatics]
No Budget For OLPC in 2007
In การเมือง : Politic, นโยบาย : Policy, บ่นไปเรื่อย : Saying on พฤศจิกายน 18, 2006 at 12:49 am
In the four-billion-baht budget approved for Ministry of ICT, there is no allocation for computer acquisition project including One Laptop Per Child, said Dr.Sitthichai, a current Thai ICT minister. He gave the reasons that computer acquisition project need attentions and should be based on “reality”. (I’m not quite sure what he meant by “reality”.)
For the policy to provide computer access and teach literacy to Thai children, it needs to be developed slowly and thoroughly (Note: my own interpretation).
In the same news in Thairath, he just brought representatives from Microsoft (Thailand) to meet prime minister, deputy prime minister and finance minister. The representatives from Microsoft offered IT supports and help to develop e-government.
[via Thairath]
[See other photos of $100 laptop prototype at OLPC wiki.; via Boing Boing and CNET]
Thai-Westerner Couples Have Less Social Capital
In INLS715, JOMC490, Social Networking, บ่นไปเรื่อย : Saying on พฤศจิกายน 16, 2006 at 9:25 pmThe study done by a researcher team at Faculty of Nursing, Khon Kaen University says that marrying foreigners make Northeastern Thai society change.
Thai-westerner marriage is also a blame for less family participation, community activities and interaction with neighbours due to cultural and language barriers.
[F]oreign son-in-laws had caused the community-oriented Northeasterners to become the more individualistic and give less attention to social interaction.
Interestingly, the marriage affects how people eat and concerns about traditional holidays. It also influences other family members’ views on choosing their partners.
For those foreigners who are interested in Thai girls, this might be interesting figures for you.
[M]ost Northeastern Thai women married to foreigners were over 30, with an average age of 35, and had education below secondary level. More than 70 per cent had previously wed and divorced Thai husbands and most had one child from the first marriage.
…
The average age of farang husbands was 50, and most came from Germany, Britain and Scandinavia. A fourth of those over 60 had brought their retirement funds to settle down with Thai wives who took care of them.
With a special note:
[M]ost of their wives didn’t know their husband’s work or educational background. The wives were mainly interested in whether their husbands had enough money to support the family.
Some women agreed to marry foreigners they had never met before the wedding day as they felt that if the man had money.
Note: “Farang” is a word usually used to call caucasians.
[via The Nation]
No Open Source, e-Book, and Digital Opportunity for Thailand
In Open Source, Thaibrarian, การเมือง : Politic, นโยบาย : Policy, บ่นไปเรื่อย : Saying, เป็นการเป็นงาน : Seriously on พฤศจิกายน 15, 2006 at 1:21 am[Warning: This entry is real, not a joke]
The new Thai ICT minister recently gave a talk at the IT Press Club that he does not support e-Society and e-Book projects.
Keeping Digital Divide
Here is what I found about e-Society policy initiated by the previous government.
e-Society
This policy thrust focuses on promoting an improved quality of life and developing a Knowledge-Based Society by bridging the digital divide within Thai society. This will be achieved by developing an information infrastructure equally accessible to all; developing human resources skilled in IT; augmenting educational capacity to promote learning within society; creating and supporting opportunities to bridge the digital divide; developing IT systems to support learning communities; using IT to improve the quality of life through dissemination of and providing access to information; and creating a society through IT support of civil society initiatives.
Apparently he comes with the idea that technology is luxury asset. What he want to achieve is to expand fiber optic network throughout the country in order to increase broadband users double every year while the price decrease. I hope he is thinking about leapfrogging penetration. Note that only about 10% of Thai population go online (Source: NECTEC). If not, the disparity of those who have and have not access to Internet will be even larger.
Time to say good bye to e-Book
For e-Book project, he argued that it is bad for eyes and feel like reading a real book, according to Thairath. I just don’t want to criticize much about his opinion. Just a little comment that instead of getting rid of the project, I hope he could further discuss with Ministry of Science and Technology to work on promoting HCI issues in Thailand.
The Ending of Open Source
He gave a short note that he does not see much benefits of opensource!!!
“With open source, there is no intellectual property. Anyone can use it and all your ideas become public domain. If nobody can make money from it, there will be no development and open source software quickly becomes outdated,” he said.
Apart from Linux, he claimed that most open source software is often abandoned and not developed, and leads to a lot of low-quality software with lots of bugs.
“As a programmer, if I can write good code, why should I give it away? Thailand can do good source code without open source,” he said. [Source: Bangkok Post]
It seems likely what he focuses in his term is the “image” of the Ministry and the censorship of online information.
Once again, welcome to Thailand, land of egonomy.
[Source: Thairath on 11/10/06 and 11/13/06 and Bangkok Post on 11/15/06 via Blognone]
The Magic of Domino Effect
In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying on พฤศจิกายน 8, 2006 at 11:38 pmNovember 17 is the next Domino Day. This time, 4.4 million piece will be set up beating the world record of 4,002,136 pieces from last year. It will be broadcasted “live in 10 European countries and Russia”.
Look at this video of the breathless preparation.
[via Reuters - Oddly Enough]
Library As A Place: Crimes
In Thaibrarian, นโยบาย : Policy, บรรณารักษ์ : Librarian, บ่นไปเรื่อย : Saying, ห้องสมุด : Libraries on พฤศจิกายน 6, 2006 at 8:15 pmI got this news few days ago and though about writing about it, but I was just too busy and did not have much motivation until today.CBS2Chicago and Naperville Sun cover the story about crimes in libraries, with the highlight on sexual related threats. Interestingly, they found that after getting informed by patrons, librarians did nothing, not even report the polices. They also shows that it happens in a few libraries in that area as well.
Why is that? It could be a very complex one to answer, since it seems like it contain a lot of social contexts and layers in this issue. It could be because of poor policy, individual, community, professional, or all of those mentioned.
[via LISNews]
We are friends: Thailand and US on Privacy
In INLS715, JOMC490, iTeaudemia, การเมือง : Politic, นโยบาย : Policy, บ่นไปเรื่อย : Saying, เป็นการเป็นงาน : Seriously on พฤศจิกายน 3, 2006 at 11:47 pmPrivacy International, London-based human rights group, recently released a new VERY comprehensive report on privacy status around the world. Thailand is ranked 31st following closely the United States (30th) on a ranking of 37 countries.
The study ranks countries on various privacy-related issues. These include whether they have a written constitution with specific mention of privacy, the use of identity cards and biometrics, electronic surveillance including closed-circuit TV cameras, interception of communication, access of law-enforcement agencies to private data, surveillance of travel and financial transactions, and global leadership in promoting privacy. [from globeandmail.com]
Here is a highlight part on Thailand.
Wiretapping is prevalent throughout the country. Police recently asked the government to enact a law permitting warrantless, judicially unsupervised wiretaps and searches. The opposition condemned this attempt to override civil liberties and human rights, and the idea did not develop.
Political bugging is no less common. Politicians and human rights activists accused a political party of wiretapping political opponents and journalists.
The government is currently implementing a system of national ID smart cards. It plans to integrate them into an e-government campaign, which would provide access to most of its services through the Internet. Several human rights and privacy advocates criticized the government for pushing an intrusive identification system while the country still lacks a data protection law.
In the country report (page. 694-699), which is more comprehensive, they referred to section 34, 37, and 58 in the 1997 constitution which was just revoked. [Note: Poor thing... They just said it is a "new" constitution in the report. Well, we will get a new one soon.] Also they talk about Official Information Act (OIA) as a frame of data protection and freedom of information. In the Privacy Case Law section, they raise one interesting case of conflict of interests…
In one case, a girl who failed the Entrance examination to a state-run school requested the test scores of herself and other students who were accepted. In a series of decisions by the OIC, the IDT, and even the civil and supreme courts, the right of access to test scores was upheld and enforced. This decision was made amidst the protests and countersuit of parents of other students, who claimed that their privacy rights were
violated by the disclosure of their test scores; the courts held that the results of a “public competition were not personal information” and thus unprotected. (p. 696)
The other sections are already mentioned in the highlighted, including wiretapping and surveillance (see also my earlier post – Do we have a global censorship? I guess so now…), the registration of pre-paid cellphone, and smart national ID cards.
From my personal observation, privacy is kind of opt-out interest in Thailand. No many Thai seems to really care about this much, especially those from grassroots level. [Note: A new Thai government rules a substitutive term apparently for brainwashing. They are now using "glassroots". Sorry, LOL is not allowed.] I guess this might not imply just only in Thailand, because even on Slashdot, there are still some debates on this aspect as well.
[extended from Slashdot]
Failure to Save
In INLS715, iTeaudemia, บรรณารักษ์ : Librarian, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on พฤศจิกายน 3, 2006 at 7:43 pm“typically, of the order of one loss per person per year”.
Do you think forgetting to save works is just a matter of unfortunate chance? If you think so, you might have to think again.
Two British researchers, Jones from Warwick and Martin from Oxford, conducted an experiment study looking at the relationship between failure to save and general level of “susceptibility to cognitive failure” by using 25 items of Brodbent et al.’s Cognitive Failure Questionnaire (CFQ). The questionnaire is usually used in relation to physical injury and accident.
“It was found that those individuals who are more likely to lose their computing work are also more prone to cognitive failure in general…
[I]t may be inferred that it is systematic individual variation in attentional control processes” (p. 866)
One item is best predicted the number of computer losses which is “Do you find you accidentally throw away the thing you want and keep what you meant to throw away the think you want and keep what you meant to throw away?”
The study also tried to find the relationship between handedness (left-handed vs. right handed) and the failure. However, there are too few left-handed subjects to conclude the hypothesis. Also there is NO substantial relationship with the injury by falling or jumping from a high place.
I think the other items in the questionnaire [download the questionnaire (PDF) from York University's Psychological Tests for Student Use maintained by Professor Ron Okada] to the are also interesting in the sense that they happen in our eveyday life. For example, do you read something and find you haven’t been thinking about it and must read it again? Do you fail to listen to people’s names when you are meeting them? Do you say something and realize afterwards that it might be taken as insulting?
The paper discuss the role of this kind of research with the issue of HCI. However, I could imagine this type of resources helpful to supplement digital preservation studies, especially in everyday life context.
Reference:
Jones, G. V. & Martin, M. (2003). Individual differences in failing to save everyday computing work. Applied Cognitive Psychology, 17, 861-868.
[via Improbable Research and the Guardian]
Freedom of Press in Thailand: Getting Worse?
In SOCI708, นโยบาย : Policy, บ่นไปเรื่อย : Saying, เด็กนอก? on พฤศจิกายน 2, 2006 at 3:41 pmAfter reading an opinion piece in today Daily Tarheel about press freedom, I wonder where is Thailand in the press freedom ranking (Too bad, the DTH does not include Thailand in the table). One could easily imagine that the ranking should be worse since the coup.
In the latest ranking done by Reporters Without Borders, French-based association for press freedom, Thailand is ranked 122th place with 33,50 index score. However, the ranking do NOT include the situation after the coup since the data were collected based on the events between September 1, 2005 and September 1, 2006. The method covers 50 criteria including “every kind of violation directly affecting journalists (such as murders, imprisonment, physical attacks and threats) and news media (censorship, confiscation of issues, searches and harassment).”
Well, does the 122th place tell something then?
The number 122 could not tell something without its context, right? Here are some contexts I can grab.
168 countries are ranked in this report. For Thailand’s neighboring countries, Indonesia is ranked 103th, Cambodia 108th, Malaysia 92nd, Philippines 142nd, Vietnam 155th, and Burma (not surprisingly) 164th.
The data is based on the time when the political turmoils were very intense, especially between ousted Prime Minister Thaksin and Sonthi, an opponent leader who have media on hand.
Thaksin has been “accused of using his political and economic power to silence dissenting voices and curbing freedom of speech based on the fact that he has direct authority over the state-owned TV stations while his family controls the other broadcast TV channels.” (Wikipedia on Censorship in Thailand, Nov. 2, 2006)
There were a lot of legal cases between Thaksin government and media, especially those who explicitly were Thaksin’s opponents.
“On 11 October 2005, Thaksin sued Manager newspaper for THB 500 million. (news source) As monks have traditionally been above criticism, Thaksin did not sue Luang Ta Maha Bua. “This is an exercise of an individual’s right to protect his reputation and privacy. The newspaper did not criticise the prime minister fairly as a public official, but rather it took him to task personally, using harsh words, which was damaging to him,” Thana Benjathikul, Thaksin’s lawyer said.” (source: Wikipedia on Thailand political crisis 2005-2006, Nov. 2, 2006)
In terms of longitudinal context, 2006 is the worst year for the press in Thailand.
- 2002 – 65th with score 22.75 (tied with Madagascar)
- 2003 – 82th with score 19.67 (following Thai neighbor, Cambodia placed on 81th rank.)
- 2004 – 59th with score 14,00
- 2005 – 107th with score 28,00
- 2006 – 122th with score 33,50
It seems like 2004 is the best year for Thai press. Comparing only the ranking sounds not quite right. For example, in 2003 the ranking of Thai press was worse than the one in 2002. However, the less score mean the more freedom of the press which mean the freedom score in 2003 is better than the one in 2002. Thus, it seems likely that in 2003 it was a better year for press in overall. However, I am not quite sure about the reliability of these scores over years. Therefore, this is just an observation, not the empirical evidence until I got confirmed by the researcher.
Please note that the data source are Reporters Without Borders’ partner organizations “and its 130 correspondents around the world, as well as to journalists, researchers, jurists and human rights activists“. I do not know the data source for Thailand which would definitely affect the reliability of the index. Anyway, it seems likely that the political turmoil made some media explicitly in the news rather reporting the news.
Note: The list of freedom predators and its black list are also interesting.
Well, I guess we have to wait for the next year then to see the “coup” will make “democracy” or “democrazy”.
Web Science Research Initiative by Tim Berners-Lee
In บรรณารักษ์ : Librarian, บ่นไปเรื่อย : Saying on พฤศจิกายน 2, 2006 at 10:31 amSir Tim Berners-Lee, creator of WWW concerns about about misinformation and undemocratic forces on the future of the web. Here are some of the interesting quotes.
“Studying these forces and the way they’re affected by the underlying technology is one of the things that we think is really important.”
“All kinds of disciplines are going to have to converge. People with all kinds of skills are going to have to work together to build a new web which is going to be even better”
“There aren’t any courses at the moment and it hasn’t really been brought together.”
“Of particular interest is the growing volume of information on the web that documents more and more aspects of human activity and knowledge.”
Hmm… Doesn’t it sound familiar, i-schoolers?
Social Networking on Daily Show
In SOCI708, Social Networking, บ่นไปเรื่อย : Saying, เป็นการเป็นงาน : Seriously on พฤศจิกายน 2, 2006 at 10:17 am
Hilarious.. It’s originally uploaded on youtube on May 07, so some of you may have already watched it.
[via Masters of Media]
Social Networking in Dormitory
In INLS715, JOMC490, Social Networking, บ่นไปเรื่อย : Saying, สถิติ : Statistics, เป็นการเป็นงาน : Seriously on พฤศจิกายน 2, 2006 at 3:55 amI have to admit that at first I did not intend to write this post this long. I actually just wanted to keep reference myself about Vanden Boogart’s thesis with my reflective idea. However, after finding evidences to support my thought, I found a couple of related papers about social networking in dormitory, which I think interesting and might supplement to his framework.
Matthew Vanden Boogart sent out a link to his master thesis at Kansas State University on Facebook and residence hall via air-l listserv. There are a lot of interesting points to discuss about this fine work, entitled “Uncovering the Social Impacts of Facebook on a College Campus“. He investigates social impacts of Facebook on dorm life by using web-based survey asking on-campus students from four universities: Kansas State University, Samford University, University of Florida, and University of Kansas.
About 95% of them are on Facebook. 32% have their own blogs. The demographics shows that women, students of color, students with lower GPAs, first year undergraduates, and those living in co-ed environment tends to engage on Facebook more frequently. About 30% said they “feel” addicted to Facebook. About 17% of sample spend more than 1 hour a day on Facebook. The study reconfirms the notion that students use Facebook for keeping connected to high school friends and checking what friends are doing rather than making new friends (p. 36) (see also Fred’s study). However, non-heterosexual, students of color, and those who have lower GPAs tend to use Facebook to make social connection that could not find in person more than other groups.
Weak ties
“The average respondent had 145 friends at their institution and 127 friends at other institutions. The range of these responses were as low as 0 and as high as 1800 for one individual”. (p. 32)
I still “wow” by the maximum number of 1800 friends which one could figure out easily that those are primarily weak tie. Also it is not that too hard to have “friends” that many, even they are first year undergraduates as Fred already pointed out.
However, one evidence that would be helpful to support, but does not appear, in his study is the combination between online and physical relationship; whether students maintain neighboring friends on Facebook or not. If so, how? What kinds of activity/interaction they do to maintain the relationship with their dorm neighbors on Facebook? These questions could also portray how SNS facilitate physical relationship (e.g. strengthening weaker social ties).
To do so, one of variables that may need to be controlled is the size of residence halls and campus. The assumptions of the greater role of Facebook on on-campus life could possibly favor the larger unit of social connection, whether larger floor, building, or campus, hypothetically due to the large number of weak ties. Well, that may not be the case. Why?
Micro-localization
$100 notebook in Thailand finds its end
In Thaibrarian, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous, เป็นการเป็นงาน : Seriously on พฤศจิกายน 1, 2006 at 12:59 am
Thannews covers a story about the plan to cease $100 notebook (or One Laptop One Child – OPLC) in Thailand. The new ICT minister of the junta government said he doesn’t believe that the project would work. If the government would want to buy a computer for kids, the quality/performance should be better than that, not just like a “toy“.
The $100 notebook deal was done during Thaksin’s second term. The plan was the government will subsidize the computer and distribute to students throughout the country. However, the new government still has an idea to develop its own scheme for low cost computer.
Based on Kamthorn, a Thai OLPC team member who has been working on localization of the laptop, claimed that the team has not had a chance to explain about the project to the new minister. He also discusses about the myths about the project based on the article from Thannews (which sources are primarily commercial vendors).
For instance, the OLPC computer is just a thin client, not fully function computer. They lack of content to put in the laptops. It seems likely that the laptop does not increase productivity, etc.
Welcome to Thailand, a land of egonomy.
[via Noi's Life and Thought]
Nail it, Aussie Idols
In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous, เพลง : Music on ตุลาคม 31, 2006 at 11:48 pm
Into the Idolsphere, Australian Idol is my favorite. (Sorry Americans) I’ve been a fan of the show since the first season. My favorite is still the first idol, Guy Sebastian [Climb every mountain, Angel brought me here]. For the later two seasons, the ones I rooted for were the first runners up, Anthony Callea from season 2 [The prayer] and Emily William from the last season [All the way, I'm every woman, Emotion].
For me, not only the more talents, but also the music arrangement and live performance makes the show more interesting and fun to watch. Also you can see how diverse the Australian population from the show. Sometimes the rich diversity make a contestant controversial as not being a real aussie… (-_-”)
This year, only one girl survives in the talent pool among other three male final contestants. She is Jessica Mauboy, a seventeen Indonesian-root girl from Darwin, Northern Territory, who already own two touchdowns (another uniqueness of the show from Mark, one of the judges which I think it calls a good attention and makes the judges’ comments stronger). She somewhat reminds me of Lisa Tucker from American Idol season 5, a young singer who was overshadowed by big voice and big songs. Jessica came to the audition with the big song, Whitney’s I have nothing… (again)…
Here is one of Jessica’s touchdown performance, Christina’s Beautiful.
Here are other touchdown performances of the show:
You can also watch the video from the official website (I still don’t understand why people don’t use youtube instead of hosting their own streaming video files).
This year, the Aussie idol allows the contestants to use instrument. On the final seven round, using instrument is the theme of that week. It’s kind of cool. Anyway, my prediction of the winner would go to Dean Geyer (at least he will stay in the final two).
Overall, I would like to thank youtube and its community so much for being such an excellent media. I could still watch the old seasons and keep updating the current seasons…
Neutral Look To Be Official
In INLS715, iTeaudemia, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous, เด็กนอก? on ตุลาคม 30, 2006 at 11:41 pmIn addition to fingerprint, traveler’s photo is also important for identification. For verification, only human is the most reliable I guess. However, governments looks like trusting computer systems rather than human due to transparency and financial affordability.
Reliability is the major concern for the electronic verification. Hence, the British government recently bans happy face on passport photos.
“[t]oothy, open mouthed grins are being outlawed from the tiny 35mm by 45mm photographs because they will throw off scanners used at airports“, according to BBC.
The facial recognition will counter the problem with open-mouth photo! Therefore, they need a neutral look which could be plotted on scale as the rule says “photographs must show no shadows: your face looking straight at the camera, a neutral expression, with your mouth closed.” So what is it actually, a neutral face? Isn’t it that kind of face we usually do when we do official photo?
Talking about taking official photos, not limited to passport ID, I am sure that you all have more or less memory about it.
Falling Elevator
In บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on ตุลาคม 26, 2006 at 10:46 amNo I’m not talking about ghost in the elevator… My friend, gooogolf, just pointed me a topic in Pantip.com posing pictures of an interesting ad in the elevator… I guess some of you may have seen it in forward mail.

(Note: I am not sure who is the copyright owner of this picture. Since pantip.com does not preserve all posts, I did copy and post it on my blog instead of linking from the source.)
Should Libraries Carry DVDs?
In Thaibrarian, บรรณารักษ์ : Librarian, บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, ภาพยนตร์ : Movie, ห้องสมุด : Libraries on ตุลาคม 25, 2006 at 9:12 amComparing the library operation of DVDs and netflix, which way to go? I think this is an interesting discussion on Palo Alto Online.
(I strongly disagree with that since supplying popular movies has nothing to do with literacy, education, citizenship, etc., and there are multiple low cost rental possibilities available to anyone. But, for the sake of argument let’s assume that it is proper.)
[via LISNews]
Tech Addicts Gone Wild
In บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on ตุลาคม 25, 2006 at 8:53 amThis is a follow up from my previous post on Internet addiction disorders.
The Internet and mobile phones are blamed as causes for lost kids and teenagers in Thailand as said in the Nation yesterday. Parents pointed out that their children have been addicted to telephone (1800 phone chat), online chat, and game before they disappeared. 26 unfound kids, reported by Information Centre on Missing Persons to Stop Human Trafficking, have related behaviors. No report tells how many kids lost in total (26 lost kids out of ??? – so we can know the proportion) and period of time (but I guess one year).
Poor Internet, cellphones, and online games… what should we do? Ban technology for kid ages under 18? He He (You know I’m kidding, right?)
Be Real! Bloggers
In Social Networking, การเมือง : Politic, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on ตุลาคม 23, 2006 at 8:47 pmChina wants to control the blog communities by registering all bloggers in the country. They are working on developing a national blogging system where bloggers need to use their real name in registration but are allowed to use pseudonyms for posting.
This is not a totally new idea for online community. Identity checking seems to be everywhere online regardless of original countries where the system is developed. Many online activities, including registration, are at least tied to our email addresses. Though one can fake, they can still trace where you access their email at least. Having many email addresses is just like having many identities on those social networking sites.
We all know that information, even in online environment, has been highly monitored in China, as one can suspect from any nations with low level of democratic passion. However, monitoring only may not be effective in controlling flow of information. They may need to control over the censorship as well. The system has to be competitive enough to attract bloggers to use their own system rather than other internationally born system.
Using their real identity for online activities is not something surprising idea in democracy world, isn’t it? For example, Pantip.com, Thailand’s largest online community, also require National Citizen ID number (for foreigner, you need to send a photocopy of passport) for registration. It is claimed that to assured the capability to monitor and tracability. Also they are implementing passing card, temporary login, which is tied to your email address for registration. This recent monitoring procedure is set up as they claim for security reason after there have been a lot of pressure from the government and officer. At the moment, Rajdumnern forum (political group), though opened, is restricted to members only to be able to participate in that forum.
Well from this aspect, could you tell whose democracy is stronger and more developed between Thailand and China?
[via The Nation]
Social Capital and Halloween
In INLS715, JOMC490, Social Networking, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on ตุลาคม 23, 2006 at 8:22 pmOne of the questions may be used to measure social capital of the kids on the halloween night is “if you were given lots of candy, who would you share your candy to?” The fun facts provided by National Confectioners Association give the answer that for kids ages 6-11 year olds, they would…
- Share some with their family, 66 percent
- Share the candy with their friends, 64 percent
- Give some to their teacher, 26 percent
- Keep it all for themselves, 7 percent
- Don’t know what they would do, 2 percent
Interestingly enough, although 66 percent of kids in the States would like to share their candies to their family, ninety (90%) percent of parents admit to sneaking goodies from their kids’ Halloween trick-or-treat bags.
[Via Reuters and Hamption Union Community News]
ปิดหูปิดปาก แต่ดันตะโกนกันซะเอง
In Thaibrarian, การเมือง : Politic, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous, ห้องสมุด : Libraries, เป็นการเป็นงาน : Seriously on ตุลาคม 22, 2006 at 12:25 amเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าหนังสือ The King Never Smiles ของ Paul M . Handley เป็นหนังสือที่ถูกสั่งห้ามจำหน่าย และเผยแพร่ในเมืองไทย (ไม่แน่ใจว่าสั่งห้ามครอบครองด้วยหรือเปล่า) โดยใครอันนี้ผมไม่ทราบชัด แต่ผมเองก็ได้ข่าวเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ มาตั้งแต่หนังสือยังไม่วางแผง แต่ที่จะพูด มันมีประเด็นในสิ่งที่คนไทย (โดยเฉพาะสื่อ) กำลังทำอยู่ ซึ่งผมเห็นว่า มันน่าพิจารณาเป็นกรณีศึกษาไว้ ก็น่าจะดีน่ะครับ (ปล. ผมไม่ได้เขียนเรื่องราวในหนังสือนะครับ หวังว่าคงจะไม่ถึงกับต้องเข้าคุก เข้าตารางนะครับ)
ทีนี้ มาถึงสิ่งที่ผมเองค่อนข้างสงสัยและผิดหวัง ก็คือ บทบาทของสื่อของไทยเราเองนี่แหละ เอาข่าวที่เกี่ยวกับหนังสือพวกนี้มาเล่นอย่างหน้าตาเฉย (ตัวอย่าง) ทั้ง ๆ ที่ข่าวที่เกี่ยวกับการสั่งห้ามจำหน่ายหนังสือที่ไม่เหมาะสม ควรจะปล่อยให้เรื่องแบบนี้มันหายไปเอง และไม่ควรจะมีการกล่าวถึงอีก ซึ่งหลายคนอาจจะไม่เห็นด้วย เนื่องอาจจะเห็นว่า การเขียนข่าวในลักษณะนี้ จะได้บอกให้คนอื่นไม่เอาเยี่ยงอย่าง แต่ถึงแม้ว่าจะเป็นการนำเสนอในเชิงต่อต้านและไม่เห็นด้วยก็ตาม มันกลับกลายการเป็นเครื่องมือประชาสัมพันธ์ให้คนอยากอ่านเข้าไปกันใหญ่ เข้าทำนองที่ว่า บอกให้คนอื่นเงียบ ๆ แต่ตัวเองดันตะโกนซะ ปาว ๆ ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ยิ่งข่าวเกี่ยวกับหนังสือเรื่องนี้กระจายมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นการระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นกฏหมายที่เกี่ยวกับการ censor เนี่ย ไม่ควรจะอนุญาตให้มีการเปิดเผยต่อสาธารณะว่า อะไรถูกสั่งห้ามบ้าง เว้นแต่จะมีการขอข้อมูลตาม พรบ. ข้อมูลข่าวสาร ในขณะสิ่งที่อนุญาตให้มีการเปิดเผยต่อสาธารณะ และให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ได้ น่าจะเป็นตัว “กฏเกณฑ์” มากกว่า
ก่อนหน้านี้ ผมก็เคยสงสัยว่า ทำไมผู้หลักผู้ใหญ่ในประเทศเรา ถึงได้ตอบคำถามกับสื่อ ทั้งในและต่างประเทศ เกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้อย่างห้วนและคลุมเครือ (ตัวอย่าง) ตอนแรกก็ให้รู้สึกสงสัยว่า ทำไมท่านเหล่านั้นไม่วิพากษ์วิจารณ์ไปเลย ว่าข้อมูลตรงไหนผิด อันไหนถูก บางทียังคิดไปเลยเถิดว่า น่าจะเขียนหนังสือ อธิบายเรื่องจริงไปให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย แต่ก็เพิ่งมาเข้าใจตอนเขียน post นี้แหละครับ ว่า ยิ่งพูดมาก ยิ่งยืดเยื้อ เรื้อรัง ยิ่งทำให้คนเขียนข่าวอยากติดตาม สู้เงียบไว้ดีกว่า
แล้วจริง ๆ ผมก็ไม่เห็นว่า คนไทยเราจำเป็นต้องไปวิ่งเต้นบอกให้เค้าหยุดขายหนังสือหรอกครับ (อย่างในข่าวนี้) ผมคาดว่าคงจะเป็นไปได้ยาก จริงอยู่ที่การเขียนถึงกิจการภายใน เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม แต่หนังสือมันก็เข้าสู่กระบวนการทางธุรกิจเรียบร้อยแล้ว และผมก็คิดว่าสำนักพิมพ์และคนเขียนเค้าคงไม่ยี่หระอะไร ดูได้จากการตอบคำถามพูดคุย การทำให้หนังสือเป็นที่กล่าวถึงมากเท่าไหร่ ยิ่งจะทำให้คนเขียนและสำนักพิมพ์ได้กำไรจากการเรียกร้องมากขึ้นเท่านั้น อีกอย่างหนึ่ง เราก็ตระหนักกันอยู่แล้วว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นมา มันเกิดขึ้นมาจากความแตกต่างระหว่างวัฒนธรรม ในขณะที่ต่างชาติเค้าก็เชื่อใน Freedom of expression อย่างสุดโต่ง (ไม่เว้นหน้าอินทร์หน้าพรหม) ซึ่งแตกต่างจาก Freedom of expression แบบของเรา ที่มันมีขนบทำเนียม ความเชื่อกั้นอยู่ เพราะฉะนั้น การที่จะข้ามไปบีบคอให้เค้าเชื่อหรือนับถือแบบเราก็คงจะไม่ได้ แต่เท่าที่ดูสื่อฝรั่งก็เลิกเล่นข่าวนี้ไปนานแล้ว แล้วที่เล่นอยู่ก็มีไม่กี่ที่เท่านั้น ที่เหลือก็จะเป็นเชิงโฆษณาหนังสือเสียมากกว่า
อีกอย่างไอ้ความเป็นโลกาภิวัตน์ มันทำให้เรื่อง censorship ในระดับประเทศหรือชุมชน มันมีความซับซ้อนมากขึ้น และผมเชื่อว่า คนในประเทศไทยหลายคนก็ได้อ่านหนังสือเล่มนี้เรียบร้อยโรงเรียน Yale ไปแล้ว ทั้ง ๆ ที่ไม่มีขายในเมืองไทย อย่างน้อยผมก็ได้ยินคนใกล้ชิดบอกว่าได้อ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว เพราะมีเพื่อน ญาติหรือคนรู้จักอยู่/เดินทางไปต่างประเทศ ล่าสุดตอนนี้ใน Amazon.com ก็สามารถ search inside หนังสือเล่มนี้ได้แล้วด้วย (ถึงแม้ว่าจะอ่านไม่ได้ทั้งเล่มก็ตาม) ไม่รู้ว่า ถ้าหนังสือเล่มนี้เข้าไปอยู่ใน Google Book project อีกเมื่อไหร่ เพราะฉะนั้นกฏหมายบ้านเมือง ในเรื่อง censorship ทั้งหลายเนี่ย ก็ควรจะต้องมีการพิจารณาในเชิงองค์รวมเสียที มากกว่าที่จะมองไปเป็นส่วน ๆ เพราะทุกวันนี้อะไร ๆ มันก็เชื่อมโยงกันหมด (ซึ่งประเด็นก็จะคล้ายกับ กรณีของรัฐประหารครั้งล่าสุด ที่ผมได้เขียนไว้ก่อนหน้านี้)
สมัยก่อนที่ผมเรีียนวิชา โฆษณาและประชาสัมพันธ์ สมัยเรียนปริญญาตรี จำได้ว่าตอนสอบกลางภาค อาจารย์สั่งให้ไปหากรณีศึกษาจากข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์มา แล้วก็ทำแผนการประชาสัมพันธ์มา ผมก็เลือกกรณีศึกษาของความมีพิรุธในการแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงของรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง ซึ่งพบว่ามีการตุกติกโดยคนที่สมควรได้ ก็ไม่ควรจะได้ ส่วนคนที่ไม่สมควรได้ ก็ได้เฉย เลยกลายเป็นที่ครหากันต่าง ๆ นานา ด้วยความที่เป็นคนคิดเยอะ คิดมาก ก็เขียนแผนประชาสัมพันธ์ให้กับตัวผู้บริหารคนใหม่ (คล้าย ๆ กับฟอกตัวนั่นแหละครับ) อธิบายไปเป็นสิบ ๆ หน้า ส่งไปด้วยความมั่นใจว่า แผนของเราค่อนข้างจะรอบคอบและระมัดระวัง อาจารย์ตรวจคะแนนแล้วส่งกลับมา ให้เกือบตกเลยครับ (ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ได้เกือบตกในตลอดชีวิตการเป็นนักเรียน เลยเป็นเหตุผลที่ผมต้องจำมันมาจนถึงทุกวันนี้) ด้วยเหตุผลที่ว่า กรณีแบบนี้ แผนประชาสัมพันธ์ง่ายนิดเดียว คือ ไม่ต้องประชาสัมพันธ์อะไรเลย เพราะยิ่งไปทำโน่นทำนี่ ยิ่งทำให้คนรู้สึกว่าหวาดระแวง และคิดว่า rumor มันเป็นเรื่องจริง จริง ๆ แล้ว วิธีแบบนี้ ถูกใช้ในการประชาสัมพันธ์ในเชิงการเมืองทั่ว ๆ ไปอยู่ทุกวี่ทุกวันอยู่แล้ว
พูดถึง Amazon.com แล้วมีเรื่องนึงที่เป็นเรื่องน่าแปลกใจก็คือ ณ ตอนที่เขียน post นี้ จะเห็นว่าคนที่เขียน Review ที่บอกแหล่งพำนักว่าอยู่ในเมืองไทยส่วนใหญ่ ชอบหนังสือเล่มนี้ ผมก็เลยไม่รู้ว่าเป็นเพราะ spam หรือ fake หรือเปล่า ในขณะที่คนที่อยู่ต่างประเทศ (ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นคนไทยหรือไม่) ส่วนใหญ่ไม่ถึงกับชื่นชอบมากนัก ซึ่งอันนี้ผมเองก็ตั้งเป็นข้อสังเกตไว้เพียงเท่านี้
Beauty and Professors
In INLS715, JOMC490, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous, เป็นการเป็นงาน : Seriously on ตุลาคม 19, 2006 at 10:32 amThe reliability of teaching evaluation has been investigated for a number of years. Researchers have been trying to find out the factors related to the teaching evaluation results. One of those factors includes “attractiveness“.
The article in Journal of General Psychology published in January this year (2006 – Vol. 133, No.1, p. 19-35) written by four professors at Medaille College (led by professor Riniolo) uses ratemyprofessor.com to justify the relationship between hotness and teaching evaluation results. By collecting data from four Universities, including Grand Valley State University, University of Delaware, San Diego State University, James Madison University (the selection was based on the number of rates), they found positive relationship that means the hotter professor, the higher evaluation scores. However, they admit that “[a]lthough this study has all the limitations of naturalistic research, it adds a study with ecological validity to the limited literature.“
The article in Guardian also refers to another study done by Hamermesh and Parker (from UT-Austin) published in Economics of Education Review. (Note: Interestingly, they asked only six (6) students.)
Hamermesh and Parker saw a pattern in the two sets of ratings. The more beautiful the professor, the higher the teaching-quality ratings. Especially the men. Hot men drew higher teaching-quality ratings than did hot women; ugly men drew lower teaching-quality ratings than did ugly women. The report offers no explanation for this male/female disparity.
ID Please!
In Thaibrarian, บรรณารักษ์ : Librarian, บ่นไปเรื่อย : Saying, ห้องสมุด : Libraries on ตุลาคม 16, 2006 at 10:56 amI’m not a loyal customer of nightlife commons where you are usually asked for identity check. To drink alcohol, you also need to prove that you are legal to purchase… What about for the academic library?
Today, Daily Tar Heel covers the late-night observation in the Undergraduate Library during the midterm period. The photos in printed edition (on page 4) shows the security personnel checking students’s IDs. We all have learned that library is one of the public places for people to have relationships (from emotionally to physically). One of the evidences is from a book called “The Romances of Libraries“. The feature also points out the extreme scenarios: streaking and porn-viewing.
A number of academic libraries in Thailand where they charges external users for entrance fee, require ID of every single visit. In many libraries (including some school libraries), IDs also tie with the library doors. ID is not only primarily use for collecting library visits data, but protecting outsiders to get in.
In these days whether you go out for fun or study, your identity is essential to carry out. I know it is not that hard to just put your identity card in a pocket and carry it around, but…
Is there anywhere in the world that we can independently survive without showing an ID? Not anymore I guess…
Comparing Internet Movie Download Services
In บ่นไปเรื่อย : Saying, ภาพยนตร์ : Movie on ตุลาคม 16, 2006 at 8:50 amSince peer-to-peer, torrents, and youtube are all risky services, the choice is going to a number of internet movie download services. Techcrunch has a nice comparison and reviews of these services that are available out there in the market.
It seems like GUBA is the best option in terms of price and referral fee. Unfortunately, mac users have only one choice, iTunes. Anyway, borrowing DVD from library is still my best choice. Yikes!
โชคร้ายจะจบลงหรือไม่?
In บรรณารักษ์ : Librarian, บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, ห้องสมุด : Libraries on ตุลาคม 13, 2006 at 12:13 am
วันนี้แล้วที่หนังสือเล่มสุดท้ายในชุด A Series of Unfortunate Events ที่ชื่อว่า The End จะวางแผง (ศุกร์ที่ 13) ตื่นเต้น ๆ เพราะเป็นหนังสือชุดแรก ที่อ่านตั้งแต่เล่มแรก ยันถึงเล่มเกือบสุดท้าย (เพราะเหลือเล่มสุดท้ายนี่แหละ และถึงแม้จะไม่ได้เรียงตามลำดับก็ตาม) ด้วยความที่ชอบก็เกือบ จะแปลเป็นไทยเองเสียแล้ว (เพราะจำได้ว่าอ่านครั้งแรกตั้งแต่ยังไม่มี edition ภาษาไทย) แต่ก็มัวยุ่ง ๆ ยักแย่ ยักยันอยู่ ก็เลย
จริง ๆ ก็คือ อยากรู้ว่าตอนจบจะเป็นอย่างไร จะ Happy Ending มั๊ยนะ ถ้าไม่เนี่ย แล้วจะจบอย่างไรไม่ให้คนรู้สึกว่าค้างคาในใจ แต่ถ้าจบแบบ Happy Ending ก็จะเสีย concept ของชุดนี้ไป
Patricia ใน New York Times (ต้อง register เพื่ออ่านครับ – ฟรี) เขียนถึงหนังสือเล่มนี้ไว้ดีทีเดียว ที่น่าจะเป็นน้ำจิ้มได้ดีก็น่าจะเป็นย่อหน้านี้
From “The Bad Beginning,” the series’s first installment, Mr. Handler (Note: Daniel Handler คือ ชื่อผู้แต่งจริง) said, he had “The End” in mind, somewhat inspired by his favorite children’s book, “The Bears’ Famous Invasion of Sicily” by Dino Buzzati, an odd 1947 tale of bears descending from the mountains in search of food, conquering cities, only to realize their lives have been corrupted by humans.
ย่อหน้าต่อจากนี้ก็มี clue อีกนิดหน่อย แต่ก็อยากรู้ว่า ออกมาจริง ๆ แล้วจะเป็นอย่างที่บอกไว้แต่แรกหรือเปล่า ส่วนฉบับภาษาไทย ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเค้าจะออกเมื่อไหร่ แต่คิดว่าก็ไม่น่าจะนานเกินรอ…
Unskilled and Unaware of Information Competency
In INLS715, Thaibrarian, บรรณารักษ์ : Librarian, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous, ห้องสมุด : Libraries, เป็นการเป็นงาน : Seriously on ตุลาคม 2, 2006 at 11:05 amI had a chance to read a psychology study published in 1999 done by Justin Kruger and David Dunning. The paper won an Ig Nobel Prize in 2000, entitled “Unskilled and Unaware of It: How Difficulties in Recognizing One’s Own Incompetence Lead to Inflated Self-Assessments“. Here is what the abstract says.
People tend to hold overly favorable views of their abilities in many social and intellectual domains. The authors suggest that this overestimation occurs, in part, because people who are unskilled in these domains suffer a dual burden: Not only do these people reach erroneous conclusions and make unfortunate choices, but their incompetence robs them of the metacognitive ability to realize it. Across 4 studies, the authors found that participants scoring in the bottom quartile on tests of humor, grammar, and logic grossly overestimated their test performance and ability.
I think this is a very great exploratory study. It is fascinating to see how people think that we are “above average”. Anyway, I still have a question whether culture has some effects on the finding. I would like to see the replication of this study on other area of the world, especially in Asia where the traditional humbleness highly controls over “self-confidence”. It may also depend on tasks, goals, experiences, and such.
Thinking about information and library science, this study has some extent that could be utilized and led some discussions in ILS area.
- One of the questions mentioned in the paper is when (and how) do people realize they are unskilled? I think this is a good beginning point of tracking down to the cause of many problems mostly in information literacy area. We might be benefit from the discovery of this type of study. Many people might realize cognitively when they interact with fellows, objects or systems. It could be either passive or active process.
- On the contrary and further thought, I think about people who are overly humble or have less self-efficacy. The paper also proves that those “in the top quartile tend to underestimate their ability and test performance relative to their peers” (p.1131) which can be explained by a “false consensus effect” (When you did well, you think others did well too). There are many people walking to the library to ask librarians just for making sure whether or not what they have done is appropriate. Again such a question as “when (and how) do people realize they are information skilled?” also need some attention too. The applicability of this type of research can also contribute to information literacy. It could also contribute to human-information interaction area; for example, help system design, system guidance, etc.
- One of the most interesting parts (for me) is about the “above-average effect” where one believes that s/he is above average. The paper provides nice examples including business managers tend to think they are more than just typical managers or football players think they are savvier in “football sense” than other teammates. Is it the case of librarians? Do they think they are more able to perform searching than their fellows? The “Incompetence and the Failure of Feedback” has excellent explanation about the issue of “failure” which, I think, can be used to investigate search failure, including:
- people seldom receive negative feedback,
- “some tasks and settings preclude people from receiving self-correcting information”,
- people still need to accurately understand why that failure occurred, even if they got negative feedback, (I personally like that explanation that sometimes you need luck.), and
- “incompetent individuals may be unable to take full advantage of one particular kind of feedback: social comparison.”
- The challenge if one would conduct the replication in ILS is the measurement, since in many cases, the term “success” cannot be scientifically justified. The success of information retrieval/discovery is quite subjective based on personal satisfaction of having enough relevant information in the proper period of time. Sometimes, the answer is not dichotomous whether is yes or no and right or wrong. By having no measurement, it makes life a bit harder to make a comparison between perceived and actual performance.
- One of the things that I learn the most out of this paper is the concern about reliability of self-evaluation studies. I never realized that I need to be careful when I am reading those papers that involve self-evaluation as a single method.
It seems like I have a nice frame here. But wait! Am I overly optimistic and holding miscalibrated views? I guess so. :)
[via Improbable Research]
Facial Expressions and Emoticons
In JOMC490, Social Networking, Thaibrarian, บ่นไปเรื่อย : Saying, ห้องสมุด : Libraries, เป็นการเป็นงาน : Seriously on กันยายน 29, 2006 at 6:09 pmDo you prefer to use your face expression showing as emoticons? I don’t think I would. I personal like the combination of the alphabets, rather than the yellow head though because it is sort of more creative and imaginary. Although there are some limitations that textual emoticon could not imitate all our expressions. But well, does it convey your expressions well enough?
A group of researchers in England try to find a way to use real facial emoticon.
A user first uploads a picture of their face with a “neutral” expression. Then they use their mouse to mark the ends of their eyebrows, the corners of their mouth and the edges of their eyes and lips.
The software uses these points to morph the face to express different emotions: happiness, sadness, fear, anger, surprise, and disgust. A user can select an emotion and one of three intensity levels when using the system.
They tested the software and found that only 60% of the time people recognize what is it mean. They believe it is “high enough” for internet chat. Hmm I do not think 60% is acceptable in terms of effectiveness of communication though. Also I would guess that the effectiveness of communication (measured by the misunderstanding) by textual and mr.yellowhead emoticons would higher than that one that you have to guess all the time. If so, why we have to use the one that would not increase the probability of communication success?
My observation was directly about how people express their face. Talking about our facial expression, I sometimes do not realize that my facial expression is that obvious to other people, or even myself. When I talk, I just let it go as I feel and it should be. I have never planned ahead before what expression should I use today. Well obviously, I have never used mirror when I use my face for expression to see what my face looks like, do you? Also facial expression is quite individual and very subjective. I don’t think I smile the same way everything, although I have a same degree of happiness.
Anyway, for many times I use :), I do not have smile on my face at all. Sometimes I use it because I think it build a good rhetoric environment rather than telling what I am feeling right now. For example, when the conversation pauses, I use emoticons to break the silence. I also saw a number of people using emoticons in a situation where people do not use any facial expression in face-to-face communication. Interestingly when I have a video conferences (with no audio), it is kind of awkward somehow when we see people on the other side use different kinds of emoticons in the textbox but their facial expression is totally neutral or even in the opposite expression. They might only focus on typing and forget that the other person still watch their faces which sometimes I am wonder if that they feel or not.
Hmm I think it might be interesting to see the way people use emoticons correlating with their actual facial expressions and their actual emotions. Well if you know any reference, please let me know. I bet there are a number of people interested in this aspect of technology.
Bridging the Gap with Blogging: A Thai Royal Blog
In JOMC490, Social Networking, บ่นไปเรื่อย : Saying on กันยายน 25, 2006 at 5:47 pm
One of Thai’s beloved princesses, Her Royal Highness Princess Maha Chakri Sirindhorn, will write a blog on teaching and learning English in Thailand. The blog is expected to launch within a couple of days. It is going to be the first royal blog (I guess) in the world.
Scholarly, Her Royal Highness is very smart and authoritative to this subject matter. She earned her degree in History, Oriental Epigraphy (Sanskrit and Cambodian), Pali and Sanskrit, and development education. She has been creating many projects for her people, all Thais. (See also her detailed biography) Without any doubt, she exemplarily is one of the most respectable persons in Thailand. Therefore, that guarantees the success of the blog.
It is obvious hat the readers of her royal highness will not be only those who are interested in English teaching and learning. Absolutely, they include general Thai netizens also, although they may not into English language teaching and learning at all.
Not many times in your life will be close to the royal family. It is not that easy, a lot of authority to pass through. Inside the palace, outsiders may think it is a mystery, especially foreigners. Many foreigners do not understand why do Thai people favor the monarchy (rather than the presidency). And I am not going to elaborate why, because it would take me a whole life to write such thing like that (Some of them cannot even describe in words. It just exists in Thais’ people hearts).
By reading, commenting, and messaging on the blog, it absolutely decreases the gap between the royal family and its people. Blog readers will feel like they can talk to Her Royal Highness. Even a blogger like me also feel her kindness and being in the same community with Her Royal Highness. That reminds Thais that although she are superior, she never forget her people. That is one of the main reasons why Thais love the King and his family.
Source: The Nation – September 26, 2006
What does the Internet society look like in 2020?
In JOMC490, SOCI708, บรรณารักษ์ : Librarian, บ่นไปเรื่อย : Saying on กันยายน 24, 2006 at 7:50 pmThe latest Pew study report (collaborating with Elon University), entitled The Future of the Internet II, shows the vision of “internet leaders, activists, builders and commentators” on “the future social, political, and economic impact of the internet”. Seven scenarios have been discussed including:
- the deployment of global network
- human control over technology
- transparency vs. privacy
- luddites, technological “refuseniks,” and violence
- compelling or “addictive” virtual worlds
- the fate of language online
- investment priorities
The full report contains tons of interesting quotes, although at some points I found it’s too overwhelming. Hence, I would think citing this piece should be more cautious, as the introduction already state that the samples are not absolutely representative.
I have to suspect that the visionary does not necessarily need democracy or to be democratized, although innovation will probably do. (see also Hippel’s Democratizing Innovation – I have to admit that I have read only a couple of chapters)
Anyway, it is also a good resource for some folks to learns about internet leaders.
Overall, I am not quite surprised with the results. It seems like there is no a totally undiscovered idea appeared. The results are pretty much based on current tendency. Therefore, the scenarios is quite predictable with just stronger degree of intensiveness. And I think it is reasonable, why?
Evolution or revolution?
In 2020, although the introduction of new innovation may happen as often as weekly or even daily, the Internet (or maybe more specific to WWW), as we have been used for many years, will still play a significant role in the society. We still look forward to the new societal scheme. However, the existence of today Internet society will be merge in tomorrow world. Online society is accumulative where we will never want to delete anything. We will no longer have archives, which we will have to store and retrieve them separately. Instead, our memories will follow us in everyday life in everywhere. We will live with all kinds of tenses within a single moment. Therefore, the future of online society will still be based on evolution not revolution.
Quantifiable responses?
To prove that citing this piece needs some additional attention, here is my example.
Scenario Four: Transparency vs. privacy
Prediction: As sensing, storage and communication technologies get cheaper and better, individuals’ public and private lives will become increasingly ‘transparent’ globally. Everything will be more visible to everyone, with good and bad results. Looking at the big picture – at all of the lives affected on the planet in every way possible – this will make the world a better place by the year 2020. The benefits will outweigh the costs. (p. 30)
49% says disagree. However, I am quite confused about the instrument on how the question is structured. There seems to be three major arguments inside the scenario given.
- more transparency
- transparency makes better place
- outweighing the costs
The first and the last makes more sense to me. But I am not sure if the high transparent atmosphere would make a better place. The word “better” (or good), as we all know, is absolutely subjective and too broad. Therefore, the percentage of response can not tell anything specifically because you can not tell which statement is valid to result. So only valid responses, to me, are those qualitative responses.
Anyway, it is very sparking in overall…
Online Petition for Freedom of Expressions During the Coup
In การเมือง : Politic, บ่นไปเรื่อย : Saying, เด็กนอก?, เป็นการเป็นงาน : Seriously on กันยายน 23, 2006 at 9:41 pmWell, not everyone in Thailand (and anywhere in the world) would agree with the coup. The protest has just begun. There are hundreds of protesters in business district area of Bangkok. Here is another way, online petition.
http://www.petitiononline.com/thaicoup/petition.html
The petition was initiated by Thongchai Winichakul, a professor of history at the University of Wisconsin-Madison.
[Source: the Nation, September 23, 2006]
Community Radio Banned: Crisis or Opportunity?
In JOMC490, Social Networking, การเมือง : Politic, บ่นไปเรื่อย : Saying, เป็นการเป็นงาน : Seriously on กันยายน 22, 2006 at 7:22 pmOn September 20, the reform council (CDRM) sent a letter to all governors to suspend the operation of community radio stations. It was officially informed as for political reason as the latest constitution endorsed in 1993, supporting the establishment of the community radio, has just been torn out. However, many station owners criticized the order that the council is afraid the community radio might be used for against the council. [Source: Matichon - September 21 through Thai Broadcast Journalists Association webboard]
The Nation, on September 22, also covered the suspension of community radio stations in three provinces in the north, including Chiang Mai, Chiang Rai and Mae Hong Son. There are about 300 stations that has to be terminated. Also 500 stations in Phitsanulok, in the lower north, have been called for a meeting. The situation looks like the critique of the owners may be valid since Thaksin and Thai Rak Thai party has stronger voices based up there. Additionally, Chiang Mai is Thaksin’s hometown. Therefore, the closure of those stations might be appropriate (for the coup) to avoid the problem that may occur. There is no further decision about how long the termination would take.
Well, the issue may not just be about that…
On the webboard of Thai Broadcast Journalists Association, the group of respondents has different thoughts about the order. Not all disagree with the order. There are some folks saying it is a good time to revise the system. A couple of responses wonder if it has a hidden agenda or business connection.
However, Here are some insights on the issues.
A number of community radio stations in Thailand have been established widely across the country after the creation of the latest constitution. Personally, I have not been an active audience of those community radios that much. However, I, as well as others would, assumed they did have more freedom of speech, because the community owns it. Therefore, they should be able to control and community member can engage in the radio.
However, that might not be the case. There was a study done by Weerapong and et al., in 2002, supported by the Thailand Research Fund on the operation of community radio in two provinces in the northeast, Burirum and Nakornratchasima. I think this part of an abstract might describe the issue well enough.
The community radio focuses on magazine programs, reality/information content and community related content, indicating imbalance of format and content, as well as lack of direct response to the majority of listeners, especially farmers.
Meanwhile, their main role is state apparatus through top-down communication manner rather than horizontal and bottom-up communication, a few communities listen to the community radio, and participate as co-producer and decision maker on operational process, and policy planer and maker. On the other hand, some communities participate in program, and function as information sources.
In the operational process, there are many problems such as insufficient policy and the lack of resources, budget, personnel, technical facilities, and people participation. The operational process is influenced not only by cultures, and society, which are varied factors, but also by political factor.
Although the community radio stations in both provinces may not represent the nature of the community radios of the whole country, I would think if you are not familiar with the community radio in Thailand, this might tell you something.
In fact, the operation and business of community radio have been questioned and criticized in various ways. Most of them are about the connection with major media owners, serving business needs of the owners rather than the community focus.
For example, the radio bandwidth is too strong to interrupt other bandwidth to expand the coverage of the signal. So they can attract more audiences and, yes, ads. As a result, the signals from community radios have interrupt other kinds of wireless communication such as telecommunications, television, or even other radio stations. In fact, the regulation limits the coverage for certain distance. Recently, the National Telecommunications Commission (NTC) has opened a couple of communication channels to take the reports regarding the problems from community radio stations including a webboard.
That is why a number of folks would urge this opportunity to revise the regulation and system of community radios. However, is it the the right time? I guess not. I do not think it is the business of the reform council. Also we have more than enough military radio stations. (-_-”)
[Note: It would be more critical to know how community radio stations did on that critical night and the influence of the coup on their operation. However, I have not heard anything regarding to that matter.]
Communication during the first night of the coup: another case study
In JOMC490, Social Networking, การเมือง : Politic, บ่นไปเรื่อย : Saying on กันยายน 21, 2006 at 9:11 ampawoot.com wrote a short article (in Thai) talking about chat and instant messenger on September 19 night. This piece also appears on blognone.com. One of the most interesting points is about his own website, pawoot.com. He was an eyewitness when the military was moving into central point. He took pictures of what he saw and uploaded on his website right away.
He said within 6 hours, there were many ten thousands people visiting his website, comparing to 500 – 600 people per day in general.
He also realized the power of social networking and the Internet in that period of time.
Sense of Virtual Community in Crisis: 2006 Thailand coup d’etat
In JOMC490, Social Networking, การเมือง : Politic, บ่นไปเรื่อย : Saying on กันยายน 20, 2006 at 12:53 pmTwo interesting announcements were released during the coup.
The fifth announcement commanded the ministry of information and communication technology (ICT) to control, terminate, and destroy the dissemination and distribution of information in network information systems that contain harmful message to the democracy reform.
The seventh announcement from the group was about the rule for political gathering. Five (5) People are not allowed to gather for political discussion and talk.
The fifth announcement was kind of vague in terms of practicability. From what I think, the intention would want to target individual websites and webboards and forward mails. That may be the case for Pantip.com deciding to temporarily close Rajchadumnern, the most active political webboard (Note: the board has been criticized as a place for pro-Thaksin folks).
Well, it was not the end of social networking. I got an IM message from a friend telling me where the Rajchadumnern folks would go for discussion, weekendcorner. However, I anticipated, because of security and traffic issue, they moved the website from .com to .net and restricted access. Only people who has registered before are allowed to get in. For those who need to register, you have to ask any existing members to register for you. That does mean you have to know some “insider” to be able to participate. It is interesting to investigate that the community has to transform into “close” model where only friends of a friend are welcome. I guess there would be a bunch of people that could not get into this community. And I am pretty sure that they are still a number of people finding the “locality” of the community. It is interesting to see how the locality is moving from one place to another place. And how they tried to protect themselves by setting the rules and regulations. The ties are mainly from the power of instant messenger.
Based on the seventh announcement, it is quite challenging to control, in my perspective, in virtual settings. As others may realize, the announcement absolutely focuses on “physical” political movement. However, they might overlook the power of online meeting. I am sure the phenomenon happen last night (September 19) for those who use instant messenger (and the Internet in general) proving that a control over mainstream medias does no longer totally affect mass communication nationwide anymore. If the Internet and other telecommunication networks (e.g. landline and cellphone) are not under control, the flow of information would be running explosively.
Another activity that has been discussed in American politics, but never been exposed by Thai politics before, is blogging. Although not many individual blogs exposed the situation, I found out that most links posted on the blogs are directed to international news agencies rather than other blogs, whether individual or group blogs. However, group blogging has played more roles as a number of people focused on live reporting on a common space rather than their own blog. Isriya and Keng expressed his experience (in Thai) in participating in a collaborative live blogging on 19SEP.
Around 10am (Thailand time) on September 20, mainstream medias began running as usual with more news update. The situation looks less critical and panic. The intense of blogging (about this topic) kind of slow down. It seems like people are getting back to the mode to hear from local news agencies again. Although, 19SEP, for example, had the last post on September 20 at 1:50pm, I would like to see how far these communities formed by this situation would go. One may question the sustainability of these communities. However, I do believe (and hope) that once the situation get back to normal, the sense of community among people involved in this situation would still maintain. The task, in this case is to keep everyone updating and help each other verifying the information, may change to something else, at least to further discussion on future of politics in Thailand.
Here is one of the discussions that I think would be going on in the community. Someone posted inn Klaibann (Thai in oversea) forum asking an interesting question “What should we tell foreigners about the situation? (in a constructive way)” [Note: the link may not be archived]. The replies are also interesting..
Social networking on coup d’etat in Thailand
In JOMC490, Social Networking, การเมือง : Politic, บ่นไปเรื่อย : Saying on กันยายน 20, 2006 at 9:05 amBlogs
- Thai
- ปฏิวัติ [Patiwat: Revolution]
- Keng.com [Reporting blogosphere during the coup d'etat]
- PRADT [Historical graphic of coup d'etat in Thailand]
- Pongsin’s Encomium [Some thoughts in Time's A Festive Coup in Thailand article. Also, he noted his friend's reactions from IM screennames.]
- English
- 19 SEP (Shut down as the order of Ministry of ICT)
- Bangkok Pundit
- 2Bangkok
- Coup D’etat a Bangkok by bee
Contributing more, if you have….
“Internet answers demand for news” says the Nation
In JOMC490, Social Networking, การเมือง : Politic, บ่นไปเรื่อย : Saying on กันยายน 20, 2006 at 8:44 amInternet answers demand for news From the Nation (September 20, 2006)
With television and radio in military hands after last night’s coup, the Internet newspapers seem the only way to keep abreast of the situation.
Seeking Information in a Critical Situation: 2006 Thailand coup d’état
In INLS715, JOMC490, Social Networking, การเมือง : Politic, บ่นไปเรื่อย : Saying, ห้องสมุด : Libraries on กันยายน 20, 2006 at 1:22 amAfter I enjoyed having lunch with my doctoral fellows on Franklin Street, I got a note from a news reporter to contact him back about the attempted coup in Thailand. I was quite shocked because the fact that the group leader was interviewed and told that they would not do this. But they broke their words. Well I am not going to talk about what it is actually going on there politically. But I think it would be important for me to record what happen to me in terms of experience on information seeking and communication aspects. I would think we, as information professional, might learn something from this situation especially the understanding of how people cope with their information needs in a critical incident.
Instant Reaction
Instead of calling the reporter back right away, I turned on the computer and checked on a couple of Thai national newspaper website at least to verify whether his statement was true or not. However, it took a while for the pages to show up. Also they looked malfunctioned. Some of them were even offline. I guessed there would be enormous access at that period of time. So my first attempt to get the information was to answer “true” or “false”. No detail was gathered at that point.
Meanwhile, I signed on my Microsoft Live messenger (or MSN messenger). A bunch (about 10 people) of people in Thailand sent me notes right after I signed on asking me if I heard the news. The message alerts kept annoying my colleagues in the office then I decided to turn the sound off.
My friends asked me if I could watch the CNN, BBC or any international news agency whether TV or radio. They told me that all national television channels have been controlled by those who called themselves “the reform group”. They asked me if I see the tank. So I was really surprised and began panic after realizing that all Thai people cannot access other news sources except the ones controlled by the council. All international television channels were terminated. Only national televisions were running for announcements. The announcements were the only information sources they got at the moment.
A number of friends formed group chats discussing about the issues and kept updating the situations. We were sharing and verifying the news that we got. There were a lot of rumors throwing out into the group. What we all do were checking where the rumors from. For example, we got the rumor about who took control, who will be the next prime minister, the communication that would be cut off since the coup d’état group will take control of the Communication Authority of Thailand (CAT). I believe that the rumors sent from one-to-one connection rather than mass communication.
Then I decided to check out international media websites like CNN and BBC. There I could see the video and read the whole story. I tried not to get the news from any national news websites since the political turmoil, been in this country for a while, made me curious about their standing points whether they are English or Thai newspapers. Therefore, I decided to use the international agencies because they seems to be more neutral and off the issues. (Note: The political tension against Thaksin involved a lot of media engagement. A number of leaders of the mob are from media agencies.)
This was also the case when the coup happened in 1992. The only source of information at that time was BBC news radio (Thai Language). The station was based in London. People would like to know what was going on from the sources that were available and trustworthy. Since then the situation made hero, BBC news radio (Thai) became one of most favorite and reliable radio station. Unfortunately, last year BBC HQ decided to shut off the BBC Thai station due to financial constraint. There were a lot of calls to reconsider the decision from the audiences. However, they did not make it through. I wonder if today the station still operated, it would have been once again the most heroic situation for the station. Anyway, when people do not have any other choice, we had to find the way out… but how?
Among a number of instant messenger windows, there had been a rumor along the discussion that all communication channels, Internet and telephone, which mainly controlled by Communications Authority of Thailand (CAT) would be shut down for a while. At the same time, a friend of mine in Chapel Hill told me that he tried to call his girlfriend in Thailand. The phone call was cut off. I felt overwhelmed by the information and was kind of worried that I would not be able to connect to my family and friends in Thailand. The only way to prove the rumor was to call my mom.
I called my mom. It worked very well. My mom did not sound panic at all. It seemed like she heard and prepared for the rumor of coup before as well as other people I read on BBC opinion section. (I supposed those are people who are against Thaksin) During the talk, the announcement was coming up. My mom put the phone near the TV set so I could hear the announcement. I hardly heard what it said but at least I felt involved in the event. She told me that she was able to call my brother and my aunt who live in Bangkok. The network was not that bad. Then I was relieved emotionally. I figured it out myself that because there would be enormous connection. That was the reason people would have fail connection. Anyway, I still needed to keep watching if all the communication channels were going to cut off as the rumor said.
Gathering Information
The phenomenon was interesting to reveal the social capitol. I was fascinated by how the groups were formed via instant messenger. Microsoft Live Messenger (or MSN Messenger) is the most popular tool among my Thai community. I got involved into two groups without asking for their permissions. They dragged me in because they wanted me to report as an “outsider”. This reminds me of Chatman’s theory of live in a round. My friends’ and family’s world at the moment were restricted. Unfortunately, I could not access any media in my office except the Internet by that time. I believe if at that time I was able to connect to other live media, I could have been one of the trustworthiest sources among my friends.
There were actually two IM groups on my desktop. One group included my friend in college whom I know and have their contacts on my list. The other group people were those whom I know from my previous work and those whom do not know but they are friends of mine now. Also I got IM messages from other individuals on my list as well including those whom I rarely talked to. I could also have merged this two group together. But I did not because I thought it might be explosion of information for all. The conversations went very fast. I could not keep track both of them. I had to decide which is the main one and then I let the other going on and read the discussion later. As we can see, this situation brought people together to perform “collaborative information seeking” task.
Another source of information that I usually use to update what is going on in Thailand is the most popular and largest national online community named “pantip.com“. Not just the news from the mainstream medias, you can also get the behind-the-scene. There are a number of rooms in the webboard, including, for example, seeking relationships (Siam Square), Entertainment (Chalermthai), and Thais in oversea (Klaiban). One of the most active rooms is obviously political room (Rajdumnern). I checked the Rajdumnern room first. The room was closed (until the time I am writing this post) because they said they cannot control the post. They also asked for attention not to create politic-related posts in other rooms.
However, it is hard to control the enormous waves of thoughts. I went to Chalermthai, the entertainment room. It is hard to control people not to talk anything about their experiences, especially on how they could not get access to mainstream media, e.g. “bring CNN BBC Bloomberg back” (This post may not be stay much longer after this post). Also there have been questions regarding the temporary termination of their usual and special entertainment activities since the group declared today (September 20, Thailand Time) as a holiday for government offices and banks. Also there are a couple of posts calling for respecting the norms of not talking about the politics.
However, at the time, I looked at Chalermthai recently. There were less than 100 posts since the first post about the emergency call by Thaksin (about 10pm on September 19). I actually expected more posts though. However, since the administrator asked for cooperation, I figured that might be the reason that there were less posts than I thought. Among that posts, there were a few posts that do not related to the turmoil.
In Klaiban, Thais in oversea room, there were less than 20 discussions about the situation, at the time of writing. Again, I thought this would be a good spot for people outside to update and share their information they got. It turned out not as I expected, anyway.
Social Networking
When I looked at international mainstream media websites such as BBC and CNN. On their websites, there was options where local people could report what was going on there (e.g. CNN i-report and BBC’s Eyewitnesses: Bangkok turmoil. Although one would imagine and wonder about the filter process, they were ones of the sources that people could collaboratively build the picture about the situation. Actually there seems to be more posts saying that the situation was calm and quiet there. But most of the “identity” on that website seems to be mostly from English-speaking person which frankly I trusted less than the words from Thai people. Anyway, those words made me feel more comfortable with the situation there.
Wikipedia is one of the most updated places. There is a topic called “2006 Thailand coup d’état“. A lot of people have been active in writing the topic. The item has been evolved as time goes by. It is actually interesting that these people do not write only the encyclopedia record, but also the history of the country and the world. However, as the classic enquiry about Wikipedia, it would be nice to know who those people are….
Blog is another space where the update could be harvest. In my blogroll, I have not seen any post regarding to the situation until an hour after the announcement. There is a Thai blog called “revolution” mainly summarizing and citing the news from different mainstream sources. Also 19sep is an English blog updating news from various sources. However, There are not many other blogs I could think or link to. Therefore, I went to Technorati to check English blog. Not surprisingly, “Thailand” and “Bangkok” were among the top search terms, although the first result from “Thailand” search was Lesbian Strippers Sex Games (-_-”).
In addition to keep watching CNN on TV, I also keep refreshing Google news to see the latest news. However, I did not read every single piece. Instead I read only the headlines and the excerpts. Until I found any piece new, I then click to read more detail.
As the time I am writing this post, I keep CNN international on and updating the news to them. I still got IM from Thai folks. I hope the situation will return to normal soon.
In such a critical situation like coup d’état, the world of insider was restricted. However, accessing information is the only one way to cope with people’s stress, uncertainty, and confusion. Only a single official source did not serve those hungers of information. The Internet, especially through social networking tools, has shown its power as the major communication channel to fulfill people’s information need in this critical situation.
Note:
Is it coup d’état of 21st century?
I guess not. Just a couple of minutes ago (as the time of writing), the group leader appeared on national televisions announcing the intentions and his actions. After the announcement, there was an ads saying “This year, there will be just good stories in Thailand”. Is not it the propaganda used in the ancient time? I cannot believe it is still there.
Well overall I blame Talk Like A Pirate Day for igniting the situation. (-_-”)
Myspace: the worst website
In JOMC490, Social Networking, บ่นไปเรื่อย : Saying on กันยายน 16, 2006 at 11:19 amAn article in PC world, contributed by Dan Tynan, rated myspace as the worst website. The article evaluates the vulnerability of the websites. Here is the excerpt from the article about myspace.
The ease with which anyone of any age can create a page, upload photos, share deeply personal details of their lives, and make new “friends” quickly turned MySpace into a one-stop shopping mall for online predators. That in turn has made the site an easy target for politicians who pander for votes by playing on parental fears. In an era when the basic tenets of the Net are under attack by both Ma Bell and Uncle Sam, MySpace is a headache we don’t need.
Out of all 25 worst websites, I know only five of them, but have used only three of them. I guess I am in pretty good shape, based on this rating.
ติดปกซีดี – CD Coverism
In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous, เพลง : Music on กันยายน 15, 2006 at 5:32 pmAbstrace: I am addicted to new features on iTunes right now. I have spent many hours per day on seeking CD artwork images on the Internet. I went to Amazon, Google (Music) to get the artworks. What an addict! However, there are still more obstacles on the way to complete this ongoing project.. (-_-”)
ไม่อยากเชื่อว่า ทุกวันนี้ใช้เวลาอยู่กับคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ทนานมาก มันมีอะไรให้ทำนักหนาก็ไม่รู้แฮะ ไม่ว่าจะเป็นอ่านข่าว เขียนบล๊อก อ่าน-เขียนเว็บบอร์ด ดู Youtube ดาวน์โหลดเพลง คุยกับเพื่อน ไหนยังไม่รวมเวลาทำงานอีก

ล่าสุด iTunes ตัวใหม่ทำพิษซะแล้ว ก็เพราะไอ้ function ที่มันเหมือน jukebox นั่นแหละ ด้วยความที่เป็นคนอยากให้มันเต็มสมบูรณ์ ก็พยายามหาหน้าปกให้มันครบ เพื่อให้มัน “ดูดี” ก็เท่านั้น ทั้ง ๆ ที่ใช้คนเดียวแท้ ๆ แต่อยากอ่ะ ตอนนี้มีเพลงใน iTunes เกือบ 5 พัน มีเพลงที่มีข้อมูลอัลบั้มอยู่ประมาณสามพันห้า (ถ้าใช้แบบคาดคะเน เอา 5 หาร – ใช้ค่าเฉลี่ย 5 เพลงต่ออัลบั้ม – ก็ตกประมาณ 700 อัลบั้ม) ตอนนี้มีอัลบั้มที่มีหน้าปก (หรือรูป) อยู่แล้วประมาณ 60-70% ตามสายตาคะเน แต่ละอัลบั้มก็ไม่ใช่ว่าจะหาได้ง่าย ๆ ถึงแม้มันจะสามารถดึงภาพหน้าปกได้อัตโนมัติก็เหอะ แต่ก็มีปัญหาอยู่เยอะ
1. แน่นอนเพลงไทย มันดึงหน้าปกไม่ได้ For sure แต่ก็ไม่ควรประมาท เพราะตอนแรกสุดที่ทำก็คือ select all แล้วก็สั่งให้มันหาอัตโนมัติ หาได้บ้างไม่ได้บ้าง ที่ตลก ก็คือ ตอนแรกคิดว่า bot มันจะไม่เก่ง มันเก่งเกินซะอีก เพราะ Album The Best of Loso ของ Loso มันหาเจอหน้าปกด้วย! แต่ไม่ใช่หน้าปกของ Loso นะ แต่เป็น The Best of Lobo โดย Lobo ป๊าด ฮาไป
2. โปรแกรมหามันก็เก่งพอสมควรนะ ถ้าชื่ออัลบั้มไม่ตรงเป๊ะ ๆ มันก็ยังหาได้ อย่างพวกอัลบั้ม Single งี้ แล้วมันชอบต่อท้าย (Single) มาด้วย หรือเพลง Soundtrack ก็เหมือนกัน แต่ละอัลบั้มก็ identify ไม่เหมือนกัน ถ้าเป็นใน Amazon มันก็เขียนท้ายว่า Music From Original Soundtrack หรือถ้าเป็นอันอื่นก็อาจจะเขียนต่อท้ายวงเล็บว่า Soundtrack เฉย ๆ แล้วมันก็ยังหาไม่ได้อยู่ดีอ่ะ ตอนหลังตัดพวกคำสร้อยออก เหลือแต่ชื่อหนัง มันถึงจะดึงมาได้
3. ทีนี้ในกรณีอัลบั้มที่หาไม่ได้จริง (ซึ่งก็มีเยอะเหมือนกันนะ) ก็ไปหาใน Amazon ซึ่งมันมีรูปหน้าปกเป็นส่วนใหญ่ หรือไม่ก็หาใน google ค้นโดยใช้ชื่ออัลบั้มกับชื่อศิลปิน
4. แต่ถ้าหาไม่ได้จริง ๆ ก็กลับมาเช็คว่า ชื่ออัลบั้มกับคนร้องมันตรงกันหรือเปล่า ปรกติถ้าเข้าไป check ใน Amazon ก็พอจะรู้ แต่บางทีก็ไม่ได้ เพราะ
- ชื่ออัลบั้มผิด หรือชื่อนักร้องผิด
- ชื่อเพลงไม่มีในอัลบั้มที่เขียนไว้
- เป็นเพลงในอัลบั้มเพลงรวม ซึ่ง Amazon ไม่ค่อยมีแฮะ
เพราะฉะนั้นก็ต้องตรวจสอบ วิธีการที่จะตรวจสอบก็คือ ใช้ Google Music แทน งงใช่มั๊ยหล่ะ ว่า Google Music มาจากไหน มันก็เป็น Function การค้นของมันที่ถ้ามันรู้ว่าเกี่ยวกับเพลง มันก็จะมี Highlight ผลออกมา ก็เหมือนกับ Google Movie ที่สามารถ Track ข้อมูลเกี่ยวกับโปรแกรมหนังของโรงหนังใกล้บ้านได้ สะดวกดี ซึ่ง Google Music เนี่ยมันไม่ได้ Link ต่างหากอ่ะ ต้องค้นคำค้นที่เกี่ยวกับเพลงซะก่อน แล้วค่อยหาไป (trick ก็คือ ให้ใส่ชื่อนักร้อง หรือวงไปก่อน แล้วค่อยใส่ชื่อเพลงตามชื่อนักร้อง – จะก่อนก็ได้ – แล้วมันก็จะบอกว่าเพลงที่เราหานั้น มันอยู่ในอัลบั้มไหน) ซึ่งขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ใช้เวลาพอสมควรเลยอ่ะ แล้วใช่ว่าหามาได้แล้ว iTunes จะหาได้อัตโนมัติทุกครั้งไป บางทีก็ต้องย้อนกลับไปหาใน Amazon อีกที
5. สำหรับเพลงไทย อาจจะต้องตัดใจ ใช้รูปศิลปินที่หาได้จากเว็บแทนหน้าปก เพราะลองหาดูแล้ว หายากมาก หรือถ้ามีก็รูปกะจิ๊ดเดียวเอง ที่ยากไปกว่านั้นก็มีอีก คือ พวกเพลงพื้นบ้านของชาติอื่น ๆ (รวมถึงเพลงไทยเดิม) ด้วย ซึ่งหายากมาก เพราะฉะนั้นก็คงต้องหารูปอื่นมาแปะแทน
6. ปัญหาใหญ่อีกอันคือ ไอ้เพลงที่ไม่มีอัลบั้มเนี่ยแหละ ทั้งภาษาไทยภาษาอังกฤษ จะต้องไปรื้อค้นหาข้อมูลมาใหม่เลย แต่คิดว่าถ้าใช้ Google Music อาจจะง่ายขึ้น แต่เพลงไทยเนี่ยไม่แน่ใจ
โปรเจคช้างจริง ๆ นะเนี่ย ว่าแต่จะเอาเวลาที่ไหนไปทำวะเนี่ย??? แต่ก็หน่ะ ก็เลยคิดว่า ทำไปเรื่อย ๆ เพราะปรกติก็ชอบฟังแบบ random อยู่แล้ว มันย้ายไปทางไหน แล้วเห็นว่าไม่มีหน้าปก ก็ค่อยหาละกัน ไม่งั้น อยู่แต่ iTunes เป็นเดือนแน่ ๆ แค่นี้ก็แย่แล้ว กลับบ้านมาทีก็ได้แต่เปิดเล่น iTunes เห้อ…
Network of Representation
In JOMC490, Social Networking, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous, เป็นการเป็นงาน : Seriously on กันยายน 15, 2006 at 12:52 am** This post is just another self-revelation piece. There is no evidence supported or academic grounded. Thus, READ CAREFULLY **
In Blogging class, Carolyn mentioned about social network for animal lovers (see the list in class’s wiki). Now the social network welcome more dimensions of representations. The representation network allows people to maintain their own identity while they can grow their nodes of connection. However, the representation has to be unique and can be link to owner’s identity.
I tried to catch what are today’s keywords from danah’s talk. Representation is one of the words. As long as I remember, I had not heard the word “identity” much. Well yeah, it was not a talk primarily about identity but I would think the term would appear more somewhere during the talk. Many scenarios discussed dealt with something about someone, but not quite exactly “identity”. Why did I say so?
What is actually identity?
Here are what I got from wikipedia:
In philosophy, the issue of personal identity concerns the conditions under which a person at one time is the same person at another time. From personal identity
.
Identity is an umbrella term used throughout the social sciences for an individual’s comprehension of him or herself as a discrete, separate entity. From identity (social science).
The crisis at friendster is the one proving that people would like to play with the conditions under which a person at one time is NOT the same person at another time. A fake profile does not leave any clue about a people who created it. Therefore, the word identity might not fit into social network scheme anymore. I would leave identity for idealistic situation. Instead, I prefer to use representation as a broader sense of identity. In another sense, the representation is the form of communication of identity.
So what are the differences between identity and representation?
Here is from what I understand. Think about the beginning of the classroom. A teacher would want to check the attendance by calling individual student’s names. Students are expected to reply back, “Yes!”. Generally, a teacher would look up from the name list and see the position of the one just responded. However, there could be a case when a teacher never looks up from the list and keep reading the students’ names. What the teacher uses for validation the identities are the students’ voices. Students use their voice as representation. Therefore, in case that I am absent that class and I have a friend who can pretend my voice, he could use my “representation” to prove my identity and existence.
It is the case that Claimid has aboutness section with “about me” and “not about me” option. Definitively, I do not think what is “not about me” (even it is “created by me”) can considered as identity. Instead, it is another form of representation that can be link to me identity (if applicable or allowed).
Why is it significant in social network study?
The ideal situation of social network such as facebook, myspace, orkut, or friendster, would be that all members reveal their actual identity. In that case, we do not need to concern about the representation. However, in the reality, whether physically or virtually, (or whether show or not) there are various dimensions of personal representation out there. For example;
Continuum of personal representation (From my conceptual mapping)
Real ———-> Masked ———-> Liar
Real refers to a person who reveal their own identity and maintain it everywhere and over period of time. This person also has a single role replicating across different communities.
Masked refers to people who reveal their own identity. However he or she might not maintain it everywhere and over period of time. However, across different communities, this guy change his roles.
Liar refers to people who fake their identity without maintain it. Definitely, s/he has different roles from community to community. The trickest thing that I am thinking now is if s/he maintain it over period of time and everywhere, can liar become real?
These dimensions should have different patterns of representation. If we could recognize these patterns, we might be able to develop a system to effectively police and govern online community. We can use Rhetoric situation to frame the concept. Also, we can connect this framework to study how trust happen in social network. What factors affect the maintenance, improvement, or deconstruction of trust in that environment? This understanding would help us to understand the characteristics of the community/society.
In terms of applicability, the understanding of representation would help the innovation of new type of social networking (unless we think “Ok, it’s enough”).
กินชาเขียวป้องกันโรคหัวใจ
In บ่นไปเรื่อย : Saying, เป็นการเป็นงาน : Seriously on กันยายน 12, 2006 at 8:43 pmNew Scientist รายงานผลการวิจัยฉบับใหม่ของมหาวิทยาลัย Tohoko ในประเทศญี่ปุ่นเกี่ยวกับการดื่มชาเขียว ใช้กลุ่มตัวอย่างกว่าสี่หมื่นคน โดยเริ่มศึกษามาตั้งแต่ปี 1994 พบว่า คนที่ดื่มชาเขียว 5 ถ้วยหรือมากกว่าต่อวันมีอัตราความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจน้อยกว่าคนที่ดื่ม 1 ถ้วยหรือน้อยกว่าต่อวัน แต่รายงานฉบับนี้ไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างการดื่มชาเขียวกับความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็ง
ว่าแต่ก็ไปต้มชาเขียวมาดื่มเลยดีกว่า…
เมื่อความต้องการทางเพศถูกเปิดเผย
In บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on กันยายน 11, 2006 at 5:24 pmคราวก่อนเขียนเกี่ยวกับ MiniFeed ใน Facebook ที่มีประเด็นเกี่ยวกับความลับส่วนบุคคล… คราวนี้มาอีก case นึงละ คราวนี้แย่กว่าเก่าเยอะ เป็นเรื่องที่ได้มาจาก Boing Boing นะครับ
ปล.post นี้อาจมีเนื้อหาที่ค่อนข้างหมิ่นเหม่ แต่เนื่องจากเป็นประเด็นน่าคิด ดังนั้นกรุณาคิดตาม และใช้ความระมัดระวังในการเปิด link ต่าง ๆ นะครับ
เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่า มีกระทาชายนายหนึ่งในเมือง Seattle ชื่อ Jason Fortuny เค้าต้องการทำการทดลองเชิง Reality โดยทำการ post ประกาศเป็นผู้หญิงต้องการหาเซ็กซ์ (ผมอ่านแล้วค่อนข้าง… มาก เพราะฉะนั้นขออนุญาตไม่ทำ link นะครับ ถ้าอยากหาอ่านลองตาม Boing Boing เอาดูครับ แต่ขอเตือนว่ามันแรงครับ) ลงใน Craigslist (สำหรับคนที่ไม่รู้จัก Craigslist ลองไปหาอ่านใน Wikipedia ดูนะครับ คร่าว ๆ ก็เป็นเหมือนเว็บที่ตอบสนอง local community ในอเมริกาสำหรับขายของแลกเปลี่ยนแล้วก็ประกาศต่าง ๆ ซึ่งก็รวมประกาศหา “คู่” ไว้ด้วย) แล้วก็ให้คนที่สนใจติดต่อทางอีเมล์
หลังจากนั้นก็มีคนติดต่อมาหาเค้า 178 คน (ในจำนวนนั้น 145 คนส่งรูปใบหน้าและรูปเจ้าช้างน้อยมาด้วย) แล้วหลังจากนั้นตา Jason ก็เอาชื่อ email ข้อความ รูปภาพ IM ข้อมูลส่วนตัว ทุกอย่างที่ได้รับ post ลง wiki สาธารณะ (ซึ่งเช่นกัน ผมก็ไม่อยากให้ link เลย ถ้าอยากได้ก็ไปหาที่ Boing Boing ดูอีกทีละกัน)
เท่านั้นแหละ ตาคุณพี่ Jason เนี่ยก็โดนข่มขู่ไม่ว่าจะขู่จะเอาชีวิต หรือไม่ก็ฟ้องร้อง ให้เอาข้อมูลเหล่านั้นออกจาก wiki ไม่ว่าจะเป็นทางโทรศัพท์ อีเมล์ แต่ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ เค้าไม่สำนึกหน่ะสิครับ เค้าก็เอา email และบทสนทนาที่ได้จาก IM และทางโทรศัพท์มา post ต่อใน wiki… คือ
ก็มีหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าการกระทำของพ่อหนุ่มรายนี้ผิดกฏหมายของรัฐวอชิงตัน แต่ไม่แน่ใจว่ามันผิดข้อไหน (???) แต่ที่แน่ ๆ ตา Jason ตอนนี้โดนประณามและก็มีคนพยายามจะเอาคืน บทความในหลาย ๆ ที่ต่างก็ประณามการกระทำแบบนี้
มิหนำซ้ำตอนนี้ยังมีคนทำเลียนแบบอีกแหน่ะ ดีจริง ๆ
เรื่องนี้จริงอยู่ที่การประกาศหาเซ็กซ์เป็นเรื่องที่น่ารังเกียจและไม่สมควร ไม่ว่าจะสังคมไหนในโลก แต่ถ้ามองในเชิงในเรื่องของสิทธิ คือ คนเหล่านี้เค้าต่างให้สิทธิในความเป็นส่วนตัวกับคนที่เค้าต้องการจะให้ นั่นก็คือ คนที่รับสาร แต่กลายเป็นว่า ไอ้คนรับสารมากระจายต่อสาธารณะเช่นนี้ ผมว่ามันก็เป็นการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวได้เช่นกัน
เช่น ในนั้นคนนึงที่ใช้ email ของ microsoft อีกคนใช้อีเมล์ทางการของทหารเลยทีเดียว ไม่รู้ว่าป่านนี้โดนออกไล่จากงานไปแล้วหรือยัง หรือบางรายแย่ยิ่งกว่านั้นก็คือ ภรรยาหรือครอบครัวของคนเหล่านี้มาเห็นเข้า ก็คงถึงขั้นบ้านแตกกันเลยทีเดียว (โดยเฉพาะคนที่มีครอบครัวแล้ว) ก็ถือว่าซวยไป แต่คิดไปคิดมาก็น่าสงสาร แต่อีกใจนึงก็น่าสมเพช (โดยเฉพาะคนที่มีครอบครัวแล้ว) จริงอยู่ที่คนเหล่านี้มีความผิด (โดยเฉพาะคนที่มีครอบครัวแล้ว)แต่ก็คุณพี่คนนี้ก็ไม่รู้จักสำนึกเลยแฮะว่าจะทำให้คนอื่น (และตัวเอง) เดือดร้อน
คนที่เอาเรื่องมาเปิดเผยเนี่ยแหละ ก็ตัวดี บางครั้งคนเราถ้ารู้จักเคารพซึ่งกันและกัน สังคมก็คงจะสงบมากกว่านี้ ในเชิงจิตวิทยาก็เป็นอะไรที่น่าสนใจว่าการที่เค้าทำไป มีเหตุผลทางอารมณ์ หรือทางสมองอย่างไร เค้าไม่คิดบ้างหรือว่า ถ้าเกิดไปพบคนที่เป็นคนในครอบครัว หรือเพื่อนฝูงเค้าเข้า เค้าจะรู้สึกอย่างไร มันก็ช่างทำไปด้าย… แล้วในเว็บทั้งหลายที่ตาคนนี้เค้าเขียนไว้ ก็ไม่ได้บอกวัตถุประสงค์ว่าต้องการอะไรจากการทดลองในครั้งนี้ ทดลองไปเพื่ออะไร ต้องการจะดูอะไร คือดูแล้วมันเป็นเหมือนคนรักสนุก หรือต้องการเรียกร้องอะไรบางอย่าง…
มือถือกับวัฒนธรรมไทย
In การเมือง : Politic, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on กันยายน 10, 2006 at 9:55 amเห็นข่าวนี้ก็ขำแฮะ [Thai] Govt unveils alternative cell phone downloads จาก The Nation ที่ขำไม่ใช่ตัว project นะ แต่เป็นเหตุผลที่มาของ project นี้ต่างหาก
To counter the trend of people downloading obscene photos and ring tones onto their cell phones
ถ้าปัญหาทางวัฒนธรรม สามารถแก้ไขด้วยการสร้าง “ทางเลือก” ประเทศไทยคงจะไม่ต่างอะไรกับจีนในด้านวัฒนธรรม ที่รัฐบาลควบคุมความเป็นไปของวัฒนธรรมอย่างละเอียดยิบ (หรือ เค้าต้องการให้เป็นอย่างนัั้น จริง ๆ)
ความจริง project ลักษณะแบบนี้ที่มาจากรัฐบาล ผมว่าค่อนข้างอันตรายแฮะ เพราะผมรู้สึกว่าว่ามันเหมือนว่าเป็นการบีบบังคับกลาย ๆ ว่า เราต้องชอบสิ่งเหล่านี้นะ นี่คือสิ่งที่รัฐบาล “คิดว่าถูก คิดว่าควร” แทนที่จะปล่อยให้เป็นการขับเคลื่อนของชุมชน ของสังคมอย่างแท้จริง โดยรัฐบาลมีหน้าที่เพียง สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน แล้วก็ “ควบคุม” ให้อยู่ในกฏระเบียบของบ้านเมือง
จริง ๆ กระทรวงวัฒนธรรมเป็นกระทรวงที่ต้อง pro-active สุด ๆ แล้วก็ไม่สามารถบินเดี่ยวได้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลาย ๆ ฝ่าย อีกอย่างการจะทำตัวเป็นพวก conservative จัดเนี่ย แทนที่จะกลายเป็นการช่วย balance ทางสังคม อาจจะกลายเป็นการสร้างความแตกแยกอย่างรุนแรง จนในที่สุดก็ทำให้เกิดการต่อต้านสิ่งที่รัฐพยายามหยิบยื่นให้ได้ วัฒนธรรมเป็นเรื่องของ “ชุมชน” ที่นอกเหนืออำนาจของปัจเจกบุคคล จะไปบีบคอใครคนใดคนหนึ่งในชุมชนแล้วบอกว่า ต้องทำอย่างนั้น อย่างนี้นะ ถึงจะเป็นวัฒนธรรมที่ดี…
การรักษาวัฒนธรรม คือ การรักษาชาติ แต่การบีบคั้นทางวัฒนธรรม คือ การทำร้ายประชาชนและประชาธิปไตย (ที่หลายคนอ้างว่า กำลังรักษากันสุดชีวิต) ท้ายสุดก็จะกลายมาเป็นคำถามเดิม ๆ ว่า กระทรวงวัฒนธรรมมีไว้ทำ…อะไร?
ทำไมไม่ไปลองศึกษาระบบ Social Network ดูนะ ผมว่าถ้าเค้าจับได้ถูกจุด มันน่าจะได้ดีแน่ ๆ มีอะไรให้กระทรวงนี้ได้ทำอีกเยอะเลย
ขออภัย ไม่มีจดหมายถึงผู้รับ
In บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on กันยายน 7, 2006 at 11:57 pmวันนี้เป็นอีกวันนึงที่ยุ่งมาก เพราะต้องรีบส่งต้นแบบคำนวณ ROI ให้กับคนให้ตังค์ ก็นั่งปั่นไปกับ Don จนถึงทุ่มนึง ด้วยความที่ยุ่งมาก ก็ไม่มีเวลาเช็คเมล์เท่าไหร่
ปรกติเป็นคนเช็คเมล์บ่อยมาก เพราะชอบเปิดโปรแกรมทิ้งไว้ เมล์มาปุ๊บ เปิดทันที ซึ่งเป็นนิสัยที่ไม่ดีเลย (เพราะมันทำให้เป็นคนขาดสมาธิ ไม่สามารถจดจ่อกับงานที่ทำได้นานนัก) พักหลัง ๆ เนี่ยเลยต้องตั้งให้มันเช็คทุก ๆ 30 นาที แทนที่จะเป็นแบบ 5 นาทีแบบแต่ก่อน
กลับเข้าเรื่องวันนี้ต่อ ก็พอทำงานเสร็จ (ประมาณทุ่มนึง) ก็เห็นโปรแกรมเมล์เปิดไว้ แต่ไม่มีเมล์เข้า เมล์สุดท้ายที่มาก็ประมาณเก้าโมงเช้า ก็ตกใจ เป็นไปได้ไงเนี่ย ไม่มีเมล์มาเลยตั้งแต่เช้า ใจนึงก็รู้สึกดีแฮะ ประมาณว่าไม่มีเรื่องอะไรเลย แต่อีกใจนึก็รู้สึกแปลก ๆ ว่าเป็นไปได้ไง
พอบอกเพื่อนที่ทำงาน มีแต่คนบอกว่าเป็นไปไม่ได้ ยังไงก็ต้องมี คนมันเคยมีมาทุกวันนี่นา ต้องมีอะไรผิดปรกติเกี่ยวกับโปรแกรมแหละน่า สรุปก็เป็นจริง ประมาณว่า connection มันหลุดหรือไงเนี่ยแหละ ก็เลยไม่ได้ check อีกเลย พอเปิดมาอีกที มีมา 20 กว่าฉบับแหน่ะ เหอๆๆ
ที่แปลกใจไม่ใช่โปรแกรมแฮะ แต่แปลกใจกับความรู้สึกตัวเอง เพราะมองกลับไป เมื่อก่อนที่ไม่เคยใช้อีเมล์หรือมีเมล์มาอาทิตย์ละ 2-3 ฉบับ ไม่มาก็ถือว่าไม่เแปลก มาจนปัจจุบัน มันต้องไม่ต่ำกว่า 10 ฉบับ ถ้าไม่มาก็คิดว่าผิดปรกติอีกแหน่ะ เวลาที่ไม่สามารถใช้เมล์ได้พักใหญ่ ๆ (แบบเป็นวัน ๆ หรือเป็นอาทิตย์เนี่ย) กลับมาเปิดอีกที มันรู้สึกตื่นเต้นดี เหมือนสมัยที่ใช้อีเมล์ใหม่ ๆ พอเห็นเมล์ใครมาก็รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก เหอๆๆ เหมือนแบบสมัยก่อนถ้ามีไปรษณีย์มาส่งที่หน้าบ้าน จะรู้สึกตื่นเต้นเป็นพิเศษ
ก็เลยทำให้นึกถึงช่วงที่ไม่มีโทรศัพท์มือถือสมัยอยู่ที่นี่ใหม่ มันก็รู้สึกดีนะ เพราะ 1) ประหยัดตังค์ 2) ไม่มีคนโทรตาม 3) ไม่จำเป็นต้องใช้เป็นประจำ มันรู้สึกว่าเป็นความอิสระอย่างหนึ่ง แต่ก็อย่างว่า มันก็มีความยืดหยุ่นในชีวิตต่ำ ตอนนี้ก็เลยเพิ่มความยืดหยุ่นด้วยการใช้ VOIP ถึงแม้จะไม่ทุกที่ทุกเวลาเหมือนโทรศัพท์มือถือ แต่มันก็ใช้ได้มากกว่า 1 ที่
Why I keep hiding mini feed on Facebook?
In JOMC490, Social Networking, Thaibrarian, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous, เด็กนอก? on กันยายน 7, 2006 at 11:10 pmAlthough I have my profile on Facebook, I occasionally check and update my profile. To have my profile on there, it does not mean I already dedicate my privacy to my friends and my community online. On the other hand, to protect my privacy, it does not mean I cannot have my identity somewhere virtually. So what is my privacy actually? What am I protecting now?
In face to face relationship, I do have friends, not too many. I like have small close friends, rather than large group of known persons. Do I tell everything about my life to all of my close friends? Hmmm, I guess not. They know me, but they do not need to know every single piece of me… why? because friendship does not always begin with background checking. So as romantic relationship, isn’t it?
Multidimension is an attribute of all kind of relationship. Maintaining the thickness (or thinness) of relationship is the art of living and surviving. Even as a celebrity, s/he has thin privacy protection line, his/her life still has dark (or at least gray) side somewhere as his/her valuable assets.
“None of my business” is as important as “none of your business”. I do not want my logs to be shown. Neither do I want to know other logs. Facebook’s mini feed is another step toward decreasing multidimension of life.
Privacy is my asset. It is my “copy” right to reveal or conceal. No one has a right to make a copy and distribute it until I allow to. I should be able to control it, right? Turrell made a good point about privacy is broken when he know whom I maintain (or ruin) relationship with.
Typically, people protect their privacy because they are afriad someone will take advantage of acknowledging their information about themselves.
I know my post will be similar to thousands of post virtually. Maybe there are ten people writing their blogs about the same thing that I am writing. But it might be a good thing to help the Facebook folks to know what we think.
Although I believe in Thai metaphor saying “there is no secret existing in the world”. However, I also believe that “there is no absolute celebrity in the world” as well.
ไม่หลบแต่อยากไม่เปิดเผย
In Social Networking, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on กันยายน 7, 2006 at 10:22 pmแน่นอน ตอนนี้ถ้าพูดถึงประเด็น Social Network ที่ hot ที่สุดหรือเรื่องที่เกี่ยวกับ Privacy ที่ Hot ที่สุด คงหนีไม่พ้นเรื่อง Facebook อย่างแน่นอน ถึงขนาดติิดอันดับคำค้นสูงสุดของ technorati ในช่วงนี้ ขอเล่าคร่าว ๆ สำหรับคนที่ไม่ได้ตามข่าวละกัน
Facebook เป็นเหมือน Myspace แต่จำกัดในหมู่นักเรียน นักศึกษาในสถาบันการศึกษาต่าง ๆ โดยใช้ email ของสถาบันเป็นตัว verify แล้วในนั้นเราก็สร้าง profile แล้วก็สร้างชุมชนออนไลน์ขึ้นมา ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่นักศึกษามาในปัจจุบัน (คงไม่ขอเล่ารายละเอียดมาก ลองหาข้อมูลใน wikipedia ดูละกันครับ)
แต่เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา Facebook เกิดการเปลี่ยนแปลงโฉมครั้งใหม่ โดย Function ที่เตะตามากที่สุด ก็คือ mini feed ซึ่งได้เจ้า mini feed เนี่ยเองที่เป็นตัวเจ้าปัญหา เพราะมันคือเก็บความเคลื่อนไหวทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับตัวคุณ (ไม่ว่าคุณจะทำหรือคนอื่นทำเกี่ยวกับตัวคุณ) แล้วก็ออกมาป่าวประกาศให้เพื่อนของคุณได้รู้ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับคุณ และเพื่อนของคุณ ส่วนเพื่อนของคุณก็จะรู้ความเคลื่อนไหวของคุณด้วยเช่นกัน
แน่นอน มันดูเป็น Function ที่ตื่นตาตื่นใจ แต่กลายเป็นว่า Facebook ได้ก้าวเข้าสู้เขตขัณฑ์ที่อันตรายเข้าให้เสียแล้ว ปรกติ user มีอำนาจในการควบคุม identity ของตัวเอง (เกือบเต็มที่) แต่ Function นี้กลายเป็นว่า User ไม่สามารถ Control อะไรได้ อีกทั้งยังไม่สามารถ set ให้มัน off ได้อีกด้วย
จนเกิดเป็นที่ไม่พอใจกันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในหมู่คนใช้ Facebook เองเนี่ยแหละ ซึ่งหลายฝ่ายก็พยายามรวบรวม Petition ไปยัง Facebook ให้เอา Function นี้ออก
ผมเองก็เป็นหนึ่งในคนใช้ facebook แต่เป็นแบบพวกอยากรู้อยากลอง ไม่ได้กะไปหาเพื่อนอะไรจริง ๆ จัง แต่พอให้รู้ว่ามันเป็นยังไง เวลาคนพูดถึงจะได้เข้าใจ ทุกครั้งที่เข้าไป log in ก็ประมาณว่าเข้าไปดูว่า profile ตัวเองมีอะไรแปลกปลอมหรือเปล่า… เพราะอย่างที่บอกเราไม่สามารถควบคุม identity ของเราเองได้ทั้งหมด (เช่น มีรูปเราไปอยู่ที่ profile ของคนอื่น แล้วคนอื่นมา tag ชื่อเราไว้ หรือมีคนมา comment แปลก ๆ ใน profile ของเรา เป็นต้น)
ส่วนไอ้ mini feed เนื่องจากมันปิดไม่ได้ เพราะฉะนั้นพอมี update ที ผมก็ลบ (แต่ในระบบมันบอกว่า hide) มันออกทีละอัน ถามว่าทำไมถึงต้องลบ… จริง ๆ มันไม่มีอะไรเสียหายหรอกครับ เพราะผมไม่มีอะไรจะปิดบัง เพียงแต่รู้สึกว่ามันคือ “สิทธิ” ของผมที่จะไม่เปิดเผยให้สาธารณะรู้ คนที่รู้จักผมก็ไม่จำเป็นต้องรู้จักผมลึกซึ้งเท่ากันหมด มันต้องมีความหนา บาง ไม่อย่างนั้นสังคมนี้มันก็คงไม่ต้องมี serendipity ไม่มีความเป็นส่วนตัวกันต่อไป…
ส่วนคนที่อยากติดตามความเคลื่อนไหว พร้อมกับบทวิเคราะห์เชิงลึกลองไปอ่านใน blog ของ Fred เค้าเขียนไว้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว…
Me and My Antennas: A Validation of Information Needs
In INLS715, Thaibrarian, iTeaudemia, บรรณารักษ์ : Librarian, บ่นไปเรื่อย : Saying, ห้องสมุด : Libraries, เป็นการเป็นงาน : Seriously on กันยายน 6, 2006 at 12:53 amI first read Wiegand’s Mom and Me article published in 1998 a couple of years ago when I was taking “Understanding of Information” at Pitt. I had a chance to read it again for the User Perspectives class recently. The article raised a case where the author as a son helped his mom to buy a car. Although he had gone through all kind of research process, his mom seems neglected the information gained from “should-do” or “best practice” process.
Personal Information Economy of Mom and Me?
Professor Wiegand refers to personal information economy as the way the people value information differently. However, this might not be a case if he realized that his mom already made up her mind for whatever reason. In that case, the issue might fall into communication component rather than the personal information economy. As in library perspective, it could be compared to reference interview. One this that he may need to know is his mom wanted to buy a specific brand name car from a specific dealer rather than wanted to buy a car. Well if his mom wanted a specific car, why did she ask him to help her then?
As he stated when he told his mom that we would bring her to a public library to check out consumer report. She agreed but “seems confused“. Yes, she maybe confused whether she should be consulted by consumer report. Or she maybe confused that why he has to go to public library to get a consumer report. Or the confusion may come from the uncertainly of getting the one in her mind. But… what was it exactly her confusion? and what exactly in her mind?
Maybe she just wanted someone to validate her decision making. In this case, she already made decision and that car was the only one choice in her mind. She might just want him to go help for helping in negotiation and collect information just for that specific car with that specific dealer. As we all know, two is more powerful than one in doing both activities… So maybe he was just a source of validation of his mom’s decision.
Read the rest of this entry »
นอนดึกตื่นเช้า
In บ่นไปเรื่อย : Saying on กันยายน 5, 2006 at 1:23 pmเป็นธรรมดาของคนวัยเรียน อิอิ (จริง ๆ มันเลยไปละ) ที่ต้องนอนดึกตื่นเช้า เทอมนี้เป็นเทอมแรกที่มีเรียนตอนแปดโมงตรง (ตามเวลาในตารางสอน) อีกทั้งยังเป็นคลาส 3 ชั่วโมงอีกต่างหาก (จริง ๆ ไม่ถึงหรอก ประมาณ 2 ชั่วโมง 15 นาที คือ เวลาพักประมาณ 30 นาที แล้วคลาสต้องออกก่อนเวลา 15 นาที ก็เวลาที่หายไป 45 นาที) แต่ในที่สุดอาจารย์ก็ใจดี เลื่อนเราเวลาพักทั้งหมดไปอยู่ต้นชั่วโมง เพราะฉะนั้นคลาสก็จะเริ่มตอนแปดโมงครึ่ง แล้วก็เรียนยาวไม่มีเบรก (แต่ก็ออกไปทำธุระส่วนตัวได้ในระหว่างชั่วโมงเรียน)
ถึงแม้จะเป็นเช้าวันเดียวก็ตาม ตอนแรก ๆ ก็รู้สึกหวั่น ๆ ว่าจะต้องไปหลับในห้องหรือไม่ก็ต้องไปไม่ทันเรียนแน่ ๆ เมื่อคืนนี้ก็เป็นอีกตัวอย่างนึงของเด็กไม่ดี ที่อ่านหนังสือไม่ทันก็ต้องอ่านไปจนถึงตีสอง แล้วต้องตื่นประมาณเจ็ดโมงครึ่ง
ตื่นมาด้วยนาฬิกาปลุก (ซึ่งพักหลัง ๆ ฟังก์ชั่นปลุกเนี่ยใช้น้อยมาก) แล้วก็รีบอาบน้ำแต่งตัวไปขึ้นรถเมล์ ด้วยอาการสับปะหงกเล็กน้อย แต่แล้วก็มาทันเรียน (แถมยังมาเป็นคนแรกอีกต่างหากแหน่ะ) ดีที่ว่าเป็น วิชาสัมมนา คนเรียนน้อย แล้วก็เป็นวิชาที่ชอบอยู่แล้วด้วยมั๊ง ก็เลยทำให้ไม่ง่วงเลย ก็ถือว่าโชคดีไป แต่คราวหน้าไม่เอาแล้วอ่ะ ต้องเอาตัวขี้เกียจออก
หยุดสามวันดันเอาเวลาไปดู เจ้าหญิงกำมะลอ ซะหมด เห้อ! คนเรา แล้วอย่างนี้มันจะไปไหวมั๊ยเนี่ย…
Suggestica!
In บ่นไปเรื่อย : Saying, เป็นการเป็นงาน : Seriously on สิงหาคม 31, 2006 at 5:00 pmJust came across this today from library stuff blog, Suggestica.
“[w]e bring the best suggestions (books, audio, video) from Trusted Authorities in various disciplines. Choice overload? Not anymore.”
I think it is interesting in a couple of ways. First, I think it works like “book reviews by celebrities”. In scholarly communication, book reviews are pretty much common. However, the reviews can result positive and negative feedback. However, Suggestica offer books (or medias) with possitive feedback by famous people. This is also another good sources for acquisition librarians to select the resources for their libraries.
Anyway, they referred that market research categorize readers’ selection behaviors, including browsers, trackers, analyzers, seekers. And they believe that the seekers (following trusted authorities) are more successful. I think it is conceivable.
I understand that the link to Amazon is useful. However, it bring the question about trustworthiness of the site, since it looks more commercialized than informative. Well, it’s not a big deal for me.
Overall, I wonder how successfull it is going to be? and for how long? since I don’t see much 2.0 element on this website as it looks like.
อันดับมหาลัยไทยเพื่อใคร
In บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous, เป็นการเป็นงาน : Seriously on สิงหาคม 31, 2006 at 11:06 amวันนี้เล็กกี้เอาลิงค์ข่าวเกี่ยวกับ การจัดอันดับสถาบันอุดมศึกษาไทย มาให้อ่านบน weareit.net
แน่นอนเมื่อมีการจัดอันดับ มันก็ต้องมีคนที่ดีกว่าและคนที่ด้อยกว่า คนที่ดีกว่าก็หน้าบานกันไป แล้วก็สงบปากสงบคำ คนที่ด้อยกว่าก็มักจะออกมาบอกว่า สถาบัน x เนี่ยนะ ได้แค่นี้ ไม่จริง เพราะฉะนั้น rank นี้ไม่น่าเชื่อถือ blah blah blah… (ดูได้จาก comment ในข่าวนั้นเป็นตัวอย่างได้) แต่นักวิชาการด้านสังคมศาสตร์หรือนักวิชาการศึกษาบางคนก็อาจจะออกมาบอกว่า ไม่ชอบการจัดอันดับในสังคมเลยด้วยซ้ำไป อันนี้ก็คงเป็นอีกแนวหนึ่ง
จริง ๆ การจัดอันดับเป็นเรื่องไม่ยาก แต่การสร้าง rank ที่มีมาตรฐานและใช้ “วัด” ได้จริงนั้น ก็ถือเป็นเรื่องยากเหมือนกัน ถามว่าทำไมถึงยาก ก็เพราะมันไม่ใช่นึกจะเอาเกณฑ์อะไรมาก็ได้ ตามแต่ใจคิด แต่มันจะต้องมีวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายว่าจะจัดอันดับ เพื่ออะไร
ทำไม USNews ถึงมี rank แยกกันระหว่าง Best Undergraduate School กับ Best Graduate School ก็เพราะคนใช้อันดับแต่ละกลุ่มใช้ข้อมูลและมองเห็นเกณฑ์แตกต่างกัน อย่าว่าแต่ละกลุ่มเลย แต่ละคนก็ให้น้ำหนักของแต่ละเกณฑ์ยังไม่เท่ากันเลย ลองนึกดูตาม
อัตราส่วนนักศึกษาต่ออาจารย์ 20% บุคลากร 20% งบประมาณ 20% ความเป็นนานาชาติ 10% และการได้รับรางวัล 10%
ถ้าคุณคิดเองคุณจะให้สัดส่วนการให้คะแนนยังไง บางคนก็อยากให้สัดส่วนของอาจารย์มากกว่าบุคลากร บางคนบอกว่างบประมาณน่าจะน้อยหน่อย บางคนบอกความเป็นนานาชาติไม่น่าจะคิด หรือให้น้อยหน่อย หรือให้แค่ 8% บางคนบอก 3, 4, 5% ก็มี ซึ่งแท้จริงแล้วมันก็เกี่ยวกับความน่าเชื่อถือ (reliability) ทั้งสิ้น ถ้า สกอ. สามารถพิสูจน์ได้ว่าเกณฑ์ที่ให้มามันเหมาะสม เป็นสัดส่วนน้ำหนักที่คนส่วนใหญ่ยอมรับ ผมว่าก็น่าจะดีไม่น้อย
ย้อนกลับมาที่เรื่องเกณฑ์ใหม่ แน่นอนว่าการจัดอันดับครั้งนี้ มันไม่สมบูรณ์ อย่างที่เค้าอ้างว่า student selectivity นั้นไม่ได้เอามารวม เพราะคะแนนที่ได้จากการเอนทรานซ์ไม่ครบถ้วน คำถามที่น่าจะถูกถามต่อว่า แล้วเมื่อไหร่จะครบถ้วน??? รอได้มั๊ย ทำไมต้องรีบทำ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่ามันอาจจะมีผลต่อการจัดอันดับก็ยังดันทุรังประกาศ ทำให้เกิดคำถามต่อว่า สรุปแล้วจะเอาเกณฑ์นี้มาทำอะไรกันแน่… หรือจะเอามาเพื่อแค่โชว์ผลงานก่อนจะปลีกตัวออกไป หรือจะบอกว่าต่อไปเค้าจะเอาจริงจังกับการจัดอันดับ
จริง ๆ กลุ่มเป้าหมายของการจัดอันดับ มันมีได้ตั้งแต่ตัวสถาบัน เด็กนักเรียน นักศึกษา ศิษย์เก่า หรือแม้แต่กระทั่งผู้ปกครองเอง สถาบันการศึกษาก็อยากได้ข้อมูลเพื่อเอาไปปรับปรุงสถาบันของตัวเอง ตามเกณฑ์ที่เค้ากำหนดไว้ (ถึงแม้จะรู้อยู่เต็มอกว่า มันอาจไม่ได้นำมาซึ่งความสำเร็จอย่างแท้จริงในระดับองค์กรก็ตาม) ในขณะที่เด็กเรียนมัธยมปลายที่กำลังเลือกและหาที่เรียนก็ต้องหาที่เรียนที่ดี และคิดว่าเหมาะสมกับตัวเอง หรือคนที่อยากจะเรียนต่อในบัณฑิตศึกษา ก็ต้องอยากรู้ว่าที่ไหนดี ศิษย์เก่าก็ลุ้นว่า ถ้า rank ดี ก็หมายถึงเรามาจากที่ดี ก็อาจจะมีเงื่อนไขในการทำงานเพิ่มมากขึ้น เพื่อเพิ่มค่าตอบแทน ส่วนผู้ปกครองก็อยากรู้ว่าไอ้ที่ลูกจะไปเรียน มันดีแค่ไหน คุณภาพเป็นอย่างไร
ไอ้คำว่า “คุณภาพ” เนี่ยแหละ ที่คนมองต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทำไมผมถึงบอกว่าอย่างสิ้นเชิง ก็เพราะบางคนไม่ได้มองปัจจัยด้านการเรียนการสอน หรือการวิจัยเลย แต่กลับไปมองถึง “คุณภาพชีวิต” มากกว่า เช่น สภาพความเป็นอยู่ หอพัก ความสะดวกสบาย ความปลอดภัย อัตราอาชญากรรม หรือการเสียชีวิต อัตราการเจ็บป่วยด้วยโรคติดต่อ เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งถามว่าผิดไหม ไม่ผิดเลย (ถึงแม้บางคนจะมองเป็นเรื่องตลกก็ตาม) แต่ผมว่ามันก็บ่งบอกถึงคุณภาพของสถาบันการศึกษาได้เช่นกัน หรือแม้แต่ปัจจัยที่เกี่ยวกับการเรียนการสอนเอง ก็ยังขาดไปหลายประเด็นเช่น ห้องสมุด และสิ่งอำนวยความสะดวกทางการศึกษาต่าง ๆ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ ห้อง lab หรือแม้แต่ปัจจัยที่ผมคิดว่าสำคัญมากคือ อัตราการออกกลางคัน ไม่ว่าจะด้วยการลาออก หรือไล่ออก และระยะเวลาโดยเฉลี่ยที่นักศึกษาใช้เวลาในการศึกษา อัตราการได้งานทำหลังจากจบการศึกษา เหล่านี้ก็มีความสำคัญทั้งสิ้น เพียงแต่ในบริบทที่แตกต่างกันไป หรือแม้แต่บางครั้ง ความสัมพันธ์ระหว่างศิษย์เก่ากับสถาบัน ก็เอามาใช้วัดได้เช่นเดียวกัน สถาบันที่ศิษย์เก่าไม่ค่อยอยากจะกลับไป มันก็อาจจะหมายความว่าอะไรได้บางอย่าง นี่ยังไม่รวมปัจจัยด้านคุณภาพของคณาจารย์ อีกนะเนี่ย…
ผมไม่เถียงว่า เกณฑ์ที่เอามาใช้มีความเหมาะสม แต่ผมอาจจะต้องบอกว่า มันไม่สมบูรณ์ มากกว่า เพราะผมไม่รู้ว่าข้อมูลที่ได้ สกอ. อยากจะให้เอาไปทำอะไร ถ้าจะเอาไปใช้ภายในแล้วไม่ได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการ ผมเองก็คงไม่ว่าอะไร แต่ถ้าเปิดเผยมาแล้ว ก็อาจจะต้องอธิบายซักนิดนึงว่า ที่มาที่ไปของแต่ละส่วนมันเป็นอย่างไร ไม่อย่างนั้นมันก็ไม่ต่างอะไรกับที่ใครก็เอาสถาบันตัวเองขึ้นเป็นอันดับต้น ๆ เหมือนกัน แต่ยังไงก็ต้องชมเชยที่กล้าทำออกมา
จริง ๆ ผมเชื่อว่ามีงานวิจัยหลายชิ้นพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้แล้ว ทั้งของฝรั่งและของคนไทย คาดว่าน่าจะมีปรับปรุงต่อไปในอนาคต ถ้าคนไม่เบื่อการจัดอันดับเสียก่อน
สิบห้านาทีเท่านั้น!
In บ่นไปเรื่อย : Saying, เด็กนอก? on สิงหาคม 30, 2006 at 11:17 pmเวลาสิบห้านาที คิดว่าช้าหรือเร็ว? หลายคนเจอคำถามนี้แล้วคงจะถามต่อว่า แล้วจะเทียบกับอะไรหล่ะ จะเรียกว่าช้าก็ช้านะ หรือจะเรียกว่าเร็วก็เร็ว แต่ถ้าถามว่ามีเวลาสิบห้านาทีทำอะไรได้มั่ง หลายคนก็บอกว่า ได้ไม่กี่อย่าง บางคนก็บอกได้ตั้งหลายอย่าง
อย่างวันนี้เป็นต้น วันนี้ตื่นค่อนข้างเช้า (พักนี้ตื่นเช้าแฮะ) ทั้งที่จริง ๆ ไม่ต้องตื่นเช้ามาก เนื่องจากมีเรียนตอน 10 โมงครึ่ง แต่ก็ต้องไปขึ้นรถเมล์เที่ยว 9 โมงสี่สิบให้ทัน พอตื่นมาก็นั่งเช็คเมล์ อ่านหนังสือ แล้วก็ update ตัวเองไปเรื่อยเปื่อยจนมองนาฬิกาอีกที ตายละหว่า เหลืออีก 15 นาทีจะ 9 โมงสี่สิบ..
ปรกติเป็นคนอาบน้ำไว ถึงไวมาก พูดถึงเรื่องอาบน้ำแล้ว ก็ต้องบอกว่าเป็นคนชอบอาบน้ำอ่า แล้วก็ต้องอาบน้ำวันละสองครั้ง ถึงแม้ว่าคนที่มาอยู่เมืองนอกมักจะบอกว่าการอาบวันละครั้งเป็นเรื่องธรรมดา แต่สำหรับผมเอง มันก็ยังรู้สึกว่าต้องอาบ เว้นแต่หน้าหนาว ที่แบบหนาวจริง ๆ หรือตื่นสาย เวลาน้อยจริง ๆ ถึงจะไม่อาบตอนเช้า… โดยเฉพาะวันนี้ร้อนมาก (เพราะพายุจะเข้า ฝนจะตก) ยังไงก็ต้องอาบ
แต่พอส่องกระจก นึกยังไงไม่รู้ เบื่อหน้าตัวเองก็เลย เอาวะ อยากจะโกนหนวดเคราขึ้นมา ทีนี้เห็นว่ามีเครื่องโกนหนวดอันใหม่ (แต่ก่อนก็ใช้มีดโกนแล้วบาดประจำก็เลยลงทุนซื้อเครื่องมาเลย) ก็เอาเลยประเดิม ปื้ด ๆ ๆ ก็รีบเหมือนกัน พอโกนหนวดเสร็จ เห็นผมก็รู้สึกว่ามันยาวแล้วแฮะ เอาวะ ไหน ๆ ก็ไหน ๆ (ในห้องน้ำ ไม่มีนาฬิกา เพราะฉะนั้นก็ถือว่าเป็นเรื่องเสี่ยงเหมือนกัน ที่ไม่ค่อยจะรู้ว่าเวลามันผ่านไปเท่าไหร่) ก็ตัดผมซะเลย ก็เอาปัตตาเลี่ยนมาเสียบปลั๊ก ปื้ด ปื้ด อีก เปิดประตู้ห้องน้ำไปดูนาฬิกา
ตายละหว่า อีก 8 นาที ยังไง ๆ ก็ต้องไปอาบน้ำ สรุปก็อาบน้ำ แต่งตัว แล้วเอาขนมปังยัดปาก ภายใน 5 นาทีแล้ววิ่งไปขึ้นรถเมล์อีก 3 นาที สรุปถือเป็น 15 นาทีที่ productive ที่สุดแล้วมั๊งเนี่ย สำหรับกิจกรรมยามเช้า…
แต่จะบอกว่า ด้วยความที่รีบโกนหนวด ตอนนี้ตรงใต้คางมันยังแสบ ๆ แดง ๆ อยู่เลย เหอๆๆ…
Sense Making of Statistical Information
In INLS715, SOCI708, บ่นไปเรื่อย : Saying, สถิติ : Statistics on สิงหาคม 30, 2006 at 10:46 pmIt is interesting to see how statisticians and researchers make sense of the data they collected and analyzed. From today’s statistics class, I made two major points in my notebook.
Firstly, a part of the discussion is about whether Likert scale should be treated as ordinal or interval/ratio scale. Likert scale is intended to measure people attitude ranging from negative to positive attitudes. The degree of agreement is given numeric value for scale. It can be 5, 7, or 10 point scale. Most of the papers I have gone through so far treat those scale as interval/ratio. The obvious practice is they seek the central tendency by mean (average). Then some of them imply the numeric value back to the meaning. For instance, in 5 point likert scale (from 1-most unsatisfied to 5-most satisfied), the average of the response is 2.5326. I am not sure you can imply that it should fall in to just “satisfied” or “neutral”.
For me, it is hard to say because the distance between degrees is hard to be justified and given the meaning, although there is a choice to add granularity of the scale to 10. I still think there is limitation in that scale.
Also, I think it might be interesting to see the reliability testing of the scale. Although the explanation is given to each degree in the instrument, it is hard to say that my “4 rate” is equal to other people’s “4 rate”. Anyway, the scale range might help a lot in this case.
Another interesting point to me, as it is still the unanswered question to me, is about how people make sense of decimal digits. How people decide how many digits they want? When they will and will not use it, whether intentionally or unintentionally? What criterias (variables) involved to define the context of use? For example, you go to the supermarket and you found the number “$54.99″ on the price tag. The decimal digits would help you to think that it is nearly $55. However, it might be worthless to specify the decimal place when someone asked you the price of the product you bought for a fun talk. I wonder too that, in relation to the fractions of the amount of money, people who strick their financial activities would be more serious with decimal than others. Anyway, that is just my assumption. We might be able to use basic communication model to capture the elements roughly which may include background, time, location and such.
จะเขียนลงที่ไหนดี
In บ่นไปเรื่อย : Saying on สิงหาคม 28, 2006 at 2:07 pmตอนนี้เหมือนมีสิ่งที่ต้องให้เขียนเยอะแยะเต็มไปหมดเลย ทั้งเรื่องที่ “อยาก” เขียนกับเรื่องที่ “ต้อง” เขียน บล๊อกตัวเองก็มีอยู่ 2 อัน แต่ตอนนี้ก็ใช้ iTeau’s Dirt มากกว่า Thaibrarian
ตอนแรกก็คิดว่าจะเขียนเฉพาะเรื่องส่วนตัวใน iTeau’s Dirt ไป ๆ มา ๆ มันปนเปกันไปหมด ก็เลยคิดว่าไหน ๆ ก็ไหน ก็น่าจะยุบรวมเลยละกัน แล้วตอนนี้ก็ import thaibrarian มาไว้ใน blog นี้หมดแล้ว (ถึงแม้จะไม่เต็มที่ก็ตาม อย่างพวก a href ต่าง ๆ ที่ติดมากับแต่ละ post ก็ใช้ไม่ได้บน wordpress)
อีกอย่างตอนนี้ก็มีปัญหากับ Thaibrarian เรื่องที่ atom มันไม่ update ให้แล้ว ไม่รู้เป็นเพราะอะไร มันมีเฉพาะอันเก่า ก็ขี้เกียจไปแก้มันแล้วด้วย เพราะนาน ๆ จะ up บนนั้นทีนึง
ก็เลยคิดว่าจะยุบรวมเอา Thaibrarian มาเป็นอีก series นึงใน iTeau’s Dirt ละกัน (เหมือนกับ iTeaudemia) เพราะตอนแรกก็จะสร้าง blog ใหม่ขึ้นเฉพาะ สำหรับ iTeaudemia โดยเฉพาะ แต่คิดไปคิดมา ก็คิดว่าแล้วจะไปเขียนที่อื่นทำไม มีหลายที่จัดเดี๋ยวสับสน คนอ่านก็จะสับสน งง เพราะคนเขียนมันก็คนเดียวกัน…
ตอนแรกก็คิดจะย้าย hosting ออกจาก wordpress ไป server ของโรงเรียน แต่คิดไปคิดมา ไม่เอาดีกว่า เพราะถึงแม้จะสามารถควบคุมอะไรหลายอย่างได้เองไม่ว่าจะเป็นพวก theme หรือ plug-ins แต่ก็ไม่รู้สึกว่าต้องการจะ add อะไรมากนัก แค่ัมันสามารถทำหน้าที่ของ blog ได้ก็พอแล้วสำหรับผม แต่ที่สำคัญคือรู้สึกว่าคนเริ่มรู้จัก iTeau’s Dirt พอสมควรแล้ว แล้วก็มี social network ที่มาจาก wordpress community พอสมควร ก็เลยคิดว่าถ้าแยกไปก็คงจะไม่เวิร์ก ก็เขียนต่อไปบนนี้ดีกว่า (อ่านเพิ่มเติม เปรียบเทียบ WordPress.com กับ WordPress.org)
ตอนนี้ก็เลยมี 2 series อยู่ใน iTeau’s Dirt อันแรกก็คือ Thaibrarian ก็จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับห้องสมุดในเมืองไทย หรืออะไรก็ตามที่น่าสนใจสำหรับคนในวงการห้องสมุดไทย สามารถนำไปประยุกต์ใช้ หรือ “น่าจะ” นำไปใช้ได้ รวมไปถึงประเด็นทางวิชาการ วิชาชีพบรรณรักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ที่น่าสนใจ ซึ่งบางครั้งก็อาจจะเป็นภาษาอังกฤษ บางครั้งก็จะเป็นภาษาไทย ปน ๆ กันไป
ในขณะที่อีกอันนึงคือ iTeaudemia ก็จะเป็น series ที่ผมเขียนไว้ก่อนหน้านี้เป็นภาษาอังกฤษแล้วว่าเป็น เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับความคิดเห็นแล้วก็ note ต่าง ๆ ที่ได้จากห้องเรียน ตำรา เนื้อหาในวิชาที่เรียนไปเทอมนี้ สำหรับคนที่ไม่อยากอ่านเรื่องหนัก ๆ ก็ข้าม section เหล่านี้ไปได้นะครับ แต่ถ้าอยากจะมาแลกเปลี่ยนความรู้กัน ยินดีเลยครับผม…
Orditerval/Ordiratio Variables in IR Research
In SOCI708, iTeaudemia, บ่นไปเรื่อย : Saying, สถิติ : Statistics on สิงหาคม 28, 2006 at 9:13 amI know it’s kind of freaky name. In the second class of the first week, we talked about three types of variable: nominal, ordinal, and interval/ratio. Some variables are flexible, can fall into any category depending on context. Also one category will help the others to define each other. Especially ordinal variable, we basically cannot measure the distance between categories. However, a lot of people appreciate the exact number shown in the result as it makes the report look more scientifically. Therefore, they often threat ordinal variables as interval/ratio variables.
For example, in relevance judgment area, most studies are intended to find out how people make judgment by let subjects define the level of relevance of document retrieved. One technique I found interesting is continuum. The scale of the continuum is ranged from X- not relevant at all to Y-absolutely relevant. Then researchers observe the degree of relevance by measuring the distance of the continuum and reported as interval/ratio numbers.
In another context, there was a similar study observing the relevance degree by letting the subjects squeezing the measure object as how relevant is the document retrieved. Yes! The focus will be spotted on the reliability of this method. Anyway, as the result of the study, they present the result as the interval/ratio number which may be the “average” degree of relevance. Doesn’t it sound weird for you?
Quantitively Thinking
In SOCI708, iTeaudemia, บ่นไปเรื่อย : Saying, สถิติ : Statistics, เป็นการเป็นงาน : Seriously on สิงหาคม 25, 2006 at 9:22 amThis is the first post in my new blogging series on “iTeaudemia“. Since every single class I’m taking this semester requires reflective journals, I would use this space to blog about my thought, difficulties, anxiety, and such regarding to the classes. A number of people might wonder why I release this stuff publicly, instead of keep it privately for my own sake. I know that people hate to show their weaknesses like stupidity, ignorance, and such on public space (e.g. personal blogs).
However, I take it as a part of my learning. No one is perfect, as everyone knows. It is not just my future historical records. I hope it would help someone, at least one, to learn from my understanding and failures during my study.
My first class for Fall 06 began on two days ago with SOCI 708 Statistics for Sociologists taught by Cathy Zimmer. I am required to take two consecutive statistics classes during my coursework period. Since there is no statistics class available within my school, I decided to go with the one in Sociology department. I am taking this one because the application of statistics would be beneficial to my future research plan.
Two texts are required for this particular class. There are:
Frankfort-Nachmias, C. & Leon-Guerrero, A. (2006). Social Statistics for a Diverse Society. 4th ed. Thousand Oak: Pine Forge.
and
Allision, P. D. (1999). Multiple Regression: A Primer. Thousand Oaks: Pine Forge.
I didn’t realize that both of them are published by the same publisher. Anyway, most of the class will use the first one.
After reading two chapters of the first book (later called FN+LG), I found this book is very interesting. I know it is intended to use for undergraduate class. As a person to trying to recover their statistics knowledge, I think this book very well covers the introductory and things to remember. Also I think it would be beneficial to those who are totally new to statistics (of course! that’s what the author intended to).
My first concern about learning statistics is to catch up the content of the class. If I somewhere lost on the way, it is quite tough for me to keep following. I need to get back to make sure I understand particular stuff. Therefore, one of the features I like the most about this book is the little excerpt summarizing content each section. It helps me a lot to remind me when I get lost (which happened to me quite often). And definitely it save my time because I do not need to read the whole long paragraph which is full of example.
Reality Show บนกระดาษ
In ของเล่น : Playing, บ่นไปเรื่อย : Saying, เด็กนอก? on สิงหาคม 23, 2006 at 12:37 pmจริง ๆ แล้วข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ก็เป็น Reality ทั้งหมดแหละ ข่าวส่วนใหญ่ก็จะเป็นการนำเสนอ หลังจากที่เหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นประเด็นร้อนทางการเมือง ที่ต้องมีความต่อเนื่อง ประเด็นข่าวที่น่าสนใจต่าง ๆ หรือแม้แต่พวกบันเทิง รักใคร่ดาราทั้งหลายต่าง ๆ
The Daily Tar Heel หนังสือพิมพ์รายวันของเด็ก UNC เค้าทำคล้าย ๆ กับ reality show ของน้องใหม่ 4 คน (ชาย 2 หญิง 2) เพื่อพิสูจน์สมมติฐาน ”Freshmen 15“ (ในปีแรก โดยปรกติ น้องใหม่จะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น 15 ปอนด์ ที่เพิ่มขึ้นจากเบียร์ ของกินจุกจิกตอนกลางคืน อาหารจานด่วน อย่างพวก Pizza หรือ Chicken Wings) โดยจะทำการติดตามพฤติกรรมการกินและการออกกำลังกายของน้องใหม่ทั้งสี่คน แล้วก็จะติดตามชั่งน้ำหนักของทุกเดือนเพื่อดูการเปลี่ยนแปลง
ก็ถือเป็นอะไรที่แปลก และน่าสนใจดีแฮะ ทำให้คนรู้สึกอยากติดตามอ่าน แล้วก็ง่าย ๆ เป็นเรื่องใกล้ตัว เป็น Feature ที่น่าจะได้รับความนิยมเป็นอย่างดีนะ…
ปรัชญาชีวิตของมาเรีย
In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, เป็นการเป็นงาน : Seriously on สิงหาคม 21, 2006 at 10:02 pm
วันนี้เอาหนังสารคดีเรื่อง Maria Querida เป็นหนังชีวประวัติของนักคิด นักสิทธิสตรี นักต่อสู้ทางการเมือง และนักปรัชญาหญิงชาวสเปนที่ชื่อ Maria Zambranoมาฝากกัน จริง ๆ ตัวหนังไม่มีอะไรมาก เป็นหนังกึ่งชีวประวัติของ Maria ผ่านช่วงชีวิตต่าง ๆ โดยผูกเข้ากับ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้กำกับหนังหญิงคนหนึ่ง ที่พยายามจะทำหนังสารคดีเกี่ยวกับตัวเธอ ดูแล้วก็แปลกดี ดูเหมือนจะโจทย์จะง่ายไปหน่อย แต่ก็ถือว่าแปลกแหวกแนวดี
ตัวหนังก็เป็นการผสมกัน ระหว่างภาพประวัติศาสตร์ของมาเรีย กับเหตุการณ์ชีวิตของผู้กำกำับหญิงคนนั้น แล้วก็มีตัวละครเสริมเข้ามา
แต่ที่น่าสนใจที่สุดสำหรับหนังเรื่องนี้ น่าจะอยู่ตรงที่ dialogue ที่เอามาใช้ในหนัง มีอะไรที่สะดุดหูเยอะดี โดยเฉพาะบทสนทนาที่เกี่ยวกับพวกปรัชญา เลยเก็บเอามาฝากกัน
“I’m working on the same thing. I attempt my thinking to clarify all I’ve done throughout my life….”
นักข่าว: “What do you think of love?”
มาเรีย: “The central passion in life is love, that great river that takes up all passions to transport them to the death they aspire to. Only love can penetrate death. All other passions are blind or look crosswise standing still magnetized or rushing forward headlong. Only love can achieve vision. Only love can detach itself from all else. It alone can compete with hope and despair and defeat them. Love anticipates death and makes the life of he who lives it die a thousand deaths and of achieveing freedome through obeying”
นักข่าว: “What do you think of death?”
มาเรีย: “It’s good idea to coexist and get on well with it”
“How could I have lived without knowing that this was neccessary?”
ยังมี quote อื่น ๆ ที่น่าสนใจอีก ถ้ามีเวลาก็คงจะไปหาหนังสือที่เธอเขียนมาอ่านดู
ศาสนากับเทคโนโลยี
In JOMC490, Social Networking, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on สิงหาคม 20, 2006 at 3:52 pmPaul Jones ไป สัมมนา ที่อินเดียที่สนับสนุนโดยองค์ดาไลลามะ แล้วก็ไปพบกับคนที่ทำงานด้านสื่อสารมวลชนกับเทคโนโลยีของทิเบตอพยพ เพราะฉะนั้นกว่าจะได้เริ่มเรียนวิชาของ Paul ก็ปาเข้าไปเดือนหน้าเลย (ถ้าเป็นสมัยก่อนก็ดีอกดีใจมาก แต่ตอนนี้ชักไม่ค่อยแล้ว เพราะหลัง ๆ มันจะหนักอ่ะดิ เหอๆๆ)
ระหว่างนี้ Paul ให้ติดตามงานของ Xeni Jardin ซึ่งมีทั้งเป็นวิทยุของ NPR แล้วก็ blog ก็ลองไปเปิดอ่านดู น่าสนใจมากเลยแฮะ
ส่วนอันล่างนี่เป็นสาส์นจากดาไลลามะเกี่ยวกับ conference ที่ paul จะไปที่น่าสนใจดีเหมือนกัน
องค์ดาไลลามะนอกจากจะเป็นผู้นำทางศาสนาแล้วยังเป็นผู้นำของประเทศ เพราะฉะนั้นบทบาทแบบนี้จึงดูไม่ค่อยแปลกเท่าไหร่ แต่จะว่าไปตอนนี้อะไร ๆ ก็เป็นเทคโนโลยีไปหมดแล้ว เดี๋ยวนี้ฟังธรรมก็ดาวน์โหลดเป็น mp3 แล้ว เหอๆๆ อะไร ๆ ก็สะดวกไปหมด จะว่าไปแต่ก่อน ผมเองชอบมองว่า ศาสนากับเทคโนโลยีเป็นเรื่องที่ตรงข้ามกัน เพราะศาสนาเป็นเรื่องของจิตใจ ในขณะที่เทคโนโลยีเป็นเรื่องของความสะดวกสบาย และก็เพราะไอ้ความที่เทคโนโลยีมันทำให้เกิดความสะดวกสบายมากจัด หลายคนก็อดใจไม่อยู่ ตบะแตก ขาดการควบคุมจิตใจ ซึ่งถ้ามองกันให้ดีแล้ว ก็ไม่เชิงเสียทีเดียว จริง ๆ ศาสนากับเทคโนโลยีน่าจะเป็นอะไรที่ขนานกันมากกว่า แต่ก็นั่นแหละมันก็ขึ้นอยู่กับการเอาไปใช้
ใช้ดีไม่มีใครว่า แต่ใช้บ้า ๆ ก็น่าดูเหมือนกัน
เมื่อ Blog เป็นสิ่งจำเป็น
In บ่นไปเรื่อย : Saying, เด็กนอก?, เป็นการเป็นงาน : Seriously on สิงหาคม 20, 2006 at 3:42 pmเทอมนี้ลงเรียนวิชานึงชื่อ Blogging, We the Media and Virtual Communities ของ Paul Jones คาดว่าจะเป็นวิชาที่น่าสนุกทีเดียว วิชานี้รับคนเรียนแค่ 9 คน เป็นวิชาเชิงสัมมนา ก็เน้นอ่านแล้วพูดเอา… สิ่งหนึ่งที่ค่อนข้างกังวลก็คือ ความเป็น Americanization ของคลาส เพราะดูจากคนเรียนแล้วมีเราเป็นต่างชาติคนเดียว แล้วก็คิดว่าไม่รอดแน่นอน ที่จะต้องคุยกันเรื่องที่ต้องมีบริบทอเมริกันจ๋า ไม่ดีเพราะเราจะคุยไม่รู้เรื่อง แต่ก็จะดีเพราะเราจะได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ
แล้ว 25% ของวิชานี้ ได้มาจากการเขียน blog ไม่ว่าจะเป็นของตัวเองหรือของ class อย่างน้อย 3 post ต่ออาทิตย์ ยังไม่รู้จะต่อรองได้หรือเปล่าว่าเอาเป็น blog ภาษาไทยได้มั๊ย อิอิ ไม่งั้นก็คงต้องเขียนเป็นภาษาอังกฤษ หรือไม่ก็ทำเป็นสองภาษา เดี๋ยวลองไปปรึกษาอาจารย์ดูก่อน อิอิ
ที่น่าสนใจของ class ก็คงจะเป็นคนดังที่จะมา lecture อาจจะประมาณพูดคุยมากกว่าใน class ไม่ว่าจะเป็น Jay Rosen จาก PressThink แล้วก็ยังมี Dan Gillmor คนเขียนหนังสือ We the Media (ตอนนี้ยังเป็น tentative อยู่ว่าจะมาเมื่อไหร่) ซึ่งคลาสนี้ก็คงจะเน้นเรื่อง สื่อสารมวลชนแบบรากหญ้า (Grassroot Journalism) ถ้ามีอะไรดี ๆ จะเอามาฝากละกันครับ…
เธอก็คว้ามันมาครอง
In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying on สิงหาคม 18, 2006 at 9:44 pmBianca Ryan กับแชมป์ America’s Got Talent พร้อมกับเงินรางวัล 1 ล้านเหรียญ
เคยเขียนเกี่ยวกับน้องคนนี้ไว้ สองครั้ง ครั้งแรกเธอเปิดตัวได้เรียกว่า นอนมาเลยทีเดียว ครั้งที่สองมาพลาดแบบเสีย self เพราะเลือกเพลงผิด พอมีโอกาสได้เข้ามารอบสุดท้าย เธอก็ไม่ทำให้คนที่เชียร์เธออยู่ผิดหวัง มาด้วยเพลง I am changing มีบางคนใน American Idol เคยเอามาร้อง แต่ดูแล้ว Dynamic ยังดีไม่เท่าแม่หนูน้อยคนนี้เสียเลย สงสัยจะเป็นนักร้องเก่ามาเกิด
รอบสุดท้ายนี้มี act ที่ดีอยู่หลาย แต่ที่ทำให้ผิดหวังก็มีอยู่หลาย ไม่ว่าจะเป็น Taylor ware หนูน้อย yodel ที่ช่วงแรกเลือกที่จะโชว์เพลงมากไปหน่อย แทนที่จะโชว์เทคนิคในการ Yodel ที่หลากหลาย เลยผิดหวังนิดหน่อย ส่วน At Last นั้นก็พลาด ด้วยการเอากลองแบบเอเชียมาเสริม ทำให้มันดูอึกทึกครึกโครม ทั้งที่จริง ๆ แล้วในตัวกลุ่มมันครบอยู่ ส่วนคนที่เปลี่ยนเสื้อผ้าเร็วนั่น ก็ไม่ชอบอยู่แล้ว เพราะเบื่ออ่ะ ไม่ชอบ เล่นกี่ครั้ง ๆ ก็ยังเหมือนเดิม ไม่รู้คนอื่นโหวตไปได้ไง ส่วนอีก act ที่รู้สึกเฉย ๆ แต่ก็ดันติด Top 3 ก็คือ กลุ่มเด็กที่เล่นดนตรีกับเต้นแบบ irish ซึ่งมันดูยังไม่สนุกจุใจ แล้วยิ่งพอโดน Piers วิจารณ์แล้วไอ้เด็กคนนึงพยายามจะเถียง ก็ยิ่งไม่ค่อยชอบเลย
พอดูจบก็รู้เลยว่าใครจะได้ เพราะดูเหมือนกันกินขาดมาก ๆ เลยไม่ต้องมีอะไรให้ลุ้นเท่าไหร่ ส่วนแม่หนู Bianca คงมีอัลบั้มออกมาเร็ว ๆ นี้ เพราะก่อนหน้านี้เคยไปค้นบนเน็ทแล้วก็พบ Fansite ของเธอ แล้วก็ update ว่า เมื่อประมาณปีที่แล้วเธอกำลังเริ่มจะทำเพลงของเธอ หวังว่าเพลงก็น่าจะดีเหมือนคนร้องนะ…
จริง ๆ ก็ค่อนข้างจะแปลกใจกับรูปแบบรายการเล็กน้อย เพราะตอนแรกคิดว่ารายการนี้มันจะเหมือนรายการกินเงินค่าโทรศัพท์กับ SMS เหมือน American’s Idol แบบทั่วไป แต่อันนี้ค่อนข้างไว คือ พอได้สิบ acts สุดท้ายก็ทำ Finale เลย แต่มันก็ดีตรงที่ว่าตัดสินไปเลย เพราะไม่งั้นคงต้องดูคู่ที่เปลี่ยนเสื้อผ้าไวเหมือนเดิมทุกอาทิตย์ไม่มีอะไรแปลกใหม่
อ้อ ตอนที่ประกาศรางวัลเมื่อคืน พอประกาศว่า Bianca ได้ เราว่าคนดูก็ไม่แปลกใจ แต่ Bianca นี่แบบร้องไห้น้ำตาท่วมจอ คนดูแทบจะร้องไปตามกัน คือ ประมาณว่า Surprise มาก ก็อย่างว่า บางทีก็ดูเป็นเด็ก แต่บางทีก็ดูเป็นผู้ใหญ่เหมือนกัน เวลาโต้ตอบกับกรรมการเมื่อรอบที่แล้ว แต่ก็นะ 11 ขวบ เอง
อีกด้านของสมการชีวิต
In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, ภาพยนตร์ : Movie on สิงหาคม 14, 2006 at 9:14 pm“You sold your soul to the devil when you put on your first pair of Jimmy Choo’s!”
The Devil Wear Prada
คำกล่าวที่ว่า “ยิ่งสูงยิ่งหนาว” ยังคงเป็นอมตะอยู่เสมอ และเราก็ให้เห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ชีวิตของคนเราต่างก็เป็นสมการด้วยกันทั้งสิ้น การที่จะได้มาซึ่งสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ดีกว่า ย่อมจะต้องมีการแลกเปลี่ยนซึ่งสิ่งอื่นอยู่เสมอ The Devil Wear Prada ก็เป็นหนัง Comedy Drama ที่ชี้ให้เห็นว่าไม่ว่าจะยังไง ชีวิตของคนเรามันก็ต้องเป็นเครื่องหมายเท่ากับเสมอ ไม่มีกำไร ไม่มีขาดทุน
Andy สาวเปิ่นหัวสมองดี ได้เข้าไปทำงานในตำแหน่งผู้ช่วย Miranda บรรณาธิการนิตยสาร Runway ซึ่งถือเป็นเจ้าแม่ยักษ์ใหญ่ในวงการแฟชั่น แน่นอนว่าการทำงานของคนที่ทำนิตยสารพวกนี้จะต้องมี sense ของแฟชั่น ทำให้ทั้งบริษัทต้องกลายมาเป้น Runway ย่อม ๆ ที่แต่ละคนแต่งตัวกันเต็มที่ โดยเฉพาะเวลาที่ Boss ใหญ่อย่าง Miranda เข้า office
อาชีพของ Miranda ก็เป็นอาชีพที่น่าสนใจดีแฮะ เพราะวัน ๆ ไม่ได้ทำอะไร นอกจากอ่านหนังสือ เลือกชุดเสื้อผ้า brand ต่าง ๆ ให้เข้ากันเพื่อเอาไปลงในหนังสือแล้ว ก็ไม่ได้มีอะไรไปมากกว่าการพบปะผู้คนทั่วไป จริง ๆ Miranda มีผู้ช่วยอยู่แล้วคนนึง จริง ๆ เธอก็เก่งมาก แต่ด้วยควาที่ Miranda เป็นคนที่มีความต้องการสูง ทำให้จำเป็นที่จะต้องมีผู้ช่วยคนที่สอง นั่นก็คืองานของ Andy นั่นเอง
Andy ถึงแม้จะเป็นคนหน้าตาสะสวย แต่ก็ไม่รู้จักการแต่งตัว และเลือกที่จะใช้ชีิวิตสบาย ๆ มากกว่า แต่การที่สมัครเข้ามาทำงานที่ Runway นี้ก็เพื่อต้องการก้าวไปสู่อาชีพของการเป็นนักหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ เพราะฉะนั้นการที่ได้เข้ามาทำใน Runway จะเป็นการสร้างเครือข่ายและ profile ให้ดูดีในการก้าวไปสู่อาชีพในฝันของเธอ เธอเป็นเด็กเรียนดี (จบ Northwestern ติด Harvard Law School แต่ไม่ไปเรียน -> อันนี้น้องกวาง correct มาครับ ขอบใจนะจ๊ะ :) และมีความตั้งใจในการทำงานอย่างจริงจัง Miranda รับ Andy เข้าทำงานก็เพราะว่า เธอต้องการความแปลกใหม่ เนื่องจากพวกคนเก่าที่ดีแต่หน้าตานั้น ไม่สามารถทำงานให้เธอได้ ในขณะเดียวกัน Andy ก็พยายามพัฒนาและเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพื่อเอาใจใส่กับงานมากขึ้น แต่การทุ่มเทกับงานอย่างเอาเป็นเอาตายของเธอนั้น มันอาจจะแลกมาด้วยบางสิ่งบางอย่างที่เธอไม่แน่ใจว่าอย่างไหนกันแน่คือ แก่นแท้ ของชีวิตเธอ
จริง ๆ มันก็เหมือนชีวิตคนเราหลาย ๆ คน ยอมทิ้งสิ่งอื่นเพื่อแลกมาซึ่งอีกสิ่งหนึ่ง จริง ๆ หลายคนอาจจะบอกว่ามันคือ วัฏจักรของ “การพัฒนา” อันนี้คงจะต้องไปตอบตัวเองกันเอาเองว่า การพัฒนาของตัวเราเอง มันคืออะไร มันคือการแลกเปลี่ยนระหว่างสิ่งที่ดีกับสิ่งชั่ว หรือเป็นการแลกเปลี่ยนความเป็นตัวตนที่แท้จริงกับความแปลกใหม่ท้าทาย หรือเป็นการแลกเปลี่ยนความสัมพันธ์ส่วนตัวเพื่อให้ได้มาซื่งความเจริญก้าวหน้าทางสังคม จริง ๆ theme แบบนี้ก็หาได้บ่อยตามหนังหรือละครไทยทั่วไป
หนังเรื่องนี้ถูกพัฒนามาจากนวนิยายชื่อดังของ Lauren Weisberger และด้วยบทนักแสดงนำอย่าง Meryl Streep ที่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า นี่คือทางของเธอจริง ๆ แต่สิ่งที่ทำให้รู้สึกประทับใจกับหนังเรื่องนี้ ก็อาจจะเป็นเพราะการดำเนินเรื่องที่ไม่ซับซ้อน บวกกับสีสันของแฟชั่นที่ลงตัวกับความวุ่นวายวกวนของมหานครนิวยอร์ก ตัวละครที่เดินเรื่องมีไม่กี่คน ไม่มีอะไรต้องให้คิดตามเยอะ ๆ หรือเครียดจัด ๆ เป็นหนังที่ดูแล้วรู้สึกสบายแล้วก็เดินออกมาด้วยความยิ้มอิ่มเอิบที่แฝงมาด้วยข้อคิดที่ดูแสนจะเชย แต่มันก็อาจจะทำให้หลายคนมองหันหลังกลับไปว่า
“นี่เราสูญเสียอะไรไปบ้าง เพื่อแลกกับชีวิตที่เราคิดว่า (มันน่าจะ) ดีกว่า…”

ทำไมเป็นคนแบบนี้
In บ่นไปเรื่อย : Saying, เด็กนอก? on สิงหาคม 14, 2006 at 6:47 pmเห้อ! เหนื่อยใจกับตัวเองจริง ๆ เลย
มีนักเรียนใหม่เป็นคนจีนเค้าจะมาพักด้วยในช่วงที่กำลัง settle down แล้วก็นัดกันอย่างดิบดีว่า เราจะไปรับที่สนามบิน โดยกำหนดการเครื่องจะมาถึง August 14 at 12.13 am เราก็เตรียมการอย่างดิบดีว่าจะไปรับเพื่อนคนนี้ตอนคืนวันที่ 14 ก็ตั้ง calendar ไว้เรียบร้อยแล้วด้วย (พอจะผิดสังเกตุอะไรได้หรือยัง?)
เมื่อวาน (August 13) เย็น ก็มีเพื่อนชวนไปดูหนัง กินข้าวเรื่อยเปื่อย แล้วก็เลยเถิดไปช๊อปปิ้ง กว่าจะกลับบ้านก็ประมาณเที่ยงคืนกว่าเกือบตีหนึ่งแล้ว มาถึงบ้านก็เห็นว่ามีข้อความเข้าไม่มีเบอร์อีกต่างหาก พอเปิดฟังเท่านั้นแหละ จิตตกเลย ก็เพื่อนคนที่นัดจะไปรับอ่ะดิ บอกว่าอยู่ที่สนามบินแล้ว กำลังรอกระเป๋าอยู่
ต้องรีบตั้งสติเลย แล้วก็นึกขึ้นได้ว่า August 14 เวลา 12.13 am มันคือ ช่วงกลางคืนของวันที่ 13 นี่หว่า ซวยจริง ๆ ทำไมถึงได้ประมาทขนาดนี้นะเรา จะโทรกลับไปหาเพื่อน เค้าก็ไม่มีเบอร์ ก็เลยตัดสินใจโทรไปหาบริการแท๊กซี่ทันที จะเรียกแท๊กซี่ไปสนามบิน คนรับโทรศัพท์มันร้อง “หา ว่าไงนะ” เพราะเวลานั้นมันไม่มีเครื่องบินขึ้นลงแล้ว จะไปสนามบินตอนนี้ก็บ้าแล้ว เราก็เลยต้องอธิบายให้เค้าฟัง เค้าก็เลยพยายามหาแท๊กซี่ ซึ่งก็มีอยู่คันหนึ่งให้มาคุยกับเรา
คราวนี้แทนที่จะให้เราไปสนามบิน เราก็ติดต่อให้แท๊กซี่คันนั้นตามหาเพื่อนเรา แล้วเราก็จะบอกแท๊กซี่ให้มาส่งที่บ้าน เค้าก็ใจดีมาก พยายามเดินตามหาทั่วสนามบิน แต่ก็ไม่มีแล้ว เพราะช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่ไม่ควรจะมีใครเหลืออยู่ในสนามบินแล้ว คนขับแท๊กซี่คนนั้นก็บอกให้วางสายแล้วเค้าจะลองหาดูอีกทีก็บอกให้เราโทรไปหาอีกทีประมาณ 3 นาที แต่พอโทรไปเค้าไม่รับสายแล้ว ตอนนั้นก็เป็นกังวลมาก เดินวนทั่วห้องเลย เพราะ ถ้าเพื่อนเราเค้ามาแท๊กซี่เอง แล้วเค้าน่าจะมาถึงบ้านเราตั้งนานแล้ว (จริง ๆ เค้าก็มีที่อยู่ของเรา) สรุปก็เลยโทรไปหา Emergency Call ของสนามบิน เผื่อเค้าจะช่วยอะไรได้บ้าง ในขณะที่กำลังอธิบายอยู่ ก็มีรถคันนึงมาจอดที่หน้าตึก แล้วเพื่อนคนจีนคนนั้นก็ลงมาจากรถ เราก็วิ่งไปหา รีบขอโทษขอโพยก่อนเลย เพราะรู้สึกผิดมาก ๆ ไม่ใช่ไม่มีความรับผิดชอบ แต่มันประมาทไปจริง ๆ ไม่รู้จักดูอะไรให้ถี่ถ้วนซะก่อน
สรุป เพื่อนคนนี้เค้าก็ไปรู้จักกับคนจีนอีกกลุ่มหนึ่ง แล้วเค้าก็มาส่ง แย่จริง ๆ เรา อุตส่าห์ตั้งใจจะทำดี แต่ไม่รอบคอบซะนี่ แต่สรุปเพื่อนคนจีนคนนี้ก็ไม่ได้กระเป๋า ยังติดอยู่ที่ chicago อยู่เลย เดี๋ยวคืนนี้ก็คงต้องรอดูว่าจะมาถึงหรือเปล่า
สรุปเมื่อคืนกว่าจะได้นอนก็ปาไปตีสี่… เหนื่อยมาก ขอไปสลบก่อน
แสตมป์ที่ใช้ไม่ได้…
In ของเล่น : Playing, บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, เด็กนอก? on สิงหาคม 10, 2006 at 5:48 pmไม่ได้หมายถึงแสตมป์ที่ใช้แล้ว หรือแสดมป์ที่ราคาไม่ถึงนะคับ แต่หมายถึงแสตมป์ที่มันสวย หรือน่าสะสม น่าเก็บไว้เป็นที่ระลึกอ่ะ จริง ๆ สมัยก่อนนี้ก็เก็บแสตมป์นะ เก็บไปเก็บมา มันก็เก็บไว้อย่างนั้น ไม่ได้ดูแลมันเลย ท้ายที่สุดก็เก็บไว้ให้ปลวกกิน ก็เสียดายเหมือนกัน แอะ! สารภาพมาดี ๆ นะ ว่าตอนเด็ก ๆ ก็เป็นเหมือนกัน อิอิ
มาอยู่อเมริกาเนี่ย ส่งจดหมายน้อยมาก เพราะเดี๋ยวนี้อะไร ๆ ก็อีเมล์หรือโทรศัพท์ไปหมด ไม่ต้องเสียเวลามานั่งพับกระดาษ ใส่ซอง ติดแสตมป์และจ่าหน้าซองถึงผู้รับให้เมื่อย แต่ก็ชอบซื้อเผื่อไว้ สำหรับพวกเอกสารที่ต้องการลายเซ็นต์อะไรพวกนั้น จะได้ไม่ต้องไปหาหัวซุกหัวซุน ที่อเมริกาสามารถซื้อแสตมป์ได้จากเครื่องเอทีเอ็ม คือ สั่งปุ๊บมันก็ออกมาเป็นแผง แผงนึงก็จะมีขนาดเท่ากับแบงค์ธนบัตรอ่ะ แต่มันก็จะเป็นลายธงชาติธรรมดา
แต่หลัง ๆ นี่ชอบเดินไปซื้อที่ไปรษณีย์มากกว่า เพราะมันก็ไม่ไกลมาก แล้วคนก็ไม่เยอะ ได้เห็นแสตมป์ลายแปลก ๆ พอเห็นอันสวย ๆ ก็อดไม่ได้ที่จะซื้อ แทนที่จะซื้ออันที่เป็นลายธรรมดา ก่อนหน้านี้ก็ซื้อชุด ตรุษจีน แดงทองมาเลย เห็นว่าสวยดีก็ยังไม่กล้าใช้

จนในที่สุดแสตมป์ที่สำรองไว้ก็ดันหมดอีก ก็เลยคิดว่าจะต้องไปซื้อแหละ คราวนี้ก็ตัดใจว่า จะต้องไม่มองอันดี ซื้ออันธรรมดาแหละ จะได้ไม่เสียดาย แต่พอไปถึงที่ไปรษณีย์ แล้วไปเจออันนี้อ่ะ

ใครจะไปอดใจไหวอ่ะ DC Comic Super Heroes พระเจ้า โคตรอยากจะได้เลย สวยมาก เปิดดูในเว็บ คาดว่าชุดนี้จะขายดีมาก ๆ อ่ะ อาจจะหมดในเร็ว ๆ นี้ แล้วยังมีคนเอาออกไปขายบน ebay แล้วด้วย เริ่มประมูลที่ 10 เหรียญแหน่ะ ทั้ง ๆ ที่ซื้อที่ไปรษณีย์ก็แค่ 7 เหรียญกว่า ๆ เอง เนี่ยกะว่าจะไปซื้อมาขายบน ebay ดีกว่า น่าจะขายดี อิอิ
สรุปก็ลืมซื้ออันธรรมดา ตอนนี้ก็เลยยังไม่มี stamp ส่งอยู่ดี สงสัยอาจจะต้องตัดใจใช้ไอ้ตรุษจีนอ่ะ หรือไม่ก็ต้องไปหาซื้อใหม่ เหอๆๆ นี่ขนาดไม่ใช่พวกสะสมแสตมป์นะเนี่ย (-_-”)
จราจรจัด
In บ่นไปเรื่อย : Saying, เด็กนอก? on สิงหาคม 9, 2006 at 12:56 amในเขตเมืองใหญ่ ๆ ในอเมริกา นอกจากจะหาที่จอดรถยากแล้ว ค่าจอดรถยังแพงอีกด้วย เมื่อหัวค่ำก็ดูข่าว เค้าบอกว่าที่ Raleigh กำลังจะมีการใช้กฏหมายฉบับใหม่ จะปรับคนที่จอดรถห่างฟุตบาทเกิน 1 ฟุต โอ้พระเจ้า งานนี้มิต้องเตรียมไม้บรรทัดกันไว้เลยหรือนี่ ยังไม่รู้เหมือนกันว่าค่าปรับจะซักเท่าไหร แต่ก็คงไม่น้อย
ก่อนหน้านี้ ประมาณ Fall ที่แล้ว ที่ Chapel Hill ก็พยายามจะจัดระเบียบคนข้ามถนน ด้วยการปรับคนที่ข้ามถนนในเขตที่ไม่มีสัญญาณแล้วไปกีดขวางการจราจร เป็นเงิน 500 เหรียญ เยี่ยมจริง ๆ ช่วงที่กฏนี้บังคับใช้ใหม่ ๆ มีเด็กนักเรียนโดนไปไม่น้อย ก็เรียกว่าตำรวจนี่แทบจะอยูทุกทางม้าลายเลยอ่ะ ความที่เฮียบมาก ขนาดเดินออกนอกเส้นก็ไม่ได้ ขนาดนั้น… จนหนังสือพิมพ์ของโรงเรียนต้องออกมาโวย เค้าเลยผ่อน ๆ ไป
สำหรับคนเดินถนน สิ่งหนึ่งที่อเมริกาแตกต่างจากเมืองไทยก็คือทางข้ามถนน เมืองไทยโดยเฉพาะในเมืองใหญ่ ๆ นี่สะพานลอยคนข้ามเยอะมาก แต่ในอเมริกานี่หายากแฮะ เคยเจอไม่กี่ที่เอง ส่วนใหญ่ที่เห็นมักจะเป็นทางลอดใต้ดินมากกว่า แบบบังเอิญว่าเป็นทางเข้ารถไฟใต้ดินอีกที ก็เลยได้ประโยชน์สองสถานเป็นสำคัญ
แต่กระนั้นก็เถอะ เราก็ยังเห็นคนที่ถือเห็นว่า “กฏมีเอาไว้ให้แหก” อยู่เสมอ ๆ ไม่ว่าจะที่ไหนในโลก













