iTeau

ประวัติเอกสารจากหมวดหมู่ ‘มั่วซั่ว : Miscellenous’

Diffusion of responsibility

In มั่วซั่ว : Miscellenous on กรกฎาคม 15, 2008 at 9:16 pm

เครือข่ายทางสังคม (social networking) กำลังเป็นแนวคิดที่ได้รับความนิยมอย่างสูง โดยเฉพาะแนวคิดที่จะดึงเอาพลังของ weak ties ขึ้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในหลาย ๆ ด้าน การเข้าร่วมกลุ่ม หรือการเคลื่อนไหวเป็นพรรคเป็นพวก ก่อให้เกิดพลังและอำนาจ

เมื่อต้นเดือนที่แล้ว (มิถุนายน 2551) เห็นข่าว ๆ หนึ่ง แล้วทำให้คิดได้ว่า การอยู่เป็นกลุ่มเป็นก้อน โดยเฉพาะในลักษณะที่เป็น weak ties ก็ไม่ได้เป็นผลดีเสมอไป

ชายสูงวัย อายุ 78 ปี ถูกรถชนในรัฐ Connecticut คนขับชนแล้วหนี คนขับรถคนอื่น ในข่าวบอกว่า 9 คัน ขับผ่านไป โดยไม่ได้จอดช่วยเหลือ คนที่เห็นเหตุการณ์รอบ ๆ ก็ไม่ได้วิ่งเข้าไปช่วยเหลือ เพียงแต่เดินเข้าไปดู รอจนกระทั่งตำรวจมา ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าว ถูกกล้องวงจรปิดจับไว้ได้ (เนื้อข่าวจาก The Australian)


คำเตือน: วิดีโอนี้อาจมีเนื้อหารุนแรงสำหรับผู้ชมบางท่าน

ภาพเหตุการณ์ดังกล่าว อาจไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับใครหลายคน จะว่าไปเหตุการณ์ในลักษณะนี้ก็เกิดขึ้นในบ้านเมืองเราเช่นกัน เหตุการณ์รถชนบางราย เราก็จะเห็นคนเต็มไปหมด จนกลายเป็นที่มาของ “ไทยมุง” บางรายคนก็คิดว่า การช่วยที่ดีที่สุดคือการไม่ไปอยู่ในกลุ่มไทยมุง เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างสะดวก แต่การหวังดีเช่นนี้ บางครั้งก็ถูกมองว่าเป็นคนไร้น้ำใจ แต่ส่วนใหญ่ก็คิดว่า เดี๋ยวก็มีคนมาช่วย เพราะเราไม่ใช่คนเห็นคนเดียว

ซึ่งปรากฏการณ์เช่นนี้ไม่ใช่เพียงแต่เฉพาะในกรณีอุบัติเหตุเท่านั้น แต่ยังมีเหตุการณ์อื่น ๆ ด้วย เช่น ในปี 1964 มีเหตุการณ์ฆาตกรรมสยองขวัญเกิดขึ้นในเมือง Queen รัฐนิวยอร์ก Kitty Genovese ถูกแทงสามครั้ง พร้อมเสียงกรีดร้องขอความช่วยเหลือ ผ่านสายตาคนที่ผ่านไปมาใน Kew Gardens ซึ่งมีผู้เห็นเหตุการณ์นั้น 38 คน ซึ่งไม่มีใครเลยที่จะโทรแจ้งตำรวจในขณะที่เห็นเหตุการณ์ มีเพียงคนเดียวเท่านั้น ที่โทรศัพท์แจ้งตำรวจ แต่ก็หลังจากที่หญิงผู้เคราะห์ร้ายคนนั้นเสียชีวิตลงแล้ว หรือในปี 1970 มีชายหนุ่มคนหนึ่งถูกแทงในระหว่างที่ขี่จักรยานกลับบ้าน มีคนเห็นเหตุการณ์ 11 คน มองดูเค้านอนตายจมกองเลือดโดยไม่ได้เข้าไปช่วยเหลือ นอกจากนี้ยังมีกรณีอื่น ๆ อีกเช่น หญิงสาวถูกข่มขืนกลางวันแสก ๆ เธอพยายามวิ่งหนีด้วยร่างเปลือยเปล่า ผ่านสายตาของคน 40 กว่าคน ที่มองดูโดยไม่ได้เข้าไปช่วยเหลือ โชคดีที่ตำรวจเข้ามาช่วยไว้ได้ทัน

เหตุการณ์เหล่านี้ ทำให้ Darley และ Latane เกิดความสนใจว่าทำไมคนถึงไม่เข้าไปช่วย โดยได้ตั้งสมมติฐานไว้ 3 สาเหตุ สาเหตุแรก เป็นเพราะการที่เห็นว่าไม่มีใครช่วยเหลือ อาจทำให้คนอื่นตีความเหตุการณ์นั้นได้ว่า ไม่ใช่เหตุฉุกเฉิน “Collective inaction thereby begets further collection inaction.” (Abelson, Frey, & Gregg, 2004, หน้า 224) สาเหตุต่อมา คือ คนที่เห็นในเหตุการณ์อาจรู้ว่ามีคนอื่นเห็นด้วยเช่นกัน แต่ไม่รู้ว่าคนอื่น (จะ) ตอบสนองต่อเหตุการณ์นั้นอย่างไร ซึ่ง Darley และ Latane เรียกว่า “pluralistic ignorance” ส่วนสาเหตุสุดท้าย คือ diffusion of responsibility กล่าวคือ ความรับผิดชอบถูกกระจายให้กับคนที่ร่วมอยู่ในเหตุการณ์เท่า ๆ กัน ยกตัวอย่างในกรณีของ Kitty ที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า ถ้ามีคนเห็นเหตุการณ์เพียงคนเดียว เธออาจจะรอดชีวิตก็ได้

การทดลองของ Darley และ Latane ใช้นักศึกษาจาก New York University เป็นกลุ่มทดลองจำนวน 72 คน โดยขั้นตอนเริ่มตั้งแต่ การบอกกับกลุ่มทดลองว่า ให้มาเป็นกลุ่มทดลองการศึกษาเกี่ยวกับความกดดันของการใช้ชีวิตในเมือง โดยให้นักศึกษาเหล่านี้เล่าประสบการณ์ส่วนตัวกับคนแปลกหน้า โดยที่ไม่แสดงตัวตน นั่งแยกกันคนละห้อง พูดคุยผ่านไมโครโฟน นอกจากนี้ยังบอกกับนักศึกษาด้วยว่า การที่มีคนคอยฟังการสนทนาอาจทำให้เกิด bias ได้ ดังนั้นผู้ทำการทดลองจะไม่ฟังในระหว่างการพูดคุย แต่จะเก็บข้อมูลในภายหลังจากแบบสอบถาม โดยการพูดคุยแบ่งออกเป็นสองช่วง ช่วงแรกจะเป็นให้แต่ละฝ่ายเล่าถึงปัญหาของตนเอง หลังจากสองฝ่ายพูดจบ จึงจะเป็นการแลกเปลี่ยนคำถาม โดยใช้เวลาคนละ 2 นาทีต่อหนึ่งช่วงในขณะที่อีกคนกำลังพูด ไมโครโฟนของอีกฝ่ายก็จะถูกปิดไป

อย่างไรก็ตาม ในการทดลองจริงครั้งหนึ่ง ๆ จะมีนักศึกษาเข้าทำการทดลองทีละคนเท่านั้น (แต่สร้างสถานการณ์ว่ามีหลายคน) ในขณะที่คนที่เข้าร่วมคนอื่น ๆ นั้นเป็นเทปบันทึกเสียง ซึ่งแต่ละครั้งจำนวนคนที่ถูกสร้างสถานการณ์ให้มีให้การทดลองก็จะแตกต่างกันไป ตั้งแต่ 2, 3 และ 6 คน เพื่อตอนท้ายจะนำมาพิสูจน์สมมติฐานเรื่องจำนวนของผู้ร่วมเหตุการณ์ และในบรรดาผู้ร่วมการทดลองตัวปลอมนั้น จะมีหนึ่งคนที่เป็น victim โดยในรอบแรกก็จะเล่าปัญหาของตัวเองว่าเป็นลมชักอยู่ประจำ โดยเฉพาะเมื่อต้องเรียนหนักหรือเตรียมตัวสอบ และเมื่อเข้ารอบสอง victim คนดังกล่าว ก็จะแสดงอาการลมชัก แล้วเรียกขอความช่วยเหลือในระหว่างการเล่าเรื่องของตนเอง นอกจากนี้เฉพาะการทดลองกลุ่ม 3 คน หนึ่งในนั้นก็จะมีเสียงนักเรียนแพทย์ที่เรียนเฉพาะด้านฉุกเฉินอยู่ด้วย

ในการทดลองจะจับเวลาว่าผู้เข้าร่วมการทดลองตัวจริงใช้เวลานานเท่าใด จึงจะเปิดประตูออกมาเรียกขอความช่วยเหลือ หากเกิน 6 นาที ผู้เข้าร่วมการทดลองก็จะหยุดแล้วก็ไปเปิดเผยการทดลองจริง ๆ ว่าเป็นอย่างไร หลังจากนั้นผู้เข้าทำการทดลอง ก็จะตอบแบบสอบถามเกี่ยบกับบุคลิกลักษณะของบุคคลนั้น ๆ เพื่อนำมาเปรียบเทียบ

ผลการทดลองก็เป็นไปตามคาด ผู้เข้าร่วมการทดลองตัวจริง เชื่ออย่างสนิทใจ และพบว่าจำนวนผู้เข้าร่วมการทดลองตัวปลอมมีส่วนสำคัญต่อความไวในการออกมาแจ้งเจ้าหน้าที่ โดย 85% ของนักศึกษาที่อยู่ในกลุ่มสองคน จะรายงานเหตุฉุกเฉินให้กับเจ้าหน้าที่ทราบ โดยที่อีกฝ่ายยังพูดไม่จบ ในขณะที่ 31% ของกลุ่ม 6 คนออกมารายงานเหตุภายใน 2 นาทีนั้น แต่ท้ายที่สุดแล้วทุกคนที่อยู่ในกลุ่มสองคนก็ออกมารายงาน ในขณะที่มีเพียง 62% ของคนที่อยู่ในกลุ่ม 6 คนเท่านั้นที่ออกมารายงานเหตุฉุกเฉิน ซึ่งความไวและการรายการก็เรียงลำดับไปตามจำนวนคนในกลุ่ม

อย่างไรก็ตามที่น่าสนใจก็คือ ในกลุ่ม 3 คน ที่มีคนหนึ่งเป็นนักเรียนแพทย์ และเพศที่แตกต่างกัน ก็ไม่พบว่า มีความแตกต่างในความไวและการรายงานเหตุฉุกเฉินของกลุ่มทดลองแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามบุคลิกลักษณะอื่น ๆ ไม่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญต่อการรายงานเหตุฉุกเฉินแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามงานวิจัยชิ้นหลัง ๆ พบว่ามีเพียงปัจจัยด้าย self-protective เท่านั้นที่มีผล

นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยชิ้นอื่น ๆ ที่ศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับปัจจัยที่มีผลต่อการช่วยเหลือในกลุ่ม เช่น อารมณ์ (หรืออีกนัยหนึ่ง คือ คุณธรรม ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี) สีผิว และเพศ โดยเฉพาะงาน meta-analysis ของ Eagly & Crowley (1986) ที่พบว่า โดยปรกติผู้ชายจะช่วยเหลือคนแปลกหน้ามากกว่าผู้หญิง โดยเฉพาะในกรณีที่เป็นผู้เห็นเหตุการณ์ หรืออาจมีอันตราย หรือผู้ต้องการความช่วยเหลือเป็นผู้หญิง อย่างไรก็ตาม งานของ West และคณะเมื่อหลายสิบปีมาแล้ว (1975) พบว่า ถ้าพบเจอคนเปลี่ยนยางรถยนต์บนถนน highway 1 ใน 4 ของคนที่จอดเป็นผู้หญิง ในขณะที่ 1 ใน 50 เป็นผู้ชาย อย่างไรก็ตามปัจจัยอื่น ๆ เหล่านี้ ดูเหมือนว่าจะมีความซับซ้อนในหลาย ๆ ด้าน

แต่กระนั้นประเด็นที่น่าสนใจมากที่สุด เห็นจะเป็นเรื่องของจำนวนคนในกลุ่มที่ตอกย้ำอิทธิพลของ diffusion of responsibility ที่มีต่อการช่วยเหลือ ยิ่งจำนวนคนมากขึ้นเท่าไหร่ ความรับผิดชอบก็จะกระจายมากขึ้นเท่านั้น นอกจากนี้ก็ดูเหมือนว่า pluralistic ignorance ก็จะสูงขึ้นด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตามดังที่กล่าวมาแล้ว ว่าเครือข่ายที่พูดถึงนี้มีลักษณะเป็น weak ties มาก ไม่นับรวมกลุ่มที่ค่อนข้างจะมี strong ties เพราะในกรณีนั้น ส่วนใหญ่คนที่มี strong ties กับคนที่ต้องการความช่วยเหลือ ก็น่าจะ overrule อยู่แล้ว ตัวอย่างที่เศร้าสลดสุด ๆ ก็คงจะหนีไม่เกินข่าว “สลดพ่อเก็บศพลูก รถชนเละ กอบใส่ถุงก๊อบแก๊บ” (ที่มา: ข่าวสด)

มุมมองในเชิงเครือข่ายที่เกี่ยวกับ diffusion of responsibility นี้ น่าจะใกล้เคียงกับแนวคิด tragedy of the commons ที่ใช้ในเชิงเศรษฐศาสตร์ ซึ่งเป็นกรณีศึกษาเกี่ยวกับเรื่อง การใช้ทรัพยากรสาธารณะ เมื่อใดก็ตามทรัพยากรสาธารณะหนึ่ง ๆ ไม่มีการแสดงความเป็นเจ้าของรับผิดชอบ การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรเหล่านั้นก็ใช้กันเกินขอบเขต ขาดการทะนุถนอมดูแล ไม่ได้คำนึงถึงการใช้ประโยชน์ในภายภาคหน้า เช่น ห้องน้ำสาธารณะทั่วไป ซึ่งมักจะไม่ค่อยสะอาด เพราะคนทั่วไปมักจะคิดว่า เข้าครั้งเดียวก็เลิก คนอื่นที่จะมาใช้ก็จัดการเองก็แล้วกัน แต่ถ้าห้องน้ำนั้น เราใช้ประจำ เราก็มักจะใช้มันดีขึ้นหน่อย ซึ่งวิธีการแก้ปัญหา ก็คือ การสร้างกฏเกณฑ์ และการควบคุม นั่นหมายถึง การมอบหมายความรับผิดชอบให้​ (กลุ่ม) คนหนึ่ง มีหน้าที่ดูแลสิ่ง ๆ นั้นให้เรียบร้อย และรวมไปถึงการ privatization

มองกลับมาที่กรณีของเหตการณ์ฉุกเฉิน เราก็จะพบว่า เราไม่สามารถได้กำหนดว่า จะให้ใครรับผิดชอบ และเหตุฉุกเฉินก็เป็นสิ่งที่คาดการณ์ไม่ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่มีการตั้งข้อสังเกตคือ ถ้ามีคนที่มีคนกล้าคนหนึ่งแล้ว คนอื่น ๆ ก็จะตามมา ซึ่งปรกติน่าจะเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์และสัตว์อยู่แล้ว ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็ดูได้จากวิดีโอเรื่อง พลังของฝูงควายที่ Kruger ที่ต้องมีควายผู้นำเพียงตัวหนึ่งเริ่มเข้าไปหาสิงโตก่อน ตัวอื่น ๆ ก็จะตามไป

โยงยาวกลับมาในเรื่อง social network โดยทั่วไป เราสามารถตั้งข้อสังเกตได้หลายประการจากแนวคิดข้างต้น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของระดับของการเข้าร่วมกิจกรรมของเครือข่าย หรืออีกนัยหนึ่งก็คือเรื่อง active users กับ lurkers หรือถ้าเป็นในเชิงการจัดการห้องสมุด ก็คือ การทำให้ผู้ใช้รู้สึกมีส่วนรับผิดชอบ เป็นเจ้าเข้าเจ้าของห้องสมุด (และ/หรือสถาบันบริการสารสนเทศอื่น ๆ) อัตราการชำรุด สูญหายของทรัพยากรก็น่าจะน้อยลง ห้องสมุดก็น่าจะมีการพัฒนาไปได้อย่างรวดเร็ว (หรือไม่ อย่างน้อยก็รักษาสภาพที่ดีได้นานขึ้น) อย่างไรก็ตามความรับผิดชอบที่กระจายออกไปตามกฏเกณฑ์ของหมู่คณะนั้น ควรจะต้องเป็นเรื่องที่มีความสมดุล ทั้งผู้ควบคุมเครือข่าย (ที่ไม่ให้ความรับผิดชอบมากเกินไปจนเกินขอบเขต และทำให้เกิดอภิสิทธิ์ได้) และสมาชิกเครือข่ายทั่วไป (ไม่ให้ขาดความรับผิดชอบ)

บันทึก

งานของ Darley & Latane (1968) สรุปและเรียบเรียงมาจาก

Abelson, R. P., Frey, K. P., & Gregg, A. P. (2004). Who, me?: The failure of bystanders to intervene in emergencies. In Experiments With People: Revelations from Social Psychology. Mahwah, NJ: Lawrence Erlbaum Associates.

รายการอ้างอิงอื่น ๆ

Darley, J. M & Latane, B.  (1968).  Bystander intervention in emergencies: Diffusion of responsibility.  Journal of Personality and Social Psychology, 8, 377-383.

Eagly, A. H., & Crowley, M.  (1986).  Gender and helping behavior: A meta-analysis review of the social psychological literature.  Psychological Bulletin, 100, 283-308.

West, S. G., Whitney, G., & Schnedler, R. (1975).  Helping a motorist in distress: The effects of sex, race, and neighborhood.  Journal of Personality and Social Psychology, 31, 691-698.

อารมณ์กับการเมือง

In มั่วซั่ว : Miscellenous on กรกฎาคม 9, 2008 at 11:41 am

ยโต ยโต จ ปาปกํ     ตโต ตโต มโน นิวารเย
ก็บาปเกิดจากอารมณ์ใด ๆ พึงห้ามใจจากอารมณ์นั้น ๆ

นาน ๆ ครั้งจะเขียนถึงเรื่องการเมืองซักที แต่ก็ยังเป็นการเมืองแบบขี้ขลาดอย่างกระผมนี่แหละ

หลัง ๆ มานี้ (หรือแต่ไหนแต่ไรมาก็ไม่ทราบ) เรื่องการเมืองนั้น ดูเหมือนว่ามีลักษณะคล้ายกับลัทธิและศาสนาเข้าไปทุกที ตรงที่ว่ามีจุดเริ่มต้นและศูนย์กลางอยู่ที่อารมณ์ โดยเฉพาะบนหน้าหนังสือพิมพ์ผ่านตัวหนังสือที่ถ่ายทอดลงบนกระดาษ (หรือหน้าจอคอมพิวเตอร์) อารมณ์ ความรู้สึกต่าง ๆ นานาแทบจะพวยพุ่งทะลุกระดาษหรือหน้าจอออกมาเสียให้ได้ และดูเหมือนว่าเจ้าอารมณ์นี้เอง ที่เป็นเป็นตัวผลักดันอันสำคัญ ที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหว (mobilitiy) แน่นอนว่า แรงผลักดันอื่น ๆ นั้นมีเยอะมาก แต่เท่าเห็น อารมณ์ ดูเหมือนจะเป็นสิ่งเร้าที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

เมื่อวานไป browse ชั้นหนังสือใหม่ที่ห้องสมุด ไปเจอบทความในหนังสือ Mediated Citizenship แนว political communication ชื่อ Do Crying Citizens Make Good Citizens? โดย Pantti & Van Zoonen (2008)  เห็นว่าน่าสนใจเลยลองยืมกลับมาอ่าน ตัวบทความสั้น เพียง 20 หน้า

บทความวิจัยชิ้นนี้เป็นการวิเคราะห์อารมณ์ของฝูงชนผ่านสื่อ หลังจากการลอบสังหาร Pim Fortuyn นักการเมืองฝ่ายขวาจัด เมื่อปี 2002 และ Theo van Gogh ผู้สร้างภาพยนตร์เมื่อปลายปี 2004 เหตุการณ์ทั้งสองเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งสร้างความตกใจให้กับชาวดัตช์อยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะ Pim Fortuyn เนื่องจากเป็นการฆาตรกรรมทางการเมืองครั้งแรกในรอบ 400 ปีของเนเธอร์แลนด์

วัตถุประสงค์ของการวิจัย ก็เพื่อถามคำถามว่า มีอารมณ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง และใครเป็นคนแสดงอารมณ์นั้น ๆ บนสื่อหนังสือพิมพ์ อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัว ผมพบว่า ในเชิงระเบียบวิธีวิจัย ค่อนข้างจะอ่อนถึงอ่อนมาก ซึ่งผมจะสรุปอีกทีตอนท้าย

แต่กระนั้นส่วนที่ดีที่สุด คงจะเป็นส่วนที่เป็นส่วนวิจารณ์วรรณกรรม (ชื่อหัวข้อ The Emotional Public Sphere) ที่รวบรวมประเด็นเกี่ยวกับอารมณ์และการเมืองในเชิงวิชาการไว้น่าสนใจ อ่านแล้วค่อนข้างจะคล้ายกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในบ้านเรา

ในบทนำของบทความ ผู้เขียนชี้ให้เห็นถึง debate ในมุมกว้างว่า ในมุมมองทั่วไป อารมณ์มักถูกมองมีบทบาทเชิงบิดเบือนในทางการเมือง เนื่องจากคนทั่วไปมักเข้าใจว่า เพื่อเอ่ยถึงอารมณ์ หมายถึงการไร้การควบคุมหรือการควบคุมตนเอง ในขณะที่อีกฝั่งหนึ่ง ก็เริ่มหันมามองว่าอารมณ์เป็นพื้นฐานของกิจกรรมและการตัดสินใจทางการเมือง โดยเฉพาะชี้ให้เห็นว่าการขาดความกระตือรือต้นทางการเมือง (political apathy) น่าจะมีผลมาจากการขาดความอารมณ์และความรู้สึก (lack of passion)

ผู้เขียนยกตัวอย่างของ White Marches ในเบลเยี่ยมเพื่อชี้ให้เห็นว่า การมีส่วนร่วมทางการเมือง มีแรงผลักดันทางอารมณ์และความกังวลส่วนบุคคล ซึ่งการเคลื่อนไหวที่มีอารมณ์เป็นตัวขับเคลื่อนนั้น มีสื่อเป็นปัจจัยสำคัญ

สื่อกับอารมณ์มักจะถูกมองในเชิงลบ เนื่องจากการที่ไปเน้นต่อการกระตุ้นความสนใจ ทำให้สื่อบกพร่องต่อหน้าที่ในการรับประกันการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชน และหน้าที่ในการเป็นกระบอกเสียงจากทุกภาคส่วนของสังคม นอกจากนี้สื่อก็ให้ความสนใจกับอารมณ์ที่รุนแรงของปัจเจก มากกว่าเป็นการวิเคราะห์เนื้อหาของสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ

นักวิชาการกลุ่มหนึ่ง ไม่เห็นด้วยกับการมองว่าอารมณ์กับการไร้เหตุผลคือสิ่งเดียวกัน หากแต่ให้มองว่าอารมณ์เป็นบ่อเกิดของการมีเหตุผลในเชิงปฏิบัติ (practical rationality) และมีความจำเป็นต่อกิจกรรมของหมู่คณะ อย่างไรก็ตามการที่อารมณ์จะผลักดันให้กิจกรรมสาธารณะได้ จะต้องเกิดมาจากการผูกมัดทางอารมณ์ที่แน่วแน่

อารมณ์ยังเป็นพื้นฐานต่อการแสดงตัวตน (self-identification) และมีส่วนสำคัญต่อความสัมพันธ์ทางสังคม (social bonds) ที่ทำให้เกิดกลุ่มก้อน หรือแม้แต่ประเทศ ดังนั้น อัตลักษณ์ของ “ชาติ” จึงมีมิติทางด้านอารมณ์ที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม ความเป็นหมู่คณะ มิได้เกิดขึ้นจากความรู้สึก “รัก” ในชาติเพียงอย่างเดียว หากแต่เกิดจากความรู้สึกที่รุนแรงอื่น ๆ ด้วย เช่น ความโกรธ ความเกลียด ความกลัว ความอาย ซึ่งผมชอบ quote ของ Morley & Robbins (1995) ที่ผู้เขียนอ้างถึง ความว่า

“[T]here is another respect to community, that in which it is held together not by what it avows as its collective values, but by what it collectively disavows.”

(ใน ช่วงสรุปของบทความ ผู้เขียนชี้ให้เห็นว่า อารมณ์มีส่วนที่ท้าทายคุณลักษณะของ “ชาตินิยม” ด้วยเช่นกัน โดยยกตัวอย่าง จากข้อความของผู้ประท้วงกรณีสังหาร Pim Fortuyn ที่เขียนว่า การกระทำแบบนี้ ไม่ใช่การกระทำเยี่ยงดัตช์)

ผู้เขียนชี้ให้เห็นว่า การที่อารมณ์มีความสัมพันธ์กับคุณค่าทางจริยธรรม ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ดังนั้นบางอารมณ์ ทั้งในเชิงความเข้าใจและการแสดงออก จึง เป็นสิ่งที่ได้รับการยอมรับจากสังคม บางอารมณ์ก็กลายเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้เลย ผู้เขียนอ้างถึง กฏความรู้สึก (feeling rules) ของ Hochschild (2003) ที่ใช้ในการสร้างความเข้าใจว่าเมื่อใดและในสถานการณ์ใด ที่อารมณ์ที่เกิดขึ้นพร้อม ๆ กันจะสามารถเปิดเผยต่อสาธารณะได้ ซึ่งกฏเหล่านี้เองที่ทำให้คนที่มีอภิสิทธิ์ทางการเมือง สังคม และวัฒนธรรมยังเป็นกลุ่มที่มีอำนาจเหนืออยู่ได้ ในขณะที่คนกลุ่มอื่น ๆ ที่ด้อยกว่านั้น ก็จะมีความสัมพันธ์กับอารมณ์ที่ไร้การควบคุม

ข้อคิดเห็นส่วนตัว
อย่างที่เกริ่นไว้แล้วตอนต้น ในเชิงระเบียบวิจัย (Methodologically) ต้องบอกก่อนว่า ค่อนข้างอ่อน (ถึงอ่อนมาก) เพราะชื่อเรื่องกับเนื้อหาออกจะแนวคนละเรื่องเดียวกัน เลยทำให้ตอนท้ายอ่อนปวกเปียกมาก อ่านแล้วแอบผิดหวัง อีกทั้งตอนท้ายก็กล้อมแกล้มตอบคำถามจากชื่อเรื่อง ผู้เขียนพยายามจะตอบคำถามด้วยการอธิบายผลลัพท์ทางการเมืองของพรรคที่จัดตั้งโดย Pim Fortuyn ว่า อารมณ์ไม่มีผลต่อความเป็นพลเมืองในทางการเมือง เพราะหลังจากการได้รับการเลือกตั้งอย่างมาก ท้ายที่สุดรัฐบาลก็อยู่ได้ไม่นาน ซึ่งเป็นการอธิบายที่ไร้ค่อนข้างไร้น้ำหนักมาก ๆ ผมจึงไม่อยากพูดถึงรายละเอียดของตัววิธีวิจัยและผลการวิจัยมากนัก

จะว่าไป ผมไม่เคยอ่านงาน field นี้มากนัก แต่จากเท่าที่อ่านจาก literature review ของบทความนี้แล้ว ให้ “ความรู้สึก” เหมือนว่า งานวิจัยก่อนหน้านี้จะชี้ให้เห็นว่า อารมณ์มีผลต่อการมีหรือไม่มีต่อการเข้าร่วมกิจกรรมสาธารณะ โดยเฉพาะสมมติฐานที่ว่า การขาดความกระตือรือต้นทางการเมืองมีผลมาจากการขาดความอารมณ์และความรู้สึก ซึ่งมีลักษณะเป็น duality หากแต่ไม่ได้พูดถึงอิทธิพลที่มีต่อระดับการเข้าร่วมกิจกรรม (level of participation) ที่มีลักษณะเป็น plurality ที่มีรายละเอียดมากกว่าคำตอบว่า ใช่หรือไม่ใช่ ซึ่งมีผลเชื่อมโยงต่อมาจากการขาดขอบเขตของ “good citizens” ว่ามีคุณลักษณะอย่างไร และ “แค่ไหน” หรือจะเรียกว่าดี ถึงแม้ในบทนำของหนังสือ บรรณาธิการได้พยายามให้คำนิยามของคำว่า citizenship ไว้ก็ตาม แต่ผมมองว่าการใช้คำว่า “ดี” เป็นเรื่องที่หมิ่นเหม่ ซึ่งปรกติในทางวิชาการก็ไม่น่าจะใช้กัน

อย่างไรก็ตามบทความชิ้นนี้ นำเสนอกรณีที่การแสดงออกทางสาธารณะที่เกิดขึ้นจากคนกลุ่มก้อนเดียว ที่มีอารมณ์สอดคล้องกัน และมีความเป็นเอกภาพในช่วงเวลาหนึ่ง อย่างไรก็ตามกรณีที่เกิดขึ้นกับบ้านเรามีมิติมากกว่า กล่าวคือ มีการแสดงออกทางการเมืองที่เกิดขึ้นจากการขัดแย้งทางอารมณ์ในลักษณะ snowball ซึ่งการก่อตัวของแต่ละกลุ่ม ต่างก็มีอารมณ์ที่แตกต่างกัน บางกลุ่มก็เริ่มจะความโกรธ บางกลุ่มเริ่มจากความกลัว บางกลุ่มเริ่มจากความรัก บางกลุ่มเริ่มจากความเบื่อหน่าย และเกิดการปะทะกันอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม ทุกกลุ่มก็ดูเหมือนว่าจะอ้าง “ความรัก” แต่ท้ายที่สุดก็เหมือนจะจบที่ความโกรธ และความเกลียดชังทั้งนั้น…

รายการอ้างอิง

Hochschild, A.  (2003).  The managed heart.  Commercialization of human feeling.  Berkeley, CA: University of California Press.

Morley, D., & Robbins, K.  (1995).  Spaces of identity: Global media, electronic landscapes and cultural boundaries.  London: Routledge.

Pantti, M., & Van Zoonen, L.  (2008).  “Do crying citizens make good citizens?”.  In Karin Wahl-Jorgensen.  Ed.  Mediated Citizenship. London & New York: Routledge.

Zoomii

In มั่วซั่ว : Miscellenous on กรกฎาคม 3, 2008 at 8:17 pm

แนะนำลองเล่น Zoomii interface น่าสนใจดี คอนเซ็ปต์คล้าย ๆ กับ Delicious Library และ Shelf Browsing ที่ TCDC เป็นการดึงเอา metaphor ของร้านหนังสือมาสู่หน้าจอ ปัจจุบันดึงเอาข้อมูลรายการหนังสือขายดีผ่าน Amazon API มา 25,000 เล่ม (ขนาดประมาณร้านหนังสือขนาดกลาง)

via Jeff Pomerantz‘s twitter

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.