iTeau

ประวัติเอกสารจากหมวดหมู่ ‘บ่นไปเรื่อย : Saying’

Visual Literacy Fail

In บ่นไปเรื่อย : Saying, สถิติ : Statistics on มีนาคม 11, 2009 at 10:17 am

Visual Literacy Fail

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวเนื้อหาเลย หากแต่อยู่ที่ตัวแผนภูมิต่างหาก ไม่ต้องอธิบายมาก คนอ่านแผนภูมิทั่วไปคงจะเข้าใจได้ไม่ยาก ไม่รู้ว่าใช้โปรแกรมอะไรทำ

ที่มา: รายงาน การสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2548 สำนักงานสถิติแห่งชาติ

เขมรโพธิสัตว์

In การเมือง : Politic, บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, เพลง : Music on พฤศจิกายน 25, 2008 at 2:04 pm

จำได้ว่าเพลงนี้เคยฟังตัวเล็กร้องสมัย ม.ต้น ชอบเนื้อเพลงมาก (เคยพยายามแอบร้ิองแต่เสียงไปไม่ไหว) อยู่ดี ๆ มันก็ผุดขึ้นมาในหัว

“อันความผิดนิดหนึ่งอย่าพึงโกรธ

ควรงดโทษกันและกันให้พลันหาย

อย่าอาฆาตบาดหมางจนวางวาย

เป็นกรรมร้ายติดตัวชั่วกัปกัลป์

ข้างหนึ่งโกรธข้างหนึ่งนิ่งเสียนั้นไซร้

เป็นบุญได้ดับร้อนช่วยผ่อนผัน

เหมือนตบมือข้างเดียวไม่ดังพลัน

เรารักกันดีกว่าเกลียดเดียจฉันท์เอย”

ไปหา้ข้อมูลบนเว็บพบว่า หม่อมเจ้าหญิงหญิงพิจิตจิราภา เทวกุลเป็นผู้ประพันธ์ เสียดายว่าหาที่เป็น audio ไม่ได้

PHD Comics: The F-1 Process Explained

In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on มิถุนายน 24, 2008 at 9:18 am

ไม่มีคำบรรยาย อ่านเอาเองเลยครับ

The F-1 Process Explained

[ที่มา: PHD Comics]

Rowling on Failure and Imagination

In บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on มิถุนายน 9, 2008 at 5:35 pm

เห็นคุณคนชายขอบเล่าว่า J.K. Rowling ไปพูดในงานรับปริญญาที่ Harvard ก็เลยอยากฟัง ฟังแล้วชอบมาก ข้างล่างนี่เป็นตัวอย่าง quote ที่ชอบ…

“There is an expiry date on blaming your parents for steering you in the wrong direction; the moment you are old enough to take the wheel, responsibility lies with you.”

“You might never fail on the scale I did, but some failure in life is inevitable. It is impossible to live without failing at something, unless you live so cautiously that you might as well not have lived at all – in which case, you fail by default.”

“Every day of my working week in my early 20s I was reminded how incredibly fortunate I was, to live in a country with a democratically elected government, where legal representation and a public trial were the rights of everyone.”

มีแอบสะกิดอยู่เล็กน้อย ช่วงท้ายสุดที่บอกว่า

“At our graduation we were bound by enormous affection, by our shared experience of a time that could never come again, and, of course, by the knowledge that we held certain photographic evidence that would be exceptionally valuable if any of us ran for Prime Minister.”

แหม มาอเมริกาทั้งที เปลี่ยนให้เป็น President หน่อยไม่ได้ :D

(ปล. Transcript ไม่ตรงกับที่พูดเป๊ะ ๆ ถ้าภาษาปะกิตแข็งแรงหน่อย แนะนำให้ดูวิดีโอหรือฟัง mp3 เอาจะดีกว่าครับ แต่จริง ๆ ก็ไม่ได้แตกต่างกันมาก แล้วแต่ใครถนัดมากกว่า)

ชวนอ่านเก่าเก็บ

In งานวิจัย : Research, บ่นไปเรื่อย : Saying, ห้องสมุด : Libraries on มิถุนายน 9, 2008 at 3:56 pm

ตามเก็บของเก่า…

First Monday ฉบับล่าสุดออกแล้ว มีบทความน่าสนใจหลายเรื่อง ตั้งแต่ประเด็นปัญหาเชิงมหภาคของ web 2.0 ที่ค่อนข้างครอบคลุมหลายเรื่องหลายประเด็น; การต่อรองทางสังคมของโปรเจค OLPC ผ่าน actor-network theory และ social force โดยวิเคราะห์จากบทบรรยายต่าง ๆ ของ Negroponte; เรื่อง กฏหมายใหม่ Deleting Online Predator Act ที่มีผลสืบเนื่องมาจาก moral panic ที่เกี่ยวกับการล่อลวงเด็กบน myspace; การสำรวจผู้ใช้ istockphoto ที่เกี่ยวกับแรงจูงใจของผู้ใช้; และสุดท้ายเป็นการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่มีต่อการใช้ wikipedia เชิงมหภาค โดยวิเคราะห์ข้อมูลจาก 11 ประเทศ (ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย)

Code4Lib ฉบับที่ 2 มีบทความนำเสนอ practical trick ที่น่าสนใจ เช่น แนะนำ open source option สำหรับการสร้าง subject guide, ใช้ google calendar จัดการตารางเวลาห้องสมุด, ใช้คำสั่ง “net send” สำหรับบรรณารักษ์บริการ ที่ต้องการความช่วยเหลือ (จากเพื่อนร่วมงาน) เป็นต้น  

ห้องสมุดของ University of Wisconsin-Madison เผยแพร่เอกสารฉบับใหม่ของ Resource Discovery Exploratory Task Force ซึ่งรายงานเกี่ยวกับผลการศึกษา เพื่อจะปรับปรุงระบนค้นหาทรัพยากรสารสนเทศของห้องสมุด มีตัวอย่าง benchmark และประเด็นที่น่าสนใจสำหรับคนที่กำลังต้องการ update เรื่องเกี่ยวกับการปรับปรุงเว็บไซต์ห้องสมุด (ของแถม MLibrary Labs ของมหาวิทยาลัยมิชิแกน ที่รวบรวม project ของห้องสมุดที่กำลังพัฒนา ที่น่าสนใจมีทั้ง API, Firefox addon, LibX และอื่น ๆ นอกจากนี้ถ้าสังเกตให้ดี ก็จะมี mTagger ที่ครอบคลุมไม่เพียงแต่ catalog ห้องสมุด แต่ครอบคลุมเว็บไซต์ของทั้งมหาวิทยาลัย) [ที่มา (UM กับ UW): Lorcan Dempsey's weblog]

ปล. เพิ่งเห็นว่า ห้องสมุดมหาวิทยาลัยชิคาโก ใช้ aquabrowser (แต่ผลการค้นอื่น ๆ เหมือน endeca จังแฮะ)

Who are really non-users?

In INLS715, iTeaudemia, งานวิจัย : Research, บ่นไปเรื่อย : Saying, ห้องสมุด : Libraries on พฤษภาคม 19, 2008 at 5:13 pm

ในทางบรรณารักษศาสตร์ การศึกษาผู้ใช้ ครอบคลุมถึง การศึกษาผู้ไม่ใช้ด้วยเช่นกัน กล่าวคือ นอกจากจะทำให้คนที่ใช้อยู่มีความพึงพอใจสูงสุด เราก็จะต้องศึกษาเช่นเดียวกันว่า ทำไมคนที่ไม่ใช้ถึงไม่ใช้ เพื่อจะทำให้คนเหล่านี้กลายมาเป็นผู้ใช้ ในขณะที่ปัจจุบัน การศึกษาคนที่ไม่ใช้อินเตอร์เน็ตและคอมพิวเตอร์ ก็กลายเป็นตัวชี้วัดสำคัญตัวหนึ่งของการช่องว่างทางดิจิตอล

มีรายงานการสำรวจล่าสุดของ Park Associates เกี่ยวกับการใช้คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต ว่า 20% ของหัวหน้าครอบครัวในอเมริกาไม่เคยใช้อีเมล์ เปิดเว็บไซต์และค้นข้อมูลบนอินเตอร์เน็ต ในขณะที่ 30% ของหัวหน้าครอบครัวไม่เคยใช้คอมพิวเตอร์ในการสร้างเอกสาร โดยชี้ว่าเพศและอายุเป็นปัจจัยสำคัญที่ำให้เกิดช่องว่างทางดิจิตอลในลักษณะนี้ [ที่มา: CNET News)

ความรู้สึกแรกที่เห็นข้อมูลก็ค่อนข้างแปลกใจ ประการแรก คือ จำนวนของคนที่ไม่เคยใช้คอมพิวเตอร์ในการสร้างเอกสาร สูงกว่าคนที่ไม่เคยใช้อีเมล์หรือเปิดเว็บไซต์ ซึ่งแตกต่างจากสมมติฐานส่วนตัวที่เห็นกลับกันว่า อัตราส่วนของคนที่ใช้คอมพิวเตอร์ในการสร้างเอกสาร น่าจะมากกว่าอัตราส่วนของคนที่ใช้อินเตอร์เน็ต เนื่องจากเห็นว่า

  1. คอมพิวเตอร์ เป็นเครื่องมือพื้นฐาน ที่ใช้ในการเข้าถึงอินเตอร์เน็ต ถึงแม้ว่าโทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รุ่นใหม่ ส่วนมากจะสามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้ก็ตาม แต่คอมพิวเตอร์ก็ยังเป็นเครื่องมือหลักอยู่ดี
  2. การสร้างเอกสาร สามารถทำงานได้ off-line ในขณะที่การใช้อินเตอร์เน็ตนั้น จำเป็นต้องใช้เครือข่าย ซึ่งคนที่มีคอมพิวเตอร์ทุกคน ส่วนใหญ่ไม่ต้องมีอินเตอร์เน็ตก็ได้ แต่คนที่ใช้อินเตอร์เน็ต ส่วนใหญ่น่าจะต้องมีคอมพิวเตอร์
  3. ระบบประมวลผลคำ ถูกพัฒนาขึ้นก่อน ระบบอินเตอร์เน็ต คนใช้คอมพิวเตอร์ น่าจะมีความคุ้นเคยกับ ระบบประมวลผลคำ มากกว่าเครือข่ายอินเตอร์เน็ต
  4. Mental model ของการใช้คอมพิวเตอร์ในการสร้างเอกสาร กับอินเตอร์เน็ต มีความแตกต่างกัน โดยเฉพาะอินเตอร์เน็ตที่มีมิติของเครือข่ายเข้ามาร่วมด้วย ดังนั้นความคุ้นเคยและความซับซ้อนของ mental model น่าจะมีผลต่อการใช้งาน
  5. ถ้าตีความอย่างนักจัดการเอกสาร การส่งและรับอีเมล์ ก็ถือเป็น "การสร้างเอกสาร" อย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้น เมื่อคน 80% บอกว่าเคยรับส่งอีเมล์ แต่มีเพียง 70% ที่บอกว่าเคยสร้างเอกสารบนคอมพิวเตอร์ ก็ออกจะแปลกไปหน่อย (ผมไม่เชื่อว่า ผลต่าง 10% จะมาจากคนที่ส่งอีเมล์ผ่านอุปกรณ์รับส่งประเภทอื่น เช่น PDA โทรศัพท์มือถือ โดยที่ไม่เคยใช้คอมพิวเตอร์เลย) ดัง Venn diagram แบบง่าย ๆ ข้างล่างนี้
  6. Logic of email use

อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อมูลออกมาในลักษณะนี้ และหากเชื่อว่าข้อมูลที่ออกมา สามารถนำมาใช้กล่าวสรุป (Generalize) ถึงคนอเมริกันได้จริง ก็ต้องลองกลับสมการ และดูว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่น่าจะทำให้อัตราส่วนของคนใช้อินเตอร์เน็ตมีมากกว่าคนใช้คอมพิวเตอร์สร้างเอกสาร ซึ่งเท่าที่ผมพอจะนึกออกได้ ก็มีอยู่ 2 ประการสำคัญ ๆ คือ utility กับ usability

ประเด็นเรื่อง utility ก็เห็นว่าสามารถแตกออกได้เป็นอีก 2 มิติ มิติแรก คือ เมื่ิอเปรียบเทียบความมีประโยชน์ระหว่างการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการสร้างเอกสาร และการใช้อินเตอร์เน็ตนั้น ดูเหมือนว่าจะอยู่กันคนละสเกลกัน กล่าวคือ การสร้างเอกสาร เป็นเพียง"วัตถุประสงค์" หนึ่งของการใช้คอมพิวเตอร์ ในขณะที่อินเตอร์เน็ตในที่นี้ ถูกจำกัดความให้เป็น "เครื่องมือ" หรือ "พื้นที่" ซึ่งเทียบเท่าได้กับคอมพิวเตอร์ ที่สามารถตอบสนอง "วัตถุประสงค์" ได้มากกว่าการสร้างเอกสาร ดังนั้น หากจะมาเปรียบเทียบ ก็คงไม่สามารถเปรียบเทียบกันโดยตรงได้ (มิตินี้ อาจจะอ่อนไปหน่อย เพราะจริง ๆ แล้วในแบบสอบถามก็จำแนกวัตถุประสงค์การใช้งานอยู่แล้ว แต่ถึงกระนั้นก็ดูเหมือนว่าจะเป็นคนละขั้นอยู่ดี นอกจากนี้ตัวเลข 21% ที่เหมือนกันทั้งหมด ก็ดูจะน่าสงสัยอยู่เหมือนกัน)

มิติที่สองนั้น มีส่วนสืบเนื่องจากมิติแรก กล่าวคือ วัตถุประสงค์และความจำเป็นของ "เอกสาร" เอกสาร นั้นมีขอบเขตแคบกว่า "อินเตอร์เน็ต" คำว่า "เอกสาร" คำเดียว ก็มีความหมายในหลายนัยยะ (แนะนำอ่านเพิ่มเติม What is a document? โดย Micheal Buckland) แต่ในบริบทนี้ การสร้างเอกสาร ค่อนข้างจะมีความหมายไปในเชิงจริงจังเพียงด้านเดียว ยกตัวอย่างเช่น การสร้างเอกสารติดต่อทางราชการ เอกสารทางธุรกิจ เอกสารทางกฏหมาย หรือแม้กระทั่งเอกสารส่วนบุคคล ซึ่งถึงแม้ว่าเอกสารจะมีความสำคัญในเชิงหลักฐานก็จริง แต่กิจกรรม "การสร้างเอกสาร" หาใช่เป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกคนจะต้องทำ ยกตัวอย่างที่ชัดที่สุด ก็คงจะเป็น ผู้บริหารกับเลขานุการ เป็นต้น

ในขณะที่วัตถุประสงค์ของการใช้อินเตอร์เน็ต นั้นขอบเขตกว้างขวาง ตั้งแต่เพื่อความบันเทิง การเรียน การทำงาน การติดต่อสื่อสาร และแน่นอนรวมไปถึง "การสร้างเอกสาร" ด้วยเช่นกัน ดังนั้นความครอบคลุมของอินเตอร์เน็ต จึงมีมากกว่าอย่างหลีกเลี่ยงมิได้

คิดนอกกรอบ

แต่ถึงกระนั้น ผมก็ยังคิดว่า คนเราทุกคนอย่างน้อย ต้องเคยสร้างเอกสารในชีวิตนี้ ไม่ว่าจะเป็นการเขียนจดหมาย การทำบัญชีรายรับรายจ่ายประจำวัน ด้วยเหตุนี้ ก็เลยสงสัยต่อว่า แล้ว 30% ที่บอกว่าไม่เคยใช้คอมพิวเตอร์ในการสร้างเอกสารนั้น เคยสร้างเอกสารหรือไม่ ถ้าสร้าง ใช้อะไร (เช่น มือ พิมพ์ดีด เป็นต้น)

ถ้าใครสนใจ คำถามงานทำนองนี้ ให้ลองหางานวิจัยด้าน Personal Information Management (PIM) มาอ่านดูครับ ว่าแล้ว เดี๋ยวก็คงจะไปลองหามาอ่านดูบ้าง

ปล. เอกสารที่นี้ ผมหมายถึง textual document นะครับ ไม่รวมรูป ภาพ เพลง ภาพเคลื่อนไหว สื่อประสมอื่น ๆ

ประการที่สอง มีผมคิดว่าน่าจะมีส่วน คือ ความง่ายในการใช้งาน (usability) ถึงแม้ว่าคนจะดูคุ้นเคยกับการใช้ระบบประมวลผลคำมากกว่า (เพราะเกิดก่อน? -_-") แต่การใช้งานอินเตอร์เน็ตนั้นดูง่ายกว่าการสร้างเอกสารมาก ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะการออกแบบ interface ที่ไม่จำเป็นต้องใช้ cognitive load มาก จะเห็นได้ว่า email application กับ browser มีปุ่มทำงานน้อยกว่า ในขณะที่ word processor นั้นมีสิ่งที่ต้องกำหนดมากมาย และต้องอาศัยความละเอียดรอบคอบ

อย่างไรก็ตาม ทั้งหลายทั้งปวง ข้อมูลชุดนี้ ก็อาจจะต้องฟังหูไว้หู (อาจจะต้องไปดูรายงานฉบับเต็มอีกที) เนื่องจากกลุ่มตัวอย่างที่ได้จากการสำรวจทางโทรศัพท์นั้น มาจากหัวหน้าครอบครัวเพียงอย่างเดียว

สำหรับคนที่สนใจเรื่องผู้ใช้อินเตอร์เน็ต แนะนำให้ลองหาข้อมูลเพิ่มเติมจาก Pew Internet [ตัวอย่าง] และ Interconnections ซึ่งอันหลังนี้เป็นรายงานผลการวิจัยเกี่ยวกับผู้ใช้อินเตอร์เน็ต และแหล่งข้อมูลอื่น ๆ สำรวจเมื่อปี 2006 ที่เพิ่งเขียนเสร็จสิ้นไปเมื่อเร็ว ๆ นี้

รถไฟเหาะเพชฌฆาต

In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, ภาพยนตร์ : Movie, มั่วซั่ว : Miscellenous on พฤษภาคม 18, 2008 at 2:30 am

ป่าวครับ ไม่ได้จะพูดถึง รถไฟเหาะตกรางที่ไหน แต่จะพูดถึงเกมส์ Roller Coaster ต่างหาก…

Photo from eonline.com

วันนี้ไปดู Speed Racer มา ที่อยากดูเพราะเห็น special effect มันสีสันจัดจ้านได้ใจ ดูแล้วก็สะใจจริงแหละ (คาดว่าถ้าวันหนึ่งมีสตางค์พอจะซื้อเครื่อง Bluray เรื่องนี้ก็น่าจะเป็นเรื่องหนึ่งใน collection ส่วนตัว แต่เพียงแต่บทยังมีช่องโหว่ให้ต้องปรับปรุงอยู่มาก (ซึ่งก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องที่คาดหวังอะไรมาก สำหรับหนังแนวนี้อยู่แล้ว) แต่สิ่งที่ผุดคิดขึ้นมาได้ในระหว่างที่ดูก็คือ ถ้าได้เล่นเกมส์นี้ น่าจะมันส์น่าดู และก็ค่อนข้างมั่นใจว่า ต้องมีอยู่แล้ว

กลับมาถึงบ้านก็ลองค้นดู ก็มีจริง ๆ แต่ด้วยความที่มีสัญชาตญาณนักช๊อป ก็ขอลองเปรียบเทียบเกมส์ในทำนองเดียวกันซักหน่อย ตอนแรกก็เทียบกับ Mario Kart แต่ก็ยังไม่สะใจ ก็เลยขอเหลือบไปดูเกมส์แนว Roller Coaster หน่อย ว่าพอจะมีอะไรแนว ๆ เดียวกันมั๊ย

ตอนแรกก็เข้าไปดู Trailler ของ Thrillville แต่ยังไม่ค่อยโดนเท่าไหร่ เลยลองหาอันอื่น ๆ ดู ก็ไปเจอวิดีโอกลุ่มหนึ่งบน youtube ที่ดูเหมือนจะคล้าย ๆ กับเป็นการ review เกมส์ Roller Coaster Tycoon 3 (ซึ่งสมัยก่อน ติดงอมแงมเลย) แต่จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่ แต่มันเป็นวิดีโอแนะนำวิธีการสร้างสวนสนุกอย่างไรให้อันตราย ฆ่าคน อย่างเช่นตัวอย่างวิดีโออันนี้ (เข้าใจว่าเป็นอันแรก ๆ เพราะ Digg มาได้เป็นอันแรก ๆ)

จริง ๆ วิดีโอพวกนี้ก็นานแล้วนะ ก็ปี สองปีมาแล้ว จำได้ว่าไปเจอวิดีโอประมาณนี้บน Digg เมื่อซักสองสามปีก่อนดูตอนแรก ๆ ก็รู้สึกฮาดี เป็นเหมือนพวกตลกร้าย แต่ก็แล้วกันไป ไม่ได้คิดว่าจะมีคนหันมานิยมมาเล่นแบบนี้มันมาก ลองหาดูเอาแล้วกันครับ พวก death park, death adventure อะไรทำนองนี้ เพียบ

มองอีกมุมก็ดูน่ากลัว ว่าทำไมคนเราถึงใจร้ายกันจังนะ แต่ถ้ามองอีกทีก็จะเห็นว่า บางคนอาจจะใช้เกมส์เป็นที่ระบาย เกมส์ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการแสดงออกทางความคิดสร้างสรรค์ ตอนนี้มีกลุ่มบรรณารักษ์และนักวิชาการกลุ่มที่แตกยอดออกมาจาก Library 2.0 กำลังมองหาวิธีที่จะเอาเกมส์เข้ามาใช้ในห้องสมุด [ตัวอย่าง] (ถ้ายังจำกันได้ ครั้งก่อนผมเคยเขียนถึง เต้นล้างค่าปรับ) ผมว่าเกมส์พวกนี้ก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่เลวทีเดียว

เพียงแต่ว่าน่าจะหา theme ให้สร้างสรรค์กว่านี้หน่อย สร้างให้อันตราย มีคนตาย แบบนี้ ออกจะดูตลกร้าย (หรือไม่ตลก แต่ร้ายอย่างเดียว) ไปหน่อยสำหรับบางคน

ปล. แอบแนะนำอีกอันนึง ชื่อ Suicide park เพราะฮาอันที่เป็น รถไฟหมุนเด็กเล่น แบบเล็กมาก ๆ  แล้วบอกว่าแทนที่จะหมุน 10 รอบ ให้หมุนไป 4 ปี บ้าไปแล้ว! คือ ตัววิดีโอของอันนี้ไม่ได้ขำเท่าไหร่ แต่ความคิดแบบว่า เอ่อ -_

That’s it

In บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on พฤษภาคม 8, 2008 at 5:18 pm

Nothing to say but “yeah…”

From Del.icio.us Hotlist

 

folksonomy รูปภาพและห้องสมุด

In Social Networking, Thaibrarian, library2.0, บรรณารักษ์ : Librarian, บ่นไปเรื่อย : Saying, ห้องสมุด : Libraries on มกราคม 16, 2008 at 6:29 pm

ล่าสุด Flickr ร่วมมือกับห้องสมุดรัฐสภาอเมริกัน (Thanks Terrell for bringing this to my attention!) นำรูปใน collection ต่าง ๆ มาเก็บไว้บน Flickr เพื่อให้คนใช้ช่วยกัน tag รูป ผ่านโครงการที่ชื่อว่า The Commons (อ่านเพิ่มเติม: ประกาศของ LC กับ Flickr)

บนประกาศของ LC ก็เขียนไว้อย่างชัดเจนว่า โครงการนี้มีจุดมุ่งหมายหลัก ได้แก่

“how to ensure better and better access to our collections, and how to ensure that we have the best possible information about those collections for the benefit of researchers and posterity.”

“ทำให้การเข้าถึงทรัพยากรเหล่านี้ดียิ่งขึ้น และทำให้มีข้อมูลที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เกี่ยวกับทรัพยากรเหล่านี้ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อนักวิจัย และความเจริญก้าวหน้าต่อไป” (แปลโดยผู้เขียน)

LC มีทรัพยากรสารสนเทศประเภทรูปภาพ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของสิ่งพิมพ์ หรือสื่ออื่น ๆ กว่า 14 ล้านชิ้น คนที่ทำงานด้าน catalog คงทราบดีว่า การลงรายการบรรณานุกรม ของทรัพยากรประเภทนี้มีความท้าทายมากน้อยเพียงใด แค่เพียงการพิจารณาหาหัวเรื่อง รายชิ้น ก็เป็นอันถอดปลั๊กได้เลย (ยังไม่ต้องลงรายละเอียดที่ว่า การตีความของรูปนั้นแตกต่างกัน)

นอกจากนี้ภาพส่วนใหญ่ ไม่มี contextual metadata หลงเหลืออยู่เลย ทั้งนี้ จะพบว่า การจัดเก็บและบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับภาพถ่ายต่าง ๆ จะไม่ norm ของสังคมเท่าไหร่นัก เช่นเอาง่าย ๆ ว่า ภาพนี้ใครเป็นคนถ่าย ถ่ายที่ไหน หรือใครอยู่ในภาพบ้าง ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งถ้าเป็นรูปภาพสมัยก่อน การจะดึงข้อมูลเหล่านี้มา จากรูปเพียงหนึ่งใบ อาจจะต้องอาศัยทั้งนักมนุษยวิทยา สังคมวิทยา นักประวัติศาสตร์มาช่วยกันวิเคราะห์เลยทีเดียว ซึ่งแน่นอน มันก็ไม่คุ้มกับการลงทุน เพราะฉะนั้น collection รูปภาพที่มีส่วนใหญ่ในห้องสมุด ก็มีแต่เพียงรูป แต่ไม่มี metadata เพื่อให้เข้าถึงได้

ถึงแม้ว่า ใครก็จะบอกว่า ประวัติศาสตร์ของอเมริกายังใหม่ (ดังนั้น จึงน่าจะมีการจัดเก็บข้อมูล สารสนเทศในเชิงประวัติศาสตร์ได้ดี) แต่จากประสบการณ์ส่วนตัว ก็ไม่ใช่เสมอไป สมัยหนึ่ง เคยต้องไปทำ digital collection หนึ่งของ Carnegie Library of Pittsburgh ซึ่งเป็น collection ของรูปภาพล้วน ๆ สิ่งที่ท้าทายมากที่สุดของ project นั้นไม่ได้อยู่ที่ความน่าเบื่อหน่าย (tedious) ในการ scan รูปภาพเหล่านั้น หากแต่อยู่ที่ metadata ที่ควรจะช่วยเป็นบริบทของรูปภาพจำนวนมากนั้น ๆ ไม่มี ที่พอจะหาได้บ้าง ก็จะเป็นตามหลังรูป ซึ่งมีรูปแบบที่แตกต่างหลากหลายกันไป (จริง ๆ นับว่าเป็นประเด็นที่น่าสนใจไม่น้อย หากมีคนสนใจจะทำวิทยานิพนธ์เรื่อง เกี่ยวกับ annotation หลังรูปภาพ เพราะน่าจะมีประโยชน์) และก็เป็นจำนวนน้อย รูปที่เหลือก็จะกลายเป็นเพียง bits ที่ถูกเก็บไว้ในฮาร์ดดิสเท่านั้น เพราะฉะนั้นโอกาสที่ collection พวกนี้จะถูกเอาออกมาใช้ แทบจะไม่มีเลย

สารสนเทศถ้าไม่ได้ใช้ ก็แทบจะไม่มีคุณค่า นึกถึงรูปที่มีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์จำนวนมาก ที่ไปหลบอยู่ซอกหลืบไหนก็ไม่รู้ และเราก็ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน ถึงแม้จะรู้ว่าอยู่ในห้องสมุดนี่แหละ แต่จะให้เอาเวลาทั้งวันไปรื้อ ก็คงจะไม่ไหว (ถ้าไม่สำคัญจริง ๆ) การจัดเก็บที่ไม่ได้ช่วยให้เข้าถึงได้ง่าย ก็ดีกว่าการที่รูปปลิวตกไปอยู่ในถังขยะอยู่หน่อยเดียว

ดังนั้นความร่วมมือระหว่าง Flickr กับ LC ถือว่า เป็นโครงการที่น่าจับตามองทั้งในเชิงการจัดการทรัพยากร (ที่ได้กล่าวไปแล้วข้างบน) และในเชิงการให้บริการ และการมีส่วนร่วมของชุมชน

อย่างไรก็ตามความท้าทายของโครงการนี้ หลัก ๆ ผมมองไว้อยู่สองประเด็น ประเด็นแรก ก็คือ ความร่วมมือของชุมชน ที่ปราศจากแรงกระตุ้น (incentive) เป็นตัวเป็นตน ข้อสังเกตที่สำคัญ ก็คือ ความจริงที่ว่าคนส่วนใหญ่มักจะ tag รูปของตัวเอง มากกว่ารูปของคนอื่น (แน่นอน เพราะความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันมันมีมากกว่า) เพราะฉะนั้นการที่จะทำให้คน สนใจที่จะ tag รูปภาพเหล่านี้ (โดยไม่นับเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ) นั่นก็คือ ความสัมพันธ์กับคนอื่น ๆ (ในลักษณะชุมชน) และอาจแฝงไปด้วยชื่อเสียง

ซึ่ง incentive ที่ว่านี้ มันต้องอาศัย identity ติดมาด้วย ซึ่งกรณีนี้ Terrell เปรียบเทียบให้เห็นได้อย่างชัดเจน ว่า สิ่งที่ tag ใน del.icio.us กับ flickr ต่างกันก็คือ การที่เชื่อมโยง tag กับคนที่ tag เข้าด้วยกัน ทำให้เราทราบว่า ใครมองอะไร อย่างไร (แนะนำให้อ่านเพิ่มเติมบนบล๊อกของ Terrell ซึ่งค่อนข้างเขียนไว้ได้อย่างชัดเจน)
นอกจากนี้ แรงกระตุ้นอีกอย่างหนึ่ง และค่อนข้างเป็นทางตรง ก็คือ การมีสิทธิในการนำรูปภาพเหล่านี้ไปใช้ต่อ อย่างไรก็ตาม ประเด็นของการนำไปใช้งาน ค่อนข้างจะไม่ชัดเจนในเรื่องของ ลิขสิทธิ์ กล่าวคือ รูปที่อยู่ในโครงการนี้ ระบุไว้ว่า อยู่ภายใต้ “No known restrictions” ซึ่งในที่นี้ LC ขยายความไว้ว่า เป็นงานที่ได้รับความคุ้มครองแต่หมดอายุ และไม่ได้มีการต่ออายุ หรือเป็นงานในช่วงปลาย คริสตศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 ที่ไม่มีหลักฐานการถือครองลิขสิทธิ์ อย่างไรก็ตามก็มิได้หมายความว่า ตกไปเป็นของสาธารณะ (public domain) ในขณะที่ Flickr เอง ก็ตอบไว้อย่างคลุมเครือมาก ซึ่งเท่าที่ฟังจะโทนน้ำเสียง ก็ประมาณว่า “น่าจะได้” แต่ก็ไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่า ทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้บ้าง

เมื่อคำนำหน้านามกลายเป็นเรื่องใหญ่

In Thaibrarian, งานวิจัย : Research, บรรณารักษ์ : Librarian, บ่นไปเรื่อย : Saying, ห้องสมุด : Libraries on ธันวาคม 29, 2007 at 11:59 pm

“Language is the source of misunderstandings.”

Antoine de Saint-Exupery
นักเขียนชาวฝรั่งเศส

ในบรรดารางวัล Ig Nobel Prize สาขาวรรณกรรมทั้งหมด จะเห็นว่า งานที่ได้รับรางวัลปีล่าสุด เป็นงานที่เกี่ยวข้องกับ สายบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์มากที่สุด จริง ๆ ถ้าลองดูจากประวัติที่ผ่านมา จะเห็นว่า Ig Nobel Prize สาขาวรรณกรรม ค่อนข้างจะกระเดียดมาทาง สายนี้พอสมควร ซึ่งนี่เป็นข้อแตกต่างหนึ่งของ Ig Nobel Prize กับ Nobel Prize ของจริง ที่ตัว Nobel Prize นั้น จะเน้นไปที่ตัววรรณกรรม ในขณะที่ Ig Nobel Prize นั้นเน้นไปที่ “งานวิจัย” ที่เกี่ยวข้องกับงานวรรณกรรม ซึ่งแน่นอน นอกเหนือจากสายภาษาศาสตร์แล้ว บรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ ก็ให้ความสนใจกับเรื่อง วรรณกรรม ไม่น้อยเช่นกัน

เจ้าของรางวัล Ig Nobel สาขาวรรณกรรม ปีนี้ คือ Glenda Browne เป็นนักทำดรรชนี (Index) อาชีพ ชาวออสเตรเลีย ที่เขียนวิพากษ์วิจารณ์ ข้อพิจารณาในการใช้ “The” ลงในวารสาร The indexer เมื่อปี 2001

ในบทความ ชี้ให้เห็นถึงความขัดแย้งและประเด็นปัญหา ในการพิจารณาใช้ “The” ในการสร้างดรรชนี จากคู่มือและตำราต่าง ๆ ซึ่งกฏโดยสรุป ก็คือ จะไม่นับเรียงคำนำหน้านาม หากขึ้นต้นใน ชื่อเรื่อง และชื่อหน่วยงาน องค์กร แต่จะนำมานับเรียง ในกรณีที่เป็นชื่อสถานที่ และคำขึ้นต้นในบทกวี หรือการรวบรวมบทประพันธ์ (Anthology)

แต่ปรากฏว่า Browne พบว่า กฏดังกล่าว ไม่ได้ถูกนำมาใช้อย่างเคร่งครัด ต่อเนื่อง สม่ำเสมอ สร้างความสับสนต่อมาตรฐานในการสร้างดรรชนี และเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อพิจารณาถึงความสับสนที่จะเกิดขึ้นผู้ใช้ ดังนั้นเธอ จึงเสนอให้ทำ double entry คือ ทำดรรชนีของคำที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า The และคำที่สองที่ต่อจากคำว่า The ทั้งนี้ ถ้าเห็นว่า มันทำให้ยาวเกินไป ก็ควรจะใช้กฏใด กฏหนึ่ง และทำบันทึกเกี่ยวกับการใช้กฏดังกล่าวให้ผู้ใช้ทราบ เพื่อเวลาที่เค้าจะหา เค้าจะได้หาถูก

จริง ๆ แล้วถึงแม้บทความนี้ จะตีปัญหาทางด้านทฤษฎี/แนวคิดได้แตก แต่ก็ยังไม่มี empirical evidence มาสนับสนุน โดยเฉพาะด้านผู้ใช้ ซึ่งบทความนี้ ก็ได้เพียงแต่พิสูจน์ว่า การใช้กฏ มีความไม่มั่นคง นอกจากนี้ จะบอกว่า ผู้เขียนเป็นคนแรกที่เห็นปัญหานี้ ก็ไม่น่าจะใช่ เพราะกฎ มาตรฐาน หรือประเด็นข้อถกเถียงเกี่ยวกับ การใช้คำนำหน้านามข้อนี้มันมีมานานแล้ว อย่างน้อยก็ตั้งแต่ปี ค.ศ.1883 (ALA, 1883 Quoted in Joint Steering Committee…, 2007)

หากจะดู impact ของงาน ผมเองก็ไม่ค่อยแน่ใจว่า คำแนะนำของเธอ ได้ถูกนำไปใช้มากน้อยแค่ไหนในเชิงปฏิบัติ แต่ถ้าในทางวิชาการ เราก็พอจะตรวจสอบได้บ้าง อย่างกับ ISI Web of Science ก็จะพบว่า มีเพียง 1 บทความที่อ้างถึงบทความของ Browne เท่านั้น (Arsenault & Menard, 2007) ซึ่งก็เป็นข้อสงสัยเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม บทความที่พบใน ISI ก็น่าสนใจไม่น้อยเช่นกัน เพราะแสวงหา empirical data ด้านพฤติกรรมของผู้ใช้ ที่บทความชิ้นแรกนั้นขาดไป และเน้นไปที่ระบบสืบค้นห้องสมุด มากกว่าการศึกษาในเชิงดรรชนี

โดยการศึกษาแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรก ศึกษารายการบรรณานุกรมที่มีปัญหา ส่วนที่สอง เน้นไปที่พฤติกรรมและประเด็นปัญหาทางฝั่งผู้ใช้ ซึ่งการศึกษาพบว่า จริง ๆ แล้ว รายการบรรณานุกรม ที่มีปัญหาเกี่ยวกับคำหน้านามนั้น มีสัดส่วนน้อยมาก (ประมาณ 0.4% ของเขตข้อมูลชื่อเรื่องทั้งหมด – Note: ในการจัดเก็บข้อมูลแบบ MARC รายการข้อมูลหนึ่ง ๆ มีเขตข้อมูลไว้สำหรับใส่ชื่อเรื่องทั้งหมดอย่างน้อย 7 เขตข้อมูล (ไม่นับรวม ชื่อชุด) – ศึกษาเฉพาะ Catalog ของ U. of Montreal กับ U. of Toronto หากแต่ว่า เมื่อเทียบเป็นจำนวนทรัพยากรสารสนเทศที่มี ก็เป็นจำนวนไม่น้อยทีเดียว ยกตัวอย่าง Worldcat มีรายการบรรณานุกรมมากกว่า 95 ล้านรายการ ซึ่งถ้าเอาตัวเลขของ paper นี้มาใช้เล่น ๆ จะพบว่า มีเขตข้อมูลมากกว่า 2.5 ล้านเขตข้อมูลที่ีติดปัญหา เพราะเรื่องคำนำหน้านาม (95 ล้าน x 7 x 0.4%) โดย คำนำหน้านามที่มีปัญหามากที่สุด คือ “A”

นอกจากนี้ เมื่อศึกษาพฤติกรรมผู้ใช้เชิงทดลองก็พบว่า เมื่อต้องค้นชื่อเรื่องที่ขึ้นต้นคำนำหน้านาม มากกว่า 60% ของ queries มีคำนำหน้านามติดมาในคำค้นด้วย โดยชื่อเรื่องที่มีปัญหาเหล่านี้ มีผลต่อความสำเร็จและประสิทธิภาพในการค้นอย่างมีนัยยะสำคัญ

นอกจากนี้ การศึกษาพฤติกรรมการค้น ยังบ่งชี้เกี่ยวกับพฤติกรรมการค้นแบบเฉพาะเจาะจงทรัพยากร (Known-item search) ซึ่งในการศึกษาทดลองครั้งนี้ ถึงแม้กลุ่มทดลองจะถูกสั่งให้ค้นข้อมูลแบบเฉพาะเจาะจง ที่ควรจะค้นแบบ Browse (หรือบางคนจะคุ้นกับค้นแบบ “Begin with” หรือ “Title alphabetical”) แต่โดยภาพรวม มากกว่า 3 ใน 4 ของการค้นกลับกลายเป็นการค้นด้วยคำสำคัญ (keyword) ซะนี่ ยิ่งเมื่อมองเข้าไปที่ Transaction Log จะเห็นได้ว่า เมื่อค้นเล่มแรก ผู้ใช้จะเริ่มที่การค้นแบบ Browse และหลังจากนั้น ก็จะเริ่มค้นแบบ Keyword ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ผู้ใช้พัฒนาการค้น จากประสบการณ์ค้นในครั้งแรก ที่เมื่อค้นแบบ Browse ไม่ประสบความสำเร็จ การจะหันไปค้นแบบ Keyword ที่กว้าง และให้ผลการค้นมากกว่า

รายการอ้างอิง

Arsenault, C., & Menard, E. (2007). Searching titles with initial articles in library catalogs: A case study and search behavior analysis. Library Resources & Technical Services, 51(3), 190-203.

Browne, G. (2001, April). The definite article: acknowledging ‘The’ in index entries. The Indexer, 22(3), 119-122.

American Library Association. (1883). Condensed rules for an author & title catalog. Library Journal, 8(1883), 251-254 Quoted in Joint Steering Committee for Development of RDA. (2007, September 28). A brief history of AACR. Retrieved from http://www.collectionscanada.gc.ca/jsc/history.html

[ข้อมูลเพิ่มเติม: Ig Nobel Prize; รายชื่อผู้ได้รับรางวัล; รายการคำนำหน้านามในภาษาต่าง ๆ; ที่มา: Improbable Research]

Review: Private Fear in Public Places

In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, ภาพยนตร์ : Movie on ธันวาคม 21, 2007 at 11:51 pm

แอบชอบเนื้อเรื่องของในหนังฝรั่งเศส เรื่อง Private Fear in Public Places หรือชื่อฝรั่งเศสว่า Coeurs ของผู้กำกับรุ่นปู่ Alain Resnais วัย 85 ที่ให้รสชาติของดราม่า โรแมนติกและแฝงไปด้วยอารมณ์ขัน (แบบ หึ หึ) ได้อย่างลงตัว

หนังเรื่องนี้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับคน 6 คน ที่ไขว่คว้าหาความรัก และ passion แต่ในขณะเดียวกันต่างมีชิวิตส่วนตัว ที่ไม่สามารถ “เปิดเผย” ได้หมด แต่ละคนก็มีวิธีการที่จะปกปิด และเปิดเผยในวิถีทางที่แตกต่างกัน ซึ่งเนื้อหาเช่นนี้ คงจะเดาออกว่า จะเกิดเครื่องหมายคำถามอยู่ตลอดเวลา เป็นปมเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่สะท้อนออกมา จากในชีวิตจริงว่า ในโลกใบนี้ ถึงแม้ว่าจะดูเหมือนว่า โปร่งใส แต่มันก็ยังมีอะไรซ่อนเร้นอยู่ในความโปร่งใสนั้นเอง

ตัวหนังดำเนินไปเรื่อย ๆ ไม่มี climax ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับการตีความของแต่ละคน ว่าจะเดา หรือจะคิดอะไรออก แต่ไม่ต้องกับถึงหัวสมองขนาดนั้น มันก็คิดหรือเดาไปเรื่อย ๆ ตามที่เนื้อเรื่องจะเล่าให้ฟังนั่นแหละ ก็ประหนึ่งว่า มีคนเล่าเรื่องให้เราฟัง แล้วความสงสัยของเราที่มีต่อเรื่องนั้น ก็ไม่ได้ต่างไปจากคนเล่า ดังนั้นหากมีคนจะเดินมาบอกว่า ดูแล้ว และน่าเบื่อ ไม่เห็นสนุกเลย ผมก็คงไม่ค้าน

ส่วนเรื่องภาพ ก็เน้นความสวยของฉาก อีกทั้งดูแล้วเห็นได้ชัดว่า ผู้กำกับเอาใจใส่กับความพริ้งเพราของภาพอยู่ตลอดเวลา การตัดต่อก็ค่อนข้างมีเอกลักษณ์ แต่กระนั้น อย่างที่บอก เนื่องจาก การเล่าเรื่องที่ฉลาดเอาการ ทำให้ผมไม่ได้สนใจความงามของภาพมาก เท่ากับการติดตามเนื้อเรื่อง ซึ่งผมคิดว่า เป็นการเล่าเรื่องที่ฉลาดเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว

[ข้อมูลเพิ่มเติม imdb.com; บทวิจารณ์ใน NYT, บทความใน NYT]

Photo from New York Times

Choirs Over the Rainbow

In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous, เพลง : Music on ธันวาคม 21, 2007 at 8:06 pm

สัปดาห์ที่ผ่านมา NBC จัดรายการพิเศษช่วง prime time ขึ้น ชื่อ Clash of the Choirs เป็นการแข่งขันวงขับร้องเพลงประสานเสียง 5 วง ซึ่งแต่ละวงก็จะเป็นตัวแทนของเมืองใหญ่ 5 เมืองในอเมริกา และมีผู้ควบคุมวงเป็น super star ที่มาจากเมืองนั้น ได้แก่ Patti Labelle จาก Philadelphia, Nick Lachey จาก Cincinnati, Kelly Rowland จาก Houston, Blake Shelton จาก Oklahoma City และสุดท้าย Micheal Bolton จาก New Haven โดยมีรางวัลเป็น เงินการกุศลมอบให้แก่มูลนิธิหรือองค์กร ที่วงนั้น ๆ ต้องการจะช่วยเหลือ

ดูแล้ว รู้สึกดี ที่ชอบที่สุด ก็คือ การแสดงความสามัคคี ร่วมมือร่วมใจกัน ไม่ต้องแข่งกันร้อง ไม่ต้องแย่งกันดี คนตัดสินก็คือประชาชน ทำให้ดีที่สุดก็เป็นพอ ผู้ชนะ ก็คือ ทีม Lachey (ผมแอบลุ้นทีม Labelle กับ Bolton) อย่างไรก็ตาม ทุกองค์กรที่ทั้ง 4 วงที่ไม่ได้รางวัล ก็มีเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ เข้าองค์กรด้วย

และในบรรดาเพลงที่นำมาแข่งทั้งหมด ผมชอบที่สุด ก็คงจะเป็นตอนที่ Patti Labelle มาร้องเพลง Somewhere Over the Rainbow ร่วมกับทีมของเธอ

จะว่าไป ผมว่า Somewhere Over the Rainbow น่าจะเป็นอีกหนึ่งเพลง ที่ถูกนำมา rendition บ่อยที่สุดเพลงหนึ่ง (แค่ลองค้นเพลงนี้ใน youtube ก็เจอไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ แค่เวอร์ชั่นของป้า Patti เอง ก็ไม่รู้ต่อกี่ version แล้ว) อย่างก่อนหน้าที่ ผมก็เขียนถึงหนูน้อย Connie ที่ตอนนี้ออกเทปเป็นที่เรียบร้อย เมื่อเร็ว ๆ นี้ Beyonce ก็เอามาร้องในงาน Movie Rock

ถ้าให้ผมเดา ผมก็เอาว่า Simon Cowell นี่ ท่าทางจะชอบเพลงนี้มาก เพราะคราวก่อนในรอบ Judge Pick ก็เลือกให้ Katherine McPhee ร้องเพลงนี้ (แล้วตอนนี้ คนใน youtube ก็มาเถียงกันว่า ระหว่าง version ของ Katherine กับ Beyonce อันไหน ดีกว่ากัน ซะงั้น-_-”) ในขณะที่ X Factor season ก่อนหน้านี้ ทั้ง Leona และ Shayne ผู้ที่ชนะ ต่างก็ร้องเพลงนี้ ได้อย่าง (แต่แอบชอบ version ของ Shayne มากกว่า แหะ) จำได้ว่า ตอน audition รายการประกวดร้องเพลงพวกนี้ Somewhere Over the Rainbow เป็นเพลงที่คนเลือกบ่อยมาก จนต้อง มาทำเป็น tribute ให้ต่างหาก แต่ในบรรดา rendition ที่ใช้ในการประกวด ผมชอบของ Guy Sebastian จากมากที่สุดแฮะ อาจจะเป็นเพราะผมเป็นพวกบ้าลูกคอก็เป็นได้ เหอๆๆ

จะว่าไป ถ้าจะฟังทุก version ของเพลงนี้ คงต้องใช้เวลาฟังเป็นวัน ๆ เป็นแน่

[อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Clash of the Choirs ได้ที่บล๊อก American Idol บน myajc.com]

Connie

NYT on ideas of 2007

In Social Networking, งานวิจัย : Research, ชุมชน : Community, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous, สื่อสารมวลชน : mass media on ธันวาคม 10, 2007 at 2:01 pm

New York Times ภาคนิตยสาร ฉบับล่าสุด (ธันวาคม 2007) รวบรวม 70 งานวิจัย การประดิษฐ์ การค้นพบ และความคิดที่น่าสนใจช่วงปี 2007 อ่านแล้ว มีประเด็นที่น่าสนใจเยอะแยะมากมาย ซึ่งก็ถือว่า เป็นปีที่มีสีสัน ไม่น้อยทีเดียว เช่น

New York Times Magazine Coverจริง ๆ มีอีกหลายเรื่องที่ผมชอบ เช่น การตรวจฉี่ของคนในชุมชน แทนที่จะไปตรวจเป็นคน ๆ ก็ไปตรวจจากบ่อเขรอะ ตรวจทีเดียว ก็รู้ว่า คนในชุมชนใช้ยาเสพติดอะไรกันมั่ง ซึ่งข้อมูลที่ได้ น่าจะสามารถนำไปใช้ในการบริหาร ระบบสาธารณสุขของชุมชน ได้ดีกว่า, บริการตรวจโรคอัลไซเมอร์จาก 50 คำถามทางโทรศัพท์, บางกรณี คนที่มีหวังก็แย่กว่าคนที่ไม่มีความหวัง, การจอดรอเพื่อเลี้ยวซ้าย (ถ้าเป็นเมืองไทย ก็เลี้ยวขวา) สิ้นเปลืองพลังงาน ดังนั้นเพื่อเป็นการประหยัด โดยเฉพาะกับบริษัทขนส่งอย่าง UPS จึงมีนโยบาย งดการเลี้ยวซ้าย, คนอเมริกัน เพิ่งพบว่า หน้าตามีผลต่อการเลือกตั้ง ในขณะที่บ้านเรา โหงวเฮ้งนี่ เป็นเรื่องที่รู้กันมานานแล้ว อิอิ, เป่ายิงฉุบ ถูกนำมาใช้เปรียบเทียบเป็นทฤษฎี ทางชีววิทยา ไม่ว่าจะเป็นกับสัตว์เลื้อยคลาน หรือกับแบคทีเรีย และอีกเยอะแยะ มากมาย

แต่บางอันนี่ อ่านแล้วก็คิดว่า “แล้วไง” อย่างเช่น รอยสักสำหรับผู้พิการทางสายตา บางอันก็เป็นประเภท เรื่องไม่เป็นเรื่อง อย่างเช่น การฟ้องร้องพระผู้เป็นเจ้า (ที่ทำให้เกิดภัยพิบัติ) หรืออย่าง การคำนวณภาษีจากส่วนสูง เป็นต้น หรือ บางเรื่อง ก็ดูไม่ใช่เรื่องใหม่ในสายตาเรา โดยเฉพาะคนไทย แต่โดยรวมก็ถือว่า เป็นการอ่านไว้ประดับความรู้ เปิดโลกทัศน์ได้ไม่น้อยทีเดียว

บันทึก: บทความของ NYT ฟรี ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้บอกรับ NYT เท่านั้น แต่จะต้องลงทะเบียน

IM ที่ไม่ได้ส่ง

In Social Networking, library2.0, งานวิจัย : Research, บ่นไปเรื่อย : Saying on ธันวาคม 7, 2007 at 4:31 pm

บนบล๊อกของ New Scientist รายงานผลการวิจัยในเยอรมัน เกี่ยวกับการสนทนาผ่านโปรแกรม Instant Messenger (IM) พบว่า 20% ของข้อความที่พิมพ์ในการสนทนาบน IM ไม่ได้ถูกส่ง เหตุผลก็คือว่า ในระหว่างที่พิมพ์อยู่นั้น (จะพิมพ์เสร็จหรือไม่นั้น) ข้อความที่พิมพ์ไปแล้ว ใช้ไม่ได้ (irrelevant)

ผมว่า ทุกคนเคยเจอประสบการณ์แบบนี้ ไม่มากก็น้อย ถึงแม้โปรแกรมในปัจจุบัน จะสามารถบ่งบอกสถานภาพได้ว่า อีกฝ่ายกำลังพิมพ์อยู่ แต่เหตุการณ์ที่ทำให้เราต้องลบข้อความ ที่พิมพ์อยู่ทิ้งไปนั้นก็ ยังเกิดขึ้นอยู่เนือง ๆ ไม่ว่าจะเป็น พิมพ์ยังไม่ทันเสร็จ อีกฝ่ายก็เปลี่ยนเรื่องคุย หรือพิมพ์เสร็จแล้ว แต่ไม่พอใจกับข้อความที่เขียนขึ้น หรือไม่แน่ใจ กับข้อความนั้น ๆ เป็นต้น ซึ่งบางครั้งฝ่ายตรงข้าม ก็สามารถสังเกตุได้เช่นกัน

โดยส่วนตัว ผมมักจะสังเกตุว่า อีกฝ่ายยังเขียนอยู่หรือเปล่า แต่กระนั้น เหตุการณ์ที่ว่า ก็เกิดขึ้นอยู่ดี จะว่าไป status bar หรือตัวที่บอกสถานภาพของ client อีกฝั่ง ก็มีความสำคัญเหมือนกัน โดยเฉพาะเป็นบริบทที่สำคัญของการสื่อสาร อย่างเช่น บางทีเห็นอีกฝ่ายกำลังเขียน ๆ อยู่ พอ status ดับไป กลับไม่มีข้อความส่งมาซะงั้น ซึ่งก็เข้าใจว่าอีกฝ่าย นั้นลบข้อความนั้นไป จะว่าไป บางทีก็ทำให้เกิดความสงสัยคลางแคลงใจเหมือนกัน ว่าอีกฝ่ายเค้าเขียนอะไร แล้วทำไมต้องเปลี่ยนใจ หรือบางที status บอกว่ากำลังเขียนอยู่เป็นเวลานาน แต่สุดท้ายตอบกลับมาว่า “อืม” หรือ “ใช่” ก็ทำเอางงเหมือนกัน ว่าก่อนหน้านี้ เขียนอะไร

จริง ๆ ตัวเลขถึงเป็นตัวเลขที่ไม่สูงไม่ต่ำ ในความคิดของผมเอง เพราะเป็นธรรมดา ในการคิดและการสื่อสารมนุษย์ เพราะ ไม่ว่าจะเขียนอีเมล์ เขียนบล๊อก เขียนรายงาน กระบวนการเหล่านี้ เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา

อย่างไรก็ตาม แต่ถ้ามองในเชิง ความสำเร็จและประสิทธิภาพของการสื่อสาร ก็ถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าสนใจ เพราะ การสื่อสารผ่าน IM นั้น ก็ไม่เหมือนกับ การสื่อสารผ่านอีเมล์ บล๊อก หรือรายงานเสียทีเดียว ที่เหมือนกับก็ตรงที่ การสั่งการของสมอง ต้องผ่านกระบวนการแปลงให้อยู่ในรูปของสื่อสัญลักษณ์เสียก่อน แต่กระนั้น IM นั้นเป็นการสื่อสารโต้ตอบแบบ real-time แต่ก็ไม่เหมือน การสนทนาผ่านโทรศัพท์ หรือตัวต่อตัว เพราะ การสื่อสารที่ใช้เสียงนั้น กระบวนการสร้างสารนั้น เกิดขึ้นจากภายในทั้งหมด เพราะฉะนั้น กระบวนการคิดทุกอย่าง ต้องเสร็จทีเดียว ตัวสารจึงจะถูกส่งออกมาได้ ในขณะที่ IM นั้น ผู้ส่งสาร สามารถปรับปรุงแก้ไข ตัวสาร นอกกระบวนการภายใน ก่อนส่ง

ที่น่าสนใจก็คือ จริง ๆ จะว่าไป อีเมล์ ก็มีอัตราข้อความที่ไม่ได้ส่งสูงเหมือนกัน หรือการสื่อสารผิดพลาดเยอะเหมือนกัน น่าจะมีการเปรียบเทียบระหว่างการสื่อสารสองประเภท เพราะอย่างอีเมล์ เราไม่ทราบเลย ว่าอีกฝ่ายจะได้อ่านเมื่อไหร่ แล้วจะตอบกลับมาตอนไหน หรือในทางฝ่ายผู้รับ ก็ไม่ทราบว่า จะต้องตอบกลับหรือไม่ อย่างไร

(Note: Dana กับ Meredith เพื่อนผมที่ UNC กำลังจะมีบทความ เกี่ยวกับการสื่อสารทางอีเมล์ ระหว่างอาจารย์กับนักเรียน ซึ่งกล่าวเกี่ยวประเด็นที่ผมเขียนมาข้างต้น โดยจะตีพิมพ์ใน EDUCAUSE เร็ว ๆ นี้ ถ้าตีพิมพ์แล้วยังไง จะเอามาบอกกล่าวอีกทีครับ)

How bad smell would this person have?

In บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on ธันวาคม 5, 2007 at 1:15 pm

From Police Log in Daily Tar Heel (12/4/07):

Larceny was reported at CVS Pharmacy on 1724 N. Fordham Blvd. was reported at 12:20 p.m. Saturday, according to Chapel Hill police reports.

A subject stole 12 containers of deodorant valued at $68.96 total, reports state.

เลือกตั้งนอกราชอาณาจักร’50

In การเมือง : Politic, บ่นไปเรื่อย : Saying, เป็นการเป็นงาน : Seriously on ธันวาคม 5, 2007 at 12:14 am

มาตรา ๑๐๐ ในประเทศใด มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งแจ้งความประสงค์ขอใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้ง ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือผู้ที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมอบหมาย จัดให้มีการลงคะแนนเลือกตั้ง ในประเทศนั้น โดยอาจให้มีสถานที่ลงคะแนนเลือกตั้ง หรือให้มีการออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งทางไปรษณีย์ หรือโดยวิธีอื่นใด ที่มิใช่เป็นการจัดตั้งสถานที่ลงคะแนนเลือกตั้งก็ได้ ทั้งนี้ ให้พิจารณาตาม ความเหมาะสมของประเทศนั้น และให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกําหนด

พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งฯ พ.ศ. ๒๕๕๐ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๐

วันก่อนเพิ่งบ่นไปหยก ๆ ว่ายังไม่รู้เรื่องเลย ว่าใครเป็นใคร ยังไม่รู้เลยว่าใครมีนโยบายอะไรบ้าง

วันนี้มีไปรษณีย์ซองใหญ่ ส่งมาที่บ้าน เป็นเอกสารสำหรับการใช้สิทธิเลือกตั้งจากสถานทูตฯ ภายในมีเอกสารทั้งหมด 5 ชิ้น หนึ่งในนั้น ก็คือ บัตรเลือกตั้งสองใบ ใบแรกเป็น บัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน (สีเขียว) ส่วนใบที่สอง เป็นบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง​(สีเหลือง) นอกจากนี้ก็ยังมีซองจดหมาย 2 ซอง ซองแรก สำหรับใส่บัตรเลือกตั้ง เป็นซองสีขาว ขนาดเล็ก ส่วนซองที่สอง เป็นซองใหญ่มาหน่อย สำหรับส่งกลับไปยังสถานทูต (พร้อมติดอากรแสตมป์) ด้านหลังของซองมีข้อมูลให้กรอก เพื่อรับรองว่าได้ลงคะแนนเลือกตั้งด้วยตนเอง

ในเอกสารคำแนะนำการกาบัตรเลือกตั้ง บอกว่า ให้รีบส่งกลับไปให้ สถานทูตฯ ภายในวัน 13 ธันวาคมนี้ เอ่อ ดังนั้น จากที่ว่าเหลือเวลาไม่ถึงเดือน ก็เหลือไม่ถึงอาทิตย์เหรอเนี่ย (ผมกะว่า จะเผื่อเวลาให้ไปรษรณีย์ประมาณ อาทิตย์นึง เพราะช่วงนี้เป็นช่วงใกล้เทศกาล คนเริ่มส่งบัตรอวยพรกันเยอะ) นั่นหมายความว่า ผมต้องลงคะแนน และส่งให้สถานทูต ก่อนที่วัน 8 -_-” (แต่จริง ๆ สี่วัน กับอีกสิบกว่าวัน ก็อาจจะไม่ต่างกันเท่าไหร่)

หลังบัตรเลือกตั้งทั้งสองใบ มีคำเตือนเขียนไว้ว่า

“ห้ามมิให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง นำบัตรเลือกตั้งออกไปจากที่เลือกตั้ง หรือทำเครื่องหมายเพื่อเป็นที่สังเกตไว้ที่บัตรเลือกตั้ง หรือถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งที่ตนได้ลงคะแนนแล้ว หรือนำบัตรที่ได้ลงคะแนนแล้วแสดงต่อผู้อื่น หากฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุก หรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งตามที่กฏหมายบัญญัติ”

อ่านตามคำเตือน เรื่องถ่ายรูป แล้วนึกถึงบรรดานักข่าว ที่ชอบถ่ายรูปคนดังหย่อนบัตรตามคูหาเลือกตั้ง ถ้าถือตามคำเตือนนี้ การถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนแล้ว หรือ แสดงต่อผู้อื่น มีความผิด ก็แสดงว่า ต่อจากนี้ไป ก็ไม่สามารถถ่ายรูปคนดังมาลงคะแนนตามคูหา ใช่หรือเปล่า? หรือ ถ้าถือตาม พรบ. มาตรา 73 ซึ่งเจาะจงเฉพาะผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แสดงว่าผู้อื่นที่ไม่ใช่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ก็สามารถถ่ายได้?

ว่าแต่ ถ้างั้นตอนนี้ ผมถ่ายบัตรเลือกตั้ง แล้วมาโพสไว้บน blog จะผิดกฏหมายหรือเปล่าอ่ะ โดยมีข้อสังเกตว่า กฏหมายไปเน้น ห้ามถ่ายบัตรที่ลงคะแนนแล้ว ดังนั้น ถ้าผมถ่ายบัตรที่ยังไม่ลงคะแนน หรือถ่ายบัตรที่ลงคะแนนแล้ว แต่ไม่ให้เห็นว่าผมลงให้ใคร (ซึ่งคนเห็นก็ไม่รู้อยู่ดี ว่าลงหรือไม่ลงคะแนน)​ผมจะผิดกฏหมายหรือเปล่า

ซึ่งจะว่าไปดูเหมือนว่า ณ ตอนนี้ ผมจะทำอะไรกับบัตรเลือกตั้งนี้ก็ได้ ไม่ว่าจะถ่ายรูป จะฉีก หรือจะระบายสีก็ได้ ทั้ง ๆ ที่จริงแล้ว ก็น่าจะเข้าข่ายการกระทำผิดกฏหมายเหมือนกัน แต่ผมก็ไม่แน่ใจว่า จะเอาผิดกับผมอย่างไร เพราะผมไม่ได้ลงคะแนนจากที่เลือกตั้ง นอกจากนี้ มาตรา 80 บอกว่า ห้ามมิให้ผู้ใดทำลายหีบบัตร หรือบัตรเลือกตั้ง เริ่มตั้งแต่เวลาที่ “เปิดและปิด” หีบบัตรเลือกตั้ง จริง ๆ การเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร มีความขัดแย้งกับหลักการในส่วนอื่น เพราะถ้าเอาง่าย ๆ ในมาตรา 71 วรรคสอง ที่บอกว่า “ห้ามมิให้ผู้สิทธิเลือกตั้งผู้ใด นำบัตรเลือกตั้งออกไปจากที่เลือกตั้ง” การเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร นี่ก็ขัดกันเห็น ๆ

มีข้อสงสัยต่ออีก ถ้าเกิดว่า ผมฉีกบัตรเลือกตั้ง แล้วส่งไป ผมจะโดนจับหรือเปล่าอ่ะ เค้าจะรู้ได้ยังไง ว่าผมเป็นคนฉีก มีคนกลั่นแกล้ง หรือเป็นข้อผิดพลาดจากการขนส่ง แต่ผมว่า จริง ๆ เค้าก็คงไม่แคร์

ครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร ครั้งที่สอง ของผม (ครั้งแรกเป็น การเลือกตั้ง สว.) แต่เป็นครั้งแรกภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่ (ที่ผมและคนไทยนอกราชอาณาจักร คนอื่น ๆ ไม่มีสิทธิออกเสียง) แน่นอนว่า ความโปร่งใสของการดำเนินการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร มันไม่สามารถกระทำได้ เหมือนกับการเลือกตั้งภายในประเทศ แต่อย่างน้อย ก็ยังดีกว่าไม่ได้สิทธิเลย

ตัวประกันทางสังคม

In การเมือง : Politic, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on พฤศจิกายน 1, 2007 at 3:48 pm

เมื่อต้องการเรียกร้องความสนใจ และสิ่งที่ต้องการ คนเรามักจะเปลี่ยน สิ่งที่ถือครองไว้ เป็นตัวประกันเสมอ (ที่สำคัญ ไอ้สิ่งที่ถือครองไว้ มันมักจะเป็นของคนอื่นเสียด้วยซิ บางอย่างก็เป็นสมบัติของชาติ จากภาษีของประชาชน) แค่เพียงการ “หยุด” ก็ทำให้ สิ่งที่เราใช้ทำมาหากิน กลายเป็นอาวุธได้ มาลองคิดเล่น ๆ ว่า ใครถืออะไรเป็นตัวประกันอยู่บ้าง

  • พนักงานการรถไฟ -> หยุดเดินรถไฟ
  • รถ เรือ เครื่องบินสาธารณะ -> หยุดให้บริการ
  • การไฟฟ้า -> หยุดจ่ายไฟ
  • การประปา -> หยุดจ่ายน้ำ
  • โทรศัพท์ -> ตัดสาย? (ดูจะยากหน่อย เพราะตอนนี้ไม่ผูกขาดเสียแล้ว)
  • ไปรษณีย์ -> หยุดรับส่งจดหมาย พัสดุ
  • ครู -> หยุดสอน
  • นักเรียน -> หยุดเรียน (เป็นการเสียผลประโยชน์ตัวเองมากกว่าหรือเปล่า)
  • ตำรวจ -> หยุดทำงาน (แล้วออกมาชุมนุมหน้า สน.?)
  • หมอ พยาบาล -> หยุดรักษาคนไข้
  • พระสงฆ์ -> หยุดบิณฑบาต หยุดกิจนิมนต์?
  • ทหาร -> หยุดทำงาน (แล้วเอาปืน กับรถถังออกมาขู่ เพื่อเอาประชาธิปไตยไป)
  • ประชาชนผู้มีประชาธิปไตยเป็นลมหายใจ -> หยุดชีวิต

ส่วนคนจน คนตกงาน ประชาชนตัวน้อย ๆ ที่ถูกรังแกจากรัฐและสังคม ไม่มีอะไรจะให้หยุด…

Update:

  • Writers -> Stop writing (Well actually I thought about it, but in a totally opposite way.)

อิสรภาพกับความทะยานอยาก (Spoilers Warning)

In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, ภาพยนตร์ : Movie, มั่วซั่ว : Miscellenous on ตุลาคม 26, 2007 at 2:03 am

Into the wild; photo from independent.org

“The happiness is not real until shared”
Christopher McCandless

นี่คือ ประโยคเด็ดจากท้ายเรื่อง ที่เรียกได้ว่า สามารถสรุปเรื่องราวที่เกิดขึ้นในหนังแนว self discovery เรื่องนี้ ได้แทบจะครบถ้วน (หวังว่า คงไม่เป็นการ spoil จนเกินงาม)

Into the Wild เป็นหนังที่ดัดแปลงมาจากหนังสือขายดี ชื่อเรื่องเดียวกัน ของผู้แต่ง Jon Krakauer มีแรงดึงดูดที่สำคัญ อีกประการหนึ่งคือ มีผู้กำกับและเขียนบทภาพยนตร์ ระดับนักแสดง Oscar อย่าง Sean Penn

หนังเป็นเรื่องราวของ หนุ่มน้อย Christopher บัณฑิตดีเด่นจาก Emory University สด ๆ ร้อน ๆ ที่ต้องการเริ่มต้นการใช้ชีวิตใหม่จาก “ศูนย์” และออกเดินทางเพื่อไปใช้ชีวิตอย่างอิสระ ใน middle of nowhere ใน Alaska โดยใช้เวลาในการเดินทางจากการโบกรถไปเรื่อย ๆ เป็นเวลา 2 ปี

การออกเดินทางครั้งนี้ ดูเหมือนว่าเป็นการออกเดินทางไปหาอิสรภาพ ที่มีความมุ่งมั่นเป็นตัวชี้นำทาง และในระหว่างการเดินทาง ก็ได้เรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตต่าง ๆ มากมาย จนในที่สุดก็ได้ไปใช้ชีวิตสมใจอยาก อยู่ในรถบัสคันเก่าซอมซ่อ และใช้ชีิวิตอย่างชาวป่า

หากมองให้ดี อิสรภาพที่ Christopher ต้องการ นั้นก็เหมือนกับ คนที่พยายามตีความ “ความพอเพียง” อย่างสุดโต่งนั่นเอง โดยเอาอัตตาเป็นที่ตั้ง มีความมุ่งมั่นทะยานอยากเป็นแรงขับเคลื่อน ซึ่งผมไม่อยากจะบอกเลยว่า ผลมันจะออกมาเป็นอย่างไร แต่ก็คิดว่าคงเดากันออก

ความที่เป็นหนังแนว Based on true story แต่ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ไม่น้อยว่า เป็น true story ที่เกิดจากเล่าเรื่องของแหล่งขั้นทุติยภูมิ (secondary source) อีกทีหนึ่ง ก็ทำให้เกิดความคลางแคลงสงสัย ตั้งแต่ Into the wild ยังไม่ถูกเอามาทำให้อยู่ในรูปแผ่นฟิล์ม แต่ถึงกระนั้นก็มีอิทธิพลอย่างสูง ต่อการดึงคนดูให้เข้าไปมีส่วนร่วม กับการเดินทางไปสู่อิสรภาพในครั้งนี้

ถึงแม้หนังเรื่องนี้ ดูเหมือนจะได้รับการตอบรับค่อนข้างดี ทั้งนี้อาจจะด้วยเสียงเชียร์ของคนรักหนังสือเรื่องนี้ แต่ผมเองก็ต้องบอกตรง ๆ ว่า เดินออกมาจากโรงหนัง โดยที่ไม่สามารถจะบอกได้อย่างเต็มปาก ว่ารู้สึกอย่างไรกับหนังเรื่องนี้ มันเป็นอาการกระอักกระอ่วน ที่ต้องยอมรับว่า เป็นความรู้สึกแปลกอย่างหนึ่ง ที่เกิดขึ้นไม่ได้บ่อยนักจาการดูหนัง และไม่สามารถชี้ชัดได้ว่า เป็นอาการที่ดีหรือไม่ดี

แน่นอน สิี่งที่ชอบก็คือ เนื้อเรื่อง (core content) ซึ่งแน่นอน credit ต้องยกให้กับผู้แต่ง และชายหนุ่มผู้เป็นต้นเรื่องนี้ต่างหาก แต่หากแต่ในเรื่ององค์ประกอบหนัง ผมว่า ยังมีอะไรที่ไม่ค่อยเป็นที่สำราญใจเท่าไหร่ ผมรู้สึกว่า Sean Penn เอาเวลาสองชั่วโมงครึ่งของผม ไปใช้อย่างไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ด้วย content ที่ค่อนข้างจะชัดเจน แต่การเล่าเรื่องกลับทำให้เกิด distraction อยู่เนือง ๆ เกิดอาการ fluctuate ของการลำดับความคิด

นอกจากนี้ ด้วยธรรมชาติของเนื้อเรื่อง เป็นการเล่าประสบการณ์ที่เกิดจากการเดินทาง แน่นอนว่า เทคนิคการเล่าเรื่อง ก็ต้องเป็นแบบ road movie แต่การทำเอาองค์ประกอบของ road movie มาใช้ของหนังเรื่องนี้ กลับไม่ทำให้ผมรู้สึกติดตราตรึงใจเท่าไหร่ ทั้ง ๆ ที่ฉากหลายแห่ง หรือบรรยากาศที่เกิดขึ้นในหนัง ผมได้สัมผัส และน่าจะรู้สึก attach กับมันได้อย่างไม่ยากเย็น ในทางตรงกันข้าม มันกลับทำให้ผมรู้สึกว่า มันเฝือ และกลายเป็น ส่วนของการเกินความจำเป็น

ทั้งหลายทั้งปวง อาจจะเป็นเพราะ ความพยายามที่จะเก็บรายละเอียดที่เขียนไว้ในหนังสือ ให้ออกมาอยู่ในรูปภาพเคลื่อนไหว ซึ่งผมเห็นว่า ในหลายจุด ผู้กำกับให้ความสำคัญกับรายละเอียดของเนื้อเรื่องมากไป ซึ่งหากจะต้องให้รายละเอียดมากขนาดนี้ ผมเห็นว่าน่าจะไปอ่านหนังสือเอาเองดีกว่า เลยทำให้รู้สึกว่าขาดประสิทธิภาพไปอย่างน่าเสียดาย

แต่ถึงกระนั้น อย่างที่บอก ด้วยเนื้อหาของหนังที่ค่อนข้างจะมีน้ำหนักมาก ตรง ชัดเจน แรง ให้ข้อคิด ก็เป็นหนังที่ไม่น่าพลาดของไตรมาสสุดท้ายของปีนี้

Pamina Devi: A Cambodian Magic Flute

In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying on ตุลาคม 7, 2007 at 1:46 am

เมื่อวานได้มีโอกาสไปดูการแสดงนาฏยกรรมของกัมพูชา เรื่อง Pamina Devi: A Cambodian Magic Flute ดูแล้ว เห็นว่าน่าสนใจดี ก็เลยเขียนมาเล่าให้ฟังเสียหน่อย

การแสดงชิ้นนี้ เป็นการแสดงที่ได้แรงบันดาลใจมาจากผลงาน Magic Flute ของ Mozart แต่ในขณะรูปแบบการนำเสนอเป็นแบบโบราณของเขมร โดยแสดงครั้งแรกเมื่อปีที่แล้ว (2006) ที่กรุงเวียนนา

ก่อนอื่นต้องบอกว่า โดยส่วนตัวคิดว่า ชื่อเรื่องค่อนข้างไม่ค่อยตรง เพราะจริง ๆ เรื่องราวเน้น Magic Flute น้อยมาก เพราะฉะนั้น เป็นบทเรียนว่าอย่าตั้งความหวังไว้ จากการดูเพียงแค่ชื่อเรื่อง

เรื่องราวก็คือว่า นาง Pamina Devi เป็นลูกสาวของนาง Sayon Reachny (สายันต์รัชนี – ผู้เขียน อันไหนที่พอจะแปลเป็นไทยได้ ก็จะใช้คำไทยนะครับ ถ้าใครช่วยคำอื่นได้ ก็กรุณาด้วยนะครับ) ซึ่งเป็นราชินิแห่งกลางคืน กับ Preah Arun Tipadey (พระอรุณธิบดี – ผู้เขียน) ราชาแห่งความสว่าง ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างแยกกันอยู่

Pamina Devi ถูกเลี้ยงดูมาโดยผู้เป็นแม่ มีความสนิทสนมกับแม่มาก จนวันหนึ่ง Pamina Devi ถูกลักพาตัวไปโดย Thornea ทหารเอกของพระอรุณธิบดี หลังจากที่ Pamina Devi ถูกลักพาตัวไป นางสายันต์รัชนีก็มีความเศร้าโศกเสียใจ ในขณะที่กำลังร่ำไห้อยู่นั้น นางและบรรดาบริวารก็เห็นว่า Preah Chhapoan กำลังถูกไล่ล่าโดยพญาครุฑ นางจึงได้ช่วยชีวิต Preach Chhapoan ไว้

Preach Chhapoan ซาบซึ้งในพระคุณของนางสายันต์รัชนี จึงได้อาสาไปเอาตัวนาง Pamina Devi กลับคืนมา โดยที่นางสายันต์รัชนีก็ได้มอบรูปของนาง Pamina Devi กับขลุ่ยวิเศษให้ไว้ โดยขลุุุุ่ยวิเศษจะทำให้คนที่เกลียดกัน นั้นกับมาเป็นมิตรสหายกัน ทันทีที่ Preach Chhapoan เห็นรูปนาง Pamina Devi ก็รู้สึกหลงรักนางขึ้นมาทันที จึงรีบออกเดินทาง

ในระหว่างการเดินทางก็ไปพบกับ Noreak ซึ่งเป็นพรานล่านกมือฉมัง ที่เอานกไปให้กับนางสายันต์รัชนีอยู่เป็นประจำ แต่ Noreak นั้นมีข้อกลุ้มใจอยู่อย่างหนึ่งคือ เค้ากำลังจะตามหารักแท้ (soul mate) Preah Chhapoan จึงชักชวน Noreak ให้ติดตามไปช่วยนาง Pamina Devi ด้วยกัน เผื่อว่า จับพลัดจับผลูอาจจะเจอรักแท้ก็ได้ โดยก่อนหน้าที่จะเจอ Preah Chhapoan นั้น Noreak ล่านกมาได้จำนวนหนึ่ง แต่เมื่อจะออกเดินทางก็ได้ปล่อยนกทั้งหมดออกไป เหลือไว้แต่นกที่อยู่ในกรงของตนแต่เพียงตัวเดียว

ข้างฝ่ายพระอรุณธิบดีนั้น เมื่อได้ตัวลูกสาวมาก ก็พยายามชักชวนให้ลูกสาวนั้นมาอยู่กับตน และข่มว่าการใช้ชีวิตเยี่ยงเพศหญิงนั้นเป็นสิ่งที่อ่อนแอ โดยยกให้ Thornea เป็นผู้ดูแลนาง

Thornea นั้นมีความพึงใจในตัวนาง Pamina Devi อยู่แล้ว ก็พยายามจะปลุกปล้ำ แต่นางไม่ยอม จึงขังนางไว้ด้วยมนต์ดำ เมื่อ Preah Chhapoan ไปถึง ก็ช่วยนาง Pamina Devi ออกมาได้ด้วยขลุ่ยวิเศษ และทั้งคู่ก็เกิดพึงใจในกันและกัน

แต่ในระหว่างทางหนีกลับ ก็ถูกพระอรุณธิบดีจับได้เสียก่อน นาง Pamina Devi อ้อนวอนให้พ่อไว้ชีวิต Preah Chhapoan ผู้ซึ่งเป็นคนที่นางรัก พระอรุณธิบดีจึงได้ข้อแม้ว่า จะต้องให้ Preah Chhapoan นั้นมาฝึกความเป็นชายและมาเป็นพวกตนเสียก่อน Preah Chhapoan ไม่มีทางเลือก จึงยอมไปกับพระอรุณธิบดี ปล่อยให้นาง Pamina Devi กลับบ้านไป

เมื่อนาง Pamina Devi พบกับมารดา ก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง ด้วยความที่มีความขัดแย้งเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว นางสายันต์รัชนีโกรธแค้นมาก จึงมอบกริชและสั่งให้นาง Pamina Devi นั้นฆ่าพ่อตัวเองเสีย นาง Pamina Devi พยายามจะขัดขืนคำสั่ง จนที่สุดนางสายันต์รัชนี จึงออกปากว่า หากไม่ทำตาม ก็ไม่ต้องนับเป็นแม่ลูกกันอีก นาง Pamina Devi จึงได้ออกเดินทางไป

เมื่อไปถึงดินแดนแห่งพระอรุณฯ นางก็แอบไปหา Preah Chhapoan เพื่อขอความช่วยเหลือ ทีแรก Preah Chhapoan มีท่าทีอิดออด แต่เมื่อนาง Pamina Devi งอน ก็จึงรู้สึกตัวและสัญญาว่าจะช่วยนาง ที่จะพูดให้นางสายันต์รัชนีเปลี่ยนใจ

แต่ในระหว่างที่เดินทางกลับกลางทาง นางสายันต์รัชนีที่เดินทางไปดินแดนพระอรุณฯ มาพบเข้า เห็นว่าทั้งสองไม่ได้ปฏิบัติภารกิจดังที่เธอได้สั่ง ก็จึงออกคำสั่งให้ฆ่าทั้งสองเสีย เป็นเวลาเดียวกันกับทีพระอรุณฯ เดินทางมาถึงพอดี นาง Pamina Devi จึงกลายเป็นคนกลาง และเกิดการปะทะกันระหว่างทั้งสองฝ่าย

ในระหว่างที่ต่อสู้กันนั้น Noreak ผู้ติดตาม Preah Chhapoan นั้นเห็นว่าความขัดแย้งจะไม่จบลงง่าย ๆ จึงยอมใช้ฆ้องเรียกสติ (Gong of Consciousness) ทำให้การต่อสู้นั้นหยุดและหายไป คล้าย ๆ กับเริ่มต้นใหม่ เว้นแต่คู่ของ Pamina Devi กับ Preah Chhapoan..

Noreak หลังจากที่ใช้ฆ้องเรียกสติแล้ว ก็ตระหนักได้ว่า การเดินทางมาหาเนื้อคู่นั้น คงจะไม่มีหวังเป็นแน่แท้ จึงได้ปล่อยนกตัวที่อยู่ในกรงออกไปให้เป็นอิสระ แต่ทันใดนั้นเอง นก เมื่อออกจากกรง ก็แปลงร่างกลายเป็นหญิงรูปงาม Noreak ก็ค้นพบว่า เนื้อคู่ของตนนั้น แท้จริงแล้ว อยูู่ไม่ไกลจากตัวเองนั้นเอง

(ปล. พยายามทำให้เป็นสำนวนไทย ๆ มากที่สุดแล้วอ่ะครับ ได้ประมาณนี้ เหอๆๆ)

หลังจากจบการแสดง ก็มีการถามตอบ ซึ่ง Sophiline Cheam Shapiro ผู้กำกับการแสดง ก็ได้ออกมาบอกเกี่ยวกับสัญญะในเรื่อง โดยเน้นไปที่ความแตกต่างระหว่างเพศ – เช่น การที่มอบขลุ่ย ซึ่งเป็นตัวแทนแห่งความอ่อนหวานให้กับผู้ชาย และมอบกริชให้กับฝ่ายหญิง – และวัย – เช่น การที่นาง Pamina Devi พยายามจะขัดใจแน่ เพื่อจะลดความขัดแย้ง

แน่นอนว่า การสื่อสารกับคนดูก็จะต้องใช้ subtitle ซึ่งบางครั้งการแปลแบบตรงตัว ก็ทำให้อเมริกันชนฮือฮาก็เป็นได้ เช่น เมื่อ Preah Chhapoan เห็นรูปนาง Pamina Devi ครั้งแรก ก็พูดว่า “ถ้าเราได้เป็นคู่กัน เราคงจะมีลูกที่สมบูรณ์แบบ” หรือ การพยายามใช้คำพูดแบบแรง ๆ เพื่อแสดงให้เห็นความขัดแย้ง ของพระอรุณธิบดี กับนางสายันต์รัชนี ในเรื่องความคิดเห็นเรื่องเพศ

ในเรื่องการแสดง ถ้ามองผิวเผินก็ต้องบอกว่า เหมือนของไทยเด๊ะ โดยเฉพาะความหมายของท่ารำ เช่น อาย โศกเศร้า ท่าเข้าพระนาง โกรธ ท่านั่ง เป็นต้น เพียงแต่บาง

ในส่วนของดนตรี เครื่องดนตรีทุกชิ้นที่ใช้นี่ หาได้ในเมืองไทยแน่นอน เพราะเค้าใช้ระนาดเอก ปี่ และฆ้องวงเล็กเป็นตัวนำ แล้วก็ใช้กลองทัด และตะโพน กับฉิ่งเป็นตัวประกอบจังหวะ ตัวเพลงเอง การขึ้นโหมโรง การใช้เพลงเชิด กราว ทำนองเพลงที่คล้ายคลึงกันมาก ผิดแต่เพียงภาษาในคำร้องอย่างเดียว เพียงแต่การร้อง จะเน้นการประสานเสียงของทั้งชาย หญิงมากกว่า ในขณะที่ของไทย ก็จะใช้เสียงของเพศนั้น ๆ ตามบทบาทของตัวละคร

หรือแม้แต่กระทั่งการแต่งกาย ที่มีเทริดของตัวพระ ตัวนาง การจีบหน้านาง เครื่องประดับแบบโขน เพียงแต่ที่ออกจะดูแปลกตาไป ก็คือ ครุฑ ที่ผมก็ไม่เคยเห็นตัวละครครุฑในเมืองไทย และก็ตัวนก ที่ถ้าเป็นของไทย ก็จะมีปีก แต่ของการแสดงชุดนี้ เป็นชุดเรียบ ๆ ธรรมดา มีเพียงแต่มงกุฏเท่านั้น ที่มียอดเป็นรูปนก

แต่ที่โดดเด่น ก็เห็นจะเป็น ฉากกับการจัดแสง เนื่องจากเป็นการแสดงที่ต้องเดินทาง ฉากที่มีก็เพียงแค่ stand สองขั้นบันไดเท่านั้น เพื่อยกระดับให้สูงขึ้น แต่การใช้แสง ที่ให้ความรู้สึกได้ครบสมบูรณ์ เช่น ใช้ gradient สีฟ้าเข้ม เพื่อบอกว่าเป็นดินแดนแห่งกลางคืน gradient สีแดง เป็นดินแดงแห่งพระอรุณฯ ในฉากต่อสู้ ก็เป็นสีแดงฉาดล้วน หรือฉากที่เป็นการเดินทางไปดินแดนพระอรุณฯ ก็จะฉาก spotlight ข้างเดียว ไปข้างที่ตัวละครเดินทางไป เพื่อให้เหมือนกับเค้าเดินทางไปดินแดนแห่งความสว่างจริง ๆ ซึ่งจริง ๆ ก็ไม่มีอะไรซับซ้อนมาก เพราะฉะนั้นก็ต้องบอกว่า เรียบง่าย แต่ช่วยเล่าเรื่องได้ดี

ส่วนอีกอันที่ชอบ ก็คือ การเล่าเรื่องที่กระชับ เนื่องจากถ้าเทียบกันกับโขนบ้านเรา ถ้าขนาดเรื่องที่ผมเล่ามาทั้งหมดข้างต้น ก็อาจจะต้องใช้เวลาเป็นวัน กว่าจะแสดงจบ แต่การแสดงนี้ ค่อนข้างกระชับ แต่ก็ไม่ทำให้ขาดอรรถรส ในการชมศิลปะการร่ายรำไปแม้แต่น้อย

ดูไปก็คิดถึง การแสดงของบ้านเรา เข้าใจว่า น่าจะมีความพยายาม ในการพัฒนาเรื่องราวใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้น ผมว่า การสร้างเรื่องใหม่ แต่ใช้รูปแบบการแสดงเดิม อาจจะดีกว่า เรื่องเดิมแล้ว ใช้การแสดงรูปแบบใหม่ (อย่างที่เราเห็นเค้าตีกันที่ New York ไง อิอิ)

ว่าแต่ นึกตลกตัวเองอยู่เหมือนกันว่า อยู่เมืองไทย มาจนโตป่าวนี้ ไม่เคยดูเลย การแสดงของประเทศเพื่อนบ้าน สด ๆ แบบนี้ ดันมาได้ดูตอนอยู่ที่นี่ -_-”

เพิ่มเติม: รายละเอียดการแสดงจากเว็บของ U. of Florida

เล็บกับหูฟัง

In บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous, สุขภาพ : Health on ตุลาคม 5, 2007 at 12:32 am

วันนี้ไปเดินเล่นร้าน apple ได้ยินว่า มีหูฟังอันใหม่ น่าใช้สำหรับ iphone ของ V-Moda ชื่อ V-Moda Vibe Duo ก็เลยไปค้น ๆ ดู เห็น review ของเว็บไซต์ Infosync เห็นรูป product ตัวบทวิจารณ์อะไรก็ดีหมดแหละ

แต่…

พอเจอรูปประกอบนี้เข้าไป

ของน่าใช้ แต่ presenter ต้องปรับปรุงหน่อยอ่ะ เห็นแล้ว บรื๋อ! ท่าทางพี่ท่านจะกัดมาสด ๆ ร้อน ๆ (ถ้าจะให้ชัด ลองเข้าไปดูรูปขนาดขยายดิ)

ดีนะ ไม่มีขี้เล็บติดอยู่ -_-”

ว่าด้วยค่าปรับหนังสือ

In Thaibrarian, งานวิจัย : Research, บรรณารักษ์ : Librarian, บ่นไปเรื่อย : Saying, ห้องสมุด : Libraries on สิงหาคม 15, 2007 at 12:30 am

Due dateตอนแรก เขียนตอบ “ผมยืมหนังสือไปสอนนักศึกษา” ผมต้องเสียค่าปรับหนังสือด้วยหรอ…. บนบล๊อก My library in 365 days ของน้องวาย (เห็นว่าจะพยายามเขียนให้ได้วันละ post ขอเอาใจช่วยนะน้อง) แต่ดันเขียนซะยาว เลยเอามาเขียนบนบล๊อกตัวเองเลยแล้วกัน

เรื่องของเรื่อง คือ น้องเค้าเจอ ผู้ใช้โวยวายเรื่อง ค่าปรับหนังสือ จริง ๆ มันเป็นเรื่อง routine คือ เกิดขึ้นทุกวัน ๆ จนไม่ฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งก็ชินไปเอง ก็ไม่ทั้งคนให้บริการ และคนใช้บริการ ต่างก็เอือมไปเหมือนกัน หรือไม่ฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งก็ต้องถอยทัพกลับไป (ส่วนใหญ่ก็จะเป็นฝ่ายผู้ใช้บริการเสียมากกว่า โดยที่ฝ่ายคนให้บริการก็รู้สึกโล่งใจว่า ตัวป่วนไปแล้ว ทั้งที่จริง ๆ หาได้รู้ไม่ ว่าได้เสียลูกค้าไปหลายคนแล้ว)

โดยส่วนตัว ผมมองว่า ปัญหานี้ มันมีหลายมิติ ซ้อนทับกันอยู่ ผมคงจะขอกล่าวถึง อันที่ผมมองออกแล้วกัน ถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยนมุมมองการทำงานแล้วกัน ถึงแม้ผมจะทำงานหน้าด่านน้อยกว่าคนอื่น แต่ก็คิดว่า อยากช่วยคิดอีกแรง

ประการแรกเริ่ม เริ่มกันที่เหตุผลทางจิตวิทยา กล่าวคือ การมองว่า การคิดค่าปรับ คือ การทำโทษ มันเริ่มตั้งแต่ การที่เจ้าตัวคนทำ “ผิด” ที่โดยปรกติ ก็รู้อยู่เต็มอกว่าตัวเองเป็นคนผิด แล้วการที่โดนทักหรือทวงถามต่อหน้า มันทำให้รู้สึกเสียหน้า เสียศักดิ์ศรี ซึ่งเป็นสิ่งที่สำหรับผู้ใช้บางคนก็รู้สึกอาย หรือลำบากใจ โดยเฉพาะมักจะเกิดขึ้นกับผู้ใช้หน้าใหม่ หรือผู้ใช้ที่ไม่เคยทำผิดมาก่อน

จริง ๆ ให้ลองเปรียบเทียบตัวเราเอง ที่กำลังขับรถที่ป้ายทะเบียนภาษีหมดอายุ และโดยปรกติ เราก็มักจะรู้อยู่แก่ใจ แต่ก็มีเหตุผลหลายอย่างที่ไม่สามารถจะไปดำเนินการได้ทันเวลา วันนึงเจอตำรวจจับครั้งแรกในชีวิต ทั้ง ๆ ที่เราไม่มีเจตนา เรารู้สึกอย่างไร แล้วเราจะทำตัวอย่างไร เช่นกัน การมองว่า การคิดค่าปรับ เป็นการลงโทษ มันก็ทำให้เกิดผลกลับมาในทิศทาง เดียวกัน ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่จะเจอกับปฏิกิริยาที่หลากหลาย ลองที่เราจะต้องปะทะกับเค้าแล้วหนิ

ดังนั้น วิธีที่จะทำให้ลดความรุนแรง หรือการเผชิญหน้าระหว่างกัน มีตั้งแต่ การปรับแนวคิดตั้งแต่ต้น เช่น กาปรับแนวคิดเสียใหม่ ว่า ห้องสมุด ไม่ใช่คุก หรือสถานีตำรวจเช่นกัน แล้วเราก็ไม่ชอบการลงโทษใคร และห้องสมุดไม่ได้ต้องการจะอยากได้ เงินบาท สองบาทของผู้ใช้ด้วยเหตุนี้ (เนื่องจาก มันไม่ได้เป็นกอบเป็นกำ อิอิ) แต่สิ่งที่เราอยากให้เกิด คือ ระเบียบวินัยของผู้ใช้มากกว่า ดังนั้น ทำไมเราไม่ปรับแนวคิด ของการลงโทษ เป็นการให้รางวัลแทน ตัวอย่างง่าย ๆ เช่น คืนตรงเวลา ได้เวลายืมเล่มต่อไปนานขึ้น หรือ ถ้าหากจะปรับ เราอาจจะบอกว่า การปรับ เพื่อเอาไปทำอะไร เช่น ไปสร้างสาธารณกุศล ดังนั้น การเก็บค่าปรับ อาจจะเป็นการหย่อนตู้บริจาคแทน เหล่านี้เป็นต้น หรืออะไรทำนองนี้

ดังนั้น สิ่งที่เรามักถูกสอน คือ เราต้องสอนผู้ใช้ แต่เรามักจะเลือก การลงโทษ มากกว่า การให้รางวัล เพราะมันง่าย แล้วเราก็ไม่รับผิดชอบอะไรมาก

หรือ อีกวิธีหนึ่ง ก็คือ การลดการปะทะโดยตรง (ซึ่งที่น้องเค้าเขียนไว้ blog นั้นแล) ซึ่งอาจกระทำได้ โดยการที่หากมีการเก็บค่าปรับ ก็ไม่ควรจะเป็นการเก็บที่บริเวณ counter ห้องสมุดมีหน้าที่ให้บริการเท่านั้น ส่วนเรื่องการคำนวณค่าปรับ ต้องให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่การเงิน พูดง่าย ๆ ก็คือ ถ้าเป็นอาจารย์ หรือพนักงานที่ได้เงินตอบแทนจากหน่วยงาน ก็หักจากยอดเงินเดือน ส่วนถ้าเป็นนักเรียน นักศึกษาที่เพิ่มเข้าไปตอนจ่ายค่าเทอมของเดือนต่อไป หรือตอนที่จะต้องเคลียร์เงินก่อนจบการศึกษา ดูเหมือนเป็นวิธีที่เห็นแก่ตัว (หมายถึง ผลักภาระให้กับฝ่ายการเงิน) แต่อย่างน้อย ก็ยืดระยะเวลาปะทะ ทำให้ความดุเดือดคลายลงไปบ้าง เพราะความรู้สึกเสียหน้ามันไม่เกิดขึ้นตรงนั้น

อย่างไรก็ตาม การแจ้งก็ยังจะต้องเกิดขึ้นโดยทันที หลังจากที่ผู้ใช้ส่งคืน เพื่อทำให้เกิดความโปร่งใส แต่อาจจะไม่ใช่การบอกปากต่อปาก แต่เป็นการบอกว่าจดหมาย หรือ email ซึ่งจริง ๆ มันเป็นเทคนิคของการสื่อสารและการฑูตมากกว่า กล่าวคือ ถ้าเป็นเรื่องดี ให้บอกต่อหน้า แต่ถ้าเป็นเรื่องต่อว่า หรือไม่ดี ก็ควรจะคุยกันในทางที่เป็นส่วนตัวมากกว่า การพูดในที่สาธารณะอย่างภายในห้องสมุดอันเงียบสงบ หลังจากที่เค้าได้รับการแจ้งแล้ว ถ้าเกิดความผิดพลาด หรือไม่ตรงกับความเป็นจริง เค้าก็จะต้องเดินเข้ามาสอบถาม อาจจะโวยวายบ้าง แต่ก็ทำให้การปะทะน้อยลงด้วยประการหนึ่ง

อีกอย่าง ที่น่าจะ preferable ก้น่าจะเป็นเพราะห้องสมุด ก็ไม่จำเป็นต้องไปยุ่งเกี่ยวกับการจับต้องเงินทองโดยใช่เหตุ (อันนี้เป็นเหตุผลส่วนตัว แหะ ๆ)

อย่างไรก็ตาม มันมีมิติที่แทรกเข้ามา และมีความสำคัญอย่างยิ่ง นั่นก็คือ สถานภาพทางสังคม ในบริบทของห้องสมุดประชาชน ถ้าผู้หลักผู้ใหญ่ระดับชาติ ลืมคืนหนังสือ สังคมไทย ที่มีความนอบน้อมถ่อมตน ก็มักจะไม่คิดค่าปรับ แต่ถ้าเป็นคนระดับเดียวกัน หรือระดับที่อยู่ล่างกว่า คนให้บริการก็มักจะกล้าทวงถาม (นึกถึงเวลาพวกเจ้าของตลาดไปเก็บตังค์จากพวกแม่ค้า บางคนก็ปากจัด แต่ถ้าลองให้ไปคุยกับพวกผู้หลักผู้ใหญ่ หล่ะก็แหม..) ซึ่งในทางสังคม เกียรติยศ ศักดิ์ศรี เงินทอง อำนาจ ชาติตระกูล การศึกษา ล้วนแล้วแต่ถูกนำมาใช้กำหนด สถานภาพทางสังคมทั้งสิ้น

ทีนี้กลับมามองในบริบทของห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษา ระหว่างอาจารย์กับบรรณารักษ์ ใครมีสถานภาพทางสังคมสูงกว่ากัน แน่นอน สังคมไทย มักยกย่องคนที่เป็นอาจารย์ ว่าเป็นคนเก่ง ฉลาด ในขณะที่ภาพของบรรณารักษ์ ยังถูกมองว่าเป็นงานที่ระดับกลางถึงล่าง กล่าวคือ ใช้แรงงานมากกว่า และได้ค่าตอบแทนน้อย ซึ่งการแบ่งแยกสภาพของสังคมอย่างนี้ มันทำให้คนที่เป็นอาจารย์บางคน ยืดเอาสถานภาพเป็นสำคัญ ดังนั้น การเสียหน้า จากคนที่มีสถานภาพด้อยกว่า จึงเป็นสิ่งที่รับไม่ได้ ดังเช่น การอ้างว่า ที่คืนหนังสือช้า เพราะเอาไปใช้ในการเรียนการสอน เป็นการดึงเอาภาระหน้าที่ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญขององค์กร มาเป็นข้ออ้าง เพื่อทำให้ตัวเองมีความสำคัญ และแสดงความใกล้ชิดกับอำนาจมากกว่า

ซึ่งอันนี้ ผมก็ไม่รู้ว่าจะแก้อย่างไร เพราะค่อนข้างเป็นปัญหาระดับ macro มาก ๆ และมีความใกล้ชิดกับวัฒนธรรม อย่างค่อนข้างจะแนบแน่น ข้อนี้ จริง ๆ ในต่างประเทศ ค่อนข้างจะแตกต่างกัน เนื่องจากบรรณารักษ์และอาจารย์ สามารถมี Tenure และสามารถตำแหน่งทางวิชาการได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นการเคารพในทางวิชาชีพ มันมีเหนือกว่าอำนาจ ความมั่งมี ดังนั้น การให้บริการจึงเป็นในลักษณะการเกื้อกูลกัน ในทาง professional ต่อ professional มากกว่าเจ้านายต่อลูกน้อง ฝ่ายหลัก กับฝ่ายสนับสนุน หรือระหว่างลูกค้า (ที่ไม่เสียตังค์) กับคนขายของ ที่ฝ่ายหนึ่งอยู่ในสภาพที่เหนือ หรือได้เปรียบกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง

ทีนี้ จะมองในทางเดียวก็ไม่ได้ ลองมองในทางตรงกันข้ามบ้าง สิ่งที่บรรณารักษ์มักจะลืมนึกถึง หรือนึกถึงแต่ดันกลายเป็นการเข้าข้างตัวเอง (โดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ดี) นั่นก็คือ ก็ต้องมองกลับมาที่ตัวเราเอง

การสำรวจตัวเอง อยู่อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยนำทางชี้ว่าปัญหาเกิดขึ้นจากอะไร อย่างปัญหานี้แท้จริงแล้ว มันไม่ได้อยู่ที่การคิดค่าปรับ แต่มันอยู่ที่ การที่ผู้ใช้ส่งไม่ตรงเวลา แล้วก็ต้องถามว่า แล้วทำไมผู้ใช้่ส่งไม่ตรงเวลา เกิดการ complain อย่างนี้มากน้อยแค่ไหน แล้วการส่งไม่ตรงเวลา (ถึงแม้จะไม่ complain หรือไม่ก็ตาม) มีมากน้อยแค่ไหน เพราะถ้าเราต่อได้มาถึงตรงนี้ เราก็อาจจะมาตั้งคำถามกับตัวเองแล้วว่า ระยะเวลายืมหนังสือ มันสั้นไปหรือเปล่า หรือระบบการเตือน เรามีประสิทธิภาพเพียงพอหรือไม่ ถูกต้องแม่นยำมากน้อยแค่ไหน (เช่น ประทับตราผิด ค่า constant ในระบบผิด เป็นต้น)

โดยเฉพาะเรื่องระบบการเตือนผู้ใช้ สิ่งที่เราจะต้องกลับมาถามตัวเอง ว่าเรา prompt ให้ผู้ใช้ให้เค้ารู้ตัวแค่ไหน ห้องสมุดหลายแห่ง ยังไม่มีระบบการแจ้งเตือนล่วงหน้า ว่าหนังสือจะครบกำหนดเร็ว ๆ นี้ ทั้ง ๆ เป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะผมคิดว่า น่าจะเป็นวิธีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด

ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา ส่วนใหญ่ เราก็จะเห็นเค้าประทับตราลงบนแผ่นยืมที่ติดกับหนังสือ หรือที่เรียกกว่าแผ่น due date หรืออย่างดู hi-tech หน่อย ก็พิมพ์เป็น slip แนบไปกับหนังสือ ทั้ง ๆ ที่บางครั้ง ผู้ใช้ก็ไม่รู้เลยว่าเป็นกระดาษอะไร หรือเอาไว้ทำอะไร

ว่าถึงเรื่อง slip แล้วก็ให้นึกแปลกใจ เพราะผมไม่แน่ใจว่า การให้เป็น slip เนี่ยมันดีกว่าการประทับตราจริงหรือเปล่า นอกจากที่มันดู computerize มากกว่า ผมว่าคนให้ความสนใจกับเจ้า slip พวกนี้ พอๆ กันกับ slip ใบเสร็จจากร้านสะดวกซื้อ จะมีคนซักกี่เปอร์เซ็นต์มากน้อย ที่เก็บ slip ใบเสร็จรับเงินที่ซื้อจากร้านสะดวกซื้อ บางที่ในถังขยะหน้าร้านก็มีแต่ใบเสร็จพวกนี้ ทำไมเราไม่ทำอะไรง่าย ๆ แต่ได้ประโยชน์​ เช่น แทนที่จะเป็นกระดาษบาง ๆ เหมือนใบเสร็จ ก็ทำให้เป็นที่คั่นหนังสือ เพื่อให้มันดูมีความรู้สึกว่า น่าเก็บ หรือสามารถเตือนความจำได้ ฯลฯ

จริง ๆ ย้อนกลับมา เหตุผลสุดคลาสสิคอีกเหตุผลหนึ่งของห้องสมุด ที่เก็บค่าปรับ ก็คือ ก็ผู้ใช้ยืมไปแล้ว ก็ต้องรับผิดชอบเอาเอง ลองมองดูอีกทีว่า มันคือ การโยนภาระให้ผู้ใช้หรือไม่ นึกถึงว่า การมี slip ยืมคืน ติดไปกับหนังสือ หรือมีตราประทับวันคืนหนังสือ อยู่ในเล่ม มัน practical แค่ไหน สิ่งที่บรรณารักษ์ลืมไป ก็คือว่า ความรับผิดชอบในการรักษาและ secure availability ของ material เป็นหน้าที่ที่องค์กรจ่ายเงินมาให้เราทำ ถึงแม้ว่าหนังสือไม่ได้อยู่ที่กับตัวเรา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า หนังสือตกไปเป็นเจ้าของของคน ๆ นั้น หากแต่ยังเป็นสมบัติขององค์กร จนกว่าหนังสือเล่มนั้นจะถูกจำหน่ายออกไป

ดังนั้น การที่ผู้ใช้ส่งหนังสือคืนล่าช้า ส่วนหนึ่งเป็นความผิดของผู้ใช้ แต่อีกส่วนหนึ่ง ก็น่าจะเป็นความบกพร่องของเจ้าหน้าที่ด้วยไม่ใช่หรือ ที่สื่อสารบกพร่อง อย่างนี้ระบบของค่าปรับ ควรจะเป็นแบบครึ่ง ๆ ดีมั๊ย คือ ผู้ใช้จ่ายครึ่งนึง เจ้าหน้าที่จ่ายครึ่งนึง…

มันก็เลยต้องย้อนกลับไปถามต่อว่า เรารู้จักผู้ใช้ของเราดีแค่ไหน ที่เขียนแบบนี้ หลายคนอาจจะบอก โอย เบื่อที่จะฟังคำนี้ แต่มันก็คือ เรื่องจริง เพราะจากประเด็นข้างต้น เราจะเห็นสมมติฐานที่ว่า ผู้ใช้บริการมีความรับผิดชอบสูงเหมือนกันทุกคน ซึ่งผมเห็นว่า เป็นสมมติฐานที่ทำให้การให้บริการ (รวมถึงระบบที่ออกแบบ) ด้อยลงในเชิงผู้ใช้ เพราะระบบที่ออกแบบมาจะช่วยผู้ใช้น้อยมาก (หรือถ้าอย่างรุนแรง ก็อาจเรียกได้ว่าเป็น ระบบที่เห็นแก่ตัว) มิหนำซ้ำยังไปสร้างภาระให้กับผู้ใช้บริการอีกต่างหาก ยกตัวอย่างง่าย ๆ เมื่อเปรียบเทียบกับงานบริการ ที่เห็นชัดงานหนึ่ง คือ การบริการโรงแรม จะเป็นอย่างไร เมื่อโรงแรมที่เราเข้าไปพัก หวังว่า ผู้ใช้บริการทุกคนหลังจากกลับไปแล้ว จะทำความสะอาด เก็บเตียงได้อย่างเรียบร้อย แน่นอน เค้าก็จะเข้ามาทำความสะอาดน้อยลง แต่ถ้าสมมติฐานของการให้บริการ บอกในทางตรงกันข้าม เค้าก็จะเข้ามาทำความสะอาดบ่อย ๆ ฉันใด ฉันนั้น

ท้ายสุด สิ่งที่รู้สึกสะดุดหูทุกทีที่ได้ยิน ก็คือ เจ้าหน้าที่ที่ให้บริการ นึกอะไรไม่ออก อธิบายอะไรไม่ได้ ก็บอกแต่ว่า “มันเป็นกฏ” ซึ่งผมเห็นว่า เป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง (ถึงขั้นต้องห้าม) อย่างที่สุด เพราะการอ้างกฏ ระเบียบ เป็นเหมือนการแบ่งข้างเขาเรา ผมมองว่า ถ้าเราให้เหตุผล แล้วพูดในเชิงว่าเราเข้าใจ และอยู่ข้างเขา การให้บริการก็จะเป็น user-oriented มากขึ้น แต่มันก็เป็นเทคนิคที่แต่ละคน ต้องหันกลับมามองตัวเองด้วย

ประเด็นเหล่านี้ เป็นเรื่องเล็กน้อยก็จริง แต่ผมคิดว่า เรื่องแบบนี้ มันเป็นเรื่อง ที่ไม่สามารถสอนได้ในห้องเรียน ดังนั้น ทักษะเหล่านี้ จึงต้องพัฒนาเมื่อเข้าสู่โลกแห่งการทำงานเรียบร้อยแล้ว คนที่เริ่มต้นกับสภาพแวดล้อมที่ดี ก็ได้ service mind ที่ดีไป แต่คนที่เริ่มต้นกับสภาพแวดล้อม ที่ค่อนข้างคับแคบ (หมายถึง มุมมอง) ก็จะไปในแนวทางนั้น

ดังนั้น เราจะเห็น อิทธิพลของสถานที่ทำงานแห่งแรกหลังจบการศึกษา ที่มีต่อการทำงานของคนในวิชาชีพ ในระดับปัจเจกบุคคล ซึ่งผมเห็นว่า มีอิทธิพลมากกว่าสถาบันการศึกษาที่จบมาด้วยซ้ำไป จริง ๆ นี่ก็น่าจะเป็น topic ที่น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว แล้วก็ไม่จำเป็นเฉพาะคนในห้องสมุดเท่านั้น แต่ผมว่าอาจจะเป็นในหลาย ๆ field ด้วยเหมือนกัน คิดแล้วก็น่าสนุกเหมือนกัน

แต่หรือถ้าใครจะเอาไปลองทำ หรือมีใครทำอยู่ หรือทำ project นี้ไปแล้ว แนะนำด้วยก็ดีนะครับ

เอากับเค้าสิ แค่ค่าปรับ ยังโม้ (บ่น) ได้ขนาดนี้ … ขี้บ่นนี่หว่า เรา -_-”

งานห้องสมุด อยู่หรือไป

In Thaibrarian, งานวิจัย : Research, บรรณารักษ์ : Librarian, บ่นไปเรื่อย : Saying, ห้องสมุด : Libraries on สิงหาคม 14, 2007 at 9:29 pm

จริง ๆ ก็ add ใน del.icio.us แล้ว แต่เผื่อสำหรับคนที่ไม่ค่อยได้ตาม del.icio.us ของผม (เผื่อคนที่ไม่ทราบ ผม bookmark เอกสารหรืองานที่น่าสนใจไว้ใน del.icio.us ซึ่ง 5 รายการล่าสุด จะ list ไว้บนหน้า blog ด้วยครับ เผื่อคนที่สนใจจะติดตาม ก็มี feed ให้ด้วยครับ บางทีมีเอกสารที่น่าสนใจ แต่ผมไม่มีเวลาเขียนถึง ผมก็จะ add ไว้บนนั้น ลองไปดูกันได้ครับ) ขอเขียนถึงเอกสารนี้ซักหน่อย

ถ้าใครใช้ hotmail หรือ msn เมื่อวานก่อน ก็อาจจะเห็นบทความนี้แว๊บ ๆ เป็นบทความที่น่าสนใจ เนื่องจากพูดถึงอนาคตของอาชีพ และความพร้อมของการศึกษาในปัจจุบันบทความกล่าวถึง research workshop เมื่อไม่นานมานี้ โดยรวมเอานักวิชาการหลายแขนงมา ถกกันว่า ทักษะอะไรจะเป็นที่ต้องการของนายจ้างมากที่สุด ในศตวรรษหน้า ในขณะที่ คำถามต่อมา คือ แล้วระบบการศึกษาปัจจุบันของสหรัฐฯ ได้เตรียมความพร้อมให้กับคนที่เป็นอนาคตของชาติ หรือยัง

สิ่งที่น่าสนใจ และเป็นตัวชูโรงของบทความนี้ คือ การจับงานที่เกี่ยวกับห้องสมุด และงานที่เกี่ยวกับการสอน เป็น stake โดยชี้ให้เห็นสองมุมมองที่ตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิงมุมมองแรก เป็นมุมมองจาก US Bureau of Labor Statistics (BLS) ซึ่งคล้าย ๆ กับกระทรวงแรงงาน + สำนักงานสถิติแห่งชาติบ้านเรา บอกว่า ในปี 2014 การจ้างงานในวงการการสอนหนังสือ และห้องสมุด จะเพิ่มขึ้นถึง 20% หรือประมาณ 2 ล้านอัตรา

แต่ในขณะเดียวกัน อีกฝั่งมองว่า ภายในปี 2030 74% ของอัตราการจ้างงานในสาขาดังกล่าว จะหายไป เนื่องจากการทดแทนของคอมพิวเตอร์ (ในขณะที่งานที่ใช้คนเป็นแรงงานหลัก ๆ โดยทั่วไป จะลดลงไปถึง 60%)

อย่างไรก็ตามผมยังไม่เห็นต้นฉบับของรายงาน workshop ฉบับนี้ (จริง ๆ จะดีมาก ถ้าให้ paper ต้นฉบับของทั้งสองงาน) ซึ่งคิดว่าน่าจะให้รายละเอียดมากกว่านี้ เพราะเหตุผลของฝ่ายที่เห็นว่า ความต้องการจะสูงขึ้น ไม่มีเหตุผลมาสนับสนุนเท่าใดนัก (มีเพียงแต่เหตุผลต่อต้านอีกฝ่าย)

ในขณะที่อีกฝ่าย ตอนนี้ ผมเห็นว่ามีน้ำหนักค่อนข้างมาก จริงอยู่ที่มนุษย์ยังต้องเป็นคนให้และจัดการ content แต่แนวโน้มหลาย ๆ อย่างในขณะนี้ มันมีทีท่าว่าจะเป็นเช่นนั้น โดยเฉพาะ generation ปัจจุบัน ที่เกิดและเติบโตมากับ computer ในขณะเดียวกันสายงาน training ก็สามารถที่จะเข้าไปรวมกับฝ่ายผู้ผลิตได้ อย่างไรก็ตามอย่าเพิ่งปักใจไปกับแนวโน้มนี้ จนกว่าจะฟังเหตุผล หรือที่มาที่ไปของตัวเลขของกลุ่มแรกเสียก่อน ถ้าผมหาได้เดี๋ยวจะมา update หรือถ้าใครสนใจ ลองติดตามเพิ่มเติมดู ผมว่าเป็นมุมมองที่น่าสนใจทั้งสองฝ่าย

(จริง ๆ ที่ UNC ร่วมกับมหาวิทยาลัยและหน่วยงานอีกหลายแหล่ง ก็มีทีมทำงานวิจัยแนวนี้เหมือนกัน ซึ่งเป็น project เดียวกันที่ Dr.Griffiths ไปบรรยาย TCDC เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ตอนนี้เรากำลังอยู่ในระหว่างวิเคราะห์ข้อมูลอยู่ ถ้าได้ผลยังไง เดี๋ยวมาบอกอีกทีครับ)

แต่ยังไรก็ตาม ถ้าเป็นบ้านเรา อาจจะต้องบวกไปอีกหลายสิบปี เพราะฉะนั้น ผมว่า คนที่ทำอยู่ในเมืองไทย น่าจะสบายใจได้ แหะ ๆ

[ที่มา Msn Encarta ซึ่งเอามาจาก Education Week อีกที]

Somewhere… (when tears dropped)

In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, เด็กนอก?, เพลง : Music, โทรทัศน์ : TV on สิงหาคม 8, 2007 at 9:09 pm

บ้าไปแล้ว เด็ก 6 ขวบร้องเพลง แต่ตรูร้องไห้ Touching ขนาดนี้ ใครไม่รักเธอ ก็บ้าแล้ว หนูน้อย Connie Talbot จาก Britain’s Got Talent

Bianca ก็ Bianca เหอะ แล้วดนตรีประกอบรายการตอนประกาศผล มันสุดยอดจริง ๆ ฟังกี่ที ๆ ก็ขนลุก

T_T

ถึงแม้น้องจะไม่ชนะ แต่ก็ตรึงใจผู้ชมไปนานเลย (เพราะพอมีดนตรีเข้ามา มันก็เลยดูไม่ค่อยเท่าไหร่ ลองไปตามหาดูเอาเองนะ เหอ ๆ ๆ) ส่วน America’s Got Talent Season นี้ ไม่หนุกอ่ะ

ปล. แถมวีดีโอคนชนะมาฝาก ชื่อ Paul Potts เป็นนักร้อง opera ที่เคยทำงานขายโทรศัพท์มือถือ (ตอนนี้ก็เป็นนักร้องในสังกัด SonyBMG ไปเรียบร้อย โรงเรียนผู้ดี)  ไม่ต่างกันเลย

ลองไปตามหารอบ Semi-Final กับ Final ดูเอานะครับ

เก็บตก LJ Summer’07

In Social Networking, Thaibrarian, library2.0, บรรณารักษ์ : Librarian, บ่นไปเรื่อย : Saying, ห้องสมุด : Libraries on สิงหาคม 5, 2007 at 4:36 pm

กลับไปเมืองไทย คล้าย ๆ ว่าจะหลุดจากวงโคจรข่าวสาร มาถึงที่นี่เจอไปรษณีย์หนึ่งลังใหญ่ (ส่วนใหญ่ ไม่ขายของก็ทวงหนี้) ในนั้นก็มี Library Journal (ที่บอกรับฟรี เนื่องจากเค้ามีโปรโมชั่นสำหรับนักเรียน) อยู่ 4 ฉบับ แต่ละฉบับ เห็นแล้วก็อดที่จะมาบอกกล่าวกันไม่ได้ เผื่อใครที่ตกไปเหมือนกัน จะได้ตามอ่าน

แน่นอน เรื่องแรก ก็ต้องเป็นเรื่อง 2.0 (ใครจะเรียก library 2.0, web 2.0 หรือซอฟท์แวร์ทางสังคมในห้องสมุด ก็ไม่ว่ากันครับ ตามแต่ศรัทธา) อันแรก แนะนำให้อ่าน netConnect ซึ่งเป็น supplement ของฉบับ July 2007 (Vol. 132 No. 12) ถึงแม้น่าปกจะเขียนว่า Social Catalog ซึ่งดูเหมือนว่าจะพูดถึงเรื่อง Folksonomy แต่จริง ๆ แล้วเนื้อหาภายใน นั้นหลากหลาย ไม่เพียงเฉพาะแต่เรื่อง Social Tagging เท่านั้น แต่ยังมีอีกหลาย Application ที่สามารถนำมาใช้ในงานห้องสมุดได้ ซึ่งค่อนข้างเหมาะสำหรับคนที่ต้องการนำไปใช้จริง มี case study ให้อ่าน เช่นที่ Danbury Public Library ในรัฐ Connecticut ก็เป็นห้องสมุดแรกที่ร่วมมือกับ LibraryThing ในการที่ merge ข้อมูลของ LibraryThing มารวมกับ Catalog ของห้องสมุด (ตัวอย่าง) เป็นต้น นอกจากนี้ภายใน supplement ฉบับนี้ยังมี product review ให้อ่านกัน พร้อมทั้งแนะนำแหล่งข้อมูลสำหรับการค้นคว้าต่อ เรื่อง library 2.0 ซึ่งเหมาะสำหรับคนที่ทำรายงานหรือศึกษาเรื่อง Library 2.0

ในขณะที่ ฉบับที่ 132 เล่มที่ 10 ปักษ์แรกของเดือนมิถุนายน ในคอลัมน์ Backtalk ในชื่อเรื่อง That Bloggin’ Pneumonia! โดย Antoinette Powell เกี่ยวกับประสบการณ์ของบรรณารักษ์ห้องสมุดดนตรี ถึงอิทธิพลของ Web 2.0 ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Blog เรื่อง Wiki และบริการอื่น ๆ เช่น การเอาปกซีดีไปไว้ใน account บน flickr แล้วทำ link มายัง collection ของห้องสมุด เป็นต้น อันนี้เอาไว้อ่านกันเล่น ๆ

ส่วนอีกฉบับหนึ่ง เป็นปักษ์หลังของเดือนเดียวกัน เน้นเรื่อง Podcast ล้วน ๆ เขียนโดย Jason Griffey ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นศิษย์เก่าของที่ UNC-Chapel Hill เขียนถึงการใช้ podcast ในการสอนการใช้ห้องสมุด อ่านแล้วก็ได้ idea ว่า ยิ่งถ้าห้องสมุดไหน มี ipod ให้บริการ การที่จะบันทึก library instruction และ library tour ไว้ใช้ในห้องสมุด ก็น่าจะสะดวกมากยิ่งขึ้น

ส่วนเรื่องต่อมา ก็เป็นเรื่องเทคโนโลยีเหมือนกัน แต่เป็นเรื่อง Electronic Resource Management System (ERMS) ซึ่งจะเหมาะกับคนที่ดูแลเรื่อง ฐานข้อมูลในห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษา เพราะนอกเหนือจะพูดถึงสภาพตลาด และการพัฒนาในปัจจุบัน ยังพูดถึงเรื่องแนวโน้มในอนาคต ซึ่งผมเห็นว่าห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษาของไทย ยังไม่มีวิธีการจัดการ Collections เหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้ง ๆ ที่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่เลย แต่ก็ไม่เห็นมันขยับเขยื้อนซักทีในบ้านเรา

อีกอันเป็น Supplement แต่จำไม่ได้ว่ามากับฉบับไหน (แน่นอนว่าเป็นฉบับที่กล่าวมาแล้วข้างต้น) เขียนเรื่อง High Definition format ในห้องสมุด ซึ่งปัจจุบันมีเพียง 1% ของห้องสมุดที่ทำการสำรวจในอเมริกา มีแผนจะซื้อสื่อประเภทนี้ (ไม่ว่าจะเป็น HD DVD หรือ Blu-ray) ในปี 2008 ในขณะที่ 3% บอกว่าในห้องสมุดมี HD Formats แล้ว นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอตัวเลขของการจัดหา DVD ในห้องสมุด รวมไปถึงแนวโน้มที่ห้องสมุดจะเป็นประตูสู่การดาวน์โหลดหนังอีกด้วย ถึงแม้ว่าจะดูค่อนข้างเป็นโฆษณาหน่อย ๆ แต่ผมว่า ก็น่าจะได้ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ High Definition อยู่ไม่น้อย

พอพูดถึงเรื่อง HD format ก็อดที่จะ Update ไม่ได้เหมือนกันว่า ตอนนี้ในอเมริกา มีความพยายามที่จะผลักดัน ร่างกฏหมาย Fair Use Act เพื่อให้ห้องสมุดสามารถปลอดจากเจ้าเทคโนโลยี DRM ได้ ทั้งนี้ก็เพื่อวัตถุประสงค์ในการเก็บรักษาและการให้บริการ ก็คงต้องติดตามกันต่อไป ว่าจะผ่านไม่ผ่านอย่างไร (ข่าวผ่าน Library Journal อีกเหมือนกัน แต่เก่าแล้ว)

อีกเรื่องหนึ่ง ไม่ใช่เทคโนโลยีเสียทีเดียว แต่ผมว่าให้ idea ดี ย้อนกลับไปฉบับที่ 132 เล่ม 2 (กรกฎาคม 2007) มีบทความหนึ่งที่น่าสนใจมาก คือ เรื่อง An RA Big Think เป็นเรื่องของ ทีมบรรณารักษ์แผนกส่งเสริมการอ่าน (Readers’ Advisory) มาจับเข่าคุยกัน พยายามหาคำนิยามใหม่ของคำว่า Appeal ซึ่งน่าสนใจมาก ถึงแม้จะเป็นบทความในเชิงแนวคิดในเชิงประสบการณ์และการให้บริการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้คำ การจัดหมวดหมู่ เป็นต้น แต่ผมเห็นว่า idea ที่อยู่ในบทความ มีความน่าสนใจต่อการนำไปปรับใช้ และพัฒนาระบบห้องสมุดได้ไม่มากก็น้อยทีเดียว

ปิดท้ายด้วย Supplement ของฉบับเดือนพฤษภาคม 2007 ที่ชื่อ Library By Design ซึ่งเข้าใจว่าเป็นงานเขียนที่ได้แรงผลักดันจาก การจัดตั้ง Design Institute ซึ่งเป็นการสัมมนาเกี่ยวกับการออกแบบห้องสมุด เมื่อปลายปีที่แล้ว ใน Supplement ฉบับนี้นอกเหนือจากจะมีบทความ เกี่ยวกับการออกแบบและการก่อสร้างห้องสมุดแล้ว ยังมีกรณีศึกษาของห้องสมุด 6 แห่งในอเมริกาให้อ่านกันด้วย ในขณะเดียวกันก็มี Catalog สินค้าครุภัณฑ์ห้องสมุด มาให้ดูเป็น idea เผื่อใครอยากนำไปปรับใช้กับห้องสมุดของตัวเอง อันนี้อ่านแล้วก็สนุกดี แล้วทำให้คิดต่อว่า ถ้าจะออกแบบห้องสมุดของตัวเอง จะออกแบบยังไงดีหว่า

อย่างไรก็ตาม ออกตัวไว้ก่อนนะครับ ว่าผมไม่ได้ค่า Commission ของ Library Journal หรือมีความสัมพันธ์กับวารสารแต่อย่างใด ถึงแม้ว่าจะสามารถบอกรับได้ฟรี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ผมได้ประโยชน์อะไร นอกเหนือไปกว่านั้น แต่ก่อนผมก็ไม่ค่อยได้อ่านเท่าไหร่ เพราะแต่ก่อน เนื้อหามันมีแต่ข่าวสารที่ค่อนข้างไกลตัว ซึ่งมีเพียงน้อยนิด แล้วที่เหลือก็เป็น review หนังสือซะหมด (เข้าใจว่าเป็นเนื้อที่โฆษณา) ที่ผมก็ไม่ค่อยมีเวลาได้ตาม

แต่พักหลัง ๆ เริ่มรู้สึกได้ว่า LJ มีบทความดี ๆ เยอะมาก แล้วก็น่าสนใจ โดยเฉพาะสำหรับคนทำงาน จะนำไปปฏิบัติหรือคิดต่อ ติดที่ว่ามันมีแต่ภาษาอังกฤษ นี่ก็กำลังคิดว่า ถ้าจะมี Library Journal ภาคภาษาไทย เหมือน International Magazine อื่น ๆ อย่าง Elle Teens อะไรพวกนี้ ต้องทำยังไงมั่งหว่า กลัวแต่ว่าจะไม่มี Sponsor เลยอ่ะดิ

ความคลุมเครือของมาตรฐานห้องสมุด พ.ศ. 2549

In Thaibrarian, นโยบาย : Policy, บรรณารักษ์ : Librarian, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous, ห้องสมุด : Libraries on สิงหาคม 4, 2007 at 6:06 pm

ในขณะที่บ้านเมืองขณะนี้กำลังตื่นเต้นกับการลงประชามติไม่รับและรับ (ทำไมไม่ลองเอาคำว่า “ไม่รับ” ขึ้นก่อนบ้างนะ) ร่างรัฐธรรมนูญ ผมในฐานะ “คนนอกกรอบ” ที่ไม่มีสิทธิมีเสียง (และจำต้องรับกรรมที่ตัวเองไม่มีโอกาสกระทำ ถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้รับการยอมรับ) ก็คงไม่อาจจะไปก้าวก่ายอะไรได้มาก นอกเหนือจากจะบอกให้ทุกคนคิดดี ๆ นึกถึงคนที่ไม่มีปากมีเสียงอย่างผมบ้าง… T_T

เพราะฉะนั้น จะ ไม่รับ หรือรับ ก็ขอให้ไปลงคะแนนเถิด โดยเฉพาะคนที่ไม่รับ โปรดไปใช้สิทธิกันเยอะ ๆ เพราะการที่ไม่ไปใช้เสียง ไม่ได้หมายถึง ไม่รับนะครับ…

เอ่อ ไปซะไกลเชียว ขอบ่นนิดหน่อย กลับมาเรื่องที่จะเขียนนี้ เป็นเรื่องการเมืองเหมือนกัน แต่เป็นการเมืองภายในวิชาชีพ (ที่ไม่มีใครมีโอกาสได้ลงประชามติเหมือนกันหมด เว้นแต่กรรมการสมาคม เข้าใจว่าเป็นเช่นนั้น) ซึ่งตั้งใจจะเขียนมานานแล้ว แต่ก็ไม่มีเวลา พอกลับมาที่อเมริกา ก็ทำให้มีเวลา ปลีกมาเขียนบล๊อกต่อได้บ้าง ก็เริ่มที่เรื่อง มาตรฐานห้องสมุด พ.ศ. 2549 ที่ดูเหมือนว่า สมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย ได้จัดพิมพ์และเผยแพร่ไปอย่างกว้างขวาง

ผมไม่แน่ใจว่า จะมีสักกี่คนที่ได้อ่านมาตรฐานอย่างละเอียดบ้าง เข้าใจว่ามีจำนวนไม่น้อย ที่เห็นแล้วก็เปิดผ่าน ไม่ได้สนใจอะไร จริง ๆ ผมก็เป็นคนหนึ่ง ที่เห็นปุ๊บก็เปิดผ่านไปก่อนเลย จนเมื่อมีเวลาว่างจริง ๆ จึึงได้ลงทุนอ่าน ซึ่งจริง ๆ แล้วใช้เวลาไม่นาน

โดยไม่จำเป็นต้องไปเปรียบเทียบมาตรฐานบ้านเรากับของคนอื่นเลย (ซึ่งปรกติก็มักจะเป็นวิธีที่นักวิชาการใช้อ้างอิง ในการวิจารณ์เอกสารประเภทนี้) ก็พบกับข้อสงสัยถึงตัวมาตรฐานอยู่ไม่น้อย ทั้งในแง่รายละเอียดและการนำไปใช้

เรื่องแรก เป็นเรื่องที่ทำให้หลายคนไม่ได้ความสนใจตัวมาตรฐานห้องสมุดนี้เลย เพราะอะไร… ตอบง่าย ๆ คือ มันไม่รู้ว่าจะเอาไปทำอะไร ไม่ได้มีผลต่อการทำงาน อาชีพ หรือชีวิตเลยแม้แต่น้อย ผมไม่แน่ใจว่า สมาคมฯ ต้องการที่จะนำมาตรฐานไปใช้ทำอะไร เพื่อเป็นแนวทาง (Guideline) หรือเป็นกฏ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือนำไปใช้เพื่ออะไรกันแน่ เพราะดูเหมือนว่า ในทางปฏิบัติ มาตรฐานห้องสมุดฉบับนี้ ไม่ได้บ่งบอกอะไรให้กับคนอ่านเลย

ในขณะเดียวกัน ในเชิง function ของมัน ก็ดูกว้างมาก เพราะเท่าที่อ่านมานี้ ก็ไม่รู้ว่า เป็นมาตรฐานในด้านใด เช่น การดำเนินงานห้องสมุด หรือสำหรับการจัดตั้งห้องสมุด หรือสำหรับการปฏิบัติงานของผู้ปฏิบัติงานสารสนเทศ เพราะในแต่ละมุมมองนั้น ต่างก็มีกลุ่มคนที่มีผลได้ ผลเสีย (Stakeholder) แตกต่างกัน ถ้ามาตรฐานฉบับนี้ สร้างขึ้นมาเพื่อให้เป็นแนวทางสำหรับการสร้างห้องสมุด นัยหนึ่งที่อาจจะเกี่ยวข้อง คือ การใช้ชื่อเอกสารที่ไม่เหมาะสม สอดคล้องกับสิ่งที่ต้องการจะสื่อ เพราะคำว่า มาตรฐานห้องสมุด มันกว้างเกินกว่าที่จะทำให้แต่ละคนสามารถคิด หรือนึกถึงในสิ่งเดียวกัน เพราะฉะนั้นทำให้กลุ่มผู้รับสาร ไม่มีความชัดเจนไปด้วย ว่าจะให้ใครเป็นผู้อ่าน เป็นผู้นำไปปฏิบัติตาม

ท้ายที่สุด ก็ทำให้ไม่รู้ว่า จะใช้อย่างไร หรือต้องการให้เพียงเสพเล่น ๆ ให้ดูดี เวลาต่างชาติเค้าถาม เราก็จะตอบได้ว่า มี แค่นั้นเอง ซึ่งผมไม่แน่ใจนะว่า ระหว่างไม่มีมาตรฐาน (เพราะเราไม่เคยได้ใช้) กับมีมาตรฐานหลอก ๆ แล้วไม่มีสาระสำคัญอะไรปรากฏอยู่ ไม่รู้ว่าอย่างไหนน่าภาคภูมิใจและ make sense ได้มากกว่ากัน

ประเด็นต่อมา ผมเข้าใจดีว่า คนเขียนมาตรฐาน ไม่ใช่นักกฏหมาย และมาตรฐานฉบับนี้ดูเหมือนจะไม่มีบทบังคับตามกฏหมาย แต่การเขียนอย่างคลุมเครือ ก็อาจจะทำให้ผูกมัดตัวเองอย่างไม่รู้ตัวก็เป็นได้ โดยเฉพาะในข้อ 2 ที่บอกว่าให้ใช้ประกาศฉบับนี้ นับแต่วันที่ใช้ประกาศ ซึ่งเข้าใจว่าน่าจะรวมถึงตัวมาตรฐานด้วย แต่เท่าที่ผมจำได้ สมาคมห้องสมุดฯ เคยมีมาตรฐานมาก่อนหน้านี้แล้ว และไม่แน่ใจว่า ได้มีการกำกับไว้ก่อนหน้านี้หรือไม่ว่า ในกรณีที่มาตรฐานฉบับใหม่ถูกใช้ ให้ถือว่ามาตรฐานอันเก่าเป็นอันสิ้นสุด ถึงแม้ว่ามันจะไม่มีผลตามกฏหมาย แต่ผมก็ไม่อยากให้มันถูกมองว่าเป็นเหมือนของเล่น และขาดความน่าเชื่อถือไป

ประการต่อมา เป็นเรื่องของการให้คำนิยามของคำว่า ห้องสมุด ที่บอกว่า

ห้องสมุดหมายถึงแหล่งการเรียนรู้ทั้งภาครัฐและเอกชน ที่จัดตั้งเพื่อเป็นแหล่งการเรียนรู้ ให้บริการทรัพยากรสารสนเทศ อาจมีชื่อเรียกว่า หอสมุด ห้องสมุด สำนักหอสมุด สถาบันวิทยบริการ ศูนย์บรรณสาร ศูนย์สารสนเทศ สำนักวิทยบริการ หรือชื่ออื่นใดที่มีภารกิิจในทำนองเดียวกัน

จะเห็นได้ว่า คำนิยามที่ให้มา คำสำคัญมีอยู่เพียงสองคำ คือ “แหล่งการเรียนรู้” และ “บริการทรัพยากรสารสนเทศ” ซึ่งผมรู้สึกว่ามันยังกว้างเกินไป แล้วยิ่งพยายามไปเปิดช่องอีกว่า “หรือชื่ออื่นใดที่มีภารกิจในทำนองเดียวกัน” นัั่นหมายความว่า สถาบันการศึกษา อย่างโรงเรียน ก็มิถือว่าเป็นห้องสมุดด้วยหรือ เพราะสถาบันการศึกษาก็เป็นแหล่งเรียนรู้ และมีทรัพยากรสารสนเทศ​ให้บริการ อย่าลืมนะครับว่า มนุษย์ก็ถือเป็นทรัพยากรสารสนเทศได้เช่นเดียวกัน โรงเรียนก็มีครูบาอาจารย์เยอะแยะมากมาย หรือไม่ไปไกลเกินไป ถ้าเป็น หอจดหมายเหตุหล่ะ พิพิธภัณฑ์หล่ะ ไม่เป็นแหล่งการเรียนรู้หรือ ไม่มีทรัพยากรสารสนเทศให้บริการดอกหรือ? แล้วเค้าเกี่ยวข้อง หรือต้องใช้มาตรฐานฉบับนี้ด้วยหรือเปล่า แล้วใช้ได้เฉพาะห้องสมุดที่เป็นสมาชิกของสมาคมฯ​เท่านั้นหรือเปล่า

ผมมองว่าการที่ให้คำนิยามคลุมเครือ ก็เพื่อเปิดโอกาสให้สถาบันบริการสารสนเทศ ที่มีชื่อเรียกอย่างอื่น ได้ถูกรวมเข้ามาในมาตรฐานฉบับนี้ แต่กลายเป็นว่าเป็นการเปิดกว้างเกินไป ทำให้ขาดจุดยืน และเกิดความสับสนได้ ซึ่งผมว่า จุดนี้เป็นจุดที่สมาคมฯ ต้องพยายามสร้างความเข้าใจกับคนภายนอก (หมายถึง กลุ่มคนที่นอกเหนือจากกรอบ) ว่าอะไรที่ไม่ใช่ (เวลาที่คนเรามักเขียนคำนิยาม เรามักจะเขียนว่า อะไรที่รวมอยู่ในกรอบนี้บ้าง แต่มักจะลืมตีกรอบของคำนิยามว่า แล้วอะไรบ้างเล่า ที่มันไม่เข้าพวก ผมเอามาจาก แนวคิดทางสังคมวิทยาที่น่าสนใจ และน่าจะนำมาปรับใช้ ซึ่งผมได้มาจากหนังสือ Tricks of the Trade ของ Howard Becky ซึ่งเป็นหนังสือเกี่ยวกับวิธีคิด ในการทำวิจัยที่ชอบเล่มหนึ่งเลยทีเดียว)

หรือแม้กระทั่งการให้คำนิยามของคำว่า บุคลากร ก็ดูจะคลุมเครือเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะประเด็นเรื่องของคำว่า “ผู้ปฎิบัติงานในระดับวิชาชีพ” จริง ๆ แล้วมันแปลว่าอะไรกันหรือครับ ไอ้คำว่า “วิชาชีพ” ต้องมีคุณสมบัติ (qualification) อะไรบ้าง ต้องจบปริญญาตรีมั๊ย ถ้าผมจบ ป.6 แต่ได้เงินเดือนจากงานบรรณารักษ์ ผมจะเป็น “ผู้ปฏิบัติงานในวิชาชีพ” ด้วยหรือไม่ ถ้าผมเป็นภารโรงของห้องสมุดหล่ะ แล้วอาสาสมัครที่มาช่วยงานในห้องสมุด หรือเด็กนักเรียนที่ถูกครูเกณฑ์ให้มาช่วยงานหล่ะ ถือเป็นบุคลากรด้วยหรือไม่

คือ ถ้าจะรวมเอาทุกคนที่ทำงานในห้องสมุด แค่คำว่า “บุคคลที่ปฎิบัติงานในห้องสมุด” เท่านี้ก็น่าจะเพียงพอ การที่พยายามจะแจกแจงภาระหน้าที่งาน ผมว่าเป็นเรื่องที่ท้าทาย และไม่มีความจำเป็น (แถมในหมวด 2 ยังใช้คำว่า “ผู้ให้บริการ” อีกแหน่ะ เลยไม่รู้ว่าระหว่าง บุคลากร หรือ “ผู้ให้บริการ” นี่ จริง ๆ แล้วคืออันเดียวกันหรือไม่)

ส่วน ผู้รับบริการ ดันไปบอกว่าเป็น “กลุ่มเป้าหมายที่ห้องสมุดต้องให้บริการ” ผมไม่แน่ใจว่า ผมเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า ถ้าเป็นภาษาอังกฤษ หมายถึง target group หรือเปล่า ถ้าใช่ นั่นหมายถึง potential user (ผู้ที่อาจจะใช้) หรือเปล่า แต่คนที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายแต่มาใช้ห้องสมุด ไม่ได้ถือว่าเป็นผู้รับบริการดอกหรือ

ประเด็นต่อมา คือ มาตรฐาน หมวดแรก ซึ่งว่าด้วยวิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าหมายและยุทธศาสตร์ ผมอ่านไป ผมก็เกิดความสงสัยขึ้นว่า เขียนขึ้นเพื่อห้องสมุดอะไร เพื่อห้องสมุดโดยรวม ในฐานะอะไร? หรือเป็นแผนกลยุทธ์​(Strategic Plan) ของสมาคมฯ เอง หรือเป็นแผนกลยุทธ์ที่จะเป็นต้นแบบ ให้ห้องสมุดแต่ละห้องสมุด เอาไปลอกใส่เวลาเขียนแผนกลยุทธ์ของตัวเอง ซึ่งถ้าเป็นไปเพื่อห้องสมุดทั่วทั้งประเทศ ผมเห็นว่าเป็นเรื่องค่อนข้างเฉพาะที่ เฉพาะกาล ไม่มีใครมีแผนกลยุทธ์ที่เหมือนกันเปี๊ยบ ถึงแม้ว่าจะสมาคมฯ จะทำหน้าที่เหมือนพี่ใหญ่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะสามารถตีขลุมได้ว่า ห้องสมุดทั่วทั้งประเทศเค้ามีวิสัยทัศน์อย่างไร เพราะห้องสมุดแต่ละประเภทต่างก็มีวัตถุประสงค์ และเป้าหมายที่แตกต่าง ซึ่งผมเข้าใจว่า ทางสมาคมฯ น่าจะตระหนักเป็นอย่างดี

นอกจากนี้ผมยังรู้สึกว่า การเขียนแผนกลยุทธ์ของมาตรฐานฉบับนี้แคบเกินไป เนื่องจากอ่านแล้วให้รู้สึกได้ว่า มันเป็นมุมมองจากห้องสมุดทางวิชาการด้านเดียว แต่ทั้งที่จริงแล้ว ห้องสมุดไม่ได้มีด้านส่งเสริมการเรียนรู้อย่างเดียวเท่านั้น หากแต่ถ้าเรามองห้องสมุดในฐานะที่เป็นสถานที่ (Library As A Place) โดยเฉพาะ “พื้นที่สาธารณะ” เราจะเห็นได้ว่า ห้องสมุดสามารถยังสามารถสนับสนุนด้านบันเทิง หรือแม้กระทั่งบทบาทด้านสังคม และวัฒนธรรมได้อย่างดี ซึ่งมักจะถูกมองข้ามไปทั้งที่ความเป็นจริง แล้วเราต้องยอมรับว่า ห้องสมุดหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นห้องสมุดประชาชน หรือห้องสมุดในสถานศึกษา ถึงแม้จะมีวัตถุประสงค์เพื่อการเรียนรู้ แต่การใช้จริงนั้นตอบสนอง ผลประโยชน์ด้านอื่นมากกว่า การที่ไม่ยอมรับข้อเท็จจริงนี้ ทำให้ห้องสมุดหลายแห่งประสบกับปัญหากับผู้ใช้ และผู้บริหารอยู่เป็นประจำ (อ่านเพิ่มเติม Williams, 1988; Levy, 2000)

ผมคิดว่า ถ้าเอา section แผนกลยุทธ์นี้จะเป็นการกล่าวถึง วัตถุประสงค์ และเป้าหมายของมาตรฐานฉบับนี้ ว่าเขียนทำเพื่ออะไร จะ make sense กว่ามาก

ส่วนข้อที่เหลือ ไม่มีอะไรบอก เพราะสาระสำคัญมีน้อยมาก และใช้ภาษาคลุมเครือในทุกหมวด คำว่า “ตามเหมาะสม” “ตามสมควร” เป็นคำที่มันไม่ได้ชี้ให้เห็นว่า อะไรคือเกณฑ์ (ซึ่งเป็นคำสำคัญสำหรับ คำนิยามของคำว่า “มาตรฐาน” อ่านเพิ่มเติมจากหัวข้อ There is no such standard) แต่ก็ใช้อยู่แทบจะทุกประโยค ถ้าแปลกันตรงตัว ก็คือ มาตรฐานฉบับนี้ จะบอกเพียงแค่ Binary logic ว่าควรมีอะไร หรือไม่อะไร แต่ไม่สามารถจะช่วยเป็นชี้ทางให้ได้ว่า ควรมีเท่าไหร่ อย่างไร ถามว่า ถ้าแล้วถ้าให้เขียนจริง ๆ เขียนได้มั๊ย ผมว่าก็เขียนไม่ได้อยู่ดี เพราะถ้าต้องการกำหนดข้อชี้ชัด ไม่ว่าจะเป็นด้านคุณภาพ หรือปริมาณของห้องสมุดทั่วประเทศ มันไม่สามารถกำหนดได้ เพราะห้องสมุดแต่ละประเภท น่าจะมีมาตรฐานที่แตกต่างกัน เช่น ห้องสมุดโรงเรียน น่าจะมีสัดส่วน collection ที่แตกต่างกัน หรืดห้องสมุดประชาชน ก็อาจจะมีการจำกัดในเรื่อง requirement การรองรับจำนวนผู้ใช้ที่แตกต่างกับห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษา เป็นต้น เหล่านี้เป็นรายละเอียดที่ต้อง กำหนดในมาตรฐานของห้องสมุดแต่ละประเภท ซึ่งจริง ๆ ก็เขียนไว้บ้างในตัวมาตรฐาน

แต่ในเมื่อมาตรฐานของห้องสมุดแต่ละประเภท ภายใต้การกำหนดของสมาคมฯ ยังไม่เกิดขึ้น (เท่าที่ผมทราบ ยังไม่เห็นนะครับ ถ้าใครทราบว่ามี ก็กรุณาชี้แนะด้วยแล้วกันครับ) การที่มาตรฐานฉบับนี้อ้างถึงมาตรฐานฉบับย่อย นั้น ก็ถือเป็นโมฆะ เว้นแต่ว่าจะมีการระบุถือมาตรฐาน หรือหลักเกณฑ์ที่ใช้จากหน่วงานอื่น อย่างตอนนี้ มาตรฐานของห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษา น่าจะขึ้นอยู่กับ สกอ. ห้องสมุดโรงเรียน ก็น่าจะขึ้นกับ สพฐ. หรือมาตรฐานของห้องสมุดประชาชน น่าจะขึ้นอยู่กับ กศน. ? ผมไม่แน่ใจสำหรับห้องสมุดเฉพาะ แต่ผมคิดว่า การกำหนดไปตรงตัว จะทำให้มาตรฐานมันไม่คลุมเครือ (และโอกาสที่จะเป็นสองมาตรฐาน นั้นน้อยลง)

ดังนั้นผมคงจะไปไม่ขอลงรายละเอียดไปตามข้อที่เหลือนะครับ

ส่วนสุดท้าย ที่ผมเห็นว่าเป็นส่วนที่ขาดหายไป และถือเป็นข้อตกหล่นที่ใหญ่ที่สุด คือ ประเด็นจริยธรรมสารสนเทศ​ (Information Ethics) ซึ่งนั่นหมายถึง คุณค่าของวิชาชีพ ผมเห็นว่า ประเด็นด้านจริยธรรมสารสนเทศ ควรถูกนำมาใส่หรืออ้างถึงไว้ในมาตรฐานห้องสมุด ทั้งนี้ผมเห็นว่า ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ใหญ่ที่สุด และผู้ปฏิบัติงานพบเจออยู่ทุกเมื่อเช่นวัน ว่าจะเอาคุณค่าอะไรมาช่วยตัดสินใจในการปฏิบัติงาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ข้อมูลและสิทธิส่วนบุคคล การเซ็นเซอร์ ทรัพย์สินทางปัญญา และประเด็นอื่น ๆ เหล่านี้ล้วนมี conflict of interest อยู่ตลอดเวลา ที่ผู้ปฏิบัติไม่ควรมองข้าม ผมเห็นว่า การไม่บรรจุประเด็นเหล่านี้ ไว้ในมาตรฐาน เป็นเหมือนการขาดความใส่ใจ หรือไม่ก็ความพยายามที่จะหลบหนีปัญหา ทั้งที่จริง ๆ แล้วห้องสมุดถือเป็นด่านแรกที่จะเผชิญประเด็นปัญหาเหล่านี้

ผมว่า แค่นี้ เปิดมาคนอ่านก็งง แล้วว่า งานเขียนชิ้นนี้ เขียนขึ้นมาเพื่ออะไร นี่ยังไม่นับรวม Typo ที่เขียนผิดอยู่ประปราย ไม่รู้ว่าผ่านมาได้อย่างไร ก็คงจะเร่งเขียนเหมือนรัฐธรรมนูญหรือเปล่า ก็ไม่ทราบ… (ไม่แน่ใจว่า ฉบับตีพิมพ์กับฉบับที่อยู่บนเว็บ เป็นแบบเดียวกันหรือไม)่ เช่น บางแห่งใช้ มาตรฐาน บางแห่งใช้ มาตราฐาน ถึงแม้ว่าสองคำจะสามารถใช้แทนกันได้ แต่ผมเห็นว่า การเลือกใช้คำใด คำหนึ่งเป็น “มาตรฐาน” ก็น่าจะดูดีกว่า หรือพระนามขององค์อุปถัมภ์ ในข้อ 1 ก็ผิดพลาด ยังเสียผมเห็นว่า ก็น่าจะตรวจสอบให้ดีก่อนการประกาศใช้

อย่างไรก็ตาม ด้วยความเคารพ ผมไม่ได้มีเจตนาจะโจมตีหรือ discredit ผู้ใด เพียงแต่เห็นช่องทางในการพัฒนาต่อ และอยากเห็นการขับเคลื่อนไปในทางที่ “ผมเห็นว่า” น่าจะดีขึึ้น แต่กระนั้นเห็นว่า ทางนายกสมาคมฯ ได้ทำวิจัยเพื่อศึกษาเปรียบเทียบมาตรฐานห้องสมุดของประเทศต่าง ๆ (ซึ่งผมก็ยังไม่มีเวลาอ่านเต็มเม็ดเต็มหน่วย) ก็คิดและหวังว่า อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ชัดเจนขึ้นเร็ว ๆ นี้ครับ ซึ่งผมก็ขอเขียนไว้ โดยสังเขป (ไม่สังเขปแล้วมั๊ง) เพียงเท่านี้แล.

รายการอ้างอิง

Levy, D. (2000). Digital libraries and the problem of purpose. D-Lib Magazine, 6(1). Retrieved http://wwww.dlib.org/dlib/january00/01levy.html

Williams, P. (1988). The American Public Library and the Problem of Purpose. New York: Greenwood Press.

ห้องสมุดประชาชน “ของฉัน”

In Thaibrarian, บรรณารักษ์ : Librarian, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous, ห้องสมุด : Libraries on พฤษภาคม 28, 2007 at 11:16 am

วันนี้ผมขอส่งเรียงความส่งเข้าประกวดครับ เรื่อง ห้องสมุดประชาชนของฉัน

เมื่อสาย ๆ ของวันนี้ ผมอยากจะมานั่งทำงานในห้องสมุดประชาชนสักหน่อย เป็นห้องสมุดประจำจังหวัด ที่สมัยเป็นนักเรียน ผมก็มาใช้อ่าน และหาหนังสือทำรายงานเป็นประจำ เพราะอยู่ที่บ้านรู้สึกว่าสิ่งเร้ามันเยอะเหลือเกิน แล้วงานก็เร่ง ๆ อีกอย่างมันก็อยู่ใกล้บ้าน แถมผมยังเป็นศิษย์เก่า กศน. ต้นสังกัดของห้องสมุดแห่งนี้อีกต่างหาก

ความที่ไม่ได้มาหลายปี อะไร ๆ ก็ดูเปลี่ยนไปหมด ไม่ว่าจะเป็นการจัดสรรพื้นที่ ห้องอะไรต่าง ๆ มากมาย จำได้ว่าครั้งล่าสุดที่มา เค้ามีคอมพิวเตอร์กับอินเตอร์เน็ทให้บริการแล้ว ก่อนที่จะมาหน้านี้ยังคิดและก็บอกคนรอบตัวว่า มาครั้งนี้ เค้าน่าจะพัฒนา มี wifi ให้บริการแล้วป่าว (จริง ๆ ก็รู้อยู่แหละ ว่าหวังเว่อร์มากไป) แต่ถ้าไม่มี ก็คิดว่า แหมไหน ๆ ก็มี Internet ก็จะลงทุนซื้อ wireless router บริจาคให้เลยละกัน เพราะผมเองก็ต้องเอา laptop ไปใช้ แล้วบริจาค router ดี ๆ สักตัวให้จะเป็นอะไรไป

ตัวห้องสมุดเป็นอาคารสองชั้น ชั้นล่างถูกปรับให้เป็นส่วนที่รับแขก มีส่วนที่ให้บริการคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ท (เพิ่งมาแอบเห็นว่าเค้าคิดราคาชั่วโมงละ 15 บาท) แล้วก็ส่วนที่เป็นวารสาร แล้วก็จัดหนังสือโชว์ มีมุมหนังสืออ้างอิงเล็ก ๆ อยู่มุมหนึ่ง ส่วนบรรณารักษ์มีห้องกระจก เข้าใจว่ามีแอร์ แต่ยังไม่ได้เปิดใช้

สิ่งที่ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปอีก ก็คือบรรณารักษ์ จากที่เป็นคุณผู้ชายใจดีหน่อย มาเป็นผู้หญิงรุ่นราวคราวเดียวกัน หน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพรา ผมไปถึงก็เห็นเธอเดินปัดกวาดเช็ดถู เพราะห้องสมุดเพิ่งเปิดทำการ ดูท่าทางแล้ว พอที่จะเป็นบรรณารักษ์สมัยใหม่กับเค้าได้บ้าง

ผมมาถึงตอนประมาณ 10 โมงครึ่ง ก็ดูเงียบสงบดี มีคนใช้อยู่สองสามคน คอมพิวเตอร์ทุกตัวปิดหมด แล้วห้องก็เริ่มจะดูเก่าลงจากแต่ก่อนมาก ความที่ไม่ได้มาเยือนนานแล้ว ทำอะไรก็ออกจะดูเคอะเขินอยู่เหมือนกัน กลัวเข้าไปแล้วจะผิดจารีตอะไรของเค้า เนื่องจากเห็นป้ายโน่นนี่เต็มไปหมด

ในขณะที่อากาศก็ร้อนอบอ้าว แต่พัดลมไม่เปิดสักตัว ผมก็เข้าใจได้ว่า ไม่มีใครกล้ามาเปิด (จำเป็นต้องรอให้บรรณารักษ์มาเปิดให้ด้วยหรือ) ผมเองก็ยังไม่กล้าเปิดเช่นกัน

พอเข้าไปถึง ผมก็มีกระเป๋าเป้ของผมหนึ่งใบ ใส่สัมภาระมา มีพวกเอกสารแฟ้มโต laptop กล้องถ่ายรูป แล้วก็เครื่องเขียน ด้วยความที่เห็นว่า ข้างล่างคงจะมีคนเข้า ออก ถึงแม้จะไม่พลุกพล่าน แต่ก็ทำให้เสียสมาธิได้ง่ายกว่าข้างบน ก็เลยคิดว่าจะไปนั่งข้างบน พอกำลังจะขึ้นบันได เค้ามีป้ายเขียนว่า “ห้ามเอากระเป๋าขึ้นข้างบน” ผมก็ยอมเอาของออกจากกระเป๋า แล้วก็เดินถือสัมภาระขึ้นมาชั้นบน ซึ่งผมก็ถือว่าเป็นเรื่องปรกติ ที่เค้าต้องป้องกันทรัพย์สมบัติของแผ่นดิน

พอขึ้นมาข้างบน ผมก็ต้องพยายามหาที่นั่ง เนื่องจากผมต้องใช้ laptop ผมก็เดินหาปลั๊กไฟ เห็นอยู่ปลั๊กหนึ่งที่มีพัดลมตั้งพื้นเสียบเอาไว้ แต่ยังไม่ได้เปิด (ปลั๊กจริง ๆ อยู่ในห้องที่มีชื่อว่า ห้องโสตทัศน์ แต่ตัวพัดลมอยู่ข้างนอกห้อง สายระโยงออกมา) มองรอบ ๆ ก็ไม่เห็นมีอีกเลย ก็สอดส่ายสายตาอยู่พักใหญ่ เหลือไปเห็นบรรณารักษ์มาเช็ดชั้นหนังสืออยู่พอดี ก็เลยเดินไปถามว่า “ไม่ทราบว่าผมจะหาปลั๊กไฟได้ที่ไหนบ้าง ผมจะต้องใช้ laptop ทำงานนะครับ”

บรรณารักษ์หน้าจิ้มลิ้มคนนั้นมองหน้า แล้วก็ทำหน้าปนยิ้ม ปนว่า “จะใช้ได้ไง อย่างงี้ไม่เปลืองไฟห้องสมุดเหรอ”

ผมเดินหันหลังให้ ด้วยสีหน้าชา ประมาณว่า “โอ๊ย หน้าแตกจนได้” แต่มันไม่แค่นั้น เธอก็ยังพูดตามหลังกลับว่า “มันเปลืองไฟห้องสมุด” ประมาณนึง ผมก็จำคำได้ไม่ถนัด แต่ก็ดังพอที่คนใช้ อีกสองคนก็หันมาที่ผมและเธอ ผมก็ “เหรอ ใช้ไม่ได้เหรอครับ งั้นก็โอเคครับ”

ผมกลับมานั่งที่โต๊ะที่เอาของวางไว้ คิดว่าไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ก็เขียนซักหน่อย แต่อดไม่ได้ที่จะต้องเขียนเล่าเรื่องให้คนอื่นฟัง เหลือบมองไปที่พัดลมตั้งพื้นเสียบอยู่ คิดในใจ “ดีแล้ว ที่ไม่ไปเปิดพัดลมไว้ก่อน ไม่งั้นอาจโดนหลายกระทง”

คือ ไม่คิดจะมาสำรวจอะไรหรอกนะครับ แต่เจอแบบนี้แล้ว จะให้รู้สึกอย่างไร คือตั้งใจมาทำงาน แต่เจอบรรณารักษ์พูดแบบนี้มาแล้ว ไอ้เรื่อง wireless ก็คงต้องลืมไปเลย…

ในระหว่างที่เขียน post นี้อยู่ ซักพักก็มีรถประกาศขายจตุคามวิ่งผ่านมา 3 คันติด โอ้แม่เจ้า!!! มันดังสนั่นเมืองจริง ๆ ใครมันจะไปทำงานได้

นอกจากนี้ ถึงแม้ว่าจริง ๆ ตอนนี้ก็มีคนมาอ่านหนังสือแค่สองคน (รวมผม) ส่วนที่เหลือก็จะมีเสียงแจ้ว ๆ ของบรรณารักษ์คุยกับ คนอื่น ๆ อยู่ด้านล่างที่ได้ยินขึ้นมาถึงข้างบน

จริง ๆ เวลาที่จะเอามาเขียน post นี้ควรจะเอาไปทำงานนะ แต่ก็รู้สึกเซ็งเสียแล้ว ต้องหาที่นั่งที่อื่น ว่าแต่ผมจะไปหาห้องสมุดที่ไหนหล่ะเนี่ย มันมีที่เดียวซะด้วย แถวนี้

บทวิเคราะห์

คิดแบบนี้แล้วก็ให้นึกถึงเรื่อง the problem of purpose ที่ห้องสมุดมักจะมีปัญหาเรื่อง การตั้งจุดประสงค์ กับวิถีปฏิบัติมันไม่เป็นไปตามนั้น (อ่านเพิ่มเติม Digital Libraries and the Problem of Purpose โดย David Levy) ซึ่งในกรณีของ digital divide ห้องสมุดถือเป็นจุด public access ที่คนน่าจะเข้าถึงได้มากที่สุด นั่นหมายความว่า คนที่ไม่มีตังค์ติดกระเป๋าเลย ก็สามารถเดินเข้าไป check email ของตัวเองในห้องสมุดได้

กลับมามองที่ประเด็นแรก การที่ห้องสมุดเก็บตังค์ค่าชั่วโมงอินเตอร์เน็ท ชั่วโมงละ 15 บาท โดยตั้ง ideally ห้องสมุดก็คาดหวังว่า คนมาใช้ จะต้องมาทำรายงาน หาข้อมูลบนอินเตอร์เน็ท แต่สิ่งที่เราพบเห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันก็คือ เด็กเล็ก ๆ เข้ามาใช้ห้องสมุดในฐานะร้านเกมส์ ซึ่งเป็นเหมือนกันทั่วโลก และมีงานวิจัยด้าน telecenter ก็ออกมายืนยันแล้ว ในขณะที่เดียวกันการเก็บตังค์ชั่วโมงละ 15 บาท ซึ่งดูเหมือนจะแพงกว่าราคาตลาด ออกจะดูโหดเกินไป เพราะห้องสมุดไม่ใช่องค์กรที่แสวงหาผลกำไร การเก็บเงินค่าใช้งานที่สูง ก็กลับกลายเป็นส่งเสริมให้เกิด gap มากขึ้น ถึีงแม้จะไม่ต้องให้ฟรี แต่ห้องสมุดก็เพียงแต่ subsidize บางส่วนก็น่าจะดี เพราะห้องสมุดได้งบประมาณมาจากรัฐอยู่แล้ว (ถึงจะไม่มาก แต่ก็น่าจะเป็นหน้าที่)

แต่การไม่เก็บเลย ก็จะกลายเป็นการสนับสนุนให้เด็กมาเล่นเกมส์แน่นไปหมด ส่วนคนที่ต้องการจะใช้คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ท เพื่อการใช้งานจริง ๆ จะไม่สามารถมาใช้งานเลย??

ส่วนไอ้เรื่อง ค่าไฟ จริง ๆ เคยได้ยินมาเมื่อไม่กี่ปีก่อน ที่ห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษาแห่งหนึ่ง ก็มีความคิดที่จะคิดค่าไฟใช้จากผู้ใช้ ในกรณีที่เอา laptop มาใช้งาน แต่ก็ไม่คิดว่าจะโดนเข้ากับตัวเองอย่างจัง แค่เพียงค่าไฟ ที่ห้องสมุดไม่สามารถจะรองรับการให้บริการผู้ใช้ได้ ก็อย่าไปพูดถึงเรื่องอื่นเลย เพราะค่าไฟเนี่ยมัน infrastructure ขั้นพื้นฐานสุด หรือว่าเค้ากำลังจะสนับสนุนให้คนหันมาใช้ XO กันนะ

จะว่าไป เค้าก็ยังมีส่วนดีนะที่ไม่หวงค่าน้ำ ไม่งั้นคงมีคนนั่งหน้าห้องน้ำ คิดเก็บตังค์ค่าเข้าห้องน้ำ ประมาณว่า ถ่ายเบา 3 บาท ถ่ายหนัก 5 บาท อาบน้ำ 10 บาท…

ไม่จำเป็นต้องเก่ง ก็รวยได้

In งานวิจัย : Research, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on พฤษภาคม 1, 2007 at 10:31 pm

งานวิจัยล่าสุดจาก Ohio State พบว่า ถึงแม้คนที่มี IQ สูงมีโอกาสที่จะมีเงินเดือนที่สูงกว่า แต่หากมองในมุมกลับ ก็ไม่ได้หมายความว่าคนฉลาดเหล่านี้ จะไม่มีปัญหาด้านการเงิน เหมือนกับคนที่มี IQ ในระดับปานกลางหรือต่ำกว่า เมื่อพิจารณาจาก total weath และความเป็นไปได้ที่จะประสบปัญหาทางด้านการเงิน

“Just because you’re smart doesn’t mean you don’t get into trouble. Among the smartest people, those with IQ scores above 125, even 6 percent of them have maxed out their credit cards and 11 percent occasionally miss payments.”

“Professors tend to be very smart people,” he said. “But if you look at university parking lots, you don’t see a lot of Rolls Royces, Porsches or other very expensive cars. Instead you see a lot of old, low-value vehicles.”

The lesson is simple, he said.

“Intelligence is not a factor for explaining wealth. Those with low intelligence should not believe they are handicapped, and those with high intelligence should not believe they have an advantage.”

ข้อมูลเหล่านี้ก็เก็บมาจาก National Longitudinal Survey of Youth (NLSY) กับ Armed Forces Qualification Test (AFQT) อย่างไรก็ตาม นี่เป็นตัวเลขของฝรั่งเค้า

ถ้าเป็นคนไทย อันนี้ก็ไม่แน่ใจ จริงอยู่ที่ความฉลาดไม่มีผลต่อความรวย แต่ความรวยอาจจะมีผลต่อความฉลาดก็เป็นได้

แต่กระนั้น คลาสสิคสุด ๆ ก็คงจะบอก คนเก่งไม่กลัว กลัวคนไม่ดีซะมากกว่า

[ที่มา Eurekaalert]

ห้องสมุด vs. ร้านขายหนังสือ

In Thaibrarian, บรรณารักษ์ : Librarian, บ่นไปเรื่อย : Saying, ห้องสมุด : Libraries on เมษายน 13, 2007 at 12:14 am

เห็นใครต่อใครก็พูดถึงเรื่อง งานสัปดาห์หนังสือ ดูเหมือนเราจะเห่ยอยู่คนเดียว เห็นงานสัปดาห์หนังสือประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม ก็อดปลื้มใจแทนคนจัดงานไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกันก็อดมองย้อนกลับไป ประเด็นเดิม ๆ ที่คนชอบเปรียบเทียบร้านหนังสือ กับห้องสมุดไม่ได้ ว่าทำไมคนรู้สึกพออกพอใจกับร้านหนังสือมากกว่าห้องสมุด

เอาหล่ะ หากมองข้ามประเด็นฝั่ง providers (ไม่ว่าจะเป็นห้องสมุด เก่า ไม่น่าเข้า ไม่ cool ไม่ hip หนังสือน้อยอะไรก็แล้วแต่) คอลัมน์ moving on ใน Wall Street Journal พยายามตั้งข้อสังเกต เหตุผลที่คนชอบ “เป็นเจ้าของ” หนังสือโดยอ้างเหตุแห่งวัตถุนิยม ในขณะเดียวกันก็เปรียบเทียบห้องสมุดกับเทคโนโลยี โดยอ้าง generation gap จริง ๆ อ่านแล้วก็ไม่รู้สึกว่ามันมีประเด็นอะไรแปลกใหม่ เพียงแต่สะดุดกับประเด็นของ วัตถุนิยม ว่า มันเป็นเหตุเป็นผลเช่นนั้น “ทั้งหมด” จริง ๆ หรือ

ในขณะที่บางคนมองห้องสมุดกับร้านหนังสือเป็นคู่แข่งกัน แต่ในอีกมุมมองหนึ่ง ห้องสมุดกับร้านหนังสือ ไม่ใช่เป็นคู่แข่งเสียทีเดียว หากแต่เป็นดั่งน้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่าเสียมากกว่า ตัวอย่างโด่งดังสุดแถว ๆ บ้านเรา ก็คงจะเป็น Library@Orchard ที่ร้านหนังสือ Kinokuniya ที่ตั้งขึ้นก่อนได้ผลประโยชน์โดยตรงจากการ มีห้องสมุดอยู่ในบริเวณใกล้เคียง

ล่าสุดห้องสมุดในรัฐ Oregon ต้องถูกปิดตัวลง ข่าวใน Main Tribune (Will the closing of the libraries spur a … Bookstore boom?) กล่าวว่า ถึงแม้คนจะเข้าร้านหนังสือมากกขึ้น แต่ร้านหนังสือเหล่านั้นก็เสียลูกค้ารายใหญ่ไป

Barnes & Noble stores don’t release sales figures or measure foot traffic through the doors, but Budmayr said there have been more people in the store in recent days.

He said Barnes & Noble won’t be able to fill the browsing void left by the library closures.

“The library did a great job of filling that need,” Budmayr said. “Sadly, we can’t fill that for them, we have to sell. It’s OK to read a few pages, but we encourage folks to buy a book and take it home and make it theirs.”

ในบทความของ Wall Street Journal ยังพูดถึงเปรียบเทียบระหว่าง Google กับห้องสมุด ซึ่งเป็นคู่แข่งสุดคลาสสิก ถ้าห้องสมุดไม่คิดจะปรับตัว อย่างน้อยให้ visible บนโลกของผู้ใช้ ทถูกกวาดต้อนด้วยเทคโนโลยี สุดท้ายห้องสมุดก็คงจะถูกกลืนไปในที่สุด นี่เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดอย่างง่าย ๆ ว่า “ทำไมห้องสมุดถึงต้องรู้จักลงทุนด้านเทคโนโลยี”

[via blyberg.net; LISNews]

จรรยาบรรณของบล๊อกเกอร์ฉบับ O’Reilly

In blogophere, ชุมชน : Community, บ่นไปเรื่อย : Saying on เมษายน 9, 2007 at 11:30 pm

Cory Doctorow เขียนวิจารณ์ Blogger Code of Conduct (ที่ยังเป็น draft) ของ Tim O’Reilly ไว้น่าสนใจว่า Code of Conduct ของ Tim ชี้ให้เห็นแรงดันจากสองขั้ว คือ “ความสุภาพ” (Civility) กับ “ความเป็นอิสระ” (Freedom) ถ้าเข้าไปอ่านใน Blog ของ Tim แนะนำให้อ่าน comment ต่อ หลายอันมีประเด็นที่ควรค่าแก่การเลื่อน scroll bar ลงมาอ่าน

ไม่รู้ว่า งาน YouBlog เค้าจะมีคุยเรื่องนี้ด้วยป่าว อิอิ (แต่คิดว่ามีแน่ ๆ ดูแกนนำแต่ละคน ก็ไม่น่าพลาดประเด็นนี้ -แอบแซว) เพราะเท่าที่อ่านใน comment ของ O’Reilly คนที่เห็นด้วยก็มีอยู่ (แต่ดูเหมือนคนที่เห็นด้วย เพราะอยากได้ Badge ก็มีไม่น้อย) คนที่ไม่เห็นด้วยก็วิจารณ์อย่างดุเดือด ก็เลยคิดว่า ถ้ามี YouBlog ขึ้นมาจริง ๆ คิดว่าเป็นโอกาสดี ที่จะถกกันว่า ใน community ของบล๊อกเกอร์ในเมืองไทย คิดเห็นอย่างไรกับประเด็นนี้

  • อยากให้มีหรือไม่
  • ถ้ามี มีประเด็นอะไรบ้าง (อาจจะไล่จากประเด็นอะไรสำคัญที่สุด สำหรับ community เมืองไทย)
  • ถ้ามี แล้วจะใช้กลไกอะไรในการสร้าง “แรงจูงใจ” ให้บล๊อกเกอร์ปฏิบัติตาม
  • ถ้าไม่อยากให้มี เพราะอะไร

“หลายคนบอกชอบความเป็นกลาง โดยหลางหลายครั้ง เรายังที่ไม่รู้ว่าจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดมันอยู่ตรงไหน”

[อ่านเพิ่มเติม: จรรยาบรรณและมารยาทของการเขียนบล๊อก; จรรยาบรรณของสื่อพลเมือง / YouFest / blog tag ภาคพิเศษ โดย คนชายขอบ]

หมู่บ้านแห่งปี

In การเมือง : Politic, บ่นไปเรื่อย : Saying on เมษายน 9, 2007 at 11:38 am

อ่านข่าวนี้มาในประชาไท ชอบจังแฮะ มันเหมือนกับสิ่งที่ต่อสู้กัน มันไม่ใช่แค่เลือกตั้งกำนัน แต่เป็นการเลือกทางเดินของชีวิต ชอบที่มันเกิดขึ้นจากระดับย่อย ถึงแม้ว่ามันอาจจะไม่มีผลต่อคนอ่าน แต่น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีของการจัดการปัญหาแบบประชาธิปไตย

ต้านโปแตชเฮ ! เลือกกำนันฉลุย เจ้าตัวยันไม่เอาเหมือง

ทั้งนี้ ตำบลห้วยสามพาด ประกอบไปด้วย 13 หมู่บ้าน และมีผู้สมัครเพียง 2 คนเท่านั้น ทั้งนี้การเลือกตั้งที่ผ่านมาเป็นการแข่งขันกันระหว่างกลุ่มสนับสนุนและกลุ่มคัดค้านโครงการเหมืองแร่โปแตช จ.อุดรธานี โดยผู้สมัครหมายเลข 1 ได้แก่ นายสมัย ภูไว ผู้ใหญ่บ้านโคกสง่า หมู่ 5 เจ้าของตำแหน่งกำนันเดิม ซึ่งในช่วงวาระที่ผ่านมา เคยถูกชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี ขับไล่ออกจากตำแหน่งถึง 2 ครั้งด้วยกัน โดยให้เหตุผลว่ากำนันวางตัวไม่เป็นกลางกรณีเหมืองแร่โปแตช มีพฤติกรรมเข้าข้างบริษัท และให้สัมภาษณ์สื่อท้องถิ่นเพื่อเป็นการสนับสนุนโครงการฯ

ส่วนผู้สมัครหมายเลข 2 นายถาวร ศรีจันทร์ฮด ผู้ใหญ่บ้าน 2 สมัยซ้อน บ้านโนนสมบูรณ์ หมู่ 3 เจ้าของสโลแกน “ยึดถือเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางการพัฒนา นำพาอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม”

ในขณะที่บรรยากาศ ที่ทำการ อบต.ห้วยสามพาด เมื่อเวลา 17.00 น.กลุ่มชาวบ้านกว่า 200 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสมาชิกกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี มารอฟังผลการสรุปคะแนนจากแต่ละหน่วยที่ต่างทยอยส่งกันเข้ามา อย่างใจจดใจจ่อ ผลปรากฏว่า ผู้สมัครหมายเลข 1 นายสมัย ภูไว ได้ 1,305 คะแนน และ ผู้สมัครหมายเลข 2 นายถาวร ศรีจันทร์ฮด ได้ 1,378 คะแนน (ชนะกัน 73 คะแนน) จึงส่งผลให้นายถาวรได้เป็นกำนัน ต.ห้วยสามพาด คนต่อไป พร้อมกับการโห่ร้องแสดงความดีใจของชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์ฯ ก่อนเดินทางกลับไป

ว่าแต่ว่า ไม่รู้ว่าพอแพ้แบบนี้แล้ว จะ “สมานฉันท์” กันได้หรือเปล่า อิอิ

Your Parents: PETA Ads

In บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on เมษายน 4, 2007 at 12:42 am

People for the Ethical Treatment of Animals หรือ PETA เป็นกลุ่มที่รณรงค์สิทธิสัตว์ เค้าออกโฆษณาสิ่งพิมพ์อันใหม่มา แรงได้ใจเหลือเกิน  ดูกันเอาเอง (ปล.คลิกที่รูป เพื่อชมภาพใหญ่)

[via Improbable Research]

“Siam” not “Thailand”: What is the deal?

In Thaibrarian, การเมือง : Politic, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on เมษายน 3, 2007 at 3:07 pm

Dr.Charnvit Kasetsiri, a well-known social scientist from Thammasat University, started a petition to change the name of Thailand back to “Siam”.  The petition says “Siam” represents the acceptance of diversity of ethnicity, language, and cultural identity in the country.  Also it follows the unity principle.

The petition cites the 1939 constitution ruling the change of the country name from “Siam” to “Thailand” for the reason of “ethnicitism” which was factually and historically incorrect.  There have been a few attempt to change back to Siam, i.e. 1949 and 1968 constitutions.

Personally, I totally understand and agree with the petition because ethnically I am not Thai (and I do not know the “real” Thais are still majority of the population)  My bloodlines actually are combined between Chinese and Black Tai (Tai-Dum).  But I am proud to be categorized as Thai.  However, I don’t know about how the change would affect me as a citizen individually.

But if it is the case to bring peace back to the country, any name is fine for me as long as people live peacefully.

Perhaps I do not get the whole concept or logic of this movement.  Maybe I need more information.  Maybe I physically and spiritually live too far from my home country, so I  lost some important context (I hope not).  Maybe social scientists might be sensitive than others.  But how such movement will be successful without the understanding of such an ordinary people like me?

Could anyone tell me what rationale behind it exactly?

[Source: Prachatai]

Delirium: บทเพลง ความฝัน กับวันที่มาถึง

In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous, เพลง : Music on เมษายน 2, 2007 at 12:31 am

เป็นความอยากอย่างหนึ่ง ก่อนเรียนจบ ที่จะได้ดู Cirque du Soleil ตอนแรกไม่ได้ไม่ดี ไม่มีโอกาสดูแถว ๆ นี้ ก็กะว่า คงจะต้องไปแถว ๆ New York หรือไม่ก็ Las Vegas แต่บังเอิญมันมีโชว์ Delirium มาที่ Raleigh พอดี ก็เลยได้โอกาสไปดู

Delirium เป็นโชว์คอนเสิร์ตเน้นเพลงเป็นหลัก มากกว่าการขายเนื้อเรื่อง เนื้อเรื่องที่นำเสนอ ก็ประมาณว่า มีคน ๆ นึงอยู่ในความฝัน แล้วก็ไปเจอกับเรื่องต่าง ๆ ซึ่งแน่นอน ความฝัน มันค่อนข้างจะกว้างมาก เลยถ้าจะเน้นเนื้อเรื่อง ก็คงจะไม่ได้ เพลงที่เอามาใช้ก็จะเป็นแนว Electronic Pop ผสมกลิ่นจังหวะพื้นบ้านทาง African แนว ๆ นั้น (เอ่อ ผมก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านเพลง เสียด้วย ก็หวังว่าน่าจะเข้าใจ มีตัวอย่างเพลงให้ฟังบนเว็บของ Delirium ไปฟังกันได้)

ส่วนเรื่องการแสดง + เทคนิคการนำเสนอตลอดระยะเวลา 1 ชั่วโมง 45 นาที ไม่ต้องพูดถึงอยู่แล้ว จริง ๆ อยากดูงานที่ค่อนข้างมีเนื้อเรื่องหน่อย ๆ แบบ Corteo หรือ Quidam เพราะงานแบบนี้น่าจะมี costume ที่น่าดูทีเดียว แต่สำหรับ Delirium ตอนดูจากวิดีโอบนเว็บ ก็ไม่เท่าไหร่ แต่พอไปจริง ๆ ก็ต้องยอมรับเลยว่า ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่ก็สร้างความประทับใจได้อยู่ไม่น้อยทีเดียว โดยเฉพาะการใช้ projection ประกอบการแสดง ที่ใช้ได้อย่างลงตัวสมบูรณ์มาก ส่วนตัวก็ประทับใจจุดนี้มากที่สุด แล้วก็ดนตรีที่มีจังหวะเร้าใจ โดยเฉพาะการนำกลองพื้นบ้านแถบ ๆ แอฟริกันมาใช้

ด้วยการที่ Delirium เป็นงานโชว์คอนเสริ์ต การจัดเวทีก็จะเป็นแบบด้านเดียว คือ ให้โชว์ที่ด้านเดียว ซึ่งแตกต่างจะโชว์แบบ circus ที่ผู้ชมดูได้ทั้งสองด้าน ส่วนเวทีที่จัดครึ่งเดียวนี้ ก็จัดตามแนวยาวของ stadium เพราะ projector สองตัวที่ขนาบข้างมีขนาดใหญ่มาก

ถึงแม้การแสดงโดยรวมจะสร้างความประทับใจ แต่ก็มีอยู่สองจุดที่ ทำให้รู้สึก “หวิว” หวิวแรก ก็เป็นเรื่องที่นั่ง เนื่องจากรู้ช้ามาก แล้วก็ซื้อตั๋วเมื่อคืนนี้เอง ก็เลยได้ไปนั่งชั้น 3 ซึ่งเป็นชั้นบนสุด ๆ ของ RBC Center ซึ่งปรกติก็ใช้เป็นสนามแข่งกีฬาของ NC State แต่ความที่ที่นั่งชั้นบนสุด คือชั้นติดเพดาน stadium เลย เวลามองหน้าตรงก็เห็นแต่คาน stadium มันก็ทำให้รู้สึกวาบหวิวใช่ย่อย ลองนึกถึง Impact Arena บ้านเรา แล้วก็ไปนั่งอยู่ด้านหลังติดเพดาน stadium ดูอ่ะ แล้วที่ทำให้เสียวไปยิ่งกว่านั้นก็คือ เนื่องจากที่นั่งมันอยู่สูงมาก การ design ที่นั่งก็จะต้องมีความชันมาก เพื่อให้ให้คนบังกัน ซึ่งมันชันขนาดที่ว่า เท้าของเราอยู่ตรงหัวของคนที่นั่งข้างบน ซึ่งการกั้นของผนังเวลาเดินเข้าไปเนี่ย รู้สึกเหมือนนั่งอยู่บันไดชัน ๆ ยังไงยังงั้น แถวตรงขอบของชั้นที่นั่ง ก็ไม่มีทีกั้นด้วย นึกถึงว่าถ้ามีคนตกลงไป ก็หวาดเสียวแล้ว

หวิวที่สอง เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างตอนกลางของการแสดง ระหว่างที่เค้ากำลังแสดง ๆ อยู่นั้น ผมก็ได้ยินเสียงน้ำหก แล้วก็รู้สึกว่าโดนละอองน้ำกระเด็นมาใส่ ก็เลยหันไป ไม่ทันไร ก็เกิดจะมีเรื่องชกต่อยกันเสียแล้ว เท่าที่จับความกันได้ ก็ประมาณว่า คนที่นั่งอยู่แถวบนสุด กินเบียร์ แล้วทำหกใส่ผู้หญิงคนที่นั่งแถวต่อมา (ซึ่งเป็นแถวที่นั่งอยู่บนหัวผม) แล้วแทนที่จะขอโทษขอโพย ก็คงจะไปสบถอะไรเข้า แฟนของคนที่โดนทำน้ำหก ก็เลยลุกขึ้นจะหาเรื่องคนที่อยู่ข้างบน ก็เลยสบถใส่กัน ต้องมีคนมาห้ามอยู่พักใหญ่ เลยทำให้บรรยากาศการชมเสียไปฉิบ ท้ายสุด คนที่ทำเบียร์หก ก็เป็นอันต้องออกไป (ไม่รู้ว่าย้ายที่นั่งหรือเปล่า)

ก็เลยเป็นบทเรียนว่า คราวหน้าถ้าจะไปที่ RBC อีก ก็ควรจะหาที่นั่งชั้น 2 ส่วนที่นั่งด้านหน้าแถวล่าง ดูไม่เหมาะอย่างยิ่ง เพราะมันจะทำให้ไม่เห็น projector ด้านข้าง แต่ยังไงเสียวันนี้ก็ถือว่าคุ้มค่าแล้ว แล้วรู้สึกดีที่ได้ดูอะไรที่เราตั้งใจอยากจะดู ถ้ามีโอกาสก็คงจะดั้นด้น ไปโชว์อื่นของ Cirque du Soleil อีก

Pilobolus

In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying on กุมภาพันธ์ 26, 2007 at 5:18 pm

เห็นใน Oscar แล้วชอบ คิดว่าหลายคนคงชอบเหมือนกัน ไปหาดูต่อใน Youtube เจอโฆษณาของฮุนไดที่ใช้นักเต้นกลุ่มนี้ี้

นอกจากนี้นักเต้นกลุ่มนี้ มี video Life in Motion ประมาณว่าถ่ายเบื้องหลังตอนไปทัวร์ที่ต่าง ๆ

เห็นแบบนี้ นึกถึงรายการเกมส์โชว์ สมัยก่อน น่าจะเป็นของช่องสามนะ ที่เค้าประมาณรับคัดเลือกนักแสดง แล้วให้แสดงเป็นกลุ่ม โดยให้โจทย์บอกมาว่า ให้ทำให้เหมือนอะไร จำได้ว่า มีกลุ่มนึงให้ทำเป็นเฮลิคอปเตอร์ จำได้ว่า ฮาดี

[see also official website]

March of the Librarians

In บรรณารักษ์ : Librarian, บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, ห้องสมุด : Libraries on กุมภาพันธ์ 24, 2007 at 1:58 am

“Didn’t you wonder where your librarians disappeared to last January?”

The video was created by Nick Baker.  Lovely creatures, aren’t we?  :)

[Via Improbable Research]

Lakisha at American Idol 6

In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, เพลง : Music, โทรทัศน์ : TV on กุมภาพันธ์ 23, 2007 at 1:26 am

ก็ยอมรับว่า ลงทุนติด cable ก็เพราะรายการนี้รายการเดียวจริง ๆ (แต่รายการอื่นก็มีผลพลอยได้กับเค้าไปด้วย อิอิ)

อาทิตย์นี้เป็นอาทิตย์แรกของรอบ 24 คนสุดท้าย แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ชาย หญิง กลุ่มละ 2 ชั่วโมง บวกประกาศผลอีก 1 ชั่วโมง 5 ชั่วโมง จุใจ คุ้มค่า cable ละอิอิ

กลุ่มผู้ชาย มัน off จริง ๆ ตอนดู audition ก็คิดว่า ปีนี้ผู้ชายดีกว่า ดูโดดเด่นกว่า ผู้หญิงมันดีคล้าย ๆ กัน หาความโดดเด่นยังไม่ได้ แต่พอเมื่อคืน ต้องยอมรับเลยว่า คิดผิด ผู้หญิงดีกว่าเยอะ แล้วก็น่าจะทำนายได้เลยว่า ปีนี้ Idol น่าจะเป็นผู้หญิง ส่วนคนที่ชอบที่สุด ก็น่าจะเหมือนกับคนอื่น ๆ ก็คือ Lakisha Jones

จะว่าไป เพลงนี้หากินกันได้ตลอดเลยนะ สำหรับประกวดร้องเพลงเนี่ย สงสัยเดี๋ยวฮิตจัด คงต้องประกาศห้ามแน่  ๆ เอิ๊ก ๆ ถ้าไงก็ลองเปรียบเทียบกันดู รู้สึกตอนนี้จะมีหลาย version เหลือเกิน ตัดสินกันไม่ถูก

(ปล. แนบไฟล์วิดีโอมา ก็ไม่รู้ว่าจะโดนลบไปเมื่อไหร่ ถ้าเปิด post นี้มาแล้วดูไม่ได้ แนะนำให้เข้าไปใน youtube แล้วค้นชื่อเอาเลย น่่าจะมีกระจัดกระจายอยู่บ้าง เพราะเฉพาะคลิปนี้ เชื่อว่า ถึงแม้จะโดนลบไป ก็ยังคงมีมาให้เห็นอีก แน่ ๆ เหมือนสมัย Bianca) นอกจากนี้ก็ชอบในกลุ่มผู้หญิงอีก 3-4 คน ส่วนกลุ่มผู้ชาย ชอบสุดก็คงจะเป็น Phil Stacey

ส่วนผลสัปดาห์นี้ ก็ไม่แปลกใจอะไรเท่าไหร่ โดยเฉพาะหนุ่มเอเชีย สายเกาหลี คือ เป็นเอเชียก็เกิดอยากอยู่แล้วอ่ะ ดันมาถอดรองเท้า แล้วก็เลือก Careless Whisper Ballad สุด ๆ มันก็ตายตั้งแต่เลือกเพลงแล้วอ่ะ

ความ(ไม่)โปร่งใสของ blogophere

In blogophere, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on กุมภาพันธ์ 22, 2007 at 3:42 am

เมื่อวาน มีแหล่งข่าววงใน มาเล่าเกี่ยวกับเรื่องที่ทำงานเก่า ที่ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก ใจนึง ก็อยากจะเขียนลงบล๊อกเสียเต็มประดา ถ้าเขียนลง ผมคิดว่า ก็คงจะมีคนเอาไปลง แนวประชาไทต่อ หรือไม่ก็ห้องราชดำเนิน (ถึงผมไม่เขียน ก็คาดว่า น่าจะมีคนเอาไปเขียนต่อเร็ว ๆ นี้แน่นอน)

่อีกใจนึงก็นึกว่ามันเสี่ยงเหมือนกัน เอาเรื่องภายในมาเปิดเผย และแน่นอน มันมีประเด็นทางการเมืองมาเกี่ยวข้อง ถ้าเขียนไป ก็กลัวว่าจะแสดงอารมณ์มากจัดเสียจนน่าเกลียด แล้วก็จะดูว่าลำเอียงมากไปเสียได้ (เล่ามาแค่นี้ ก็น่าจะรู้แล้วว่า ผม “พยายาม” ที่จะเป็นพวก diplomatic แค่ไหน)

ความคิดหยั่งชั่งใจ เล่นทำเอานอนไม่หลับ แต่ที่นอนไม่หลับ ไม่ใช่เพราะความอินกับเรื่องจากแหล่งข่าว แต่เป็นเพราะสิ่งที่มองเห็นภายในตัวเอง ในฐานะบล๊อกเกอร์คนนึง ที่ถามตัวเองว่า “เราถึงอยากเขียนเรื่องนั้น แต่ทำไมเราไม่กล้าเขียน” อะไร คือ เบื้องลึกเบื้องหลัง

คิดไปคิดมา มันลึกไปเรื่อย ๆ เลยแฮะ (มาถึงตรงนี้ ก็ขอเตือนก่อนว่า post นี้ออกจะเป็นแนว เพ้อเจ้อ + มั่วซั่วเสียมาก ด้วยความที่มันลึก “สำหรับผม” – แต่สำหรับคนอื่น อาจจะไม่ลึกก็ได้ – ผมก็จะพยายามลำดับความคิดให้ง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้ละกัน)

สิ่งที่มันลึก คือ “ความกลัว”

การที่เรื่องราวต่าง ๆ ที่ผมพูดออกไปบนบล๊อก มันจะผูกมัดตัวเอง ซึ่งมันก็คือ แนวคิดเรื่อง identity นั่นแหละ ถึงแม้บล๊อกผม อาจจะมี level ของความเป็น diary น้อยกว่า อีกหลายบล๊อกที่มาเล่าเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน ที่ดูเหมือนจะแสดงความเป็นตัวตนออกมากกว่า แต่สิ่งที่ผมเขียนถึง มันก็สามารถบ่งบอก ได้ว่าผมเป็นคนอย่างไร ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร แต่ไอ้เจ้า identity มันมักจะไม่ได้มาเดี่ยว ๆ มันมักจะมาพร้อมกับ stereotype ที่คนอ่านเอาติดตัวมา

หลายคน อาจจะรู้จักบล๊อกของผม ใน post ผมเขียนวิจารณ์เกี่ยวกับ คำพูดของ รมต.ไอซีที หรือโพสต์เกี่ยวกับ ความท้าทายของสื่อเก่า หรือการเขียนถึงหนังสือ The King Never Smiles อะไรก็แล้วแต่ แน่นอนมันมีสิ่งที่เป็นตัวตนของผม แฝงอยู่ ถึงแม้บางครั้ง ผมจะไม่ได้เขียน comment เลยซักกะตัว เพียงแค่การคัดเลือก สรรหาเรื่องมาลง มันก็มีความเป็นตัวตนของเราลอยอยู่แล้ว

(ปล. หลายคนอาจจะสับสนว่า identity หรือ ไอ้เจ้าความเป็นตัวตน ในนิยามของผม หมายความว่าอย่างไร เพราะมันมีหลายสำนักเหลือเกิน ผมให้มองสั้น ๆ อย่างนี้ว่า เป็นสิ่งที่ผนึกในความเป็นตัวบุคคล/สิ่งของ ซึ่งเมื่อรวมกันองค์ประกอบเข้าด้วยกันแล้ว ก็จะทำให้เกิดความเฉพาะเจาะจงของคนหรือสิ่ง ๆ นั้น  ถึงแม้จะมีผลต่อ perception และ social psychology แต่ก็ไม่ถือเอามาเป็นส่วนหนึ่งของ identity)

แต่บ่อยครั้ง ที่ post เหล่านี้ ถูกเอาไปใช้ในบริบทที่ บางครั้งผมก็รู้สึกไม่ค่อยปลื้มเท่าไหร่ แต่ผมก็ไม่คิดจะทำอะไรต่อ เพราะผมก็ถือว่า มันเป็น perception ของคนอ่านแต่ละคน ที่จะตีความกันไป แต่บางครั้งพอหลาย ๆ เรื่อง นาน ๆ เข้า มันทำให้คนเอาไปสร้าง stereotype ได้ ซึ่งจะว่ากันตามจริงแล้ว คนเราจะสร้าง stereotype เกี่ยวกับคนหนึ่ง ๆ หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ มันไม่ต้องอาศัยทรัพยากรอะไรมากมายเลย

สิ่งที่ผม (และเชื่อว่าหลายคน คิดคล้าย ๆ กัน) คือ กลัวอย่างหลังมากกว่า คือ ไม่รู้ว่า คนอ่านจะคิดยังไง แต่นั่นยังไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่สุด ประเด็นที่อยู่ปลาย (เกือบ) สุดมันอยู่ที่ว่า เรากลัวว่า  สิ่งที่คนอ่านสัมผัสได้ เป็นสิ่งที่เราไม่ชอบ (เน้นว่าไม่ใช่ประเด็นของความแตกต่างเพียงระดับเดียว แต่มันลึกกว่านั้น ตรงที่มันมีความเป็นบวก กับความเป็นลบของสองขั้ว แล้วก็มี dichotomy แบบง่าย ๆ คือ “รับได้” กับ “รับไม่ได้” มารวมอยู่ด้วย)

เน้นต่ออีกว่า ความกลัวที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เป็นการกลัวความขัดแย้งระหว่าง สิ่งที่คนอ่านสัมผัสได้ กับสิ่งที่เราต้องการจะ”สื่อ” แต่รวมไปถึงสิ่งที่เราอาจจะไม่ได้ “ตั้งใจ” จะสื่อด้วย ถ้าคนอ่านบอกว่ารู้สึกอีกอย่างหนึ่ง แบบที่เราไม่ได้ตั้งใจอยากให้เค้ารู้สึก มันอาจจะลึกหรือตื้นไปจากที่เราจะตั้งใจไว้ ซึ่งโดยปรกติเราก็มักจะ “รับได้” เราก็ไม่แคร์ แต่ถ้ามันเลยเส้นของความรับได้ (acceptable) ไปแล้ว ซึ่งที่เห็นได้ชัด ก็คือ ไปอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกัน เราก็ไม่ปลื้ม (ส่วนจะจบหรือเปล่านั้น อันนี้ก็อีกเรื่องนึง สำหรับผม ส่วนใหญ่ก็ จบ!)

นอกจากนี้ยังมีอีกปัจจัยหนึ่ง ที่เพิ่มความซับซ้อนให้กับวงจรนี้ ก็คือ หมวกที่เราใส่กัน คนเรามีบทบาท หน้าที่และความผิดชอบที่แตกต่าง หลากหลาย ซึ่งมันสามารถขัดแย้งกันในตัวเองได้ เช่น ้เมื่อวานได้ดู Dateline ตอนฮิต To catch a Predator (เป็นรายการทีวีที่ล่อพวกชอบ chat เพื่อนที่จะมี sex กับเด็กมาจับ แล้วก็ประจานออกทีวี) ดูแล้วก็จะเห็นว่า มีคนทั้งที่เป็นครูบาอาจารย์ ไปจนถึงตำรวจ ที่ต้องเป็นคนไปจับ แต่ดันมาทำเสียเอง เยอะมาก คนพวกนี้ มีหมวกสองใบที่เข้ากันไม่ได้อย่างสิ้นเชิง หรือ กรณีบนบล๊อก ในหลาย post บนบล๊อกผม บางครั้งผมก็เขียนโดยใช้หมวกของคนทำงานด้านสารสนเทศ (ซึ่งมันเป็นทั้งเรื่องปากท้องและ passion) บางครั้งก็ใช้ passion เรื่องการเมือง สังคมมากกว่า บางครั้งเรื่องปากท้องก็มาก่อน ซึ่งถ้าหมวกหลายใบพวกนี้ มันใส่ทับกันไม่ได้ เราก็อาจจะต้องเลือกหมวกใบใดใบหนึ่งอยู่ แล้วก็เก็บใบอื่นไว้ในตู้ที่ “มิดชิด”  อย่างเช่น เรื่องที่ทำงานเก่าที่กะว่าจะเล่าเนี่ย ถึงแม้ว่าผมเองจะไม่มีส่วนได้เสียกับที่ทำงานเก่าแล้ว แต่ความที่มันจารึกอยู่ในอัตชีวประวัติผมแล้วเนี่ย คนอ่านก็ยากที่แยก หมวกของวิชาชีพ กับหมวกขององค์กร ออกจากกัน ผมเขียนไปด้วยอารมณ์เพื่อนร่วมวิชาชีพ แต่คนก็อาจจะคิดได้ว่า ผมรับจ้างที่ทำงานเก่ามาเขียนให้

ฟังดูแล้วมันเหมือนเข้าใจง่าย แล้วก็ดูชัดเจนดีอยู่หรอก แต่ก็ไม่ง่ายอย่างนั้น เพราะคนเรา มันไม่ได้รู้ตัวอยู่ตลอดเวลาหนิ ว่าความขัดแย้งในตัวมันจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ อย่างเช่น เวลาผมมี passion เกี่ยวกับเรื่องห้องสมุดที่มันต้องเกี่ยวข้องกับการเมือง ผมก็เขียน ๆๆๆๆ ไปด้วยหมวกผู้มีส่วนได้เสียในเชิงวิชาชีพ โดยก็ไม่ได้นึกระวังหรือตระหนัก state of mind ว่าตอนนั้น ผมรู้สึกอย่างไรกับการเมืองในตอนนั้น ซึ่งจริง ๆ มันก็เป็นไปได้ที่มันจะตรงข้ามกัน ซึ่ง passion เชิงวิชาชีพมันมีมากกว่า ผมก็เขียนไป โดยไม่ได้คำนึงถึง ว่า คนที่มี passion เรื่องการเมือง มาอ่าน แล้วจะมองว่าอย่างไร หรือว่าวันดีคืนดี มีคนที่มีจุดยืน เกี่ยวกับประเด็นทางสังคมมาอ่าน แล้วก็คิดว่าผมเป็นพวกนั้น พวกนี้

นอกจากนี้ บางคนตระหนักถึง แต่ก็ไม่สามารถเลือกได้ว่า หมวกใบนั้น จะเป็นหมวกสีอะไร แบบไหน  อย่างเช่น ถ้าเป็นเรื่องการเมือง ผมก็ยังเชื่อว่า ยังมีคนหลายคนที่ไม่สามารถปักใจได้ว่า จะเชื่อใคร ไม่เชื่อใคร จะชอบใคร ไม่ชอบใคร (และก็ยังไม่วาย ที่จะถูกคนบางพวก “ตราหน้า” ว่าเป็นพวกไม่มีจุดยืน) ก็เขียน ๆ ไป โดยไม่ได้มองว่า คนจะคิดยังไง แต่บางครั้ง ไอ้คำว่า ไม่มีจุดยืน มันก็แรงพอที่จะทำให้คนต้องตัดสินใจ เลือกว่า จะต้องไปทางใด ทางหนึ่งเหมือนกัน

ไหนจะมีเรื่อง บริบท เข้ามาเกี่ยวข้องอีก วันนี้เราเขียนเห็นด้วยกับอีกอย่าง พรุ่งนี้เราเปลี่ยนใจไม่เห็นด้วยแล้ว ซึ่งการเปลี่ยนแปลง (หรือจะบอกว่า แปรปรวน รวนเร อะไรก็แล้วแต่) นั่นเอง มันผนวกเข้าไปไว้ในเรื่องราวที่เขียนถึง และมันก็กลายมาเป็น ความเป็นตัวตน ของคน ๆ นั้น  ฝ่ายคนอ่านอ่านวันนี้เห็นคิดอีกอย่าง พอมาอ่านเรื่องเดิม วันต่อมา ก็อาจจะเห็นตรงกันข้าม เรื่องหนึ่ง ๆ ที่เราเขียน มันก็มี context มี moment ของมัน ถ้าจะให้โปร่งใสจริง ๆ มันก็อาจจะต้องอธิบายกันยืดยาว ถ้าไม่คิดมาก ก็ไม่เป็นไร ปล่อยมันไป + กับความที่ต้องการจะให้มันกระชับ (หรือขี้เกียจด้วย) เวลาจะเขียน เราก็มักจะไม่ค่อยได้ให้บริบทกับมันเท่าไหร่ เอาเนื้อ ๆ น้ำไม่ต้อง แค่ให้บริบทไม่ครบ มันก็สร้างความไม่โปร่งใสให้เกิดขึ้นได้ ซึ่งถ้ามองแบบนี้ก็ดูจะเป็น idealistic มากไป

คิดไปคิดมา ทำให้ขอบเขตเบลอ ๆ ระหว่างความไม่โปร่งใสกับความไม่รู้อยู่เยอะเหมือนกัน หลายครั้งที่เราไม่กล่าวถึงเพราะเราไม่รู้ ไม่ตระหนักถึง มันก็กลายเป็นความไม่โปร่งใสเสียนี่

แต่ไอ้ความรู้สึกที่อยากเขียนแต่ไม่กล้าเขียนนี่ มันก็เป็นเรื่องของความโปร่งใสโดยตรงเลยแฮะ ปรกติความไม่โปร่งใส ในโลกเราบางครั้งมันก็เห็นกันซึ่ง ๆ หรือไม่ก็ทิ้งพิรุธไว้ให้เราสงสัยกันไว้บ้าง แต่การที่เราไม่เขียนถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ไปเลย ทั้ง ๆ ที่มี passion เกี่ยวกับเรื่องนั้น เพราะไม่อยากให้คนคิดกับเราว่าเป็นอีกแบบนั้นแบบนี้ หรือกลัวว่าจะมีปัญหา เกิดความขัดแย้งกับคนรอบข้าง หรือมีผลกระทบต่อชีิวิต การเรียน การทำงาน ซึ่งแน่นอน ถ้างั้น ไม่เขียนดีกว่า…

ถ้าเช่นนั้น ที่หลายคนมักมอง (และหวัง) ว่า สื่อรุ่นใหม่ หรือ สื่อรากหญ้า หรือพลังของมวลชนอะไรก็ตาม จะสร้างความโปร่งใสให้เกิดขึ้นในสังคม boundary หรือ limit ของมันอยู่ตรงไหน ที่บอกว่า ในอนาคต สังคมจะเต็มไปด้วยความโปร่งใส คือมองโลกด้วยแง่ดีเกินไปหรือเปล่า

มองในทางตรงกันข้าม เราจะเห็นอยู่เยอะว่าทุกวันนี้ บน blogophere เริ่มมี commercial blog เยอะขึ้น ที่เปิดเผยตัวก็มาก ที่ไม่เปิดเผยตัวก็ไม่น้อย คนที่เอาเรื่องคนอื่นมาเขียน สาดเสียเทเสียก็มี ดูเหมือนจะสร้างความโปร่งใส แต่ก็คนที่เขียนเรื่องไม่ดีของคนอื่น ก็มักจะเขียนแบบบัตรสนเท่ห์ อะไร ๆ ก็ anonymous เทคโนโลยีเปิดโอกาสให้คนพูดดังขึ้นและบ่อยขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ทำให้คนพูดแบบพล่อย ๆ ได้มากขึ้นเช่นกัน

David Weinberger พยายามจะสร้างความโปร่งใสด้วยการเขียน disclosure statement ที่ตอนหลัง danah boyd ก็เอาตามมั่ง ถึงแม้จะเขียนกันถึงขนาดนี้ ผมก็ยังอดย้อนกลับไป ที่เขียนไว้ยืดยาวข้างบนนั้นไม่ได้อ่ะ ว่า ไอ้ disclosure ที่เขียนมาตอนนี้ มัน valid ถึงตอนไหน แล้วมันแสดงความโปร่งใส​ได้ “ทั้งหมด”​จริงหรือ

หรืออย่างปรากฏการณ์ blog tag คนก็มักจะเขียนเล่าเรื่องตัวเองที่คนอื่นไม่รู้ คนก็เล่าเรื่องที่คิดว่าตัวเองอยากเล่า หรือคนอื่นน่าจะสนใจ ก็เป็นการแสดงความเป็นตัวตนได้ส่วนหนึ่ง แต่เป็นส่วนที่เรารู้และอยากจะสื่อ แต่ถ้าลองเปลี่ยนกฏให้คนเขียน disclosure  statement แบบเฉพาะเจาะจง เช่น ถามว่า จะเลือกใครระหว่างรัฐบาลเก่า คมช. รัฐบาลใหม่ แล้วก็อดีตพันธมิตร ผมว่าก็คงจะตายตั้งแต่คนเขียนคนแรกแล้วหล่ะ (ไม่รวมปัจจัยเกี่ยวกับที่โดน tag ถี่ หรือขี้เกียจนะ) หรืออย่าง wallpaper tag คำสั่งข้อแรก ก็ยังกำชับเลยว่า “ห้ามสร้างภาพ” ซะงั้น แสดงว่ามันไม่ไว้ใจกันตั้งแต่แรกเริ่มแล้ว เหอๆๆ
บางคนอาจจะบอกว่า บางที ความโปร่งใสมันก็มีขอบเขต บล๊อกเกอร์ก็สามารจำกัดขอบเขตของความโปร่งใส ไม่ใช่เราว่าจะต้องเปิดเผยตัวตนทุกอณูขุมขน แต่ก็แสดงความบริสุทธิ์ใจ เปิดเผยในประเด็นที่ “เกี่ยวข้อง” เท่านั้น
จริง ๆ มันก็ไม่จำกัดเฉพาะในหมู่บล๊อกเกอร์นะ มันก็ครอบคลุมไปหมดเหมือนกัน ที่เขียนมาทั้งหมด ยืดยาวเนี่ย ก็เพราะเพียงแค่ความสนใจส่วนตัวเท่านั้น เพราะถ้ามองความโปร่งใสแบบ deterministic ก็คงจะเป็นไปได้ยากเลย แต่ถ้าเอาแบบ practical แบบคนที่ “สังคม” เค้าเรียกร้องต้องการ ความโปร่งใสกันเนี่ย เค้าอยากให้มันโปร่งใสแค่ไหน

Chula Book Bans A Coup Book

In บ่นไปเรื่อย : Saying on กุมภาพันธ์ 9, 2007 at 1:07 am

The “literary-approval group” of Chula Book, one of the largest book distributors in Bangkok,  opposed to selling the anthology book about the recent coup, entitled “The September 19th coup: a coup for a democratic regime under the constitutional monarchy.”  This edited book collects social and political essays written by numerous scholars in Thailand.

Two questions to ponder (to myself)…

First issue is how “self-censorship” plays in this situation, particularly in institutionalized context.  Chula Book is not just a chain of bookstores, but affiliated with academic institutions.  However, Thammasat University Bookstore, another giant academic affiliated distributor, still sale this title.  It is also interesting to see why such (collective) decision was made.  Is it really for self-protection?  commercial purpose?  What element of context is crucial?  How did they compare this case to another?

The official declined to say whether the group was pressured to ban the book.
“Please do not ask, I feel uneasy about answering,” the official said.
“It’s up to the puyai [superiors] whether they will reconsider the ban,” the official said.

The second point is why media pick this story to cover.  Talking about selection of book to sell, I believe there have been thousands of disapproved titles by this bookstore.  Why is this particular book highlighted?  What is the actual message?

Anyway, excuse my ignorance.  This is the first time I heard about this book.

[Source: The Nation]

พูดเก่ง vs. พูดจากใจ

In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on กุมภาพันธ์ 3, 2007 at 8:38 pm

ปรกติชอบดูชิงช้าสวรรค์เป็นประจำ ช่วงที่ชอบดูที่สุด คือ ช่วงที่เค้าประกาศผลแพ้ชนะไปแล้ว แล้วก็ต้องสัมภาษณ์คนแพ้ คนชนะ หลายครั้งที่ฟังแล้วสะดุดหูพิลึก วันนี้ก็อีกตัวอย่างนึงเหมือนกัน

นักร้อง ทีมแพ้ (น้ำตาอาบแก้ม): “สำหรับโรงเรียนของเรา พวกเรานะคะ ก็ไม่รู้สึกเสียใจเลยค่ะ พวกเราก็ดีใจนะคะ ที่ได้มีโอกาสขึ้นมาบนเวทีชิงช้าสวรรค์ และพวกเราก็ขอเป็นกำลังใจให้กับวงดนตรีลูกทุ่ง กันตรังพิทยากรนะคะ ให้เข้ารอบต่อไปเรื่อย ๆ และก็สู่แชมป์ออฟเดอะแชมป์ให้ได้นะคะ”
(ตอนหลัง กล้องกลับไปเก็บภาพ นักร้องรุ่นน้องคนนี้ที่ยังร้องไห้ไม่หยุด รุ่นพี่กำลังปลอบอยู่)

นักเต้น ทีมแพ้ (สะอื้นไป พูดไป พิธีกรหญิงต้องพูดปลอบก่อนพูด): “คะ วันนี้ พวกเราก็ทำเต็มที่แล้วนะคะ ก็อยากขอให้โรงเรียนกันตรังผ่านเข้ารอบไป แล้วก็ ขอให้ผู้ชมทางบ้าน อย่าลืมโรงเรียนเรานะคะ เก็บโรงเรียนเราไว้ในใจด้วยค่ะ”

ตัวแทน ทีมชนะ – ผู้ประกาศประจำวง (หน้าตายิ้มแย้ม): “ก็รู้สึกดีใจนะคะ และก็ภาคภูมิใจที่วงดนตรีของเรา สามารถทำได้ถึงขนาดนี้นะคะ (หันไปทางทีมแพ้ ยิ้มให้) ส่วนโรงเรียนนวมินทร์ฯ นะคะ เราก็… เราจะไม่พูดว่าเสียใจ ขอแสดงความเสียใจ แต่เราว่าขอแสดงความดีใจ เพราะว่าคุณทำดีที่สุด ทำให้คนทั้งประเทศได้รู้ว่า คุณมีความสามารถ คุณเก่งจริง ๆ ค่ะ”

พิธีกรชาย: “เป็นไง ดูเด็กสมัยนี้พูด พูดจากความรู้สึกกันจริง ๆ เลย”

เรา: (-_-”)…

คนพูดเก่ง กับคนพูดจากใจจริง มันเหมือนกันป่าวหว่า…

เอาเวลาไหนไปดู Youtube

In JOMC490, Open Source, iTeaudemia, งานวิจัย : Research, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous, สถิติ : Statistics, สื่อสารมวลชน : mass media, เป็นการเป็นงาน : Seriously on กุมภาพันธ์ 2, 2007 at 3:03 am

เวลาคนเรายุ่ง ๆ ก็มันจะโดนถามว่า แล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปทำ ซึ่งเป็นหนึ่งในวิธีการถามแบบ critical incident technique* และ Harris Interactive Poll ก็เอามาใช้ถาม คอ YouTube เวลา เวลาที่มาใช้กับ YouTubee นั้น ไปเบียดบังกิจกรรมอะไร คำถามแบบนี้ก็พอจะเอามาอธิบาย “อิทธิพล” หรือ “ผลกระทบ” ของ YouTube ได้ส่วนหนึ่ง เพราะเวลาก็ถือเป็น internal market share ที่ทุกคนมีเท่ากัน 24 ชั่วโมง เพียงแต่ว่าใครจะได้เวลาไหนไป

แต่ก่อนจะไปถึงคำถามนั้น 34% ของคนตอบแบบสอบถาม บอกว่า นั่งดู YouTube ไม่เสียเวลาทำอย่างอื่นเลย ในขณะที่ 66% บอกตรงกันข้าม

ทีนี้ในกลุ่มคนที่บอกว่า ไปเบียดบังเวลาทำอย่างอื่น เค้าบอกไปเบียดบังอะไรกันบ้าง ผมขอแบ่งเอง เป็นสี่กลุ่ม…

  • สื่อ
    • 32% บอกใช้เวลาดูทีวีน้อยลง
    • 12% บอกดูดีวีดีน้อยลง
    • 11% บอกอ่านหนังสือพิมพ์ นิตยสารน้อยลง
    • 7% บอกไปดูหนังในโรงน้อยลง
  • Social Capital
    • 12% บอกใช้เวลากับญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงน้อยลง
    • 9% บอกคุยโทรศัพท์น้อยลง
  • กิจกรรมออนไลน์อื่น ๆ
    • 36% บอกไปเบียดบังเวลา ในการดูเว็บไซต์อื่น
    • 20% บอกใช้อีเมล์ แชท บล๊อก และกิจกรรมออนไลน์อื่น ๆ น้อยลง
  • อื่น ๆ
    • 19% บอกเบียดบังเวลาทำงาน ทำการบ้าน
    • 15% บอกเล่นวิดีโอเกมส์น้อยลง
    • 1% บอกออกกำลังกายน้อยลง

ตัวเลยที่น่าสนใจคงเป็นสองกลุ่มแรก โดยเฉพาะผลกระทบต่อสื่อเก่าที่ถูกจับตามองอย่างมาก 32% ถือเป็นจำนวนที่ไม่น้อยทีเดียว ที่อาจจะต้องตามต่อ คือ ในบรรดาคนที่บอกว่าเบียดบัง มันเบียดบังไปเยอะมั๊ย เพราะตัวเลข proportion มันอาจทำให้หลอกตาได้ เช่น บอกว่า 12% ของคนดูทีวีน้อยลง แต่น้อยลงคนละแค่ 15 นาที ในขณะที่ คนบอกใช้เวลาอ่านหนังสือพิมพ์ น้อยลงไปเป็นชั่วโมง อันนี้ก็น่าคิด

ส่วน social capital นี้ ถือเป็นคำถาม classic ที่อาจจะดูเก่า เพียงแต่การจับตามองในช่วงเปลี่ยนผ่าน อาจจะทำให้มีหลักฐานมาสนับสนุนว่า การใช้อินเตอร์เน็ท ทำให้ชีวิตสังคม (social life) แย่ลงจริงหรือ

ในผลโพลฉบับเดียวกัน ยังบอกว่า 73% บอกว่า จะใช้ YouTube น้อยลง ถ้ามีโฆษณามาคั่น

[ที่มา Reuters]

*ไม่แน่ใจ ขอเอาออกไปก่อน

อารมณ์บนตัวอักษร

In blogophere, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on กุมภาพันธ์ 1, 2007 at 11:18 pm

ถ้าคนสนใจแนว Retrieval คงไม่มีใคร ไม่รู้จัก TREC (Text REtrieval Conference)  นักวิจัยจาก UMBC (University of Maryland, Bultimore County) ปีที่แล้วส่ง Blog Track เข้าร่วม หลักการก็ง่าย ๆ คือ เพื่อดูว่าชาว LiveJournal รักอะไร เกลียดอะไร และต้องการอะไรมากที่สุด โดยดึงจากคำ ปรากฏว่า ประชากรบล๊อกเกอร์

รัก 

ชาว LiveJournal รักชีวิต (“love life”) มากที่สุด (จริง ๆ เป็นคำยอดนิยมอันดับสอง แต่เนื่องจากอันดับแรกเป็นคำว่า “รัก รัก” ก็เลยไม่แปลไม่ออก ว่ามันหมายความว่ายังไงกันแน่ แม้กระทั้งอันดับสาม ยังกลายเป็นคำว่า “รัก รัก รัก”​ซะงั้น จะรักอะไรกันมากมาย)

เกลียด

แน่นอน “เกลียดคน” เป็นอันดับแรก ตามมาด้วย “เกลียดที่…” (hate the way) แล้วก็ “เกลียดที่มี”

อยาก

บล๊อกเกอร์พูดว่า อยากจะรู้ อยากจะพูด แล้วก็อยากจะสร้าง มากที่สุด

[เพิ่มเติม: list เต็ม ๆ ของทั้งสามหมวด]

นอกจากนี้นักวิจัยจาก Amsterdam ก็พัฒนา MoodViews ขึ้นมา เพื่อรายงานสภาพอารมณ์ ของบรรดาบล๊อกเกอร์บน LiveJournal เหมือนกัน เข้าใจว่า เอาคำที่แสดงอารมณ์ดึงออกมาเป็นคำหลัก แล้วก็ดึงคำบริบทออกมาวัด

ไม่รู้ว่าถ้าเป็นภาษาไทย คนไทยจะเกลียดอะไรมากที่สุด อิอิ

[ที่มา Smartmobs]

Amazing Race: WiiTeau Episode

In บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous, เด็กนอก? on มกราคม 28, 2007 at 4:22 pm

WiiTeauเคยบ่นให้เพื่อน ที่ทำงานฟังว่า เออ ถ้ามีโอกาส อยากได้ Wii เป็นของขวัญให้ตัวเอง ก็พยายามติดตามอยู่ห่าง ๆ ว่าเมื่อไรจะมี Lot ใหม่มา แต่ก็ไม่ใช่ว่าอยากได้จะเป็นจะตาย ถ้าไม่ได้ก็ไม่ได้เสียหายอะไร เพราะถ้าให้ต้องไปอดหลับอดนอนไปรอ เหมือนอย่างตอนเปิดตัวนั่น ก็คงไม่เอาอ่ะ

ที่นี้สองสามวันก่อน เพื่อนที่ทำงานเอา catalog ของ Walmart มาวางไว้บนโต๊ะทำงาน แล้วบอกว่ามีอะไรน่าสนใจ ผมก็เปิดไป อ๊ะ มี Wii ขาย แต่ในใจก็คิด เค้าน่าจะทำมาล่อ เพื่อขายตัวเกมมากกว่า เพราะเช็คไปที่เว็บของ Walmart ทั้งของ Amazon ก็ไม่เห็นมีวี่แวว

เพื่อความแน่ใจก็เลยโทรไป Walmart สาขาที่ไปประจำที่ Durham เจ้าหน้าที่ก็บอกว่า มีของอยู่ในสต๊อก แต่ไม่ได้บอกว่าจำนวนเท่าไหร่ แถมยังบอกอีกว่าจะเปิดขายตอนต้นกุมภา แต่เราดูใน catalog มันบอกว่า catalog ของตั้งแต่วันที่ January 28 ก็เลยถามย้ำ เค้าบอกว่าใช่ เริ่มขาย 28 มกรา (มีกัํ๊ก…)

ก็ด้วยการส่งเสริม (ยุ) จากเพื่อนคนนี้ เค้าบอกว่า เดี๋ยวเค้าจะขับรถให้ ซึ่งก็ต้องไปตั้งแต่คืนวันที่ 27 เลย (ปล. Walmart เปิด 24 ชั่วโมง) ปรกติเป็นคนไม่ชอบออกไปไหนกลางคืน แต่ก็คิดว่า แหม คืนวันเสาร์ ปรกติก็ไม่ได้ทำอะไร ได้ก็ได้ ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร หาไรทำหนุก ๆ (เรื่องเสียตังค์อีกต่างหาก)

เพื่อนมารับตอนห้าทุ่ม ในใจก็คิดว่า ระหว่างทางก็มาคิดดูว่า เอ๊ะ Walmart ที่ใกล้ ๆ เนี่ย มีอยู่ 2 ที่ คือ ที่ Durham กับ Hillsborough ซึ่งสองที่มีก็ระยะทางพอ ๆ กัน เพียงแต่ว่าที่ Durham คนรู้จักมากกว่า เพราะเปิดมาก่อน แล้วก็ใกล้ทั้ง Duke แล้วก็ UNC เพราะฉะนั้น ก็มีโอกาสที่คนจะไปรอกันตรึม ในขณะที่ที่ Hillsborough เนี่ย คนรู้จักน้อยกว่า เพราะเปิดใหม่ แล้วก็ทางเข้าไปในเมืองนั้นก็ผ่านป่า แต่ปัญหาคือ ไม่แน่ใจว่ามันจะมีขายหรือเปล่า เพราะเราโทรไปเช็คที่ Durham ที่เดียว แล้วก็ไม่แน่ใจว่า มันจะมีขายทุกสาขาหรือเปล่า เพื่อความชัวร์ ก็ตรงดิ่งไปที่ Durham ดีกว่า

นั่งรถไปก็คิดว่า มันมี 2 scenario อันแรก คือ ไปถึงแล้ว คนเพียบ เข้าคิวแน่น ก็อาจจะยอมแพ้ไป ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ส่วนอีกกรณีนึงก็คือ คนไม่ค่อยรู้ ก็ไปถึงแล้วซื้อได้เลย เพราะดูเหมือนว่า หลายคนยังไม่เห็น catalog นี้ หรือถ้าเห็นส่วนมากก็ไม่ได้ใส่ใจ (ขนาดผมเอง ผมก็ไม่ได้ใส่ใจเหมือนกัน)

พอไปถึง Walmart ก็เดินอ้อยอิ่งไปที่แผนก electronic ที่ต้องเดินช้า เพราะเพื่อนคนที่ขับรถไปด้วย เข่าไม่ดี (อายุรุ่นป้า รุ่นแม่ผมแล้วอ่ะครับ) ก็ต้องนั่งรถเข็นไฟฟ้าของ Walmart เข้าไป พอไปถึงก็ถามพนักงาน เค้าก็บอกว่า “Sold out”

อ่ะ ในใจก็คิดว่า ไรวะ นี่ยังไม่ถึงห้าทุ่มยี่สิบดีเลย หมดได้ไง พนักงานคนเดิมก็บอกว่า ยังไม่ได้ขาย แต่มีคนมาจองเข้าคิวครบ 18 คนตามจำนวนเครื่องที่ได้มาเรียบร้อยแล้ว เค้าบอกต่อว่า คนแรกที่มา มาตั้งแต่บ่ายสามโมง แล้ว Walmart เปิดให้ลงชื่อได้ตอนทุ่มนึง เราก็นึก อ่อ งั้นก็สมควรอ่ะ ที่จะไม่ได้ เค้าบอกว่า มีอีกที่หนึ่งที่มี แต่อยู่ที่ Cary (ขับรถประมาณครึ่งชั่วโมง) แต่ก็น่าจะมีจำนวนเท่ากัน แต่ที่สำคัญ สาขานั้น ไม่ได้เปิด 24 ชม. เปิดตอน 6 โมงเช้า นั่นหมายความว่า ต้องไปตั้งแต่ตีห้า หง่ะ เลิกคิดได้เลย option นี้ ไม่เอาแน่นอน

ในขณะที่คุยอยู่กับเจ้าหน้าที่คนนี้ ก็มีผู้ชายคนนึงใส่เสื้อยึด แล้วก็มีสายห้อยคอพนักงาน แต่เป็นของ duke ทำท่าเข้ามา จะมาถามเจ้าหน้าที่คนนี้ ในขณะที่เรากำลังคุยอยู่ เราก็คิดว่า เค้าเป็นคนทำงานที่ Walmart นี้ แต่ก็เริ่มเอะใจ เพราะพอเราคุยเสร็จ เค้าถามว่าเจ้าหน้าที่คนนั้นว่า แล้วที่คนไปต่อคิวอยู่ตรงไหน ว่าแล้วเค้าก็วิ่งไปที่ที่ต่อคิวนั่น ในขณะที่เราปล่อยแล้ว ไม่ได้ก็ไม่ได้ ไม่ใช่เรื่องใหญ่

เพื่อนผมที่ไปด้วยกัน ดูท่าจะผิดหวังมากกว่าเรา เค้าก็เข้าไปคุยกับเจ้าหน้าที่อีกคนหนึ่ง ในขณะที่เราเดินหาของอย่างอื่นในบริเวณนั้น เพื่อนคนนี้ก็ไปถามเจ้าหน้าที่ว่า แล้วที่ Hillsborough (สาขาที่เราคิดว่าจะไปตอนแรกนั้น) เจ้าหน้าที่คนนี้เค้าก็โทรไปที่สาขานั้นให้ทันที แล้วก็พบว่า ที่สาขานั้น ยังมีคนมารอเหมือนกัน แต่ยังไม่เต็ม (แล้วก็ไม่ได้บอกด้วยว่า ไม่เต็มนั้น เหลืออีกเท่าไหร่) ผมเดินกลับมาพอดี เพื่อนผมบอก เราต้องไปอีกสาขาแล้วหล่ะ ผมก็โอเช ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว แล้วมันก็ไม่ไกลจะบ้านเราเท่าไหร่ (ออกจะใกล้กว่าสาขานี้อีกด้วย)

เป็นเวลาเดียวกันกับผู้ชายที่วิ่งไปที่คิวนั้น กลับเข้ามา ได้ยินที่เจ้าหน้าที่คนนั้นพูดกับเพื่อนผมพอดี แต่ที่สำคัญเค้าไม่รู้ว่า ไอ้ Walmart สาขานี้มันอยู่ตรงไหน ในขณะที่ผมกับเพื่อนเริ่มเดินออกมาแล้ว แต่ด้วยความที่เพื่อนผมใช้รถเข็นไฟฟ้า มันก็ไปไม่ได้ไวเท่าไหร่ พอเจ้าหน้าที่คนนั้น อธิบายทิศทางให้ผู้ชายคนนั้นเสร็จ เค้าก็วิ่งงงงงงงงงง แซงหน้าเราไปหน้าตาเฉย ผมยังตะโกนให้เพื่อน ออกแนวขำ ๆ ว่า โอ้ว เค้าวิ่งไปแล้ว

ความรู้สึกเหมือนอยู่ในรายการ Amazing Race ก็เริ่มขึ้นทันที เพื่อนผมก็ speed รถเข็นเต็มที [นึกภาพเร่งรถเข็นช๊อปปิ้ง (-_-")]แล้วก็เดินไปที่รถ ในขณะที่ผมออกมาจากประตู Walmart ผมเห็นรถของผู้ชายคนนั้นบึ่งออกไปแบบเต็มที่

เนื่องจากตอนนั้นเราไม่รู้ว่า สาขาที่เราจะไปนั้นเหลือ Wii อีกกี่อัน ถ้าเหลืออีกอันเดียว แล้วเค้าได้ไปก็เป็นดวงก็แล้วกัน เพื่อนผมก็บึ่งรถเต็มที่เหมือนกัน ข้อได้เปรียบของเราก็คือ เรารู้เส้นทาง ในขณะที่คนนั้น ไม่รู้จักที่นี่มาก่อน แล้วทางเข้าก็มีแค่สองเลน ข้างทางก็ไม่ค่อยมีบ้านคน มีแต่ป่า ถ้าคนไม่เคยมาก่อน ก็อาจจะคิดว่ามาผิดทางก็ได้ หรือไม่เค้าก็อาจจะเลย exit ก็ได้ เพราะฉะนั้นเราก็ไม่ควรหมดความหวังเสียทีเดียว มิหนำซ้ำ มันทำให้ Trip นี้มันทำให้สนุก ตื่นเต้นเข้าไปกันใหญ่ จริง ๆ ถ้าไม่มีผู้ชายคนนี้ เราก็คงจะไวขึ้นมาหน่อย แต่ก็ไม่ได้เร่งขนาดนี้

ระหว่างขับรถ ก็นึกขำกันไป ว่า ขาดอย่างเดียว ไม่มีกล้องตาม ไม่งั้น Amazing Race เลยนะเนี่ย ประมาณ 9-10 นาทีเราก็ถึง ไม่ทันที่จะเข้าที่จอดรถ ผมก็วิ่งงงงงงงง ดิ่งเข้าไปในแผนก electronic ก็วิ่งเข้าไป ก็เจอผู้ชายคนนี้กำลังลงชื่ออยู่ ท่ามกลางคนนั่งรออยู่ไม่ถึงสิบคนดี แล้วเค้าก็ชี้มาที่ผม แล้วก็บอก “คนนี้แหละ”

หลังจากนั้น คนปรบมือ โห่กันเกรียววววเลย บอก “You made it” ผมงี้ อะไรวะ เข้าใจว่า ผู้ชายคนนี้คงเล่าเรื่องที่เราประมาณว่าแข่งในที่กัน ให้คนที่อยู่ในแถวฟังเรียบร้อยแล้ว คนในแถวมีทั้งคนมีอายุ แล้วก็คนรุ่น ๆ แล้วก็เด็กเพิ่งวัยรุ่น ที่มากับพ่อแม่

สรุปผมมาเป็นคนที่ 8 (แปดครับ ไม่ได้เขียนผิด) คนน้อยจริง ๆ ผิดคาด แต่หลังจากที่ผมมาถึง ก็มีคนมาต่ออีกสี่ห้าราย (จนผมจ่ายตังค์แล้ว ของยังขายไม่หมดเลย แต่เข้าใจว่าตอนนี้ไม่น่าเหลือแล้วอ่ะครับ)

คุยกับผู้ชายคนที่แข่งกันมา ก็ได้ความว่า ตอนที่เค้าวิ่งไปที่คิวที่เค้าต่อกันที่ Durham (สาขาแรกที่เราไปนั้น) เค้าบอกว่า เค้าเข้าไปถามคนในคิว แล้วโดนตอบกลับมา พร้อมกับสายตาเหยียดหยามมาก ว่า “หมดแล้ว” (แหม ก็แน่หล่ะ คนอื่นเค้ามารอตั้งแต่บ่ายสาม) ที่ขำอีกอัน พอคุยกันซักพัก เค้าก็ถามผมว่า เค้าควรจะกลับทางไหน เหอๆๆ ประมาณว่าหาทางกลับไม่ถูกซะงั้น

พอได้เวลาเที่ยงคืนกับหนึ่งนาที เครื่องแรกก็จ่ายออกไป คนแรกที่ซื้อไปเป็นผู้หญิง อายุน่าจะราว 40-50 แล้วครับ เค้าบอกว่าเค้ามารอตั้งแต่ ห้าโมงครึ่ง สามีเค้าก็มาต่อแถวเป็นคนที่สอง พอมาถึง เค้าก็เดินไป section Furniture ในห้าง แล้วก็เอาไอ้เก้าอี้เบาะแบบนั่งกับพื้นอ่ะ มานั่งสบายในใจเฉิบ เหอๆๆ

กลับมาถึงบ้าน ก็ต่อเครื่องเรียบร้อย ลองเล่นไปเล่นมา กว่าจะได้นอนก็ปาไปตีสี่ ทำให้นึกถึงสมัยเด็กตอนที่ได้เครื่อง nintendo มาใหม่ ๆ เลยอ่ะ เล่นกันข้ามวันข้ามคืน เห้อ! เป็นไปได้นะเรา

อ้อ อีกอย่าง ลองถ่ายวิดีโอตัวเองตอนเล่น น่าอายชะมัด ทำไปด้าย!

ผอ.ห้องสมุดลาออกเพราะ WiFi

In Thaibrarian, บรรณารักษ์ : Librarian, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous, สุขภาพ : Health, ห้องสมุด : Libraries on มกราคม 21, 2007 at 3:16 am

ตอนนี้เรื่องที่ร้อนแรงที่สุดใน LITA Listserv ก็คือ ผู้อำนวยการของห้องสมุดแห่งหนึ่งลาออก เพราะกลัวเรื่องปัญหาสุขภาพอันเกิดจาก Wiki WiFi ตอนแรกผมอ่านก็หัวเราะ หึ หึ ว่าคิดได้ไง แล้วอีกอย่างก็เป็น press release ของกลุ่มต่อต้าน Wifi ก็เลยคิดว่ามัน bias อยู่เหมือนกัน

แต่บังเอิญดันมีคนใน listserv หัวเราะกับบ่นเสียงดังไปหน่อย เลยมีคนตอบมาเพียบ แต่ที่น่าสนใจ คือ ความพยายามที่จะพิสูจน์ได้ว่า สัญญาณ WiFi มีผลต่อสุขภาพจริง ๆ ลองไปค้นจาก PubMed มาดู อื้อ เลยแฮะ ไม่ว่าจะทำให้เป็นมะเร็งเต้านม โรคหัวใจ

ยกตัวอย่าง นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน Dr.Henry Lai ออกมากล่าวเกี่ยวกับงานวิจัยด้านนี้ ไว้น่าสนใจว่า

Despite industry funded studies that reassure the public about the safety of cell phones and wireless technologies, there has been a 300% worldwide increase in brain tumors since their introduction. Use has increased on the order of 2000% and now children are among the newest consumers. Today’s guest Dr. Henry Lai is the pre-eminent researcher in the U.S. studying the health effects of this technolgy. His work spans 35 years. That the technology has health effects is indisputable, the arguments now are about whether humans recover from the changes to their DNA, nervous system, immune system, brains including electrohypersensitivity and its connections to MCS and whether the effects are permanent and cancerous. Join us as we pick apart the research and its implications with one of the most respected researchers in the field.

แต่ผมก็ไม่คิดว่า ถึงขนาดกับจะต้องลาออกจากงานเลยแฮะ แล้วถ้าต่อไปในอนาคตเป็น Wifi ครอบคลุมทุกจุดทั่วโลก จะอยู่ยังไงอ่ะ มิต้องใส่เสื้อผ้ากันสัญญาณกันเลยหรือ

แต่ถ้ามองกันอีกด้าน เวลาจะใช้เทคโนโลยีที่พัฒนามาใหม่ก็ตาม คนเราก็็มักคิดแต่ด้านดี ด้านผลประโยชน์ที่จะได้รับไว้ก่อน ด้านเสียก็ตามมาทีหลัง แต่ถ้ามันใช้ดีซะจนชิน บางทีไอ้ที่ด้านเสียที่พบที่หลัง ก็ถูกมองข้ามไปซะอย่างนั้น

เสรีภาพในกรงทองเสมือน

In Social Networking, ชุมชน : Community, นโยบาย : Policy, บ่นไปเรื่อย : Saying on มกราคม 17, 2007 at 6:03 pm

เมื่อวานเพิ่งเขียนถึง สิทธิเสรีภาพของวัยรุ่นบน MySpace ไปหยก ๆ วันนี้มาด้วยเรื่องเดียวกันในทางตรงกันข้ามซะงั้น

MySpace เตรียมที่จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ชื่อ Zephyr ซึ่งจะช่วยให้พ่อแม่ ผู้ปกครองสามารถตรวจดูพฤติกรรมของลูกหลานบน MySpace ได้ ซึ่งเป็นความตั้งใจของ MySpace ที่พยายามลบภาพของอันตรายของ social network site ขึ้นมา (อ่านเพิ่มเติม​ Wall Street Journal, CBS News)

Fred ตั้งคำถามไว้น่าสนใจว่า

Do we really need to track our children, monitoring their logins on computers around the world? And what does it really get us? In a sense, this is just an escalation in the Myspace arms race. The question becomes: What will the young people do to get around Zephyr?

Jakob เขียนตอบโดนตั้งข้อสังเกตว่า

“if you build a police state, it will get used. It’s not even a question of “abuse” – these sorts of monitoring powers are by their very nature abused; it’s almost more difficult to imagine a situation where these powers aren’t used for bad purposes.”

นอกจากนี้หลายคนก็เริ่มมองว่า Zephyr จะทำให้คนใช้้ MySpace น้อยลง (มากกว่ารู้ว่า Rupert Murdoch ซื้อ MySpace เสียอีก)

ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ปรากฏการณ์นี้ก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อย เพราะคนไม่อยากอยู่ในสายตาของพ่อแม่ พี่น้อง แต่กลับไม่แคร์หากคนของ MySpace จะเป็นคน monitor ซึ่งคนใช้ทั่วไปมักไม่ค่อยคิดถึงเรื่องนี้ (จริงงานวิจัยหลายชิ้น ก็ได้ชี้ให้เห็นว่า สถิติของการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลส่วนใหญ่ จะมาจากคนใกล้ชิด และคนส่วนใหญ่ก็มีทัศนคติที่ละเอียดอ่อน กับการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลจากคนใกล้ชิด มากกว่าการกระทำจากคนอื่น)

จริง ๆ มันก็แนวเดียวกันกับการใช้อีเมล์สาธารณะอย่าง Yahoo, Gmail หรือ Hotmail ตอนนี้ยังไม่มีใครโวยวาย เพราะยังไม่มี case ที่พิสูจน์ได้ว่า คนให้บริการเหล่านี้เค้าละเมิด privacy เราหรือเปล่า ทั้งที่จริง ๆ แล้วก็มีคนเริ่มสงสัยมานาน ซึ่ง implication ที่เกี่ยวกับ privacy ของการใช้อีิเมล์ที่นึกออกตอนนี้ มีอยู่สองเรื่อง

เรื่องแรก ก็คือ ลองเปรียบเทียบความรู้สึก ระหว่างหาจับได้ว่า พ่อแม่ หรือคนใกล้ชิดแอบมาอ่านอีเมล์ส่วนตัว กับจับได้ว่า Google เอาอ่านเมล์เรา กรณีแรก แค่รู้ว่าคนใกล้ชิดมาแอบอ่าน ก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ บางคนอาจถึงกับต้องเปลี่ยน email ไปเลย แต่ถ้าจับได้ว่า Google มาแอบอ่านเมล์ของเรา ส่วนใหญ่ก็อาจจะถามต่อว่า “เอาไปทำอะไร” ซึ่งอ่านอย่างเดียว คนก็ไม่แคร์ อีเมล์เราไปส่งต่อให้ CIA หรือบริษัทขายของ

ส่วน implication ที่สอง ก็เป็นเรื่องที่ คนจำนวนมาก forward email account ของบริษัท ไปยัง account ส่่วนตัวของผู้ให้บริการสาธารณะ ซึ่ง New York Times เขียนถึงไปเมื่ออาทิตย์ก่อน ตอนนี้บริษัทต่าง ๆ ก็เริ่มกลัวว่าความลับของบริษัทจะรั่วไหล ซึ่งพนักงานส่วนใหญ่ก็ไม่นึกถึง ถึงจะนึกถึงก็ไม่แคร์เท่าไหร่ เพราะคนตัองการความสะดวกสบายมากกว่า

ซึ่งไอ้เจ้าความรู้สึก sensitive กับการถูกละเมิดสิทธิส่วนบุคคล น่าจะเกียวกับ “effect” มากกว่า ที่การกระทำของคนใกล้ตัว มีอิทธิพลและมีผลมากกว่า เอาแค่การได้อ่าน perception ของคนใกล้ตัวที่เปลี่ยนไป ก็เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมากพอตัวอยู่แล้ว

KONTROL

In Social Networking, ชุมชน : Community, บ่นไปเรื่อย : Saying, สื่อสารมวลชน : mass media on มกราคม 17, 2007 at 1:28 am

แนะนำนิตยสารออนไลน์่ ชื่อ Kontrol โดย theme ก็คือ

perspectives on control in the course of contemporary art, culture, technology, information channels and politics

แนะนำให้อ่านเรื่อง Escaping the Control Loops: Understanding MySpace น่าสนใจทีเดียว Geert Lovink ตั้งคำถามตอนต้นไว้ว่า

“Is it possible for tactical media makers, activists and artists to move beyond the critical enlightenment paradigm, to take an amoral position and see control as an environment one can navigate through instead of merely condemn it as a tool in the hands of authorities?”

บทความนี้เป็นการตี + ขยายความจากผลการศึกษาเรื่อง วัยรุ่นกับ MySpace ของ danah boyd โดยมองว่า MySpace เป็นที่ที่วัยรุ่นออกมา hang out เพื่อหนีการควบคุมที่ถูกควบคุมมาทั้งวัน โดยการสร้างพื้นที่ส่วนตัว (ซึ่งจริง ๆ แล้ว มันอาจจะ imply ได้ถึง พฤติกรรมของวัยรุ่น บนอินเตอร์เน็ท​​โดยรวม ไม่เพียงแต่ social network site เท่านั้น)

Why Traditional Media Still Win…

In JOMC490, Social Networking, ชุมชน : Community, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous, สื่อสารมวลชน : mass media on มกราคม 15, 2007 at 3:08 am

A poll of 1,203 adults operated by Zogby International indicates that Americans chose to watch an old-fashioned TV evening news coverage rather than “citizen video” like YouTube by a 2-1 ratio.  However, about a quarter of 25 – 34 years old Americans are willing to watch video rather than news coverage.

In terms of news consumption, the major advantage of the TV news coverage is storytelling which is comprehensively combined combines different pieces together.  A single coverage can contain different perspectives.  The narration by reporters allows audiences to do something else rather than focusing on the TV.

By spending time “researching” themselves and “watching” the whole news, it takes more time and need a good deal of intention.  In addition, the gatekeeper functon of tradditional journalists, especially in information overload environment, still attracts news consumers.   In overall, that means the least effort theory still won the hearts of audiences.

Also I think people still recognize citizen videos as secondary/supplement source.  That means they would “browse” by watching and listening from the traditional media.  (I guess that’s the same reason why print version still works for newspaper.)  Then they can go to look more detail online.  Although serendipity can appear during search process, it does not usually happen intentionally .  I mean people still tend to search for what they know rather than search for what they do not if it is going to exist.  Therefore, people still think they might miss something by browsing online by themselves only.  Also due to the aspect of “mainstream”, people still do want to know what other people are into.

Also there is no such reciprocal relationship, in terms of intellectual property between TV clips and citizen videos.  What I mean is, at the present time, it’s quite easier to get citizen videos to be on TV than to put TV clips into citizen media.

Beside being real (live and unfiltered) and community driven (comments and such), one of the major advantages of citizen videos, in terms of news, is temporal aspect of interaction.  The videos are quickly uploaded and available.  Thus, they can be played at anytime.  In addition, due to the two-way interactivity, they can be played as many times as they want.

Anyway, I think we can see results of the convergence of both sectors in the near future.  In particular citizen media side, I would imagine such services will advance their compositions of storytelling.

Well this is not the answer, just my personal observation.

[via Cyberjournalist.net, The Mercury News]

How Secure is RFID Passport?

In นโยบาย : Policy, บ่นไปเรื่อย : Saying,