iTeau

ประวัติเอกสารจากหมวดหมู่ ‘มั่วซั่ว : Miscellenous’

Diffusion of responsibility

In มั่วซั่ว : Miscellenous on กรกฎาคม 15, 2008 at 9:16 pm

เครือข่ายทางสังคม (social networking) กำลังเป็นแนวคิดที่ได้รับความนิยมอย่างสูง โดยเฉพาะแนวคิดที่จะดึงเอาพลังของ weak ties ขึ้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในหลาย ๆ ด้าน การเข้าร่วมกลุ่ม หรือการเคลื่อนไหวเป็นพรรคเป็นพวก ก่อให้เกิดพลังและอำนาจ

เมื่อต้นเดือนที่แล้ว (มิถุนายน 2551) เห็นข่าว ๆ หนึ่ง แล้วทำให้คิดได้ว่า การอยู่เป็นกลุ่มเป็นก้อน โดยเฉพาะในลักษณะที่เป็น weak ties ก็ไม่ได้เป็นผลดีเสมอไป

ชายสูงวัย อายุ 78 ปี ถูกรถชนในรัฐ Connecticut คนขับชนแล้วหนี คนขับรถคนอื่น ในข่าวบอกว่า 9 คัน ขับผ่านไป โดยไม่ได้จอดช่วยเหลือ คนที่เห็นเหตุการณ์รอบ ๆ ก็ไม่ได้วิ่งเข้าไปช่วยเหลือ เพียงแต่เดินเข้าไปดู รอจนกระทั่งตำรวจมา ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าว ถูกกล้องวงจรปิดจับไว้ได้ (เนื้อข่าวจาก The Australian)


คำเตือน: วิดีโอนี้อาจมีเนื้อหารุนแรงสำหรับผู้ชมบางท่าน

ภาพเหตุการณ์ดังกล่าว อาจไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับใครหลายคน จะว่าไปเหตุการณ์ในลักษณะนี้ก็เกิดขึ้นในบ้านเมืองเราเช่นกัน เหตุการณ์รถชนบางราย เราก็จะเห็นคนเต็มไปหมด จนกลายเป็นที่มาของ “ไทยมุง” บางรายคนก็คิดว่า การช่วยที่ดีที่สุดคือการไม่ไปอยู่ในกลุ่มไทยมุง เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างสะดวก แต่การหวังดีเช่นนี้ บางครั้งก็ถูกมองว่าเป็นคนไร้น้ำใจ แต่ส่วนใหญ่ก็คิดว่า เดี๋ยวก็มีคนมาช่วย เพราะเราไม่ใช่คนเห็นคนเดียว

ซึ่งปรากฏการณ์เช่นนี้ไม่ใช่เพียงแต่เฉพาะในกรณีอุบัติเหตุเท่านั้น แต่ยังมีเหตุการณ์อื่น ๆ ด้วย เช่น ในปี 1964 มีเหตุการณ์ฆาตกรรมสยองขวัญเกิดขึ้นในเมือง Queen รัฐนิวยอร์ก Kitty Genovese ถูกแทงสามครั้ง พร้อมเสียงกรีดร้องขอความช่วยเหลือ ผ่านสายตาคนที่ผ่านไปมาใน Kew Gardens ซึ่งมีผู้เห็นเหตุการณ์นั้น 38 คน ซึ่งไม่มีใครเลยที่จะโทรแจ้งตำรวจในขณะที่เห็นเหตุการณ์ มีเพียงคนเดียวเท่านั้น ที่โทรศัพท์แจ้งตำรวจ แต่ก็หลังจากที่หญิงผู้เคราะห์ร้ายคนนั้นเสียชีวิตลงแล้ว หรือในปี 1970 มีชายหนุ่มคนหนึ่งถูกแทงในระหว่างที่ขี่จักรยานกลับบ้าน มีคนเห็นเหตุการณ์ 11 คน มองดูเค้านอนตายจมกองเลือดโดยไม่ได้เข้าไปช่วยเหลือ นอกจากนี้ยังมีกรณีอื่น ๆ อีกเช่น หญิงสาวถูกข่มขืนกลางวันแสก ๆ เธอพยายามวิ่งหนีด้วยร่างเปลือยเปล่า ผ่านสายตาของคน 40 กว่าคน ที่มองดูโดยไม่ได้เข้าไปช่วยเหลือ โชคดีที่ตำรวจเข้ามาช่วยไว้ได้ทัน

เหตุการณ์เหล่านี้ ทำให้ Darley และ Latane เกิดความสนใจว่าทำไมคนถึงไม่เข้าไปช่วย โดยได้ตั้งสมมติฐานไว้ 3 สาเหตุ สาเหตุแรก เป็นเพราะการที่เห็นว่าไม่มีใครช่วยเหลือ อาจทำให้คนอื่นตีความเหตุการณ์นั้นได้ว่า ไม่ใช่เหตุฉุกเฉิน “Collective inaction thereby begets further collection inaction.” (Abelson, Frey, & Gregg, 2004, หน้า 224) สาเหตุต่อมา คือ คนที่เห็นในเหตุการณ์อาจรู้ว่ามีคนอื่นเห็นด้วยเช่นกัน แต่ไม่รู้ว่าคนอื่น (จะ) ตอบสนองต่อเหตุการณ์นั้นอย่างไร ซึ่ง Darley และ Latane เรียกว่า “pluralistic ignorance” ส่วนสาเหตุสุดท้าย คือ diffusion of responsibility กล่าวคือ ความรับผิดชอบถูกกระจายให้กับคนที่ร่วมอยู่ในเหตุการณ์เท่า ๆ กัน ยกตัวอย่างในกรณีของ Kitty ที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า ถ้ามีคนเห็นเหตุการณ์เพียงคนเดียว เธออาจจะรอดชีวิตก็ได้

การทดลองของ Darley และ Latane ใช้นักศึกษาจาก New York University เป็นกลุ่มทดลองจำนวน 72 คน โดยขั้นตอนเริ่มตั้งแต่ การบอกกับกลุ่มทดลองว่า ให้มาเป็นกลุ่มทดลองการศึกษาเกี่ยวกับความกดดันของการใช้ชีวิตในเมือง โดยให้นักศึกษาเหล่านี้เล่าประสบการณ์ส่วนตัวกับคนแปลกหน้า โดยที่ไม่แสดงตัวตน นั่งแยกกันคนละห้อง พูดคุยผ่านไมโครโฟน นอกจากนี้ยังบอกกับนักศึกษาด้วยว่า การที่มีคนคอยฟังการสนทนาอาจทำให้เกิด bias ได้ ดังนั้นผู้ทำการทดลองจะไม่ฟังในระหว่างการพูดคุย แต่จะเก็บข้อมูลในภายหลังจากแบบสอบถาม โดยการพูดคุยแบ่งออกเป็นสองช่วง ช่วงแรกจะเป็นให้แต่ละฝ่ายเล่าถึงปัญหาของตนเอง หลังจากสองฝ่ายพูดจบ จึงจะเป็นการแลกเปลี่ยนคำถาม โดยใช้เวลาคนละ 2 นาทีต่อหนึ่งช่วงในขณะที่อีกคนกำลังพูด ไมโครโฟนของอีกฝ่ายก็จะถูกปิดไป

อย่างไรก็ตาม ในการทดลองจริงครั้งหนึ่ง ๆ จะมีนักศึกษาเข้าทำการทดลองทีละคนเท่านั้น (แต่สร้างสถานการณ์ว่ามีหลายคน) ในขณะที่คนที่เข้าร่วมคนอื่น ๆ นั้นเป็นเทปบันทึกเสียง ซึ่งแต่ละครั้งจำนวนคนที่ถูกสร้างสถานการณ์ให้มีให้การทดลองก็จะแตกต่างกันไป ตั้งแต่ 2, 3 และ 6 คน เพื่อตอนท้ายจะนำมาพิสูจน์สมมติฐานเรื่องจำนวนของผู้ร่วมเหตุการณ์ และในบรรดาผู้ร่วมการทดลองตัวปลอมนั้น จะมีหนึ่งคนที่เป็น victim โดยในรอบแรกก็จะเล่าปัญหาของตัวเองว่าเป็นลมชักอยู่ประจำ โดยเฉพาะเมื่อต้องเรียนหนักหรือเตรียมตัวสอบ และเมื่อเข้ารอบสอง victim คนดังกล่าว ก็จะแสดงอาการลมชัก แล้วเรียกขอความช่วยเหลือในระหว่างการเล่าเรื่องของตนเอง นอกจากนี้เฉพาะการทดลองกลุ่ม 3 คน หนึ่งในนั้นก็จะมีเสียงนักเรียนแพทย์ที่เรียนเฉพาะด้านฉุกเฉินอยู่ด้วย

ในการทดลองจะจับเวลาว่าผู้เข้าร่วมการทดลองตัวจริงใช้เวลานานเท่าใด จึงจะเปิดประตูออกมาเรียกขอความช่วยเหลือ หากเกิน 6 นาที ผู้เข้าร่วมการทดลองก็จะหยุดแล้วก็ไปเปิดเผยการทดลองจริง ๆ ว่าเป็นอย่างไร หลังจากนั้นผู้เข้าทำการทดลอง ก็จะตอบแบบสอบถามเกี่ยบกับบุคลิกลักษณะของบุคคลนั้น ๆ เพื่อนำมาเปรียบเทียบ

ผลการทดลองก็เป็นไปตามคาด ผู้เข้าร่วมการทดลองตัวจริง เชื่ออย่างสนิทใจ และพบว่าจำนวนผู้เข้าร่วมการทดลองตัวปลอมมีส่วนสำคัญต่อความไวในการออกมาแจ้งเจ้าหน้าที่ โดย 85% ของนักศึกษาที่อยู่ในกลุ่มสองคน จะรายงานเหตุฉุกเฉินให้กับเจ้าหน้าที่ทราบ โดยที่อีกฝ่ายยังพูดไม่จบ ในขณะที่ 31% ของกลุ่ม 6 คนออกมารายงานเหตุภายใน 2 นาทีนั้น แต่ท้ายที่สุดแล้วทุกคนที่อยู่ในกลุ่มสองคนก็ออกมารายงาน ในขณะที่มีเพียง 62% ของคนที่อยู่ในกลุ่ม 6 คนเท่านั้นที่ออกมารายงานเหตุฉุกเฉิน ซึ่งความไวและการรายการก็เรียงลำดับไปตามจำนวนคนในกลุ่ม

อย่างไรก็ตามที่น่าสนใจก็คือ ในกลุ่ม 3 คน ที่มีคนหนึ่งเป็นนักเรียนแพทย์ และเพศที่แตกต่างกัน ก็ไม่พบว่า มีความแตกต่างในความไวและการรายงานเหตุฉุกเฉินของกลุ่มทดลองแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามบุคลิกลักษณะอื่น ๆ ไม่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญต่อการรายงานเหตุฉุกเฉินแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามงานวิจัยชิ้นหลัง ๆ พบว่ามีเพียงปัจจัยด้าย self-protective เท่านั้นที่มีผล

นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยชิ้นอื่น ๆ ที่ศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับปัจจัยที่มีผลต่อการช่วยเหลือในกลุ่ม เช่น อารมณ์ (หรืออีกนัยหนึ่ง คือ คุณธรรม ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี) สีผิว และเพศ โดยเฉพาะงาน meta-analysis ของ Eagly & Crowley (1986) ที่พบว่า โดยปรกติผู้ชายจะช่วยเหลือคนแปลกหน้ามากกว่าผู้หญิง โดยเฉพาะในกรณีที่เป็นผู้เห็นเหตุการณ์ หรืออาจมีอันตราย หรือผู้ต้องการความช่วยเหลือเป็นผู้หญิง อย่างไรก็ตาม งานของ West และคณะเมื่อหลายสิบปีมาแล้ว (1975) พบว่า ถ้าพบเจอคนเปลี่ยนยางรถยนต์บนถนน highway 1 ใน 4 ของคนที่จอดเป็นผู้หญิง ในขณะที่ 1 ใน 50 เป็นผู้ชาย อย่างไรก็ตามปัจจัยอื่น ๆ เหล่านี้ ดูเหมือนว่าจะมีความซับซ้อนในหลาย ๆ ด้าน

แต่กระนั้นประเด็นที่น่าสนใจมากที่สุด เห็นจะเป็นเรื่องของจำนวนคนในกลุ่มที่ตอกย้ำอิทธิพลของ diffusion of responsibility ที่มีต่อการช่วยเหลือ ยิ่งจำนวนคนมากขึ้นเท่าไหร่ ความรับผิดชอบก็จะกระจายมากขึ้นเท่านั้น นอกจากนี้ก็ดูเหมือนว่า pluralistic ignorance ก็จะสูงขึ้นด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตามดังที่กล่าวมาแล้ว ว่าเครือข่ายที่พูดถึงนี้มีลักษณะเป็น weak ties มาก ไม่นับรวมกลุ่มที่ค่อนข้างจะมี strong ties เพราะในกรณีนั้น ส่วนใหญ่คนที่มี strong ties กับคนที่ต้องการความช่วยเหลือ ก็น่าจะ overrule อยู่แล้ว ตัวอย่างที่เศร้าสลดสุด ๆ ก็คงจะหนีไม่เกินข่าว “สลดพ่อเก็บศพลูก รถชนเละ กอบใส่ถุงก๊อบแก๊บ” (ที่มา: ข่าวสด)

มุมมองในเชิงเครือข่ายที่เกี่ยวกับ diffusion of responsibility นี้ น่าจะใกล้เคียงกับแนวคิด tragedy of the commons ที่ใช้ในเชิงเศรษฐศาสตร์ ซึ่งเป็นกรณีศึกษาเกี่ยวกับเรื่อง การใช้ทรัพยากรสาธารณะ เมื่อใดก็ตามทรัพยากรสาธารณะหนึ่ง ๆ ไม่มีการแสดงความเป็นเจ้าของรับผิดชอบ การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรเหล่านั้นก็ใช้กันเกินขอบเขต ขาดการทะนุถนอมดูแล ไม่ได้คำนึงถึงการใช้ประโยชน์ในภายภาคหน้า เช่น ห้องน้ำสาธารณะทั่วไป ซึ่งมักจะไม่ค่อยสะอาด เพราะคนทั่วไปมักจะคิดว่า เข้าครั้งเดียวก็เลิก คนอื่นที่จะมาใช้ก็จัดการเองก็แล้วกัน แต่ถ้าห้องน้ำนั้น เราใช้ประจำ เราก็มักจะใช้มันดีขึ้นหน่อย ซึ่งวิธีการแก้ปัญหา ก็คือ การสร้างกฏเกณฑ์ และการควบคุม นั่นหมายถึง การมอบหมายความรับผิดชอบให้​ (กลุ่ม) คนหนึ่ง มีหน้าที่ดูแลสิ่ง ๆ นั้นให้เรียบร้อย และรวมไปถึงการ privatization

มองกลับมาที่กรณีของเหตการณ์ฉุกเฉิน เราก็จะพบว่า เราไม่สามารถได้กำหนดว่า จะให้ใครรับผิดชอบ และเหตุฉุกเฉินก็เป็นสิ่งที่คาดการณ์ไม่ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่มีการตั้งข้อสังเกตคือ ถ้ามีคนที่มีคนกล้าคนหนึ่งแล้ว คนอื่น ๆ ก็จะตามมา ซึ่งปรกติน่าจะเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์และสัตว์อยู่แล้ว ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็ดูได้จากวิดีโอเรื่อง พลังของฝูงควายที่ Kruger ที่ต้องมีควายผู้นำเพียงตัวหนึ่งเริ่มเข้าไปหาสิงโตก่อน ตัวอื่น ๆ ก็จะตามไป

โยงยาวกลับมาในเรื่อง social network โดยทั่วไป เราสามารถตั้งข้อสังเกตได้หลายประการจากแนวคิดข้างต้น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของระดับของการเข้าร่วมกิจกรรมของเครือข่าย หรืออีกนัยหนึ่งก็คือเรื่อง active users กับ lurkers หรือถ้าเป็นในเชิงการจัดการห้องสมุด ก็คือ การทำให้ผู้ใช้รู้สึกมีส่วนรับผิดชอบ เป็นเจ้าเข้าเจ้าของห้องสมุด (และ/หรือสถาบันบริการสารสนเทศอื่น ๆ) อัตราการชำรุด สูญหายของทรัพยากรก็น่าจะน้อยลง ห้องสมุดก็น่าจะมีการพัฒนาไปได้อย่างรวดเร็ว (หรือไม่ อย่างน้อยก็รักษาสภาพที่ดีได้นานขึ้น) อย่างไรก็ตามความรับผิดชอบที่กระจายออกไปตามกฏเกณฑ์ของหมู่คณะนั้น ควรจะต้องเป็นเรื่องที่มีความสมดุล ทั้งผู้ควบคุมเครือข่าย (ที่ไม่ให้ความรับผิดชอบมากเกินไปจนเกินขอบเขต และทำให้เกิดอภิสิทธิ์ได้) และสมาชิกเครือข่ายทั่วไป (ไม่ให้ขาดความรับผิดชอบ)

บันทึก

งานของ Darley & Latane (1968) สรุปและเรียบเรียงมาจาก

Abelson, R. P., Frey, K. P., & Gregg, A. P. (2004). Who, me?: The failure of bystanders to intervene in emergencies. In Experiments With People: Revelations from Social Psychology. Mahwah, NJ: Lawrence Erlbaum Associates.

รายการอ้างอิงอื่น ๆ

Darley, J. M & Latane, B.  (1968).  Bystander intervention in emergencies: Diffusion of responsibility.  Journal of Personality and Social Psychology, 8, 377-383.

Eagly, A. H., & Crowley, M.  (1986).  Gender and helping behavior: A meta-analysis review of the social psychological literature.  Psychological Bulletin, 100, 283-308.

West, S. G., Whitney, G., & Schnedler, R. (1975).  Helping a motorist in distress: The effects of sex, race, and neighborhood.  Journal of Personality and Social Psychology, 31, 691-698.

อารมณ์กับการเมือง

In มั่วซั่ว : Miscellenous on กรกฎาคม 9, 2008 at 11:41 am

ยโต ยโต จ ปาปกํ     ตโต ตโต มโน นิวารเย
ก็บาปเกิดจากอารมณ์ใด ๆ พึงห้ามใจจากอารมณ์นั้น ๆ

นาน ๆ ครั้งจะเขียนถึงเรื่องการเมืองซักที แต่ก็ยังเป็นการเมืองแบบขี้ขลาดอย่างกระผมนี่แหละ

หลัง ๆ มานี้ (หรือแต่ไหนแต่ไรมาก็ไม่ทราบ) เรื่องการเมืองนั้น ดูเหมือนว่ามีลักษณะคล้ายกับลัทธิและศาสนาเข้าไปทุกที ตรงที่ว่ามีจุดเริ่มต้นและศูนย์กลางอยู่ที่อารมณ์ โดยเฉพาะบนหน้าหนังสือพิมพ์ผ่านตัวหนังสือที่ถ่ายทอดลงบนกระดาษ (หรือหน้าจอคอมพิวเตอร์) อารมณ์ ความรู้สึกต่าง ๆ นานาแทบจะพวยพุ่งทะลุกระดาษหรือหน้าจอออกมาเสียให้ได้ และดูเหมือนว่าเจ้าอารมณ์นี้เอง ที่เป็นเป็นตัวผลักดันอันสำคัญ ที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหว (mobilitiy) แน่นอนว่า แรงผลักดันอื่น ๆ นั้นมีเยอะมาก แต่เท่าเห็น อารมณ์ ดูเหมือนจะเป็นสิ่งเร้าที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

เมื่อวานไป browse ชั้นหนังสือใหม่ที่ห้องสมุด ไปเจอบทความในหนังสือ Mediated Citizenship แนว political communication ชื่อ Do Crying Citizens Make Good Citizens? โดย Pantti & Van Zoonen (2008)  เห็นว่าน่าสนใจเลยลองยืมกลับมาอ่าน ตัวบทความสั้น เพียง 20 หน้า

บทความวิจัยชิ้นนี้เป็นการวิเคราะห์อารมณ์ของฝูงชนผ่านสื่อ หลังจากการลอบสังหาร Pim Fortuyn นักการเมืองฝ่ายขวาจัด เมื่อปี 2002 และ Theo van Gogh ผู้สร้างภาพยนตร์เมื่อปลายปี 2004 เหตุการณ์ทั้งสองเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งสร้างความตกใจให้กับชาวดัตช์อยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะ Pim Fortuyn เนื่องจากเป็นการฆาตรกรรมทางการเมืองครั้งแรกในรอบ 400 ปีของเนเธอร์แลนด์

วัตถุประสงค์ของการวิจัย ก็เพื่อถามคำถามว่า มีอารมณ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง และใครเป็นคนแสดงอารมณ์นั้น ๆ บนสื่อหนังสือพิมพ์ อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัว ผมพบว่า ในเชิงระเบียบวิธีวิจัย ค่อนข้างจะอ่อนถึงอ่อนมาก ซึ่งผมจะสรุปอีกทีตอนท้าย

แต่กระนั้นส่วนที่ดีที่สุด คงจะเป็นส่วนที่เป็นส่วนวิจารณ์วรรณกรรม (ชื่อหัวข้อ The Emotional Public Sphere) ที่รวบรวมประเด็นเกี่ยวกับอารมณ์และการเมืองในเชิงวิชาการไว้น่าสนใจ อ่านแล้วค่อนข้างจะคล้ายกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในบ้านเรา

ในบทนำของบทความ ผู้เขียนชี้ให้เห็นถึง debate ในมุมกว้างว่า ในมุมมองทั่วไป อารมณ์มักถูกมองมีบทบาทเชิงบิดเบือนในทางการเมือง เนื่องจากคนทั่วไปมักเข้าใจว่า เพื่อเอ่ยถึงอารมณ์ หมายถึงการไร้การควบคุมหรือการควบคุมตนเอง ในขณะที่อีกฝั่งหนึ่ง ก็เริ่มหันมามองว่าอารมณ์เป็นพื้นฐานของกิจกรรมและการตัดสินใจทางการเมือง โดยเฉพาะชี้ให้เห็นว่าการขาดความกระตือรือต้นทางการเมือง (political apathy) น่าจะมีผลมาจากการขาดความอารมณ์และความรู้สึก (lack of passion)

ผู้เขียนยกตัวอย่างของ White Marches ในเบลเยี่ยมเพื่อชี้ให้เห็นว่า การมีส่วนร่วมทางการเมือง มีแรงผลักดันทางอารมณ์และความกังวลส่วนบุคคล ซึ่งการเคลื่อนไหวที่มีอารมณ์เป็นตัวขับเคลื่อนนั้น มีสื่อเป็นปัจจัยสำคัญ

สื่อกับอารมณ์มักจะถูกมองในเชิงลบ เนื่องจากการที่ไปเน้นต่อการกระตุ้นความสนใจ ทำให้สื่อบกพร่องต่อหน้าที่ในการรับประกันการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชน และหน้าที่ในการเป็นกระบอกเสียงจากทุกภาคส่วนของสังคม นอกจากนี้สื่อก็ให้ความสนใจกับอารมณ์ที่รุนแรงของปัจเจก มากกว่าเป็นการวิเคราะห์เนื้อหาของสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ

นักวิชาการกลุ่มหนึ่ง ไม่เห็นด้วยกับการมองว่าอารมณ์กับการไร้เหตุผลคือสิ่งเดียวกัน หากแต่ให้มองว่าอารมณ์เป็นบ่อเกิดของการมีเหตุผลในเชิงปฏิบัติ (practical rationality) และมีความจำเป็นต่อกิจกรรมของหมู่คณะ อย่างไรก็ตามการที่อารมณ์จะผลักดันให้กิจกรรมสาธารณะได้ จะต้องเกิดมาจากการผูกมัดทางอารมณ์ที่แน่วแน่

อารมณ์ยังเป็นพื้นฐานต่อการแสดงตัวตน (self-identification) และมีส่วนสำคัญต่อความสัมพันธ์ทางสังคม (social bonds) ที่ทำให้เกิดกลุ่มก้อน หรือแม้แต่ประเทศ ดังนั้น อัตลักษณ์ของ “ชาติ” จึงมีมิติทางด้านอารมณ์ที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม ความเป็นหมู่คณะ มิได้เกิดขึ้นจากความรู้สึก “รัก” ในชาติเพียงอย่างเดียว หากแต่เกิดจากความรู้สึกที่รุนแรงอื่น ๆ ด้วย เช่น ความโกรธ ความเกลียด ความกลัว ความอาย ซึ่งผมชอบ quote ของ Morley & Robbins (1995) ที่ผู้เขียนอ้างถึง ความว่า

“[T]here is another respect to community, that in which it is held together not by what it avows as its collective values, but by what it collectively disavows.”

(ใน ช่วงสรุปของบทความ ผู้เขียนชี้ให้เห็นว่า อารมณ์มีส่วนที่ท้าทายคุณลักษณะของ “ชาตินิยม” ด้วยเช่นกัน โดยยกตัวอย่าง จากข้อความของผู้ประท้วงกรณีสังหาร Pim Fortuyn ที่เขียนว่า การกระทำแบบนี้ ไม่ใช่การกระทำเยี่ยงดัตช์)

ผู้เขียนชี้ให้เห็นว่า การที่อารมณ์มีความสัมพันธ์กับคุณค่าทางจริยธรรม ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ดังนั้นบางอารมณ์ ทั้งในเชิงความเข้าใจและการแสดงออก จึง เป็นสิ่งที่ได้รับการยอมรับจากสังคม บางอารมณ์ก็กลายเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้เลย ผู้เขียนอ้างถึง กฏความรู้สึก (feeling rules) ของ Hochschild (2003) ที่ใช้ในการสร้างความเข้าใจว่าเมื่อใดและในสถานการณ์ใด ที่อารมณ์ที่เกิดขึ้นพร้อม ๆ กันจะสามารถเปิดเผยต่อสาธารณะได้ ซึ่งกฏเหล่านี้เองที่ทำให้คนที่มีอภิสิทธิ์ทางการเมือง สังคม และวัฒนธรรมยังเป็นกลุ่มที่มีอำนาจเหนืออยู่ได้ ในขณะที่คนกลุ่มอื่น ๆ ที่ด้อยกว่านั้น ก็จะมีความสัมพันธ์กับอารมณ์ที่ไร้การควบคุม

ข้อคิดเห็นส่วนตัว
อย่างที่เกริ่นไว้แล้วตอนต้น ในเชิงระเบียบวิจัย (Methodologically) ต้องบอกก่อนว่า ค่อนข้างอ่อน (ถึงอ่อนมาก) เพราะชื่อเรื่องกับเนื้อหาออกจะแนวคนละเรื่องเดียวกัน เลยทำให้ตอนท้ายอ่อนปวกเปียกมาก อ่านแล้วแอบผิดหวัง อีกทั้งตอนท้ายก็กล้อมแกล้มตอบคำถามจากชื่อเรื่อง ผู้เขียนพยายามจะตอบคำถามด้วยการอธิบายผลลัพท์ทางการเมืองของพรรคที่จัดตั้งโดย Pim Fortuyn ว่า อารมณ์ไม่มีผลต่อความเป็นพลเมืองในทางการเมือง เพราะหลังจากการได้รับการเลือกตั้งอย่างมาก ท้ายที่สุดรัฐบาลก็อยู่ได้ไม่นาน ซึ่งเป็นการอธิบายที่ไร้ค่อนข้างไร้น้ำหนักมาก ๆ ผมจึงไม่อยากพูดถึงรายละเอียดของตัววิธีวิจัยและผลการวิจัยมากนัก

จะว่าไป ผมไม่เคยอ่านงาน field นี้มากนัก แต่จากเท่าที่อ่านจาก literature review ของบทความนี้แล้ว ให้ “ความรู้สึก” เหมือนว่า งานวิจัยก่อนหน้านี้จะชี้ให้เห็นว่า อารมณ์มีผลต่อการมีหรือไม่มีต่อการเข้าร่วมกิจกรรมสาธารณะ โดยเฉพาะสมมติฐานที่ว่า การขาดความกระตือรือต้นทางการเมืองมีผลมาจากการขาดความอารมณ์และความรู้สึก ซึ่งมีลักษณะเป็น duality หากแต่ไม่ได้พูดถึงอิทธิพลที่มีต่อระดับการเข้าร่วมกิจกรรม (level of participation) ที่มีลักษณะเป็น plurality ที่มีรายละเอียดมากกว่าคำตอบว่า ใช่หรือไม่ใช่ ซึ่งมีผลเชื่อมโยงต่อมาจากการขาดขอบเขตของ “good citizens” ว่ามีคุณลักษณะอย่างไร และ “แค่ไหน” หรือจะเรียกว่าดี ถึงแม้ในบทนำของหนังสือ บรรณาธิการได้พยายามให้คำนิยามของคำว่า citizenship ไว้ก็ตาม แต่ผมมองว่าการใช้คำว่า “ดี” เป็นเรื่องที่หมิ่นเหม่ ซึ่งปรกติในทางวิชาการก็ไม่น่าจะใช้กัน

อย่างไรก็ตามบทความชิ้นนี้ นำเสนอกรณีที่การแสดงออกทางสาธารณะที่เกิดขึ้นจากคนกลุ่มก้อนเดียว ที่มีอารมณ์สอดคล้องกัน และมีความเป็นเอกภาพในช่วงเวลาหนึ่ง อย่างไรก็ตามกรณีที่เกิดขึ้นกับบ้านเรามีมิติมากกว่า กล่าวคือ มีการแสดงออกทางการเมืองที่เกิดขึ้นจากการขัดแย้งทางอารมณ์ในลักษณะ snowball ซึ่งการก่อตัวของแต่ละกลุ่ม ต่างก็มีอารมณ์ที่แตกต่างกัน บางกลุ่มก็เริ่มจะความโกรธ บางกลุ่มเริ่มจากความกลัว บางกลุ่มเริ่มจากความรัก บางกลุ่มเริ่มจากความเบื่อหน่าย และเกิดการปะทะกันอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม ทุกกลุ่มก็ดูเหมือนว่าจะอ้าง “ความรัก” แต่ท้ายที่สุดก็เหมือนจะจบที่ความโกรธ และความเกลียดชังทั้งนั้น…

รายการอ้างอิง

Hochschild, A.  (2003).  The managed heart.  Commercialization of human feeling.  Berkeley, CA: University of California Press.

Morley, D., & Robbins, K.  (1995).  Spaces of identity: Global media, electronic landscapes and cultural boundaries.  London: Routledge.

Pantti, M., & Van Zoonen, L.  (2008).  “Do crying citizens make good citizens?”.  In Karin Wahl-Jorgensen.  Ed.  Mediated Citizenship. London & New York: Routledge.

Zoomii

In มั่วซั่ว : Miscellenous on กรกฎาคม 3, 2008 at 8:17 pm

แนะนำลองเล่น Zoomii interface น่าสนใจดี คอนเซ็ปต์คล้าย ๆ กับ Delicious Library และ Shelf Browsing ที่ TCDC เป็นการดึงเอา metaphor ของร้านหนังสือมาสู่หน้าจอ ปัจจุบันดึงเอาข้อมูลรายการหนังสือขายดีผ่าน Amazon API มา 25,000 เล่ม (ขนาดประมาณร้านหนังสือขนาดกลาง)

via Jeff Pomerantz’s twitter

PHD Comics: The F-1 Process Explained

In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on มิถุนายน 24, 2008 at 9:18 am

ไม่มีคำบรรยาย อ่านเอาเองเลยครับ

The F-1 Process Explained

[ที่มา: PHD Comics]

เก้าอี้หุ่นยนต์ RFID

In มั่วซั่ว : Miscellenous, ห้องสมุด : Libraries on มิถุนายน 17, 2008 at 9:55 am

เพียงเดินเอาบัตรสมาชิกห้องสมุดไปแตะเก้าอี้ เก้าอี้ก็จะตามคุณไปทุกที่

เป็นหลักการที่ Jelte van Geest ดีไซเนอร์ชาวดัตซ์นำมาใช้ออกแบบเก้าอี้หุ่นยนต์ชุดนี้ให้กับOpenbare Bibliotheek Eindhoven หลักการทำงานของเก้าอี้หุ่นยนต์ตัวนี้ ยังสามารถกลับไปที่เดิม เมื่อผู้ใช้เดินไปถึงเส้นที่กำหนดไว้ (บริเวณทางออกห้องสมุด) นอกจากนี้ยังสามารถใช้จัดเก้าอี้ประชุมได้อย่างง่ายดาย (แนะนำให้ดูวิดีโอ ล้ำเหลือหลาย)

อย่างไรก็ตามรายละเอียดของเก้าอี้ตัวนี้ไม่ได้บอกว่า จัดเก็บข้อมูลผู้ใช้มากน้อยอย่างไร (ซึ่งผมคิดว่า คงจะเก็บอยู่แล้ว) อีกประการหนึ่งคือ ในเมื่อเก้าอี้นี้มี RFID reader อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นก็น่าจะสามารถใช้จัดเก็บข้อมูลได้ด้วยว่า ใครอ่านหนังสืออะไร…

[ที่มา: Gizmodo ผ่าน LISNews]

Rowling on Failure and Imagination

In บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on มิถุนายน 9, 2008 at 5:35 pm

เห็นคุณคนชายขอบเล่าว่า J.K. Rowling ไปพูดในงานรับปริญญาที่ Harvard ก็เลยอยากฟัง ฟังแล้วชอบมาก ข้างล่างนี่เป็นตัวอย่าง quote ที่ชอบ…

“There is an expiry date on blaming your parents for steering you in the wrong direction; the moment you are old enough to take the wheel, responsibility lies with you.”

“You might never fail on the scale I did, but some failure in life is inevitable. It is impossible to live without failing at something, unless you live so cautiously that you might as well not have lived at all – in which case, you fail by default.”

“Every day of my working week in my early 20s I was reminded how incredibly fortunate I was, to live in a country with a democratically elected government, where legal representation and a public trial were the rights of everyone.”

มีแอบสะกิดอยู่เล็กน้อย ช่วงท้ายสุดที่บอกว่า

“At our graduation we were bound by enormous affection, by our shared experience of a time that could never come again, and, of course, by the knowledge that we held certain photographic evidence that would be exceptionally valuable if any of us ran for Prime Minister.”

แหม มาอเมริกาทั้งที เปลี่ยนให้เป็น President หน่อยไม่ได้ :D

(ปล. Transcript ไม่ตรงกับที่พูดเป๊ะ ๆ ถ้าภาษาปะกิตแข็งแรงหน่อย แนะนำให้ดูวิดีโอหรือฟัง mp3 เอาจะดีกว่าครับ แต่จริง ๆ ก็ไม่ได้แตกต่างกันมาก แล้วแต่ใครถนัดมากกว่า)

รถไฟเหาะเพชฌฆาต

In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, ภาพยนตร์ : Movie, มั่วซั่ว : Miscellenous on พฤษภาคม 18, 2008 at 2:30 am

ป่าวครับ ไม่ได้จะพูดถึง รถไฟเหาะตกรางที่ไหน แต่จะพูดถึงเกมส์ Roller Coaster ต่างหาก…

Photo from eonline.com

วันนี้ไปดู Speed Racer มา ที่อยากดูเพราะเห็น special effect มันสีสันจัดจ้านได้ใจ ดูแล้วก็สะใจจริงแหละ (คาดว่าถ้าวันหนึ่งมีสตางค์พอจะซื้อเครื่อง Bluray เรื่องนี้ก็น่าจะเป็นเรื่องหนึ่งใน collection ส่วนตัว แต่เพียงแต่บทยังมีช่องโหว่ให้ต้องปรับปรุงอยู่มาก (ซึ่งก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องที่คาดหวังอะไรมาก สำหรับหนังแนวนี้อยู่แล้ว) แต่สิ่งที่ผุดคิดขึ้นมาได้ในระหว่างที่ดูก็คือ ถ้าได้เล่นเกมส์นี้ น่าจะมันส์น่าดู และก็ค่อนข้างมั่นใจว่า ต้องมีอยู่แล้ว

กลับมาถึงบ้านก็ลองค้นดู ก็มีจริง ๆ แต่ด้วยความที่มีสัญชาตญาณนักช๊อป ก็ขอลองเปรียบเทียบเกมส์ในทำนองเดียวกันซักหน่อย ตอนแรกก็เทียบกับ Mario Kart แต่ก็ยังไม่สะใจ ก็เลยขอเหลือบไปดูเกมส์แนว Roller Coaster หน่อย ว่าพอจะมีอะไรแนว ๆ เดียวกันมั๊ย

ตอนแรกก็เข้าไปดู Trailler ของ Thrillville แต่ยังไม่ค่อยโดนเท่าไหร่ เลยลองหาอันอื่น ๆ ดู ก็ไปเจอวิดีโอกลุ่มหนึ่งบน youtube ที่ดูเหมือนจะคล้าย ๆ กับเป็นการ review เกมส์ Roller Coaster Tycoon 3 (ซึ่งสมัยก่อน ติดงอมแงมเลย) แต่จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่ แต่มันเป็นวิดีโอแนะนำวิธีการสร้างสวนสนุกอย่างไรให้อันตราย ฆ่าคน อย่างเช่นตัวอย่างวิดีโออันนี้ (เข้าใจว่าเป็นอันแรก ๆ เพราะ Digg มาได้เป็นอันแรก ๆ)

จริง ๆ วิดีโอพวกนี้ก็นานแล้วนะ ก็ปี สองปีมาแล้ว จำได้ว่าไปเจอวิดีโอประมาณนี้บน Digg เมื่อซักสองสามปีก่อนดูตอนแรก ๆ ก็รู้สึกฮาดี เป็นเหมือนพวกตลกร้าย แต่ก็แล้วกันไป ไม่ได้คิดว่าจะมีคนหันมานิยมมาเล่นแบบนี้มันมาก ลองหาดูเอาแล้วกันครับ พวก death park, death adventure อะไรทำนองนี้ เพียบ

มองอีกมุมก็ดูน่ากลัว ว่าทำไมคนเราถึงใจร้ายกันจังนะ แต่ถ้ามองอีกทีก็จะเห็นว่า บางคนอาจจะใช้เกมส์เป็นที่ระบาย เกมส์ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการแสดงออกทางความคิดสร้างสรรค์ ตอนนี้มีกลุ่มบรรณารักษ์และนักวิชาการกลุ่มที่แตกยอดออกมาจาก Library 2.0 กำลังมองหาวิธีที่จะเอาเกมส์เข้ามาใช้ในห้องสมุด [ตัวอย่าง] (ถ้ายังจำกันได้ ครั้งก่อนผมเคยเขียนถึง เต้นล้างค่าปรับ) ผมว่าเกมส์พวกนี้ก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่เลวทีเดียว

เพียงแต่ว่าน่าจะหา theme ให้สร้างสรรค์กว่านี้หน่อย สร้างให้อันตราย มีคนตาย แบบนี้ ออกจะดูตลกร้าย (หรือไม่ตลก แต่ร้ายอย่างเดียว) ไปหน่อยสำหรับบางคน

ปล. แอบแนะนำอีกอันนึง ชื่อ Suicide park เพราะฮาอันที่เป็น รถไฟหมุนเด็กเล่น แบบเล็กมาก ๆ  แล้วบอกว่าแทนที่จะหมุน 10 รอบ ให้หมุนไป 4 ปี บ้าไปแล้ว! คือ ตัววิดีโอของอันนี้ไม่ได้ขำเท่าไหร่ แต่ความคิดแบบว่า เอ่อ -_

That’s it

In บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on พฤษภาคม 8, 2008 at 5:18 pm

Nothing to say but “yeah…”

From Del.icio.us Hotlist

 

wearable peripheral

In มั่วซั่ว : Miscellenous on เมษายน 28, 2008 at 11:04 am

กำลังมองหากางเกงยีนส์ตัวใหม่ แอบอยากได้กางเกงอุปกรณ์ต่อพ่วงตัวนี้แฮะ

กางเกงที่ออกแบบโดย Erik De Nijs ตัวนี้ไม่ใช่มีแต่ Keyboard เท่านั้น แต่ยังมีเม้าส์อยู่ที่กระเป๋าหลัง มีลำโพงอยู่ที่ขากางเกง (ที่ฮา มีข่าวลือว่า มี Joystick อยู่ใต้ซิบเป้ากางเกงด้วย อิอิ:)

ไม่รู้ว่ากางเกงตัวนี้ กันน้ำด้วยป่าว แล้วจะซักไงเนี่ย -_-” อิอิ

ที่มา: Vous Pensez (แนะนำให้อ่าน comment ฮาดี) ผ่าน Innovator Spot

เว็บไซต์ Q&A: บทท้าทายใหม่ของ reference service

In Thaibrarian, บรรณารักษ์ : Librarian, มั่วซั่ว : Miscellenous, ห้องสมุด : Libraries on เมษายน 15, 2008 at 2:24 am

Boston Public Libraryที่มาที่ไป

อ่าน paper จาก SIGCHI 2008 ที่ผ่านมาสด ๆ ร้อน ๆ เรื่อง Predictors of Answer Quality in Online Q&A Sites โดย Maxwell Harper และคณะ แล้วก็อดคิดถึงอนาคตของบริการตอบคำถามช่วยการค้นคว้า และไปถึงวิชาชีพโดยภาพรวมไม่ได้

วัตถุประสงค์ของงานวิจัยชิ้นนี้ คือ 1) ต้องการที่จะเปรียบเทียบคุณภาพของคำตอบ ที่ได้จากบริการตอบคำถามออนไลน์ 2) หาว่า ปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้คำถามได้รับคำตอบที่มีคุณภาพ โดยการออกแบบการวิจัยเชิงทดลอง โดยส่งคำถามที่จำเป็นต้องให้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านวิจัย หรือเชี่ยวชาญในหัวข้อนั้น ๆ มาเป็นผู้ตอบ ไปยังเว็บที่ทดลอง ซึ่งมีทั้งหมดจำนวน 5 กลุ่ม ได้แก่ บริการตอบคำถามช่วยการค้นคว้าออนไลน์ของห้องสมุด, Google Answers, AllExperts, Yahoo! Answer, และ Live QnA เป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์ (โดยส่วนตัว ชอบ methodology ของงานนี้แล้ว แนะนำให้อ่านรายละเอียดในฉบับเต็ม สำหรับคนที่อยากทำงานวิจัยแนวนี้ ซึ่งมีทั้งข้อมูลเชิงปริมาณและคุณภาพ)

บริการแต่ละแห่งให้ผลอย่างกันอย่างไร

ผลการวิจัย ชี้ให้เห็นว่า บริการตอบคำถามแต่ละแห่ง ให้คุณภาพของคำตอบที่แตกต่างกัน ผู้มาตอบให้ความใส่ใจมากน้อยต่างกัน มีความยาวของคำตอบที่แตกต่างกัน และจำนวนคำตอบที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะเจาะจงไปที่ Google Answers (ในช่วงราคา $10 และ $30 เหรียญ) ที่มีปัจจัยต่าง ๆ ข้างต้นอยู่ในระดับต้น ๆ เหนือบริการอื่น ๆ เว้นแต่ Yahoo! Answer มีจำนวนคำตอบต่อหนึ่งคำถามมากที่สุด ในขณะเดียวกับก็พบว่า Yahoo! Answer ให้คำตอบที่มีคุณภาพมากกว่า บริการตอบคำถามของห้องสมุดอย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ เมื่อดูโดยภาพรวม พบว่า เว็บไซต์ที่ให้บริการในรูปแบบของชุมชนนั้น ให้คุณภาพของคำตอบที่มีคุณภาพมากกว่า และให้คำตอบที่ยาวกว่า บริการตอบคำถามที่อาศัยความเชี่ยวชาญของปัจเจกบุุคคล อย่างเช่น บริการตอบคำถามของห้องสมุด และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านอย่าง AllExperts ซึ่งผลการวิจัยข้อนี้ เป็นการตอกย้ำ ถึงข้อได้เปรียบของชุมชนที่มีต่อข้อมูลอย่างเห็นได้ชัด

นอกจากนี้ ผลการวิจัยยังพบว่า ระบบมีเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง อย่าง Google Answers จะให้คำตอบที่ดีกว่าบริการของที่อื่น แต่กระนั้นก็ไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนได้ว่า ระบบที่มีการจ่ายเงิน จะดีกว่า (เนื่องจากมีเพียง Google Answers ระบบเดียวเท่านั้น ที่มีเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำไมไม่สามารถ generalize ได้ว่า จริง ๆ เป็นเพราะ ความเป็น Google หรือเพราะเงินกันแน่ ที่ทำให้คำตอบดีกว่า)

เมื่อเปรียบเทียบกันระหว่าง ระบบที่อาศัย ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (อย่าง Yahoo! Answer, AllExperts, และ Live QnA ที่คนตอบมักจะเป็นคนที่รู้เรื่องนั้น ๆ จริง ๆ) กับ ผู้เชี่ยวชาญในการสังเคราะห์ข้อมูล (ในที่นี้ คือ บริการที่ได้จาก Google Answers และบริการของห้องสมุด) จะพบว่า ผู้เชียวชาญในการสังเคราะห์ข้อมูล จะให้ link แนะนำไปยังแหล่งข้อมูลอื่น ๆ จำนวนมากกว่า และให้คำตอบที่มีคุณภาพมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ

ถามอย่างไร ถึงจะได้คำตอบที่ดีขึ้น

เงินซื้อคำตอบได้จริง? ผลการวิจัยชี้ว่า การจ่ายเงินมากขึ้น ทำให้ได้คำตอบที่มีคุณภาพมากขึ้น คำตอบยาวขึ้น คนตอบใช้ความพยายามมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ไม่ได้หมายความว่า จำนวนของคนที่มาตอบจะมากขึ้น นั่นหมายความว่า มีโอกาสไปได้ว่า คำตอบที่ได้ ก็ได้ในเชิงลึก แต่อาจไม่ได้ความกว้างและหลากหลายของคำตอบ

นอกจากนี้ การพยายามแสดงให้เห็นว่า ผู้ถามทำการบ้านในการถามมาก่อน ไม่ได้ช่วยให้ได้คำตอบที่ดีขึ้น ในขณะเดียวกัน การแสดงความสุภาพด้วยการเขียนคำขอบคุณ ก็ไม่ได้มีผลอย่างมีนัยยสำคัญ ต่อคำตอบที่จะได้ (แต่ก็มีแนวโน้มในทางที่ดี) ซึ่งผู้วิจัยชี้ให้เห็นว่า การแสดงความสุภาพนั้น ขึ้นอยู่ชุมชนแต่ละแห่ง เพราะแต่ละแหล่งต่างก็มีการตอบสนอง ต่อการแสดงความสุภาพแตกต่างกันอย่างมีันัยสำคัญ (ดังนั้น นิทานเรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม)

ส่วนเรื่องที่ถาม ก็มีความสำคัญต่อจำนวนคำตอบที่จะได้รับเช่นกัน โดยเฉพาะเรื่องบันเทิง จะเป็นหมวดหมู่ที่ได้รับจำนวนคำตอบมากที่สุด ในขณะเดียวเรื่องที่ถาม ก็มีผลต่อคุณภาพของคำตอบเช่นกัน แต่ไม่มากเท่าไหร่ อีกทั้งประเภทของคำถาม (เพื่อขอข้อเท็จจริง, ความคิดเห็น, หรือคำแนะนำส่วนตัว) ก็มีผลต่อคุณภาพ ความยาวของคำตอบ และความพยายามในการหาคำตอบอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน

ความท้าทายของงานบริการตอบคำถามช่วยการค้นคว้าของห้องสมุด (library reference service)

การบริการตอบคำถามช่วยการค้นคว้า ถือเป็นบริการที่เน้นการช่วยให้ผู้ถามคำถาม (ผู้ใช้) รู้ถึงวิธิการให้ได้มาซึ่งคำตอบ ไม่ใช่บริการช่วยหาคำตอบ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ใช้หลายคนไม่เข้าใจถึงบทบาทของบริการนี้ และแน่นอนทำให้คำตอบของทีได้จากการใช้บริการนี้ จะไม่ค่อยเหมือนกับบริการอื่นที่ผู้ถาม อาจได้คำตอบทันที ดังตัวอย่างที่ งานวิจัยชิ้นนี้ชี้ให้เห็น

For example, we asked AllExperts for “information on who might be the best baseball announcer of all-time”, and the respondent enthusiastically wrote a lengthy response, stating “The guy who I most enjoy listening to because he does all these things extremely well is Jon Miller [...] Listening to him makes the game much more enjoyable to me”.  In contrast, a question directed at library reference services about “who is the most skilled celebrity chef?” received the dry response: “I do not have any reliable source for this information. I did find a Website with award information [...]” (p. 873, para. 5)

สมัยก่อนการใช้ห้องสมุดและข้อมูล เป็นเรื่องที่ค่อนข้างเฉพาะทาง ที่ผู้ค้นจะต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น ความรู้เรื่องบัตรรายการ ความรู้เรื่องหมวดหมู่ ความรู้เรื่องฐานข้อมูลเฉพาะด้าน เป็นต้น แต่ด้วยการพัฒนาด้านเทคโนโลยี ทำให้อุปสรรคด้านความรู้เฉพาะทางเพื่อใช้ในการค้นลดลงไปมาก ผู้ใช้ไม่ใช่กลุ่มผู้ไม่รู้สารสนเทศอีกต่อไป แต่เป็นกลุ่มกึ่งรู้สารสนเทศ (semiliterate) ดังนั้นงานหลักของบรรณารักษ์ตอบคำถาม จึงกลายเป็นการเป็น directory บอกทาง (โดยเฉพาะทางไปห้องน้ำ) ซึ่งไม่จำเป็นต้องอาศัย “การฝึกอบรมเฉพาะทาง” และ “ความเป็นวิชาชีพ” ก็สามารถทำได้ (อ่านเพิ่มเิติม Blatant Berry: The Vanishing Librarians และ BackTalk: What’s Still Wrong with Reference)

นอกจากนี้ถ้าดูข้อมูลทางสถิติของห้องสมุดประชาชนในอเมริกา (จะเอาของเมืองไทย ก็ไม่มีข้อมูล -_-”) ถึงแม้ว่าจำนวน Reference transaction ของทั้งประเทศจะสูงขึ้น แต่เมื่อดูจากตัวเลข Reference transaction per capita ก็จะเห็นว่า ทิศทางของการใช้บริการตอบคำถามช่วยการค้นคว้าของห้องสมุดนั้น อยู่ในช่วงขาลง ในการที่ขณะที่จำนวนการเข้าห้องสมุดต่อประชากร และจำนวนการยืมทรัพยากรต่อประชากรนั้นยังคงเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งแนวโน้มนี้ ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า ผู้ใช้เริ่มเอาใจออกห่างบริการตอบคำถามช่วยการค้นคว้าออกไปทุกที

1992 - 2005
แหล่งข้อมูล: National Center of Educational Statistics (NCES)

หากหันกลับมาในกรณีของไทย การถามตอบในชุมชนออนไลน์ทั่วไป ก็ทำให้เห็นแนวโน้มที่คนจะหันไปถามคำถามในกระทู้หรือแหล่งสารสนเทศอื่น ๆ มากขึ้น ยกตัวอย่าง Pantip.com ห้องห้องสมุด ก็จะเห็นคำถามเกี่ยวกับหนังสือ วรรณกรรม ที่เราเคยคิดว่า บรรณารักษ์น่าจะเป็นคนที่มีความเชี่ยวชาญด้านนี้มากที่สุดอยู่ในนั้น หรืออย่างในห้องไกลบ้าน กลุ่ม Graduate Student Lounge ก็มีกิจกรรมการขอบทความจากคนที่อยู่ในสถาบันที่มีทรัพยากรนั้น ๆ ซึ่งปรกติจะทำผ่านการยืมระหว่างห้องสมุด หรือบริการจัดส่งเอกสาร (ซึ่งแน่นอน เกินขอบเขตมาตรา 108 จากที่ได้กล่าวไว้ในกระทู้ที่แล้ว แต่ละเมิด Fair Use หรือไม่นั้น ก็คงต้องตีความอีกที แต่ก็หมิ่นเหม่เหมือนกัน) และแนวโน้มก็จะเกิดขึ้นเรื่อย ๆ

หนทางในการดำรงอยู่

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ผมเองก็ไม่ได้เห็นว่า งานบริการตอบคำถามช่วยการค้นคว้า จะหมดความสำคัญ หรือจะหายไป แน่นอนมันคงยังจะมีอยู่ อาจจะถูกลดบทบาทไป โดยเฉพาะในเมืองไทย ผมว่าบทบาทของการตอบคำถามถูกลดไปมาก เพราะดูเหมือนผู้ใช้ รุ่นใหม่ ๆ จะรู้จักเทคโนโลยีมากกว่าบรรณารักษ์เสียอีก ดังนั้น หนทางที่จะทำให้การบริการตอบคำถามช่วยการค้นคว้าในห้องสมุด ยังคงอยู่อย่างมีประโยชน์ และผู้ใช้ให้ความสำคัญ ก็คือ การที่เพิ่มขีดความสามารถในวิชาชีพ ไม่ว่าจะเป็นการเน้นการบริการในเชิงรุก โดยเฉพาะการปรับภาพลักษณ์จากการเป็นผู้รอคำถาม มาเป็น “ผู้สอน”

นอกจากนี้การรู้เท่าทัน ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมอันเกี่ยวเนื่องกับเทคโนโลยี ก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากจะรู้เท่าทันแล้ว ก็จะต้องเป็นกลุ่มผู้ริเริ่ม มากกว่าที่จะเป็นผู้ตาม โดยใช้ศักยภาพทางด้านเทคโนโลยีในการสร้างและผนึกกำลังเครือข่าย สร้างจุดขายของบริการ ไม่มีกฏข้อไหนที่บอกว่า บริการตอบคำถามช่วยการค้นคว้า เป็นการให้บริการแบบหนึ่งต่อหนึ่ง เพราะฉะนั้น บรรณารักษ์ก็สามารถใช้ความเป็นชุมชน เรียกศรัทธาคือคืนจากประชาชนได้เช่นกัน

Copyสิทธิ์: Section 108 vs. มาตรา ๓๔

In Thaibrarian, การเมือง : Politic, บรรณารักษ์ : Librarian, มั่วซั่ว : Miscellenous, ห้องสมุด : Libraries, เป็นการเป็นงาน : Seriously on เมษายน 13, 2008 at 11:32 pm

ห้องสมุดกับกฏหมายลิขสิทธิ์ เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงกันไม่ออก แต่ในทางปฏิบัติ ดูเหมือนว่า ผู้ปฏิบัติงานสารสนเทศ มีหลายคนที่ยังไม่รู้ว่า จะให้บริการอย่างไรเพื่อไม่ให้ละเมิดลิขสิทธิ์ ทำอย่างไรถึงเรียกว่าละเมิด ทำอย่างไรถึงไม่ละเมิด ปัญหาสำคัญของ ความไม่รู้ นอกจากจะอยู่ที่ตัวของผู้ปฏิบัติงานเอง ตัวบทกฏหมายและการตีความ ก็ไม่ได้ลงรายละเอียดมากนัก

ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตราที่เกี่ยวกับห้องสมุดตรง ๆ นั้นจะอยู่ในส่วนที่ ๖ ว่าด้วยข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ หลัก ๆ ก็จะอยู่ที่มาตรา ๓๔

มาตรา ๓๔ การทำซ้ำโดยบรรณารักษ์ของห้องสมุดซึ่งงานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ มิให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ หากการทำซ้ำนั้นมิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อหากำไร และได้ปฏิบัติตามมาตรา ๓๒ วรรคหนึ่ง ในกรณีดังต่อไปนี้

(๑) การทำซ้ำเพื่อใช้ในห้องสมุดหรือให้แก่ห้องสมุดอื่น
(๒) การทำซ้ำงานบางตอนตามสมควรให้แก่บุคคลอื่น เพื่อประโยชน์ในการ วิจัยหรือการศึกษา

ผมเองก็ไม่ใช่คนหัวหมอ หรือรู้เรื่องกฏหมายลิขสิทธิมากเท่าไหร่ แต่เมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มีการเผยแพร่รายงานฉบับหนึ่งของคณะทำงานพิเศษ ที่ตั้งขึ้นโดย US Copyright Office และห้องสมุดรัฐสภาอเมริกัน เพื่อหาแนวทางในการปรับปรุงตัวบทกฏหมาย ในมาตรา 108 ว่าด้วยการทำซ้ำโดยห้องสมุดและหอจดหมายเหตุ ของ Copyright Act  of 1976 โดยเฉพาะ (คล้าย ๆ กับมาตรา ๓๔ บ้านเรา แต่มีรายละเอียด ข้อปลีกย่อยมากกว่ามาก) ทำให้ต้องหันกลับมามองรายละเอียดของตัวบทกฏหมายมากขึ้น เลยทำให้เห็นว่า ช่องโหว่ของกฏหมายมันมีมากน้อยเพียงใด Read the rest of this entry »

เคน ลี

In บันเทิง : Entertainment, มั่วซั่ว : Miscellenous, เพลง : Music, โทรทัศน์ : TV on เมษายน 9, 2008 at 10:16 pm

ไม่ได้เขียนบล๊อกนานด้วยเหตุผลหลายอย่าง ทั้งที่มีเรื่องอยากเขียนพอสมควร ขอกลับมาด้วยการเอาเพชรฆาตความเครียดมาให้ดู หลายคนอาจจะได้ดูไปนานแล้ว เป็นเพลง Ken Lee ที่มีผู้หญิงคนหนึ่งเอามาให้ประกวดเพื่อคัดเลือก ในรายการ Music Idol ซึ่งเป็น Pop Idol ของบัลแกเรีย

ดูแล้ว นึกถึงตัวเองสมัยก่อน ตอนที่ยังไม่รู้อิโหน่อิเหน่ภาษาอังกฤษ เราก็ร้องแบบนี้เหมือนกัน… (ปัจจุบัน ถ้าจะต้องดำน้ำ ก็อาจมีบ้างประปราย อิอิ)

สวนมนุษย์

In มั่วซั่ว : Miscellenous on กุมภาพันธ์ 1, 2008 at 12:52 am

อ่านข่าวนี้แล้ว ก็อดถอนหายใจไม่ได้

“Because of my rings I have suffered many problems,” she said. “I wear them not for tourists. I wear them for tradition… Now I feel like a prisoner.”

BBC ทำข่าวเกี่ยวกับกะเหรี่ยงคอยาว 20 คนในแม่ฮ่องสอน ที่ถูกปฏิเสธจากเจ้าหน้าที่ของไทย ไม่อนุญาตให้ย้ายไปอยู่ที่พักแห่งใหม่ที่ UNHCR จัดหาให้ในฟินแลนด์กับนิวซีแลนด์ โดยเจ้าหน้าที่ของไทยอ้างว่าคนเหล่านี้ เป็นกลุ่มคนอพยพทางเศรษฐกิจ เนื่องจากนำรายได้เข้าจากการท่องเที่ยว

อย่างไรก็ตาม ก็คงต้องฟังหูไว้หู แต่ก็ทำให้อดนึกถึง ชาวเขากลุ่มอื่นไม่ได้ ที่ถูกไล่เอา ไล่เอา…

[ที่มา Boing Boing]

Open {Data – Research – Society}

In มั่วซั่ว : Miscellenous on มกราคม 28, 2008 at 12:47 am

อ่านบทความเกี่ยวกับ นักวิจัยหวงข้อมูล ใน NYT (ผ่าน LISNews) ซึ่งเกี่ยวกับความยากลำบากในการขอข้อมูลดิบจากการ Trial ในการวิจัยทางการแพทย์

Their reasons were entirely trivial: one cited the difficult of putting together a data set (wouldn’t this have to be done anyway in order to publish a paper?); another was concerned that the data might be analyzed using invalid methods (surely a judgment for the scientific community as a whole). This is something of a clue that the real issue here has more to do with status and career than with any loftier considerations. Scientists don’t want to be scooped by their own data, or have someone else challenge their conclusions with a new analysis.

จริง ๆ มันดูเหมือนว่าจะเป็นวัฒนธรรมทางวิชาการอย่างหนึ่ง ที่มีมานาน และน่าจะเริ่มเปลี่ยนแปลงได้ โดยเฉพาะในวงวิชาการที่จำเป็นจะต้องตรวจสอบได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานวิจัย ที่เกี่ยวกับความเป็นความตายของมนุษย์ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่บทความนี้ไม่ได้พูดถึง ก็คือ แรงผลักดันจากผู้สนับสนุนงานวิจัย ซึ่งผมมองว่า มีส่วนสำคัญมากกว่าตัวนักวิจัยเองด้วยซ้ำ ซึ่งจริง ๆ โดยปรกติ ถ้าเป็นงานวิจัยที่ได้รับเงินสนับสนุนจากหน่วยงานของรัฐ ส่วนมากจะถูกคุ้มครองด้วย Freedom of Information อยู่แล้ว (เว้นแต่ว่าเป็นการวิจัยลับ)

อย่างไรก็ตาม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับมุมมองและวัฒนธรรมการใช้ข้อมูลของแต่ละชุมชนด้วย อย่างในสหรัฐฯ แน่นอนว่าข้อมูลหลายตัว โดยเฉพาะข้อมูลที่ได้จาก Census Bureau หรือหน่วยงานเก็บข้อมูลภาครัฐ ผู้ใช้สามารถจัดหามาได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ

(ปล. สำหรับคนที่สนใจด้านบรรณารักษศาสตร์ แนะนำให้ลองไปดูที่ NCES (ศูนย์สถิติทางการศึกษาแห่งชาติ) มีข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับการศึกษา และห้องสมุดทุกประเภท ที่สามารถนำไปใช้ต่อยอดได้)

แต่เมื่อเทียบกับของไทย นอกจากการเก็บข้อมูลยังน้อยแล้ว อุปสรรคในการที่จะได้มาซึ่งข้อมูลเหล่านี้ ค่อนข้างจะเยอะ จากประสบการณ์ส่วนตัว เมื่อปีก่อน เคยติดต่อไปยังหน่วยงานหลักที่ให้บริการด้านสถิติของไทย (ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคือที่ไหน) เพื่อขอข้อมูลดิบเพื่อนำมาวิเคราะห์ใช้ในการเขียนรายงานการวิจัย แต่การที่จะได้มาซี่งข้อมูลนั้น ดูจะมีปัญหา โดยเฉพาะในเรื่องการสื่อสารทั้ง bureaucracy บวกกับ red tape อีกทั้งการจะได้มาซึ่งข้อมูลดิบก็จะต้องมีค่าใช้จ่าย (เกินครึ่งหมื่น) จำได้ว่า ตอนนั้นก็มีความรู้สึกอยู่ว่า ทำไมเราต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อข้อมูลเหล่านี้ ทั้งที่จริง ๆ แล้วมันเป็นข้อมูลที่ใคร ๆ ก็น่าจะสามารถขอใช้ได้ ไม่จำเป็นว่าจะเป็นตาสี ตาสา เด็กนักเรียน หรือนักวิจัยระดับศาสตราจารย์

จริงอยู่ที่หน่วยงานเหล่านี้ มีค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บและรวบรวมข้อมูล ตลอดจนเผยแพร่และประมวลผล แต่ข้อมูลเหล่านี้ เป็นสินค้าสาธารณะ (public goods) และรัฐก็เป็นคนเหมาจ่าย ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์ ก็ถือว่าเป็นการจัดการปัญหาเรื่อง free rider ไปแล้ว ดังนั้นการที่จะต้องให้ประชาชนเป็นคนไปช่วย share cost อีก ่ ยิ่งปัจจุบันเทคโนโลยียังเป็นตัวหารของ cost ในการ reproduce ได้เป็นอย่างดี ผมว่าไม่ค่อย fair เท่าไหร

อีกประการหนึ่ง หากรัฐต้องการสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาต่อยอด ข้อมูลเหล่านี้ก็ควรจะถูก “เปิด” ให้เข้าถึงได้ง่าย

หรือว่ามีความกลัว (fear) อะไรอยู่เบื้องลึกเบื้องหลัง

Choirs Over the Rainbow

In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous, เพลง : Music on ธันวาคม 21, 2007 at 8:06 pm

สัปดาห์ที่ผ่านมา NBC จัดรายการพิเศษช่วง prime time ขึ้น ชื่อ Clash of the Choirs เป็นการแข่งขันวงขับร้องเพลงประสานเสียง 5 วง ซึ่งแต่ละวงก็จะเป็นตัวแทนของเมืองใหญ่ 5 เมืองในอเมริกา และมีผู้ควบคุมวงเป็น super star ที่มาจากเมืองนั้น ได้แก่ Patti Labelle จาก Philadelphia, Nick Lachey จาก Cincinnati, Kelly Rowland จาก Houston, Blake Shelton จาก Oklahoma City และสุดท้าย Micheal Bolton จาก New Haven โดยมีรางวัลเป็น เงินการกุศลมอบให้แก่มูลนิธิหรือองค์กร ที่วงนั้น ๆ ต้องการจะช่วยเหลือ

ดูแล้ว รู้สึกดี ที่ชอบที่สุด ก็คือ การแสดงความสามัคคี ร่วมมือร่วมใจกัน ไม่ต้องแข่งกันร้อง ไม่ต้องแย่งกันดี คนตัดสินก็คือประชาชน ทำให้ดีที่สุดก็เป็นพอ ผู้ชนะ ก็คือ ทีม Lachey (ผมแอบลุ้นทีม Labelle กับ Bolton) อย่างไรก็ตาม ทุกองค์กรที่ทั้ง 4 วงที่ไม่ได้รางวัล ก็มีเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ เข้าองค์กรด้วย

และในบรรดาเพลงที่นำมาแข่งทั้งหมด ผมชอบที่สุด ก็คงจะเป็นตอนที่ Patti Labelle มาร้องเพลง Somewhere Over the Rainbow ร่วมกับทีมของเธอ

จะว่าไป ผมว่า Somewhere Over the Rainbow น่าจะเป็นอีกหนึ่งเพลง ที่ถูกนำมา rendition บ่อยที่สุดเพลงหนึ่ง (แค่ลองค้นเพลงนี้ใน youtube ก็เจอไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ แค่เวอร์ชั่นของป้า Patti เอง ก็ไม่รู้ต่อกี่ version แล้ว) อย่างก่อนหน้าที่ ผมก็เขียนถึงหนูน้อย Connie ที่ตอนนี้ออกเทปเป็นที่เรียบร้อย เมื่อเร็ว ๆ นี้ Beyonce ก็เอามาร้องในงาน Movie Rock

ถ้าให้ผมเดา ผมก็เอาว่า Simon Cowell นี่ ท่าทางจะชอบเพลงนี้มาก เพราะคราวก่อนในรอบ Judge Pick ก็เลือกให้ Katherine McPhee ร้องเพลงนี้ (แล้วตอนนี้ คนใน youtube ก็มาเถียงกันว่า ระหว่าง version ของ Katherine กับ Beyonce อันไหน ดีกว่ากัน ซะงั้น-_-”) ในขณะที่ X Factor season ก่อนหน้านี้ ทั้ง Leona และ Shayne ผู้ที่ชนะ ต่างก็ร้องเพลงนี้ ได้อย่าง (แต่แอบชอบ version ของ Shayne มากกว่า แหะ) จำได้ว่า ตอน audition รายการประกวดร้องเพลงพวกนี้ Somewhere Over the Rainbow เป็นเพลงที่คนเลือกบ่อยมาก จนต้อง มาทำเป็น tribute ให้ต่างหาก แต่ในบรรดา rendition ที่ใช้ในการประกวด ผมชอบของ Guy Sebastian จากมากที่สุดแฮะ อาจจะเป็นเพราะผมเป็นพวกบ้าลูกคอก็เป็นได้ เหอๆๆ

จะว่าไป ถ้าจะฟังทุก version ของเพลงนี้ คงต้องใช้เวลาฟังเป็นวัน ๆ เป็นแน่

[อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Clash of the Choirs ได้ที่บล๊อก American Idol บน myajc.com]

Connie

NYT on ideas of 2007

In Social Networking, งานวิจัย : Research, ชุมชน : Community, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous, สื่อสารมวลชน : mass media on ธันวาคม 10, 2007 at 2:01 pm

New York Times ภาคนิตยสาร ฉบับล่าสุด (ธันวาคม 2007) รวบรวม 70 งานวิจัย การประดิษฐ์ การค้นพบ และความคิดที่น่าสนใจช่วงปี 2007 อ่านแล้ว มีประเด็นที่น่าสนใจเยอะแยะมากมาย ซึ่งก็ถือว่า เป็นปีที่มีสีสัน ไม่น้อยทีเดียว เช่น

New York Times Magazine Coverจริง ๆ มีอีกหลายเรื่องที่ผมชอบ เช่น การตรวจฉี่ของคนในชุมชน แทนที่จะไปตรวจเป็นคน ๆ ก็ไปตรวจจากบ่อเขรอะ ตรวจทีเดียว ก็รู้ว่า คนในชุมชนใช้ยาเสพติดอะไรกันมั่ง ซึ่งข้อมูลที่ได้ น่าจะสามารถนำไปใช้ในการบริหาร ระบบสาธารณสุขของชุมชน ได้ดีกว่า, บริการตรวจโรคอัลไซเมอร์จาก 50 คำถามทางโทรศัพท์, บางกรณี คนที่มีหวังก็แย่กว่าคนที่ไม่มีความหวัง, การจอดรอเพื่อเลี้ยวซ้าย (ถ้าเป็นเมืองไทย ก็เลี้ยวขวา) สิ้นเปลืองพลังงาน ดังนั้นเพื่อเป็นการประหยัด โดยเฉพาะกับบริษัทขนส่งอย่าง UPS จึงมีนโยบาย งดการเลี้ยวซ้าย, คนอเมริกัน เพิ่งพบว่า หน้าตามีผลต่อการเลือกตั้ง ในขณะที่บ้านเรา โหงวเฮ้งนี่ เป็นเรื่องที่รู้กันมานานแล้ว อิอิ, เป่ายิงฉุบ ถูกนำมาใช้เปรียบเทียบเป็นทฤษฎี ทางชีววิทยา ไม่ว่าจะเป็นกับสัตว์เลื้อยคลาน หรือกับแบคทีเรีย และอีกเยอะแยะ มากมาย

แต่บางอันนี่ อ่านแล้วก็คิดว่า “แล้วไง” อย่างเช่น รอยสักสำหรับผู้พิการทางสายตา บางอันก็เป็นประเภท เรื่องไม่เป็นเรื่อง อย่างเช่น การฟ้องร้องพระผู้เป็นเจ้า (ที่ทำให้เกิดภัยพิบัติ) หรืออย่าง การคำนวณภาษีจากส่วนสูง เป็นต้น หรือ บางเรื่อง ก็ดูไม่ใช่เรื่องใหม่ในสายตาเรา โดยเฉพาะคนไทย แต่โดยรวมก็ถือว่า เป็นการอ่านไว้ประดับความรู้ เปิดโลกทัศน์ได้ไม่น้อยทีเดียว

บันทึก: บทความของ NYT ฟรี ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้บอกรับ NYT เท่านั้น แต่จะต้องลงทะเบียน

How bad smell would this person have?

In บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on ธันวาคม 5, 2007 at 1:15 pm

From Police Log in Daily Tar Heel (12/4/07):

Larceny was reported at CVS Pharmacy on 1724 N. Fordham Blvd. was reported at 12:20 p.m. Saturday, according to Chapel Hill police reports.

A subject stole 12 containers of deodorant valued at $68.96 total, reports state.

ความบังเอิญหลังงานแต่ง

In บันเทิง : Entertainment, ภาพยนตร์ : Movie, มั่วซั่ว : Miscellenous on พฤศจิกายน 25, 2007 at 3:31 pm

ผู้จัดการของมูลนิธิช่วยเหลือเด็กกำพร้าในอินเดีย ที่กำลังประสบปัญหาทางด้านการเงิน ถูกเชิญให้เดินทางกลับบ้านเกิดที่เดนมาร์ก ที่เค้าหันหลังให้เป็นเวลากว่า 20 ปี เพื่อไปพบกับผู้บริหารของบริษัทยักษ์ใหญ่ ที่อาจจะให้ความช่วยเหลือกับมูลนิธิของเขาได้ หลังจากได้พบกัน เค้าก็ได้ถูกรับเชิญให้ไปร่วมงานแต่งงาน ของลูกสาวผู้บริหาร แต่แล้วการเดินทางไปร่วมพิธีแต่งงานในครั้งนี้ เกิดเรื่องบังเอิญขึ้นหลายอย่าง ที่ทำให้เค้าต้องตัดสินใจเลือก ระหว่างชีวิตตัวเอง ครอบครัว และการงาน ซึ่งหมายถึง เด็กกำพร้ายากจน อีกหลายร้อยคนที่รอคอยการกลับมาของเค้า (ใน Wikepedia มีเรื่องย่ออย่างเต็ม สำหรับคนที่อยากรู้เรื่องทั้งหมด)

หนังดราม่าภาษาเดนิชเรื่องนี้ เป็นหนังที่เดาไม่ยาก เนื้อเรื่องไม่สลับซับซ้อน ดีอยู่ที่เทคนิคในการเล่าเรื่อง ที่ค่อย ๆ เปิดปมปัญหาออกมาทีละเปาะ ดูง่าย แต่อิน ผมชอบที่หนังดึงเอา ความมีมนุษยธรรมกับเรื่องส่วนตัว มาเป็นโจทย์ให้เราได้คิด ว่าถ้าเป็นเราตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน เราจะตัดสินใจอย่างไร

การแสดงภาพให้เห็นความแตกต่างระหว่าง สภาพความเป็นอยู่ของคนรวยในเมืองใหญ่ กับคนจนในเมืองเล็ก  สร้างภาพความขัดแย้งทางสังคมได้ชัดเจนที

ผมยังรู้สึกว่า การคัดเลือกตัวแสดงค่อนข้างทะแม่ง ๆ สำหรับผม (หรืออาจจะเป็นเพราะการแต่งหน้า เสื้อผ้าก็เป็นได้) เพราะทุกคน ดูอ่อนกว่าที่ควรจะเป็น ยกเว้นแต่นักแสดงนำชาย แต่กระนั้น เมื่อเนื้อเรื่องเริ่มเดินทางมาถึงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ก็ต้องยอมรับความสามารถของนักแสดง ที่ส่งกันได้เนียนมาก

อีกอย่างที่ผมไม่ค่อยเข้าใจในรายละเอียดเล็กน้อย คือ การเอาพวกหัวสัตว์มาประกอบในฉาก แถมบางฉากทีมีน้ำตาออกมาด้วย ก็เลยไม่แน่ใจว่า ผู้กำกับต้องการสื่อสารว่าอะไร นอกจากที่ผมรู้สึกว่า มันน่ากลัวปนเศร้า

ก็ถือเป็นหนังที่น่าดูอีกเรื่องหนึ่ง สำหรับ After the Wedding (2006)

ตัวประกันทางสังคม

In การเมือง : Politic, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on พฤศจิกายน 1, 2007 at 3:48 pm

เมื่อต้องการเรียกร้องความสนใจ และสิ่งที่ต้องการ คนเรามักจะเปลี่ยน สิ่งที่ถือครองไว้ เป็นตัวประกันเสมอ (ที่สำคัญ ไอ้สิ่งที่ถือครองไว้ มันมักจะเป็นของคนอื่นเสียด้วยซิ บางอย่างก็เป็นสมบัติของชาติ จากภาษีของประชาชน) แค่เพียงการ “หยุด” ก็ทำให้ สิ่งที่เราใช้ทำมาหากิน กลายเป็นอาวุธได้ มาลองคิดเล่น ๆ ว่า ใครถืออะไรเป็นตัวประกันอยู่บ้าง

  • พนักงานการรถไฟ -> หยุดเดินรถไฟ
  • รถ เรือ เครื่องบินสาธารณะ -> หยุดให้บริการ
  • การไฟฟ้า -> หยุดจ่ายไฟ
  • การประปา -> หยุดจ่ายน้ำ
  • โทรศัพท์ -> ตัดสาย? (ดูจะยากหน่อย เพราะตอนนี้ไม่ผูกขาดเสียแล้ว)
  • ไปรษณีย์ -> หยุดรับส่งจดหมาย พัสดุ
  • ครู -> หยุดสอน
  • นักเรียน -> หยุดเรียน (เป็นการเสียผลประโยชน์ตัวเองมากกว่าหรือเปล่า)
  • ตำรวจ -> หยุดทำงาน (แล้วออกมาชุมนุมหน้า สน.?)
  • หมอ พยาบาล -> หยุดรักษาคนไข้
  • พระสงฆ์ -> หยุดบิณฑบาต หยุดกิจนิมนต์?
  • ทหาร -> หยุดทำงาน (แล้วเอาปืน กับรถถังออกมาขู่ เพื่อเอาประชาธิปไตยไป)
  • ประชาชนผู้มีประชาธิปไตยเป็นลมหายใจ -> หยุดชีวิต

ส่วนคนจน คนตกงาน ประชาชนตัวน้อย ๆ ที่ถูกรังแกจากรัฐและสังคม ไม่มีอะไรจะให้หยุด…

Update:

  • Writers -> Stop writing (Well actually I thought about it, but in a totally opposite way.)

อิสรภาพกับความทะยานอยาก (Spoilers Warning)

In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, ภาพยนตร์ : Movie, มั่วซั่ว : Miscellenous on ตุลาคม 26, 2007 at 2:03 am

Into the wild; photo from independent.org

“The happiness is not real until shared”
Christopher McCandless

นี่คือ ประโยคเด็ดจากท้ายเรื่อง ที่เรียกได้ว่า สามารถสรุปเรื่องราวที่เกิดขึ้นในหนังแนว self discovery เรื่องนี้ ได้แทบจะครบถ้วน (หวังว่า คงไม่เป็นการ spoil จนเกินงาม)

Into the Wild เป็นหนังที่ดัดแปลงมาจากหนังสือขายดี ชื่อเรื่องเดียวกัน ของผู้แต่ง Jon Krakauer มีแรงดึงดูดที่สำคัญ อีกประการหนึ่งคือ มีผู้กำกับและเขียนบทภาพยนตร์ ระดับนักแสดง Oscar อย่าง Sean Penn

หนังเป็นเรื่องราวของ หนุ่มน้อย Christopher บัณฑิตดีเด่นจาก Emory University สด ๆ ร้อน ๆ ที่ต้องการเริ่มต้นการใช้ชีวิตใหม่จาก “ศูนย์” และออกเดินทางเพื่อไปใช้ชีวิตอย่างอิสระ ใน middle of nowhere ใน Alaska โดยใช้เวลาในการเดินทางจากการโบกรถไปเรื่อย ๆ เป็นเวลา 2 ปี

การออกเดินทางครั้งนี้ ดูเหมือนว่าเป็นการออกเดินทางไปหาอิสรภาพ ที่มีความมุ่งมั่นเป็นตัวชี้นำทาง และในระหว่างการเดินทาง ก็ได้เรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตต่าง ๆ มากมาย จนในที่สุดก็ได้ไปใช้ชีวิตสมใจอยาก อยู่ในรถบัสคันเก่าซอมซ่อ และใช้ชีิวิตอย่างชาวป่า

หากมองให้ดี อิสรภาพที่ Christopher ต้องการ นั้นก็เหมือนกับ คนที่พยายามตีความ “ความพอเพียง” อย่างสุดโต่งนั่นเอง โดยเอาอัตตาเป็นที่ตั้ง มีความมุ่งมั่นทะยานอยากเป็นแรงขับเคลื่อน ซึ่งผมไม่อยากจะบอกเลยว่า ผลมันจะออกมาเป็นอย่างไร แต่ก็คิดว่าคงเดากันออก

ความที่เป็นหนังแนว Based on true story แต่ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ไม่น้อยว่า เป็น true story ที่เกิดจากเล่าเรื่องของแหล่งขั้นทุติยภูมิ (secondary source) อีกทีหนึ่ง ก็ทำให้เกิดความคลางแคลงสงสัย ตั้งแต่ Into the wild ยังไม่ถูกเอามาทำให้อยู่ในรูปแผ่นฟิล์ม แต่ถึงกระนั้นก็มีอิทธิพลอย่างสูง ต่อการดึงคนดูให้เข้าไปมีส่วนร่วม กับการเดินทางไปสู่อิสรภาพในครั้งนี้

ถึงแม้หนังเรื่องนี้ ดูเหมือนจะได้รับการตอบรับค่อนข้างดี ทั้งนี้อาจจะด้วยเสียงเชียร์ของคนรักหนังสือเรื่องนี้ แต่ผมเองก็ต้องบอกตรง ๆ ว่า เดินออกมาจากโรงหนัง โดยที่ไม่สามารถจะบอกได้อย่างเต็มปาก ว่ารู้สึกอย่างไรกับหนังเรื่องนี้ มันเป็นอาการกระอักกระอ่วน ที่ต้องยอมรับว่า เป็นความรู้สึกแปลกอย่างหนึ่ง ที่เกิดขึ้นไม่ได้บ่อยนักจาการดูหนัง และไม่สามารถชี้ชัดได้ว่า เป็นอาการที่ดีหรือไม่ดี

แน่นอน สิี่งที่ชอบก็คือ เนื้อเรื่อง (core content) ซึ่งแน่นอน credit ต้องยกให้กับผู้แต่ง และชายหนุ่มผู้เป็นต้นเรื่องนี้ต่างหาก แต่หากแต่ในเรื่ององค์ประกอบหนัง ผมว่า ยังมีอะไรที่ไม่ค่อยเป็นที่สำราญใจเท่าไหร่ ผมรู้สึกว่า Sean Penn เอาเวลาสองชั่วโมงครึ่งของผม ไปใช้อย่างไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ด้วย content ที่ค่อนข้างจะชัดเจน แต่การเล่าเรื่องกลับทำให้เกิด distraction อยู่เนือง ๆ เกิดอาการ fluctuate ของการลำดับความคิด

นอกจากนี้ ด้วยธรรมชาติของเนื้อเรื่อง เป็นการเล่าประสบการณ์ที่เกิดจากการเดินทาง แน่นอนว่า เทคนิคการเล่าเรื่อง ก็ต้องเป็นแบบ road movie แต่การทำเอาองค์ประกอบของ road movie มาใช้ของหนังเรื่องนี้ กลับไม่ทำให้ผมรู้สึกติดตราตรึงใจเท่าไหร่ ทั้ง ๆ ที่ฉากหลายแห่ง หรือบรรยากาศที่เกิดขึ้นในหนัง ผมได้สัมผัส และน่าจะรู้สึก attach กับมันได้อย่างไม่ยากเย็น ในทางตรงกันข้าม มันกลับทำให้ผมรู้สึกว่า มันเฝือ และกลายเป็น ส่วนของการเกินความจำเป็น

ทั้งหลายทั้งปวง อาจจะเป็นเพราะ ความพยายามที่จะเก็บรายละเอียดที่เขียนไว้ในหนังสือ ให้ออกมาอยู่ในรูปภาพเคลื่อนไหว ซึ่งผมเห็นว่า ในหลายจุด ผู้กำกับให้ความสำคัญกับรายละเอียดของเนื้อเรื่องมากไป ซึ่งหากจะต้องให้รายละเอียดมากขนาดนี้ ผมเห็นว่าน่าจะไปอ่านหนังสือเอาเองดีกว่า เลยทำให้รู้สึกว่าขาดประสิทธิภาพไปอย่างน่าเสียดาย

แต่ถึงกระนั้น อย่างที่บอก ด้วยเนื้อหาของหนังที่ค่อนข้างจะมีน้ำหนักมาก ตรง ชัดเจน แรง ให้ข้อคิด ก็เป็นหนังที่ไม่น่าพลาดของไตรมาสสุดท้ายของปีนี้

เล็บกับหูฟัง

In บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous, สุขภาพ : Health on ตุลาคม 5, 2007 at 12:32 am

วันนี้ไปเดินเล่นร้าน apple ได้ยินว่า มีหูฟังอันใหม่ น่าใช้สำหรับ iphone ของ V-Moda ชื่อ V-Moda Vibe Duo ก็เลยไปค้น ๆ ดู เห็น review ของเว็บไซต์ Infosync เห็นรูป product ตัวบทวิจารณ์อะไรก็ดีหมดแหละ

แต่…

พอเจอรูปประกอบนี้เข้าไป

ของน่าใช้ แต่ presenter ต้องปรับปรุงหน่อยอ่ะ เห็นแล้ว บรื๋อ! ท่าทางพี่ท่านจะกัดมาสด ๆ ร้อน ๆ (ถ้าจะให้ชัด ลองเข้าไปดูรูปขนาดขยายดิ)

ดีนะ ไม่มีขี้เล็บติดอยู่ -_-”

ยังอยู่

In มั่วซั่ว : Miscellenous on กันยายน 17, 2007 at 1:26 am

เอ่อ หนึ่งเดือนผ่านไป ไม่ได้เขียนอะไรเลย -_-” จะแค่มาบอกว่า ผมยังอยู่นะครับ แค่นี้แหละครับ

ช่วงนี้ก็อ่านอะไรเล่น ๆ ไปก่อนละกัน

ความคลุมเครือของมาตรฐานห้องสมุด พ.ศ. 2549

In Thaibrarian, นโยบาย : Policy, บรรณารักษ์ : Librarian, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous, ห้องสมุด : Libraries on สิงหาคม 4, 2007 at 6:06 pm

ในขณะที่บ้านเมืองขณะนี้กำลังตื่นเต้นกับการลงประชามติไม่รับและรับ (ทำไมไม่ลองเอาคำว่า “ไม่รับ” ขึ้นก่อนบ้างนะ) ร่างรัฐธรรมนูญ ผมในฐานะ “คนนอกกรอบ” ที่ไม่มีสิทธิมีเสียง (และจำต้องรับกรรมที่ตัวเองไม่มีโอกาสกระทำ ถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้รับการยอมรับ) ก็คงไม่อาจจะไปก้าวก่ายอะไรได้มาก นอกเหนือจากจะบอกให้ทุกคนคิดดี ๆ นึกถึงคนที่ไม่มีปากมีเสียงอย่างผมบ้าง… T_T

เพราะฉะนั้น จะ ไม่รับ หรือรับ ก็ขอให้ไปลงคะแนนเถิด โดยเฉพาะคนที่ไม่รับ โปรดไปใช้สิทธิกันเยอะ ๆ เพราะการที่ไม่ไปใช้เสียง ไม่ได้หมายถึง ไม่รับนะครับ…

เอ่อ ไปซะไกลเชียว ขอบ่นนิดหน่อย กลับมาเรื่องที่จะเขียนนี้ เป็นเรื่องการเมืองเหมือนกัน แต่เป็นการเมืองภายในวิชาชีพ (ที่ไม่มีใครมีโอกาสได้ลงประชามติเหมือนกันหมด เว้นแต่กรรมการสมาคม เข้าใจว่าเป็นเช่นนั้น) ซึ่งตั้งใจจะเขียนมานานแล้ว แต่ก็ไม่มีเวลา พอกลับมาที่อเมริกา ก็ทำให้มีเวลา ปลีกมาเขียนบล๊อกต่อได้บ้าง ก็เริ่มที่เรื่อง มาตรฐานห้องสมุด พ.ศ. 2549 ที่ดูเหมือนว่า สมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย ได้จัดพิมพ์และเผยแพร่ไปอย่างกว้างขวาง

ผมไม่แน่ใจว่า จะมีสักกี่คนที่ได้อ่านมาตรฐานอย่างละเอียดบ้าง เข้าใจว่ามีจำนวนไม่น้อย ที่เห็นแล้วก็เปิดผ่าน ไม่ได้สนใจอะไร จริง ๆ ผมก็เป็นคนหนึ่ง ที่เห็นปุ๊บก็เปิดผ่านไปก่อนเลย จนเมื่อมีเวลาว่างจริง ๆ จึึงได้ลงทุนอ่าน ซึ่งจริง ๆ แล้วใช้เวลาไม่นาน

โดยไม่จำเป็นต้องไปเปรียบเทียบมาตรฐานบ้านเรากับของคนอื่นเลย (ซึ่งปรกติก็มักจะเป็นวิธีที่นักวิชาการใช้อ้างอิง ในการวิจารณ์เอกสารประเภทนี้) ก็พบกับข้อสงสัยถึงตัวมาตรฐานอยู่ไม่น้อย ทั้งในแง่รายละเอียดและการนำไปใช้

เรื่องแรก เป็นเรื่องที่ทำให้หลายคนไม่ได้ความสนใจตัวมาตรฐานห้องสมุดนี้เลย เพราะอะไร… ตอบง่าย ๆ คือ มันไม่รู้ว่าจะเอาไปทำอะไร ไม่ได้มีผลต่อการทำงาน อาชีพ หรือชีวิตเลยแม้แต่น้อย ผมไม่แน่ใจว่า สมาคมฯ ต้องการที่จะนำมาตรฐานไปใช้ทำอะไร เพื่อเป็นแนวทาง (Guideline) หรือเป็นกฏ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือนำไปใช้เพื่ออะไรกันแน่ เพราะดูเหมือนว่า ในทางปฏิบัติ มาตรฐานห้องสมุดฉบับนี้ ไม่ได้บ่งบอกอะไรให้กับคนอ่านเลย

ในขณะเดียวกัน ในเชิง function ของมัน ก็ดูกว้างมาก เพราะเท่าที่อ่านมานี้ ก็ไม่รู้ว่า เป็นมาตรฐานในด้านใด เช่น การดำเนินงานห้องสมุด หรือสำหรับการจัดตั้งห้องสมุด หรือสำหรับการปฏิบัติงานของผู้ปฏิบัติงานสารสนเทศ เพราะในแต่ละมุมมองนั้น ต่างก็มีกลุ่มคนที่มีผลได้ ผลเสีย (Stakeholder) แตกต่างกัน ถ้ามาตรฐานฉบับนี้ สร้างขึ้นมาเพื่อให้เป็นแนวทางสำหรับการสร้างห้องสมุด นัยหนึ่งที่อาจจะเกี่ยวข้อง คือ การใช้ชื่อเอกสารที่ไม่เหมาะสม สอดคล้องกับสิ่งที่ต้องการจะสื่อ เพราะคำว่า มาตรฐานห้องสมุด มันกว้างเกินกว่าที่จะทำให้แต่ละคนสามารถคิด หรือนึกถึงในสิ่งเดียวกัน เพราะฉะนั้นทำให้กลุ่มผู้รับสาร ไม่มีความชัดเจนไปด้วย ว่าจะให้ใครเป็นผู้อ่าน เป็นผู้นำไปปฏิบัติตาม

ท้ายที่สุด ก็ทำให้ไม่รู้ว่า จะใช้อย่างไร หรือต้องการให้เพียงเสพเล่น ๆ ให้ดูดี เวลาต่างชาติเค้าถาม เราก็จะตอบได้ว่า มี แค่นั้นเอง ซึ่งผมไม่แน่ใจนะว่า ระหว่างไม่มีมาตรฐาน (เพราะเราไม่เคยได้ใช้) กับมีมาตรฐานหลอก ๆ แล้วไม่มีสาระสำคัญอะไรปรากฏอยู่ ไม่รู้ว่าอย่างไหนน่าภาคภูมิใจและ make sense ได้มากกว่ากัน

ประเด็นต่อมา ผมเข้าใจดีว่า คนเขียนมาตรฐาน ไม่ใช่นักกฏหมาย และมาตรฐานฉบับนี้ดูเหมือนจะไม่มีบทบังคับตามกฏหมาย แต่การเขียนอย่างคลุมเครือ ก็อาจจะทำให้ผูกมัดตัวเองอย่างไม่รู้ตัวก็เป็นได้ โดยเฉพาะในข้อ 2 ที่บอกว่าให้ใช้ประกาศฉบับนี้ นับแต่วันที่ใช้ประกาศ ซึ่งเข้าใจว่าน่าจะรวมถึงตัวมาตรฐานด้วย แต่เท่าที่ผมจำได้ สมาคมห้องสมุดฯ เคยมีมาตรฐานมาก่อนหน้านี้แล้ว และไม่แน่ใจว่า ได้มีการกำกับไว้ก่อนหน้านี้หรือไม่ว่า ในกรณีที่มาตรฐานฉบับใหม่ถูกใช้ ให้ถือว่ามาตรฐานอันเก่าเป็นอันสิ้นสุด ถึงแม้ว่ามันจะไม่มีผลตามกฏหมาย แต่ผมก็ไม่อยากให้มันถูกมองว่าเป็นเหมือนของเล่น และขาดความน่าเชื่อถือไป

ประการต่อมา เป็นเรื่องของการให้คำนิยามของคำว่า ห้องสมุด ที่บอกว่า

ห้องสมุดหมายถึงแหล่งการเรียนรู้ทั้งภาครัฐและเอกชน ที่จัดตั้งเพื่อเป็นแหล่งการเรียนรู้ ให้บริการทรัพยากรสารสนเทศ อาจมีชื่อเรียกว่า หอสมุด ห้องสมุด สำนักหอสมุด สถาบันวิทยบริการ ศูนย์บรรณสาร ศูนย์สารสนเทศ สำนักวิทยบริการ หรือชื่ออื่นใดที่มีภารกิิจในทำนองเดียวกัน

จะเห็นได้ว่า คำนิยามที่ให้มา คำสำคัญมีอยู่เพียงสองคำ คือ “แหล่งการเรียนรู้” และ “บริการทรัพยากรสารสนเทศ” ซึ่งผมรู้สึกว่ามันยังกว้างเกินไป แล้วยิ่งพยายามไปเปิดช่องอีกว่า “หรือชื่ออื่นใดที่มีภารกิจในทำนองเดียวกัน” นัั่นหมายความว่า สถาบันการศึกษา อย่างโรงเรียน ก็มิถือว่าเป็นห้องสมุดด้วยหรือ เพราะสถาบันการศึกษาก็เป็นแหล่งเรียนรู้ และมีทรัพยากรสารสนเทศ​ให้บริการ อย่าลืมนะครับว่า มนุษย์ก็ถือเป็นทรัพยากรสารสนเทศได้เช่นเดียวกัน โรงเรียนก็มีครูบาอาจารย์เยอะแยะมากมาย หรือไม่ไปไกลเกินไป ถ้าเป็น หอจดหมายเหตุหล่ะ พิพิธภัณฑ์หล่ะ ไม่เป็นแหล่งการเรียนรู้หรือ ไม่มีทรัพยากรสารสนเทศให้บริการดอกหรือ? แล้วเค้าเกี่ยวข้อง หรือต้องใช้มาตรฐานฉบับนี้ด้วยหรือเปล่า แล้วใช้ได้เฉพาะห้องสมุดที่เป็นสมาชิกของสมาคมฯ​เท่านั้นหรือเปล่า

ผมมองว่าการที่ให้คำนิยามคลุมเครือ ก็เพื่อเปิดโอกาสให้สถาบันบริการสารสนเทศ ที่มีชื่อเรียกอย่างอื่น ได้ถูกรวมเข้ามาในมาตรฐานฉบับนี้ แต่กลายเป็นว่าเป็นการเปิดกว้างเกินไป ทำให้ขาดจุดยืน และเกิดความสับสนได้ ซึ่งผมว่า จุดนี้เป็นจุดที่สมาคมฯ ต้องพยายามสร้างความเข้าใจกับคนภายนอก (หมายถึง กลุ่มคนที่นอกเหนือจากกรอบ) ว่าอะไรที่ไม่ใช่ (เวลาที่คนเรามักเขียนคำนิยาม เรามักจะเขียนว่า อะไรที่รวมอยู่ในกรอบนี้บ้าง แต่มักจะลืมตีกรอบของคำนิยามว่า แล้วอะไรบ้างเล่า ที่มันไม่เข้าพวก ผมเอามาจาก แนวคิดทางสังคมวิทยาที่น่าสนใจ และน่าจะนำมาปรับใช้ ซึ่งผมได้มาจากหนังสือ Tricks of the Trade ของ Howard Becky ซึ่งเป็นหนังสือเกี่ยวกับวิธีคิด ในการทำวิจัยที่ชอบเล่มหนึ่งเลยทีเดียว)

หรือแม้กระทั่งการให้คำนิยามของคำว่า บุคลากร ก็ดูจะคลุมเครือเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะประเด็นเรื่องของคำว่า “ผู้ปฎิบัติงานในระดับวิชาชีพ” จริง ๆ แล้วมันแปลว่าอะไรกันหรือครับ ไอ้คำว่า “วิชาชีพ” ต้องมีคุณสมบัติ (qualification) อะไรบ้าง ต้องจบปริญญาตรีมั๊ย ถ้าผมจบ ป.6 แต่ได้เงินเดือนจากงานบรรณารักษ์ ผมจะเป็น “ผู้ปฏิบัติงานในวิชาชีพ” ด้วยหรือไม่ ถ้าผมเป็นภารโรงของห้องสมุดหล่ะ แล้วอาสาสมัครที่มาช่วยงานในห้องสมุด หรือเด็กนักเรียนที่ถูกครูเกณฑ์ให้มาช่วยงานหล่ะ ถือเป็นบุคลากรด้วยหรือไม่

คือ ถ้าจะรวมเอาทุกคนที่ทำงานในห้องสมุด แค่คำว่า “บุคคลที่ปฎิบัติงานในห้องสมุด” เท่านี้ก็น่าจะเพียงพอ การที่พยายามจะแจกแจงภาระหน้าที่งาน ผมว่าเป็นเรื่องที่ท้าทาย และไม่มีความจำเป็น (แถมในหมวด 2 ยังใช้คำว่า “ผู้ให้บริการ” อีกแหน่ะ เลยไม่รู้ว่าระหว่าง บุคลากร หรือ “ผู้ให้บริการ” นี่ จริง ๆ แล้วคืออันเดียวกันหรือไม่)

ส่วน ผู้รับบริการ ดันไปบอกว่าเป็น “กลุ่มเป้าหมายที่ห้องสมุดต้องให้บริการ” ผมไม่แน่ใจว่า ผมเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า ถ้าเป็นภาษาอังกฤษ หมายถึง target group หรือเปล่า ถ้าใช่ นั่นหมายถึง potential user (ผู้ที่อาจจะใช้) หรือเปล่า แต่คนที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายแต่มาใช้ห้องสมุด ไม่ได้ถือว่าเป็นผู้รับบริการดอกหรือ

ประเด็นต่อมา คือ มาตรฐาน หมวดแรก ซึ่งว่าด้วยวิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าหมายและยุทธศาสตร์ ผมอ่านไป ผมก็เกิดความสงสัยขึ้นว่า เขียนขึ้นเพื่อห้องสมุดอะไร เพื่อห้องสมุดโดยรวม ในฐานะอะไร? หรือเป็นแผนกลยุทธ์​(Strategic Plan) ของสมาคมฯ เอง หรือเป็นแผนกลยุทธ์ที่จะเป็นต้นแบบ ให้ห้องสมุดแต่ละห้องสมุด เอาไปลอกใส่เวลาเขียนแผนกลยุทธ์ของตัวเอง ซึ่งถ้าเป็นไปเพื่อห้องสมุดทั่วทั้งประเทศ ผมเห็นว่าเป็นเรื่องค่อนข้างเฉพาะที่ เฉพาะกาล ไม่มีใครมีแผนกลยุทธ์ที่เหมือนกันเปี๊ยบ ถึงแม้ว่าจะสมาคมฯ จะทำหน้าที่เหมือนพี่ใหญ่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะสามารถตีขลุมได้ว่า ห้องสมุดทั่วทั้งประเทศเค้ามีวิสัยทัศน์อย่างไร เพราะห้องสมุดแต่ละประเภทต่างก็มีวัตถุประสงค์ และเป้าหมายที่แตกต่าง ซึ่งผมเข้าใจว่า ทางสมาคมฯ น่าจะตระหนักเป็นอย่างดี

นอกจากนี้ผมยังรู้สึกว่า การเขียนแผนกลยุทธ์ของมาตรฐานฉบับนี้แคบเกินไป เนื่องจากอ่านแล้วให้รู้สึกได้ว่า มันเป็นมุมมองจากห้องสมุดทางวิชาการด้านเดียว แต่ทั้งที่จริงแล้ว ห้องสมุดไม่ได้มีด้านส่งเสริมการเรียนรู้อย่างเดียวเท่านั้น หากแต่ถ้าเรามองห้องสมุดในฐานะที่เป็นสถานที่ (Library As A Place) โดยเฉพาะ “พื้นที่สาธารณะ” เราจะเห็นได้ว่า ห้องสมุดสามารถยังสามารถสนับสนุนด้านบันเทิง หรือแม้กระทั่งบทบาทด้านสังคม และวัฒนธรรมได้อย่างดี ซึ่งมักจะถูกมองข้ามไปทั้งที่ความเป็นจริง แล้วเราต้องยอมรับว่า ห้องสมุดหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นห้องสมุดประชาชน หรือห้องสมุดในสถานศึกษา ถึงแม้จะมีวัตถุประสงค์เพื่อการเรียนรู้ แต่การใช้จริงนั้นตอบสนอง ผลประโยชน์ด้านอื่นมากกว่า การที่ไม่ยอมรับข้อเท็จจริงนี้ ทำให้ห้องสมุดหลายแห่งประสบกับปัญหากับผู้ใช้ และผู้บริหารอยู่เป็นประจำ (อ่านเพิ่มเติม Williams, 1988; Levy, 2000)

ผมคิดว่า ถ้าเอา section แผนกลยุทธ์นี้จะเป็นการกล่าวถึง วัตถุประสงค์ และเป้าหมายของมาตรฐานฉบับนี้ ว่าเขียนทำเพื่ออะไร จะ make sense กว่ามาก

ส่วนข้อที่เหลือ ไม่มีอะไรบอก เพราะสาระสำคัญมีน้อยมาก และใช้ภาษาคลุมเครือในทุกหมวด คำว่า “ตามเหมาะสม” “ตามสมควร” เป็นคำที่มันไม่ได้ชี้ให้เห็นว่า อะไรคือเกณฑ์ (ซึ่งเป็นคำสำคัญสำหรับ คำนิยามของคำว่า “มาตรฐาน” อ่านเพิ่มเติมจากหัวข้อ There is no such standard) แต่ก็ใช้อยู่แทบจะทุกประโยค ถ้าแปลกันตรงตัว ก็คือ มาตรฐานฉบับนี้ จะบอกเพียงแค่ Binary logic ว่าควรมีอะไร หรือไม่อะไร แต่ไม่สามารถจะช่วยเป็นชี้ทางให้ได้ว่า ควรมีเท่าไหร่ อย่างไร ถามว่า ถ้าแล้วถ้าให้เขียนจริง ๆ เขียนได้มั๊ย ผมว่าก็เขียนไม่ได้อยู่ดี เพราะถ้าต้องการกำหนดข้อชี้ชัด ไม่ว่าจะเป็นด้านคุณภาพ หรือปริมาณของห้องสมุดทั่วประเทศ มันไม่สามารถกำหนดได้ เพราะห้องสมุดแต่ละประเภท น่าจะมีมาตรฐานที่แตกต่างกัน เช่น ห้องสมุดโรงเรียน น่าจะมีสัดส่วน collection ที่แตกต่างกัน หรืดห้องสมุดประชาชน ก็อาจจะมีการจำกัดในเรื่อง requirement การรองรับจำนวนผู้ใช้ที่แตกต่างกับห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษา เป็นต้น เหล่านี้เป็นรายละเอียดที่ต้อง กำหนดในมาตรฐานของห้องสมุดแต่ละประเภท ซึ่งจริง ๆ ก็เขียนไว้บ้างในตัวมาตรฐาน

แต่ในเมื่อมาตรฐานของห้องสมุดแต่ละประเภท ภายใต้การกำหนดของสมาคมฯ ยังไม่เกิดขึ้น (เท่าที่ผมทราบ ยังไม่เห็นนะครับ ถ้าใครทราบว่ามี ก็กรุณาชี้แนะด้วยแล้วกันครับ) การที่มาตรฐานฉบับนี้อ้างถึงมาตรฐานฉบับย่อย นั้น ก็ถือเป็นโมฆะ เว้นแต่ว่าจะมีการระบุถือมาตรฐาน หรือหลักเกณฑ์ที่ใช้จากหน่วงานอื่น อย่างตอนนี้ มาตรฐานของห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษา น่าจะขึ้นอยู่กับ สกอ. ห้องสมุดโรงเรียน ก็น่าจะขึ้นกับ สพฐ. หรือมาตรฐานของห้องสมุดประชาชน น่าจะขึ้นอยู่กับ กศน. ? ผมไม่แน่ใจสำหรับห้องสมุดเฉพาะ แต่ผมคิดว่า การกำหนดไปตรงตัว จะทำให้มาตรฐานมันไม่คลุมเครือ (และโอกาสที่จะเป็นสองมาตรฐาน นั้นน้อยลง)

ดังนั้นผมคงจะไปไม่ขอลงรายละเอียดไปตามข้อที่เหลือนะครับ

ส่วนสุดท้าย ที่ผมเห็นว่าเป็นส่วนที่ขาดหายไป และถือเป็นข้อตกหล่นที่ใหญ่ที่สุด คือ ประเด็นจริยธรรมสารสนเทศ​ (Information Ethics) ซึ่งนั่นหมายถึง คุณค่าของวิชาชีพ ผมเห็นว่า ประเด็นด้านจริยธรรมสารสนเทศ ควรถูกนำมาใส่หรืออ้างถึงไว้ในมาตรฐานห้องสมุด ทั้งนี้ผมเห็นว่า ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ใหญ่ที่สุด และผู้ปฏิบัติงานพบเจออยู่ทุกเมื่อเช่นวัน ว่าจะเอาคุณค่าอะไรมาช่วยตัดสินใจในการปฏิบัติงาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ข้อมูลและสิทธิส่วนบุคคล การเซ็นเซอร์ ทรัพย์สินทางปัญญา และประเด็นอื่น ๆ เหล่านี้ล้วนมี conflict of interest อยู่ตลอดเวลา ที่ผู้ปฏิบัติไม่ควรมองข้าม ผมเห็นว่า การไม่บรรจุประเด็นเหล่านี้ ไว้ในมาตรฐาน เป็นเหมือนการขาดความใส่ใจ หรือไม่ก็ความพยายามที่จะหลบหนีปัญหา ทั้งที่จริง ๆ แล้วห้องสมุดถือเป็นด่านแรกที่จะเผชิญประเด็นปัญหาเหล่านี้

ผมว่า แค่นี้ เปิดมาคนอ่านก็งง แล้วว่า งานเขียนชิ้นนี้ เขียนขึ้นมาเพื่ออะไร นี่ยังไม่นับรวม Typo ที่เขียนผิดอยู่ประปราย ไม่รู้ว่าผ่านมาได้อย่างไร ก็คงจะเร่งเขียนเหมือนรัฐธรรมนูญหรือเปล่า ก็ไม่ทราบ… (ไม่แน่ใจว่า ฉบับตีพิมพ์กับฉบับที่อยู่บนเว็บ เป็นแบบเดียวกันหรือไม)่ เช่น บางแห่งใช้ มาตรฐาน บางแห่งใช้ มาตราฐาน ถึงแม้ว่าสองคำจะสามารถใช้แทนกันได้ แต่ผมเห็นว่า การเลือกใช้คำใด คำหนึ่งเป็น “มาตรฐาน” ก็น่าจะดูดีกว่า หรือพระนามขององค์อุปถัมภ์ ในข้อ 1 ก็ผิดพลาด ยังเสียผมเห็นว่า ก็น่าจะตรวจสอบให้ดีก่อนการประกาศใช้

อย่างไรก็ตาม ด้วยความเคารพ ผมไม่ได้มีเจตนาจะโจมตีหรือ discredit ผู้ใด เพียงแต่เห็นช่องทางในการพัฒนาต่อ และอยากเห็นการขับเคลื่อนไปในทางที่ “ผมเห็นว่า” น่าจะดีขึึ้น แต่กระนั้นเห็นว่า ทางนายกสมาคมฯ ได้ทำวิจัยเพื่อศึกษาเปรียบเทียบมาตรฐานห้องสมุดของประเทศต่าง ๆ (ซึ่งผมก็ยังไม่มีเวลาอ่านเต็มเม็ดเต็มหน่วย) ก็คิดและหวังว่า อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ชัดเจนขึ้นเร็ว ๆ นี้ครับ ซึ่งผมก็ขอเขียนไว้ โดยสังเขป (ไม่สังเขปแล้วมั๊ง) เพียงเท่านี้แล.

รายการอ้างอิง

Levy, D. (2000). Digital libraries and the problem of purpose. D-Lib Magazine, 6(1). Retrieved http://wwww.dlib.org/dlib/january00/01levy.html

Williams, P. (1988). The American Public Library and the Problem of Purpose. New York: Greenwood Press.

ควันหลงห้องสมุด 2.0

In Social Networking, TCDC, Thaibrarian, blogophere, บรรณารักษ์ : Librarian, มั่วซั่ว : Miscellenous, ห้องสมุด : Libraries on มิถุนายน 15, 2007 at 7:33 am

ก่อนอื่นก็ขอขอบคุณทุกคนนะครับ ที่ไปในงานเมื่อวานนี้ และอีกหลายคนที่สนใจ เมื่อวานก็โดนแซว ตำหนิ ติเตียนหลายเรื่องเหมือนกัน ผิดประมาทพลาดพลั้งอะไรยังไง ผมก็ต้องขออภัยมาตรงนี้เลยละกันครับ แต่ท้ายที่สุดหวังว่า อย่างน้อยคนที่ได้ฟังกลับไปเมื่อวานนี้ หลายท่านคงมีความคิดอะไรผุดขึ้นมาบ้าง หรือแม้แต่เพียงเพิ่มความสงสัย เพื่อที่จะำนำไปค้นคว้าด้วยตัวเองต่อได้ ผมก็ถือว่า อย่าง “น้อย” ก็ได้อะไรกลับไป

ส่วน presentation ทั้งของผมแล้วก็ของเลอชาติ ก็ Post อยู่บนเว็บไซต์ของ TCDC Resource Center เรียบร้อยแล้วนะครับ

จริง ๆ มีเรื่องเยอะแยะมากมายอยากจะเล่าแล้วก็ demo ไปด้วย แต่เนื่องจากเตรียม Presentation ไว้ 2 ชั่วโมง เหลือประมาณชั่วโมงครึ่ง แล้วแต่ละแนวคิดย่อย ๆ สามารถพูดได้เป็นวัน ๆ เพราะฉะนั้นก็เลยต้องเต้น hip-hop อย่างที่หลายคนแอบแซว แต่ก็นั่นแหละครับ อาจจะเป็น style ผมด้วย ส่วนหนึ่ง แหะ ๆ ยังไงก็ติชมกันได้เลยครับ ผมจะได้นำไปปรับปรุงต่อไป…

สำหรับคนที่ไม่ได้ไป ก็ขอเล่าคร่าว ๆ แล้วกันนะครับ ถ้าจะให้เล่ารายละเอียดทั้งหมด ก็คงจะไม่ไหว ผมรับผิดชอบในช่วงเช้่า โดยพูดเกี่ยวกับแนวคิด 2.0 ในภาพกว้าง ที่มาที่ไป แล้วการนำเอาแนวคิดดังกล่าวมาใช้ให้เกิดขึ้นจริง

คร่าว ๆ ผมก็ดึงเอา The Long Tail มาเป็นเท้าความถึงแรงผลักดันด้านเศรษฐกิจ ที่ปัจจุบัน จำเป็นจะต้องให้ความสำคัญ กับผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมน้อยด้วย เช่นกันกับสินค้าสุดฮิต และใช้ทฤษฎี Social Capital มาเป็นทัพเสริมทางด้านสังคมศาสตร์ เพื่อที่จะชี้ให้เห็นว่า เทคโนโลยีสามารถเข้ามามีบทบาทต่อการสร้าง social capital ของคนเราได้ (ปล. จนปัจจุบันก็ยังหาคำไทยของคำว่า social capital ไม่ได้ ใครทราบรบกวนหน่อยนะครับ) หลังจากนั้นแนวคิดการให้บริการในแนวเทคโนโลยี web 2.0 จึงผุดขึ้น และโลกห้องสมุดก็เห็นประโยชน์ในการที่จะนำมาปรับใช้ด้วยเช่นเดียวกัน

คนที่เรียกขาน “ห้องสมุด 2.0″ เป็นคนแรก ก็คือ Michael Casey ซึ่งเขียนไว้บน blog ของเค้า LibraryCrunch เมื่อเดือนกันยายน 2005 และแนวคิดดังกล่าวก็ถูกนำมา promote อย่างต่อเนื่องโดยบริษัท ที่ปรึกษาด้านห้องสมุดของอังกฤษ ที่ชื่อ Talis โดยมีหัวเรือใหญ่ชื่อ Paul Miller เป็นตัวตั้งตัวตี และหลัง ๆ ก็มีนักวิชาการห้องสมุดก็เริ่มให้ความสนใจ อย่างไรก็ตามการใช้คำว่า ห้องสมุด 2.0 หรือ library 2.0 ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันถึงความเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นเนื่องจากมันไม่ใช่แนวคิดใหม่อะไรในวงวิชาการ หรือแม้กระทั่งว่าไม่สามารถให้คำนิยามที่ชัดเจนได้ โดยเฉพาะนักวิชาการบางคน ก็ไม่ใคร่สนใจกับแนวคิดเลยด้วยซ้ำ เนื่องจากเห็นว่าจะเป็นแนวคิดฉาบฉวย แฟชั่น ไม่ยั่งยืน อย่างไรก็ตามสิ่งที่ผู้ที่สนใจในแนวคิดนี้ เห็นพ้องต้องกัน คือ แนวคิดห้องสมุด 2.0 เป็นการผนวกปรัชญาการบริหารห้องสมุดเข้ากับการจัดการเทคโนโลยี web 2.0 ดังนั้นคำสำคัญของแนวคิดนี้ คือ คำว่า “mashup” ที่การให้บริการห้องสมุดออนไลน์กลาย เป็นการบูรณาการ (เอ่อ ไม่อยากจะใช้คำนี้ แต่ไม่รู้ว่าจะใช้คำอื่นว่าอะไร) แหล่งสารสนเทศจากหลายแหล่งเข้าด้วยกัน (แหล่งในที่นี้ รวมไปถึงแหล่งสารสนเทศที่เป็นตัวบุคคลด้วย ผ่าน social networking)

จริง ๆ แล้ว (มีคนแอบแซวว่า ผมพูดคำว่า “จริง ๆ แล้ว” เยอะมาก คงเห็นจะจริง แหะ ๆ) แนวคิดนี้ไม่ใช่เรื่องยากที่จะคาดถึง เนื่องจากธรรมชาติของห้องสมุด ก็เป็นพื้นที่สาธารณะ เป็นที่พบปะกัน และสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้ด้วยกันเอง หรือแม้กระทั่งระหว่างผู้ใช้กับผู้ให้บริการ ดังนั้นการพัฒนาบริการห้องสมุดออนไลน์ให้นอกเหนือไปจากการเป็นแหล่งให้ค้นหนังสือเท่านั้น

องค์ประกอบที่สำคัญของแนวคิดห้องสมุด 2.0 ก็คือ เจ้ากลุ่มเทคโนโลยี web 2.0 เนี่ยแหละ (อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ web 2.0 ที่ blog ของ Tim O’Reilly นะครับ) ดังนั้นผมก็เลยสรุปแนวคิดการให้บริการที่สำคัญ ๆ ซึ่งก็ได้แก่ User-Generated Content (เป็นเรื่องในทำนองเดียวกันกับ The Wisdom of Crowd, Collective Intelligence, Citizen Journalism, Open Content), Bookmarking and Recommendation System ที่สามารถแบ่งปันข้อมูลร่วมกันได้, Social Networking ที่มีทั้งเป็นอยู่ในรูป instant messenger และ profile based application ที่เริ่มมาตั้งแต่ profile ของตัวเอง ว่าประวัติของเราเป็นอย่างไร มีความสัมพันธ์กับใคร ไปจนถึง Profile ของสัตว์เลี้ยง (อย่างหมา แมว) ข้าวของ (เช่น ตุ๊กตาบาร์บี้) ที่เราสามารถแบ่งปันข้อมูลกันได้ เพื่อหา “แนวร่วม” หรือคนที่มีความสนใจร่วมกัน

ข้างของที่ว่า ก็รวมไปถึงหนังสือด้วย ซึ่ง LibraryThing กับ Bookjetty (ผมเคยเขียนถึงไว้ เมื่อไม่นานมานี้) ก็เป็นตัวอย่าง application ที่น่าสนใจ ที่ใช้แนวคิดเดียวกัน ในการรวมพลคนรักหนังสือ และใช้ application ต่าง ๆ เพื่อสร้างชุมชนของคนที่รัก สนใจหนังสือคอเดียวกัน หรือแม้กระทั่งเล่มเดียวกัน

นอกจากนี้เทคโนโลยี web 2.0 ยังรวมไปถึงความสำคัญของ folksonomy ที่ผู้ใช้สามารถกำหนดคำสำคัญ (tag) ของ object ต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง โดยการแสดงผลในภาพรวมมักจะแสดงผลในรูปของ Tag Cloud

นอกจากนี้ยังมีตัว virtual reality game อย่าง second life ที่ทำให้คนสามารถเข้าไปหาเพื่อน พูดคุย ได้ผ่านเกมส์ในรูปแบบ 3 มิติ แต่กลุ่มสุดท้าย คือ กลุ่ม aggregator ซึ่งเป็น application ที่รวมรวบ content ที่เราสนใจเข้าไว้ด้วยกันด้วยเทคโนโลยี RSS (Really Simple Syndication) ตัวอย่างเว็บไซต์ที่ให้บริการ ก็ได้แก่ Bloglines, Google Reader และ Technorati

การนำแนวคิดเหล่านี้มาใช้ หลัก ๆ ก็ทำได้ 2 รูปแบบ ได้แก่

  • การนำแนวคิดไปใช้โดยตรง เช่น การพัฒนา extension เพื่อให้ผู้ใช้ tag หนังสือได้โดยตรงจาก Library Catalog (ตัวอย่าง: PennTags)
  • การใช้เทคโนโลยี web 2.0 ที่ให้บริการอยู่ในอินเตอร์เน็ตมาใช้ เช่น การใช้ Flickr โดยเปิด accountของห้องสมุด, การสร้าง group ใน Flickr เพื่อสร้าง digital collection ที่เกี่ยวกับมหาวิทยาลัย/องค์กร หรือการ link authority record ของ Library Catalog กับ Wikipedia เป็นต้น (ตัวอย่าง: Picture Australia, Biz Wiki ของห้องสมุด Ohio University)

นอกจากนี้ผมก็ได้เน้นในเรื่องการใช้ Blog เพื่อใช้ในห้องสมุด โดยอ้าง guideline จาก Fichter (2003) ที่เฉพาะเจาะจงกับการไปใช้เพื่อการตลาด ซึ่งประกอบไปด้วย

  • Promote Library Events
  • Support Your Dedicated Users
  • Engage Your Community
  • Support Your Community
  • Building New Ties

นอกจากนี้แนวคิดห้องสมุด 2.0 ก็สามารถเอามาผนวกกับ Trend ของการปรับปรุงระบบสืบค้นทรัพยากรสารสนเทศยุคใหม่ ซึ่งมีต้นแบบมาจาก Library Catalog ของ NC State University ที่พัฒนาร่วมกับ Endeca ซึ่งเป็นบริษัทพัฒนาเว็บไซต์ชั้นนำ function และกำลังเป็นที่จับตามอง และเป็นต้นแบบให้กับห้องสมุดหลายแห่ง (ซึ่งรวมถึง TCDC ด้วย) และเชื่อได้ว่า เหล่าบรรดา vendor ก็จะหันมาพัฒนา library catalog ในรูปแบบนี้มากขึ้น หลัก ๆ ของการพัฒนาที่ถือว่าเป็นนวัตกรรมของการพัฒนา library catalog ก็ได้แก่

  • การใช้ประโยชน์ของหมวดหมู่มาใช้ให้เป็นประโยชน์ (สามารถ Browse หนังสือ ตามหมวดหมู่ต่าง ๆ ได้บนเว็บ)
  • การใช้ประโยชน์ของ Subject Heading ในการ Refine ผลการค้น (สามารถบ่งจำนวนหนังสือในหมวดหมู่ที่เกี่ยวข้องได้, แตก LCSH เพื่อสามารถใช้ประโยชน์ของ subfield ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ)
  • การจำนวนผลการค้นให้แสดงผลเฉพาะ หนังสือที่ Available ในห้องสมุด (ไม่ได้ถูกยืมออก) เท่านั้น
  • ใช้ Dictionary เพื่อช่วยเหลือในการป้อนคำค้น เวลาพิมพ์ผิด หรือไม่ค้นพบผลการค้น
  • การแปลงผลการค้นให้อยู่ในรูป RSS เพื่อที่ผู้ใช้สามารถเก็บผลการค้นแล้วติดตามรายการใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นมาได้
  • การเพิ่มระบบ Recommendation ในหน้า item (“more titles like this”)
  • ฯลฯ

ท้ายที่สุด ผม (โดยส่วนตัว) ก็ลองวิเคราะห์ถึงความท้าทายและอุปสรรค ในการนำแนวคิดมาใช้ในบริบทของไทยเรา ซึ่งหลัก ๆ ผมเห็นว่ามี stakeholders อยู่ 4 กลุ่ม

กลุ่มแรก คือ ผู้ใช้เอง ที่นอกเหนือจากข้อคำนึงถึงด้านปริมาณผู้ใช้อินเตอร์เน็ท “เพื่อการศึกษาหาความรู้ ข้อมูล” แล้ว ข้อคำนึงถึงเชิงคุณภาพก็ไม่ควรมองข้ามด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะเรื่อง ทักษะการรู้สารสนเทศและอินเตอร์เน็ต

กลุ่มที่สอง คือ ตัวบุคลากรห้องสมุด ซึ่งผมถือว่า เป็นกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญมากที่สุด ในการริเริ่ม สำคัญอยู่ที่ว่าบุคลากร ต้องเปิดใจมากขึ้น ว่าต่อไป ผู้ใช้ไม่ได้เป็นเพียงผู้เข้าถึงข้อมูลเท่านั้น แต่ต่อจากนี้ไป ผู้ใช้จะกลายเป็นผู้ผลิตข้อมูล ความรู้ นั่นหมายถึง เราจะต้องให้กุญแจแห่งการควบคุม ที่เราเคยถือครองอยู่ออกไป นอกจากนี้เนื่องจากแนวคิด ห้องสมุด 2.0 คือ แนวคิดในการสร้าง และส่งเสริมชุมชนแห่งการแบ่งปันความคิดเห็น ความรู้ ข้อมูล ข่าวสาร บุคลากรจึงมีบทบาทสำคัญที่สุด ในการที่จะ promote ให้ผู้ใช้เข้ามาใช้บริการเหล่านี้ (ก็อย่างที่บอกกับผู้เข้าฟัง เมื่อวานนี้ว่า ผมหวังว่า อย่างน้อยคงจะเห็น blog ของบรรณารักษ์และห้องสมุดเยอะมากขึ้น)

กลุ่มที่สาม คือ เครือข่ายห้องสมุด แนวคิดห้องสมุด 2.0 จะเกิดประสิทธิภาพสูงสุดได้ ก็ต่อเมื่อนำไปขยายต่อและเชื่อมกันระหว่างเครือข่ายห้องสมุด และในที่สุดก็จะทำให้ชุมชน weak ties เหล่านี้มีพลังขึ้นมา

กลุ่มสุดท้าย คือ กลุ่มผู้บริหาร ซึ่งถือเป็นกลุ่ม classic อีกกลุ่มหนึ่ง ที่ท้ายที่สุดแล้ว idea จะกลายเป็นความจริงได้ คนกลุ่มนี้ก็ถือว่าเป็นคนที่มีกุญแจอยู่ในมือด้วยเช่นกัน หากไม่เข้าใจในแนวคิดและบทบาทในเรื่องนี้แล้ว ก็ยากที่จะให้การสนับสนุนด้วยเช่นกัน.. (เอ่อ นี่ขนาดคร่าว ๆ นะนี่… จริง ๆ ถ้ามีคนช่วย live blogging ก็จะดีมากเลยครับ)

ส่วนช่วงบ่าย เลอชาติเค้าก็มาพูดประสบการณ์ในการพัฒนาเว็บไซต์ของ TCDC Resource Center ตัวใหม่ ที่นำเอาแนวคิดห้องสมุด 2.0 และการ renovate library catalog ห้องสมุดมาใช้ ไม่ว่าจะเป็น

  • ระบบสืบค้นหนังสือ ที่เอาต้นแบบมาจาก NCSU มาใช้ โดยเฉพาะในเรื่อง
  • การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานของหมวดหมู่และหัวเรื่องในการ refine ผลการค้น และการ browse ผลการค้น
  • การใช้ dictionary
  • การ sort ผลการค้นโดยเรียงตามความนิยม (จากสถิติการใช้บริการทั้งหมดของห้องสมุด)
  • การแสดงหน้าปกหนังสือ (ทั้งปกหน้า ปกหลัง ปกด้านใน)
  • การแสดงตำแหน่งหนังสือบนชั้นในห้องสมุด
  • สามารถ customize เขตข้อมูลในหน้าผลการค้นได้
  • การใช้ระบบ tag
  • ผู้ใช้สามารถ review หรือ rate หนังสือได้โดยตรง และสามารถอ่าน review หรือ rating ของผู้เชียวชาญ
  • การนำแนวคิด Wikipedia มาใช้ในการพัฒนา Pathfinder (Subject Guide)
  • การสร้าง Widget ที่ผู้ใช้สามารถเห็น profile
  • การสร้างหน้า profile ของตัวเอง
  • การ add feed ที่สนใจได้
  • ระบบ recommend ในหน้า item detail (Related items, การเชื่อมโยงกับ pathfinder ที่หนังสือเล่มนั้นไปปรากฏอยู่)
  • ฯลฯ

ไม่แน่ใจว่า เลอชาติเค้าจะมาเขียนในรายละเอียดให้อ่านบน blog เค้าหรือเปล่า ลองติดตามดู ยังไงเสียก็ดูจาก presentation ของเค้าไปก่อนนะครับ

ทีนี้สำหรับใครที่ยังมีคำถาม ไม่เข้าใจ หรืออยากจะแลกเปลี่ยน แนะนำ ติชม ก็เขียน comment บน Post นี้ได้ครับ ยินดีต้อนรับทุกความเห็นเลยครับ

ปล. สำหรับคนแถว ๆ อีสานที่พลาดโอกาส แล้วอยากมาแลกเปลี่ยนนะครับ ผมกับเลอชาติจะไปที่ ม.ขอนแก่นช่วงกลางเดือนหน้า (กรกฎาคม) ส่วนกำหนดการที่ชัดเจนจะแจ้งให้ทราบอีกครั้งครับ

ห้องสมุดประชาชน “ของฉัน”

In Thaibrarian, บรรณารักษ์ : Librarian, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous, ห้องสมุด : Libraries on พฤษภาคม 28, 2007 at 11:16 am

วันนี้ผมขอส่งเรียงความส่งเข้าประกวดครับ เรื่อง ห้องสมุดประชาชนของฉัน

เมื่อสาย ๆ ของวันนี้ ผมอยากจะมานั่งทำงานในห้องสมุดประชาชนสักหน่อย เป็นห้องสมุดประจำจังหวัด ที่สมัยเป็นนักเรียน ผมก็มาใช้อ่าน และหาหนังสือทำรายงานเป็นประจำ เพราะอยู่ที่บ้านรู้สึกว่าสิ่งเร้ามันเยอะเหลือเกิน แล้วงานก็เร่ง ๆ อีกอย่างมันก็อยู่ใกล้บ้าน แถมผมยังเป็นศิษย์เก่า กศน. ต้นสังกัดของห้องสมุดแห่งนี้อีกต่างหาก

ความที่ไม่ได้มาหลายปี อะไร ๆ ก็ดูเปลี่ยนไปหมด ไม่ว่าจะเป็นการจัดสรรพื้นที่ ห้องอะไรต่าง ๆ มากมาย จำได้ว่าครั้งล่าสุดที่มา เค้ามีคอมพิวเตอร์กับอินเตอร์เน็ทให้บริการแล้ว ก่อนที่จะมาหน้านี้ยังคิดและก็บอกคนรอบตัวว่า มาครั้งนี้ เค้าน่าจะพัฒนา มี wifi ให้บริการแล้วป่าว (จริง ๆ ก็รู้อยู่แหละ ว่าหวังเว่อร์มากไป) แต่ถ้าไม่มี ก็คิดว่า แหมไหน ๆ ก็มี Internet ก็จะลงทุนซื้อ wireless router บริจาคให้เลยละกัน เพราะผมเองก็ต้องเอา laptop ไปใช้ แล้วบริจาค router ดี ๆ สักตัวให้จะเป็นอะไรไป

ตัวห้องสมุดเป็นอาคารสองชั้น ชั้นล่างถูกปรับให้เป็นส่วนที่รับแขก มีส่วนที่ให้บริการคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ท (เพิ่งมาแอบเห็นว่าเค้าคิดราคาชั่วโมงละ 15 บาท) แล้วก็ส่วนที่เป็นวารสาร แล้วก็จัดหนังสือโชว์ มีมุมหนังสืออ้างอิงเล็ก ๆ อยู่มุมหนึ่ง ส่วนบรรณารักษ์มีห้องกระจก เข้าใจว่ามีแอร์ แต่ยังไม่ได้เปิดใช้

สิ่งที่ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปอีก ก็คือบรรณารักษ์ จากที่เป็นคุณผู้ชายใจดีหน่อย มาเป็นผู้หญิงรุ่นราวคราวเดียวกัน หน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพรา ผมไปถึงก็เห็นเธอเดินปัดกวาดเช็ดถู เพราะห้องสมุดเพิ่งเปิดทำการ ดูท่าทางแล้ว พอที่จะเป็นบรรณารักษ์สมัยใหม่กับเค้าได้บ้าง

ผมมาถึงตอนประมาณ 10 โมงครึ่ง ก็ดูเงียบสงบดี มีคนใช้อยู่สองสามคน คอมพิวเตอร์ทุกตัวปิดหมด แล้วห้องก็เริ่มจะดูเก่าลงจากแต่ก่อนมาก ความที่ไม่ได้มาเยือนนานแล้ว ทำอะไรก็ออกจะดูเคอะเขินอยู่เหมือนกัน กลัวเข้าไปแล้วจะผิดจารีตอะไรของเค้า เนื่องจากเห็นป้ายโน่นนี่เต็มไปหมด

ในขณะที่อากาศก็ร้อนอบอ้าว แต่พัดลมไม่เปิดสักตัว ผมก็เข้าใจได้ว่า ไม่มีใครกล้ามาเปิด (จำเป็นต้องรอให้บรรณารักษ์มาเปิดให้ด้วยหรือ) ผมเองก็ยังไม่กล้าเปิดเช่นกัน

พอเข้าไปถึง ผมก็มีกระเป๋าเป้ของผมหนึ่งใบ ใส่สัมภาระมา มีพวกเอกสารแฟ้มโต laptop กล้องถ่ายรูป แล้วก็เครื่องเขียน ด้วยความที่เห็นว่า ข้างล่างคงจะมีคนเข้า ออก ถึงแม้จะไม่พลุกพล่าน แต่ก็ทำให้เสียสมาธิได้ง่ายกว่าข้างบน ก็เลยคิดว่าจะไปนั่งข้างบน พอกำลังจะขึ้นบันได เค้ามีป้ายเขียนว่า “ห้ามเอากระเป๋าขึ้นข้างบน” ผมก็ยอมเอาของออกจากกระเป๋า แล้วก็เดินถือสัมภาระขึ้นมาชั้นบน ซึ่งผมก็ถือว่าเป็นเรื่องปรกติ ที่เค้าต้องป้องกันทรัพย์สมบัติของแผ่นดิน

พอขึ้นมาข้างบน ผมก็ต้องพยายามหาที่นั่ง เนื่องจากผมต้องใช้ laptop ผมก็เดินหาปลั๊กไฟ เห็นอยู่ปลั๊กหนึ่งที่มีพัดลมตั้งพื้นเสียบเอาไว้ แต่ยังไม่ได้เปิด (ปลั๊กจริง ๆ อยู่ในห้องที่มีชื่อว่า ห้องโสตทัศน์ แต่ตัวพัดลมอยู่ข้างนอกห้อง สายระโยงออกมา) มองรอบ ๆ ก็ไม่เห็นมีอีกเลย ก็สอดส่ายสายตาอยู่พักใหญ่ เหลือไปเห็นบรรณารักษ์มาเช็ดชั้นหนังสืออยู่พอดี ก็เลยเดินไปถามว่า “ไม่ทราบว่าผมจะหาปลั๊กไฟได้ที่ไหนบ้าง ผมจะต้องใช้ laptop ทำงานนะครับ”

บรรณารักษ์หน้าจิ้มลิ้มคนนั้นมองหน้า แล้วก็ทำหน้าปนยิ้ม ปนว่า “จะใช้ได้ไง อย่างงี้ไม่เปลืองไฟห้องสมุดเหรอ”

ผมเดินหันหลังให้ ด้วยสีหน้าชา ประมาณว่า “โอ๊ย หน้าแตกจนได้” แต่มันไม่แค่นั้น เธอก็ยังพูดตามหลังกลับว่า “มันเปลืองไฟห้องสมุด” ประมาณนึง ผมก็จำคำได้ไม่ถนัด แต่ก็ดังพอที่คนใช้ อีกสองคนก็หันมาที่ผมและเธอ ผมก็ “เหรอ ใช้ไม่ได้เหรอครับ งั้นก็โอเคครับ”

ผมกลับมานั่งที่โต๊ะที่เอาของวางไว้ คิดว่าไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ก็เขียนซักหน่อย แต่อดไม่ได้ที่จะต้องเขียนเล่าเรื่องให้คนอื่นฟัง เหลือบมองไปที่พัดลมตั้งพื้นเสียบอยู่ คิดในใจ “ดีแล้ว ที่ไม่ไปเปิดพัดลมไว้ก่อน ไม่งั้นอาจโดนหลายกระทง”

คือ ไม่คิดจะมาสำรวจอะไรหรอกนะครับ แต่เจอแบบนี้แล้ว จะให้รู้สึกอย่างไร คือตั้งใจมาทำงาน แต่เจอบรรณารักษ์พูดแบบนี้มาแล้ว ไอ้เรื่อง wireless ก็คงต้องลืมไปเลย…

ในระหว่างที่เขียน post นี้อยู่ ซักพักก็มีรถประกาศขายจตุคามวิ่งผ่านมา 3 คันติด โอ้แม่เจ้า!!! มันดังสนั่นเมืองจริง ๆ ใครมันจะไปทำงานได้

นอกจากนี้ ถึงแม้ว่าจริง ๆ ตอนนี้ก็มีคนมาอ่านหนังสือแค่สองคน (รวมผม) ส่วนที่เหลือก็จะมีเสียงแจ้ว ๆ ของบรรณารักษ์คุยกับ คนอื่น ๆ อยู่ด้านล่างที่ได้ยินขึ้นมาถึงข้างบน

จริง ๆ เวลาที่จะเอามาเขียน post นี้ควรจะเอาไปทำงานนะ แต่ก็รู้สึกเซ็งเสียแล้ว ต้องหาที่นั่งที่อื่น ว่าแต่ผมจะไปหาห้องสมุดที่ไหนหล่ะเนี่ย มันมีที่เดียวซะด้วย แถวนี้

บทวิเคราะห์

คิดแบบนี้แล้วก็ให้นึกถึงเรื่อง the problem of purpose ที่ห้องสมุดมักจะมีปัญหาเรื่อง การตั้งจุดประสงค์ กับวิถีปฏิบัติมันไม่เป็นไปตามนั้น (อ่านเพิ่มเติม Digital Libraries and the Problem of Purpose โดย David Levy) ซึ่งในกรณีของ digital divide ห้องสมุดถือเป็นจุด public access ที่คนน่าจะเข้าถึงได้มากที่สุด นั่นหมายความว่า คนที่ไม่มีตังค์ติดกระเป๋าเลย ก็สามารถเดินเข้าไป check email ของตัวเองในห้องสมุดได้

กลับมามองที่ประเด็นแรก การที่ห้องสมุดเก็บตังค์ค่าชั่วโมงอินเตอร์เน็ท ชั่วโมงละ 15 บาท โดยตั้ง ideally ห้องสมุดก็คาดหวังว่า คนมาใช้ จะต้องมาทำรายงาน หาข้อมูลบนอินเตอร์เน็ท แต่สิ่งที่เราพบเห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันก็คือ เด็กเล็ก ๆ เข้ามาใช้ห้องสมุดในฐานะร้านเกมส์ ซึ่งเป็นเหมือนกันทั่วโลก และมีงานวิจัยด้าน telecenter ก็ออกมายืนยันแล้ว ในขณะที่เดียวกันการเก็บตังค์ชั่วโมงละ 15 บาท ซึ่งดูเหมือนจะแพงกว่าราคาตลาด ออกจะดูโหดเกินไป เพราะห้องสมุดไม่ใช่องค์กรที่แสวงหาผลกำไร การเก็บเงินค่าใช้งานที่สูง ก็กลับกลายเป็นส่งเสริมให้เกิด gap มากขึ้น ถึีงแม้จะไม่ต้องให้ฟรี แต่ห้องสมุดก็เพียงแต่ subsidize บางส่วนก็น่าจะดี เพราะห้องสมุดได้งบประมาณมาจากรัฐอยู่แล้ว (ถึงจะไม่มาก แต่ก็น่าจะเป็นหน้าที่)

แต่การไม่เก็บเลย ก็จะกลายเป็นการสนับสนุนให้เด็กมาเล่นเกมส์แน่นไปหมด ส่วนคนที่ต้องการจะใช้คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ท เพื่อการใช้งานจริง ๆ จะไม่สามารถมาใช้งานเลย??

ส่วนไอ้เรื่อง ค่าไฟ จริง ๆ เคยได้ยินมาเมื่อไม่กี่ปีก่อน ที่ห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษาแห่งหนึ่ง ก็มีความคิดที่จะคิดค่าไฟใช้จากผู้ใช้ ในกรณีที่เอา laptop มาใช้งาน แต่ก็ไม่คิดว่าจะโดนเข้ากับตัวเองอย่างจัง แค่เพียงค่าไฟ ที่ห้องสมุดไม่สามารถจะรองรับการให้บริการผู้ใช้ได้ ก็อย่าไปพูดถึงเรื่องอื่นเลย เพราะค่าไฟเนี่ยมัน infrastructure ขั้นพื้นฐานสุด หรือว่าเค้ากำลังจะสนับสนุนให้คนหันมาใช้ XO กันนะ

จะว่าไป เค้าก็ยังมีส่วนดีนะที่ไม่หวงค่าน้ำ ไม่งั้นคงมีคนนั่งหน้าห้องน้ำ คิดเก็บตังค์ค่าเข้าห้องน้ำ ประมาณว่า ถ่ายเบา 3 บาท ถ่ายหนัก 5 บาท อาบน้ำ 10 บาท…

ไม่จำเป็นต้องเก่ง ก็รวยได้

In งานวิจัย : Research, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on พฤษภาคม 1, 2007 at 10:31 pm

งานวิจัยล่าสุดจาก Ohio State พบว่า ถึงแม้คนที่มี IQ สูงมีโอกาสที่จะมีเงินเดือนที่สูงกว่า แต่หากมองในมุมกลับ ก็ไม่ได้หมายความว่าคนฉลาดเหล่านี้ จะไม่มีปัญหาด้านการเงิน เหมือนกับคนที่มี IQ ในระดับปานกลางหรือต่ำกว่า เมื่อพิจารณาจาก total weath และความเป็นไปได้ที่จะประสบปัญหาทางด้านการเงิน

“Just because you’re smart doesn’t mean you don’t get into trouble. Among the smartest people, those with IQ scores above 125, even 6 percent of them have maxed out their credit cards and 11 percent occasionally miss payments.”

“Professors tend to be very smart people,” he said. “But if you look at university parking lots, you don’t see a lot of Rolls Royces, Porsches or other very expensive cars. Instead you see a lot of old, low-value vehicles.”

The lesson is simple, he said.

“Intelligence is not a factor for explaining wealth. Those with low intelligence should not believe they are handicapped, and those with high intelligence should not believe they have an advantage.”

ข้อมูลเหล่านี้ก็เก็บมาจาก National Longitudinal Survey of Youth (NLSY) กับ Armed Forces Qualification Test (AFQT) อย่างไรก็ตาม นี่เป็นตัวเลขของฝรั่งเค้า

ถ้าเป็นคนไทย อันนี้ก็ไม่แน่ใจ จริงอยู่ที่ความฉลาดไม่มีผลต่อความรวย แต่ความรวยอาจจะมีผลต่อความฉลาดก็เป็นได้

แต่กระนั้น คลาสสิคสุด ๆ ก็คงจะบอก คนเก่งไม่กลัว กลัวคนไม่ดีซะมากกว่า

[ที่มา Eurekaalert]

“And I’m Telling You” Effect

In บันเทิง : Entertainment, มั่วซั่ว : Miscellenous, เพลง : Music on พฤษภาคม 1, 2007 at 12:54 am

Post นี้สำหรับ gooogolf เป็นพิเศษ เอิ๊ก ๆๆ

จิ๋ว The Star ตัวก็เล็ก ไปเอาพลังปอดมาจากไหนเนี่ย

(ปล. ว่าแต่ Youtube โดนปลด block แล้วยังหว่า… ถ้ายังไม่ได้ ลองโหลดไฟล์ Flash ดูเอาละกันครับ)

[ที่มา NJFanclub]

Communication in Crisis: Google Suggestion

In มั่วซั่ว : Miscellenous on เมษายน 16, 2007 at 11:36 pm

I wrote a draft of this post a couple of days ago.  The VT incident sort of drive me to finish this post soon. Although it is not directly related, this might be something that an organization would learn from when crisis communication should be in place.

Last month, Menu Foods massively recalled its own pet food product which resulted the enormous search by its customer, according to Google Zeitgeist.

influx of searches.

  1. The moment information is publicly available, make it findable.
  2. Target Searches and Content in Post-Event Proactive Branding Campaigns.
  3. Use Site, Sound and Motion for Maximum Impact.
    [Note that I like the example of jetBlue.  Links to Pessenger's Video and jetBlue's response.] (Sorry Thai folks, they are on Youtube.)

[via Micro Persuasion]

VT massacre: Seeking Information from Outsiders

In Social Networking, มั่วซั่ว : Miscellenous, สื่อสารมวลชน : mass media on เมษายน 16, 2007 at 10:55 pm

Nope, I wasn’t there.  However, it is totally horrified and full of grief to hear about the terror at Virginia Tech this morning.  It sounds like everything happened randomly.  It could be us one day, who knows?  I, like others, always wonder what would I do if I were in that kind of situation.

Anyway, this text messaging transcripts between a VT student and her brother and mother, appeared on MSNBC’s Newsweek, remind me of a twist of Life in a Round when an outsider unusually becomes an information source of an insider in a critical moment.  It was similar when a number of my friends tried to contact me to turn on the TV and tell them the information about the Coup in Thailand when all medias were in control.

This student was trapped in a building near Norris Hall, the shooting location, hearing several shots.

blueiyed (10:37:35 AM): ug?
chiknman (10:37:10 AM): ey joke
chiknman (10:37:24 AM): day haha
chiknman (10:37:28 AM): snow day*
blueiyed (10:39:25 AM): i’m on lockdown under a desk right now..there’s been shootings on campus and 1 person has been killed and another injured

chiknman (10:38:54 AM): wtf?
chiknman (10:38:57 AM): at vt?
blueiyed (10:40:33 AM): yeh put cnn on
chiknman (10:39:07 AM): what the shit
blueiyed (10:40:51 AM): watch the news and tell me whats going on
chiknman (10:39:44 AM): they dont have it on there
chiknman (10:39:48 AM): ill check other stations
blueiyed (10:42:17 AM): ok its on the news tho i promise b/c drew was telling me then he had to go to class

I am pretty certain that a lot of people around that area had the same feeling with this student and tried to get information from outsiders.  Note the news reporter from MSNBC just said that the cellular network has been jammed.

[For a complete transcripts: Shock, Fear, and Confusion]

[For more information on the event: Google News, VT Official Site]

Your Parents: PETA Ads

In บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on เมษายน 4, 2007 at 12:42 am

People for the Ethical Treatment of Animals หรือ PETA เป็นกลุ่มที่รณรงค์สิทธิสัตว์ เค้าออกโฆษณาสิ่งพิมพ์อันใหม่มา แรงได้ใจเหลือเกิน  ดูกันเอาเอง (ปล.คลิกที่รูป เพื่อชมภาพใหญ่)

[via Improbable Research]

“Siam” not “Thailand”: What is the deal?

In Thaibrarian, การเมือง : Politic, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on เมษายน 3, 2007 at 3:07 pm

Dr.Charnvit Kasetsiri, a well-known social scientist from Thammasat University, started a petition to change the name of Thailand back to “Siam”.  The petition says “Siam” represents the acceptance of diversity of ethnicity, language, and cultural identity in the country.  Also it follows the unity principle.

The petition cites the 1939 constitution ruling the change of the country name from “Siam” to “Thailand” for the reason of “ethnicitism” which was factually and historically incorrect.  There have been a few attempt to change back to Siam, i.e. 1949 and 1968 constitutions.

Personally, I totally understand and agree with the petition because ethnically I am not Thai (and I do not know the “real” Thais are still majority of the population)  My bloodlines actually are combined between Chinese and Black Tai (Tai-Dum).  But I am proud to be categorized as Thai.  However, I don’t know about how the change would affect me as a citizen individually.

But if it is the case to bring peace back to the country, any name is fine for me as long as people live peacefully.

Perhaps I do not get the whole concept or logic of this movement.  Maybe I need more information.  Maybe I physically and spiritually live too far from my home country, so I  lost some important context (I hope not).  Maybe social scientists might be sensitive than others.  But how such movement will be successful without the understanding of such an ordinary people like me?

Could anyone tell me what rationale behind it exactly?

[Source: Prachatai]

Turnitin: Privacy and IP issues

In LAW357C, Thaibrarian, นโยบาย : Policy, มั่วซั่ว : Miscellenous, ห้องสมุด : Libraries on เมษายน 3, 2007 at 12:25 am

Turnitin โปรแกรมตรวจการลอกการบ้าน รายใหญ่ที่ให้บริการว่า 6,000 สถาบันการศึกษา ใน 90 กว่าประเทศ รวมไปถึงมหาลัยชั้นนำ หลายแห่ง เช่น Harvard (ไม่รู้ว่า ที่ไทยมีใครใช้บ้าง) กำลังได้รับความนิยม จากสถาบันการศึกษามากขึ้นเรื่อย ๆ หลักการง่าย ๆ ก็คือ เอาการบ้านของนักเรียน ไปเปรียบเทียบกับการบ้าน ของงานของคนอื่น ๆ ที่อยู่ในฐานข้อมูล แล้วบอกว่างานที่เอามาส่ง เหมือนกับงานอื่นเท่าไหร่ โดยข้อมูลที่จัดเก็บในฐานข้อมูล ก็คือ งานของนักเรียนที่บรรดาคุณครู upload เพื่อให้โปรแกรมเอาไปตรวจสอบนั่นเอง

ล่าสุด กลายเป็นว่า Turnitin กำลังเผชิญกับปัญหาด้านสิทธิส่วนบุคคลของนักเรียน กับทรัพย์สินทางปัญญาไปเสียแล้ว เมื่อมีเด็กนักเรียน High School ในรัฐอริโซน่า สองคน ฟ้องร้องบริษัท iParadigms เจ้าของบริการนี้แล้ว ด้วยข้อหาละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา

ในอเมริกา มีกฏหมายฉบับหนึ่ง คือ Family Education Rights and Privacy Act (FERPA) เป็นกฏหมายที่คุ้มครองสิทธิของนักเรียน และผู้ปกครองในข้อมูลทางการศึกษา เพื่อป้องกันไม่ให้ โรงเรียนเปิดเผยข้อมูลของนักเรียนโดยไม่ได้รับการยินยอม ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกันกับ HIPAA ซึ่งเป็นการข้อมูลทางการแพทย์

ดูเหมือนว่า งานนี้ มีโอกาสที่เด็กจะเป็นคนชนะคดี เนื่องจากบริษัท เอาข้อมูลเอาไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการค้า ซึ่งไม่ตกอยู่ในข้อตกลงเกี่ยวกับ Fair Use ในขณะที่ฝ่ายบริษัทเจ้าของผู้ให้บริการ ก็อ้างกรณี Owasso Independent School District v. Falvo ที่บอกว่า งานเขียนของนักเรียนนักศึกษา ไม่ได้จัดอยู่ในกลุ่ม “student education records” ซึ่งทำให้ไม่ตกอยู่ในข่ายของ FERPA

Michael J. Hemmet บอกว่า วิธีทางหนึ่ง ที่น่าจะแก้ไขปัญหาข้อนี้ได้ นั้นอยู่ที่ตัวสถาบันการศึกษามากกว่า กล่าวคือ หา model และมาตรฐานที่ให้สถาบันฯ​ เป็นตัวกลาง มากกว่าที่จะให้บริษัทเป็นตัวกลาง และ model ที่จะนำมาใช้ อาจจะต้องมี open source เข้ามามีบทบาทด้วย ซึ่งก็เป็นอะไรที่น่าจับตามองต่อไปเรื่อย ๆ

[อ่านเพิ่มเติม Researchforward; CCCC-IP: Plagiarism Detection Services Bibliography]

Luxury Tax on Internet Usage: Fool!

In การเมือง : Politic, นโยบาย : Policy, มั่วซั่ว : Miscellenous on เมษายน 2, 2007 at 11:46 pm

Most people talk about Google April Fool. However, I just found another one (and yeah I was fooled!). Interestingly, this piece has been picked up on Global Voices Online as a serious news quoting Stuart G Towns. I don’t know the intention of the contributor of GVO. If he did not see the last word and blog as it is a real news, that would be more interesting case of how blogger cite other sources.

In ThaiVisa.com forum, someone named george posted a news called “New Luxury tax on internet usage in Thailand” describing Thai government has introduced an Internet tax for foreigners who do not hold a working permit and are retirees. Also the tax require all Internet users in Thailand to install a hardware dongle from CAT which is freely available at 7-11.

The most funniest quote for me is that…

Sombat Merou-Ruang, director of the Alien Internet Control Division at CAT headquarters in Bangkok says “foreigners that do not have work in Thailand only hang out on internet forums, visit pornographic sites and other website lamock, different from Thai citizens who mostly use the internet for banking, ecommerce, and furthering their education”.

Apparently, the news was spread out via email. In that context outside community forum, I think it could looked more real for people who got the mail, as the ICT ministry becomes more suspicious about the “unreasonable” acts about Internet in Thailand.

I hope this fool will not turn out to be real… who knows?

Delirium: บทเพลง ความฝัน กับวันที่มาถึง

In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous, เพลง : Music on เมษายน 2, 2007 at 12:31 am

เป็นความอยากอย่างหนึ่ง ก่อนเรียนจบ ที่จะได้ดู Cirque du Soleil ตอนแรกไม่ได้ไม่ดี ไม่มีโอกาสดูแถว ๆ นี้ ก็กะว่า คงจะต้องไปแถว ๆ New York หรือไม่ก็ Las Vegas แต่บังเอิญมันมีโชว์ Delirium มาที่ Raleigh พอดี ก็เลยได้โอกาสไปดู

Delirium เป็นโชว์คอนเสิร์ตเน้นเพลงเป็นหลัก มากกว่าการขายเนื้อเรื่อง เนื้อเรื่องที่นำเสนอ ก็ประมาณว่า มีคน ๆ นึงอยู่ในความฝัน แล้วก็ไปเจอกับเรื่องต่าง ๆ ซึ่งแน่นอน ความฝัน มันค่อนข้างจะกว้างมาก เลยถ้าจะเน้นเนื้อเรื่อง ก็คงจะไม่ได้ เพลงที่เอามาใช้ก็จะเป็นแนว Electronic Pop ผสมกลิ่นจังหวะพื้นบ้านทาง African แนว ๆ นั้น (เอ่อ ผมก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านเพลง เสียด้วย ก็หวังว่าน่าจะเข้าใจ มีตัวอย่างเพลงให้ฟังบนเว็บของ Delirium ไปฟังกันได้)

ส่วนเรื่องการแสดง + เทคนิคการนำเสนอตลอดระยะเวลา 1 ชั่วโมง 45 นาที ไม่ต้องพูดถึงอยู่แล้ว จริง ๆ อยากดูงานที่ค่อนข้างมีเนื้อเรื่องหน่อย ๆ แบบ Corteo หรือ Quidam เพราะงานแบบนี้น่าจะมี costume ที่น่าดูทีเดียว แต่สำหรับ Delirium ตอนดูจากวิดีโอบนเว็บ ก็ไม่เท่าไหร่ แต่พอไปจริง ๆ ก็ต้องยอมรับเลยว่า ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่ก็สร้างความประทับใจได้อยู่ไม่น้อยทีเดียว โดยเฉพาะการใช้ projection ประกอบการแสดง ที่ใช้ได้อย่างลงตัวสมบูรณ์มาก ส่วนตัวก็ประทับใจจุดนี้มากที่สุด แล้วก็ดนตรีที่มีจังหวะเร้าใจ โดยเฉพาะการนำกลองพื้นบ้านแถบ ๆ แอฟริกันมาใช้

ด้วยการที่ Delirium เป็นงานโชว์คอนเสริ์ต การจัดเวทีก็จะเป็นแบบด้านเดียว คือ ให้โชว์ที่ด้านเดียว ซึ่งแตกต่างจะโชว์แบบ circus ที่ผู้ชมดูได้ทั้งสองด้าน ส่วนเวทีที่จัดครึ่งเดียวนี้ ก็จัดตามแนวยาวของ stadium เพราะ projector สองตัวที่ขนาบข้างมีขนาดใหญ่มาก

ถึงแม้การแสดงโดยรวมจะสร้างความประทับใจ แต่ก็มีอยู่สองจุดที่ ทำให้รู้สึก “หวิว” หวิวแรก ก็เป็นเรื่องที่นั่ง เนื่องจากรู้ช้ามาก แล้วก็ซื้อตั๋วเมื่อคืนนี้เอง ก็เลยได้ไปนั่งชั้น 3 ซึ่งเป็นชั้นบนสุด ๆ ของ RBC Center ซึ่งปรกติก็ใช้เป็นสนามแข่งกีฬาของ NC State แต่ความที่ที่นั่งชั้นบนสุด คือชั้นติดเพดาน stadium เลย เวลามองหน้าตรงก็เห็นแต่คาน stadium มันก็ทำให้รู้สึกวาบหวิวใช่ย่อย ลองนึกถึง Impact Arena บ้านเรา แล้วก็ไปนั่งอยู่ด้านหลังติดเพดาน stadium ดูอ่ะ แล้วที่ทำให้เสียวไปยิ่งกว่านั้นก็คือ เนื่องจากที่นั่งมันอยู่สูงมาก การ design ที่นั่งก็จะต้องมีความชันมาก เพื่อให้ให้คนบังกัน ซึ่งมันชันขนาดที่ว่า เท้าของเราอยู่ตรงหัวของคนที่นั่งข้างบน ซึ่งการกั้นของผนังเวลาเดินเข้าไปเนี่ย รู้สึกเหมือนนั่งอยู่บันไดชัน ๆ ยังไงยังงั้น แถวตรงขอบของชั้นที่นั่ง ก็ไม่มีทีกั้นด้วย นึกถึงว่าถ้ามีคนตกลงไป ก็หวาดเสียวแล้ว

หวิวที่สอง เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างตอนกลางของการแสดง ระหว่างที่เค้ากำลังแสดง ๆ อยู่นั้น ผมก็ได้ยินเสียงน้ำหก แล้วก็รู้สึกว่าโดนละอองน้ำกระเด็นมาใส่ ก็เลยหันไป ไม่ทันไร ก็เกิดจะมีเรื่องชกต่อยกันเสียแล้ว เท่าที่จับความกันได้ ก็ประมาณว่า คนที่นั่งอยู่แถวบนสุด กินเบียร์ แล้วทำหกใส่ผู้หญิงคนที่นั่งแถวต่อมา (ซึ่งเป็นแถวที่นั่งอยู่บนหัวผม) แล้วแทนที่จะขอโทษขอโพย ก็คงจะไปสบถอะไรเข้า แฟนของคนที่โดนทำน้ำหก ก็เลยลุกขึ้นจะหาเรื่องคนที่อยู่ข้างบน ก็เลยสบถใส่กัน ต้องมีคนมาห้ามอยู่พักใหญ่ เลยทำให้บรรยากาศการชมเสียไปฉิบ ท้ายสุด คนที่ทำเบียร์หก ก็เป็นอันต้องออกไป (ไม่รู้ว่าย้ายที่นั่งหรือเปล่า)

ก็เลยเป็นบทเรียนว่า คราวหน้าถ้าจะไปที่ RBC อีก ก็ควรจะหาที่นั่งชั้น 2 ส่วนที่นั่งด้านหน้าแถวล่าง ดูไม่เหมาะอย่างยิ่ง เพราะมันจะทำให้ไม่เห็น projector ด้านข้าง แต่ยังไงเสียวันนี้ก็ถือว่าคุ้มค่าแล้ว แล้วรู้สึกดีที่ได้ดูอะไรที่เราตั้งใจอยากจะดู ถ้ามีโอกาสก็คงจะดั้นด้น ไปโชว์อื่นของ Cirque du Soleil อีก

WordPress Blocked in Thailand?

In JOMC490, Social Networking, Thaibrarian, blogophere, นโยบาย : Policy, มั่วซั่ว : Miscellenous, สื่อสารมวลชน : mass media on มีนาคม 23, 2007 at 12:07 am

There have been a bunch of folks reporting that they could not access wordpress.com lately [See also Pantip.com, gooogolf, poakpong, mymoney]. Some suspected it was because of their internal networks. Some thought the poor speed from the ISPs caused the inaccessibility as it returned Error 404.  Myfreezer commented that when he used proxy.org to access the site, it was forwarded to ICT’s blocking announcement page. Although it has been told that they could already access now, Thai bloggers are still panic about being blocked.

The panic of “blog brother” has been around Thai bloggers since ICT ministry apparently blocked Youtube earlier this month. There are a couple of anti-junta government blogs hosted on wordpress.com, including hicomrade, and thinking in ink. FACT, Freedom Against Censorship Thailand, is also hosted on wordpress.com.

The last attempt to block the Internet is the pro-Thaksin website, hi-thaksin.net.  Manager Online, a media leader for anti-thaksin (apparently highly influence the government and political situation), has a feature on an “underground” website as its opponent’s website.  The article primarily sets an accusing tone that those ousted PM supporters use viral marketing on the Internet to spread out false information as propaganda, including the recent clip of an ousted PM.  (Apparently the clip has been censored by the government, even on Youtube.  However, the ICT ministry still refuses the claim as usual.)  The article attempts to reveal the component of the website as the ministry tries to do to block the site, including domain name, proxy, free online content hosting (in particular blog providers), and online video providers.

[Note that Hi-thaksin.net has an argumentative response to this article named "Response to Manager Onli(n)e" in Thai]

Although it seems likely that there is no highly correlation between hi-thaksin.net and other blogs, I hope none of the ISP is too sensitive about this.  Anyway, I am sure that they are aware of the power of blogs.

Keep your fingers crossed that it was just an “accident”.  Maybe wordpress had a downtime.

More money, More phone use?

In มั่วซั่ว : Miscellenous on มีนาคม 17, 2007 at 2:06 pm

An infamous Thai ICT Ministry commented, during a roundtable discussion “Policy direction for the Telecom Sector” on March 16, that he wants cellphone operators to increase the subscription rates because the competition by decreasing the rates causes people use cellphones too much.  In particular, people who live in poor areas (e.g. farmers) and earn insufficient income have to play a lot of money for cellphone use because of the advertisement and persuasive prices.

In Blognone, some people thought this seems to be illogical.  Some people argues that the rates should not be too cheap.  I personally see this issue as the conflict of interest between sufficiency and digital divide perspectives which take part on different grounds.  It seems to me that sufficiency of using cellphone is based on rather individual judgment (e.g. responsibility and self-disciplinary) than public manipulation.

One may argue that cellphone could not be counted as a public good as another type of luxury technology.  Therefore, not everyone deserve to own and use cellphone for their own sakes which I do think it is quite of weird and somewhat selfish.  I do think most people realize the benefit of, not just only “having”, but also “using” cellphone.  Therefore, keeping the price down is always good and it is the benefit of the public (which is the role and responsiblity of the government, isn’t it?).  Anyway, I do think nothing is wrong with people using cellphone too much.  Increasing the subscription rate apparently support the assumption that “you poor people deserve less than me because I’m richer.”

I remember the operators usually have a function to temporarily limit the use when people suspiciously use cellphone to a certain amount of money.  Then you have to validate yourself with the operators (I used to be annoyed by this).  In addition, pre-paid is good enough option for those who want to limit their own uses.  If those “overuse” still exist, then the problem significantly is nothing  about money.

[Source: Thairath via Blognone]

เปลือย TCDC: บริบทกับความอยู่รอด ตอน 2

In TCDC, Thaibrarian, การเมือง : Politic, บรรณารักษ์ : Librarian, มั่วซั่ว : Miscellenous on มีนาคม 16, 2007 at 4:57 pm

เปลือย TCDC เป็น series เกี่ยวกับความคิดเห็นของผม ผ่านประสบการณ์ในฐานะที่เคยทำงานใน สำนักงานศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ หรือ TCDC เท่าที่วางแผนไว้ขณะนี้ มีทั้งหมดประมาณ 3-4 ตอน

ใต้ร่ม OKMD

แน่นอน หลายเสียง โดยเฉพาะคนในวงการวิชาชีพ รู้สึกสงสัยและแปลกใจกับหน่วยงานใหม่ ที่ตั้งชื่อเสียสวยหรูว่า OKMD แล้วก็ไม่รู้ว่ามันมีขึ้นมาเพื่ออะไร ถึงแม้ TK Park กับ TCDC จะเป็นหน่วยงานพี่น้อง แต่ก็ต้องบอกกันตามตรงว่า ความรู้สึกที่ผมทำงานตรงนั้น มันเหมือนแข่งกันทำงานมากกว่า จะร่วมมือกันทำ ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะด้วยหลักการ และกลุ่มเป้าหมายที่ต่างกันออกไป ในขณะที่หน่วยงานแม่ก็ดูแลแต่เพียงนโยบาย กับหลักการอย่างกว้าง ๆ

เริ่มแรก TK Park ก็บอกว่าจะมุ่งไปที่ public แต่ไป ๆ มา ๆ ก็กลายเป็นที่สำหรับเด็กไป ซึ่งผมก็คิดว่า ไม่ผิดและไม่เสียหาย แต่อาจจะต้องทำความเข้าใจกันใหม่ เท่านั้นเองว่า เงินที่เอามาใช้ลงทุนกับสิ่งที่จะได้กลับคืนมา มันคืออะไร (ซึ่งเรื่องการประเมินผลการลงทุน ถ้ามีเวลาจะเขียนให้ละเอียดลงไป ให้มากกว่านี้) แต่ท้ายที่สุดแล้ว มันก็ไม่สามารถบอกได้ว่าอะไรผิด อะไรถูก ถึงแม้ผมจะเคยเขียนวิจารณ์ โครงการประกวดแผนห้องสมุดมีชีวิตของ TK Park มาแล้ว แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า ผมไม่รู้สึกชื่นชมความตั้งใจของคนทำงาน

หน่วยงานที่ตั้งแต่ขึ้นใหม่ที่มีส่วนของ ห้องสมุด เป็นองค์ประกอบสำคัญนี้ คนในวิชาชีพหลายคน ก็อาจจะรู้สึกว่า ทำไมเหมือนตัดหน้า แล้วเอาใครไม่รู้มาทำ (เป็นหัวหน้า) แทนที่จะเอาคนที่มีความรู้เชี่ยวชาญ ด้านบรรณารักษศาสตร์โดยตรงมาทำ (ซึ่งมันทำให้เกิดความคิดแหนงแคลงใจจากแถวห้องสมุดประชาชน หอสมุดแห่งชาติ หอจดหมายเหตุ) ทั้งที่จริงแล้ว ผมเชื่อว่า คนในวิชาชีพ ก็น่าจะตระหนักถึงจุดอ่อนของตัวเอง และสถานภาพของวิชาชีพในบ้านเราดี เพราะไอ้ความคิดว่า “บรรณารักษ์เมืองไทย” ไม่มีน้ำยานี่แหละ ถึงทำให้คนที่ไม่ได้เรียนจบสายนี้จริง ๆ เข้ามาบริหารงานห้องสมุด และนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรก ดูอย่างตามห้องสมุดมหาวิทยาลัย คนที่มามีบทบาทในการบริหารห้องสมุด ก็มีตั้งเยอะแยะที่ไม่ได้จบบรรณารักษศาสตร์ แต่ประสบความสำเร็จในวิชาชีพ นี่ไม่ได้แสดงให้เห็นถึง ความอ่อนด้อยของการศึกษาในด้านนี้หรอกหรือ ที่ทำให้ผู้เรียนขาดภาวะ “ความเป็นผู้นำ”

รวยกระจุก จนกระจาย

คนถามว่า ทำไมไม่คิดถึงคนบ้านนอก ชาวบ้าน ชาวช่อง ห้องสมุดประชาชนที่ขาดแคลน ผมคงต้องขอแสดงความคิดเห็นไปตรง ๆ อย่างนี้เลยว่า ผมและคนอื่น ๆ (รวมทั้งผู้บริหาร) คิดและเข้าใจความคาดหวังของสาธารณะดี การที่รัฐบาล ณ ตอนนั้น ไม่อาจลงทุนให้กับห้องสมุดประชาชน หรือหอสมุดแห่งชาติ เพราะผมเข้าใจว่า รัฐไม่เชื่อมือบรรณารักษ์ การเอาเงินไปลงทุนให้กับบรรณารักษ์ ที่ดูเหมือนว่าจะเป็นกลุ่มคน ที่มีผลงานให้โดดเด่นน้อยที่สุด ดังนั้น การตั้งองค์กรขึ้นมาใหม่ แล้วให้คนที่รัฐคิดว่า เชื่อใจและ ไว้ใจได้ มาทำงานเหล่านี้ น่าจะเป็นผลดีกว่า (ซึ่งมันก็เป็นวิถีทางการเมืองโดยทั่วไป ที่คนเข้าใจและติดตามการเมืองมาตลอด น่าจะทราบและตระหนักดี) ดังนั้น จะเห็นได้ว่า คนทำงานยุคบุกเบิกในนั้น ไม่มีใครอยู่ใน field เลย

อีกทั้งการที่รัฐพยายามจะ promote ว่า องค์กรนี้ จะเป็นองค์กรต้นแบบ หลายคนก็ต้องเข้าใจว่า มันคือ การสร้างขึ้นมา แล้วก็ให้ห้องสมุดอื่นทำตาม หรือจะไปสร้างห้องสมุดเดียวกันแบบนี้ที่อื่นอีก แต่สิ่งที่คนมองข้ามคือ การเป็นห้องทดลองเชิงธรรมชาติที่นักสารสนเทศ ทั้งสายบรรณารักษศาสตร์หรือสารสนเทศศาสตร์ เพื่อให้ข้อมูลเพื่อการพัฒนา

ทำไมผมถึงบอก หน่วยงานพวกนี้ ว่าเป็นห้องทดลอง มากกว่าการเป็นห้องสมุดต้นแบบ ก็เพราะเป้าหมายของการจะทำให้เกิดนวัตกรรม หรือสิ่งใหม่ขึ้น ในวงการห้องสมุด มันก็ต้องมีการวิจัยและพัฒนา หากแต่การวิจัยและพัฒนาในห้องสมุด ก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่ว่า มันตัน เพราะมันเหมือนจะหมดแค่ ป.โท เท่านั้น แล้วงานวิจัยทั้งหลายก็ไม่ได้ขับเคลื่อนตัวองค์ความรู้ซักเท่าไหร่ เพราะมันเป็นงานวิจัยเชิงองค์กรซะเป็นหลัก

สมัยผมทำงานอยู่ TCDC เราก็คิดกันว่า จะทำอย่างไร ให้คนไม่เข้าใจผิดว่า เราเอาสมบัติชาติบ้านเมืองมาใช้ เพื่อตอบสนองปัญหาของคนเพียงบางกลุ่ม แน่นอน เราคิด แล้วเราก็วางแผนที่จะเข้าไปมีส่วนร่วม มากกว่าการเป็นห้องสมุดเฉพาะ ผมไม่คิดว่า คนใน TCDC ต้องการเข้าไปล้มล้างหอสมุดแห่งชาติ หอจดหมายเหตุ หรือตัดหน้าแต่อย่างไร ในทางตรงกันข้าม ไม่ใช่แต่คน TCDC แต่ทุกคนก็อยากมีห้องสมุดแห่งชาติที่ดีเยี่ยม ไม่ใช่เป็นแหล่งความรู้อย่างเดียว แต่เป็นหน้าเป็นตา เพื่อบ่งบอกความเป็น “อารยะ” ของสังคมไทยว่าเป็นสังคมของคนมีความรู้ (ประชด)

การพัฒนาการทำงานให้เป็นรูปธรรม เป็นสิ่งที่คนใน TCDC ตระหนักดีว่าจะต้องทำให้มันบังเกิดขึ้น ไม่ใช่เป็นเพียงเหตุผลทางการเมืองเท่านั้น แต่สำหรับผมเอง มันเป็นการพิสูจน์ความสามารถของคนทำงาน ว่าเราเป็นน้องใหม่ในวงการ ที่ดีพอที่พอจะเข้าไปช่วยพัฒนาวงการโดยรวม และองค์ความรู้ด้านนี้

อย่างไรก็ตามแรงผลักดันทางการเมือง ทำให้เรามีข้อจำกัดด้านระยะเวลา ซึ่งมีผลกระทบต่อการก่อตั้งของ TCDC ในหลาย ๆ ด้าน และมันก็สามารถกลายเป็น “ข้ออ้าง” ไว้ใช้อธิบายคำถามของที่พยายามโจมตี TCDC ได้อยู่เสมอ ๆ อย่างเช่น ถามว่า ทำไมเป้าหมายของ TCDC ไปอยู่ที่นักออกแบบ ไม่ใช่อยู่ที่ผลิตภัณฑ์ OTOP อันนี้ผมเองก็ตอบไม่ได้เต็มร้อย แต่ตามที่ผมเข้าใจ การมุ่งไปที่นักเรียน และนักออกแบบเป็นกลุ่มแรก ถือเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ (output) ได้มากที่สุด เนื่องจากได้รับผลได้ผลเสียโดยตรง ในขณะเดียวกัน ก็ใช้เป็นโอกาสในการ form เครือข่ายของนักออกแบบ และเมื่อได้กลุ่มนักออกแบบ ที่มีคุณภาพมารวมตัวกัน เราก็น่าจะสามารถเชื่อมโยงคนที่มีหัวคิดออกแบบ กับคนที่มีหัวคิดการค้า เข้าไว้ด้วยกันได้ ต่อให้เป็นระดับไหนก็ตามเถอะ (หมายถึง คนระดับบน ระดับล่าง)

ส่วนถามว่า ทำไมต้องมาตั้งใจกลางเมือง ทำไมไม่ไปตั้งห้องสมุดที่อื่น ตั้งบนห้างมันแพง อันนี้ผมไม่ได้เป็นคนมีส่วนร่วม ในการพิจารณาเลือกพื้นที่ตั้งแต่ต้น ผมและทุกคนเข้าใจดีว่า การสร้างห้องสมุดบนห้างสรรพสินค้า เป็นข้ออ้างทางการตลาด และก็มีแรงบันดาลใจมาจากห้องสมุดในสิงคโปร์ ที่คิดว่าคนจะมาให้ห้องสมุดเยอะมากขึ้น หากตั้งไว้บนห้าง แต่ถ้า ณ​ ตอนนั้น มีคนถามว่า ถ้ามันตั้งในเมืองไทยแล้วมัน work มั๊ย จะมีคนตอบได้หรือไม่ คนก็จะบอก ได้ (ปัญหาคือ ใครจะทำ) ก็จะตอบสมมติฐานที่ตั้งกันไว้ ไม่เต็มปากนัก (แต่พอมีแล้วเป็นไง ก็บ่นว่าเปลือง)

ความจริงห้างเอ็มโพเรี่ยม ไม่ใช่เป็นห้างแรกที่ถูกเลือกให้เป็นที่ตั้งของ TCDC หากแต่เป็นห้างอื่นบนเส้นสุขุมวิทนั้นแล แต่มันมีปัญหาทางธุรกิจหรืออะไรที่แหละ ผมก็ลืมไปแล้ว ทำให้ต้องย้ายมาตั้งที่เอ็มโพเรี่ยม ข้อที่สอง ทำไมต้องตั้งในแถบนั้น ก็เพราะมันเป็นย่านธุรกิจ ที่มีคนทำงานที่น่าจะสนใจด้านนี้อยู่ด้วย ซึ่งจริง ๆ ประเด็นนี้ สำหรับผมแล้ว แต่สุดท้าย จะเป็นที่ไหนก็ไม่สำคัญ ขอให้เป็นแหล่งที่มันเข้าถึงออกสะดวก ก็น่าจะไม่มีปัญหา แต่ปัญหาก็คือ ในระยะเวลาอันสั้น การลงทุนสร้างตึก สร้างอาคารขึ้นมาใหม่ มันใช้เวลา การไปตั้งบนห้างสรรพสินค้า ก็กลายเป็นทางเลือก ที่ช่วยประหยัดเวลาในการจัดตั้ง

ส่วนงบประมาณในการตกแต่ง ทำไมต้องแต่งเสียหรูหรา อันนี้ผมก็คงจะไม่สามารถตอบหรือให้ข้อมูลตรงนี้ได้ เพราะผมเข้าไปงานตกแต่งหลัก ๆ ก็ได้ถูกวางไว้เยอะแล้วเหมือนกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ keep in mind ผม และคนอื่น ๆ อยู่เสมอ ๆ ก็คือ ถ้าห้องสมุดเฉพาะด้านการออกแบบ มีสภาพเหมือนห้องสมุดประชาชนทั่วไป ถึงแม้ content ที่อยู่ในห้องสมุดมากน้อยเพียง แต่มันก็แสดงถึงความไม่เอาใจใส่ของคนทำงาน และกลายเป็นการ discredit ตัวเองไปเสียอย่างนั้น ซึ่งมันก็เหมือนกับวิชาชีพอื่น ๆ ที่มันมีองค์ประกอบของการสร้างความน่าเชื่อถือด้วยเช่นกัน และ TCDC ก็ถือเช่นเดียวกันว่าการตกแต่ง ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับองค์กร แต่

ส่วนหนึ่ง ที่ผมโดยส่วนตัว ไม่ใคร่จะยินดีปรีดา (แต่ก็ไม่ถึงกับรู้สึกว่า อยากจะออกมาต่อต้าน) ก็คือ เรื่อง เฟอร์นิเจอร์ของนักออกแบบชื่อดัง ที่แต่ละตัวมีราคาหลายอยู่ อาจจะเป็นเพราะผมไม่ใช่นักออกแบบเป็นอาชีพ ความสำคัญของการได้สัมผัส ของจริง มันอาจจะเข้าไม่ลึกถึง อีกอย่าง ผมคิดว่าการเอามาใช้แบบถาวร มันเป็นการสิ้นเปลืองอยู่กลาย ๆ แต่กระนั้น ผมก็เห็นพ้องกับประโยชน์ที่จะได้รับ ถ้ามันมีโอกาส (และโอกาสสำหรับประเด็นนี้มันคือ เงิน) อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกเกี่ยวกับเรื่องนี มันก็เกิดขึ้นมาแวบ ๆ ส่วนตัว เมื่อก่อนคริสมาสต์ที่ผ่านมา ผมก็ไป MOMA มา แล้วก็ไปเดินดูเฟอร์นิเจอร์ของนักออกแบบที่ จัดแสดงไว้บนแท่นจัดแสดง ตอนดูแล้วก็นึกขึ้นได้ว่า อืม เห็นแล้วมันก็อยากลองเหมือนกันนะ มันก็คงจะคล้ายกับจิตวิทยาอย่างหนึ่งเวลาเราซื้อของ พอเราเห็นของที่ตั้งอยู่ในร้าน แล้วเขียนว่า ห้ามจับ ห้ามแตะ ความรู้สึกสงสัย เคลือบแคลงใจมันก็เป็น motivation ให้เราอยากจะไปสัมผัส แต่พอมีสตางค์ซื้อมาตั้ง แล้วก็ใช้ได้ ไม่เท่าไหร่ ก็เริ่มบ่นแล้วว่า แพงจัง

อย่างไรก็ตาม ข้ออ้างด้าน “เวลา” ทำให้คนมองข้ามไปว่า TCDC, TK Park และหน่วยงานลูกของ OKMD อื่น ๆ ก็มีแผนการที่จะตั้งห้องสมุดบนพื้นที่ขอตัวเอง ตอนก่อนผมจะออก ก็เริ่มมีเสียงแว่ว ถึงการจะไปตั้ง TCDC บนถนนราชดำเนิน แต่ความพยายามก็ต้องล้มเหลวไป หลังจากรัฐประหาร

นอกจากนี้ TCDC ก็กำลังจะเริ่มโครงการ mini-TCDC ด้วยการเอา collection ไปให้บริการตามห้องสมุดอื่น ๆ ที่น่าจะมีกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งในช่วงแรกผมก็พยายามช่วย หาเกณฑ์ในการคัดเลือกห้องสมุด และนั่นก็เป็นที่มาของ post เรื่อง ปัจจัยในการเลือกพื้นที่พัฒนา (จัดตั้ง) ห้องสมุดประชาชน ซึ่งเป็น post หนึ่งของผมในยุค pre-iTeau ที่มีคน “บังเอิญ” เข้ามามากที่สุด

อย่างไรก็ตาม เท่าที่ผมสืบทราบมา ก็คือ หลังจากที่มีการออกสำรวจและขอความร่วมมือ จากห้องสมุดต่าง ๆ เพื่อที่จะเอา collection ของ TCDC ไปจัดให้บริการ คนทำงาน (ก็คือ บรรณารักษ์ นั่นแหละ) ในหลาย ๆ ที่กระอักกระอ่วนที่จะให้ความร่วมมือ ไม่ใช่เพราะเค้ากลัวเรื่องการเมือง แต่เป็นเพราะเค้าคิดว่า “มันคือการเพิ่มงาน” มากกว่าการมองว่า “ผู้ใช้จะได้ประโยชน์”

นี่ก็แสดงให้เห็นว่า “เงิน” ที่เป็นข้ออ้างว่า ห้องสมุดบ้านเราไม่ได้รับการพัฒนา ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่หากเป็น “งานของตัว” มากกว่า ที่เป็นปัญหาใหญ่ และผมเชื่อว่า “ความคิด” เหล่านี้ มันมีมานานแล้ว มันเป็นมานาน หากจะให้มองถึงรากเหง้าของปัญหา พูดสามวันเจ็ดวันก็ไม่น่าจะหมด มันเหมือนกับว่า ทุกคนก็ทราบปัญหานี้ดี มันมีนานแล้ว แล่้วมันก็็น่าสามารถสะท้อน สิ่งที่ผมเกริ่นไปก่อนหน้านี้ได้ส่วนหนึ่งว่า ทำไมบรรณารักษ์จึงไม่ได้รับความไว้วางใจ จากผู้หลักผู้ใหญ่

เปลือย TCDC: บริบทกับความอยู่รอด ตอน 1

In TCDC, Thaibrarian, การเมือง : Politic, บรรณารักษ์ : Librarian, มั่วซั่ว : Miscellenous on มีนาคม 16, 2007 at 4:25 pm

เปลือย TCDC เป็น series เกี่ยวกับความคิดเห็นของผม ผ่านประสบการณ์ในฐานะที่เคยทำงานใน สำนักงานศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ หรือ TCDC เท่าที่วางแผนไว้ขณะนี้ มีทั้งหมดประมาณ 3-4 ตอน แต่ละตอนก็จะยาวหน่อย (โดยเฉพาะตอนแรกนี้) แล้วจะค่อย ๆ ทะยอยเอามาลงละกัน

ที่มา

เห็นมีคนไปแสดงความคิดเห็นใน Pantip กระทู้เรื่องที่ TCDC จะโดนปิด แล้วก็รู้สึกอ่อนใจ ไม่ได้อ่อนใจที่ว่า TCDC จะโดนปิดหรือไม่ปิด แต่อ่อนใจกับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ ที่มันมีดูเหมือนจะไม่สิ้นสุด แล้วดูออกจะบานปลาย ผมเห็นว่าความเห็นขัดแย้งเหล่านี้ มันอาจจะเกิดจากความไม่เข้าใจกัน หรือมองกันคนละด้าน ผมเห็นว่า ไหน ๆ ผมก็สนับสนุนความโปร่งใสของ Blogophere อยู่แล้ว และเห็นว่ายังไงเสีย ใน resume คนก็พอจะทราบว่า ผมเคยทำงานที่นี่มา ก็เลยคิดว่า จะแสดงความโปร่งใสด้วยการแสดงความคิดเห็นใน blog ของตัวเองนี้แหละ แทนที่จะไปตอบโต้ในกระทู้ เพราะเดี๋ยวอีกไม่นาน กระทู้ก็คงจะหายไปตามกาลเวลา และอีกอย่างเข้าไปในนั้น ก็ไม่อยากใช้ชื่อปลอมอะไร สู้เขียนในนี้เปิดเผยตัวจริงไปเลยดีกว่า

Disclosure

ตอนนี้ผมไม่ได้เกี่ยวข้องอย่างเป็นทางการกับ TCDC โดยตรง เงินทุนที่เอามาใช้เรียน ทั้งโทและเอกตอนนี้ ก็ไม่ได้ใช้เงินภาษีของบ้านเมืองแม้แต่น้อย ตอนปริญญาโท ส่วนหนึ่งก็ใช้เงินของครอบครัว ส่วนหนึ่งก็ทำงานวิจัยเลี้ยงตัวเอง เคยทำงานที่ม.ชินวัตร มาก่อนไปเรียนโท หนึ่งปี เรียนจบกลับมาก็ได้รับการติดต่อจากคนที่รู้จักจาก บริษัท Libnet vendor ของห้องสมุดระบบอัตโนมัติบริษัทหนึ่ง แนะนำให้ไปสมัครงานที่ TCDC

มีคนตั้งข้อสังเกตว่า TCDC ดึงสาวกมาจาก ม.ชินวัตร (จากความคิดเห็นที่ 43 ในข่าวนี้) ก็เห็นจะไม่จริง เพราะผมเองไม่ใช่ออกจากที่ ม.ชินวัตร โดยตรงแล้วไปทำที่ TCDC และมีอะไรหลาย ๆ อย่างที่ไม่เห็นด้วยที่ ม.ชินวัตร ถึงแม้ผมจะไปชวนพี่ที่ ม.ชินวัตร มาด้วยคนหนึ่ง ซึ่งมันก็มีแค่ผมกับพี่เค้าแค่สองคน ถ้าคนที่คนเค้าพูดถึงว่าเป็น สาวก ม.ชินวัตร ก็เห็นจะเป็นผมกับพี่เค้า ซึ่งผมเอง (และพี่เค้า) ก็บริสุทธิ์ใจ ที่จะบอกว่า ผมเลือกทำงานที่ตัวเองรัก มากกว่าทำงานในตัวองค์กร ที่ผมชวนพี่เค้ามาเพราะความสามารถ และความกล้าที่จะทำ และอยากจะพัฒนางาน เห็นความก้าวหน้าของวิชาชีพ ไม่ได้อยู่ที่จ้องจะมาผลาญเงินชาติแผ่นดิน ทุกอย่างผมและพี่ที่ผมไปทำงานที่นั่น ให้ตรวจสอบได้ ส่วนบริษัทที่คนแนะนำงานทำงานอยู่นั้น ถึงแม้จะเป็นธุรกิจใน field แต่ก็ไม่มีธุรกรรมใด ๆ ทำกับ TCDC แม้แต่น้อย ผมทำ TCDC อยู่ 7 เดือน แล้วก็ออกมาเรียนต่อ ป.เอก มหาวิทยาลัยที่เรียนอยู่ออกค่าเทอมให้หมด ไม่มีใครมาส่งเสีย ทำงานวิจัยเลี้ยงตัวเอง

สมัยอยู่ TCDC ผมทำงาน 7 วันต่อสัปดาห์แทบจะทุกอาทิตย์​ โดยไม่ได้รับ OT หรือผลตอบแทนอย่างอื่น นอกเหนือไปจากค่าแรงเงินเดือนในแต่ละเดือน หรืออย่างตอนที่ออกมาเรียนหนังสือนี้แล้ว บางครั้งผมก็ยังไปช่วยเพื่อน ๆ ในนั้นทำงาน ทั้งที่อยู่ที่นี่หรือตอนกลับเมืองไทย โดยที่ไม่ได้รับค่าตอบแทนใด แม้แต่สตางค์แดงเดียว ปัจจุบันผมเองถึงแม้จะไม่มีส่วนได้ส่วนเสียใด ๆ กับ TCDC แล้วก็ตาม แต่การที่เคยทำงานที่นั่นมา 7 เดือน ตั้งแต่สมัยที่พื้นที่ตรงนั้น ยังเป็นของช่อง 3 ก็พอจะรู้เรื่องที่มาที่ไปขององค์กรแห่งนี้อยู่บ้าง นอกจากนี้ยังมีเพื่อนฝูงที่ทำงานอยู่ที่นั่นอยู่แน่นอน ก็เลยอยากจะทำความเข้าใจกับหลาย ๆ คน ณ​ ตรงนี้ ส่วนจะเห็นด้วยหรือไม่นั้น อันนี้ก็สุดแล้วแต่ ผมไม่ได้ต้องการจะโน้มน้าว เพียงแต่ต้องการจะอธิบายให้เข้าใจว่า “บริบท” ของการมีอยู่ (และหากจะเป็นไป) ของ TCDC คืออะไร ในมุมมองของผม ขอเน้นย้ำว่า TCDC ไม่ได้ข้องเกี่ยวใด ๆ กับข้อคิดเห็นนี้โดยสิ้นเชิง ทั้งหมดนี้เป็นข้อเท็จจริงและความคิดเห็นส่วนบุคคลของผมเอง ส่วนใครจะเอาไป​ “ตีความ” ต่ออย่างไรก็สุดแล้วแต่ หรือจะคิดว่า เป็นการพูดดีใส่ตัว พูดชั่วใส่คนอื่น ผมก็จนใจ ซึ่งสำหรับผมก็มีอยู่เท่านี้แหละ ไม่มีมีเจตนาจะทำร้ายใคร
วิชา – อาชีพ

ผมเข้าไปทำงานรับผิดชอบในส่วนของห้องสมุด หลังจากเรียนจบปริญญาโทมาใหม่ ๆ หลังจากกลับถึงเมืองไทยยังไม่ถึงเดือนดี แน่นอนว่า TCDC ไม่ใช่มีแต่ส่วนห้องสมุดอย่างเดียว แต่ยังมีส่วนที่เป็นนิทรรศการ ที่ถือเป็นอีกหนึ่ง highlight ขององค์กร และแน่นอนว่า การทำงานมันต้องทำงานกันเป็นทีม ผมเองก็ต้องยอมรับว่า มีบางส่วนที่เห็นด้วย บางส่วนก็ไม่เห็นด้วย ในการทำงาน แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้น ผมก็พยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่คนทำงานด้วยกัน มองเห็น และเป้าหมายที่ยอมรับได้ เพราะฉะนั้น นั่นหมายความว่า ไม่ใช่ทุกอย่างที่เป็นของ TCDC แล้วผมจะเห็นด้วยไปเสียหมด

ตำแหน่งของนักสารสนเทศหรือ Information Scientist ที่มันออกจะดูเว่อร์ ๆ ไปหน่อย แต่มันมีเบื้องลึกเบื้องหลังอยู่ในนั้น ผมทำงานในห้องสมุดครั้งแรก ก็ด้วยตำแหน่งนี้ ที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัยชินวัตร แต่งานหลัก ๆ ของผมก็ออกจะเป็นในแนว project management คือ สร้าง idea ของผู้บริหารออกมาให้เป็นความจริง หรือใกล้เคียงมากที่สุด นั่นคือ งานและหน้าที่หลัก ก็ใช้ความรู้ความสามารถที่พอจะมี ทำมันให้เต็มที่ ด้วยความที่ต้องการจะเห็นการเปลี่ยนแปลง

ถามว่า ทำไมต้องใช้นักสารสนเทศ ทำไมไม่ใช้บรรณารักษ์ ผมไม่รู้สึกเสียหาย หากคนอื่นจะมองไม่ดี เราใช้ชื่อตำแหน่งเป็นความจงใจทีี่ อยากจะให้ “ผู้ใช้” เปลี่ยน Perception ของคนทำงานในวิชาชีพนี้ ว่ามันเป็นมากกว่า บรรณ + อารักษ์ นอกจากนี้ scope ของงานมันก็มากกว่าที่คนอื่นเห็น มันมีงานเทคนิคตั้งมากมาย ที่เราทำได้ มีงาน in-house R&D ที่เราจะพัฒนาบริการของเราได้ ซึ่งผมจะได้พูดถึงต่อไปในส่วนของเทคโนโลยี สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกได้ ก็คือ แรงผลักดันจะคนนอกวิชาชีพ ที่เริ่มรู้สึกอีดอัดแทน และอยากจะสร้างความเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเอง เพราะเห็นว่างานห้องสมุด ใคร ๆ ก็ทำได้ และเห็นคนในวิชาชีพ “ดูเหมือน” จะนิ่งดูดาย แต่จริง ๆ แล้ว ผมก็เห็นว่า ไม่ได้ดูดาย ออกจะเป็นเดือดเป็นร้อนด้วยซ้ำไป แต่คิดว่าทำอะไรไม่ได้ (ด้วยสาเหตุ หลายหลาก) ทั้งที่จริง ๆ แล้ว ผมก็ยังเชื่อว่า ทำได้ การทำงานที่ TCDC มันคือการพิสูจน์ให้คนนอกวิชาชีพ ที่พยายามจะ take over งานบรรณารักษ์ ให้เค้าเห็นว่า มันเป็นงานที่มีคุณค่า และต้องอาศัยคนที่มีความรู้ และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ไม่ใช่ใครสุ่มสี่สุ่มห้า หรือรู้แต่เรื่องหนังสือ ตำรามาทำห้องสมุดได้ มันต้องศึกษาหาความรู้ และผมก็คิดว่า อย่างน้อย ผมก็ทำให้คนเหล่านั้น เปลี่ยนใจได้บ้างแล้ว ไม่มากก็น้อย

ผมเข้าใจดีว่า องค์กร จัดตั้งขึ้นโดยแรงผลักดันทางการเมือง แต่ผมก็เห็นว่า มันมีความไม่มั่นคงสูง (และนั่นก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้คนทำงานในหน่วยงานนี้ ตั้งแต่ระดับแม่ลงมา มีค่าตอบแทนสูง แม้กระทั่งหนึ่งในผู้นำกลุ่มพันธมิตร ยังต้องออกมายอมรับและตอบโต้ให้กับคนใน OKMD มาแล้ว) สาเหตุที่ผมลาออกจากที่ TCDC ไม่ใช่เพราะ ความไม่มั่นคง เรื่องการเมือง เป็นประเด็นสำคัญ แต่ผมเห็นว่า โอกาสที่จะได้เรียนต่อ มันมีมา คว้าไว้ได้ก็คว้าไว้ ความรู้มันเห็นอยู่ข้างหน้า ส่วนงานที่ TCDC ก็จะพยายามช่วย ถ้าเป็นไปได้ (ผมไม่ได้มีตำแหน่งหัวหน้างาน หรืออะไรทั้งสิ้น โปรดอย่าเข้าใจ ว่าผมสำคัญตัว เพียงแต่ต้องเข้าใจว่า การทำงาน ณ​ ตอนนั้น มันคือ การประสานงาน การออกไปกลางคัน ก็ต้องหาคนมาแทน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เร่งด่วน เนื่องจากศูนย์ฯ จะต้องเปิดให้ทันกำหนด)

ผมยอมรับว่า เวลาทำงาน ผมตั้งเป้าหมายไม่ใช่แค่ในระดับองค์กร แต่ผมมองถึงในระดับวิชาชีพ ผมอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงของวงการห้องสมุด ที่เป็นมากกว่าการพูดแค่ห้องสมุดมีชีวิต หรือเรื่องการจัดการความรู้ ผมอยากเห็นคนในวงการห้องสมุด พูดเรื่องที่เป็นเทคนิคมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่คนชอบคิดว่ายาก ซับซ้อน แล้วไม่อยากไปแตะต้องมัน ในขณะเดียวกันก็เป็นห้องสมุดที่ปรับตัวให้คล่องแคล่ว ในขณะเดียวกัน ผมก็ตระหนักดีว่า การที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรก็ตามในวงการนั้น เป็นเรื่องมหาหิน เพราะมันมีอะไรที่หยั่งรากลึกมานาน นานจนทำให้โอกาสในการเปลี่ยนแปลงและการเติบโตได้ช้ามาก ทั้งที่จริง ๆ แล้ว เราก็มักพูดอยู่เสมอว่า โลกของบรรณารักษ์มันแคบและกลม แต่ไฉนมันถึงได้ช้าได้ขนาดนี้ ผมว่าถ้ามีคนเอาไปทำวิทยานิพนธ์ได้ ผมจะยกให้เป็นวิทยานิพนธ์แห่งปี (มันแคบขนาดที่ว่า ผมใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมง ก็ทราบได้ว่า คนที่แสดงตนและมาตอบในกระทู้นั้นเป็นใครบ้าง ได้อย่างไม่ยากเย็น)

ดูตัวอย่างงานเครือข่ายห้องสมุด หรืองานของสมาคมวิชาชีพ คนในวงการ ทุกคนก็ตระหนักดีว่า มันมีอุปสรรคขวากหนาม มากน้อยแค่ไหน การที่เป็นตัวแทนของคนในวิชาชีพ หาโอกาสฉีกแนวออกมา เพื่อหาทางออก ผมว่าก็ไม่น่าเสียหาย ถึงแม้จะโดนหมั่นไส้ ครหา แต่ผมถือว่า ถ้าการลงทุนด้วยชื่อเสียงที่ไม่ดี ผมก็คงไม่สน เพราะผมเองมันก็คนที่เริ่มต้นจากศูนย์อยู่แล้ว หากจะรู้สึก ก็คงจะรู้สึกว่ามันน่าเสียดาย หากคนร่วมวิชาชีพไม่ได้มองถึงเนื้องาน แต่มองถึงเนื้อเงิน

เพราะฉะนั้น งานที่ผมทำ คือ ผมอยากให้คนเห็นความแตกต่าง และสามารถเอาไปใช้ได้จริง ผมเอง ก็ไม่อาจจะเรียกว่า เป็นห้องสมุดต้นแบบ ได้เต็มปาก แต่อยากให้เป็นห้องสมุดแห่งแรงบันดาลใจเสียมากกว่า ผมจะรู้สึกดีมาก หากคนจะเอาแนวคิดที่เราคิดปรับปรุงไปทำต่อยอด แต่หากคนจะเอาคำว่า ห้องสมุดต้นแบบ อย่างน้อยให้คนอื่น ได้เห็นว่า ยังมีคนในวงการวิชาชีพนี้ ที่ยังไม่เหนื่อยใจกับความคิดสร้างสรรค์ แต่ถ้าเอาความตั้งใจของคนทำงาน ไปก่อให้เกิดความอิจฉา ริษยา น้อยเนื้อต่ำใจ ผมเองก็เสียใจที่ทำให้คนอื่น รู้สึกเช่นนั้น

ผมไม่หลีกเลี่ยงที่จะยอมรับว่า ไปทำงานที่นั่น ส่วนหนึ่งก็เพราะผลตอบแทนที่ดีกว่าทำงานหน่วยงานของรัฐทั่วไป แต่ที่สำคัญคือ ผมอยากสร้างหรือทำอะไรที่มันแปลกใหม่ในแวดวง ซึ่งการได้มาทำงาน ณ ตรงนั้นก็ถือเป็นโอกาสที่ดีที่ได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่ ผมเชื่อว่า ผมจะได้ทำอะไรที่มันแปลกใหม่ ที่ไม่ใช่ตอบสนองความต้องการของตัวเองเพียงอย่างเดียว แต่ผมต้องการจะพิสูจน์ให้คนเห็นว่า การจัดการห้องสมุดมันมีมากกว่าที่เก็บหนังสือกับ catalog ซึ่งความเป็นวิชาชีพจ๋า + ระบบราชการ มันทำให้ ผมคิดว่าองค์กรแบบนี้ มันน่าจะมีโอกาสที่ดีกว่า

แน่นอน อย่างที่หลายคนเข้าใจว่า มันถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง แต่หนึ่งในจุดมุ่งหมายขององค์กร นอกเหนือจากการพัฒนางานออกแบบแล้ว ยังมีจุดมุ่งหมายในด้านการเป็นห้องสมุดสมัยใหม่ (ย้ำ ผมไม่ได้ใช้คำว่า ห้องสมุดมีชีวิต) เป็นสิ่งที่ผมเห็นด้วย นั่นก็คือ กระตุ้นให้คนในวงการ เกิดความตื่นตัว รู้สึกว่าถ้าไม่รู้จักปรับตัว คนอื่นก็จะมาแย่งงานในวิชาชีพเราไป ทุกวันนี้ บรรณารักษ์บ้านเรา ผมมองว่า มักจะมองว่าเป็นงาน “ของตาย” คือ มันมั่นคงมาก มากเสียจนทำให้รู้สึกว่า งาน routine มันเป็นอะไรที่ทำยังไงก็อยู่รอด จะพัฒนางานขึ้นหน่อยก็เพื่อผลงาน เอาขั้น เอาตำแหน่งกันเสียมากกว่า จะเห็นแต่เรื่องของเนื้องานเป็นสำคัญ (ซึ่งอย่างหลัง ผมก็เชื่อว่า ยังมีอยู่อีกมาก) อีกอย่าง คนก็บอกว่า ที่ห้องสมุดบ้านเรามันไม่พัฒนาก็เพราะเงินไม่มี ซึ่งผมเห็นว่า ปัญหามันไม่ใช่ ไม่มีใครให้คน แต่บรรณารักษ์ไม่รู้จักหาเงินต่างหาก ซึ่งผมจะได้อธิบายอีกครั้งในตอนท้าย

ที่เขียนอ้างตััวเองแบบนี้ ผมต้องการเพียงแค่จะยกตัวอย่าง ของคนทำงานร่วมวิชาชีพ ที่มีความตั้งใจ อาศัยโอกาสพัฒนาวงการ และวิชาชีพ ซึ่งผมเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ส่วนหนึ่งของ TCDC และผมเชื่อว่า คนที่ผมร่วมงานด้วยที่ห้องสมุด TCDC หลายคน ก็มีความรู้สึกเดียวกัน ดังนั้นถ้าจะโจมตีกัน ก็ขอให้นึกถึงคนร่วมวิชาชีพ ที่มีความตั้งใจทำงานด้วยกัน และต้องการให้เกิดการสร้างสรรค์ และการเปลี่ยนแปลงในวงการ เพราะถ้าหากคนในวิชาชีพมองแบบนี้แล้ว ผมเองก็คงจะลาออกไปเรียน หรือไปทำอาชีพอื่นเสียจะดีกว่า เพราะทำไปก็ไม่เกิดประโยชน์ นอกจากจะมองไม่เห็นความตั้งใจแล้ว ยังดูถูกดูแคลนกันอีกด้วย

คนใน TCDC อาจจะไม่พอใจกับกระทู้ที่ผมเขียนนี้ เพราะมันดูเหมือน overtransparent ถ้าเป็นภาษิตไทย ๆ ก็ เหมือนนำไฟในออก แต่ผมก็เห็นว่ามันเป็นประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ต่อทั้งคนใน TCDC เอง และคนภายนอก ผมเอง ยิ่งพูดกัน ยิ่งโปร่งใส ผิดก็คือผิด ถูกก็คือถูก ถ้าคนสองฝ่ายเข้าใจ ผมก็คงจะเป็นคนกลางไป แต่ถ้าไม่เข้าใจกัน ผมก็คงเป็นหนังหน้าไฟให้เค้าด่าไป

หลายคนอาจจะบอกว่า การประชาสัมพันธ์ critical issue ที่ดีที่สุดในเวลานี้ คือ การเงียบ แต่ผมเห็นว่า ถ้าการเงียบมันทำให้คนมองเราในทางไม่ดี ผมและคนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ TCDC ก็น่าจะมีโอกาสได้เคลียร์ตัวเอง อย่างไรก็ตาม ผมขอเน้นย้ำว่า การเขียน post นี้ ผมใช้ “สื่อ” ไม่ใช่เพื่อการเรียกร้อง ไม่ให้ปิด TCDC แต่เป็นเพียงเวทีแสดงความคิดเห็นของตัวเอง เพราะ TCDC จะปิดหรือไม่นั้น ผมเอง ก็ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงใด ๆ ทั้งสิ้นอยู่แล้ว

ตัวหนีบกางเกงยีนส์

In มั่วซั่ว : Miscellenous on กุมภาพันธ์ 23, 2007 at 1:03 am

เมื่อคืนเขียนบล๊อกจนดึก ตื่นสาย พอแต่งตัวก็รีบ ๆ ให้ทันรถเมล์ พอออกจากบ้านแล้ว ถึงได้รู้สึกว่า ทำไมกางเกงมันหลวมจัง พอสำรวจตรวจดู ดันเป็นกางเกงตัวที่กระดุมมันหลุดไปตอนซัก ที่สำคัญ ลืมเข็มขัด ก็ห่อไปจนถึงโรงเรียน เข้าออฟฟิศ ก็เลยไปหาตัวหนีบ แต่บังเอิญตัวใหญ่ที่สุดมันเท่านี้จริง ๆ อ่ะ

โชว์ให้เพื่อนดู ดันช่วยกัน เอาหนังยางมารัดซะอีกแหน่ะ ประมาณว่ากลัวหลุด กลับมาถึงบ้าน นึกคุ้น ๆ ว่ามันเหมือนเคยเห็นแบบนี้ที่ไหน

นึกได้ว่า อ่อ… จากโพสของเพื่อนสนิทนี่เอง (ตามไปดูเอาเองละกัน)

กร๊าก… ทำไปได้นะตรู

ความ(ไม่)โปร่งใสของ blogophere

In blogophere, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on กุมภาพันธ์ 22, 2007 at 3:42 am

เมื่อวาน มีแหล่งข่าววงใน มาเล่าเกี่ยวกับเรื่องที่ทำงานเก่า ที่ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก ใจนึง ก็อยากจะเขียนลงบล๊อกเสียเต็มประดา ถ้าเขียนลง ผมคิดว่า ก็คงจะมีคนเอาไปลง แนวประชาไทต่อ หรือไม่ก็ห้องราชดำเนิน (ถึงผมไม่เขียน ก็คาดว่า น่าจะมีคนเอาไปเขียนต่อเร็ว ๆ นี้แน่นอน)

่อีกใจนึงก็นึกว่ามันเสี่ยงเหมือนกัน เอาเรื่องภายในมาเปิดเผย และแน่นอน มันมีประเด็นทางการเมืองมาเกี่ยวข้อง ถ้าเขียนไป ก็กลัวว่าจะแสดงอารมณ์มากจัดเสียจนน่าเกลียด แล้วก็จะดูว่าลำเอียงมากไปเสียได้ (เล่ามาแค่นี้ ก็น่าจะรู้แล้วว่า ผม “พยายาม” ที่จะเป็นพวก diplomatic แค่ไหน)

ความคิดหยั่งชั่งใจ เล่นทำเอานอนไม่หลับ แต่ที่นอนไม่หลับ ไม่ใช่เพราะความอินกับเรื่องจากแหล่งข่าว แต่เป็นเพราะสิ่งที่มองเห็นภายในตัวเอง ในฐานะบล๊อกเกอร์คนนึง ที่ถามตัวเองว่า “เราถึงอยากเขียนเรื่องนั้น แต่ทำไมเราไม่กล้าเขียน” อะไร คือ เบื้องลึกเบื้องหลัง

คิดไปคิดมา มันลึกไปเรื่อย ๆ เลยแฮะ (มาถึงตรงนี้ ก็ขอเตือนก่อนว่า post นี้ออกจะเป็นแนว เพ้อเจ้อ + มั่วซั่วเสียมาก ด้วยความที่มันลึก “สำหรับผม” – แต่สำหรับคนอื่น อาจจะไม่ลึกก็ได้ – ผมก็จะพยายามลำดับความคิดให้ง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้ละกัน)

สิ่งที่มันลึก คือ “ความกลัว”

การที่เรื่องราวต่าง ๆ ที่ผมพูดออกไปบนบล๊อก มันจะผูกมัดตัวเอง ซึ่งมันก็คือ แนวคิดเรื่อง identity นั่นแหละ ถึงแม้บล๊อกผม อาจจะมี level ของความเป็น diary น้อยกว่า อีกหลายบล๊อกที่มาเล่าเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน ที่ดูเหมือนจะแสดงความเป็นตัวตนออกมากกว่า แต่สิ่งที่ผมเขียนถึง มันก็สามารถบ่งบอก ได้ว่าผมเป็นคนอย่างไร ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร แต่ไอ้เจ้า identity มันมักจะไม่ได้มาเดี่ยว ๆ มันมักจะมาพร้อมกับ stereotype ที่คนอ่านเอาติดตัวมา

หลายคน อาจจะรู้จักบล๊อกของผม ใน post ผมเขียนวิจารณ์เกี่ยวกับ คำพูดของ รมต.ไอซีที หรือโพสต์เกี่ยวกับ ความท้าทายของสื่อเก่า หรือการเขียนถึงหนังสือ The King Never Smiles อะไรก็แล้วแต่ แน่นอนมันมีสิ่งที่เป็นตัวตนของผม แฝงอยู่ ถึงแม้บางครั้ง ผมจะไม่ได้เขียน comment เลยซักกะตัว เพียงแค่การคัดเลือก สรรหาเรื่องมาลง มันก็มีความเป็นตัวตนของเราลอยอยู่แล้ว

(ปล. หลายคนอาจจะสับสนว่า identity หรือ ไอ้เจ้าความเป็นตัวตน ในนิยามของผม หมายความว่าอย่างไร เพราะมันมีหลายสำนักเหลือเกิน ผมให้มองสั้น ๆ อย่างนี้ว่า เป็นสิ่งที่ผนึกในความเป็นตัวบุคคล/สิ่งของ ซึ่งเมื่อรวมกันองค์ประกอบเข้าด้วยกันแล้ว ก็จะทำให้เกิดความเฉพาะเจาะจงของคนหรือสิ่ง ๆ นั้น  ถึงแม้จะมีผลต่อ perception และ social psychology แต่ก็ไม่ถือเอามาเป็นส่วนหนึ่งของ identity)

แต่บ่อยครั้ง ที่ post เหล่านี้ ถูกเอาไปใช้ในบริบทที่ บางครั้งผมก็รู้สึกไม่ค่อยปลื้มเท่าไหร่ แต่ผมก็ไม่คิดจะทำอะไรต่อ เพราะผมก็ถือว่า มันเป็น perception ของคนอ่านแต่ละคน ที่จะตีความกันไป แต่บางครั้งพอหลาย ๆ เรื่อง นาน ๆ เข้า มันทำให้คนเอาไปสร้าง stereotype ได้ ซึ่งจะว่ากันตามจริงแล้ว คนเราจะสร้าง stereotype เกี่ยวกับคนหนึ่ง ๆ หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ มันไม่ต้องอาศัยทรัพยากรอะไรมากมายเลย

สิ่งที่ผม (และเชื่อว่าหลายคน คิดคล้าย ๆ กัน) คือ กลัวอย่างหลังมากกว่า คือ ไม่รู้ว่า คนอ่านจะคิดยังไง แต่นั่นยังไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่สุด ประเด็นที่อยู่ปลาย (เกือบ) สุดมันอยู่ที่ว่า เรากลัวว่า  สิ่งที่คนอ่านสัมผัสได้ เป็นสิ่งที่เราไม่ชอบ (เน้นว่าไม่ใช่ประเด็นของความแตกต่างเพียงระดับเดียว แต่มันลึกกว่านั้น ตรงที่มันมีความเป็นบวก กับความเป็นลบของสองขั้ว แล้วก็มี dichotomy แบบง่าย ๆ คือ “รับได้” กับ “รับไม่ได้” มารวมอยู่ด้วย)

เน้นต่ออีกว่า ความกลัวที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เป็นการกลัวความขัดแย้งระหว่าง สิ่งที่คนอ่านสัมผัสได้ กับสิ่งที่เราต้องการจะ”สื่อ” แต่รวมไปถึงสิ่งที่เราอาจจะไม่ได้ “ตั้งใจ” จะสื่อด้วย ถ้าคนอ่านบอกว่ารู้สึกอีกอย่างหนึ่ง แบบที่เราไม่ได้ตั้งใจอยากให้เค้ารู้สึก มันอาจจะลึกหรือตื้นไปจากที่เราจะตั้งใจไว้ ซึ่งโดยปรกติเราก็มักจะ “รับได้” เราก็ไม่แคร์ แต่ถ้ามันเลยเส้นของความรับได้ (acceptable) ไปแล้ว ซึ่งที่เห็นได้ชัด ก็คือ ไปอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกัน เราก็ไม่ปลื้ม (ส่วนจะจบหรือเปล่านั้น อันนี้ก็อีกเรื่องนึง สำหรับผม ส่วนใหญ่ก็ จบ!)

นอกจากนี้ยังมีอีกปัจจัยหนึ่ง ที่เพิ่มความซับซ้อนให้กับวงจรนี้ ก็คือ หมวกที่เราใส่กัน คนเรามีบทบาท หน้าที่และความผิดชอบที่แตกต่าง หลากหลาย ซึ่งมันสามารถขัดแย้งกันในตัวเองได้ เช่น ้เมื่อวานได้ดู Dateline ตอนฮิต To catch a Predator (เป็นรายการทีวีที่ล่อพวกชอบ chat เพื่อนที่จะมี sex กับเด็กมาจับ แล้วก็ประจานออกทีวี) ดูแล้วก็จะเห็นว่า มีคนทั้งที่เป็นครูบาอาจารย์ ไปจนถึงตำรวจ ที่ต้องเป็นคนไปจับ แต่ดันมาทำเสียเอง เยอะมาก คนพวกนี้ มีหมวกสองใบที่เข้ากันไม่ได้อย่างสิ้นเชิง หรือ กรณีบนบล๊อก ในหลาย post บนบล๊อกผม บางครั้งผมก็เขียนโดยใช้หมวกของคนทำงานด้านสารสนเทศ (ซึ่งมันเป็นทั้งเรื่องปากท้องและ passion) บางครั้งก็ใช้ passion เรื่องการเมือง สังคมมากกว่า บางครั้งเรื่องปากท้องก็มาก่อน ซึ่งถ้าหมวกหลายใบพวกนี้ มันใส่ทับกันไม่ได้ เราก็อาจจะต้องเลือกหมวกใบใดใบหนึ่งอยู่ แล้วก็เก็บใบอื่นไว้ในตู้ที่ “มิดชิด”  อย่างเช่น เรื่องที่ทำงานเก่าที่กะว่าจะเล่าเนี่ย ถึงแม้ว่าผมเองจะไม่มีส่วนได้เสียกับที่ทำงานเก่าแล้ว แต่ความที่มันจารึกอยู่ในอัตชีวประวัติผมแล้วเนี่ย คนอ่านก็ยากที่แยก หมวกของวิชาชีพ กับหมวกขององค์กร ออกจากกัน ผมเขียนไปด้วยอารมณ์เพื่อนร่วมวิชาชีพ แต่คนก็อาจจะคิดได้ว่า ผมรับจ้างที่ทำงานเก่ามาเขียนให้

ฟังดูแล้วมันเหมือนเข้าใจง่าย แล้วก็ดูชัดเจนดีอยู่หรอก แต่ก็ไม่ง่ายอย่างนั้น เพราะคนเรา มันไม่ได้รู้ตัวอยู่ตลอดเวลาหนิ ว่าความขัดแย้งในตัวมันจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ อย่างเช่น เวลาผมมี passion เกี่ยวกับเรื่องห้องสมุดที่มันต้องเกี่ยวข้องกับการเมือง ผมก็เขียน ๆๆๆๆ ไปด้วยหมวกผู้มีส่วนได้เสียในเชิงวิชาชีพ โดยก็ไม่ได้นึกระวังหรือตระหนัก state of mind ว่าตอนนั้น ผมรู้สึกอย่างไรกับการเมืองในตอนนั้น ซึ่งจริง ๆ มันก็เป็นไปได้ที่มันจะตรงข้ามกัน ซึ่ง passion เชิงวิชาชีพมันมีมากกว่า ผมก็เขียนไป โดยไม่ได้คำนึงถึง ว่า คนที่มี passion เรื่องการเมือง มาอ่าน แล้วจะมองว่าอย่างไร หรือว่าวันดีคืนดี มีคนที่มีจุดยืน เกี่ยวกับประเด็นทางสังคมมาอ่าน แล้วก็คิดว่าผมเป็นพวกนั้น พวกนี้

นอกจากนี้ บางคนตระหนักถึง แต่ก็ไม่สามารถเลือกได้ว่า หมวกใบนั้น จะเป็นหมวกสีอะไร แบบไหน  อย่างเช่น ถ้าเป็นเรื่องการเมือง ผมก็ยังเชื่อว่า ยังมีคนหลายคนที่ไม่สามารถปักใจได้ว่า จะเชื่อใคร ไม่เชื่อใคร จะชอบใคร ไม่ชอบใคร (และก็ยังไม่วาย ที่จะถูกคนบางพวก “ตราหน้า” ว่าเป็นพวกไม่มีจุดยืน) ก็เขียน ๆ ไป โดยไม่ได้มองว่า คนจะคิดยังไง แต่บางครั้ง ไอ้คำว่า ไม่มีจุดยืน มันก็แรงพอที่จะทำให้คนต้องตัดสินใจ เลือกว่า จะต้องไปทางใด ทางหนึ่งเหมือนกัน

ไหนจะมีเรื่อง บริบท เข้ามาเกี่ยวข้องอีก วันนี้เราเขียนเห็นด้วยกับอีกอย่าง พรุ่งนี้เราเปลี่ยนใจไม่เห็นด้วยแล้ว ซึ่งการเปลี่ยนแปลง (หรือจะบอกว่า แปรปรวน รวนเร อะไรก็แล้วแต่) นั่นเอง มันผนวกเข้าไปไว้ในเรื่องราวที่เขียนถึง และมันก็กลายมาเป็น ความเป็นตัวตน ของคน ๆ นั้น  ฝ่ายคนอ่านอ่านวันนี้เห็นคิดอีกอย่าง พอมาอ่านเรื่องเดิม วันต่อมา ก็อาจจะเห็นตรงกันข้าม เรื่องหนึ่ง ๆ ที่เราเขียน มันก็มี context มี moment ของมัน ถ้าจะให้โปร่งใสจริง ๆ มันก็อาจจะต้องอธิบายกันยืดยาว ถ้าไม่คิดมาก ก็ไม่เป็นไร ปล่อยมันไป + กับความที่ต้องการจะให้มันกระชับ (หรือขี้เกียจด้วย) เวลาจะเขียน เราก็มักจะไม่ค่อยได้ให้บริบทกับมันเท่าไหร่ เอาเนื้อ ๆ น้ำไม่ต้อง แค่ให้บริบทไม่ครบ มันก็สร้างความไม่โปร่งใสให้เกิดขึ้นได้ ซึ่งถ้ามองแบบนี้ก็ดูจะเป็น idealistic มากไป

คิดไปคิดมา ทำให้ขอบเขตเบลอ ๆ ระหว่างความไม่โปร่งใสกับความไม่รู้อยู่เยอะเหมือนกัน หลายครั้งที่เราไม่กล่าวถึงเพราะเราไม่รู้ ไม่ตระหนักถึง มันก็กลายเป็นความไม่โปร่งใสเสียนี่

แต่ไอ้ความรู้สึกที่อยากเขียนแต่ไม่กล้าเขียนนี่ มันก็เป็นเรื่องของความโปร่งใสโดยตรงเลยแฮะ ปรกติความไม่โปร่งใส ในโลกเราบางครั้งมันก็เห็นกันซึ่ง ๆ หรือไม่ก็ทิ้งพิรุธไว้ให้เราสงสัยกันไว้บ้าง แต่การที่เราไม่เขียนถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ไปเลย ทั้ง ๆ ที่มี passion เกี่ยวกับเรื่องนั้น เพราะไม่อยากให้คนคิดกับเราว่าเป็นอีกแบบนั้นแบบนี้ หรือกลัวว่าจะมีปัญหา เกิดความขัดแย้งกับคนรอบข้าง หรือมีผลกระทบต่อชีิวิต การเรียน การทำงาน ซึ่งแน่นอน ถ้างั้น ไม่เขียนดีกว่า…

ถ้าเช่นนั้น ที่หลายคนมักมอง (และหวัง) ว่า สื่อรุ่นใหม่ หรือ สื่อรากหญ้า หรือพลังของมวลชนอะไรก็ตาม จะสร้างความโปร่งใสให้เกิดขึ้นในสังคม boundary หรือ limit ของมันอยู่ตรงไหน ที่บอกว่า ในอนาคต สังคมจะเต็มไปด้วยความโปร่งใส คือมองโลกด้วยแง่ดีเกินไปหรือเปล่า

มองในทางตรงกันข้าม เราจะเห็นอยู่เยอะว่าทุกวันนี้ บน blogophere เริ่มมี commercial blog เยอะขึ้น ที่เปิดเผยตัวก็มาก ที่ไม่เปิดเผยตัวก็ไม่น้อย คนที่เอาเรื่องคนอื่นมาเขียน สาดเสียเทเสียก็มี ดูเหมือนจะสร้างความโปร่งใส แต่ก็คนที่เขียนเรื่องไม่ดีของคนอื่น ก็มักจะเขียนแบบบัตรสนเท่ห์ อะไร ๆ ก็ anonymous เทคโนโลยีเปิดโอกาสให้คนพูดดังขึ้นและบ่อยขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ทำให้คนพูดแบบพล่อย ๆ ได้มากขึ้นเช่นกัน

David Weinberger พยายามจะสร้างความโปร่งใสด้วยการเขียน disclosure statement ที่ตอนหลัง danah boyd ก็เอาตามมั่ง ถึงแม้จะเขียนกันถึงขนาดนี้ ผมก็ยังอดย้อนกลับไป ที่เขียนไว้ยืดยาวข้างบนนั้นไม่ได้อ่ะ ว่า ไอ้ disclosure ที่เขียนมาตอนนี้ มัน valid ถึงตอนไหน แล้วมันแสดงความโปร่งใส​ได้ “ทั้งหมด”​จริงหรือ

หรืออย่างปรากฏการณ์ blog tag คนก็มักจะเขียนเล่าเรื่องตัวเองที่คนอื่นไม่รู้ คนก็เล่าเรื่องที่คิดว่าตัวเองอยากเล่า หรือคนอื่นน่าจะสนใจ ก็เป็นการแสดงความเป็นตัวตนได้ส่วนหนึ่ง แต่เป็นส่วนที่เรารู้และอยากจะสื่อ แต่ถ้าลองเปลี่ยนกฏให้คนเขียน disclosure  statement แบบเฉพาะเจาะจง เช่น ถามว่า จะเลือกใครระหว่างรัฐบาลเก่า คมช. รัฐบาลใหม่ แล้วก็อดีตพันธมิตร ผมว่าก็คงจะตายตั้งแต่คนเขียนคนแรกแล้วหล่ะ (ไม่รวมปัจจัยเกี่ยวกับที่โดน tag ถี่ หรือขี้เกียจนะ) หรืออย่าง wallpaper tag คำสั่งข้อแรก ก็ยังกำชับเลยว่า “ห้ามสร้างภาพ” ซะงั้น แสดงว่ามันไม่ไว้ใจกันตั้งแต่แรกเริ่มแล้ว เหอๆๆ
บางคนอาจจะบอกว่า บางที ความโปร่งใสมันก็มีขอบเขต บล๊อกเกอร์ก็สามารจำกัดขอบเขตของความโปร่งใส ไม่ใช่เราว่าจะต้องเปิดเผยตัวตนทุกอณูขุมขน แต่ก็แสดงความบริสุทธิ์ใจ เปิดเผยในประเด็นที่ “เกี่ยวข้อง” เท่านั้น
จริง ๆ มันก็ไม่จำกัดเฉพาะในหมู่บล๊อกเกอร์นะ มันก็ครอบคลุมไปหมดเหมือนกัน ที่เขียนมาทั้งหมด ยืดยาวเนี่ย ก็เพราะเพียงแค่ความสนใจส่วนตัวเท่านั้น เพราะถ้ามองความโปร่งใสแบบ deterministic ก็คงจะเป็นไปได้ยากเลย แต่ถ้าเอาแบบ practical แบบคนที่ “สังคม” เค้าเรียกร้องต้องการ ความโปร่งใสกันเนี่ย เค้าอยากให้มันโปร่งใสแค่ไหน

Sleep And School

In มั่วซั่ว : Miscellenous on กุมภาพันธ์ 16, 2007 at 1:58 am

An MD at U. of Colorado conducted a survey research and found that…

“[S]tudents with lower grade point averages (GPAs) were more likely to have restless, aching legs when trying to fall asleep, difficulty concentrating during the day, snoring every night, a hard time waking up in the morning, sleepiness during the day, and falling asleep in class.”

Here are the advises from the study which I think everyone should read.

  • Get a full night’s sleep on a regular basis. Do not stay up all hours of the night to “cram” for an exam, do homework, etc. If extracurricular activities at school are proving to be too time-consuming, consider cutting back.
  • If you are not asleep after 20 minutes, then get out of the bed and do something relaxing, such as reading a book or listening to music, until you are tired enough to go back to bed.
  • Get up at the same time every morning.
  • Avoid taking naps after school if you can. If you need to lie down, do not do so for more than an hour.
  • Keep a regular schedule.
  • Don’t read, write, eat, watch TV, talk on the phone or play cards in bed.
  • Do not have any caffeine after lunch.
  • Do not go to bed hungry, but don’t eat a big meal before bedtime either.
  • Avoid any rigorous exercise within six hours of your bedtime.
  • Try to get rid of or deal with things that make you worry.
  • Make your bedroom quiet, dark and a little bit cool.

Hmm… How about nap during (not after) school?  Does it help?  He He :D

[Source: Eureka Alert]

SNS for Emergency

In มั่วซั่ว : Miscellenous on กุมภาพันธ์ 16, 2007 at 1:40 am

Ben Shneiderman and Jennifer Preece, HCI and online community gurus at the University of Maryland, applied the social networking sites approach to buid a new emergency system, according to New Scientist.

B. J. Fogg, from Stanford, commented that “it may be more practical to make use existing social networking sites, such as MySpace or Facebook“, which I quite agree with. However, if we want to use the existing social networking sites, one might further question how existing users of SNS communicated in emergency situations. In another word, what is the role of SNS in emergency situations?

[Source: New Scientist citing Science (vol 315, p 944); See also: Technology Review]

Wallpaper Tag

In blogophere, ของเล่น : Playing, ชุมชน : Community, มั่วซั่ว : Miscellenous on กุมภาพันธ์ 15, 2007 at 10:27 pm

ตอน Blog-tag ก็ไปบีบคอ gooogolf ให้มา tag ต่อ พอมัน wallpaper tag มา ก็ตอบต่อให้เป็นการตอบแทนละกัน (ที่เล่นกันไป กันมา ก็เพราะเพื่อนในกลุ่มไม่ค่อยมีคนเขียนบล๊อก ก็บ้ากันอยู่สองคนนี่แหละ เอิ๊ก ๆ) อีกอย่างพักนี้ไม่ค่อยได้โพสอะไร เลยเล่นด้วยละกัน blog จะได้ไม่เงียบ (ขออภัยคนที่ติดตามอ่านนะครับ เทอมนี้ ไม่ธรรมดาจริง ๆ งามงานอื้อ แถม “distraction” รอบตัว เยอะไปหมด อิอิ)

1. Wallpaper ตอนนี้ (เค้าบอก ไม่ให้สร้างภาพ เหอๆๆ) จริง ๆ ผมมีสองจอ เอาจอหลัก ไปละกันนะ ส่วนอีกจอก็เป็นรูป Cinderella ที่เป็นโฆษณาอันใหม่ของ Disney อ่ะ เอาต่อมาจากคุณ wat อีกที

desktop070215.jpg

2. OS ก็ Mac OS X ส่วน Resolution ก็ 1440 x 900

3. ที่มาของภาพก็ ANDiDAS.com

4. สาเหตุที่เลือกภาพนี้ ก็ไม่มีอะไร เห็นมันเศร้าดี จะได้เตือนตัวเอง อย่าคึกให้มากนัก เหอๆๆ ปรกติเปลี่ยน desktop บ่อยมาก เพราะขี้เบื่อ ก็เปลี่ยนไปตามอารมณ์ ก็นะคนเรา ตอนนี้มี 3 จอ (รวม laptop ด้วย แต่ปรกติชอบอะไรที่มันสะอาด ๆ ตาอ่ะ)

5. ขออนุญาตไม่ tag ต่อละกันนะ เพราะไม่อยากรบกวนคนอื่นอ่ะ กลัว tag ไปแล้วเค้าไม่เล่นด้วย หน้าแตก แต่ถ้าใครอยากจะเล่น แล้วยังไม่มีใคร tag ก็ comment ไว้ละกันครับ เดี๋ยวผมจะ tag ไปให้ ;)

อิอิ เล่นง่ายไปมั๊ยเนี่ย..

อารมณ์บนตัวอักษร ตอน 2

In JOMC490, blogophere, iTeaudemia, มั่วซั่ว : Miscellenous on กุมภาพันธ์ 9, 2007 at 1:19 am

คราวที่แล้วมีแต่ ผลวิจัยแห้ง ๆ คราวนี้มาเป็นแบบ live มาให้ลองเล่นกัน ไปอ่านเจอมาใน IA Summit 2007 (จัดที่ Las Vegas) เป็นหัวข้อ Blog Data Mining and Analysis โดย Clai Rice

ซึ่งตัวอย่างอันนึงที่ใช้ คือ Opinmind.com เป็น blog search engine ธรรมดาตัวหนึ่ง แต่ที่แตกต่าง คือ การแสดงผลการค้น จะแยกออกเป็นสองฝ่าย ระหว่าง positive กับ negative tone ก็ไปลองเล่นกันดูครับ (เล่น ๆ นะ อย่าเอาจริงจัง)

ผมลองค้น 2 คำนี้ดู me กับ myself ให้ผลการค้นแตกต่างกันอย่างน่าสนใจ เพราะพอใช้ me ก็จะได้ผล positive 71% negative 29% แต่พอค้น myself กลับตรงกันข้าม 55% เป็น negative อีก 45% เป็น positive

ส่วนอีกอันที่เหมาะกับบรรยากาศช่วงนี้ แถว ๆ นี้มากที่สุด ก็ต้องนี่เลย

  • “UNC”: 83% (+) — 17% (-)
  • “Duke”: 72% (+) — 28% (-)

ขำ ขำ

พูดเก่ง vs. พูดจากใจ

In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on กุมภาพันธ์ 3, 2007 at 8:38 pm

ปรกติชอบดูชิงช้าสวรรค์เป็นประจำ ช่วงที่ชอบดูที่สุด คือ ช่วงที่เค้าประกาศผลแพ้ชนะไปแล้ว แล้วก็ต้องสัมภาษณ์คนแพ้ คนชนะ หลายครั้งที่ฟังแล้วสะดุดหูพิลึก วันนี้ก็อีกตัวอย่างนึงเหมือนกัน

นักร้อง ทีมแพ้ (น้ำตาอาบแก้ม): “สำหรับโรงเรียนของเรา พวกเรานะคะ ก็ไม่รู้สึกเสียใจเลยค่ะ พวกเราก็ดีใจนะคะ ที่ได้มีโอกาสขึ้นมาบนเวทีชิงช้าสวรรค์ และพวกเราก็ขอเป็นกำลังใจให้กับวงดนตรีลูกทุ่ง กันตรังพิทยากรนะคะ ให้เข้ารอบต่อไปเรื่อย ๆ และก็สู่แชมป์ออฟเดอะแชมป์ให้ได้นะคะ”
(ตอนหลัง กล้องกลับไปเก็บภาพ นักร้องรุ่นน้องคนนี้ที่ยังร้องไห้ไม่หยุด รุ่นพี่กำลังปลอบอยู่)

นักเต้น ทีมแพ้ (สะอื้นไป พูดไป พิธีกรหญิงต้องพูดปลอบก่อนพูด): “คะ วันนี้ พวกเราก็ทำเต็มที่แล้วนะคะ ก็อยากขอให้โรงเรียนกันตรังผ่านเข้ารอบไป แล้วก็ ขอให้ผู้ชมทางบ้าน อย่าลืมโรงเรียนเรานะคะ เก็บโรงเรียนเราไว้ในใจด้วยค่ะ”

ตัวแทน ทีมชนะ – ผู้ประกาศประจำวง (หน้าตายิ้มแย้ม): “ก็รู้สึกดีใจนะคะ และก็ภาคภูมิใจที่วงดนตรีของเรา สามารถทำได้ถึงขนาดนี้นะคะ (หันไปทางทีมแพ้ ยิ้มให้) ส่วนโรงเรียนนวมินทร์ฯ นะคะ เราก็… เราจะไม่พูดว่าเสียใจ ขอแสดงความเสียใจ แต่เราว่าขอแสดงความดีใจ เพราะว่าคุณทำดีที่สุด ทำให้คนทั้งประเทศได้รู้ว่า คุณมีความสามารถ คุณเก่งจริง ๆ ค่ะ”

พิธีกรชาย: “เป็นไง ดูเด็กสมัยนี้พูด พูดจากความรู้สึกกันจริง ๆ เลย”

เรา: (-_-”)…

คนพูดเก่ง กับคนพูดจากใจจริง มันเหมือนกันป่าวหว่า…

เอาเวลาไหนไปดู Youtube

In JOMC490, Open Source, iTeaudemia, งานวิจัย : Research, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous, สถิติ : Statistics, สื่อสารมวลชน : mass media, เป็นการเป็นงาน : Seriously on กุมภาพันธ์ 2, 2007 at 3:03 am

เวลาคนเรายุ่ง ๆ ก็มันจะโดนถามว่า แล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปทำ ซึ่งเป็นหนึ่งในวิธีการถามแบบ critical incident technique* และ Harris Interactive Poll ก็เอามาใช้ถาม คอ YouTube เวลา เวลาที่มาใช้กับ YouTubee นั้น ไปเบียดบังกิจกรรมอะไร คำถามแบบนี้ก็พอจะเอามาอธิบาย “อิทธิพล” หรือ “ผลกระทบ” ของ YouTube ได้ส่วนหนึ่ง เพราะเวลาก็ถือเป็น internal market share ที่ทุกคนมีเท่ากัน 24 ชั่วโมง เพียงแต่ว่าใครจะได้เวลาไหนไป

แต่ก่อนจะไปถึงคำถามนั้น 34% ของคนตอบแบบสอบถาม บอกว่า นั่งดู YouTube ไม่เสียเวลาทำอย่างอื่นเลย ในขณะที่ 66% บอกตรงกันข้าม

ทีนี้ในกลุ่มคนที่บอกว่า ไปเบียดบังเวลาทำอย่างอื่น เค้าบอกไปเบียดบังอะไรกันบ้าง ผมขอแบ่งเอง เป็นสี่กลุ่ม…

  • สื่อ
    • 32% บอกใช้เวลาดูทีวีน้อยลง
    • 12% บอกดูดีวีดีน้อยลง
    • 11% บอกอ่านหนังสือพิมพ์ นิตยสารน้อยลง
    • 7% บอกไปดูหนังในโรงน้อยลง
  • Social Capital
    • 12% บอกใช้เวลากับญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงน้อยลง
    • 9% บอกคุยโทรศัพท์น้อยลง
  • กิจกรรมออนไลน์อื่น ๆ
    • 36% บอกไปเบียดบังเวลา ในการดูเว็บไซต์อื่น
    • 20% บอกใช้อีเมล์ แชท บล๊อก และกิจกรรมออนไลน์อื่น ๆ น้อยลง
  • อื่น ๆ
    • 19% บอกเบียดบังเวลาทำงาน ทำการบ้าน
    • 15% บอกเล่นวิดีโอเกมส์น้อยลง
    • 1% บอกออกกำลังกายน้อยลง

ตัวเลยที่น่าสนใจคงเป็นสองกลุ่มแรก โดยเฉพาะผลกระทบต่อสื่อเก่าที่ถูกจับตามองอย่างมาก 32% ถือเป็นจำนวนที่ไม่น้อยทีเดียว ที่อาจจะต้องตามต่อ คือ ในบรรดาคนที่บอกว่าเบียดบัง มันเบียดบังไปเยอะมั๊ย เพราะตัวเลข proportion มันอาจทำให้หลอกตาได้ เช่น บอกว่า 12% ของคนดูทีวีน้อยลง แต่น้อยลงคนละแค่ 15 นาที ในขณะที่ คนบอกใช้เวลาอ่านหนังสือพิมพ์ น้อยลงไปเป็นชั่วโมง อันนี้ก็น่าคิด

ส่วน social capital นี้ ถือเป็นคำถาม classic ที่อาจจะดูเก่า เพียงแต่การจับตามองในช่วงเปลี่ยนผ่าน อาจจะทำให้มีหลักฐานมาสนับสนุนว่า การใช้อินเตอร์เน็ท ทำให้ชีวิตสังคม (social life) แย่ลงจริงหรือ

ในผลโพลฉบับเดียวกัน ยังบอกว่า 73% บอกว่า จะใช้ YouTube น้อยลง ถ้ามีโฆษณามาคั่น

[ที่มา Reuters]

*ไม่แน่ใจ ขอเอาออกไปก่อน

อารมณ์บนตัวอักษร

In blogophere, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on กุมภาพันธ์ 1, 2007 at 11:18 pm

ถ้าคนสนใจแนว Retrieval คงไม่มีใคร ไม่รู้จัก TREC (Text REtrieval Conference)  นักวิจัยจาก UMBC (University of Maryland, Bultimore County) ปีที่แล้วส่ง Blog Track เข้าร่วม หลักการก็ง่าย ๆ คือ เพื่อดูว่าชาว LiveJournal รักอะไร เกลียดอะไร และต้องการอะไรมากที่สุด โดยดึงจากคำ ปรากฏว่า ประชากรบล๊อกเกอร์

รัก 

ชาว LiveJournal รักชีวิต (“love life”) มากที่สุด (จริง ๆ เป็นคำยอดนิยมอันดับสอง แต่เนื่องจากอันดับแรกเป็นคำว่า “รัก รัก” ก็เลยไม่แปลไม่ออก ว่ามันหมายความว่ายังไงกันแน่ แม้กระทั้งอันดับสาม ยังกลายเป็นคำว่า “รัก รัก รัก”​ซะงั้น จะรักอะไรกันมากมาย)

เกลียด

แน่นอน “เกลียดคน” เป็นอันดับแรก ตามมาด้วย “เกลียดที่…” (hate the way) แล้วก็ “เกลียดที่มี”

อยาก

บล๊อกเกอร์พูดว่า อยากจะรู้ อยากจะพูด แล้วก็อยากจะสร้าง มากที่สุด

[เพิ่มเติม: list เต็ม ๆ ของทั้งสามหมวด]

นอกจากนี้นักวิจัยจาก Amsterdam ก็พัฒนา MoodViews ขึ้นมา เพื่อรายงานสภาพอารมณ์ ของบรรดาบล๊อกเกอร์บน LiveJournal เหมือนกัน เข้าใจว่า เอาคำที่แสดงอารมณ์ดึงออกมาเป็นคำหลัก แล้วก็ดึงคำบริบทออกมาวัด

ไม่รู้ว่าถ้าเป็นภาษาไทย คนไทยจะเกลียดอะไรมากที่สุด อิอิ

[ที่มา Smartmobs]

Amazing Race: WiiTeau Episode

In บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous, เด็กนอก? on มกราคม 28, 2007 at 4:22 pm

WiiTeauเคยบ่นให้เพื่อน ที่ทำงานฟังว่า เออ ถ้ามีโอกาส อยากได้ Wii เป็นของขวัญให้ตัวเอง ก็พยายามติดตามอยู่ห่าง ๆ ว่าเมื่อไรจะมี Lot ใหม่มา แต่ก็ไม่ใช่ว่าอยากได้จะเป็นจะตาย ถ้าไม่ได้ก็ไม่ได้เสียหายอะไร เพราะถ้าให้ต้องไปอดหลับอดนอนไปรอ เหมือนอย่างตอนเปิดตัวนั่น ก็คงไม่เอาอ่ะ

ที่นี้สองสามวันก่อน เพื่อนที่ทำงานเอา catalog ของ Walmart มาวางไว้บนโต๊ะทำงาน แล้วบอกว่ามีอะไรน่าสนใจ ผมก็เปิดไป อ๊ะ มี Wii ขาย แต่ในใจก็คิด เค้าน่าจะทำมาล่อ เพื่อขายตัวเกมมากกว่า เพราะเช็คไปที่เว็บของ Walmart ทั้งของ Amazon ก็ไม่เห็นมีวี่แวว

เพื่อความแน่ใจก็เลยโทรไป Walmart สาขาที่ไปประจำที่ Durham เจ้าหน้าที่ก็บอกว่า มีของอยู่ในสต๊อก แต่ไม่ได้บอกว่าจำนวนเท่าไหร่ แถมยังบอกอีกว่าจะเปิดขายตอนต้นกุมภา แต่เราดูใน catalog มันบอกว่า catalog ของตั้งแต่วันที่ January 28 ก็เลยถามย้ำ เค้าบอกว่าใช่ เริ่มขาย 28 มกรา (มีกัํ๊ก…)

ก็ด้วยการส่งเสริม (ยุ) จากเพื่อนคนนี้ เค้าบอกว่า เดี๋ยวเค้าจะขับรถให้ ซึ่งก็ต้องไปตั้งแต่คืนวันที่ 27 เลย (ปล. Walmart เปิด 24 ชั่วโมง) ปรกติเป็นคนไม่ชอบออกไปไหนกลางคืน แต่ก็คิดว่า แหม คืนวันเสาร์ ปรกติก็ไม่ได้ทำอะไร ได้ก็ได้ ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร หาไรทำหนุก ๆ (เรื่องเสียตังค์อีกต่างหาก)

เพื่อนมารับตอนห้าทุ่ม ในใจก็คิดว่า ระหว่างทางก็มาคิดดูว่า เอ๊ะ Walmart ที่ใกล้ ๆ เนี่ย มีอยู่ 2 ที่ คือ ที่ Durham กับ Hillsborough ซึ่งสองที่มีก็ระยะทางพอ ๆ กัน เพียงแต่ว่าที่ Durham คนรู้จักมากกว่า เพราะเปิดมาก่อน แล้วก็ใกล้ทั้ง Duke แล้วก็ UNC เพราะฉะนั้น ก็มีโอกาสที่คนจะไปรอกันตรึม ในขณะที่ที่ Hillsborough เนี่ย คนรู้จักน้อยกว่า เพราะเปิดใหม่ แล้วก็ทางเข้าไปในเมืองนั้นก็ผ่านป่า แต่ปัญหาคือ ไม่แน่ใจว่ามันจะมีขายหรือเปล่า เพราะเราโทรไปเช็คที่ Durham ที่เดียว แล้วก็ไม่แน่ใจว่า มันจะมีขายทุกสาขาหรือเปล่า เพื่อความชัวร์ ก็ตรงดิ่งไปที่ Durham ดีกว่า

นั่งรถไปก็คิดว่า มันมี 2 scenario อันแรก คือ ไปถึงแล้ว คนเพียบ เข้าคิวแน่น ก็อาจจะยอมแพ้ไป ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ส่วนอีกกรณีนึงก็คือ คนไม่ค่อยรู้ ก็ไปถึงแล้วซื้อได้เลย เพราะดูเหมือนว่า หลายคนยังไม่เห็น catalog นี้ หรือถ้าเห็นส่วนมากก็ไม่ได้ใส่ใจ (ขนาดผมเอง ผมก็ไม่ได้ใส่ใจเหมือนกัน)

พอไปถึง Walmart ก็เดินอ้อยอิ่งไปที่แผนก electronic ที่ต้องเดินช้า เพราะเพื่อนคนที่ขับรถไปด้วย เข่าไม่ดี (อายุรุ่นป้า รุ่นแม่ผมแล้วอ่ะครับ) ก็ต้องนั่งรถเข็นไฟฟ้าของ Walmart เข้าไป พอไปถึงก็ถามพนักงาน เค้าก็บอกว่า “Sold out”

อ่ะ ในใจก็คิดว่า ไรวะ นี่ยังไม่ถึงห้าทุ่มยี่สิบดีเลย หมดได้ไง พนักงานคนเดิมก็บอกว่า ยังไม่ได้ขาย แต่มีคนมาจองเข้าคิวครบ 18 คนตามจำนวนเครื่องที่ได้มาเรียบร้อยแล้ว เค้าบอกต่อว่า คนแรกที่มา มาตั้งแต่บ่ายสามโมง แล้ว Walmart เปิดให้ลงชื่อได้ตอนทุ่มนึง เราก็นึก อ่อ งั้นก็สมควรอ่ะ ที่จะไม่ได้ เค้าบอกว่า มีอีกที่หนึ่งที่มี แต่อยู่ที่ Cary (ขับรถประมาณครึ่งชั่วโมง) แต่ก็น่าจะมีจำนวนเท่ากัน แต่ที่สำคัญ สาขานั้น ไม่ได้เปิด 24 ชม. เปิดตอน 6 โมงเช้า นั่นหมายความว่า ต้องไปตั้งแต่ตีห้า หง่ะ เลิกคิดได้เลย option นี้ ไม่เอาแน่นอน

ในขณะที่คุยอยู่กับเจ้าหน้าที่คนนี้ ก็มีผู้ชายคนนึงใส่เสื้อยึด แล้วก็มีสายห้อยคอพนักงาน แต่เป็นของ duke ทำท่าเข้ามา จะมาถามเจ้าหน้าที่คนนี้ ในขณะที่เรากำลังคุยอยู่ เราก็คิดว่า เค้าเป็นคนทำงานที่ Walmart นี้ แต่ก็เริ่มเอะใจ เพราะพอเราคุยเสร็จ เค้าถามว่าเจ้าหน้าที่คนนั้นว่า แล้วที่คนไปต่อคิวอยู่ตรงไหน ว่าแล้วเค้าก็วิ่งไปที่ที่ต่อคิวนั่น ในขณะที่เราปล่อยแล้ว ไม่ได้ก็ไม่ได้ ไม่ใช่เรื่องใหญ่

เพื่อนผมที่ไปด้วยกัน ดูท่าจะผิดหวังมากกว่าเรา เค้าก็เข้าไปคุยกับเจ้าหน้าที่อีกคนหนึ่ง ในขณะที่เราเดินหาของอย่างอื่นในบริเวณนั้น เพื่อนคนนี้ก็ไปถามเจ้าหน้าที่ว่า แล้วที่ Hillsborough (สาขาที่เราคิดว่าจะไปตอนแรกนั้น) เจ้าหน้าที่คนนี้เค้าก็โทรไปที่สาขานั้นให้ทันที แล้วก็พบว่า ที่สาขานั้น ยังมีคนมารอเหมือนกัน แต่ยังไม่เต็ม (แล้วก็ไม่ได้บอกด้วยว่า ไม่เต็มนั้น เหลืออีกเท่าไหร่) ผมเดินกลับมาพอดี เพื่อนผมบอก เราต้องไปอีกสาขาแล้วหล่ะ ผมก็โอเช ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว แล้วมันก็ไม่ไกลจะบ้านเราเท่าไหร่ (ออกจะใกล้กว่าสาขานี้อีกด้วย)

เป็นเวลาเดียวกันกับผู้ชายที่วิ่งไปที่คิวนั้น กลับเข้ามา ได้ยินที่เจ้าหน้าที่คนนั้นพูดกับเพื่อนผมพอดี แต่ที่สำคัญเค้าไม่รู้ว่า ไอ้ Walmart สาขานี้มันอยู่ตรงไหน ในขณะที่ผมกับเพื่อนเริ่มเดินออกมาแล้ว แต่ด้วยความที่เพื่อนผมใช้รถเข็นไฟฟ้า มันก็ไปไม่ได้ไวเท่าไหร่ พอเจ้าหน้าที่คนนั้น อธิบายทิศทางให้ผู้ชายคนนั้นเสร็จ เค้าก็วิ่งงงงงงงงงง แซงหน้าเราไปหน้าตาเฉย ผมยังตะโกนให้เพื่อน ออกแนวขำ ๆ ว่า โอ้ว เค้าวิ่งไปแล้ว

ความรู้สึกเหมือนอยู่ในรายการ Amazing Race ก็เริ่มขึ้นทันที เพื่อนผมก็ speed รถเข็นเต็มที [นึกภาพเร่งรถเข็นช๊อปปิ้ง (-_-")]แล้วก็เดินไปที่รถ ในขณะที่ผมออกมาจากประตู Walmart ผมเห็นรถของผู้ชายคนนั้นบึ่งออกไปแบบเต็มที่

เนื่องจากตอนนั้นเราไม่รู้ว่า สาขาที่เราจะไปนั้นเหลือ Wii อีกกี่อัน ถ้าเหลืออีกอันเดียว แล้วเค้าได้ไปก็เป็นดวงก็แล้วกัน เพื่อนผมก็บึ่งรถเต็มที่เหมือนกัน ข้อได้เปรียบของเราก็คือ เรารู้เส้นทาง ในขณะที่คนนั้น ไม่รู้จักที่นี่มาก่อน แล้วทางเข้าก็มีแค่สองเลน ข้างทางก็ไม่ค่อยมีบ้านคน มีแต่ป่า ถ้าคนไม่เคยมาก่อน ก็อาจจะคิดว่ามาผิดทางก็ได้ หรือไม่เค้าก็อาจจะเลย exit ก็ได้ เพราะฉะนั้นเราก็ไม่ควรหมดความหวังเสียทีเดียว มิหนำซ้ำ มันทำให้ Trip นี้มันทำให้สนุก ตื่นเต้นเข้าไปกันใหญ่ จริง ๆ ถ้าไม่มีผู้ชายคนนี้ เราก็คงจะไวขึ้นมาหน่อย แต่ก็ไม่ได้เร่งขนาดนี้

ระหว่างขับรถ ก็นึกขำกันไป ว่า ขาดอย่างเดียว ไม่มีกล้องตาม ไม่งั้น Amazing Race เลยนะเนี่ย ประมาณ 9-10 นาทีเราก็ถึง ไม่ทันที่จะเข้าที่จอดรถ ผมก็วิ่งงงงงงงง ดิ่งเข้าไปในแผนก electronic ก็วิ่งเข้าไป ก็เจอผู้ชายคนนี้กำลังลงชื่ออยู่ ท่ามกลางคนนั่งรออยู่ไม่ถึงสิบคนดี แล้วเค้าก็ชี้มาที่ผม แล้วก็บอก “คนนี้แหละ”

หลังจากนั้น คนปรบมือ โห่กันเกรียววววเลย บอก “You made it” ผมงี้ อะไรวะ เข้าใจว่า ผู้ชายคนนี้คงเล่าเรื่องที่เราประมาณว่าแข่งในที่กัน ให้คนที่อยู่ในแถวฟังเรียบร้อยแล้ว คนในแถวมีทั้งคนมีอายุ แล้วก็คนรุ่น ๆ แล้วก็เด็กเพิ่งวัยรุ่น ที่มากับพ่อแม่

สรุปผมมาเป็นคนที่ 8 (แปดครับ ไม่ได้เขียนผิด) คนน้อยจริง ๆ ผิดคาด แต่หลังจากที่ผมมาถึง ก็มีคนมาต่ออีกสี่ห้าราย (จนผมจ่ายตังค์แล้ว ของยังขายไม่หมดเลย แต่เข้าใจว่าตอนนี้ไม่น่าเหลือแล้วอ่ะครับ)

คุยกับผู้ชายคนที่แข่งกันมา ก็ได้ความว่า ตอนที่เค้าวิ่งไปที่คิวที่เค้าต่อกันที่ Durham (สาขาแรกที่เราไปนั้น) เค้าบอกว่า เค้าเข้าไปถามคนในคิว แล้วโดนตอบกลับมา พร้อมกับสายตาเหยียดหยามมาก ว่า “หมดแล้ว” (แหม ก็แน่หล่ะ คนอื่นเค้ามารอตั้งแต่บ่ายสาม) ที่ขำอีกอัน พอคุยกันซักพัก เค้าก็ถามผมว่า เค้าควรจะกลับทางไหน เหอๆๆ ประมาณว่าหาทางกลับไม่ถูกซะงั้น

พอได้เวลาเที่ยงคืนกับหนึ่งนาที เครื่องแรกก็จ่ายออกไป คนแรกที่ซื้อไปเป็นผู้หญิง อายุน่าจะราว 40-50 แล้วครับ เค้าบอกว่าเค้ามารอตั้งแต่ ห้าโมงครึ่ง สามีเค้าก็มาต่อแถวเป็นคนที่สอง พอมาถึง เค้าก็เดินไป section Furniture ในห้าง แล้วก็เอาไอ้เก้าอี้เบาะแบบนั่งกับพื้นอ่ะ มานั่งสบายในใจเฉิบ เหอๆๆ

กลับมาถึงบ้าน ก็ต่อเครื่องเรียบร้อย ลองเล่นไปเล่นมา กว่าจะได้นอนก็ปาไปตีสี่ ทำให้นึกถึงสมัยเด็กตอนที่ได้เครื่อง nintendo มาใหม่ ๆ เลยอ่ะ เล่นกันข้ามวันข้ามคืน เห้อ! เป็นไปได้นะเรา

อ้อ อีกอย่าง ลองถ่ายวิดีโอตัวเองตอนเล่น น่าอายชะมัด ทำไปด้าย!

เงินกับสื่อใหม่

In JOMC490, Social Networking, blogophere, ชุมชน : Community, มั่วซั่ว : Miscellenous, สื่อสารมวลชน : mass media on มกราคม 27, 2007 at 12:34 am

Micro Persuation พูดถึงการที่ ZDNet ออกมาเปิดเผยวิธีการจ้าง blogger แบบ pay-per-performance หรือจ่ายตามจำนวนคนมาเข้ามาอ่า พร้อมกับวิพากษ์วิจารณ์ ความเป็นสองมาตรฐาน ของรายได้ระหว่างบล๊อกเกอร์ กับนักข่าวในขณะที่ GroundReport ก็เปิดตัวว่า เป็นการผนวกกัน ระหว่างแนวทางของสื่อรากหญ้ากับระบบสร้างความนิยม เหมือนกับ Digg มารวมกัน แล้วก็เก็บรายได้จากการโฆษณา หลังจากนั้นก็จะแบ่งรายได้ให้กับ contributors แบบครึ่งต่อครึ่ง ในทางปฏิบัติผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า มันเป็นยังไง

ไม่รู้ว่า ไอ้วิธีการหาเงินทองจากการนับ click แบบนี้จะเป็นวิธีการ sustain community หรือสร้างชุมชนความรู้ที่โปร่งใสจริงหรือไม่ หรือว่าช่วยสร้างมลภาวะทางการรับข้อมูลข่าวสารกันแน่ ว่าแต่ว่า ก็ยังคิดไม่ออกอยู่ดี ว่าแล้วไม่ใช่จากประชานิยม แล้วยังมีแบบไหนอีก

จริง ๆ การคิดเงินตามความนิยม มันก็ไม่เสียหายหรอกนะ แต่มันก็ไม่น่าจะใช่ทั้งหมด ของการประเมินความสามารถ (Performance) เพราะหลายครั้งมันไม่เกี่ยวกับ “ความสามารถ” เลยแม้แต่น้อย ยกตัวอย่าง เริื่องที่ผมทำ link ข่าว เว็บบุดด้าพอน สถิติการเข้าพุ่งกระฉูด ทั้ง ๆ ที่เรื่องที่เขียนนั้น ไม่มีอะไรเลย เป็นลิงค์ธรรมดา แล้วคนส่วนใหญ่ก็มาจาก Google search ที่มันจำนวนคลิกมันเยอะ ก็เพราะ Demand มันเยอะเท่านั้นเอง มันไม่เกี่ยวกับความสามารถ อะไรเลย หากผมจะได้ตังค์มาเพราะคลิ๊กนี้ มันก็ไม่น่าจะแฟร์กับลิงค์ที่เค้า เขียนบทวิพากษ์วิจารณ์ จริงจัง

จริงอยู่ที่ระบบแบบนี้จะเอื้อกับส่วนที่เป็น Long tail แต่ไอ้ส่วนที่เป็นตัว เป็นหัวกราฟ ซึ่งมันจาก mainstream เนี่ย มันจะไม่ mess up เอาหรือ

เมื่อคืน Colbert Report (ตอน Great News) ก็เหน็บแนมการที่ Times Inc. มีแผนจะ lay off พนักงานสาย magazine เกือบ 300 คน แล้วหันไปเล่นกับสื่อออนไลน์มากขึ้น ซึ่ง Colbert ก็เสียดสีเรื่อง ความเป็น original ของสื่อใหม่ ที่มักจะเป็นแบบ อ้างบล๊อกแห่งหนึ่ง ที่อ้างบล๊อกอีกแห่งหนึ่ง ที่อ้างบล๊อก อีกแห่งหนึ่ง ที่อ้างบล๊อกอีกแห่งหนึ่ง ที่อ้างบล๊อกอีกแห่งหนึ่ง ที่เขียนเกี่ยวกับรายงานหรือแหล่งข่าวจริง ๆ (งงมั๊ยเนี่ย ถ้างง ก็ลองเปิด video ดู แต่ถ้าไม่งง ก็แนะนำให้เปิดดูอยู่ดี อิอิ) แล้วคนที่ได้รับความสนใจ ก็หาใช่คนที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องนั้นคนแรก แต่เป็นคนที่บล๊อกเอาเฉพาะส่วนที่มีสีสัน ซึ่งตอนท้าย Colbert ก็ออกมาพูดประมาณว่า ต่อจากนี้หากต้องการความสนใจ ไม่จำเป็นการความถูกต้อง แค่ “ตะโกน” ก็พอ

ดูเหมือน Colbert จะพยายามทำเรื่องที่บล๊อกเกอร์คิดว่าเป็น มารยาทในการเขียนบล๊อก ให้มีภาพลบอยู่ในที เพราะบล๊อกเกอร์มองว่า การที่จะเขียนเรื่องใดเรื่องหนึ่ง การอ้างถึงเรื่องที่คนอื่นเขียนก่อนหน้านี้ (ไม่ว่าเค้าจะเป็นแหล่งปฐมภูมิหรือไม่ก็ตาม) เป็นมารยาทที่สำคัญ แต่มองในอีกมุมหนึ่ง มันก็เป็นประเด็น เพราะมันการสร้างสีสัน โดยการ “ตัด แปะ และต่อ” มันมีผลต่อคุณภาพของการรายงาน ส่วนไอ้ประเด็นที่บอกว่า เรียกร้องความสนใจนั้น จริง ๆ ผมว่าก็ไม่ผิด ถ้าที่เขียนมาก่อนหน้านี้แล้วว่า เงินอาจไม่ใช่ส่วนทั้งหมด ที่บล๊อกเกอร์ต้องการ หากแต่เป็น visibility (และรวมไปถึงชื่อเสียง) ในสายตาของคนอื่นเสียมากกว่า

จะว่าไป Colbert เอง ถึงไม่ใช่บล๊อกเกอร์ แต่รายการของเค้า ก็อาศัยการสร้างสีสัน ด้วยการเสียดสี แล้วก็เนื้อเรื่องส่วนใหญ่ ก็มาจากการตัด แปะ เหมือนกัน ทั้งนี้ก็เพื่อเรียกร้องความสนใจเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ไอ้ที่บอกว่า สื่อเก่า เน้นความถูกต้องนั้น ก็คงไม่จริงเสียทั้งหมด

ปล. ดูไปดูมา อุ๊ย เราเนี่ยตัวอ้างเลยนะนี่ ดูดิ มีคำว่า อ้าง เพียบเลย

แนะนำเพิ่มเติม CNET บังคับให้นักข่าวต้องไปคอมเม้นต์บล๊อก ไม่เกี่ยวกับเนื้อเรื่องนี้โดยตรง แต่ว่าน่าสนใจ

ใจเขาใจเรา

In การเมือง : Politic, มั่วซั่ว : Miscellenous on มกราคม 24, 2007 at 6:50 pm

the mrbrown show: why Thailand was angry at Singapore

พักนี้ไม่ค่อยมีเวลามาเขียนเท่าไหร่ ตอนนี้กำลังอินกับ Sociology of Culture (วิชาที่ลงเทอมนี้) จากหลายสำนัก ประมาณว่าเจ้าสำนัก พร้อมลูกศิษย์ กำลังตีกัน อย่างกับในหนังจีน (อยู่ในหัวสมองผมเนี่ย) เลยไม่มีเวลาจะให้อะไรมันตกผลึกเลย (แหะ ๆ ข้ออ้าง…)

เลยฝากอันนี้มาแทนละกัน มาจาก forward เมล์อีกที ก็ฟังหู ไว้หู ละกัน

โบราณว่าไว้ “ไฟในอย่านำออก ไฟนอกอย่านำเข้า”

แต่อันนี้ ไฟใน หรือไฟนอกก็ไม่รู้ มันตีกันไปหมด

NC Science Blogging Conference

In blogophere, ชุมชน : Community, มั่วซั่ว : Miscellenous, สื่อสารมวลชน : mass media on มกราคม 21, 2007 at 2:51 pm

พอพูดงาน YouFest เสร็จก็เข้านอนเลย ตื่นเช้ามาก็ไปงาน North Carolina Science Blogging Conference ต่อทั้งวัน คนเข้าฟังประมาณ 120 คน น่าจะได้ มีตั้งแต่ นักวิทยาศาสตร์ นักการศึกษา นักเรียน เต็มไปหมด โต้โผใหญ่ของงาน ก็มาจากกลุ่ม blogger ใน ScienceBlogs ซึ่งเป็น project ของนิตยสาร Seed ที่รวมนักวิทยาศาสตร์ และนักวิจัยที่เป็น Blogger หลาย ๆ คนมาเขียน (อ่านเพิ่มเติม About ScienceBlogs)

Science Blogging 101

Session แรก ก็เป็นการแนะนำทั่วไปเกี่ยวกับ Science Blogs ที่น่าสนใจ โดย Bora Zivkovic บอกว่า บล๊อกที่มีคนอ่านเยอะ ส่วนใหญ่จะเป็นบล๊อกของผู้ที่มีความเชื่ยวชาญ (expert) ในเรื่องนั้น ๆ แล้วก็แนะนำ blog ที่น่าสนใจหลายอัน ถ้าใครสนใจอยากหามาอ่าน ว่า science blogger เค้าเขียนเกี่ยวกับอะไรกัน ลองเข้าไปดูที่เว็บของ conference มีรายชื่อของบล๊อกที่น่าสนใจเต็มไปหมด มีตั้งแต่ที่เป็น commentary ทั่วไป จนถึงบันทึกการทำแล๊บจากห้องทดลอง

อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ ปีนี้เป็นครั้งแรก ที่มีการรวบรวม และคัดเลือกเรื่องที่ดีที่สุดแห่งปี บนบล๊อกวิทยาศาสตร์ แล้วก็ตีพิมพ์เป็นรูปเล่ม ชื่อหนังสือ The Open Laboratory (จะว่าไป ถ้าเราลองทำแบบเดียวกันกับ บล๊อกภาษาไทย -ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ แต่เป็นเรื่องที่ดีที่สุดของไทยบน blogophere – มาตีพิมพ์ จะมีคนซื้ออ่านมั๊ยนะ ว่าไปแล้วก็อยากลองทำเหมือนกันแฮะ อยากน้อย ก็เป็นการบอกให้คนทั่วไปที่ไม่มีอินเตอร์เน็ทรู้ว่า ยังมีอีกทางเลือกหนึ่งในการบริโภคข้อมูล ข่าวสารนะ หรือว่ามีใครลองแล้วหรือยังหว่า) นอกจากนี้ยังมีเรื่อง Blog Carnival ที่ชุมชนแนะนำ post เฉพาะเรื่องที่ตัวเองและชุมชนสนใจ

ส่งเสริมความเข้าใจในวิทยาศาสตร์ให้กับสาธารณะ

คนต่อมา Huntington F. Willard เป็น ศาสตราจารย์ด้าน Genome จาก Duke มาพูดถึงเรื่อง การสร้างความเข้าใจเรื่องวิทยาศาสตร์ให้กับสาธารณะ หลัก ๆ เค้าก็มาเล่าว่า การสื่อสารกับสาธารณะในเชิงวิทยาศาสตร์ มีข้อคำนึงถึงหรือความท้าทายอย่างไร

Dr.Willard บอกว่า เป้าหมายของการสื่อสารของนักวิทยาศาสตร์ต่อสาธารณะ มี 2 ส่วน ส่วนแรก คือ การอธิบายให้คนเข้าใจวิทยาศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นการอธิบายแบบเพียว ๆ หรือจะเป็นการชี้ให้เห็นว่า มันมีผลกระทบ หรือมี implication อย่างไร ส่วนที่สอง คือ การพยายามให้คนทั่วไปเข้ามามีส่วนร่วมในวิทยาศาสตร์ ปัญหาก็คือ คนรับสาร มีตั้งแต่คนที่ไม่ได้ให้ความสนใจ ไปจนถึงพวกที่สนใจวิทยาศาสตร์อย่างจริงจัง ถึงกระนั้น คนทั่วไปก็มองวิทยาศาสตร์ ต่างจากนักวิทยาศาสตร์

ประเด็นต่อมา ก็คือ ในการสื่อสารรูปแบบเดิม นักวิทยาศาสตร์ไม่สามารถควบคุมว่า ประเด็นไหนจะถูกนำไปพูดถึงบนสื่อ ปัญหาสำคัญคือ มันถูกตีความไปคนละแบบ อย่างเช่น Dr.Willard เล่าว่า เค้าเคยถูกสัมภาษณ์จากคอลัมน์นิสต์ของ New York Time เกี่ยวกับความแตกต่างของยีนส์ ระหว่างผู้ชายกับผู้หญิง แต่พอเอาเรื่องไปตีพิมพ์กลับกลายเป็นว่า คนเขียนสรุปว่า ผู้หญิงดีกว่าผู้ชาย เพราะยีนที่ดีกว่า อะไรทำนองนี้ ซึ่งในงานวิทยาศาสตร์ไม่ได้พูดไว้แบบนี้

นอกจากนี้ การสื่อสารกับสาธารณะ ยังเป็นเรื่องท้าทายธรรมชาติการสื่อสารของนักวิทยาศาสตร์ กล่าวคือ ถ้าเปรียบเทียบกับการสื่อสารทางวิทยาศาสตร์แบบทางการ นักวิทยาศาสตร์ต้องการ outcome ที่คาดเดาได้ ต้องอาศัยข้อมูลเป็นพื้นฐาน นอกจากนี้นักวิทยาศาสตร์เอาใจใส่ในงานเขียนมาก ถึงมากที่สุด ใช้เวลาในการเลือกใช้คำ แก้ไขข้อผิดพลาด เพราะป้องกันการตีความที่ผิดพลาด และประเด็นสุดท้าย ก็คือ นักวิทยาศาสตร์ต้องแยกข้อเท็จจริงออกจากการตีความ ส่วนที่เป็นข้อมูล ก็คือ ข้อมูล ในขณะที่ส่วนมัน matter ก็คือ การตีความ ซึ่งต้องใช้ความระมัดระวังในการตีความอย่างรอบคอบ ซึ่งประเด็นหลังเนี่ย มีหลายเสียงเห็นแย้งว่า งานเขียน blog ของตัวเอง เป็น informed commentary มากกว่าที่จะเป็นการเขียนเล่าข่าวแบบลอย ๆ ที่คนพูดเข้าใจ

สำคัญที่ว่าคนพูดแกไม่ได้เป็น blogger ผมว่าแกยังมองไม่เห็นภาพในบทบาทของ blogger ชัดเจน อย่างเช่น ดูเหมือนว่า แกมองว่า blogger ก็เป็นพวกเดียวกับ media release ซึ่งจริง ๆ แล้วมันก็ไม่ใช่ เพราะ การสื่อสารมันไม่เป็นสองขั้วระหว่างนักวิทยาศาสตร์ กับสื่ออีกต่อไปแล้ว แต่มันมีขั้วที่สาม ที่สามารถคอมเม้นต์และเปรียบเทียบ ข้อมูลที่ได้จากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ กับรายงานการวิจัยที่ปรากฏใน media release ได้ นอกจากนี้ก็มีคนเสริมว่า บล๊อกจะช่วยให้สาธารณะมีส่วนร่วม และเข้าถึงวิทยาศาสตร์มากขึ้น เนื่องจากเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง สำหรับคนที่ไม่สามารถเข้าถึงวิทยาศาสตร์ ผ่านการสื่อสารทางวิชาการในรูปแบบเดิมได้ โดยเฉพาะด้วยสาเหตุทางด้านเศรษฐกิจ

ผจญภัยไปกับการบล๊อกทางวิทยาศาสตร์

Dr.Janet Stemwedel หรืออีกชื่อหนึง Dr.Freeride (อ่านประวัติแล้วแบบ เอ่อ.. จบ ป.เอก สองใบ ตอนสองอาทิตย์ก่อนจะ defense ปริญญาเอก ใบแรกด้านเคมี ก็ไปสอบ GRE เพื่อจะสมัครเรียนต่อ ป.เอก สายปรัชญา ตอนนี้จบแล้ว มาสอนปรัชญาอยู่ Stanford) มาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับชุมชนของ science blogger แล้วมี converstaion แบบไหนบ้าง ที่ science blogger พูดถึงกัน และหาอ่านได้ยากในการสื่อสารทางวิชาการ ไม่ว่าจะเป็น ประเด็นด้านการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ การเมืองและนโยบาย การพูดถึงงานวิจัยอื่น ๆ แบบ jounal club การประชุมออนไลน์ การเล่าถึงชีวิตนักวิทยาศาสตร์ รายงานการประชุม วิธีปฏิบัติในวงการวิทยาศาสตร์ เป็นต้น

มีหลาย quote ที่น่าสนใจเช่น “Community and communications key ingredients for human flourishing”หรืออย่าง วิทยาศาสตร์คือกระบวนการ ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ แล้วก็แนะนำให้อ่านหนังสือ ชื่อ Science as Social Knowledge ของ H.E. Longino

Dr.Janet เปรียบเทียบการบล๊อกกับการพูดคุยผ่านการประชุมทางวิชาการ (ที่ดูว่าทั้งสองแบบเป็น informal เหมือนกัน) ว่า การสนทนา (conversation) บนบล๊อกดีกว่าตรงที่มันอยู่ได้นานกว่า less ephemeral แล้วสามารถอ้างอิงได้ มากกว่าการพูดคุย ผ่านแล้ว ผ่านเลย อ้างอิงลำบากกว่า

อย่างไรก็ตาม blogger ในสายวิทยาศาสตร์หลายคนก็ใช้ชื่อปลอมในการเขียน ซึ่ง Terrell ก็ตั้งคำถามว่า ในเมื่อการบล๊อกในสายวิทยาศาสตร์ จำเป็นที่จะต้องอาศัยความเชื่อถือ แล้วทำไมต้องใช้ชื่อปลอม ซึ่งหลายคนก็ให้ความเห็นว่า เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดกับชีวิต แต่มีความเห็นหนึ่งที่ผมว่าน่าสนใจ เข้าใจว่าเค้าเฺป็น blogger คนหนึ่ง เค้าพยายามจะบอกว่า ผู้ชายไม่เข้าใจหรอก ว่าผู้หญิงมีเรื่องที่ต้องปิดบังมากน้อยแค่ไหน เพราะฉะนั้นเค้าเชื่อว่า ผู้หญิงน่าจะใช้ชื่อปลอมในอินเตอร์เน็ทมากกว่าผู้ชาย …

สองช่วงหลังเป็น Breakout session ผมเข้าฟังสองอัน คือ Open Source/Notebook Science กับ Emerging Nanotechnologies

Open Source/Notebook Science

Jean-Claude Bradley จาก Drexel ก็มาเล่าถึงโครงการ Useful Chemistry ซึ่งเป็นการใช้ Wiki กับ Blog ในการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการคิดค้นสูตรเคมี

ข้อมูลที่นำเสนอ มีตั้งแต่ข้อมูลดิบจากการทดลอง ข้อมูลที่วิเคราะห์แล้ว สมมติฐาน การทดลองที่ล้มเหลว ผลการวิจัยที่เป็นผลและสามารถนำไปใช้ได้ รวมไปถึงบทความทางวิชาการ

ปัญหาที่ต้องคำนึงถึง ก็ได้แก่ ทรัพย์สินทางปัญญา การอ้างอิง ความน่าเชื่อถือทางวิชาการ และกระบวนการ Peer-reviewed ซึ่งนอกจากนี้ยังมีคนให้ความเห็นเกี่ยวกับ ประเด็นเรื่อง ความปลอดภัยของข้อมูล และความเสถียรของงาน ซึ่ง Jean-Claude บอกว่า เวลาทำงานก็ให้เก็บทั้งสองรูปแบบ คือ ทั้ง blog และ wiki ในขณะที่ผมก็ค่อนข้างจะ concern เกี่ยวกับการอ้างอิงมากกว่า เพราะถ้าหากในวันข้างหน้า host provider เค้าเจ๊ง หรือเราต้องย้าย server แล้ว link มันจะไม่ valid คนอื่นที่ link มาหาเราจะมีปัญหามากกว่า ในขณะที่ข้อมูลเนี่ย ยังไงมันก็น่าจะเก็บ local version ได้อยู่แล้ว แล้วก็ backup ได้ไม่ยาก

อีกประเด็นหนึ่งที่คนถาม ก็คือ การทำ Open แบบนี้ อาจจะทำให้คนทำงานตัดหน้าเราไปได้ ซึ่งอันนี้ก็พูดคุยกันว่า มันน่าจะอยู่ที่ custom ของชุมชนนั้นเอง หลายคนบอกว่า case แบบนี้อาจเกิดได้น้อย แต่จริง ๆ แล้วมันก็เคยเกิดขึ้นแล้ว ล่าสุดก็เมื่อสองปีก่อนใน New York Times ซึ่งเป็นประเด็นของการค้นพบดาวดวงหนึ่งของนักวิทยาศาสตร์ในอเมริกา แต่ดูเหมือนโดนตัดหน้าไปจากนักดาราศาสตร์จากสเปน ซึ่งมันก็เป็นไปได้ แต่ถ้ามองในมุมของวิทยาศาสตร์สายอื่น ซึ่งการอ้างอิงน่าจะถือเป็น custom ที่น่าจะรับได้ หมายถึง ถ้าเราเอาข้อมูลที่เค้า open ไว้มาใช้ ก็ควรจะติดต่อเค้าก่อน แล้วก็ acknowledge เค้าในงาน ก็น่าจะเพียงพอแล้ว

Emerging Nanotechnologies

session นี้ไม่มีอะไรเลย คน present ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ blogger แต่เป็นคนมาจากพิพิธภัณฑ์ แล้วประมาณว่าเล่าเรื่องนาโนให้ฟัง เพื่อจะให้ blogger ช่วยคิดหน่อยว่า จะทำยังไงให้คนตระหนักถึงเทคโนโลยีที่มันจะเข้ามา ผมฟังได้ซักพัก mode การรับรู้ก็เริ่มหยุดทำงาน เพราะมันไกลจากหัวข้อ conference จนดึงกลับมาไม่ถูก Break out session นี้คนส่วนใหญ่จะไปอยู่ที่ Teaching Science กันหมด ซึ่งเป็นการพูดถึงการใช้ Blog มาประกอบการเรียนการสอน

ก็เป็นอันหมดหนึ่งวัน ผมสรุปประเด็นที่ผมเห็นว่าน่าสนใจเท่านั้นะครับ จริง ๆ ในแต่ละหัวข้อก็มีประเด็นอื่น ๆ อีกมาก มีหลายคนมากที่ Liveblogging อย่างเช่น Paul Jones และ Christina’s LIS Rant

ผอ.ห้องสมุดลาออกเพราะ WiFi

In Thaibrarian, บรรณารักษ์ : Librarian, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous, สุขภาพ : Health, ห้องสมุด : Libraries on มกราคม 21, 2007 at 3:16 am

ตอนนี้เรื่องที่ร้อนแรงที่สุดใน LITA Listserv ก็คือ ผู้อำนวยการของห้องสมุดแห่งหนึ่งลาออก เพราะกลัวเรื่องปัญหาสุขภาพอันเกิดจาก Wiki WiFi ตอนแรกผมอ่านก็หัวเราะ หึ หึ ว่าคิดได้ไง แล้วอีกอย่างก็เป็น press release ของกลุ่มต่อต้าน Wifi ก็เลยคิดว่ามัน bias อยู่เหมือนกัน

แต่บังเอิญดันมีคนใน listserv หัวเราะกับบ่นเสียงดังไปหน่อย เลยมีคนตอบมาเพียบ แต่ที่น่าสนใจ คือ ความพยายามที่จะพิสูจน์ได้ว่า สัญญาณ WiFi มีผลต่อสุขภาพจริง ๆ ลองไปค้นจาก PubMed มาดู อื้อ เลยแฮะ ไม่ว่าจะทำให้เป็นมะเร็งเต้านม โรคหัวใจ

ยกตัวอย่าง นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน Dr.Henry Lai ออกมากล่าวเกี่ยวกับงานวิจัยด้านนี้ ไว้น่าสนใจว่า

Despite industry funded studies that reassure the public about the safety of cell phones and wireless technologies, there has been a 300% worldwide increase in brain tumors since their introduction. Use has increased on the order of 2000% and now children are among the newest consumers. Today’s guest Dr. Henry Lai is the pre-eminent researcher in the U.S. studying the health effects of this technolgy. His work spans 35 years. That the technology has health effects is indisputable, the arguments now are about whether humans recover from the changes to their DNA, nervous system, immune system, brains including electrohypersensitivity and its connections to MCS and whether the effects are permanent and cancerous. Join us as we pick apart the research and its implications with one of the most respected researchers in the field.

แต่ผมก็ไม่คิดว่า ถึงขนาดกับจะต้องลาออกจากงานเลยแฮะ แล้วถ้าต่อไปในอนาคตเป็น Wifi ครอบคลุมทุกจุดทั่วโลก จะอยู่ยังไงอ่ะ มิต้องใส่เสื้อผ้ากันสัญญาณกันเลยหรือ

แต่ถ้ามองกันอีกด้าน เวลาจะใช้เทคโนโลยีที่พัฒนามาใหม่ก็ตาม คนเราก็็มักคิดแต่ด้านดี ด้านผลประโยชน์ที่จะได้รับไว้ก่อน ด้านเสียก็ตามมาทีหลัง แต่ถ้ามันใช้ดีซะจนชิน บางทีไอ้ที่ด้านเสียที่พบที่หลัง ก็ถูกมองข้ามไปซะอย่างนั้น

YouFest: Makeup

In JOMC490, Social Networking, blogophere, ชุมชน : Community, มั่วซั่ว : Miscellenous, สื่อสารมวลชน : mass media, เป็นการเป็นงาน : Seriously on มกราคม 21, 2007 at 2:59 am

เมื่อคืนนี้ รู้สึกแปลก ๆ ยังไงไม่รู้สำหรับงาน YouFest เพราะรู้สึกโดดเดี่ยวพิกล เพราะเป็นครั้งแรกที่พูดต่่อสาธารณะที่ไม่เห็นหน้าคนฟัง (นึกถึงพวกดีเจอย่างแรง) อีกอย่างก็รู้สึกเกรงใจคนจัดงาน กลัวตัวเองพูดนาน แล้วคนอื่นจะเบื่อ ก็เลยทำให้ดูลน ๆ ยังไงไม่รู้แฮะ ยังไงก็ขออภัย หากมันดูแข็ง ๆ ห้วน ๆ แล้วก็ดูหนักเกินไปหน่อย เพราะผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะ set tone เรื่องของผมยังไง ก็เลยได้ประเด็นไม่ได้อย่างที่เตรียมไว้ ก็เลยคิดว่า ขอ make up ใน post นี้ละกัน

ความเป็นชุมชนของบล๊อกเกอร

จริง ๆ ผมเตรียมไว้ประมาณ 2-3 ประเด็น ที่ผมอยากจะพูด เรื่องแรกก็คือ เป็นเรื่องที่ผมสนใจตั้งแต่ต้น ก็คือ community informatics (ไม่รู้จะเขียน ภาษาไทยว่ายังไง ใครมีไอเดีย ช่วยแนะนำด้วยละกันครับ) โดยเน้นไปที่ความเป็นชุมชน (หรือภาษาอังกฤษที่เรียกว่า sense of community) ใน blogophere ซึ่งโดยส่วนตัว ผมเชื่อว่า sense of community สามารถนำมาใช้เป็นตัวชี้วัดตัวหนึ่งว่า ความยั่งยืนของชุมชน นั่นหมายถึง การเติบโตและความคงอยู่ของสื่อรากหญ้าผ่าน Blog นอกจากนี้ยังมีผลต่ออิทธิพลในเชิงชี้นำของสื่อรากหญ้าที่มีต่อมวลชน

ในทางสังคมวิทยา องค์ประกอบของความเป็นชุมชนมีอยู่ 4 องค์ประกอบสำคัญ (McMillan and Chavis, 1986) ได้แก่

  • ความรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน
  • ความรู้สึกของอิทธิพล ทั้งบุคคลที่มีต่อชุมชน และชุมชนที่มีต่อปัจเจก
  • การประสานงาน และความร่วมมือกันเพื่อตอบสนองความต้องการของกันและกัน
  • การมีอารมณ์ร่วมกัน ความผูกพัน การมีความหลัง ความทรงจำร่วมกัน และ “สปิริต” ของชุมชน

ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ พัฒนามาจากชุมชนทางกายภาพ ซึ่งถ้าเอามาปรับใช้กับชุมชนของ blogger เนี่ย ก็น่าสนใจว่า ไอ้ปัจจัยเหล่านี้ มันใช้วัดได้แค่ไหน แล้วมีปัจจัยเพิ่มขึ้นอีกบ้าง ขอบเขตของมันอยู่ตรงไหน แล้วมีตรงไหนบ้างที่เหมือน หรือต่างจากชุมชนทางกายภาพ หรือชุมชนออนไลน์ประเภท อื่น ๆ

ถ้าสนใจประเด็นนี้แนะนำให้เริ่มอ่าน Blogs as Virtual Communities: Identifying a Sense of Community in the Julie/Julia Project โดย Anita Blanchard ที่ตั้งคำถามว่า บล๊อกที่ได้รับความนิยมเนี่ย จริง ๆ แล้วมันเป็นชุมชนหรือเปล่า โดยยกเอากรณีของ Julie/Julia Project มาเป็นตัวอย่าง Julie/Julia Project เป็นบล๊อกที่เขียนเกี่ยวกับการทำอาหาร ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก และได้รับรางวัล Lulu Blooker Prize (ฺBlook = Book + Blog คือ เอาบล๊อกมาตีพิมพ์เป็นหนังสือขาย LuLu เป็นสำนักพิมพ์ที่เน้นตีพิมพ์จาก open source content นอกจากมีขายเป็นตัวเล่มแล้ว ก็ยังมีขายเป็น pdf ในราคาที่ถูกกว่ามากอีกด้วย ปีนี้ก็กำลังเปิดรับสมัครอยู่)

เครื่องมือที่ช่วยชี้วัด sense of blogber community ก็ไม่ใช่อะไรที่ไหน Technorati นั่นแหละ Technorati ไม่ใช่เครื่องช่วยค้นหา content ในบล๊อกอย่างเดียว แต่มันยังทำให้เราเห็นรูปธรรม และปฏิสัมพันธ์ของคนในชุมชนบล๊อกเกอร์ได้ชัดขึ้น นอกเหนือจากการที่ใช้ tag บอกว่าตอนนี้คนสนใจอะไรแล้ว ข้อมูล State of Blogophere ที่ Sifry เขียนเป็นประจำ (ตัวอย่างข้อมูลล่าสุด เมื่อเดือนตุลาคม 2006) ก็บ่งบอกพลวัตของชุมชนบล๊อกเกอร์ได้เป็นอย่างดี (อ่านเพิ่มเติม  จริง ๆ แอบหวังไว้ว่า น่าจะมีคนทำ service แบบเดียว Technorati  ที่จำกัดเฉพาะของบล๊อกเกอร์คนไทย (หรือที่อยู่ในไทย) ไว้ทั้งหมดก็น่าจะดี)

อนาคตของนักวิชาชีพที่ทำหน้าที่เป็นประตูสู่ข้อมูลข่าวสาร

การเป็นประตู่สู่ข้อมูลข่าวสาร หรือ gatekeeper คือ คุณลักษณะอย่างหนึ่ง ที่บรรณารักษ์กับนักข่าวมีเหมือนกัน หรือกล่าวในอีกนัยยะหนึ่งคือ กระบวนการคัดเลือกและเลือกสรรข้อมูล ข่าวสารนั้น คนของสองกลุ่มนี้  เชื่อว่าสิ่งที่ทำเป็นสิ่งที่มีคุณค่าในวิชาชีพ และเป็นสิ่งที่ต้องใช้อาศัยทักษะด้านนี้ เพื่อสร้างความเป็นมืออาชีพ

สิ่งที่แตกต่าง และมีผลสำคัญต่อวิชาชีพของสื่อมวลชน มากกว่าบรรณารักษ์ คือ การ repackage สารสนเทศ เนื่องจากสื่อมวลชน ต้องปรับสารสนเทศเพื่อให้เข้าถึงสาธารณะ

อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีเอื้ออำนวย ให้เกิดสื่อรากหญ้า ทำให้คุณค่าของวิชาชีพที่กล่าวมาข้างต้น ถูกท้าทายด้วย เทคโนโลยี และประเด็นทางจริยธรรม ทำให้วิชาชีพของคนที่เป็น gatekeeper ถูกตั้งคำถาม

ยกตัวอย่าง เรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ในคืนวันรัฐประหาร นักข่าวโทรทัศน์ท้องถิ่นที่นี่ติดต่อเพื่อสัมภาษณ์ผม ตอนแรกก็เข้าใจว่าเป็นการสัมภาษณ์เพื่อถามความคิดเห็นส่วนตัว แล้วก็ปฏิกิริยารอบ ๆ ตัว เกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น เค้าติดต่อมาอีกครั้ง ก็ถามว่า ไม่ทราบว่ามีรูปครอบครัวติดตัวหรือเปล่า จริง ๆ ก็มีรูปติดอยู่ในกระเป๋าสตางค์นะ แต่ผมก็ตอบปฏิเสธว่าไม่มี เพราะผมก็ไม่เข้าใจว่ารูปครอบครัวผม มันเกี่ยวกับปฏิวัติยังไง แล้วอีกอย่างตอนที่เค้าถามเบื้องต้น ก็เหมือนจะถามเรื่องส่วนตัวมาก จนดูมันเหมือนเค้าจะมี theme มาแล้ว เพื่อทำให้เรื่องมันมีน้ำหนักมากขึ้น ในที่สุดเค้าก็เลยตัดสินใจไม่มาสัมภาษณ์ผม ในที่สุดผมก็ตัดสินใจ blog เอง (อ่านเพิ่มเติม Seeking Information in a Critical Situation: 2006 Thailand Coup D’état)

ถึงแม้ว่าปัจจุบัน บล๊อกเกอร์ส่วนใหญ่จะยังเป็นแหล่งข้อมูลทุติยภูมิ (secondary source) หลัก ๆ ก็คือไปเอาข่าว หรือเรื่องราวที่ได้อ่านมาโพสแล้วก็ให้ความคิดเห็นต่อ แต่โอกาสที่บล๊อกจะทำให้คนที่มี/เป็นแหล่งข้อมูลปฐมภูมิ (primary source) สามารถเข้าถึงมวลชนได้โดยตรงก็มีอยู่มาก ดังนั้นบทบาทของการ repackage สารสนเทศของสื่อมวลชนก็มีน้อยลง การคัดเลือก ก็มีบทบาทน้อยลงตามไปด้วย นึกถึง ถ้าปัจจุบันข้อมูลเศรษฐกิจส่วนใหญ่ ที่ปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์ได้มาจาก นักวิเคราะห์ในตลาดหลักทรัพย์ ศูนย์วิจัย และหน่วยงานราชการ แล้วกลุ่มคนหรือหน่วยงานเหล่านี้มี blog เกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ คนก็สามารถเข้าถึงและเลือกที่จะรับสารได้โดยตรง และความเป็น authenticity ก็จะมีมากกว่าด้วย

ความท้าทายเช่นนี้ ทำให้คนเริ่มสงสัยในความเป็น “วิชาชีพ” หรือ “มืออาชีพ” ของคนกลุ่มเหล่านี้ มันยังเป็นที่ต้องการอยู่หรือเปล่า งานพวกนี้จำเป็นจะต้องมีการสอนอย่างจริงจัง (มีหลักสูตรในมหาวิทยาลัย) หรือไม่ และการเรียนการสอนในห้องเรียน มันช่วยให้เป็น “มืออาชีพ” ได้จริงหรือ นอกจากนี้การทำงานที่เน้นในตัวเนื้อหาของงาน ทำให้เราไม่ค่อยเห็นการพัฒนาในเชิงเทคนิค ที่เกิดจากคนในวิชาชีพนี้ งานพัฒนาเทคโนโลยีในสายงานเหล่านี้ กลายเป็นว่า เกิดจากคนนอกสายงานเสียเป็นส่วนมาก ยังทำให้ถูกตั้งคำถามว่า “ความเป็นวิชาชีพ เป็นปรปักษ์กับการสร้างสรรค์นวัตกรรม” จนกลายเป็นที่มาที่ทำให้คนมองว่า สื่อรากหญ้าเป็นคู่แข่งของสื่อมวลชนแบบเดิม ทั้งที่จริง ๆ แล้ว ดูเหมือนว่ามันสามารถไปคู่กันได้เป็นอย่างดี (ตัวอย่าง ความพยายามในการสร้างสภาพแวดล้อม และระบบที่สื่อสองแบบทำงานด้วยกัน จาก NewAssignment.net) เพียงแต่ข้อพิจารณาที่หลายฝ่าย ตั้งคำถามกัน ก็คือ คำถามในเชิงเศรษฐศาสตร์ เช่น ใครควรจะได้ผลประโยชน์จากข้อมูล ที่เป็นผลผลิตของชุมชน  และจะออกมาในรูปแบบใด อะไรคือผลตอบแทน เหล่านี้เป็นต้น (อ่านเพิ่มเติม The Union of Citizen and Old Media)

บล๊อกกับงานวิชาการ

ประเด็นสุดท้าย อันนี้เนื่องจากผมปัจจุบันทำงานอยู่ในวงวิชาการ รู้สึกว่า เราเองก็คิด ๆ เขียน ๆ เรื่องที่ไม่เป็นเรื่องบ้าง เรื่องที่เป็นเรื่องบ้างลงบนบล๊อก ก็มีคนมา่อ่านบ้าง  comment ต่อบ้าง พูดถึงต่อบ้าง ก็เลยคิดว่า มันน่าจะมีหนทางที่น่าจะเอาบล๊อก เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการประเมินผลงานทางวิชาการนะ ถึงแม้จะไม่ได้ Full credit เหมือนกับการเขียนลงในวารสารทางวิชาการ แบบเดิม ๆ แต่มันก็น่าจะถูกนำไปใช้ในการพิจารณา ถึงแม้จะไม่ใช่เพื่อชี้เห็น การพัฒนาตนเองในทางวิชาการ แต่อย่างน้อยมันก็น่าจะได้ในส่วนที่เป็น งานบริการสังคม กล่าวคือ เป็นการสอนและให้สาธารณธมีส่วนร่วม และเข้าใจในวิทยาศาสตร์ และวิชาการมากขึ้น

ถึงแม้ว่าจริง ๆ ดูแล้ว มันก็เข้าทาง Open Access ที่เค้าพยายามจะทำให้คนสามารถเข้าถึง งานทางวิชาการมากขึ้น และมีกระบวนการตีพิมพ์ที่รวดเร็วมากขึ้น นอกจากนี้วิธีการเขียนบล๊อก ก็ทำให้คนทั่วไปเข้าใจเรื่องวิทยาศาสตร์มากขึ้น แต่มันก็ต้องได้อย่างเสียอย่าง ประเด็นที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติมเรื่องแรก ก็คือ ความน่าเชื่อถือ จริงอยู่ที่บล๊อกที่ได้รับความนิยมส่วนใหญ่ จะเป็นบล๊อกของคนที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้น ๆ โดยเฉพาะคนในแวดวงวิชาการ แต่ความเชี่ยวชาญที่ไปปรากฏบนบล๊อก มันทำให้เกิดมุมมองสองด้าน (dichotomy) ขึ้นมา ด้านหนึ่ง คือ คนส่วนใหญ่ที่เชื่อในตัวบล๊อกเกอร์มากกว่าในตัวเนื้อหา กล่าวคือ ไม่ได้มองดูว่าหน้าตาข้อมูล ที่เค้าพูดถึงมันเป็นยังไง แค่เห็นว่าเค้ามี authority ในเรื่องนั้น ๆ ก็ทำให้เชื่อได้ว่า เรื่องที่เค้าเขียนมีความน่าเชื่อถือ ถึงมันกลายเป็นการ spoil credit ทางวิชาการไปเสีย เพราะจริง ๆ แล้ว การเขียนในเชิงวิชาการ ความน่าเชื่อถือมันอยู่ที่หลักฐาน และข้อมูลที่เอามายืนยัน แต่การเขียนบล๊อก นอกเหนือจะมีข้อมูล และหลักฐานประกอบแล้ว การใส่ความคิดเห็นลงไป โดยไม่ผ่านกระบวนการ peer reviewed ก็ทำให้เรื่องนั้น ๆ ด้วยในเรื่องน่าเชื่อถือลงไป ซึ่งก็เป็นมุมมองด้านที่สอง

นอกเหนือจากเรื่องความน่าเชื่อถือ แล้วยังมีเรื่องของ จริยธรรมของบล๊อกเกอร์นักวิทยาศาสตร์/นักวิชาการ ที่จะต้องมาคิดหรือตามดูกัน อย่างเช่น การบล๊อกเกี่ยวกับงานวิจัยที่ตัวเองทำอยู่ แล้วก็เขียนถึงข้อมูลที่วิเคราะห์ไปเพียงเบื้องต้น ทำยังไงที่จะให้คนไม่เอาข้อมูลที่วิเคราะห์คร่าว ๆ ได้ ไปเขียนต่อเป็นผลงานของตัวเอง หรือคนสาธารณะทั่วไปเข้าใจว่า ข้อมูลทีี่ได้ไม่สามารถเอาไปอ้างอิงได้ เป็นต้น

ปัญหาเรื่อง persistence ของข้อมูลก็เป็นอีกเรื่องที่สำคัญ กล่าวคือ ถ้าเป็นวารสารทางวิชาการทั่วไปที่อยู่ในรูปเล่ม อย่างน้อยผ่านไปสิบปี ยี่สิบปี ตัวเล่มก็ยังคงอยู่ในห้องสมุดใด ห้องสมุดหนึ่ง หรือหอจดหมายเหตุ หรือต้นฉบับก็ยังคงมีอยู่ แต่พอพูดถึงข้อมูออนไลน์ โดยเฉพาะข้อมูลทางวิชาการที่สำคัญ ๆ ฟังดูแล้วมันมีความเสี่ยงมากกว่า เพราะถ้าวันดี คืนดี บล๊อกล่ม หรือข้อมูลที่เราเขียนไว้บนบลีอกหายไป จะทำยังไง นอกจากนี้ยังกระทบไปถึง persistence ของ citation อีกด้วย นึกถึงภาพในอีก 2-3 ปีผ่านไป แล้วผมก็ย้ายบล๊อก ลบอันเก่า เปลี่ยนโดเมนเรียบร้อย อย่าลืมว่า ไอ้คนที่เคย link คุณไว้ใน post เก่า ๆ ของเค้า มันก็จะกลายเป็น dead link ไปเสีย ยิ่งแล้วใหญ่ถ้า post นั้น ถูกเอาไปอ้างถึงในฉบับตีพิมพ

สรุป

ก็อย่างที่บอกในงานแหละครับ เตรียมให้พูด 5 นาทีเนี่ยมันยากมาก ไม่รู้จะพูดเรื่องอะไรที่ทำให้คนรู้เรื่อง และเข้าใจเราภายใน 5 นาที เพราะเรื่องมันเต็มหัวไปหมด เท่าที่ได้อ่านจาก live blogging แล้วก็ดู presentation ของหลายคนแล้ว มีสีสันดีจัง อยากเห็นหน้าและไปแลกเปลี่ยนกับ blogger หลายท่านเหมือนกัน ขออภัยที่ไม่สามารถอยู่นานได้ และหวังว่าคงจะมีจัดงานอย่างนี้อีก แล้วผมก็คงจะได้มีโอกาสเห็นหน้าทุกคนอ่ะครับ

อ้างอิง

McMillan, D. W., & Chavis, D. M. (1986). Sense of community: A definition and theory. Journal of Community Psychology, 14(6-23).

การควบคุมกันเองของสื่อ

In มั่วซั่ว : Miscellenous on มกราคม 17, 2007 at 12:50 am

เปิดเข้าไปในเว็บไซต์ ของสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เจอบทคัดย่อของงานวิทยานิพนธ์ชิ้นหนึ่ง ของธรรมศาสตร์ ชื่อเรื่อง พัฒนาการการควบคุมกันเองของ น.ส.พ. : วิเคราะห์ความเป็นไปได้ในสังคมไทย โดย สมหมาย ปาริจฉัตต์ (เข้าใจว่าปัจจุบัน อยู่ที่มติชน) เมื่อปี 2543 เห็นว่าน่าสนใจดี

“ผลการศึกษาวิเคราะห์สรุปว่า การควบคุมกันเองด้วยความสมัครใจ โดยกลไกสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ยังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร การจะผลักดันให้สำเร็จได้ ต้องประกอบด้วยเงื่อนไขหลายประการ คือนักหนังสือพิมพ์ต้องควบคุมตนเองเป็นเบื้องต้น ผู้ประกอบการ สมาคมวิชาชีพ สถาบันการศึกษา องค์กรภาครัฐและองค์กรประชาชน ต้องทำความเข้าใจถึงปรัชญาและวิธีการในการควบคุมกันเอง ประสานการปฏิบัติเพื่อส่งเสริมสนับสนุนซึ่งกันและกันอย่างจริงจัง

ผู้ศึกษามีข้อเสนอแนะต่อทุกฝ่าย อาทิ สภาการหนังสือพิมพ์ต้องไม่คิดว่า การที่มีผู้ร้องเรียนมากจะเป็นการประจานตัวเอง และเป็นปัญหาต่อการปฏิบัติ แต่หันมาสนับสนุนให้มีการร้องเรียนอย่างกว้างขวาง เพื่อสร้างความเข็มแข็งในการควบคุมกันเอง หนังสือพิมพ์ต้องวางแนวทางปฏิบัติภายในขององค์กรให้ชัดเจน สอดคล้องกับกรอบจริยธรรมและข้อบังคับของสภาการหนังสือพิมพ์ ปฏิบัติตามคำตัดสินของสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ภาครัฐควรกำหนดเป็นนโยบายให้หน่วยงานของรัฐ ข้าราชการ พนักงานของรัฐ ให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูล ข่าวสารกับสภาการหนังสือพิมพ์ฯ เพื่อให้การสืบหาข้อเท็จจริงเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ฯลฯ

หากวงการวิชาชีพหนังสือพิมพ์ ไม่สามารถสถาปนาระบบการควบคุมกันเองอย่างมีประสิทธิภาพ จนทำให้นักหนังสือพิมพ์ และองค์กรหนังสือพิมพ์สำนึกในความรับผิดชอบได้แล้ว และหากสังคม ขาดความเชื่อมั่นกระบวนการควบคุมกันเองที่เป็นอยู่ การเรียกร้องให้ใช้อำนาจตาม กฎหมายควบคุม หรือให้คนนอกวงการ เข้ามามีบทบาทหลักในสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ จะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างแน่นอน”

ปัญหาโลกแตกนะผมว่า เพราะปัญหาแบบนี้ มันมีอยู่ในทุกภาคส่วนของสังคม ไม่เพียงแต่สื่อเท่านั้น ยิ่งสังคมใหญ่เท่าไหร่ ก็ยิ่งควบคุมกันยากขึ้นเท่านั้น พลันให้นึกถึงสื่อรากหญ้า จะควบคุมกันยังไงนะ ขนาด self-governance ของสื่อที่มีคำว่า “วิชาชีพ” ค้ำคออยู่ ยังลุ่ม ๆ ดอน ๆ อยู่เลย ถ้าดูตามระดับของ Governance บนอินเตอร์เน็ท (ใน David Post, 1996) สื่อรากหญ้ามันไม่มีระดับขององค์กร ในขณะที่ Contractual provisions มันก็ดูจะไม่มีผลกระทบต่อการคงอยู่ และเคลื่อนไหว (เว้นแต่ว่าเป็นสื่อรากหญ้าที่หวังผลกำไร) เพราะฉะนั้น มันก็เหลือเพียงแต่ self-ethics, social norms แล้วก็กฏหมายเท่านั้น ซึ่งคนที่เป็นรัฐบาล ก็แน่หล่ะ ไม่อยากจะปล่อยให้สื่อเหล่านี้ ควบคุมกันเองด้วยเพียงแค่ จริยธรรมส่วนบุคคล และ social norms เท่านั้น เพราะมันก็เสี่ยงอยู่ใช่น้อย โดยเฉพาะช่วงเวลาที่ระส่ำระสาย ว่าแต่ว่า ถ้าจะต้องออกกฏระเบียบกันจริง ๆ หล่ะ ใครจะเป็นคนออก แล้วจะออกกันยัง.. แล้วมันจะไปอยู่ในกลุ่มไหน หมวดไหนของกฏหมายหล่ะเนี่ย

Why Traditional Media Still Win…

In JOMC490, Social Networking, ชุมชน : Community, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous, สื่อสารมวลชน : mass media on มกราคม 15, 2007 at 3:08 am

A poll of 1,203 adults operated by Zogby International indicates that Americans chose to watch an old-fashioned TV evening news coverage rather than “citizen video” like YouTube by a 2-1 ratio.  However, about a quarter of 25 – 34 years old Americans are willing to watch video rather than news coverage.

In terms of news consumption, the major advantage of the TV news coverage is storytelling which is comprehensively combined combines different pieces together.  A single coverage can contain different perspectives.  The narration by reporters allows audiences to do something else rather than focusing on the TV.

By spending time “researching” themselves and “watching” the whole news, it takes more time and need a good deal of intention.  In addition, the gatekeeper functon of tradditional journalists, especially in information overload environment, still attracts news consumers.   In overall, that means the least effort theory still won the hearts of audiences.

Also I think people still recognize citizen videos as secondary/supplement source.  That means they would “browse” by watching and listening from the traditional media.  (I guess that’s the same reason why print version still works for newspaper.)  Then they can go to look more detail online.  Although serendipity can appear during search process, it does not usually happen intentionally .  I mean people still tend to search for what they know rather than search for what they do not if it is going to exist.  Therefore, people still think they might miss something by browsing online by themselves only.  Also due to the aspect of “mainstream”, people still do want to know what other people are into.

Also there is no such reciprocal relationship, in terms of intellectual property between TV clips and citizen videos.  What I mean is, at the present time, it’s quite easier to get citizen videos to be on TV than to put TV clips into citizen media.

Beside being real (live and unfiltered) and community driven (comments and such), one of the major advantages of citizen videos, in terms of news, is temporal aspect of interaction.  The videos are quickly uploaded and available.  Thus, they can be played at anytime.  In addition, due to the two-way interactivity, they can be played as many times as they want.

Anyway, I think we can see results of the convergence of both sectors in the near future.  In particular citizen media side, I would imagine such services will advance their compositions of storytelling.

Well this is not the answer, just my personal observation.

[via Cyberjournalist.net, The Mercury News]

ปูนาขาเกฉบับ Final Fantasy 2

In บันเทิง : Entertainment, ภาพยนตร์ : Movie, มั่วซั่ว : Miscellenous, เพลง : Music on มกราคม 13, 2007 at 3:18 pm

ไม่เคยดูหรอกนะ Final Fantasy อ่ะ บังเอิญว่า gooogolf ส่งปูนาขาเกฉบับ Final Fantasy มาให้ดู ฮาดีอ่ะ ตัดเก่งจริง ๆ

รีบดูก่อนโดนลบ ว่าแต่ว่า youtube staff จะ detect ได้ป่าวไม่รู้แบบนี้ ละเมิดลิขสิทธิ์เต็ม ๆ เหอๆๆ

สงสัยเป็น trend MV ของเพลงลูกทุ่งในอนาคต

Undergraduates and IT: 2006 ECAR Study

In INLS715, JOMC490, Social Networking, blogophere, งานวิจัย : Research, บรรณารักษ์ : Librarian, มั่วซั่ว : Miscellenous, สถิติ : Statistics, ห้องสมุด : Libraries, เป็นการเป็นงาน : Seriously on มกราคม 13, 2007 at 1:44 pm

The EDUCAUSE Center for Applied Research (ECAR) released a report of a longitudinal study on the undergraduate students and information technology. The report is based on the national survey of undergraduate students. The data collection includes literature review, web-based survey of freshmen and seniors, open-ended questionaire survey, and focus group. The study gives a very nice overview of IT use in academic environment.

Here are some of the key findings from the report.

  • Nearly 98% of undergraduates have PC; about 66.4% own laptop. However, the most owned electronic device is digital camera (72.3%).
  • The use of IT highly depends on academic major and class status.
  • “Convenience” is the primary benefit of technology in classroom.
  • Most students prefer “moderate” amount of technology in classroom.
  • 64.4% point out that technology help them to improve their learning. [Note: self-evaluation, not outcome-based]
  • 40.3% say they are more engaged in courses that use technology.

However, I would like to highlight some other detail findings in the full report that would be helpful.

Time

  • On average, students spend 23 hours a week using technology. (About 3 hours a day)
  • More than 25% of male respondents use technology more than 30 hours a week.
  • Engineering majors spend more time on technology the most (30.3 hours a week). Interestingly enough, Education majors least spend time on technology than others (18.8 hours a week).

Activities

  • Nearly all (99.9%) use email.
  • 81.5% use IM, mostly on daily basis. Younger undergradates and those who live on-campus tend to use more than others.
  • 94% access library website.
  • 70.6% say they use social network sites, preferred by younger students and those who live on-campus. About two-third use them several time a week.
  • 28.6% have weblog, prefered by younger and Fine Art majors. The majority blogs on “monthly” basis. [I wonder how many of them use for course purposes and others.]

Note that the top two factors of using IM and social network sites are the same. On-campus younger students tends to use IM and social network sites.

Another figure that might be interesting for virtual reference folks is the preference on first choice of institutional communication. Only 3% prefer IM to be first choice for institutional communication. About 6% of those who use IM daily prefer IM to be the first choice for institutional communication. However, the term “institutional communication” is quite broad. I wonder if the questionaire is more specific to VR, the figure might be higher. However, if IM is most prefered by younger, the preference of using IM for institutional communication would be increasing.

Skill

I would like to highlight the minimal or no skill group instead of basic and advance users. The study found 9.4% has perceived minimal or no skill of online library resources which the majority could fall into freshmen obviously. However, it seems like academic major is also the important factor. Social science seems to be the most library-oriented major. My further thought go to which major has least skill.

Another interesting figure is 34.3% say they have minimal or no skill course management system. This is a large number. I think this is not just a problem of IT department. Library folks should not oversee this issue as well since the connection between CMS and library collection is very high. I would think that libraries, in addition to IT , might have to take the role of improving CMS skill. Anyway, this figure might come from the fact that not all courses use online. Note that 75% says they have been engaged in using CMS, preferred by senior in 4-year institutions.

Social Software in Courses

  • 30.9% of freshmen and 15.5% of seniors used social network site in courses (12.3% for community college).
  • 11.8% of freshmen and 18.0% of seniors says they use IM in courses.
  • 6.1% of freshme and 7.9% of seniors use blogs in class. [I would assume read and write combined.] Interesting students in community colleges use blogs slightly more than those in 4-year institution (8.2%). Again, Fine arts majors tends to use more than others.
  • Less than 4% use webcast and/or podcast during courses.

In terms of perceived benefits of the technology, students think podcast help them improve learning the most (23%). Significantly enough, CMS is perceivably least improved their learning (12.4%). However, the majority thinks CMS is the most convenient technology (55%). Here are the percieved benefits of other social technology.

IM

  • 45.7% says it is convenient.
  • 21.6% says it improves their learning.
  • 19.2% says it helps manage course activitiy.
  • 11.1% says it helps them communicate.
  • 2.4% says it has no benefits.

Blog

  • 47.8% says it is convenient.
  • 19.1% says it improves their learning.
  • 19.4% says it helps manage course activitiy.
  • 11.2% says it helps them communicate.
  • 2.6% says it has no benefits.

Social networking software

  • 47.9% says it is convenient.
  • 17.9% says it improves their learning.
  • 20.7% says it helps manage course activitiy.
  • 11.1% says it helps them communicate.
  • 2.4% says it has no benefits.

The paper cited one of interesting studies done by Student Monitor (Carney, 2006 cited on p. 24). They cited that iPods was more “in” (73% of respondents) than beer or Facebook (both 71%).

As one may question about self-evaluation aspect of the study, the study team already points out, in executive summary, the ongoing complexity of outcome-based debate. They believe that “students are reasonably reliable evaluators of the educational contribution of IT”.

วัยรุ่น อินเตอร์เน็ต และความรับผิดชอบ ภาค 2

In INLS715, JOMC490, Social Networking, iTeaudemia, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on มกราคม 10, 2007 at 4:09 pm

คุณ nujobz เขียน comment ใน post ที่แล้ว ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการใช้ MySpace กับ live msn ก็เลยจะขยายความเพิ่มเติมอีกนิดหน่อย เห็นว่ามันยาว ก็เลยเอามาเขียนเป็นหัวข้อใหม่ แทนที่จะเขียนตอบใน comment ละกัน

ข้อมูลที่ได้จากงานวิจัยด้าน social networking site หลายชิ้น ชี้ให้เห็นตรงกันว่า คนใช้เว็บไซต์พวกนี้ก็เพื่อรักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนเก่าเป็นหลัก มากกว่าการหาเพื่อนใหม่ ซึ่งนั่นก็อธิบายได้ว่า ปัจจัยสำคัญของการกระจายตัวของของคนใช้ social networking อยู่ที่ ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนของตนเอง มากกว่าจะมุ่งไปที่เว็บไซต์ที่มีคนมาก ดังนั้นจึงไม่แปลกที่คนไทยจะใช้ hi5 หรือ Windows Live Spaces มากกว่า เพราะมีเพื่อนอยู่ในนั้น มากกว่าที่จะมุ่งไปที่เว็บไซต์ที่มีฝูงชน (crowd) หรือได้รับความนิยมมากกว่าอย่าง MySpace  อย่างไรก็ตาม ก็ยังคงต้องจับตามองกันต่อไป เพราะเริ่มมีเสียงเรียกร้องให้ merge profile ของ site ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน (อ่านเพิ่มเติม OpenID) ถ้าเป็นแบบนั้นก็อาจจะต้องมองกันอีกมุมหนึ่ง

ถึงแม้จำนวนคนที่ใช้เว็บไซต์พวกนี้เพื่อหาเพื่อนใหม่ จะมีจำนวนไม่น้อย แต่เชื่อได้ว่าในจำนวนนั้นก็มีคนที่หาเพื่อนใหม่ แบบตกกระไดพลอยโจน กล่าวคือ ไม่ได้ตั้งใจหา แต่ “บังเอิญ” ผ่านตา เห็น profile น่าสนใจก็ add ไว้ดีกว่า ในขณะที่ interface กับ connection speed น่าจะเป็นปัจจัยลำดับรอง ๆ ลงมา

ทำให้นึกถึงทฤษฎี Chatman’s Life in a Round ที่กล่าวถึง ชีวิตในโลกใบเล็ก (small world) ที่กิจกรรมที่ทำนั้นเป็นสิ่งที่ทำเป็นประจำ และสามารถที่จะคาดเดาเอาได้ ขออนุญาตเอา proposition ของ small world มาลง เผื่อใครจะสนใจเพิ่มเติม

A small world is a society in which mutual opinions and concerns are reflected by its members, a world in which language and customs bind its participants to a worldview. Resources (both intellectual and material) are known and easily accessible. It is a world in which there is a collective awareness about who is important and who is not; which ideas are relevant and which are trivial; whom to trust and whom to avoid. In its truest form, a small world is a community of like-minded individuals who share coownership of social reality (p. 213, para. 2).

ทฤษฎีนี้ ถูกนำเอามาใช้อ้างอิงหลายครั้ง โดยในงานวิจัยด้านพฤติกรรมการค้นหาสารสนเทศ ซึ่งถ้ามองในบริบทของ social networking site เราก็จะเห็นในลักษณะเดียวกันว่า คนเรามีโลกส่วนตัวที่อยากจะสร้างขึ้นมา โดยเอาคนที่มี social norms, มุมมองและทัศนคติต่อโลก, และ social type ที่คล้าย ๆ กัน social networking site ก็เป็น “เครื่องมือ”​และ “สถานที่” ที่เอื้อต่อการสื่อสารภายในโลกใบเล็ก มากกว่าการสื่อสารกับโลกใบใหญ่ (ถึงแม้จะเป็นการสื่อสารในที่สาธารณะก็ตาม)

ทฤษฏีดังกล่าว ก็ยังสามารถเอาไปตอบคำถาม เรื่องพฤติกรรมการอ่านและใช้บล๊อกด้วยของคุณ nujobz ได้ด้วยเช่นกัน คุณ nujobz ให้ข้อสังเกตว่า “คนไทยเราไม่ค่อยมีวัฒนธรรมการอ่านบล๊อก และ คอมเม้นในบล๊อกของคนแปลกหน้า…ไม่รู้ทำไม”

ก็เพราะคนเราเลือกที่จะสร้างโลกใบเล็กขึ้นมา โดยเฉพาะในโลกที่มี information overload เต็มไปหมด การสร้างโลกใบเล็ก ทำให้เรารู้สึกเข้าใจสังคมและตัวเองมากขึ้น ดังนั้นการเลือกอ่าน blog (ที่เป็นแบบขาประจำ) ก็จะต้องเลือกคนที่เรารู้จัก หรือไม่ก็มี small world ร่วมกัน หรือมีความสนใจคล้าย ๆ กัน ดังนั้น อาจจะมีไม่กี่ blog ที่อ่านเป็นประจำและรู้สึกมีส่วนร่วม ไม่ใช่กับคนเขียน blog อย่างเดียว แต่กับคนที่มี comment ด้วยเช่นกัน sense of community ก็ทำให้มีความรู้สึกว่า เราไม่ใช่คนแปลกหน้าบน blog นั้นอีกต่อไป ส่วนที่จะไปอ่าน blog ของคนแปลกหน้า อาจจะเห็นเป็นเรื่องของเหตุบังเอิญเสียเป็นส่วนใหญ่ เช่น link ของ link ต่อไป มากกว่าจะจงใจหา blog ใหม่ ๆ เพื่อหามาอ่านประจำ

ก็เหมือนกับคนค้นบน Technorati ส่วนใหญ่ก็เพื่อหา post ที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องที่ตนเองสนใจ มากกว่าหาคนที่ตนเองสนใจ ซึ่งแน่นอนว่า volume การค้นอย่างหลังมันน้อยกว่า แล้วพอค้นเสร็จ อ่านแล้วก็แล้วกัน มากกว่าการอ่านแล้วก็ติดตามอ่าน เป็นขาประจำ

ในขณะที่อีกแนวคิดหนึ่งจากสาย sociology ที่พอจะอธิบายได้ ก็คือ การมองชุมชนออนไลน์ในเชิง “สถานที่” มากกว่า การเป็น “เครื่องมือ” ในการสื่อสาร กล่าวคือ โดยปรกติชุมชนออนไลน์ โดยเฉพาะเว็บบอร์ด มักถูกตีความให้เหมือนกับพื้นที่พบปะสาธารณะ ซึ่งคล้าย ๆ กับบาร์ ร้านน้ำชาอะไรทำนองนี้ ใครจะทำอะไรก็ได้ ในขณะที่บล๊อกมันมีลักษณะเป็นบ้านมากกว่า ถ้าเป็นบ้านของคนแปลกหน้า ถึงแม้ว่าประตูบ้านจะเปิดอยู่ตลอดเวลา แต่โดยมารยาททั่วไป ก็ไม่มีใครรุ่มร่าม เดินเข้าไปบ้านคนนั้นโดยไม่ได้รับอนุญาต คุณอาจจะแค่โฉบไป เฉี่ยวมาอยู่หน้าบ้าน ก็ไม่ถึงกับเข้าไปดูในบ้าน (ก็คือ พวก lurker นั่นเอง) อีกทั้งถ้าได้เข้าไปแล้วก็ไม่ทำเสียงเอะอะ โวยวาย แต่บางคน ถ้าอยากทำอะไรก็ให้คิดเก็บไว้ แล้วก็มาระบายที่บ้านตัวเอง แต่ถ้าลองเป็นบ้านเพื่อน หรือคนที่คุณรู้จักหล่ะก็ อย่าว่าทำเสียงเอะอะเลย บางทีก็ไปเปิดตู้เย็นเขากินน้ำกันหน้าตาเฉย

หลายคนมองว่าการอ่านบล๊อกเป็นในรูปแบบเดียวกัน เพราะฉะนั้น จึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจเลยกับข้อสังเกตของคุณ nujobz อย่างไรก็ตาม คำถามต่อว่า แล้วทำไมแต่ละบล๊อกมีคนแปลกหน้ามาตอบจำนวนมากน้อย ไม่เท่ากัน อันนี้มันก็ขึ้นอยู่กับจำนวนคนที่มี small world เดียวกันกับคุณ แล้วก็การที่คุณสร้างบรรยากาศให้บ้าน มันดูยินดีต้องรับคนแปลกหน้ามากน้อยแค่ไหน ก็อย่างที่คุณ nujobz บอก คนไทยเขียนแต่เรื่องส่วนตัว อกหักรักคุด ก็แน่นอน ใครหล่ะจะไปกล้า comment ในบล๊อกนั้น เว้นแต่ว่าเป็นเรื่องอกหักรักคุดของ “คนสาธารณะ” หรือ “คนสาธารณะ wanna be” หรือลองเปลี่ยนใหม่ เอาเรื่องส่วนตัวแบบเดียวกัน ไปพิมพ์ใน Pantip ละก็ จะมีคนแปลกหน้า เข้ามาปลอบ ให้คำแนะนำคุณมากกว่าแน่นอน

ซึ่งแนวคิดข้างต้น มันก็ไปใช้อธิบายปรากฏการณ์ blog-tag ได้บางส่วนด้วย ตอนนี้ กำลังลำดับความคิด เรียบเรียง เขียนเฉพาะปรากฏการณ์ blog-tag โดยเฉพาะ เป็นประสาปะกิต ให้เป็นเรื่องเป็นราวอยู่่ ถ้าไม่ขี้เกียจเสียก่อน คงจะคลอดเร็ว ๆ นี้

Reference

Chatman, E. A. (1999). A theory of life in the round. Journal of the American Society for Information Science, 50(3), 207-217.

วัยรุ่น อินเตอร์เน็ต และความรับผิดชอบ

In Social Networking, งานวิจัย : Research, มั่วซั่ว : Miscellenous, เป็นการเป็นงาน : Seriously on มกราคม 10, 2007 at 1:13 am

ในขณะที่บ้านเรา กำลังกังวลกับวัยรุ่นกับ camfrog แล้วก็เรื่องเว็บอนาจาร ที่ดูหมิ่นพุทธศาสนาในอเมริกา (อ่านเพิ่มเติม เร่งไอซีทีปิดเว็บบุดด้าพอน แนะติดเซิร์ฟเวอร์ป้องกันเว็บโป๊; ไอซีทีสั่งปิดกว่า 5 หมื่นเว็ปโป๊ ยอมรับต่างประเทศคุมยาก) [เอ่อ นิดนึง จะบอกว่า แค่เอา link ของ The Nation เรื่องเว็บโป๊นี้มา post สั้น ๆ เล่นทำเอาสถิติของ iTeau's Dirt ปั่นป่วนไปหมด เพราะมันพุ่งกระฉูดด้วยคำค้น บุดด้าพอน (ภาษาอังกฤษ) เต็มไปหมด (-_-")]

ในอเมริกา ความนิยมของ เว็บ social network ทำให้หลายฝ่ายก็เป็นห่วง ล่าสุด Pew ออกรายงานการวิจัยเชิงสำรวจฉบับใหม่ เรื่อง Social Networking Websites and Teens โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างเฉพาะในอเมริกา ผลการวิจัยที่สำคัญ ได้แก่

  • 55% ของวัยรุ่นอเมริกันที่ใช้อินเตอร์เน็ต สร้าง profile ออนไลน์ และ 55% ใช้บริการของ social networking sites อย่าง MySpace or Facebook และแน่นอนเด็ก ๆ นิยมใช้ MySpace มากกว่า
  • 66% ของวัยรุ่นสร้าง profile ที่ไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ (จำกัดการเข้าถึง profile)
  • 48% เข้าเว็บ social networking ทุกวัน; 26% เข้าวันละครั้ง, 22% เข้าวันละหลายครั้ง (เยอะเหมือนกันนะเนี่ย)
  • 91% บอกว่า ใช้เว็บ social networking เพื่อติดต่อกับเพื่อนที่เจอกันเป็นประจำ ในขณะที่ 82% ใช้ติดต่อเพื่อนที่ไม่ค่อยได้เจอหน้ากัน
  • 72% ใช้วางแผน ทำงานกับเพื่อน; 49% ใช้หาเพื่อนใหม่
  • มีเพียง 17% ที่บอกว่าใช้จีบกัน

danah วิจารณ์ว่า อัตราคนใช้ดูน้อยเกินไป ซึ่งเข้าใจว่า เป็นไปได้ว่า การสัมภาษณ์ (ทางโทรศัพท์) กับเด็กนั้น จะเป็นการโทรศัพท์เข้าไปที่บ้าน แล้วคุยกับผู้ใหญ่ก่อน แล้วผู้ใหญ่ก็มักอยู่ตรงนั้น ซึ่งเป็นผลที่ทำให้เด็กไม่กล้าบอก

ฟังดูก็มีความเป็นไปได้สูง ซึ่งเป็นคำถามที่อาจจะต้องถามเพิ่ม ซึ่งอาจจะเป็นได้ใน 2 ลักษณะ คือ ผู้ปกครองนั่งอยู่ด้วย ตอนตอบคำถาม หรือผู้ปกครองทราบว่า เด็กมี profile หรือไม่ (น่าจะแน่นอนว่า ส่วนใหญ่ไม่รู้ แต่เท่าไหร่หล่ะที่ไม่รู้)

ส่วน Fred บอกว่า อัตราเด็กวัยรุ่นที่มี private profile สูงนั้น ตรงกับผลการวิจัยของ University of Wisconsin-Eau Claire ที่บอกว่า เด็กวัยรุ่่นอเมริกันส่วนใหญ่ ไม่เปิดเผยข้อมูล หรือรูปภาพที่ล่อแหลม

แล้วบ้านเราหล่ะ… คิดว่าจะออกมาเป็นแบบไหน (ไม่นับรวมเรื่อง camfrog นะ เพราะอันนั้นคง bias ข้อมูลของคนอื่นแบบสุด ๆ)

Is User Satisfaction Matter for Information System?

In INLS715, iTeaudemia, งานวิจัย : Research, มั่วซั่ว : Miscellenous, เป็นการเป็นงาน : Seriously on มกราคม 9, 2007 at 11:15 pm

Another paper on a classic debate on the importance of user satisfaction on the success of information system.

Sabherwal, R., Jeyaraj, A., & Chowa, C. (2006). Information System Success: Individual and Organizational Determinants. Management Science, 52(12).

Based on empirical research conducted between 1980 and 2004, the study examines four aspects of information systems (IS) success: system quality, perceived usefulness, user satisfaction, and system use. The authors highlight the importance of system quality, which affects all other aspects of IS success. They also observe that system quality and perceived usefulness but, curiously, not user satisfaction, influence the extent to which the system is used. The study’s results suggest that system developers and managers should concentrate on developing better systems rather than focusing on increased user satisfaction with the system.

The analysis also suggests that four long-term measures related to information systems are particularly important: (1) IS training, (2) improving individuals’ attitudes toward information systems, (3) gaining top-management support for information systems, and (4) developing organizational structures that facilitate use of information systems, such as help desks and online user assistance.

[via EurekAlert]

Toward Standard Attractiveness

In งานวิจัย : Research, มั่วซั่ว : Miscellenous on มกราคม 9, 2007 at 11:12 pm

We know that attractiveness brings advantages to life (for instance, Beauty and Professor and Simple Rules To Prevent Sexual Harassment for Men [in Thai]). I guess most of all of us agree that face is one of the most important indicators of attractiveness. Experimental psychologists at University of Aberdeen in Scotland conducted a series of studies on facial attractiveness. By using computer graphic techniques, including prototyping, transforming, caricaturing, and interactive demos, they create an average face based on face images of a number of people.

Combining with lifestyle and personal preference questionaires, so far, they found that the average page is more attractive in a number of perspectives.

Another similar kind of study is from Marquardt Beauty Analysis. This type of study is medical based finding “the perfect face” (apparently for the benefit of cosmetic surgery, I guess). The image below is the result of mathemetical computer model of the average “attractive” face.

The major different between these two studies is the first one reproduces the average face of every kind of face. The second one is the average of “attractive” face only. Moreover, It is interesting that the average face of the first study tend to prefer white (This is just my observation based on the previous study results). However, this study leads me to another crazy question. Based on the computer graphic techniques, what the real average face of everyone in the world would look like? Or even all asian men would be like? How far my face is from the average? Do I look average? above or below average? Ha Ha!

And if we believe that both research studies are reliable, why can’t we just use the standard with those beauty competition? It would be very easy to scientifically measure. One would argue, then, beauty have no artistic value anymore. Well, since the scientific studies are based on aesthetic “value”, can’t we count on that?

Hmm… what if everyone in the world is physically attractive?  Crazy me…

Perfume น้ำหอมมนุษย์

In บันเทิง : Entertainment, ภาพยนตร์ : Movie, มั่วซั่ว : Miscellenous on มกราคม 8, 2007 at 1:47 am


(Photo from an official website)

เมื่อประมาณสองเดือนก่อน เพื่อนที่ฝรั่งเศสเล่าให้ฟังเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ มันเล่าซะจนอยากดูเอามาก ๆ (ก็เหมือนหนังเรื่องอื่น ๆ เพื่อนมันบอกด้วยว่า อ่านหนังสือสนุกกว่าเยอะ) ก็รอว่าเมื่อไหร่จะเข้าที่นี่ซะที สรุปว่าก็เพิ่งเข้าโรงหนังทีี่นี่ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เมื่อกี๊ก็เลยมีโอกาสไปดูซะเลย

ไม่ผิดหวังเลย ความคิดเห็นก็คล้าย ๆ กับคุณ wat คือ ชอบการเดินเรื่องที่ไม่เยิ่นเย้อ เพลงประกอบ (โดยเฉพาะฉากเปิดตัว Laura Richis) แล้วก็ดารานำชาย Ben Whishaw โดยเฉพาะแววตา มันช่างเศร้า หม่นหมอง แล้วก็ดู obsessing ได้ใจจริง ๆ

หนังสร้างปารีสในยุคนั้นให้ดูแบบ เน่ามากอ่ะ จนมีความรู้สึกว่า สงสัยกาฬโรคจะระบาดง่ายในยุคนั้น

ดูหนังเรื่องนี้จบก็นึกต่อว่า เออ ถ้าเรามีประสาทรับกลิ่นพิเศษเหมือน Grenouille จะดีมั๊ยนะ คิดไปคิดมา ก็ไม่ดีแฮะ เพราะการรับกลิ่นนี่ เป็นอะไรที่ห้าม หรือหลีกเลี่ยงได้ยาก นึกถึงตอนเวลาขับรถผ่านฟาร์มหมู อะไรทำนองนี้ แบบทำยังไงก็ไม่หาย การมีจมูกพิเศษก็ไม่ได้หมายความว่า จะได้กลิ่นที่พึงประสงค์เสมอไป

จะว่าไปการได้กลิ่น ดูเหมือนจะหลีกเลี่ยงได้ยากที่สุด อย่างการมองเห็น ยังเบือนหน้าหนี การได้ยิน ยังพออุดหู การสัมผัส กับการับรส เรายังเลือกที่จะสัมผัสหรือไม่กินเพื่อไม่รับรสก็ได แต่ถ้าได้กลิ่นไม่พึงประสงค์เนี่ย (โดยเฉพาะกลิ่นที่กระจายในวงกว้าง) ปิดจมูกนาน ๆ ก็ไม่ได้ จะใส่หน้ากากก็ใช่ว่าจะได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นการมีจมูกพิเศษ น่าจะเป็นพรสวรรค์ที่ไม่น่าจะพึงประสงค์ มากที่สุดแล้วมั๊ง…

ปล. ตอนแรกก็ไม่รู้ชื่อไทยของหนังว่าอะไร พยายามจะคิดเอง คิดแล้วก็ตลกดีแฮะ “Perfume: ฆาตกรจมูกสวรรค์ประทาน” ซะงั้น ฟังแล้วนึกถึงหน้าตือโป๊ยก่ายแทนซะงั้น

จะ nerd ซักแค่ไหนเชียว

In ของเล่น : Playing, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on มกราคม 5, 2007 at 5:09 pm

เทอมนี้ลงวิชา Cyberspace Law การบ้านงานแรกก่อนเปิดเรียน คือ ให้ตอบแบบสอบถาม วัดความ nerd (The Nerdity Test) เหอๆๆ แบบสอบถามเก่าแล้วเหมือนกัน (ปรับปรุงล่าสุดปี 2000)

แบบสอบถามยาวมาก 500 ข้อ บางคำถามก็ฮาอ่ะ ถ้าจะให้เหมาะกับคนไทย อาจจะต้องเปลี่ยนบางหมวดให้เข้ากับบ้านเรา แต่จริง ๆ กว่าจะตอบได้หมด ก็เป็น nerd น้อย ๆ ได้เลยนะเนี่ย

แต่ถึงกระนั้นก็เหอะ ลองทำดูแล้วได้ 24.8% = Nerd-wannabe

นอกจากนี้ Wired ก็มี cover เรื่อง 10 อันดับเมือง Geek แล้ว Raleigh-Durham ก็ติดอันดับกับเค้าอีกด้วย แหน่ะ

[เพิ่มเติม mk's on Geek vs. Nerd vs. Dork, Fictional Difference Metrics | via The Real Paul Jones]

New Year: Bombs, Myself, and the Internet

In Social Networking, การเมือง : Politic, ชุมชน : Community, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on มกราคม 2, 2007 at 1:12 am

The rest of the world was counting down to the first moment of the New Year, except Thailand. I was in bed when the first three or four bombs took place. I woke up in the late morning and prepared to call my relatives and friends in Thailand to say Happy New Year to them. (Note: It’s 12 hours time difference.) I was surprised that many of my friends, who were usually having a party at that time of the year, were already in bed. Because I woke them up in the middle of the night, I learned about the bombardment in Bangkok since then.

Besides my family, friends, and mainstream media in Thailand, citizenjournalists are shining again. By searching on Technorati and Google blog search, most of the posts are copying/responding to the mainstream media. However, a couple of blogs have live reports on the event.

  • Bangkok Pandit has a very detailed live blogging. The timestamp on this particular post, as it was supposed to be the stamp for celebratory countdown, uses to contextualize the dull and sad moment of Thailand’s New Year’s Eve.
  • gnarlykitty also did live blog. I like the way she called the officials as “National Police dudes”.
  • The Lost boy has a live report from the field with sensational images.
  • A bunch of folks created and update a topic “2006 Bangkok bombings” in Wikipedia. The article cites/collects a number of mainstream news pieces.
  • uthaisak’s channel on youtube has a number of video capturing from Thai television about the bombs.

At the time of writing, there are two live videos regarding the bombings on Youtube. The first one is from Saphan Kwai (Buffalo bridge), also featured on 2Bangkok.com.

Another one is a shot from World Trade Center which happened later.

At this moment, many virtual communities are discussing about who actually did it and who to blame also. However, one of the interesting topics is the interpretation of the “IRK” like signs that polices found around a couple of places where the bombs took place.

Tag graffiti found around the bombs
(Photo captured by honeymon apparently from TV, Pantip.com)

CNS assumes that the bombers made them for misleading the investigation. A number of people in Rajdumnern room on Pantip.com discussed that the “IRK” (read like “irie”) is the graffiti tag of B-Boy (somewhat break-dancers) group. (See also posts in Rajdumnern [1] [2] [3] [4] (member only), 3kingdoms online: all are in Thai and may not be permanent posts)

Another topic [in Thai] suspects one of the posts in Rachada room, vehicle and sound-specific room, asking where is the center of Bangkok posted by anonymous named DiY on December 21.

icyz asked people to interpret whether the location of the bombs has any meanings (in Thai). A couple of people thought it is like the map of the south of Thailand.

Bomb locations in Bangkok
(Photo by icyz, Pantip.com)

Well… Well… Well…

The Queen: ยุคสมัย อำนาจ และสถาบันกษัตริย์

In การเมือง : Politic, บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, ภาพยนตร์ : Movie, มั่วซั่ว : Miscellenous on ธันวาคม 27, 2006 at 1:32 pm

ไปดู The Queen มาเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว เป็นหนังที่เกี่ยวกับพระราชินี Elizabeth ที่ 2 แห่งอังกฤษ กับแรงกดดันในช่วงที่เจ้าหญิงไดอาน่าเสียชีวิต ดูแล้วให้ความรู้สึกที่แปลกไปจากดูหนังเรื่องอื่น ๆ เพราะความที่หนังพยายามจะสื่อออกมาให้เห็นว่า ทุกอย่างเป็นเรื่องจริง แต่ในขณะเดียวกัน เนื้อเรื่องก็ออกจะดูเสียดสีราชวงศ์พอสมควร เลยไม่แน่ใจว่า หนังเรื่องนี้สร้างขึ้นมาเพื่ออะไรกันแน่ หากต้องการแค่ความสนุกสนาน ก็คงจะได้ แต่ที่แน่ ๆ มันมีภาพลักษณ์ของราชวงศ์ติดมาด้วย ซึ่งอันนี้คนทำหนัง ไม่คิดถึง คงเป็นไปไม่ได้ เพราะหากจะเป็นการช่วยภาพลักษณ์ ของสถาบันพระมหากษัตริย์ มันก็ไม่ใช่อย่างนั้น แต่ถ้าเพื่อเสียดสีล้อเลียน เพื่อให้ราชวงศ์ได้อาย และต่อต้าน (หรืออย่างเลวร้ายที่สุด ก็เพื่อล้มล้าง) สถาบันกษัตริย์ ซึ่งผมเห็นจะเป็นอย่างหลังเสียมากกว่า เพราะตัวละครแต่ละตัวในราชวงศ์ ต่างถูกสร้างขึ้นมาให้ดูน่าขำอย่างที่สุด

คนที่ผมเห็นว่าภาพลักษณ์ดูแย่ที่สุดในเรื่อง เห็นจะไม่ใช่พระราชินี Elizabeth ที่ 2 หากแต่เป็นเจ้าชาย Phillip ที่หนังสร้างให้เป็นคนที่ดูอนุรักษ์นิยมอย่างรุนแรง วัน ๆ เอาแต่เข้าป่าล่าสัตว์ลูกเดียว ซึ่งก็ดูไม่แปลกหากมองว่า สถาบันกษัตริย์ไหน ๆ ก็มีจุดยืนอนุรักษ์นิยมเช่นเดียวกัน [ใจ อึ้งภากรณ์, 2549] เพียงแต่ถ้ามองในเชิงคนดูทั่วไป ก็แน่นอนว่าออกจะดูขัดหูขัดตา คล้าย ๆ กับหนังมีตัวโกงแบบ master mind ยังไง ยังงั้น ในขณะที่เจ้าฟ้าชาย Charles ก็อ่อนแอมาก และออกจะดูไม่ฉลาดหลักแหลมเอาเสียเลย

แต่กระนั้น ประเด็นหลัก ของหนังที่เอามาขายมีอยู่ 3 ประเด็น ที่ผมเห็นว่าน่าสนใจ

1. ความแตกต่างระหว่างวัย สมัย และเวลา

คนส่วนใหญ่จับตามอง ของการดำรงอยู่ของสถาบันพระมหากษัตริย์ ในยุคที่ความเป็นประชาธิปไตยและแนวคิดเสรีนิยม (Liberal) ถือเป็นหัวใจของการบริหารจัดการรัฐ สถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นสถาบันที่มีขนบธรรมเนียมที่เคร่งครัด สืบทอดมาตั้งแต่สมัยโบราณ ดังนั้นแน่นอนการถ่ายทอดของอำนาจจากยุคสู่ยุค ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ต้องมีการปรับตัว ให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงของทั้งภายใน และนอกประเทศ รวมไปถึงเรื่องสำคัญ อย่างเทคโนโลยีด้วยเช่นกัน อย่างข่าวล่าสุด ที่ออกฮือฮา เกี่ยวกับสมเด็จพระราชินี Elizabeth ที่ 2 ก็คือ การที่ทรงซื้อ iPod Mini มาใช้ [See also: Engadget] และเสียงพระราชทานอวยพร เนื่องในวันคริสต์มาสก็ยังเป็น podcast ให้คนสามารถ download มาฟังได้ด้วย [See also: Engadget] จน CBS ขี้นหัวข่าวว่า iQueen

2. แรงผลักดันระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์ รัฐบาล และประชาชน

การเลือกประเด็นการเสียชีวิตของเจ้าหญิงไดอาน่า ถือเป็นการเลือกแนวเรื่องที่ดี เนื่องจากเป็นเรื่องที่ ปูทางไปสู่การชี้ให้เห็นการคานอำนาจ ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์ รัฐบาล และประชาชน เพราะเจ้าหญิงไดอาน่าเป็นคนยอดนิยมของประชาชนที่ “เคย” เป็นคนในวัง ซึ่งแน่นอนมันก็ต้องมีพื้นที่สีเทาระหว่างพื้นที่ส่วนตัวในวังและประชาชน รัฐบาลในฐานะตัวแทนของประชาชน ก็ต้องทำหน้าที่เป็นตัวกลาง ทั้งนี้ ทั้งนั้น รัฐเอง ต่างก็หวังเพียงเพื่อความนิยมจากประชาชน แน่นอนการคานอำนาจจึงจำเป็นที่จะต้องมีคนได้ดุล เสียดุลเป็นธรรมดา

3. ความเสียสละของสถาบันพระมหากษัตริย์

ด้วยแรงผลักดันมาจากประเด็นแรก เรื่องความเปลี่ยนแปลงของเวลา และแนวความคิด มาจนถึงแรงผลักดันภาคประชาชน ผ่านรัฐ ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ ต้องกลายเป็นสถาบันที่กลายเป็นเป้าโจมตี โดยเฉพาะจาก “สื่อมวลชน”

แน่นอนคานที่ต้องอ่อนลงไปในเรื่องนี้ก็คือ ฝ่ายสถาบันกษัตริย์ หากแต่ไม่ได้มองในรูปแบบของ “ความพ่ายแพ้” แต่ในทางตรงกันข้าม กลับมองผ่านมุมมองในเชิง “ความเสียสละ” ที่หนังพยายามจะต่อสู้ให้กับสถาบัน เพื่อซื้อใจประชาชน

จุดสำคัญ คือ การที่หนังนำข้ออ้างที่ว่า การขึ้นครองราชย์ เป็นสิ่งที่คนที่จะขึ้นเป็นกษัตริย์ไม่สามารถกำหนดได้ มีคนกำหนดไว้แล้ว และการที่จะขึ้นครองราชย์ได้ ก็จะต้อง การแลกเปลี่ยนกับการสูญเสีย พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติอันเป็นที่รักไป ในกรณีของพระราชินี Elizabeth ที่ 2 ก็คือ การขึ้นมามีอำนาจ ต่อจากพระราชบิดาของพระองค์เอง ซึ่งเท่านี้ก็ถือว่าเป็น สมการระหว่างอำนาจและความสูญเสีย ซึ่งเป็นเรื่องที่คนทั่วไปเห็นใจ (แต่อาจจะไม่ตระหนักถึงมาก่อน)

ผมชอบอีกตอนหนึ่ง ที่สมเด็จพระราชินีพูดกับโทนี่ แบลร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ในเชิงที่ว่า การที่ทรงมีพระพักตร์เงียบขรึม ไม่แสดงความเศร้าโศกเสียใจ หรืออารมณ์อื่นใด ตอนที่เจ้าหญิงไดอาน่าเสียชีวิต ก็เป็นเพราะสถาบันกษัตริย์ เป็นสถาบันที่คนให้ความเคารพ การแสดงออกต่อสาธารณะไม่ว่าจะครั้งใด เป็นถืองาน เป็นหน้าที่อย่างหนึ่ง ซึ่งควรจะมาก่อนเรื่องส่วนตัว (มิใช่หรือ) อันนำมาซึ่งการโต้แย้งในประเด็นที่ว่า ชีวิตส่วนตัวในวัง ควรจะถูกนำมาเปิดเผยหรือไม่

บอกตรง ๆ ผมเองตอนที่สมัยเจ้าหญิงไดอาน่าเสียชีวิต ผมเองก็ไม่ได้ติดตามข่าวเรื่องภายใน ว่าจริง ๆ แล้วเหตุการณ์มันเป็นไปอย่างที่หนังว่าไว้หรือเปล่า แต่สิ่งที่มองเห็นได้ ก็คือ ราชวงศ์อังกฤษ เป็นที่ได้รับความเคารพของคนในชาติน้อยกว่าราชวงศ์ไทย ถ้าจำไม่ผิดเคยอ่านมาจากที่ไหนซักแห่งว่า สถาบันกษัตริย์ในอังกฤษก็มีฐานะ เป็นเพียงสัญลักษณ์ของชาติเท่านั้น แต่ไม่มีบทบาทในทางการเมือง แต่ถ้าดูจากหนังเรื่องนี้ ก็ไม่ใช่เช่นนั้น สมเด็จพระราชินีก็ยัง ทรงมีหน้าที่ทางการเมืองที่ต้องทรงปฏิบัติ เพียงแต่คนทั่วไปมักมองไม่เห็น และไม่ได้รับการเปิดเผย

หากมองผ่านคนที่เคารพสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างสูงสุด (โดยเฉพาะคนไทย ไม่ว่าเป็นเจ้ามาจากชาติไหน เราก็รัก และเคารพในฐานะที่เจ้าเหล่านั้น ดำรงอิสริยยศเสมอเหมือน “เจ้าอยู่หัว” ของตน) ก็ดูจะเป็นเรื่องที่ออกจะให้ความรู้สึกที่แปลกไปอีกแบบหนึ่ง เพราะที่แน่ ๆ บ้านเราคงไม่มีใครกล้ามาทำหนังล้อเลียน เสียดสีสถาบันพระมหากษัตริย์ได้อย่างเพียงนี้ ถึงแม้จะมี ก็เป็นการเทิดทูน เฉลิมพระเกียรติยศ ไม่ใช่เป็นการเอาเรื่องภายในออกมาเล่นเช่นนี้

การควักเอาเรื่องชีวิตส่วนตัวในวังออกมา (ถึงแม้จะคาบเกี่ยวกับชีวิตภาคสาธารณะ) เป็นถือเป็นการท้าทายความคิดในเรื่อง สมมติเทพ ของสถาบันพระมหากษัตริย์ เหมือนกับที่ Paul Handley เขียนไว้ในหนังสือ The King Never Smiles [ใจ อึ้งภากรณ์, 2549] แต่ใน The King Never Smiles นั้น ผมเองคิดเห็นส่วนตัว ว่า ออกจะมากไปหน่อย เรื่องบางเรื่อง อ่านแล้วก็อึ้งไปเหมือนกัน (ตอนแรกก็กะว่าจะเขียน review หนังสือเรื่องนี้เหมือนกัน แต่พอเขียนไปซักพัก มีความรู้สึกว่าหมิ่นเหม่เหลือเกิน เลยยกเลิก project นี้ไป)

หลายคนอาจจะสงสัยว่า การที่เราดูหนัง The Queen ของราชวงศ์อังกฤษ ให้ความรู้สึกเหมือนคนต่างชาติอ่าน The King Never Smiles หรือ The Revolutionary King หรือเปล่า ตอนแรกผมก็คิดว่า น่าจะเหมือนกัน แต่คิดไปคิดมาไม่น่าจะเหมือน เพราะบ้านเราให้ความสำคัญ และเคารพเทิดทูน สถาบันกษัตริย์มากกว่าประเทศไหน ๆ ภาพของการเอาสถาบันมาเสียดสี ล้อเลียนบนแผ่นฟิล์มก็ทำให้ดูรู้สึกแปลก ไม่เหมือนคนชาติอื่น ที่มองว่าหนังขายเรื่องขำขันไป แล้วอีกอย่าง The King Never Smiles หรือ Revolutionary King ก็ให้อารมณ์ที่รุนแรง จริงจังมากกว่า (เยอะ) แต่ขนาดไม่จริงจัง อย่าง The King & I หรือ Anna and the King ก็ทำเอาคนไทยเป็นเดือดเป็นร้อนไปตาม ๆ กัน เพราะฉะนั้นก็คงจะแตกต่างกันอย่างแน่นอน

อดไม่ได้ที่จะย้อนกลับมาถึงสถาบันกษัตริย์ของบ้านเรา ถ้าจะมองให้มันหมิ่นเหม่ มันก็หมิ่นเหม่ต่อความคิดนะ เพราะอย่างนั้นคนไทยที่ได้ดูทั่วไปก็จะต้องเอามาเปรียบเทียบกับราชวงศ์ไทยแน่นอน แต่ถ้าจะให้ปิดกั้น ผมเองก็คงไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอน หวังว่า กบว. คงไม่อ่อนไหวขนาดนั้น

ปัญหาท้าทายของนักข่าวในยุค 2.0

In Social Networking, Thaibrarian, การเมือง : Politic, ชุมชน : Community, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous, สื่อสารมวลชน : mass media on ธันวาคม 16, 2006 at 1:47 am

ไปอ่านข่าว สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ จัดตั้งเรื่องร้องทุกข์​ ก็เลยเข้าไปดูในเว็บของสภาฯ ก็ไปลองอ่านหนังสือครบรอบ 9 ปี (ในหน้าเว็บของสภาฯ ข้างล่างมี link สมุดปกขาว ฟังแล้วก็ทะแม่งเหมือนกันแฮะ มันห่างกับ “หนังสือปกขาว” ไปนิดเดียวเองนะเนี่ย) เรื่อง ปัญหาท้าทายสื่อมวลชนไทย (PDF) มีงานเขียนที่น่าสนใจหลายเรื่อง แต่ส่วนใหญ่จะออกไปทางประเด็นเกี่ยวกับสื่อมวลชนในทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ความสัมพันธ์กับพระมหากษัตริย์ ระบอบการเมืองไทย ตลอดจนเรื่องสิทธิเสรีภาพ บทบาทของสื่อมวลชนท้องถิ่น จริยธรรม และอุดมการณ์

มีอยู่งานเขียนนึงที่แตะนิดหน่อย เกี่ยวกับความท้าทายของสื่อมวลชน จากนักข่าวรากหญ้า (Citizen Journalist) หรือนักข่าวภาคประชาชน (Citizen Journalist) คือ บทความเรื่อง โฉมหน้าใหม่ของธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์: อนาคตของหนังสือพิมพ์ (หน้า 45)

จริง ๆ ความท้าทายของนักหนังสือพิมพ์ มันเริ่มมาตั้งแต่การเกิดขึ้นมาของเว็บแล้ว ที่หลายคนพอจะมองออกว่า สมัยก่อนคนที่จะบริโภคข่าวสาร ได้ต้องเสียตังค์ซื้อหนังสือพิมพ์ (ไม่นับพวกที่ไปอ่านหน้าตาเฉยตามแผงหนังสือ) และนั่นคือรายได้ที่สำคัญส่่วนหนึ่งของผู้ผลิตหนังสือพิมพ์ (อีกส่วนหนึ่งคือ ค่าโฆษณา) แต่พอมีเว็บเกิดขึ้น การที่จะปิดตัวเองให้อยู่แต่ในโลกใบเก่า คงอยู่ไม่ได้ การแข่งกันนำเสนอข่าวบนเว็บ ก็กลายเป็นว่า นักหนังสือพิมพ์ก็กลัวจะขายที่เป็นตัวเล่มไม่ได้ (ซึ่งอันนี้มีทั้งที่เป็นจริง และไม่จริง) นอกจากจะเป็นความท้าทายของการอยู่รอดของหนังสือพิมพ์แล้ว มันยังเป็นการเปิดโอกาสของการแข่งขันมากขึ้น

คำว่า หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น พอเอามาขึ้นบนเว็บ ก็กลายเป็นหนังสือพิมพ์ระดับชาติ ระดับนานาชาติ ได้ คุณภาพของข่าวก็แข่งกันที่ความรวดเร็วมากขึ้น (ถึงแม้ว่าหนังสือพิมพ์หลายหัวในบ้านเรา ยัง update ข่าวตามกรอบเช้า บ่ายอยู่เหมือนเดิม ด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่)

แต่พอมาถึงในยุค web 2.0 แล้วนี่ พลังประชาชนกลายเป็นความท้าทายที่สำคัญของนักข่าวไป ไปเรียบร้อย

สิ่งหนึ่งที่นักหนังสือพิมพ์​ (โดยเฉพาะบ้านเรา) อ้างเป็นประจำ คือ อ้างความเป็นพวกเดียวกับประชาชน ตัวอย่างที่เห็นประจำ ก็บอกว่า เป็นกระบอกเสียงให้กับประชาชน เป็นประตูสู่ข้อมูลข่าวสาร

แต่ประชาชนทั่วไปก็ทราบดีว่าว่า สื่อมวลชน เป็นกระบอกเสียงที่ต้องผ่านการกลั่นกรองหลายทอด เป็นประตูสู่ข้อมูลข่าวสารที่มี CTX ตรวจจับหลายขั้นเหลือเกิน ไหนยังมีประเด็นเรื่องความน่าเชื่อถือ ทั้งทางด้านวิชาชีพ (เช่น ลองดูจาก บทรวมข้อผิดพลาดของสื่อต่างประเทศในปี 2006 ดู ขำ ๆ แต่ได้ใจความ) หรืออันเนื่องมาจากเรื่องจริยธรรม (เหมือนอย่างที่สนธิ ลิ้มทองกุล ออกมายอมรับตรง ๆ ว่า “ความเป็นกลางของสื่อมวลชนไม่มีอยู่จริง“) จริยธรรมหรือจรรยาบรรณ ที่เขียนขึ้นมันดูก็เป็นเหมือนแค่ utopia เท่านั้น ดูตัวอย่างง่าย ๆ ข่าวสารเดี๋ยวนี้ ถ้ามันเป็นข่าวเพียว ๆ มันก็ขายไม่ได้ มันต้องมีสีสัน สมัยก่อนเป็นกับข่าวพวกอาชญากรรมอย่างเดียว แต่เดี๋ยวนี้ ข่าวประเภทไหน ๆ มันก็ถูกระบายแต่งแต้มไปด้วยข้อคิดเห็นเสียส่วนมาก ที่หลายคนไม่สามารถแยกคุณค่าของ “ข่าว” กับ “ความคิดเห็น” ที่ปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์ ออกจากกันได้

ยิ่งตอกย้ำไปด้วยอิทธิพลของสื่อ ตามทฤษฎีของนักสื่อสารมวลชน ที่ว่า พูดมาก พูดนาน จากไม่เชื่อ ก็อาจทำให้ลังเล หรือเปลี่ยนใจตาม “เขาว่า” ได้เหมือนกัน

แรงผลักดันพวกนี้ ทำให้บทบาทของนักข่าวภาคประชาชนมันแรงมากขึ้น ถามว่าจริง ๆ แล้วมันเรื่องใหม่ไหม มันก็ไม่ใช่เรื่องใหม่

ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ Manager Online ได้รับความนิยม (รวมทั้งก่อนหน้าที่จะมีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างโจ่งแจ้ง) ที่นอกเหนือไปจากเนื้อหาที่เข้มข้นแล้ว ก็คือ ชุมชนคนอ่านนั่นเอง ชุมชนคนอ่านที่ active มันก็กลายเป็น ไทยมุง ได้เหมือนกัน จำได้ว่า เวลาซ้อเจ็ดมาแฉอะไรทีไร คนก็จะมา “เม้าท์” กันต่อในความคิดเห็นข้างล่าง (แม้ว่าส่วนใหญ่ comment แรก ๆ จะเป็นการนับคนเข้าก็เหอะ)

หรืออย่างในคุยคุ้ยข่าว ผู้ชมก็สามารถส่งข้อความไปร่วม “คุ้ยข่าว” ได้ เป็นต้น

หลายคนบอกว่า จริง ๆ แล้ว แค่มีโทรศัพท์มือถือแบบมี SMS หรือมีกล้องได้เนี่ย ก็เป็นนักข่าวภาคประชาชนได้แล้ว แต่จริง ๆ องค์ประกอบที่ขาดหายไปก็คือ ความเป็นมวลชน นั่นเอง ซึ่งถ้าต้องผ่านสื่อมวลชนช่องทางทั่วไป สิ่งที่เรานำเสนอ อาจได้เป็นข่าว หรือไม่เป็นก็ได้ ตามใจคนที่เห็นว่าเป็นข่าว อย่างเช่น วิดีโอของเด็กนักศึกษาถูกจับในห้องสมุดของ UCLA จะไม่เป็นข่าวได้เลย ถ้าไม่เอาขึ้น Youtube

อินเตอร์เน็ตก็เลยเป็นช่องทางที่ทำให้เกิดเสรีภาพมากขึ้น ประชาชนไม่ใช่อยู่ในฐานะผู้บริโภคอีกต่อไป แต่ยังเป็นผู้สื่อข่าว ผู้ผลิตข่าวอีกด้วย ยกตัวอย่างง่าย ๆ ยังไม่ต้องเอาถึง web 2.0 application เอาแค่ Forward Mail หล่ะ คนใช้และคนไม่ใช้อินเตอร์เน็ท ต่างก็เรียนรู้การได้มาซึ่งข่าวสาร (ทั้งที่ลับและไม่ลับ) โดยไม่ต้องผ่าน กอง บก. แต่ Forward mail ก็มีปัญหาเรื่อง spam ที่น่ารำคาญ และการวัดความนิยมที่ไม่ชัดเจน เท่ากับ web 2.0 application ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นทั้ง Digg, wikipedia, newsvine, newsmap หรือ OhMyNews ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในเกาหลี ที่ตอนนี้เริ่มขยาย model ออกไปประเทศอื่น ๆ แล้ว เหล่านี้เป็นต้น (ผมมีเพื่อนคนนึงเป็น visiting scholar เป็นนักหนังสือพิมพ์จากเกาหลี ก็บอกว่า นักหนังสือพิมพ์ในเกาหลีก็ไม่ค่อยชอบและกลัว ๆ อิทธิพลของ OhMyNews อยู่ไม่น้อย)

แต่ในบรรดา application จะโดดเด่นและทรงพลังที่สุดก็น่าจะเป็น blog นี่แหละ เพราะเขียนเอง edit เอง เสรีภาพเต็มเปี่ยม เป็นเจ้าของเรื่องของตัวเอง เล่าเอง ตัดต่อเอง ทำเองหมด ความนิยมก็วัดจากพวก aggregator ต่าง ๆ ข่าวที่ได้จาก source พวกนี้ นอกจากจะสด ใหม่แล้ว ยังมีความ authentic มากกว่าด้วย ซึ่งแน่นอนว่า ถ้าพลังตรงนี้มันมีมากขึ้น ๆ นักสื่อสารมวลชน ก็เริ่มจะห่วงว่า จะทำให้คนหันไปอ่าน blog มากกว่าไปอ่านหนังสือพิมพ์หมด แล้วในที่สุดก็จะอยู่ไม่ได้ (หรือดูว่าแนวคิด Youtube TV ก็ได้รับการตอบรับ อย่างดีทีเดียว จนคนในวงการทีวีก็อดไม่ได้ที่จะจับตามอง)

ก็เลยมีการพยายามหาทางที่จะทำให้หนังสือพิมพ์ทั้งหลาย ต่างปรับตัวเข้ากับยุคสมัยเหล่านี้ หนังสือพิมพ์หลายฉบับ แทนที่จะจ้างนักข่าวเพิ่ม ก็เริ่มจ้าง blogger แทน หรือนักสื่อสารมวลชนอย่าง Jay Rosen แห่ง Pressthink ก็พัฒนา project NewAssignment.net ขึ้นมา เพื่อหาวิธีการที่จะดึงพลังภาคประชาชนเข้ามาใช้ในสื่อมวลชน

ที่เห็นเป็นรูปธรรมแน่ ๆ ก็คือ การร่วมมือกันระหว่าง web 2.0 application ต่าง ๆ กับสำนักข่าว เช่นล่าสุด Flickr (โดย Yahoo) กับ Reuters ร่วมมือกัน ให้คนใช้ Flickr สามารถส่งภาพข่าวไปยัง Reuter ได้ เป็นต้น (Tom Glocer, CEO ของ Reuters มีบทความเกี่ยวกับ ความเชื่อถือในยุคของหนังสือพิมพ์ภาคประชาชน – Trust in the Age of Citizen Journalism แนะนำครับ)

บ้านเรายังเป็นอย่างนั้นไม่ได้ ก็เพราะไม่เพียงแต่ Internet penetration แล้ว internet+media literacy ที่ยังน้อยแล้ว ยังมีเรื่องของ perception ของสื่อที่ทรงอิทธิพล ก็ยังคงมีอยู่มาก ในขณะเดียวกัน ประชากร “active” blogger ก็ไม่เยอะเท่าไหร่ lurker น่าจะมีเยอะกว่า อีกอย่าง การสร้างวัฒนธรรมใหม่ โดยเฉพาะวัฒนธรรมที่ไม่ชัดเจนในเรื่องของ identity ด้วยแล้ว ไม่ใช่เรื่องง่าย ยกตัวอย่างเช่น เพิ่งไปเห็นใน กระทู้ในห้องราชดำเนินใน Pantip.com เกี่ยวกับเรื่อง TCDC กับ TK Park ที่มีแนวโน้มร่อแร่ ก็มีคนมาเขียนตอบไปเรื่อย จนมีคน ๆ นึงเขียนมาว่า

“ออกข่าวรึยัง ให้ออกข่าวแล้วค่อยมาพูดดีกว่าไหม
ยังงี้ใครจะพูดก็ได้ แล้วด่ารัฐบาลชุดนี้ไปก่อน
ถ้าไม่เป็นจริง ก็หายไปกับสายลม ไม่คิดจะรับผิดชอบกะทู้ที่ตั้งเลย”

ถึงแม้จะมีประเด็นอื่น ๆ แฝงมากับความคิดเห็นนี้มาด้วย แต่จากความคิดเห็นนี้ ก็มองว่า “ความเป็นข่าว” ดูเหมือนว่าจะยังต้องยึดติดกับสื่อมวลชนอยู่ดี ซึ่งผมว่าคนส่วนใหญ่ก็ยังคิดแบบนี้

ส่วนไอ้เรื่องจริยธรรมก็ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องที่น่าเป็นห่วงเลย ก็ในเมื่อคนไม่เชื่อในจรรยาบรรณหรือจริยธรรมในวิชาชีพสื่อมวลชนแล้ว นับประสาอะไรกับสื่อประชาชน มันก็คงไม่ต่างกัน (หรือเปล่า)

จริง ๆ มีอีกหลายประเด็นที่น่าสนใจเหมือนกัน แต่เหนื่อยแล้วอ่ะ

ลงโทษไม่ไปเลือกตั้งด้วยการใช้ห้องสมุด

In นโยบาย : Policy, บรรณารักษ์ : Librarian, มั่วซั่ว : Miscellenous, ห้องสมุด : Libraries on ธันวาคม 6, 2006 at 10:45 pm

เห็นข่าวคุณปู่ตาบอดวัย 73 ชาวตุรกิี ถูกตัดสินให้ไปลงเรียนวิชา การอ่านและเขียนหนังสือ ในห้องสมุดสาธารณะ เป็นระยะเวลา 26 วัน ด้วยข้อหาที่ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ก็แปลกดี

โดยปรกติคนที่ถูกทำโทษในห้องสมุดส่วนใหญ่ คือ จะต้องมาบำเพ็ญประโยชน์ เช่น จัดหนังสือ ทำความสะอาด เป็นต้น ซึ่งโดนลงโทษด้วยการมาเป็นคนทำงาน แต่ยังไม่เคยเห็นที่ต้องมาเป็นผู้ใช้ อย่างไรก็ตาม ถ้ามองให้อ่อนลงมาหน่อย ที่มันดูไม่ร้ายแรงเท่ากับการลงโทษ แต่เป็นการสร้างกลไก ทางสังคม โดยการมีส่วนร่วมของห้องสมุดมากขึ้น ผมว่าก็น่าจะลงคิดเพิ่มเติมดู

เท่าที่มองดู มีหลักการที่่น่าสนใจมาสนับสนุน สองส่วน คือ  ส่วนที่เกี่ยวกับการเรียนรู้ตลอดชีวิต และการจัดการความรู้ และอีกส่วนคือส่วนที่เป็นการประชาสัมพันธ์ห้องสมุด

ไอ้การส่งเสริมการเรียนรู้เนี่ย จริง ๆ หลายคนอาจจะมีประสบการณ์จากชีวิตการเป็นนักเรียน เช่น โดนทำโทษให้ไปจัดชั้นหนังสือในห้องสมุด หรือทำโทษให้ไปทำการบ้าน หรือโดนกักบริเวณให้อยู่แต่ในห้องสมุด ซึ่งรูปแบบนี้มันก็น่าที่จะนำไปปรับใช้กับห้องสมุดสาธารณะ (หรือที่บ้านเราเรียก ห้องสมุดประชาชน) ในบทบาทของสังคมแห่งการเรียนรู้ (หรือ สังคมแห่งความรู้) ได้บ้าง

ขอนอกเรื่องหน่อย ในบ้านเราได้ มีหลายคนบอกว่า ห้องสมุดในประเทศเราได้งบรัฐบาลน้อย ก็เลยทำให้ห้องสมุดไม่ได้รับการพัฒนา แต่หากจะให้มองถึงปัจจัยแรกจริง ๆ มันอยู่ที่ชุมชนมากกว่า ถ้าการทีี่ห้องสมุดสามารถดึงคนให้เข้ามามีส่วนร่วมได้ มันมีแรงผลักดันให้เกิดการพัฒนาเอง ซึ่งห้องสมุดสาธารณะที่ประสบความสำเร็จในประเทศที่พัฒนาแล้วหลายต่อหลายแห่ง ก็ไม่ได้อาศัยงบประมาณของภาครัฐเป็นสำคัญ

และผมก็ไม่เห็นว่า ห้องสมุดประชาชนจำเป็นจะต้องไปอยู่ภายใต้กระทรวงศึกษาธิการ หรือกระทรวงวัฒนธรรมอีกต่อไป แต่มันควรจะไปอยู่กับพวกองค์การบริหารส่วนภูมิภาคเสียมากกว่า เพื่อให้ชุมชนรู้จักรับผิดชอบ และพัฒนาด้วยความต้องการของชุมชนเอง ซึ่งถ้ามันเป็นในรูปแบบนี้ โอกาสที่จะนำห้องสมุดมามีส่วนร่วมเป็นกลไกหนึ่งของชุมชน มันก็มีมากกว่า การที่ไปกระจุกอยู่กับส่วนกลางเท่านั้น (เอ่อ ไปเรื่อง administration ได้ไงหว่า)

ทีนี้ ห้องสมุดจะเข้าไปมีกลไกอะไรได้บ้าง โดยเฉพาะเรื่องการให้คุณให้โทษคนเนี่ย อย่างในตัวอย่างก็คือ การสั่งให้คนที่ทำผิดไปนั่งเรียนในวิชาพื้นฐานที่ห้องสมุดจัดขึ้น  แตจริง ๆ แล้ว โอกาสที่มันจะขยายไปสู่หัวข้อเฉพาะ ที่จะต้องอาศัยการทำรายงาน การวิจัย การจดบันทึกในเรื่องใด โดยใช้ห้องสมุดเป็นศูนย์กลางของกิจกรรมเหล่านั้น ซึ่งก็อาจจะทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกัน ถ้าการเรียนรู้มันเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการบันทึกความรู้ของบุคคลหรือของชุมชนนั้น ๆ ไว้เป็นเรื่องเป็นราว มันก็เป็นส่วนหนึ่งของการจัดการความรู้ และมีคุณค่าทางจดหมายเหตุและประวัติศาสตร์ไปอีกทางหนึ่ง อย่างไรก็ตาม การเรียนรู้ มันก็ขึ้นอยู่กับตัวบุคคล เราคงไม่อาจจะไปคาดหวังว่าคนที่เข้าไปห้องสมุดทุกคน คือ จะต้องเข้าไปเรียนรู้หรือพัฒนาตนเอง (เพราะรู้ ๆ ดีกันอยู่ แค่ Thesis ยังมีกันจ้างทำแล้วเลย แล้วอีเรื่องแค่นี้จะไม่มีเชียวหรือ)

ซึ่งอันนี้มันก็จะกลายไปเป็น ภาระของบรรณารักษ์และคนที่สามารถให้คุณให้โทษได้ ที่จะต้องศึกษาชุมชนให้ลึกซึ้ง เพื่อจะได้วิเคราะห์ได้ว่า หากจะต้องหากลไกให้คนมาทำแบบนี้จริง ๆ รายละเอียดในการศึกษาแบบต่อเนื่องเชิงบังคับเนี่ย ควรจะออกมาในหน้าตาแบบไหน เพื่อให้ชุมชนได้ประโยชน์

ในขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างห้องสมุดกับชุมชนก็อาจจะเป็นได้ทั้งแง่บวกและแง่ลบ ทั้งนี้มันก็ขึ้นอยู่กับการสร้างภาพลักษณ์ บรรณารักษ์ทั่วไปก็อาจจะแย้งว่า แค่นี้คนก็ไม่อยากมาใช้ห้องสมุดแล้ว ไปลงโทษเค้าแบบนี้ ทำให้ภาพลักษณ์มันดูเหมือนคุกไปเสีย  ทำให้คนยิ่งไม่กล้ามาใช้ ในขณะที่อีกมุมมองหนึ่งอาจบอกว่า ก็เป็นการส่งเสริมให้คนรู้จักห้องสมุด และทรัพยากรของ “ชุมชน” มากขึ้น และให้คนได้เข้าใจและตระหนักว่า เงินที่ใช้ซื้อหนังสือและอุปกรณ์ต่าง ๆ ก็คือ เงินภาษีที่ตนได้จ่ายไป

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ในเชิงสังคมศาสตร์และอาชญวิทยา อาจมองได้ว่า การบังคับให้มา “ใช้” ห้องสมุด เป็นโทษที่เบาเกินไป จะทำให้คนไม่กลัวการลงโทษ แต่หลายคนอาจจะบอกว่า ก็แล้วแต่บทลงโทษนะ การบัังคับให้มาใช้ห้องสมุด อาจจะเหมาะกับโทษเบา อย่างเช่น โทษของการไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ก็แทนที่จะเพิกถอนสิทธิทางการเมือง อาจจะต้องมีการให้เขียนรายงาน หัวข้อ “ประชาธิปไตยในความคิดของคุณ คือ อะไร” อิอิ ซะงั้น

Thailand in “East Wind”

In การเมือง : Politic, มั่วซั่ว : Miscellenous on ธันวาคม 6, 2006 at 12:07 am

The latest issue of East Wind, a periodical publication of Asian Student Association at UNC has a couple of interesting points about Thailand, though one may not take it seriously as one of those by/for undergrads.

Firstly, in a section called “Student Speakout”, there are five students giving opinion about “Who is the most influential Asian political figure alive?” A junior student named Catherine Kronk goes for..

“The King of Thailand [Bhumibol Abdulyadej Adulyadej] (Note: The typo is found in publication. Grrr…) because he is a moderate and stabilizing force in volatile Southeast Asia.”

Two of them voted for Hu Jintao, Chinese president, one for Junichro Koizumi, and the other one for Dalai Llama.

Secondly, an article on page 6-7 named “Change of Power” by Rocky Gao is dedicated to the update on the coup. What is interesting in the article is those comments from Kevin Hewison, a UNC professor who earlier posted a question mark on the current PM’s name tag in his article, General Surayud Chulanont: A man and his contradictions. Since I could not find the online/electronic version of the publication

The article begins with his opinion + assumption that the coup was highly supported from urban folks.

“Often when you have a coup in the part, the Bangkok population has responded quite quicly against it.”

“In this case they have supported the coup very strongly.”

The paper quotes that he has skeptical idea about the promises from Council for National Security (CNS – formerly Council for Democratic Reforms).

“The 1997 constitution, often called the People’s Constitution, has been thrown aside by the coup.”

“My guess is that the new constitution will be much less a people’s constitution and much more an elite one.”

He reemphasized the political power of Bangkokians, as one might not happy with the idea of Bangkok = Thailand.

“Many people are already very disappointed with the turn of events following the coup”

“The people who call themselves democracy activists who were caught up in the anti-Thaksin campaigns in Bangkok are already regretting it.”

The article mentions a little bit about his perspective on the slow down on investment.

“There is going to be a hiatus while these things get worked out.”

“I think foreign investor are going to stand back and see what happen for a while”

And it ends with an interesting quote.

“The honeymoon period has finally finished and the struggles are now on again.”

Hmm real short honeymoon, huh? One may argue/wonder whether they already have one.

The article also has a concise timeline of the “history of polical unrest” with 6 points of time, 1973, 1976, 1981, 1991, 1992, and 2006.

Personally, I’m kinda wondering about when the interview took place, since the publication get published per semester. The situation is moving pretty fast. His comment about the investment is somewhat too late to say as the ambiguity is somewhat less than it was. Anyway, this piece is rather summative rather than informative. I just want to share as the online version is not distributed.

ปัดฝุ่นลาวม่านแก้ว

In บันเทิง : Entertainment, มั่วซั่ว : Miscellenous, เพลง : Music on ธันวาคม 3, 2006 at 1:35 am

ช่วงนี้เป็นช่วงสุดท้ายของเทอม Fall ก็ไม่ค่อยมีเวลามา post อะไรเท่าไหร่ ช่วงพักอ่านหนังสือ ทำการบ้าน + รายงาน ก็มีโอกาสหยิบซอมาเล่น เห็น aom เอาเพลงลาวม่านแก้วจากละคร เรื่อง แต่ปางก่อน (ผู้แต่ง คือ คุณนก ฉัตรชัย ดุริยประณีต – หนึ่งในสมาชิกวงเฉลียง) มา cover กับขิม เห็นว่าเพราะดี ก็เลยได้ความคิดว่า น่าจะลองเล่นซอ แล้วก็เสริมเข้าไป ผลก็มาก็อย่างทีได้ยินนี่หล่ะครับ

ก็ถือเป็นการพักผ่อนครับ (แต่ถ้าเสียงซอมันรับไม่ได้ก็ขออภัย ไม่ว่ากันหากจะหยุดฟังกลางคัน เหอๆๆ หรืออาจจะลองไปฟัง version ขิมของ aom แทนก็ได้ครับ)

ปล. เข้าใจว่า post นี้ละเมิดลิขสิทธิ์แน่นอน เพราะเอาเพลงเค้ามาดัดแปลง เต็ม ๆ (ใส่ดนตรีทับของเก่าทั้งดุ้น – เสียง piano คือ เพลงต้นฉบับในละครครับ) ถ้าเจ้าของลิขสิทธิ์เพลง (ผมไม่แน่ใจว่าเป็นใครอ่ะครับ) มาเห็น post นี้ ผมก็ขออนุญาตไว้ตรงนี้เลยแล้วกันครับ เล่นฟังกันในหมู่เพื่อนฝูงครับ [เหมือนจะฟังขึ้นนะเนี่ย แหะ ๆ]…

เศรษฐศาสตร์ของการ “อดไม่ได้”

In บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on พฤศจิกายน 29, 2006 at 10:43 pm

ไปอ่าน I Want It Now!: The curious economics of temptation โดย Tim Harford ใน Slate แล้วอดนึกถึงตัวเองไม่ได้ เป็นเรื่องของเศรษฐศาสตร์ที่ว่าด้วยการ “อดไม่ได้” คือ มูลค่าของสิ่งของในปัจจุบัน มีค่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าที่ควรจะเป็น หลักการนี้ เอามาใช้ อย่างกับพวก เงินฝาก เงินออม หรือแม้แต่กองทุนสวัสดิการเลี้ยงชีพ หรือบำเน็จ บำนาญทั้งหลาย  โดยยกแรงบันดาลในมาจาก หนังสือสำหรับเด็ก เรื่อง A Birthday for Frances ซึ่งกล่าวถึง Frances ที่ไปซื้อช๊อคโกแลตมาเป็นของขวัญให้กับพี่สาว แต่สุดท้ายก็อดไม่ได้ก็เอามากินเสียเอง

อ่านแล้วก็ทำให้นึกถึงตอนเด็ก สมัยที่บ้านขายของเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วมีอยู่อย่างนึงที่ ขายไม่ได้เลย ขาดทุนตลอด ก็คือ ไวตามิลค์ ก็เพราะเดินผ่านไม่ได้ เปิดกินเองตลอด ก็ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเอาไว้ขายนะ แต่มันก็อดไม่ได้

ไม่งั้น ป่านนี้ คงรวยเละแล้วเรา อิอิ

I Believe I Can Die.. Oh Yeah!

In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous, เพลง : Music on พฤศจิกายน 26, 2006 at 2:12 am

PRADT เขียนวิจารณ์อัลบั้มใหม่ของ Bianca Ryan มา แล้วก็เลยพาลไปเปิดดูใน youtube เจออันนี้มาเพลง I believe I can fly เธอร้องสดในรายการ Today Show ซึ่งเป็นหนึ่งในเพลงในอัลบั้มใหม่ของเธอ

แต่ไม่รู้ว่าใน CD เธอร้องแบบนี้หรือเปล่า แต่ตอนนาทีที่ 2:32 มีคนจับได้ว่าเธอร้อง “I believe I can die…”

เหอๆๆ ซะงั้น

Simple Rules To Prevent Sexual Harassment for Men

In ของเล่น : Playing, บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on พฤศจิกายน 25, 2006 at 1:15 pm

ไป digg เจอมา เห็นว่าเป็นประเด็นกำลังร้อนที่สนามบิน ขำ ขำ นะครับ

Simple Rules

  • Be Handsome
  • Be Attractive
  • Don’t Be Unattractive

เอ่อ มันก็จริงเหมือนกันเนอะ ไม่รู้เหมือนกันว่าถ้าเปรียบเทียบคนหน้าตาดี มีเสน่ห์เนี่ย กับคนหน้าตางั้น ๆ จากสถิติใครโดนข้อหาลวนลามทางเพศมากกว่ากัน เพราะจริง ๆ คนหน้าตาดีที่โดนหมั่นไส้ก็มีไม่น้อย แบบประมาณว่ามั่นใจเกินร้อย อย่างเช่น คุณพิษณุ นิลกลัด เขียนไว้ในมติชนสุดสัปดาห์ฉบับล่าสุด ว่า “ทำไมพระเอกจึงเปลี่ยนแฟนบ่อย” โดยบอกว่า

เหตุผลแรก ผู้ชายเจ้าชู้โดย “นิสัยดั้งเดิม”

เหตุผลที่สอง ฝ่ายหญิงไม่เข้าใจธรรมชาติและ “นิสัยดั้งเดิม” ของผู้ชายที่เป็นพระเอก

โดยเฉพาะข้อสอง คุณพิษณุให้เหตุผลว่า

 อันว่าคนที่เข้าสู่วงการบันเทิงและตั้งเป้าจะเป็นพระเอกนั้นร้อยละร้อยมั่นใจในตัวเองสูงมาก

แม้พระเอกบางคนตอนแรกเข้าวงการบันเทิงก็มาแบบไม่ได้ตั้งใจจริงจัง มาตามเพื่อน หรือผู้กำกับฯ ซึ่งสนิทกับญาติผู้ใหญ่ชวนมาเล่นสนุกๆ แต่พอเล่นแล้วเกิดติดลมเลยอยู่ต่อ พระเอกแบบนี้สุดท้ายแล้วความมั่นใจในความเป็นพระเอกก็สูงพอๆ กับพวกที่ตั้งใจเป็นพระเอก

เอิ๊ก ๆ ซะงั้น

ส่วนอะไรทำให้คนเราดู attractive (แบบเชิงวิชาการหน่อย ๆ) นั้น ผมเคยเขียนเล่น ๆ ไว้ในเรื่อง Beauty and Professor แล้วนะครับ อิอิ

จรรยาบรรณและมารยาทของการเขียนบล๊อก

In Social Networking, Thaibrarian, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous, เป็นการเป็นงาน : Seriously on พฤศจิกายน 24, 2006 at 1:58 pm

ผมเองก็ไม่ใช่ผู้รู้เรื่องบล๊อกมากกว่าคนอื่นหรอกนะครับ แล้วก็ไม่อยากเอามะพร้าวห้าวมาขายสวนด้วย เหอ ๆ ๆ เพียงแต่ไปเจอคำถามของ รศ.นพ. จิตเจริญ บนบล๊อกของท่าน เกี่ยวกับ จรรยาบรรณกับการบันทึกเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ก็เลยคิดว่า อยากจะลองแลกเปลี่ยนมุมมองกับความรู้กับคนอื่น ๆ ดูนะครับ

คำถาม: จำเป็นต้องมีจรรยาบรรณ ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ในการใช้ Blog หรือไม่

ถ้าคำว่า จรรยาบรรณ คือ ความหมายเดียวกับจรรยาบรรณที่ใช้ในวิชาชีพแพทย์ วิศวกร หรือนักสื่อสารมวลชน ที่จะต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด อันนี้ก็คงจะไม่ต้องถึงขนาดนั้น เพราะบรรดา blogger ส่วนใหญ่ ไม่ใช่นักเขียนอาชีพ ที่เขียนก็มีแต่ความสนใจใคร่รู้เท่านั้น ที่เป็นแรงบันดาลใจในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และความรู้

แต่ถ้าเป็นกฏ กติกา มารยาท ผมคิดว่ามันก็ควรจะมีกันบ้าง ถ้าเป็นการเขียนบันทึกส่วนตัวแบบสมัยก่อน ที่เขียนไว้อ่านคนเดียว จรรยาบรรณหรือกฏ กติกา มารยาทก็คงไม่จำเป็นต้องมี แต่การเขียนบล๊อกเป็นงานเขียนสาธารณะ ชุมชนคนเขียนส่วนใหญ่ก็ อาศัยความเชื่อถือ (trust) ในการสร้างชุมชนขึ้นมา สมาชิกในชุมชน หรือ บล๊อกเกอร์นั้นส่วนใหญ่ต้องการ “การแลกเปลี่ยนเรียนรู้” อย่างที่อาจารย์ว่านั่นแหละครับ แต่เพราะการเขียนบล๊อก เป็นการเขียนที่ไม่มีบรรณาธิการ ไม่ใช่ peer-review เพราะฉะนั้นมันไม่มีการเซ็นเซอร์ ไม่มีการตัดต่อ และก็ไม่มีการควบคุม ซึ่งถือเป็นจุดแข็งที่สุดของอิสรภาพในการแสดงออก ในขณะเดียวกันมันก็เป็นจุดอ่อนที่สุดของการควบคุม เพราะโลกแห่งความเป็นจริงกับโลกออนไลน์ มันเชื่อมตรงถึงกัน คนดีก็มีอยู่มาก คนไม่ดีก็มีอยู่ไม่น้อย คนดีที่รู้จักใช้เทคโนโลยีก็มีมาก คนดีที่ใช้เทคโนโลยีในทางที่ผิดก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีเลย เพราะฉะนั้นจะทำอย่างไรการเขียนบล๊อก เป็นการใช้เทคโนโลยีไปในทิศทางที่ถูกต้อง โดยไม่ให้สิทธิเสรีภาพที่ได้จากการเขียนบล๊อก ไปล่วงล้ำสิทธิเสรีภาพของคนอื่น และไม่เกิดปัญหาตามมา

อย่างไรก็ตาม การรักษามารยาท หรือปฏิบัติตามกฏ กติกา ถือเป็นเรื่องของชุมชนเป็นสำคัญ ผมมองว่าที่อาจารย์ถามมาก็จะเป็นมารยาทเฉพาะกลุ่ม ซึ่งอาจจะเป็นคนอ่านบล๊อกของอาจารย์ ชุมชนที่ทำงาน หรือชุมชนของคนใน gotoknow โดยรวม

คำถาม: ถ้าต้องมี/ควรมี จะมีอะไรบ้างครับ

Read the rest of this entry »

ประวัติศาสตร์ของการเขียนไดอารี่

In Thaibrarian, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous, ห้องสมุด : Libraries, เป็นการเป็นงาน : Seriously on พฤศจิกายน 23, 2006 at 1:22 pm

Excerpt: The History of Diaries

After reading bow_der_kleine’s entry in biolawcom about the history of blog (telling that blog is rooted from fishermen’s log books), I would like to elaborate on this topic by summarizing Catherine O’Sullivan’s article on “Diaries, Online Diaries, and the Future Loss of Archives; or Blogs and the Blogging Bloggers Who Blog Them” published in The American Archivist (vol.68, p. 53-73).

O’Sullivan said that two important factors influencing the origin of diary: the advancement of literacy and Protestant reformation. The article also mentions the development of classification of entries, bookkeeping methodology and accounting theory, and domestic affairs. Diaries also developed as sites of self-exploration, self-expression, self-construction with self-monitoring process as well as self-referential (sites of memory).

ไปอ่าน “Blog คืออะไรกันแน่ ?” ของคุณ bow_der_kleine ใน biolawcom ที่บอกว่า บล็อกนั้นเริ่มต้นมาจาก บันทึกประจำวันของชาวทะเล ถึงแม้จะมีความเป็นไปได้สูง แต่ฟังแล้วก็ทะแม่ง ๆ อยู่ไม่มากก็น้อย แต่นั่นก็อาจจะเป็นมุมมองจากฝั่งยุโรป + computer engineering นิด ๆ หรือเปล่า ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

ถึงกระนั้นผมก็คิดว่าก็น่าจะลองเขียนมุมมองของฝั่ง library + archival sciences ในอเมริกาดูบ้าง เผื่อมีคนสนใจจริงจัง

เกินครึ่งของคนเขียนบล๊อก (blogger) ในอเมริกามองว่าการเขียนบล๊อกนั้นเป็นการเล่าเรื่องราวของตัวเองในเชิงสร้างสรรค์ (self expression creatively) และการบันทึกประสบการณ์ส่วนตัว (self experience) เป็นอันดับรองลงมา (Lenhart & Fox, 2006) ดังนั้นหากจะเล่าประวัติของการเขียนบล๊อกในอีกมุมมองหนึ่ง ก็น่าจะมองไปที่การเขียนบันทึกเรื่องราวส่วนตัว หรือที่เรารู้จักกันกันในนาม ไดอารี่ (Diary) นั่นเอง

เรื่องราวใน entry นี้ ผมเรียบเรียงมาจาก Diaries, Online Diaries, and the Future Loss of Archives; or Blogs and the Blogging Bloggers Who Blog Them โดย Catherine O’Sullivan ซึ่งเป็นบทความที่ได้รับรางวัล Theodore Calvin Pease Award และได้รับการตีพิมพ์ลงใน The American Archivist ซึ่งเป็นวารสารวิชาการชั้นนำด้านจดหมายเหตุของอเมริกา

ต้นกำเนิดของการเขียนไดอารี่มีมาจากหลายสาย แต่ปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้เกิดการเขียนบันทึกอย่างแพร่หลายในฝั่งตะวันตก ก็คือ การพัฒนาของมนุษย์ในด้านการอ่านออกเขียนได้ และการเปลี่ยนแปลงของศาสนาคริสต์นิกาย Protestant

Read the rest of this entry »

Fingerprints to Enter the Library

In Thaibrarian, นโยบาย : Policy, บรรณารักษ์ : Librarian, มั่วซั่ว : Miscellenous, ห้องสมุด : Libraries on พฤศจิกายน 22, 2006 at 5:28 pm

Lately identification becomes an issue in libraries, especially academic libraries. Many academic libraries have late-night hour. Some even open 24 hours a day and 7 days a week. (See also But Every Other College Library Is Open 24/7 on ACRLblog) For security reasons, many academic libraries required late night readers to show their ID for security persons. UNC’s Daily Tar Heel also featured about this issue once last month. However, it becomes quite controversial with the recent case of an UCLA student tasered at Powell Library.

In Thailand, many academic libraries restrict their patrons to be only institution affiliated. Some even require entrance fees for outsiders. Therefore, many libraries install turnstiles with ID reader for physically restricting the access. The authentication ranges from physically check with the photo, barcode reader, magnetic tape, and even RFID. Identification cards seem to problematic to many libraries, including Chiang Mai University library.

However, begining the first semester of academic year 2006, the library has implemented this biometric authentication to access the library at all time. The implementation is pararell with the old system which is using magnetic signal. In the library’s newsletter (August, 2006), Weerachai Techawatchareekul, deputy IT manager of the library, commented that the use of magnetic ID cards, issued by the bank, has many concerns, including privacy and security of information. The library’s user database has to be synchonized with the bank. There is also an problem with the effectiveness of data transfer from the bank.

Commercially, the magnetic readers are tied with its vendors which is highly monopolized in terms of acquisition and maintenance. From user perspectives, the library found identity fraud. Many people could not enter the library because they forgot their ID. These affects the library usage statistics. Thus, they decide to go with fingerprint technology.

Spirits of Censorship: Thailand’s ICT Ministry

In Thaibrarian, การเมือง : Politic, นโยบาย : Policy, มั่วซั่ว : Miscellenous on พฤศจิกายน 20, 2006 at 4:20 pm

Sombat Bun-ngam-anong, a webmaster of 19sep.net – an anti-coup website, told the story about censorship of the website to Thairath,Thai national newspaper. He said 19sep.net was set up one day after the coup. However, it was blocked by ISP, True Internet. He said someone turned off the server switch (Hmm, I personally wondered how did he know that).

He decided to move to host outside Thailand. After 2 hours of relocation, the domain was blocked without any notice. [Typically, there is a note that who took the blocking action.] No one was responsible for the actions. The ministry of ICT blaimed the ISP with the supporting argument that the ministry has not been closed any website (Does not it sound familiar?).

It sounds possible to me that there might be some secret lines directly to an ISP to act something, due to its urgency. In emergency, the efficiency of communication could be failed, in particular no evidence supported. It could include the low self efficacy of legal literacy (or the low literacy itself) of actors as well as the abuse of “magic power” (which could easily happen in everyday life, for instance, the recent UCLA police tasers student case).

One of True’s lawyer team interestingly responded that it was false. The ministry has actually order the closure [of websites]. However, there is no official lists or letters to the ISP, even though True has eagerd asking for them. (Presumably, they asked after the action s have been done.) When True got response from its users and forward the questions to the ICT minitry, the answer was it was just cooperation. Once True did so, that was it. Supasorn, the source from True, said the ministry actually realized that they do not have any power to do so.

True has been sued by its customer regarding the closure of swiming suit website which has been reported as pornography. The problem they currently have is that they could not have any official notes from the government. Since then, True has never blocked any websites.

This reminds me of Ishmael in The End of A Series of Unfortunate Events. His favorite phrase is “I’m not going to force you, but I don’t think …”. It is not a direct command, but a magic power?

Who should responsible for this? I do not understand why the government come out and say that they did it. It would make more sense to me if they just accept that they did it. If they are reasonable, I think people would understand. Leaving it as mistery does not help the communication and the relatioship with its people.

The website is now working (I hope it is accessible in Thailand too), although there is a discussion on whether the website should be closed or not.

[via Thairath]

Economics of Social Networking

In JOMC490, Social Networking, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on พฤศจิกายน 20, 2006 at 1:02 am

Wikinomics CoverAnother aspects of social networking or Web 2.0 is economics. Don Tapscott and Anthony Williams wrote Wikinomics: How Mass Collaboration Changes Everything which will be published within the next month. There is also the first chapter available on the website which its writing style is similar to Dan Gilmor’s We the Media. However, Howard Rheingold on Smart Mobs said “the research behind the book is very solid, and their thinking about intellectual property, collaboration, innovation is deeper than their promotional copy indicates.

Here is the excerpt from the website:

Today, encyclopedias, jetliners, operating systems, mutual funds, and many other items are being created by teams numbering in the thousands or even millions. While some leaders fear the heaving growth of these massive online communities, Wikinomics proves this fear is folly. Smart firms can harness collective capability and genius to spur innovation, growth, and success. A brilliant primer on one of the most profound changes of our time, Wikinomics challenges our most deeply-rooted assumptions about business and will prove indispensable to anyone who wants to understand the key forces driving competitiveness in the twenty-first century. This groundbreaking work is inspired by a nine million dollar research project led by bestselling author Don Tapscott and sponsored by some of the world’s largest companies. Wikinomics builds on this research elucidating a new age where thanks to the Web 2.0 masses of people can participate in the economy like never before—creating a TV news story, sequencing the human genome, remixing their favorite music, designing software, finding a cure for disease, editing a school text, inventing a new cosmetic, or even building a motorcycle.

There is a section called “Subtitles” listing the suggestions for the book’s subtitle which I found interesting.

In its first Chapter, Wikinomics: The Art and Science of Peer Production, they talks about the principles of wikinomics which based on four ideas: openness, peering, sharing, and acting globally.

Conventional wisdom says companies innovate, differentiate, and compete by doing certain things right: by having superior human capital; protecting their intellectually property fiercely; focusing on customers; thinking globally but acting locally; and by executing well (i.e., having good management and controls). But the new business world is rendering each of these principles insufficient, and in some cases, completely inappropriate.

Talking about the economics of social networking, there is a discussion on who should benefit from user-create content at USC Annenberg Center’s DIY Media Weblog seconded the idea on Smart mobs.

[via Library Stuff, Smart mobs, and Cooperatics]

Thai Minister Supports Cellphone Signal Ban For Counter-terrorism

In Thaibrarian, การเมือง : Politic, นโยบาย : Policy, มั่วซั่ว : Miscellenous on พฤศจิกายน 16, 2006 at 11:52 pm

The new Thai ICT minister said registering prepaid numbers does not solve the problem in the south of Thailand. However, he declined to break the registration.

Here is what he think could help:

  • Installing closed-circuit cameras everywhere and keep monitoring and recording all the time
  • Investigating what time that terrorists usually used the phones to initiate the bombs and then close the signal in that period.

He said the ICT ministry already investigated and found that there is no specific time that terrorists used cellphone to operate the bomb. Thus, it’s hard to use this method.

I’m glad they already found out!

[via Than news]

Failure to Save

In INLS715, iTeaudemia, บรรณารักษ์ : Librarian, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on พฤศจิกายน 3, 2006 at 7:43 pm

“typically, of the order of one loss per person per year”.

Do you think forgetting to save works is just a matter of unfortunate chance? If you think so, you might have to think again.

Two British researchers, Jones from Warwick and Martin from Oxford, conducted an experiment study looking at the relationship between failure to save and general level of “susceptibility to cognitive failure” by using 25 items of Brodbent et al.’s Cognitive Failure Questionnaire (CFQ). The questionnaire is usually used in relation to physical injury and accident.

“It was found that those individuals who are more likely to lose their computing work are also more prone to cognitive failure in general…

[I]t may be inferred that it is systematic individual variation in attentional control processes” (p. 866)

One item is best predicted the number of computer losses which is “Do you find you accidentally throw away the thing you want and keep what you meant to throw away the think you want and keep what you meant to throw away?”

The study also tried to find the relationship between handedness (left-handed vs. right handed) and the failure. However, there are too few left-handed subjects to conclude the hypothesis. Also there is NO substantial relationship with the injury by falling or jumping from a high place.

I think the other items in the questionnaire [download the questionnaire (PDF) from York University's Psychological Tests for Student Use maintained by Professor Ron Okada] to the are also interesting in the sense that they happen in our eveyday life. For example, do you read something and find you haven’t been thinking about it and must read it again? Do you fail to listen to people’s names when you are meeting them? Do you say something and realize afterwards that it might be taken as insulting?

The paper discuss the role of this kind of research with the issue of HCI. However, I could imagine this type of resources helpful to supplement digital preservation studies, especially in everyday life context.

Reference:

Jones, G. V. & Martin, M. (2003). Individual differences in failing to save everyday computing work. Applied Cognitive Psychology, 17, 861-868.

[via Improbable Research and the Guardian]

$100 notebook in Thailand finds its end

In Thaibrarian, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous, เป็นการเป็นงาน : Seriously on พฤศจิกายน 1, 2006 at 12:59 am

OPLC ComputerThannews covers a story about the plan to cease $100 notebook (or One Laptop One Child – OPLC) in Thailand. The new ICT minister of the junta government said he doesn’t believe that the project would work. If the government would want to buy a computer for kids, the quality/performance should be better than that, not just like a “toy“.

The $100 notebook deal was done during Thaksin’s second term. The plan was the government will subsidize the computer and distribute to students throughout the country. However, the new government still has an idea to develop its own scheme for low cost computer.

Based on Kamthorn, a Thai OLPC team member who has been working on localization of the laptop, claimed that the team has not had a chance to explain about the project to the new minister. He also discusses about the myths about the project based on the article from Thannews (which sources are primarily commercial vendors).

For instance, the OLPC computer is just a thin client, not fully function computer. They lack of content to put in the laptops. It seems likely that the laptop does not increase productivity, etc.

Welcome to Thailand, a land of egonomy.

[via Noi's Life and Thought]

Nail it, Aussie Idols

In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous, เพลง : Music on ตุลาคม 31, 2006 at 11:48 pm

Australian IdolInto the Idolsphere, Australian Idol is my favorite. (Sorry Americans) I’ve been a fan of the show since the first season. My favorite is still the first idol, Guy Sebastian [Climb every mountain, Angel brought me here]. For the later two seasons, the ones I rooted for were the first runners up, Anthony Callea from season 2 [The prayer] and Emily William from the last season [All the way, I'm every woman, Emotion].

For me, not only the more talents, but also the music arrangement and live performance makes the show more interesting and fun to watch. Also you can see how diverse the Australian population from the show. Sometimes the rich diversity make a contestant controversial as not being a real aussie… (-_-”)

This year, only one girl survives in the talent pool among other three male final contestants. She is Jessica Mauboy, a seventeen Indonesian-root girl from Darwin, Northern Territory, who already own two touchdowns (another uniqueness of the show from Mark, one of the judges which I think it calls a good attention and makes the judges’ comments stronger). She somewhat reminds me of Lisa Tucker from American Idol season 5, a young singer who was overshadowed by big voice and big songs. Jessica came to the audition with the big song, Whitney’s I have nothing… (again)…

Here is one of Jessica’s touchdown performance, Christina’s Beautiful.

Here are other touchdown performances of the show:

You can also watch the video from the official website (I still don’t understand why people don’t use youtube instead of hosting their own streaming video files).

This year, the Aussie idol allows the contestants to use instrument. On the final seven round, using instrument is the theme of that week. It’s kind of cool. Anyway, my prediction of the winner would go to Dean Geyer (at least he will stay in the final two).
Overall, I would like to thank youtube and its community so much for being such an excellent media. I could still watch the old seasons and keep updating the current seasons…

Neutral Look To Be Official

In INLS715, iTeaudemia, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous, เด็กนอก? on ตุลาคม 30, 2006 at 11:41 pm

In addition to fingerprint, traveler’s photo is also important for identification. For verification, only human is the most reliable I guess. However, governments looks like trusting computer systems rather than human due to transparency and financial affordability.

Reliability is the major concern for the electronic verification. Hence, the British government recently bans happy face on passport photos.

[t]oothy, open mouthed grins are being outlawed from the tiny 35mm by 45mm photographs because they will throw off scanners used at airports“, according to BBC.

The facial recognition will counter the problem with open-mouth photo! Therefore, they need a neutral look which could be plotted on scale as the rule says “photographs must show no shadows: your face looking straight at the camera, a neutral expression, with your mouth closed.” So what is it actually, a neutral face? Isn’t it that kind of face we usually do when we do official photo?

Talking about taking official photos, not limited to passport ID, I am sure that you all have more or less memory about it.

Read the rest of this entry »

พลุผี

In ท่องเที่ยว : Travel, มั่วซั่ว : Miscellenous on ตุลาคม 30, 2006 at 8:44 pm

ต้อนรับฮาโลวีนด้วยพลุที่ได้รับรางวัลจากการประกวด Pyrotechnics Guild International ครับ

ถึงแม้มันจะดูไม่ผีเท่าไหร่ แต่ก็น่าดูชมดีครับ

ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.firework.org/ 

[via BoingBoing]

Google Co-Op for LIS = LISZen.com

In JOMC490, Social Networking, Thaibrarian, บรรณารักษ์ : Librarian, มั่วซั่ว : Miscellenous, ห้องสมุด : Libraries on ตุลาคม 27, 2006 at 8:35 pm

Although I’ve heard about Google Co-op, I have to admit that I just realize what it is about just yesterday from Craig’s talk. The example from his talk, Google Health, is a nice one. Well, one may think what about LIS?

Today, I just found out that there is a project building a search engine for LIS blogs, called LISZen.com, by using Google Co-op. The project is developed by Garrett Hungerford, an LIS student at Wayne State University. He has been taking the LIS blog list in LISwiki to Google Co-op. Also you could submit your blog to him as well.
[via LISNews.org]

Falling Elevator

In บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on ตุลาคม 26, 2006 at 10:46 am

No I’m not talking about ghost in the elevator…  My friend, gooogolf, just pointed me a topic in Pantip.com posing pictures of an interesting ad in the elevator…  I guess some of you may have seen it in forward mail.

scary_elevator1

scary_elevator2

(Note: I am not sure who is the copyright owner of this picture.  Since pantip.com does not preserve all posts, I did copy and post it on my blog instead of linking from the source.)

Tech Addicts Gone Wild

In บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on ตุลาคม 25, 2006 at 8:53 am

This is a follow up from my previous post on Internet addiction disorders.

The Internet and mobile phones are blamed as causes for lost kids and teenagers in Thailand as said in the Nation yesterday.  Parents pointed out that their children have been addicted to telephone (1800 phone chat), online chat, and game before they disappeared. 26 unfound kids, reported by Information Centre on Missing Persons to Stop Human Trafficking, have related behaviors.  No report tells how many kids lost in total (26 lost kids out of ??? – so we can know the proportion) and period of time (but I guess one year).

Poor Internet, cellphones, and online games… what should we do?  Ban technology for kid ages under 18?  He He  (You know I’m kidding, right?)

Be Real! Bloggers

In Social Networking, การเมือง : Politic, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on ตุลาคม 23, 2006 at 8:47 pm

China wants to control the blog communities by registering all bloggers in the country. They are working on developing a national blogging system where bloggers need to use their real name in registration but are allowed to use pseudonyms for posting.

This is not a totally new idea for online community. Identity checking seems to be everywhere online regardless of original countries where the system is developed. Many online activities, including registration, are at least tied to our email addresses.  Though one can fake, they can still trace where you access their email at least.  Having many email addresses is just like having many identities on those social networking sites.

We all know that information, even in online environment, has been highly monitored in China,  as one can suspect from any nations with low level of democratic passion. However, monitoring only may not be effective in controlling flow of information. They may need to control over the censorship as well. The system has to be competitive enough to attract bloggers to use their own system rather than other internationally born system.

Using their real identity for online activities is not something surprising idea in democracy world, isn’t it? For example, Pantip.com, Thailand’s largest online community, also require National Citizen ID number (for foreigner, you need to send a photocopy of passport) for registration. It is claimed that to assured the capability to monitor and tracability. Also they are implementing passing card, temporary login, which is tied to your email address for registration. This recent monitoring procedure is set up as they claim for security reason after there have been a lot of pressure from the government and officer. At the moment, Rajdumnern forum (political group), though opened, is restricted to members only to be able to participate in that forum.

Well from this aspect, could you tell whose democracy is stronger and more developed between Thailand and China?

[via The Nation]

Social Capital and Halloween

In INLS715, JOMC490, Social Networking, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on ตุลาคม 23, 2006 at 8:22 pm

One of the questions may be used to measure social capital of the kids on the halloween night is “if you were given lots of candy, who would you share your candy to?” The fun facts provided by National Confectioners Association give the answer that for kids ages 6-11 year olds, they would…

  • Share some with their family, 66 percent
  • Share the candy with their friends, 64 percent
  • Give some to their teacher, 26 percent
  • Keep it all for themselves, 7 percent
  • Don’t know what they would do, 2 percent

Interestingly enough, although 66 percent of kids in the States would like to share their candies to their family, ninety (90%) percent of parents admit to sneaking goodies from their kids’ Halloween trick-or-treat bags.

[Via Reuters and Hamption Union Community News]

My Book Saves My Life

In บรรณารักษ์ : Librarian, มั่วซั่ว : Miscellenous, ห้องสมุด : Libraries on ตุลาคม 22, 2006 at 1:14 pm

Alright, here is another benefit of thick textbooks: shielding from shooters.  The idea is proposed by a Union City (Okla.) Republican, Bill Crozier.

If elected, he said he would put thick used textbooks under every desk for students to use in self-defense.

This might be the guarantee that print books will be around  forever… He He
[Via Impropable Research and Koco5]

ปิดหูปิดปาก แต่ดันตะโกนกันซะเอง

In Thaibrarian, การเมือง : Politic, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous, ห้องสมุด : Libraries, เป็นการเป็นงาน : Seriously on ตุลาคม 22, 2006 at 12:25 am

Book Cover from Manager Onlineเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าหนังสือ The King Never Smiles ของ Paul M . Handley เป็นหนังสือที่ถูกสั่งห้ามจำหน่าย และเผยแพร่ในเมืองไทย (ไม่แน่ใจว่าสั่งห้ามครอบครองด้วยหรือเปล่า) โดยใครอันนี้ผมไม่ทราบชัด แต่ผมเองก็ได้ข่าวเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ มาตั้งแต่หนังสือยังไม่วางแผง แต่ที่จะพูด มันมีประเด็นในสิ่งที่คนไทย (โดยเฉพาะสื่อ) กำลังทำอยู่ ซึ่งผมเห็นว่า มันน่าพิจารณาเป็นกรณีศึกษาไว้ ก็น่าจะดีน่ะครับ (ปล. ผมไม่ได้เขียนเรื่องราวในหนังสือนะครับ หวังว่าคงจะไม่ถึงกับต้องเข้าคุก เข้าตารางนะครับ)

ทีนี้ มาถึงสิ่งที่ผมเองค่อนข้างสงสัยและผิดหวัง ก็คือ บทบาทของสื่อของไทยเราเองนี่แหละ เอาข่าวที่เกี่ยวกับหนังสือพวกนี้มาเล่นอย่างหน้าตาเฉย (ตัวอย่าง) ทั้ง ๆ ที่ข่าวที่เกี่ยวกับการสั่งห้ามจำหน่ายหนังสือที่ไม่เหมาะสม ควรจะปล่อยให้เรื่องแบบนี้มันหายไปเอง และไม่ควรจะมีการกล่าวถึงอีก ซึ่งหลายคนอาจจะไม่เห็นด้วย เนื่องอาจจะเห็นว่า การเขียนข่าวในลักษณะนี้ จะได้บอกให้คนอื่นไม่เอาเยี่ยงอย่าง แต่ถึงแม้ว่าจะเป็นการนำเสนอในเชิงต่อต้านและไม่เห็นด้วยก็ตาม มันกลับกลายการเป็นเครื่องมือประชาสัมพันธ์ให้คนอยากอ่านเข้าไปกันใหญ่ เข้าทำนองที่ว่า บอกให้คนอื่นเงียบ ๆ แต่ตัวเองดันตะโกนซะ ปาว ๆ ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ยิ่งข่าวเกี่ยวกับหนังสือเรื่องนี้กระจายมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นการระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นกฏหมายที่เกี่ยวกับการ censor เนี่ย ไม่ควรจะอนุญาตให้มีการเปิดเผยต่อสาธารณะว่า อะไรถูกสั่งห้ามบ้าง เว้นแต่จะมีการขอข้อมูลตาม พรบ. ข้อมูลข่าวสาร ในขณะสิ่งที่อนุญาตให้มีการเปิดเผยต่อสาธารณะ และให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ได้ น่าจะเป็นตัว “กฏเกณฑ์” มากกว่า

ก่อนหน้านี้ ผมก็เคยสงสัยว่า ทำไมผู้หลักผู้ใหญ่ในประเทศเรา ถึงได้ตอบคำถามกับสื่อ ทั้งในและต่างประเทศ เกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้อย่างห้วนและคลุมเครือ (ตัวอย่าง) ตอนแรกก็ให้รู้สึกสงสัยว่า ทำไมท่านเหล่านั้นไม่วิพากษ์วิจารณ์ไปเลย ว่าข้อมูลตรงไหนผิด อันไหนถูก บางทียังคิดไปเลยเถิดว่า น่าจะเขียนหนังสือ อธิบายเรื่องจริงไปให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย แต่ก็เพิ่งมาเข้าใจตอนเขียน post นี้แหละครับ ว่า ยิ่งพูดมาก ยิ่งยืดเยื้อ เรื้อรัง ยิ่งทำให้คนเขียนข่าวอยากติดตาม สู้เงียบไว้ดีกว่า

แล้วจริง ๆ ผมก็ไม่เห็นว่า คนไทยเราจำเป็นต้องไปวิ่งเต้นบอกให้เค้าหยุดขายหนังสือหรอกครับ (อย่างในข่าวนี้) ผมคาดว่าคงจะเป็นไปได้ยาก จริงอยู่ที่การเขียนถึงกิจการภายใน เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม แต่หนังสือมันก็เข้าสู่กระบวนการทางธุรกิจเรียบร้อยแล้ว และผมก็คิดว่าสำนักพิมพ์และคนเขียนเค้าคงไม่ยี่หระอะไร ดูได้จากการตอบคำถามพูดคุย การทำให้หนังสือเป็นที่กล่าวถึงมากเท่าไหร่ ยิ่งจะทำให้คนเขียนและสำนักพิมพ์ได้กำไรจากการเรียกร้องมากขึ้นเท่านั้น อีกอย่างหนึ่ง เราก็ตระหนักกันอยู่แล้วว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นมา มันเกิดขึ้นมาจากความแตกต่างระหว่างวัฒนธรรม ในขณะที่ต่างชาติเค้าก็เชื่อใน Freedom of expression อย่างสุดโต่ง (ไม่เว้นหน้าอินทร์หน้าพรหม)​ ซึ่งแตกต่างจาก Freedom of expression แบบของเรา ที่มันมีขนบทำเนียม ความเชื่อกั้นอยู่ เพราะฉะนั้น การที่จะข้ามไปบีบคอให้เค้าเชื่อหรือนับถือแบบเราก็คงจะไม่ได้ แต่เท่าที่ดูสื่อฝรั่งก็เลิกเล่นข่าวนี้ไปนานแล้ว แล้วที่เล่นอยู่ก็มีไม่กี่ที่เท่านั้น ที่เหลือก็จะเป็นเชิงโฆษณาหนังสือเสียมากกว่า

อีกอย่างไอ้ความเป็นโลกาภิวัตน์ มันทำให้เรื่อง censorship ในระดับประเทศหรือชุมชน มันมีความซับซ้อนมากขึ้น และผมเชื่อว่า คนในประเทศไทยหลายคนก็ได้อ่านหนังสือเล่มนี้เรียบร้อยโรงเรียน Yale ไปแล้ว ทั้ง ๆ ที่ไม่มีขายในเมืองไทย อย่างน้อยผมก็ได้ยินคนใกล้ชิดบอกว่าได้อ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว เพราะมีเพื่อน ญาติหรือคนรู้จักอยู่/เดินทางไปต่างประเทศ ล่าสุดตอนนี้ใน Amazon.com ก็สามารถ search inside หนังสือเล่มนี้ได้แล้วด้วย (ถึงแม้ว่าจะอ่านไม่ได้ทั้งเล่มก็ตาม) ไม่รู้ว่า ถ้าหนังสือเล่มนี้เข้าไปอยู่ใน Google Book project อีกเมื่อไหร่ เพราะฉะนั้นกฏหมายบ้านเมือง ในเรื่อง censorship ทั้งหลายเนี่ย ก็ควรจะต้องมีการพิจารณาในเชิงองค์รวมเสียที มากกว่าที่จะมองไปเป็นส่วน ๆ เพราะทุกวันนี้อะไร ๆ มันก็เชื่อมโยงกันหมด (ซึ่งประเด็นก็จะคล้ายกับ กรณีของรัฐประหารครั้งล่าสุด ที่ผมได้เขียนไว้ก่อนหน้านี้)

สมัยก่อนที่ผมเรีียนวิชา โฆษณาและประชาสัมพันธ์ สมัยเรียนปริญญาตรี จำได้ว่าตอนสอบกลางภาค อาจารย์สั่งให้ไปหากรณีศึกษาจากข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์มา แล้วก็ทำแผนการประชาสัมพันธ์มา ผมก็เลือกกรณีศึกษาของความมีพิรุธในการแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงของรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง ซึ่งพบว่ามีการตุกติกโดยคนที่สมควรได้ ก็ไม่ควรจะได้ ส่วนคนที่ไม่สมควรได้ ก็ได้เฉย เลยกลายเป็นที่ครหากันต่าง ๆ นานา ด้วยความที่เป็นคนคิดเยอะ คิดมาก ก็เขียนแผนประชาสัมพันธ์ให้กับตัวผู้บริหารคนใหม่ (คล้าย ๆ กับฟอกตัวนั่นแหละครับ) อธิบายไปเป็นสิบ ๆ หน้า ส่งไปด้วยความมั่นใจว่า แผนของเราค่อนข้างจะรอบคอบและระมัดระวัง อาจารย์ตรวจคะแนนแล้วส่งกลับมา ให้เกือบตกเลยครับ (ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ได้เกือบตกในตลอดชีวิตการเป็นนักเรียน เลยเป็นเหตุผลที่ผมต้องจำมันมาจนถึงทุกวันนี้) ด้วยเหตุผลที่ว่า กรณีแบบนี้ แผนประชาสัมพันธ์ง่ายนิดเดียว คือ ไม่ต้องประชาสัมพันธ์อะไรเลย เพราะยิ่งไปทำโน่นทำนี่ ยิ่งทำให้คนรู้สึกว่าหวาดระแวง และคิดว่า rumor มันเป็นเรื่องจริง จริง ๆ แล้ว วิธีแบบนี้ ถูกใช้ในการประชาสัมพันธ์ในเชิงการเมืองทั่ว ๆ ไปอยู่ทุกวี่ทุกวันอยู่แล้ว

พูดถึง Amazon.com แล้วมีเรื่องนึงที่เป็นเรื่องน่าแปลกใจก็คือ ณ ตอนที่เขียน post นี้ จะเห็นว่าคนที่เขียน Review ที่บอกแหล่งพำนักว่าอยู่ในเมืองไทยส่วนใหญ่ ชอบหนังสือเล่มนี้ ผมก็เลยไม่รู้ว่าเป็นเพราะ spam หรือ fake หรือเปล่า ในขณะที่คนที่อยู่ต่างประเทศ (ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นคนไทยหรือไม่) ส่วนใหญ่ไม่ถึงกับชื่นชอบมากนัก ซึ่งอันนี้ผมเองก็ตั้งเป็นข้อสังเกตไว้เพียงเท่านี้

Beauty and Professors

In INLS715, JOMC490, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous, เป็นการเป็นงาน : Seriously on ตุลาคม 19, 2006 at 10:32 am

The reliability of teaching evaluation has been investigated for a number of years. Researchers have been trying to find out the factors related to the teaching evaluation results. One of those factors includes “attractiveness“.

The article in Journal of General Psychology published in January this year (2006 – Vol. 133, No.1, p. 19-35) written by four professors at Medaille College (led by professor Riniolo) uses ratemyprofessor.com to justify the relationship between hotness and teaching evaluation results. By collecting data from four Universities, including Grand Valley State University, University of Delaware, San Diego State University, James Madison University (the selection was based on the number of rates), they found positive relationship that means the hotter professor, the higher evaluation scores. However, they admit that “[a]lthough this study has all the limitations of naturalistic research, it adds a study with ecological validity to the limited literature.

The article in Guardian also refers to another study done by Hamermesh and Parker (from UT-Austin) published in Economics of Education Review. (Note: Interestingly, they asked only six (6) students.)

Hamermesh and Parker saw a pattern in the two sets of ratings. The more beautiful the professor, the higher the teaching-quality ratings. Especially the men. Hot men drew higher teaching-quality ratings than did hot women; ugly men drew lower teaching-quality ratings than did ugly women. The report offers no explanation for this male/female disparity.

Read the rest of this entry »

Internet Addiction Disorders

In INLS715, JOMC490, มั่วซั่ว : Miscellenous, สถิติ : Statistics, เป็นการเป็นงาน : Seriously on ตุลาคม 18, 2006 at 6:50 pm

A study done by researchers at Stanford’s Medical School found that “more than one in eight US residents show signs of ‘problematic internet use.’” The data was collected from 2,513 adults around the US by using telephone survey.

5.9% felt their relationships suffered as a result of excessive Internet use;
8.7% attempted to conceal non-essential Internet use;
3.7% felt preoccupied by the Internet when offline;
13.7% found it hard to stay away from the Internet for several days at a time;
8.2% utilized the Internet as a way to escape problems or relieve negative mood;
12.3% had tried to cut back on Internet use, of whom 93.8% were successful; and,
12.4% stayed online longer than intended very often or often.

After calculating conditional probabilities, preoccupation when offline looks scariest because it is highly associated with other matters. Just for fun, I played with those figures (in Table 2 of the paper) by calculating the average (in parentheses) of these conditional probabilities of each behavior (a chance of people who have one behavior to have another one as well) and ordering them. I think the relationship might somehow tell the order of severity of each category, although it is not necessarily the case.

  1. Preoccupied when offline (0.38)
  2. Online longer than intended VERY often (0.35)
  3. Relationship suffer (0.26)
  4. Used to escape (0.24)
  5. Tried to cut back (0.23)
  6. Conceal use (0.22)
  7. Online longer than intended often (0.18)

However, the article in New Scientist point out that the most concern by this research team is hiding internet use which “mirrors the way alcoholics behave”. Then my further question is hiding the use from whom? and when do they usually hide? and why they hide? I think these questions are also interesting to follow up.

“The issue is starting to be recognised as a legitimate object of clinical attention, as well as an economic problem, given that a great deal of non-essential internet use takes place at work,” Aboujaoude says

I think this type of research is very helpful to supplement such a controversial argument whether or not the Internet has effects to individual and social life in terms of clinical and psychological aspects. At the end of the paper, it also points out the important of sociocultural factors.

Sociocultural factors warrant exploration. Social isolation and the desire for connectedness, the thrill and freedom brought on by online anonymity, and the extreme, unregulated, advertising tools used to lure individuals to Internet venues all likely play a role in promoting problematic Internet use and, as such, deserve attention. (Aboujaoude, 2006)

Also the reference of the paper looks like a very interesting list to follow.

[via New Scientist]

ไปทะเลทำไมกัน – Why see the sea?

In ภาพยนตร์ : Movie, มั่วซั่ว : Miscellenous on ตุลาคม 14, 2006 at 3:12 pm

ปรกติเวลาเลือกดูหนัง หนังประเภท road trip นี่แทบจะเป็นตัวเลือกท้าย ๆ เลยทีเดียว เหมือนกับหนัง roadtrip ของประเทศอุรุกวัย (Uruguay) เรื่อง El Viaje hacia el mar (ชื่อภาษาอังกฤษว่า Seawards Journey หรือ A Trip to the Seaside) เพราะผ่านตาหลายทีแล้ว แต่ก็ข้ามไปทุกครั้ง เพราะความที่มันเป็นหนัง road trip นี่เอง แต่เพราะเห็นมันบ่อย จนอดไม่ได้ที่จะลองเอามาเปิดดูซักครั้ง

หนังภาษาสเปนเรื่องนี้ เป็นหนังที่เล่าเรื่องง่าย ๆ (ถึงง่ายที่สุด) ของการเดินทางของชายกลุ่มหนึ่ง ที่มุ่งหน้าเพื่อไปจะไปดูทะเลเป็นครั้งแรกในชีวิต เนื้อเรื่องมีเท่านี้เองจริง ๆ

แต่รายละเอียดที่เพิ่มเติมเข้าไปในเรื่อง มันสร้างความน่ารักของหนังได้อย่างไม่น่าเชื่อ ดูไปแล้วก็อดหัวเราะคิกคักไม่ได้ เพราะความที่มุขตลกมันก็ไม่ได้ถึง แต่ก็ไม่ถึงกับทำให้ต้องหัวเราะตกเก้าอี้ ในขณะเดียวกันก็มีนัยยะดี ๆ ที่ซ่อนไว้ จนต้องทำให้ชะงักหลายหน

seawards journey; photo derived from eneccine.com

ตอนที่ชอบ ก็อย่างเช่น ถามคนที่ทำงานในสุสานว่า ในสุสาน แถวไหนที่มีดอกไม้มากที่สุด คำตอบก็คือ แถวบริเวณที่เป็นเด็กน้อย “little angle” ก็จะมีดอกไม้มากที่สุด ไม่เท่านั้น ยังมีพวกสมุนไพรมีกลิ่นหอมปลูกได้อย่างดี รองลงมาก็จะเป็น แถวบริเวณของผู้ชาย เพราะแถวนี้ก็จะมีผู้หญิงเอาดอกไม้มาวางบ่อย แต่ที่ไม่มีเลยก็เป็นพวกของผู้หญิง …

หรืออีกตอนบอกว่า เวลาคนเราเดินทาง (โดยเฉพาะเวลาขับรถ) ก็มักจะมองกันไปข้างหน้าว่าอีกไกลไหม จะถึงเมื่อไหร่ ทางข้างหน้าสวยไหม แต่จริง ๆ แล้วการเดินทางที่แท้จริง ก็คือ การมองไปข้างหลังว่าเราผ่านอะไรมาต่างหาก…

All the driver sees is what lies ahead, but the real journey is really what’s behind you. Then one day, you tell your buddies about it, and it all comes back to you, clear as crystal. And then maybe you even feel like going back again.

ส่วนอีกอัน เกี่ยวกับการร้องเพลง…​(ให้ใครฟัง)

A: Jeez, you sing awful
B: Can’t see why you bother there’s no one there to listen
A: For the cows, then. We’re like students, going out for a sing-song
B: Get that students! Students sing in the streets for other people to hear.
C: You can sign for yourself too, just for the fun of it.

ต้องยอมรับว่า หนัง road trip เรื่องนี้เด่นที่บทภาพยนต์จริง ๆ แต่อีกเรื่องที่ชอบไม่แพ้กันก็คือ ฉากของหนัง ที่ทำให้อุรุกวัยดูมีเสน่ห์มาก ๆ จนคิดว่า ถ้ามีโอกาสไปเที่ยวแถบนั้นก็น่าจะดีเหมือนกัน

แต่ตอนที่ดูจะทะแม่ง ๆ ก็คงจะเป็นตอนท้ายของเรื่อง เพราะดูมุขจะฝึด ๆ แต่มันก็ไม่ถึงกับทำให้เสียอรรถรส จนกร่อยไปหมดเสียทีเดียว แต่มันน่าจะมีอะไรให้น่าจดจำมากกว่านี้หน่อย

โดยรวม ๆ ผมให้ B+ ครับสำหรับหนังเรื่องนี้

บรรณารักษ์ออกกำลังกายอย่างไร

In บรรณารักษ์ : Librarian, มั่วซั่ว : Miscellenous, ห้องสมุด : Libraries on ตุลาคม 12, 2006 at 11:30 pm

หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นบรรณารักษ์ ทำงานอยู่กับแต่ชั้นหนังสือ ไม่มีเวลาออกกำลังกาย ดูนี่ละกัน เพื่อลบล้างทฤษฎีดังกล่าว

ทำไปด้าย…

[through librarian.net]

Unskilled and Unaware of Information Competency

In INLS715, Thaibrarian, บรรณารักษ์ : Librarian, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous, ห้องสมุด : Libraries, เป็นการเป็นงาน : Seriously on ตุลาคม 2, 2006 at 11:05 am

I had a chance to read a psychology study published in 1999 done by Justin Kruger and David Dunning. The paper won an Ig Nobel Prize in 2000, entitled “Unskilled and Unaware of It: How Difficulties in Recognizing One’s Own Incompetence Lead to Inflated Self-Assessments“. Here is what the abstract says.

People tend to hold overly favorable views of their abilities in many social and intellectual domains. The authors suggest that this overestimation occurs, in part, because people who are unskilled in these domains suffer a dual burden: Not only do these people reach erroneous conclusions and make unfortunate choices, but their incompetence robs them of the metacognitive ability to realize it. Across 4 studies, the authors found that participants scoring in the bottom quartile on tests of humor, grammar, and logic grossly overestimated their test performance and ability.

I think this is a very great exploratory study. It is fascinating to see how people think that we are “above average”. Anyway, I still have a question whether culture has some effects on the finding. I would like to see the replication of this study on other area of the world, especially in Asia where the traditional humbleness highly controls over “self-confidence”. It may also depend on tasks, goals, experiences, and such.

Thinking about information and library science, this study has some extent that could be utilized and led some discussions in ILS area.

  1. One of the questions mentioned in the paper is when (and how) do people realize they are unskilled? I think this is a good beginning point of tracking down to the cause of many problems mostly in information literacy area. We might be benefit from the discovery of this type of study. Many people might realize cognitively when they interact with fellows, objects or systems. It could be either passive or active process.
  2. On the contrary and further thought, I think about people who are overly humble or have less self-efficacy. The paper also proves that those “in the top quartile tend to underestimate their ability and test performance relative to their peers” (p.1131) which can be explained by a “false consensus effect” (When you did well, you think others did well too). There are many people walking to the library to ask librarians just for making sure whether or not what they have done is appropriate. Again such a question as “when (and how) do people realize they are information skilled?” also need some attention too. The applicability of this type of research can also contribute to information literacy. It could also contribute to human-information interaction area; for example, help system design, system guidance, etc.
  3. One of the most interesting parts (for me) is about the “above-average effect” where one believes that s/he is above average. The paper provides nice examples including business managers tend to think they are more than just typical managers or football players think they are savvier in “football sense” than other teammates. Is it the case of librarians? Do they think they are more able to perform searching than their fellows? The “Incompetence and the Failure of Feedback” has excellent explanation about the issue of “failure” which, I think, can be used to investigate search failure, including:
    • people seldom receive negative feedback,
    • “some tasks and settings preclude people from receiving self-correcting information”,
    • people still need to accurately understand why that failure occurred, even if they got negative feedback, (I personally like that explanation that sometimes you need luck.), and
    • “incompetent individuals may be unable to take full advantage of one particular kind of feedback: social comparison.”
  4. The challenge if one would conduct the replication in ILS is the measurement, since in many cases, the term “success” cannot be scientifically justified. The success of information retrieval/discovery is quite subjective based on personal satisfaction of having enough relevant information in the proper period of time. Sometimes, the answer is not dichotomous whether is yes or no and right or wrong. By having no measurement, it makes life a bit harder to make a comparison between perceived and actual performance.
  5. One of the things that I learn the most out of this paper is the concern about reliability of self-evaluation studies. I never realized that I need to be careful when I am reading those papers that involve self-evaluation as a single method.

It seems like I have a nice frame here. But wait! Am I overly optimistic and holding miscalibrated views? I guess so. :)

[via Improbable Research]

Let’s Hug – มากอดกันเถอะ

In บันเทิง : Entertainment, มั่วซั่ว : Miscellenous, เด็กนอก? on ตุลาคม 2, 2006 at 12:28 am

Paul Jones แนะนำเรื่องของ Juan Mann กระทาชายชาว aussie คนหนึ่งที่รณรงค์ Free Hug ในซิดนีย์ ออสเตรเลีย แล้วก็มีคนเอาไปทำเป็น video ลงใน youtube จนได้รับความนิยมอย่างสูง รวมถึงเพลงของ Sick Puppies ที่ใช้ใน music video ก็พลอยดังไปด้วยเลย


บางทีคนเราไม่รู้หรอกว่า เราต้องการการกอดมากน้อยแค่ไหน จนมาเห็นคนอื่นเค้ากอดกันแล้วเนี่ย เออ แฮะ… ลองดูเอาเองก็แล้วกันครับ

หญิงหม้ายแห่งเซนต์-ปิแอร์

In ภาพยนตร์ : Movie, มั่วซั่ว : Miscellenous on กันยายน 18, 2006 at 10:15 am

The Widow of Saint-Pierreช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นช่วงเวลาท่ี่แคนาดาปกครองโดยฝรั่งเศส บนหมู่เกาะอันห่างไกลและเงียบสงบที่มีว่า เซนต์-ปิแอร์ (Saint Pierre) Neel ชายหนุ่มรายหนึ่งในเมืองได้ก่ออาชญากรรม (แบบ non-sense มากอ่ะ) และถูกตัดสินประหารชีวิต แล้วถูกควบคุมโดยกัปตัน Jean และภรรยา Pauline (หรือมาดาม La) แต่เนื่องจากความที่เป็นเมืองเล็ก ๆ ไม่มี Guillotine ต้องรอให้ทางการส่ง Guillotine นี้มาให้ อีกทั้งในเมืองก็ไม่มีนักประหารก็ต้องมีการตามหา ซึ่งแน่นอนต้องใช้เวลา

ด้วยความเป็นคนใจดี และมีสิเหน่หาแก่ Neel มาดาม La เลยขอ Neel ให้มาช่วยงานและเป็นผู้ติดตาม โดยที่ Neel ไม่ต้องอยู่ในคุกตลอดเวลา  ด้วยความที่สามีผู้มีความรักและรู้ใจภรรยาเป็นอย่างดี กัปตัน Jean ผู้เป็นสามีเลยอนุญาตตามคำขอ มาดาม La พยายามจะพิสูจน์ให้คนทั้งเมืองตระหนักว่า คนเราไม่ได้เลวเสมอไป มันต้องมีความดีอยู่บ้าง และในที่สุด Neel ก็เอาชนะใจคนทั้งเมือง และกระนั้น Guillotine ก็มาถึงเมืองพอดี ส่วนกัปตัน Jean ก็กลายเป็นฝ่ายตรงข้ามกับผู้มีอำนาจบารมีอื่น ๆ ในเมือง ที่เห็นว่าการกระทำของเค้าเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง

หนังภาษาฝรั่งเศสเรื่องนี้มีการดำเนินเรื่องที่ดีมาก ไม่ยาก ไม่ซับซ้อน ไปเรื่อย ๆ แต่ก็สร้างความสงสัย (Curiosity) ในระหว่างการดูไปด้วย ชวนให้น่าติดตาม อีกทั้งมีตัวละครหลัก ๆ ไม่เยอะ ทำให้สถานการณ์มันเข้มข้น แต่สิ่งที่ชอบที่สุด ก็คือ ประเด็นที่แฝงมาในหนัง มันอดไม่ได้ที่คนดูเรื่องนี้แล้วจะต้องได้อะไรไปบ้าง ไม่ว่าจะเป็นความรัก เสน่หา ความเมตตา ความอิจฉา ความเสียสละ ความเหมาะสมกับความชอบธรรม มนุษยธรรม กฏหมู่หรือกฏหมาย โอย ร้อยแปดพันประการ ซึ่งถ้าพูดแบบนี้หลายคนอาจจะบอกว่าหนังมันต้องหนักแน่ ๆ แล้วยากแก่การจับความ ต้องบอกว่าผิดถนัด เพราะหนังผสมผสาน แทรกเอาประเด็นเหล่านี้ไว้ได้อย่างแนบเนียน จนต้องคำถามตอนจบว่า เอ๊ะ มันสร้างขึ้นตามเรื่องจริงหรือเปล่าเนี่ย เพราะมันดูเนียนและมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นในชีวิตจริง

สรุปแล้วผมให้ A ครับสำหรับหนังเรื่องนี้

ข้อมูลเพิ่มเติม: IMDB – Veuve de Saint-Pierre, La หรือชื่อภาษาอังกฤษคือ The Widow of Saint-Pierre

ติดปกซีดี – CD Coverism

In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous, เพลง : Music on กันยายน 15, 2006 at 5:32 pm

Abstrace: I am addicted to new features on iTunes right now. I have spent many hours per day on seeking CD artwork images on the Internet. I went to Amazon, Google (Music) to get the artworks. What an addict! However, there are still more obstacles on the way to complete this ongoing project.. (-_-”)

ไม่อยากเชื่อว่า ทุกวันนี้ใช้เวลาอยู่กับคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ทนานมาก มันมีอะไรให้ทำนักหนาก็ไม่รู้แฮะ ไม่ว่าจะเป็นอ่านข่าว เขียนบล๊อก อ่าน-เขียนเว็บบอร์ด ดู Youtube ดาวน์โหลดเพลง คุยกับเพื่อน ไหนยังไม่รวมเวลาทำงานอีก

iTune's Jukebox
ล่าสุด iTunes ตัวใหม่ทำพิษซะแล้ว ก็เพราะไอ้ function ที่มันเหมือน jukebox นั่นแหละ ด้วยความที่เป็นคนอยากให้มันเต็มสมบูรณ์ ก็พยายามหาหน้าปกให้มันครบ เพื่อให้มัน “ดูดี” ก็เท่านั้น ทั้ง ๆ ที่ใช้คนเดียวแท้ ๆ แต่อยากอ่ะ ตอนนี้มีเพลงใน iTunes เกือบ 5 พัน มีเพลงที่มีข้อมูลอัลบั้มอยู่ประมาณสามพันห้า (ถ้าใช้แบบคาดคะเน เอา 5 หาร – ใช้ค่าเฉลี่ย 5 เพลงต่ออัลบั้ม – ก็ตกประมาณ 700 อัลบั้ม) ตอนนี้มีอัลบั้มที่มีหน้าปก (หรือรูป) อยู่แล้วประมาณ 60-70% ตามสายตาคะเน แต่ละอัลบั้มก็ไม่ใช่ว่าจะหาได้ง่าย ๆ ถึงแม้มันจะสามารถดึงภาพหน้าปกได้อัตโนมัติก็เหอะ แต่ก็มีปัญหาอยู่เยอะ

1. แน่นอนเพลงไทย มันดึงหน้าปกไม่ได้ For sure แต่ก็ไม่ควรประมาท เพราะตอนแรกสุดที่ทำก็คือ select all แล้วก็สั่งให้มันหาอัตโนมัติ หาได้บ้างไม่ได้บ้าง ที่ตลก ก็คือ ตอนแรกคิดว่า bot มันจะไม่เก่ง มันเก่งเกินซะอีก เพราะ Album The Best of Loso ของ Loso มันหาเจอหน้าปกด้วย! แต่ไม่ใช่หน้าปกของ Loso นะ แต่เป็น The Best of Lobo โดย Lobo ป๊าด ฮาไป

2. โปรแกรมหามันก็เก่งพอสมควรนะ ถ้าชื่ออัลบั้มไม่ตรงเป๊ะ ๆ มันก็ยังหาได้ อย่างพวกอัลบั้ม Single งี้ แล้วมันชอบต่อท้าย (Single) มาด้วย หรือเพลง Soundtrack ก็เหมือนกัน แต่ละอัลบั้มก็ identify ไม่เหมือนกัน ถ้าเป็นใน Amazon มันก็เขียนท้ายว่า Music From Original Soundtrack หรือถ้าเป็นอันอื่นก็อาจจะเขียนต่อท้ายวงเล็บว่า Soundtrack เฉย ๆ แล้วมันก็ยังหาไม่ได้อยู่ดีอ่ะ ตอนหลังตัดพวกคำสร้อยออก เหลือแต่ชื่อหนัง มันถึงจะดึงมาได้

3. ทีนี้ในกรณีอัลบั้มที่หาไม่ได้จริง (ซึ่งก็มีเยอะเหมือนกันนะ) ก็ไปหาใน Amazon ซึ่งมันมีรูปหน้าปกเป็นส่วนใหญ่ หรือไม่ก็หาใน google ค้นโดยใช้ชื่ออัลบั้มกับชื่อศิลปิน

4. แต่ถ้าหาไม่ได้จริง ๆ ก็กลับมาเช็คว่า ชื่ออัลบั้มกับคนร้องมันตรงกันหรือเปล่า ปรกติถ้าเข้าไป check ใน Amazon ก็พอจะรู้ แต่บางทีก็ไม่ได้ เพราะ

  • ชื่ออัลบั้มผิด หรือชื่อนักร้องผิด
  • ชื่อเพลงไม่มีในอัลบั้มที่เขียนไว้
  • เป็นเพลงในอัลบั้มเพลงรวม ซึ่ง Amazon ไม่ค่อยมีแฮะ

เพราะฉะนั้นก็ต้องตรวจสอบ วิธีการที่จะตรวจสอบก็คือ ใช้ Google Music แทน งงใช่มั๊ยหล่ะ ว่า Google Music มาจากไหน มันก็เป็น Function การค้นของมันที่ถ้ามันรู้ว่าเกี่ยวกับเพลง มันก็จะมี Highlight ผลออกมา ก็เหมือนกับ Google Movie ที่สามารถ Track ข้อมูลเกี่ยวกับโปรแกรมหนังของโรงหนังใกล้บ้านได้ สะดวกดี ซึ่ง Google Music เนี่ยมันไม่ได้ Link ต่างหากอ่ะ ต้องค้นคำค้นที่เกี่ยวกับเพลงซะก่อน แล้วค่อยหาไป (trick ก็คือ ให้ใส่ชื่อนักร้อง หรือวงไปก่อน แล้วค่อยใส่ชื่อเพลงตามชื่อนักร้อง – จะก่อนก็ได้ – แล้วมันก็จะบอกว่าเพลงที่เราหานั้น มันอยู่ในอัลบั้มไหน) ซึ่งขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ใช้เวลาพอสมควรเลยอ่ะ แล้วใช่ว่าหามาได้แล้ว iTunes จะหาได้อัตโนมัติทุกครั้งไป บางทีก็ต้องย้อนกลับไปหาใน Amazon อีกที

5. สำหรับเพลงไทย อาจจะต้องตัดใจ ใช้รูปศิลปินที่หาได้จากเว็บแทนหน้าปก เพราะลองหาดูแล้ว หายากมาก หรือถ้ามีก็รูปกะจิ๊ดเดียวเอง ที่ยากไปกว่านั้นก็มีอีก คือ พวกเพลงพื้นบ้านของชาติอื่น ๆ (รวมถึงเพลงไทยเดิม) ด้วย ซึ่งหายากมาก เพราะฉะนั้นก็คงต้องหารูปอื่นมาแปะแทน

6. ปัญหาใหญ่อีกอันคือ ไอ้เพลงที่ไม่มีอัลบั้มเนี่ยแหละ ทั้งภาษาไทยภาษาอังกฤษ จะต้องไปรื้อค้นหาข้อมูลมาใหม่เลย แต่คิดว่าถ้าใช้ Google Music อาจจะง่ายขึ้น แต่เพลงไทยเนี่ยไม่แน่ใจ

โปรเจคช้างจริง ๆ นะเนี่ย ว่าแต่จะเอาเวลาที่ไหนไปทำวะเนี่ย??? แต่ก็หน่ะ ก็เลยคิดว่า ทำไปเรื่อย ๆ เพราะปรกติก็ชอบฟังแบบ random อยู่แล้ว มันย้ายไปทางไหน แล้วเห็นว่าไม่มีหน้าปก ก็ค่อยหาละกัน ไม่งั้น อยู่แต่ iTunes เป็นเดือนแน่ ๆ แค่นี้ก็แย่แล้ว กลับบ้านมาทีก็ได้แต่เปิดเล่น iTunes เห้อ…

Network of Representation

In JOMC490, Social Networking, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous, เป็นการเป็นงาน : Seriously on กันยายน 15, 2006 at 12:52 am

** This post is just another self-revelation piece. There is no evidence supported or academic grounded. Thus, READ CAREFULLY **

In Blogging class, Carolyn mentioned about social network for animal lovers (see the list in class’s wiki).  Now the social network welcome more dimensions of representations. The representation network allows people to maintain their own identity while they can grow their nodes of connection. However, the representation has to be unique and can be link to owner’s identity.

I tried to catch what are today’s keywords from danah’s talk. Representation is one of the words. As long as I remember, I had not heard the word “identity” much. Well yeah, it was not a talk primarily about identity but I would think the term would appear more somewhere during the talk. Many scenarios discussed dealt with something about someone, but not quite exactly “identity”. Why did I say so?

What is actually identity?

Here are what I got from wikipedia:

In philosophy, the issue of personal identity concerns the conditions under which a person at one time is the same person at another time. From personal identity

.

Identity is an umbrella term used throughout the social sciences for an individual’s comprehension of him or herself as a discrete, separate entity. From identity (social science).

The crisis at friendster is the one proving that people would like to play with the conditions under which a person at one time is NOT the same person at another time. A fake profile does not leave any clue about a people who created it. Therefore, the word identity might not fit into social network scheme anymore. I would leave identity for idealistic situation. Instead, I prefer to use representation as a broader sense of identity. In another sense, the representation is the form of communication of identity.

So what are the differences between identity and representation?

Here is from what I understand. Think about the beginning of the classroom. A teacher would want to check the attendance by calling individual student’s names. Students are expected to reply back, “Yes!”. Generally, a teacher would look up from the name list and see the position of the one just responded. However, there could be a case when a teacher never looks up from the list and keep reading the students’ names. What the teacher uses for validation the identities are the students’ voices. Students use their voice as representation. Therefore, in case that I am absent that class and I have a friend who can pretend my voice, he could use my “representation” to prove my identity and existence.

It is the case that Claimid has aboutness section with “about me” and “not about me” option. Definitively, I do not think what is “not about me” (even it is “created by me”) can considered as identity. Instead, it is another form of representation that can be link to me identity (if applicable or allowed).

Why is it significant in social network study?

The ideal situation of social network such as facebook, myspace, orkut, or friendster, would be that all members reveal their actual identity. In that case, we do not need to concern about the representation. However, in the reality, whether physically or virtually, (or whether show or not) there are various dimensions of personal representation out there. For example;

Continuum of personal representation (From my conceptual mapping)

Real ———-> Masked ———-> Liar

Real refers to a person who reveal their own identity and maintain it everywhere and over period of time. This person also has a single role replicating across different communities.

Masked refers to people who reveal their own identity. However he or she might not maintain it everywhere and over period of time. However, across different communities, this guy change his roles.

Liar refers to people who fake their identity without maintain it. Definitely, s/he has different roles from community to community. The trickest thing that I am thinking now is if s/he maintain it over period of time and everywhere, can liar become real?

These dimensions should have different patterns of representation. If we could recognize these patterns, we might be able to develop a system to effectively police and govern online community. We can use Rhetoric situation to frame the concept. Also, we can connect this framework to study how trust happen in social network. What factors affect the maintenance, improvement, or deconstruction of trust in that environment? This understanding would help us to understand the characteristics of the community/society.

In terms of applicability, the understanding of representation would help the innovation of new type of social networking (unless we think “Ok, it’s enough”).

เมื่อความต้องการทางเพศถูกเปิดเผย

In บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on กันยายน 11, 2006 at 5:24 pm

คราวก่อนเขียนเกี่ยวกับ MiniFeed ใน Facebook ที่มีประเด็นเกี่ยวกับความลับส่วนบุคคล… คราวนี้มาอีก case นึงละ คราวนี้แย่กว่าเก่าเยอะ เป็นเรื่องที่ได้มาจาก Boing Boing นะครับ

ปล.post นี้อาจมีเนื้อหาที่ค่อนข้างหมิ่นเหม่ แต่เนื่องจากเป็นประเด็นน่าคิด ดังนั้นกรุณาคิดตาม และใช้ความระมัดระวังในการเปิด link ต่าง ๆ นะครับ

เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่า มีกระทาชายนายหนึ่งในเมือง Seattle ชื่อ Jason Fortuny เค้าต้องการทำการทดลองเชิง Reality โดยทำการ post ประกาศเป็นผู้หญิงต้องการหาเซ็กซ์ (ผมอ่านแล้วค่อนข้าง… มาก เพราะฉะนั้นขออนุญาตไม่ทำ link นะครับ ถ้าอยากหาอ่านลองตาม Boing Boing เอาดูครับ แต่ขอเตือนว่ามันแรงครับ) ลงใน Craigslist (สำหรับคนที่ไม่รู้จัก Craigslist ลองไปหาอ่านใน Wikipedia ดูนะครับ คร่าว ๆ ก็เป็นเหมือนเว็บที่ตอบสนอง local community ในอเมริกาสำหรับขายของแลกเปลี่ยนแล้วก็ประกาศต่าง ๆ ซึ่งก็รวมประกาศหา “คู่” ไว้ด้วย) แล้วก็ให้คนที่สนใจติดต่อทางอีเมล์

หลังจากนั้นก็มีคนติดต่อมาหาเค้า 178 คน (ในจำนวนนั้น 145 คนส่งรูปใบหน้าและรูปเจ้าช้างน้อยมาด้วย) แล้วหลังจากนั้นตา Jason ก็เอาชื่อ email ข้อความ รูปภาพ IM ข้อมูลส่วนตัว ทุกอย่างที่ได้รับ post ลง wiki สาธารณะ (ซึ่งเช่นกัน ผมก็ไม่อยากให้ link เลย ถ้าอยากได้ก็ไปหาที่ Boing Boing ดูอีกทีละกัน)

เท่านั้นแหละ ตาคุณพี่ Jason เนี่ยก็โดนข่มขู่ไม่ว่าจะขู่จะเอาชีวิต หรือไม่ก็ฟ้องร้อง ให้เอาข้อมูลเหล่านั้นออกจาก wiki ไม่ว่าจะเป็นทางโทรศัพท์ อีเมล์ แต่ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ เค้าไม่สำนึกหน่ะสิครับ เค้าก็เอา email และบทสนทนาที่ได้จาก IM และทางโทรศัพท์มา post ต่อใน wiki… คือ

ก็มีหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าการกระทำของพ่อหนุ่มรายนี้ผิดกฏหมายของรัฐวอชิงตัน แต่ไม่แน่ใจว่ามันผิดข้อไหน (???) แต่ที่แน่ ๆ ตา Jason ตอนนี้โดนประณามและก็มีคนพยายามจะเอาคืน บทความในหลาย ๆ ที่ต่างก็ประณามการกระทำแบบนี้

มิหนำซ้ำตอนนี้ยังมีคนทำเลียนแบบอีกแหน่ะ ดีจริง ๆ

เรื่องนี้จริงอยู่ที่การประกาศหาเซ็กซ์เป็นเรื่องที่น่ารังเกียจและไม่สมควร ไม่ว่าจะสังคมไหนในโลก แต่ถ้ามองในเชิงในเรื่องของสิทธิ คือ คนเหล่านี้เค้าต่างให้สิทธิในความเป็นส่วนตัวกับคนที่เค้าต้องการจะให้ นั่นก็คือ คนที่รับสาร แต่กลายเป็นว่า ไอ้คนรับสารมากระจายต่อสาธารณะเช่นนี้ ผมว่ามันก็เป็นการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวได้เช่นกัน

เช่น ในนั้นคนนึงที่ใช้ email ของ microsoft อีกคนใช้อีเมล์ทางการของทหารเลยทีเดียว ไม่รู้ว่าป่านนี้โดนออกไล่จากงานไปแล้วหรือยัง หรือบางรายแย่ยิ่งกว่านั้นก็คือ ภรรยาหรือครอบครัวของคนเหล่านี้มาเห็นเข้า ก็คงถึงขั้นบ้านแตกกันเลยทีเดียว (โดยเฉพาะคนที่มีครอบครัวแล้ว)​ ก็ถือว่าซวยไป แต่คิดไปคิดมาก็น่าสงสาร แต่อีกใจนึงก็น่าสมเพช (โดยเฉพาะคนที่มีครอบครัวแล้ว) จริงอยู่ที่คนเหล่านี้มีความผิด (โดยเฉพาะคนที่มีครอบครัวแล้ว)​แต่ก็คุณพี่คนนี้ก็ไม่รู้จักสำนึกเลยแฮะว่าจะทำให้คนอื่น (และตัวเอง) เดือดร้อน

คนที่เอาเรื่องมาเปิดเผยเนี่ยแหละ ก็ตัวดี บางครั้งคนเราถ้ารู้จักเคารพซึ่งกันและกัน สังคมก็คงจะสงบมากกว่านี้ ในเชิงจิตวิทยาก็เป็นอะไรที่น่าสนใจว่าการที่เค้าทำไป มีเหตุผลทางอารมณ์ หรือทางสมองอย่างไร เค้าไม่คิดบ้างหรือว่า ถ้าเกิดไปพบคนที่เป็นคนในครอบครัว หรือเพื่อนฝูงเค้าเข้า เค้าจะรู้สึกอย่างไร มันก็ช่างทำไปด้าย… แล้วในเว็บทั้งหลายที่ตาคนนี้เค้าเขียนไว้ ก็ไม่ได้บอกวัตถุประสงค์ว่าต้องการอะไรจากการทดลองในครั้งนี้ ทดลองไปเพื่ออะไร ต้องการจะดูอะไร คือดูแล้วมันเป็นเหมือนคนรักสนุก หรือต้องการเรียกร้องอะไรบางอย่าง…

เครื่องขาย ipod

In ของเล่น : Playing, มั่วซั่ว : Miscellenous on กันยายน 10, 2006 at 6:32 pm

ไป digg มาเลยวิดีโออันนี้ น่าสนใจดีแฮะ

ไม่รู้ว่าของจริงหรือของปลอมแฮะ แต่ท่าจะดีถ้าเอาไปตั้งแถว ๆ พวกสถานีรถไฟ สนามบิน คนคงซื้อกันเพียบ แต่ผมนึกไปถึงถ้าในอนาคตมีจริง ๆ ต่อไปพวกมือถือ gadget ก็คงไปขายในตู้แบบนี้เหมือนกัน เหอๆๆ

มือถือกับวัฒนธรรมไทย

In การเมือง : Politic, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on กันยายน 10, 2006 at 9:55 am

เห็นข่าวนี้ก็ขำแฮะ [Thai] Govt unveils alternative cell phone downloads จาก The Nation ที่ขำไม่ใช่ตัว project นะ แต่เป็นเหตุผลที่มาของ project นี้ต่างหาก

To counter the trend of people downloading obscene photos and ring tones onto their cell phones

ถ้าปัญหาทางวัฒนธรรม สามารถแก้ไขด้วยการสร้าง “ทางเลือก” ประเทศไทยคงจะไม่ต่างอะไรกับจีนในด้านวัฒนธรรม ที่รัฐบาลควบคุมความเป็นไปของวัฒนธรรมอย่างละเอียดยิบ (หรือ เค้าต้องการให้เป็นอย่างนัั้น จริง ๆ)

ความจริง project ลักษณะแบบนี้ที่มาจากรัฐบาล ผมว่าค่อนข้างอันตรายแฮะ เพราะผมรู้สึกว่าว่ามันเหมือนว่าเป็นการบีบบังคับกลาย ๆ ว่า เราต้องชอบสิ่งเหล่านี้นะ นี่คือสิ่งที่รัฐบาล “คิดว่าถูก คิดว่าควร” แทนที่จะปล่อยให้เป็นการขับเคลื่อนของชุมชน ของสังคมอย่างแท้จริง โดยรัฐบาลมีหน้าที่เพียง สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน แล้วก็ “ควบคุม” ให้อยู่ในกฏระเบียบของบ้านเมือง

จริง ๆ กระทรวงวัฒนธรรมเป็นกระทรวงที่ต้อง pro-active สุด ๆ แล้วก็ไม่สามารถบินเดี่ยวได้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลาย ๆ ฝ่าย อีกอย่างการจะทำตัวเป็นพวก conservative จัดเนี่ย แทนที่จะกลายเป็นการช่วย balance ทางสังคม อาจจะกลายเป็นการสร้างความแตกแยกอย่างรุนแรง จนในที่สุดก็ทำให้เกิดการต่อต้านสิ่งที่รัฐพยายามหยิบยื่นให้ได้ วัฒนธรรมเป็นเรื่องของ “ชุมชน” ที่นอกเหนืออำนาจของปัจเจกบุคคล จะไปบีบคอใครคนใดคนหนึ่งในชุมชนแล้วบอกว่า ต้องทำอย่างนั้น อย่างนี้นะ ถึงจะเป็นวัฒนธรรมที่ดี…

การรักษาวัฒนธรรม คือ การรักษาชาติ แต่การบีบคั้นทางวัฒนธรรม คือ การทำร้ายประชาชนและประชาธิปไตย (ที่หลายคนอ้างว่า กำลังรักษากันสุดชีวิต) ท้ายสุดก็จะกลายมาเป็นคำถามเดิม ๆ ว่า กระทรวงวัฒนธรรมมีไว้ทำ…อะไร?

ทำไมไม่ไปลองศึกษาระบบ Social Network ดูนะ ผมว่าถ้าเค้าจับได้ถูกจุด มันน่าจะได้ดีแน่ ๆ มีอะไรให้กระทรวงนี้ได้ทำอีกเยอะเลย

ขออภัย ไม่มีจดหมายถึงผู้รับ

In บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on กันยายน 7, 2006 at 11:57 pm

วันนี้เป็นอีกวันนึงที่ยุ่งมาก เพราะต้องรีบส่งต้นแบบคำนวณ ROI ให้กับคนให้ตังค์ ก็นั่งปั่นไปกับ Don จนถึงทุ่มนึง ด้วยความที่ยุ่งมาก ก็ไม่มีเวลาเช็คเมล์เท่าไหร่

ปรกติเป็นคนเช็คเมล์บ่อยมาก เพราะชอบเปิดโปรแกรมทิ้งไว้ เมล์มาปุ๊บ เปิดทันที ซึ่งเป็นนิสัยที่ไม่ดีเลย (เพราะมันทำให้เป็นคนขาดสมาธิ ไม่สามารถจดจ่อกับงานที่ทำได้นานนัก) พักหลัง ๆ เนี่ยเลยต้องตั้งให้มันเช็คทุก ๆ 30 นาที แทนที่จะเป็นแบบ 5 นาทีแบบแต่ก่อน

กลับเข้าเรื่องวันนี้ต่อ ก็พอทำงานเสร็จ (ประมาณทุ่มนึง) ก็เห็นโปรแกรมเมล์เปิดไว้ แต่ไม่มีเมล์เข้า เมล์สุดท้ายที่มาก็ประมาณเก้าโมงเช้า ก็ตกใจ เป็นไปได้ไงเนี่ย ไม่มีเมล์มาเลยตั้งแต่เช้า ใจนึงก็รู้สึกดีแฮะ ประมาณว่าไม่มีเรื่องอะไรเลย แต่อีกใจนึก็รู้สึกแปลก ๆ ว่าเป็นไปได้ไง

พอบอกเพื่อนที่ทำงาน มีแต่คนบอกว่าเป็นไปไม่ได้ ยังไงก็ต้องมี คนมันเคยมีมาทุกวันนี่นา ต้องมีอะไรผิดปรกติเกี่ยวกับโปรแกรมแหละน่า สรุปก็เป็นจริง ประมาณว่า connection มันหลุดหรือไงเนี่ยแหละ ก็เลยไม่ได้ check อีกเลย พอเปิดมาอีกที มีมา 20 กว่าฉบับแหน่ะ เหอๆๆ

ที่แปลกใจไม่ใช่โปรแกรมแฮะ แต่แปลกใจกับความรู้สึกตัวเอง เพราะมองกลับไป เมื่อก่อนที่ไม่เคยใช้อีเมล์หรือมีเมล์มาอาทิตย์ละ 2-3 ฉบับ ไม่มาก็ถือว่าไม่เแปลก มาจนปัจจุบัน มันต้องไม่ต่ำกว่า 10 ฉบับ ถ้าไม่มาก็คิดว่าผิดปรกติอีกแหน่ะ เวลาที่ไม่สามารถใช้เมล์ได้พักใหญ่ ๆ (แบบเป็นวัน ๆ หรือเป็นอาทิตย์เนี่ย) กลับมาเปิดอีกที มันรู้สึกตื่นเต้นดี เหมือนสมัยที่ใช้อีเมล์ใหม่ ๆ พอเห็นเมล์ใครมาก็รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก เหอๆๆ เหมือนแบบสมัยก่อนถ้ามีไปรษณีย์มาส่งที่หน้าบ้าน จะรู้สึกตื่นเต้นเป็นพิเศษ

ก็เลยทำให้นึกถึงช่วงที่ไม่มีโทรศัพท์มือถือสมัยอยู่ที่นี่ใหม่ มันก็รู้สึกดีนะ เพราะ 1) ประหยัดตังค์ 2) ไม่มีคนโทรตาม 3) ไม่จำเป็นต้องใช้เป็นประจำ มันรู้สึกว่าเป็นความอิสระอย่างหนึ่ง แต่ก็อย่างว่า มันก็มีความยืดหยุ่นในชีวิตต่ำ ตอนนี้ก็เลยเพิ่มความยืดหยุ่นด้วยการใช้ VOIP ถึงแม้จะไม่ทุกที่ทุกเวลาเหมือนโทรศัพท์มือถือ แต่มันก็ใช้ได้มากกว่า 1 ที่

Why I keep hiding mini feed on Facebook?

In JOMC490, Social Networking, Thaibrarian, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous, เด็กนอก? on กันยายน 7, 2006 at 11:10 pm

Although I have my profile on Facebook, I occasionally check and update my profile. To have my profile on there, it does not mean I already dedicate my privacy to my friends and my community online. On the other hand, to protect my privacy, it does not mean I cannot have my identity somewhere virtually. So what is my privacy actually? What am I protecting now?

In face to face relationship, I do have friends, not too many. I like have small close friends, rather than large group of known persons. Do I tell everything about my life to all of my close friends? Hmmm, I guess not. They know me, but they do not need to know every single piece of me… why? because friendship does not always begin with background checking. So as romantic relationship, isn’t it?

Multidimension is an attribute of all kind of relationship. Maintaining the thickness (or thinness) of relationship is the art of living and surviving. Even as a celebrity, s/he has thin privacy protection line, his/her life still has dark (or at least gray) side somewhere as his/her valuable assets.

“None of my business” is as important as “none of your business”. I do not want my logs to be shown. Neither do I want to know other logs. Facebook’s mini feed is another step toward decreasing multidimension of life.

Privacy is my asset. It is my “copy” right to reveal or conceal. No one has a right to make a copy and distribute it until I allow to. I should be able to control it, right? Turrell made a good point about privacy is broken when he know whom I maintain (or ruin) relationship with.

Typically, people protect their privacy because they are afriad someone will take advantage of acknowledging their information about themselves.

I know my post will be similar to thousands of post virtually. Maybe there are ten people writing their blogs about the same thing that I am writing. But it might be a good thing to help the Facebook folks to know what we think.

Although I believe in Thai metaphor saying “there is no secret existing in the world”. However, I also believe that “there is no absolute celebrity in the world” as well.

ไม่หลบแต่อยากไม่เปิดเผย

In Social Networking, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on กันยายน 7, 2006 at 10:22 pm

แน่นอน ตอนนี้ถ้าพูดถึงประเด็น Social Network ที่ hot ที่สุดหรือเรื่องที่เกี่ยวกับ Privacy ที่ Hot ที่สุด คงหนีไม่พ้นเรื่อง Facebook อย่างแน่นอน ถึงขนาดติิดอันดับคำค้นสูงสุดของ technorati ในช่วงนี้ ขอเล่าคร่าว ๆ สำหรับคนที่ไม่ได้ตามข่าวละกัน

Facebook เป็นเหมือน Myspace แต่จำกัดในหมู่นักเรียน นักศึกษาในสถาบันการศึกษาต่าง ๆ โดยใช้ email ของสถาบันเป็นตัว verify แล้วในนั้นเราก็สร้าง profile แล้วก็สร้างชุมชนออนไลน์ขึ้นมา ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่นักศึกษามาในปัจจุบัน (คงไม่ขอเล่ารายละเอียดมาก ลองหาข้อมูลใน wikipedia ดูละกันครับ)

แต่เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา Facebook เกิดการเปลี่ยนแปลงโฉมครั้งใหม่ โดย Function ที่เตะตามากที่สุด ก็คือ mini feed ซึ่งได้เจ้า mini feed เนี่ยเองที่เป็นตัวเจ้าปัญหา เพราะมันคือเก็บความเคลื่อนไหวทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับตัวคุณ (ไม่ว่าคุณจะทำหรือคนอื่นทำเกี่ยวกับตัวคุณ) แล้วก็ออกมาป่าวประกาศให้เพื่อนของคุณได้รู้ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับคุณ และเพื่อนของคุณ ส่วนเพื่อนของคุณก็จะรู้ความเคลื่อนไหวของคุณด้วยเช่นกัน

แน่นอน มันดูเป็น Function ที่ตื่นตาตื่นใจ แต่กลายเป็นว่า Facebook ได้ก้าวเข้าสู้เขตขัณฑ์ที่อันตรายเข้าให้เสียแล้ว ปรกติ user มีอำนาจในการควบคุม identity ของตัวเอง (เกือบเต็มที่) แต่ Function นี้กลายเป็นว่า User ไม่สามารถ Control อะไรได้ อีกทั้งยังไม่สามารถ set ให้มัน off ได้อีกด้วย

จนเกิดเป็นที่ไม่พอใจกันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในหมู่คนใช้ Facebook เองเนี่ยแหละ ซึ่งหลายฝ่ายก็พยายามรวบรวม Petition ไปยัง Facebook ให้เอา Function นี้ออก

ผมเองก็เป็นหนึ่งในคนใช้ facebook แต่เป็นแบบพวกอยากรู้อยากลอง ไม่ได้กะไปหาเพื่อนอะไรจริง ๆ จัง แต่พอให้รู้ว่ามันเป็นยังไง เวลาคนพูดถึงจะได้เข้าใจ ทุกครั้งที่เข้าไป log in ก็ประมาณว่าเข้าไปดูว่า profile ตัวเองมีอะไรแปลกปลอมหรือเปล่า… เพราะอย่างที่บอกเราไม่สามารถควบคุม identity ของเราเองได้ทั้งหมด (เช่น มีรูปเราไปอยู่ที่ profile ของคนอื่น แล้วคนอื่นมา tag ชื่อเราไว้ หรือมีคนมา comment แปลก ๆ ใน profile ของเรา เป็นต้น)

ส่วนไอ้ mini feed เนื่องจากมันปิดไม่ได้ เพราะฉะนั้นพอมี update ที ผมก็ลบ (แต่ในระบบมันบอกว่า hide) มันออกทีละอัน ถามว่าทำไมถึงต้องลบ… จริง ๆ มันไม่มีอะไรเสียหายหรอกครับ เพราะผมไม่มีอะไรจะปิดบัง เพียงแต่รู้สึกว่ามันคือ “สิทธิ” ของผมที่จะไม่เปิดเผยให้สาธารณะรู้ คนที่รู้จักผมก็ไม่จำเป็นต้องรู้จักผมลึกซึ้งเท่ากันหมด มันต้องมีความหนา บาง ไม่อย่างนั้นสังคมนี้มันก็คงไม่ต้องมี serendipity ไม่มีความเป็นส่วนตัวกันต่อไป…

ส่วนคนที่อยากติดตามความเคลื่อนไหว พร้อมกับบทวิเคราะห์เชิงลึกลองไปอ่านใน blog ของ Fred เค้าเขียนไว้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว…

อันดับมหาลัยไทยเพื่อใคร

In บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous, เป็นการเป็นงาน : Seriously on สิงหาคม 31, 2006 at 11:06 am

วันนี้เล็กกี้เอาลิงค์ข่าวเกี่ยวกับ การจัดอันดับสถาบันอุดมศึกษาไทย มาให้อ่านบน weareit.net

แน่นอนเมื่อมีการจัดอันดับ มันก็ต้องมีคนที่ดีกว่าและคนที่ด้อยกว่า คนที่ดีกว่าก็หน้าบานกันไป แล้วก็สงบปากสงบคำ คนที่ด้อยกว่าก็มักจะออกมาบอกว่า สถาบัน x เนี่ยนะ ได้แค่นี้ ไม่จริง เพราะฉะนั้น rank นี้ไม่น่าเชื่อถือ blah blah blah… (ดูได้จาก comment ในข่าวนั้นเป็นตัวอย่างได้) แต่นักวิชาการด้านสังคมศาสตร์หรือนักวิชาการศึกษาบางคนก็อาจจะออกมาบอกว่า ไม่ชอบการจัดอันดับในสังคมเลยด้วยซ้ำไป อันนี้ก็คงเป็นอีกแนวหนึ่ง

จริง ๆ การจัดอันดับเป็นเรื่องไม่ยาก แต่การสร้าง rank ที่มีมาตรฐานและใช้ “วัด” ได้จริงนั้น ก็ถือเป็นเรื่องยากเหมือนกัน ถามว่าทำไมถึงยาก ก็เพราะมันไม่ใช่นึกจะเอาเกณฑ์อะไรมาก็ได้ ตามแต่ใจคิด แต่มันจะต้องมีวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายว่าจะจัดอันดับ เพื่ออะไร

ทำไม USNews ถึงมี rank แยกกันระหว่าง Best Undergraduate School กับ Best Graduate School ก็เพราะคนใช้อันดับแต่ละกลุ่มใช้ข้อมูลและมองเห็นเกณฑ์แตกต่างกัน อย่าว่าแต่ละกลุ่มเลย แต่ละคนก็ให้น้ำหนักของแต่ละเกณฑ์ยังไม่เท่ากันเลย ลองนึกดูตาม

อัตราส่วนนักศึกษาต่ออาจารย์ 20% บุคลากร 20% งบประมาณ 20% ความเป็นนานาชาติ 10% และการได้รับรางวัล 10%

ถ้าคุณคิดเองคุณจะให้สัดส่วนการให้คะแนนยังไง บางคนก็อยากให้สัดส่วนของอาจารย์มากกว่าบุคลากร บางคนบอกว่างบประมาณน่าจะน้อยหน่อย บางคนบอกความเป็นนานาชาติไม่น่าจะคิด หรือให้น้อยหน่อย หรือให้แค่ 8% บางคนบอก 3, 4, 5% ก็มี ซึ่งแท้จริงแล้วมันก็เกี่ยวกับความน่าเชื่อถือ (reliability) ทั้งสิ้น ถ้า สกอ. สามารถพิสูจน์ได้ว่าเกณฑ์ที่ให้มามันเหมาะสม เป็นสัดส่วนน้ำหนักที่คนส่วนใหญ่ยอมรับ ผมว่าก็น่าจะดีไม่น้อย

ย้อนกลับมาที่เรื่องเกณฑ์ใหม่ แน่นอนว่าการจัดอันดับครั้งนี้ มันไม่สมบูรณ์ อย่างที่เค้าอ้างว่า student selectivity นั้นไม่ได้เอามารวม เพราะคะแนนที่ได้จากการเอนทรานซ์ไม่ครบถ้วน คำถามที่น่าจะถูกถามต่อว่า แล้วเมื่อไหร่จะครบถ้วน??? รอได้มั๊ย ทำไมต้องรีบทำ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่ามันอาจจะมีผลต่อการจัดอันดับก็ยังดันทุรังประกาศ ทำให้เกิดคำถามต่อว่า สรุปแล้วจะเอาเกณฑ์นี้มาทำอะไรกันแน่… หรือจะเอามาเพื่อแค่โชว์ผลงานก่อนจะปลีกตัวออกไป หรือจะบอกว่าต่อไปเค้าจะเอาจริงจังกับการจัดอันดับ

จริง ๆ กลุ่มเป้าหมายของการจัดอันดับ มันมีได้ตั้งแต่ตัวสถาบัน เด็กนักเรียน นักศึกษา ศิษย์เก่า หรือแม้แต่กระทั่งผู้ปกครองเอง สถาบันการศึกษาก็อยากได้ข้อมูลเพื่อเอาไปปรับปรุงสถาบันของตัวเอง ตามเกณฑ์ที่เค้ากำหนดไว้ (ถึงแม้จะรู้อยู่เต็มอกว่า มันอาจไม่ได้นำมาซึ่งความสำเร็จอย่างแท้จริงในระดับองค์กรก็ตาม) ในขณะที่เด็กเรียนมัธยมปลายที่กำลังเลือกและหาที่เรียนก็ต้องหาที่เรียนที่ดี และคิดว่าเหมาะสมกับตัวเอง หรือคนที่อยากจะเรียนต่อในบัณฑิตศึกษา ก็ต้องอยากรู้ว่าที่ไหนดี ศิษย์เก่าก็ลุ้นว่า ถ้า rank ดี ก็หมายถึงเรามาจากที่ดี ก็อาจจะมีเงื่อนไขในการทำงานเพิ่มมากขึ้น เพื่อเพิ่มค่าตอบแทน ส่วนผู้ปกครองก็อยากรู้ว่าไอ้ที่ลูกจะไปเรียน มันดีแค่ไหน คุณภาพเป็นอย่างไร

ไอ้คำว่า “คุณภาพ” เนี่ยแหละ ที่คนมองต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทำไมผมถึงบอกว่าอย่างสิ้นเชิง ก็เพราะบางคนไม่ได้มองปัจจัยด้านการเรียนการสอน หรือการวิจัยเลย แต่กลับไปมองถึง “คุณภาพชีวิต” มากกว่า เช่น สภาพความเป็นอยู่ หอพัก ความสะดวกสบาย ความปลอดภัย อัตราอาชญากรรม หรือการเสียชีวิต อัตราการเจ็บป่วยด้วยโรคติดต่อ เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งถามว่าผิดไหม ไม่ผิดเลย (ถึงแม้บางคนจะมองเป็นเรื่องตลกก็ตาม) แต่ผมว่ามันก็บ่งบอกถึงคุณภาพของสถาบันการศึกษาได้เช่นกัน หรือแม้แต่ปัจจัยที่เกี่ยวกับการเรียนการสอนเอง ก็ยังขาดไปหลายประเด็นเช่น ห้องสมุด และสิ่งอำนวยความสะดวกทางการศึกษาต่าง ๆ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ ห้อง lab หรือแม้แต่ปัจจัยที่ผมคิดว่าสำคัญมากคือ อัตราการออกกลางคัน ไม่ว่าจะด้วยการลาออก หรือไล่ออก และระยะเวลาโดยเฉลี่ยที่นักศึกษาใช้เวลาในการศึกษา อัตราการได้งานทำหลังจากจบการศึกษา เหล่านี้ก็มีความสำคัญทั้งสิ้น เพียงแต่ในบริบทที่แตกต่างกันไป หรือแม้แต่บางครั้ง ความสัมพันธ์ระหว่างศิษย์เก่ากับสถาบัน ก็เอามาใช้วัดได้เช่นเดียวกัน สถาบันที่ศิษย์เก่าไม่ค่อยอยากจะกลับไป มันก็อาจจะหมายความว่าอะไรได้บางอย่าง นี่ยังไม่รวมปัจจัยด้านคุณภาพของคณาจารย์ อีกนะเนี่ย…

ผมไม่เถียงว่า เกณฑ์ที่เอามาใช้มีความเหมาะสม แต่ผมอาจจะต้องบอกว่า มันไม่สมบูรณ์ มากกว่า เพราะผมไม่รู้ว่าข้อมูลที่ได้ สกอ. อยากจะให้เอาไปทำอะไร ถ้าจะเอาไปใช้ภายในแล้วไม่ได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการ ผมเองก็คงไม่ว่าอะไร แต่ถ้าเปิดเผยมาแล้ว ก็อาจจะต้องอธิบายซักนิดนึงว่า ที่มาที่ไปของแต่ละส่วนมันเป็นอย่างไร ไม่อย่างนั้นมันก็ไม่ต่างอะไรกับที่ใครก็เอาสถาบันตัวเองขึ้นเป็นอันดับต้น ๆ เหมือนกัน แต่ยังไงก็ต้องชมเชยที่กล้าทำออกมา

จริง ๆ ผมเชื่อว่ามีงานวิจัยหลายชิ้นพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้แล้ว ทั้งของฝรั่งและของคนไทย คาดว่าน่าจะมีปรับปรุงต่อไปในอนาคต ถ้าคนไม่เบื่อการจัดอันดับเสียก่อน

ศาสนากับเทคโนโลยี

In JOMC490, Social Networking, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on สิงหาคม 20, 2006 at 3:52 pm

Paul Jones ไป สัมมนา ที่อินเดียที่สนับสนุนโดยองค์ดาไลลามะ แล้วก็ไปพบกับคนที่ทำงานด้านสื่อสารมวลชนกับเทคโนโลยีของทิเบตอพยพ  เพราะฉะนั้นกว่าจะได้เริ่มเรียนวิชาของ Paul ก็ปาเข้าไปเดือนหน้าเลย (ถ้าเป็นสมัยก่อนก็ดีอกดีใจมาก แต่ตอนนี้ชักไม่ค่อยแล้ว เพราะหลัง ๆ มันจะหนักอ่ะดิ เหอๆๆ)

ระหว่างนี้ Paul ให้ติดตามงานของ Xeni Jardin ซึ่งมีทั้งเป็นวิทยุของ NPR แล้วก็ blog ก็ลองไปเปิดอ่านดู น่าสนใจมากเลยแฮะ

ส่วนอันล่างนี่เป็นสาส์นจากดาไลลามะเกี่ยวกับ conference ที่ paul จะไปที่น่าสนใจดีเหมือนกัน

HH Dalai Lama's Letter: Airjaldi Summit

องค์ดาไลลามะนอกจากจะเป็นผู้นำทางศาสนาแล้วยังเป็นผู้นำของประเทศ เพราะฉะนั้นบทบาทแบบนี้จึงดูไม่ค่อยแปลกเท่าไหร่ แต่จะว่าไปตอนนี้อะไร ๆ ก็เป็นเทคโนโลยีไปหมดแล้ว เดี๋ยวนี้ฟังธรรมก็ดาวน์โหลดเป็น mp3 แล้ว เหอๆๆ อะไร ๆ ก็สะดวกไปหมด จะว่าไปแต่ก่อน ผมเองชอบมองว่า ศาสนากับเทคโนโลยีเป็นเรื่องที่ตรงข้ามกัน เพราะศาสนาเป็นเรื่องของจิตใจ ในขณะที่เทคโนโลยีเป็นเรื่องของความสะดวกสบาย และก็เพราะไอ้ความที่เทคโนโลยีมันทำให้เกิดความสะดวกสบายมากจัด หลายคนก็อดใจไม่อยู่ ตบะแตก ขาดการควบคุมจิตใจ ซึ่งถ้ามองกันให้ดีแล้ว ก็ไม่เชิงเสียทีเดียว จริง ๆ ศาสนากับเทคโนโลยีน่าจะเป็นอะไรที่ขนานกันมากกว่า แต่ก็นั่นแหละมันก็ขึ้นอยู่กับการเอาไปใช้

ใช้ดีไม่มีใครว่า แต่ใช้บ้า ๆ ก็น่าดูเหมือนกัน

หนึ่งไม่พอขอสามสี่ห้า

In มั่วซั่ว : Miscellenous, เด็กนอก? on สิงหาคม 10, 2006 at 6:24 pm

วันนี้ก็คุยกันในห้องทำงานกับเพื่อนร่วมงานและเพื่อนร่วมชั้น ก็คุยกันเรื่องเลิกบุหรี่ มีคนนึงที่เค้าเลิกได้ บอกว่า ตอนที่พยายามเลิก ใช้กฏ “หนึ่ง” จริง ๆ มันมีอีกหลายวิธีนะ แต่ฟังไม่ทัน แต่ที่เค้าบอกเนี่ย เป็นวิธีที่เค้าได้ผล ก็คือ ให้ถือว่า ถ้าเราเริ่มกลับไปที่หนึ่งมวนแล้ว คราวนี้มันจะหยุดไม่ได้ ต้องบังคับจิตใจกับสมองให้ดี เพื่อนเราอีกคนหนึ่งที่ปัจจุบันพยายามเลิกอยู่ ก็เลยเสริมมาว่า เค้าเคยเลิกมาก่อนหน้านี้แล้วได้สองปี ทั้งที่อยู่ในสภาพที่แวดล้อมไปด้วยคนสูบบุหรี่ จนมาเมื่อตอนที่เค้าได้ทุนมาเรียนหนังสือ ที่บ้านก็จัดงานฉลอง แล้วก็ด้วยความเพลิดเพลินเจริญใจ เค้าก็ขอบุหรี่จากแฟนมาสูบ แล้วหลังจากนั้นก็หยุดไม่ได้ สรุปคืนแรก เค้าสูบถึง 5 มวนก่อนเข้านอน…

คนเราเนี่ยนะ พอไม่มี ก็อยากมี อย่างน้อยมีเพียงหนึ่งก็ยังดี พอมีหนึ่งคนเราก็อยากมีสอง ก็เหมือนกับผมตอนนี้

Top of Sor-Uสมัยตอนมาอยู่ที่ Chapel Hill ก็นึกอยากเอาซอมาสีเล่น (ให้ตัวเองฟังก็ยังดีฟระ) ก็ไม่มีให้เล่น พอกลับไปเมืองไทย ก็ไปได้มาคันหนึ่ง พอมาถึงที่นี่ก็ซ้อมคนเดียวบ้าง ซ้อมกับเทปบ้าง แต่ก็มีความรู้สึกว่า แหม ถ้าได้เครื่องประกอบจังหวะ อย่างฉิ่งกับกลองก็ดีนะ (ไงหล่ะ มีหนึ่งก็อยากได้สามเลยคราวนี้) แต่ถ้าเอาฉิ่งกับกลองมาตีพร้อมกันเองได้ ก็คงจะเหนืออัจฉริยะแล้ว

ก็เลยนึกขึ้นได้ว่าอาจารย์ชนก สาคริกที่มูลนิธิหลวงประดิษฐ์ไพเราะ ท่านเคยประดิษฐ์ลำโพงกำกับจังหวะ แบบสามารถเลือกหน้าทับกับจังหวะความเร็วได้ด้วย แต่ว่าถ้าจะขนมาก็ลำบาก (ทั้ง ๆ ที่ยังไม่เคยเห็นของจริงเลย เหอๆๆ) ก็เลยคิดว่าน่าจะมีประมาณว่าคนอัดเทปตีฉิ่งกับหน้าทับ แล้วเราก็เปิดเป็น CD หรือ MP3 อะไรก็ได้ แล้วก็เปิดไปซ้อมไป น่าจะช่วยได้เยอะ ลองไปถามคนแถว ๆ บอร์ดไทยคิดส์ ก็ยังไม่มีคนตอบรับ idea นี้เลย เหอๆๆ

ก็เลยขอลองมาโยนหินถามทางใน blog ดู เผื่อจะมีคนจะมี idea อื่น ๆ หรือพอจะแนะนำอะไรได้มั่ง

อนาคต…ตกงาน

In การเมือง : Politic, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous, เป็นการเป็นงาน : Seriously on สิงหาคม 7, 2006 at 5:55 pm

ข่าวชิ้นหนึ่งของ The Nation วันนี้ เกี่ยวกับสภาพัฒน์แถลงการณ์ เกี่ยวกับอัตราการจ้างงานของนักเรียนนักศึกษา ภายใน 5 ปีข้างหน้า ว่า 15 เปอร์เซ็นต์ของคนที่จบการศึกษาทั้งในระดับมัธยมศึกษาและมหาวิทยาลัยกว่า 2.3 ล้านคน (หรือประมาณ 34,500 คน) จะไม่สามารถหางานที่เหมาะสมได้ เนื่องจากโรงเรียนส่วนใหญ่เปิดการเรียนการสอนในสาขาวิชา ที่ตลาดงานมีขนาดเล็ก นอกจากนี้มีประมาณ 300,000 คนเท่านั้นที่จะได้ทำงานใน field ที่ตัวเองต้องการ (ประมาณ 85,000 คนจะอยู่ในสายวิทย์-คณิต) ที่เหลือไม่ตกงานก็ได้ทำงานที่ไม่ตรงกับ field ที่ต้องการหรืองานที่ไม่เอาวุฒิปัจจุบัน

ในขณะตำแหน่งงานในสายอุตสาหกรรม textiles, ยาง, การท่องเที่ยวและการผลิตจะมีตำแหน่งว่างเป็น ล้าน ตำแหน่ง โดยสภาพัฒน์ฯ แนะนำให้มีการลงทุนด้าน HRD (Human Resource Development) เพื่อพัฒนาให้เกิดเศรษฐกิจฐานความรู้ มากกว่าที่จะเป็นระบบที่เน้นการใช้ทรัพยากร

อ่านแล้วก็น่าตกใจ เพราะ คนตกงานสมัยนี้ ไม่ใช่เป็นคนที่ไม่มีความรู้ ไม่มีความสามารถ หากแต่ไม่มีโอกาสมากกว่า คนไทยมักจะถูกสอน (และผมเชื่อว่าค่านิยมนี้ก็ยังมีอยู่) ว่า “โตขึ้นให้เป็นเจ้าคนนายคน” (อย่างน้อยก็ผมคนนึงหล่ะ) เพราะฉะนั้นการจะได้เป็นเจ้าคนนายคนอย่างมั่นคง ก็จะต้องไต่เต้ามาจากการเป็นลูกจ้าง ลูกน้องเค้า เพราะฉะนั้นคนที่จบการศึกษาส่วนใหญ่ไม่ว่าจะระดับไหน จึงมักจะเริ่มต้นชีวิตการทำงานด้วยการเป็นลูกจ้าง มากกว่าการเป็นเจ้าของกิจการตัวเอง เนื่องจากมีความมั่นคงมากกว่า ซึ่งจริง ๆ แล้ว ตอนนี้ในอเมริกา สถาบันการศึกษาชั้นนำหลายแห่ง ก็พยายามจะ integrate แนวคิดการเป็นเจ้าของกิจการ (Entrepreneurship) เข้าไปในหลักสูตร ซึ่งผมก็เป็นว่าเป็นอะไรที่น่าสนับสนุนอย่างยิ่ง เพราะอย่างน้อยถ้าตกงาน ก็ยังมีโอกาสที่จะช่วยเหลือตัวเองด้วยการเป็นเจ้าของกิจการได้ จริงอยู่ที่ของแบบนี้ บางทีมันก็สอนกันไม่ได้ เพราะบางคนว่ามันเป็น “ทักษะ” มากกว่า “ความรู้” แต่ผมก็ว่ามันเหมือนกับ “ความเป็นผู้นำ” นะ ที่การที่มีการเรียนการสอนสอนวิชาพวกนี้ ไม่ได้ทำให้เค้าเป็นเจ้าของกิจการหรือเป็นผู้นำได้ทันที แต่มันสอนให้พวกเค้า “กล้า” ที่จะลุกขึ้นด้วยตนเองต่างหาก

จริงอยู่ที่ส่วนหนึ่งต้องโทษสถาบันการศึกษาที่ตะบี้ตะบันเปิดการเรียนการสอนกัน โดยไม่ดูว่าประเทศชาติต้องการคนประเภทไหนมากกว่ากัน หากแต่ส่วนใหญ่จะดูว่า จะสอนอะไรให้เอาเงินเข้ามหาวิทยาลัยมากที่สุด ซึ่งก็เป็นธรรมดาของธุรกิจการศึกษาในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นของรัฐหรือเอกชน เอาอย่างง่าย ๆ งานบรรณารักษศาสตร์ (ไม่รวมสารสนเทศศาสตร์) จริง ๆ ผมก็ไม่มีตัวเลขเป๊ะ ๆ อยู่ในมือ แต่เท่าที่สังเกตุมา สาขาวิชานี้ก็มีบัณฑิตออกมาในตลาดงานไม่น้อยกว่า หมื่นคน หากแต่ตำแหน่งงานมันไม่เยอะ อีกอย่างค่าตอบแทนก็ไม่ดึงดูดใจ ทำให้คนจบสายนี้ก็ไม่ค่อยอยากจะทำงานในห้องสมุด ในขณะที่คนที่ทำงานห้องสมุด หลายคนก็ไม่ได้จบสายนี้ มันก็เลยดูอีรุงตุงนังไปหมด

ตอนนี้ที่โรงเรียนก็กำลังทำงานวิจัยชิ้นนึง (ซึ่งผมก็เข้าไปอยู่ใน project นี้ด้วย) ก็คือ Future of Library Workforce Study ก็คือ ดูหลาย ๆ อย่างเกี่ยวกับงานสายห้องสมุดในอนาคตอันใกล้นี้ว่าจะเป็นยังไง ก็เป็นการวิจัยเชิงสำรวจทั้งประเทศ ก็คิดว่าคงจะได้ผลวิจัยออกมาเร็ว ๆ นี้ ให้ได้อ่านกัน จริง ๆ งานวิจัยลักษณะนี้ก็ถือได้ว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการวางแผนในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเชิงเศรษฐกิจ การศึกษา และผมเองก็คิดว่าน่าจะมีการทำกันอย่างเร่งด่วน ก่อนที่อะไร ๆ จะสายเกินไป

ตอนท้ายของข่าว ก็ทำให้ผมรู้สึกทะแม่ง ๆ หน่อย ๆ เกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจ ผมเองก็ยังไม่ได้อ่านแผน ฯ​ ฉบับที่ 10 เลย แต่ในข่าวนี้บอกว่าเค้าจะเน้นเศรษฐกิจแบบพอเพียง.. พออ่านก็รู้สึกสับสนนิดหน่อย อาจจะเป็นด้วยผมด้อยปัญญา เลยยังงง ๆ กับข้อแนะนำของสภาพัฒน์ ฯ​ เกี่ยวกับแนวทางเชิงปฏิบัติที่จะเน้นเศรษฐู้แบบพอเพียง และก้าวไปสู้การเป็นสังคมเศรษฐกิจความรู้ เพราะผมมองว่าเศรษฐกิจแบบพอเพียง (ตามที่ผมเข้าใจนะครับ) เป็นระบบเศรษฐกิจที่เน้นการใช้ “ทรัพยากร” อย่างคุ้มค่า และไม่เน้นการแข่งขันเพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ในขณะที่เศรษฐกิจฐานความรู้ที่ผมเข้าใจเนี่ย มันมีรากฐานมาจากการแข่งขัน ใครรู้มาก คนนั้นก็มีโอกาสรวยมากกว่า นั่นก็คือ มันยังเน้นระบบทุนนิยม ที่ยังชอบความได้เปรียบทางการแข่งขัน แต่ยังไงเสีย อย่างที่ผมบอก ผมอาจจะต้องลงไปดูที่ตัวแผนใหญ่อีกที แล้วอาจจะต้องดูแนวทางการพัฒนาอีกทีว่าจะออกมาในแนวไหน ถึงจะเรียกได้ว่า เป็น “เศรษฐกิจฐานความรู้แบบพอเพียง

พูดกับผมหน่อย…

In ของเล่น : Playing, มั่วซั่ว : Miscellenous on สิงหาคม 3, 2006 at 10:17 am

มีของเล่นใหม่จาก WordPress.com อีกแล้ว อิอิ คราวนี้เป็น Meebo Instant Messenger บนบล๊อก จริง ๆ ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับ blog ตัวอื่น แต่สำหรับ wordpress ก็ถือว่าค่อยเป็นค่อยไปได้ดี

สำหรับคนที่อยากจะคุยกันนะครับ ก็ตรง sidebar ที่อยู่บนสุดที่เขียนว่า Talk2iTeau นั่นแหละครับ ถ้าเห็นผมออนไลน์ (ไอ้ตรงรูปเครื่องหมายคำพูดเป็นสีเขียว)​ก็มาทักทายกันได้ครับ ผมไม่กัด เหอๆๆ…

ตอนนี้ก็อยู่ในระหว่างการทดลองใช้ ก็ถ้าไม่มีคนกล้ามาคุย ก็คงจะเอาออก เหอๆๆ เสียดายมันคุยภาษาไทยไม่ได้

จริง ๆ ก็ถือว่าไอ้เจ้า Meebo Me Widget ตัวนี้ยังไม่สมบูรณ์เต็มที่ แต่ก็สามารถทำงานได้อย่างที่มันควรจะเป็น เช่น มันควรจะ link กับพวก API ของ IM อื่น ๆ ที่ผมมีอยู่ได้ อย่างเช่น ตอนนี้ผมใช้ Adium อยู่ ถ้ามันเข้าไปอยู่ในนั้นได้ก็จะดีมาก ตอนนี้ถ้าผมจะออนไลน์ ก็ยังต้องเข้าเว็บ แล้วก็คุยบนเว็บเหมือนกัน มีคนเขียน feedback ลงไปใน blog ของ widget นี้แล้ว หวังว่าเค้าคงจะเอาไปพัฒนาต่อไป…

มีอีก comment นึงในนั้น  น่าสนใจมาก เค้าคงเป็นนักเขียน blog ตัวยง ที่บอกว่า การ IMing กับคนอ่านจะทำให้คนเขียน blog เขียน blog น้อยลง ซึ่งอันนี้ผมคงยังไม่สามารถบอกได้ว่าเป็น assumption ที่เป็นจริงหรือไม่ เพราะทุกวันนี้ผมก็เปิด IM ตลอด การจะเขียน blog ก็คงไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าคุย IM มากน้อย แต่มันขึ้นอยู่ว่ามันมี source จะให้เขียนหรือเปล่ามากกว่า

ยังไงเสียต้องขอขอบคุณ WordPress.com ด้วยนะค้าบ

Wicker Park: นังกุลา!

In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, ภาพยนตร์ : Movie, มั่วซั่ว : Miscellenous on สิงหาคม 1, 2006 at 10:11 pm

Wicker Park DVD's Due Date Sheetไปอ่านใน ห้องเฉลิมไทย มา เห็นมีคนบอกว่าหนังเรื่องนี้ดี ก็เลยไปจัดแจงยืมมาจากห้องสมุด หนังเป็นเรื่องเกี่ยวกับชายหนุ่มช่างภาพคนหนึ่ง ที่กำลังตามหาความรักที่หายไปเมื่อสองปีก่อน แต่เรื่องมันค่อนข้างจะสลับซับซ้อนมาก เนื่องจากไป ๆ มา ๆ หนังกลับกลายเป็นเรื่องชิงรักหักสวาท ผมคงไม่เล่าเนื้อเรื่องมาก เผื่อคนที่ยังไม่ได้ดูจะได้ไปหามาดู

ที่จะเล่าคงจะเป็นความรู้สึกของตัวเองมากกว่า คือ ความรู้สึกตอนที่ดูหนังเรื่องนี้เหมือนดูโสนน้อยเรือนงาม + ซินเดอเรลล่า โดยเฉพาะโสนน้อยเรือนงาม ที่โดนนางกุลาใจร้ายมาทำให้โสนน้อยกับเจ้าชายต้องพลัดพรากจากกัน จำได้ว่าสมัยเรียนก็รู้สึกเคียดแค้นนังกุลานี่มา ว่าทำไมเป็นคนใจร้ายอย่างนั้น ยิ่งตอนมาดู version ที่เป็นหนังจักร ๆ วงศ์ของช่อง 7 ด้วยแล้วยิ่งไปกันใหญ่ คือ มันประมาณว่าเดือดว่า “ทำไมถึงทำได้ลงคอ” ประมาณว่า นางโกงเป็นตัวขับเคลื่อนเรื่องมากกว่าคนอื่น ๆ เรื่องนี้ก็เหมือนกัน
แต่ก็อย่างว่า เวลาคนเราขาดสติ แล้วยิ่งมีอารมณ์มาบดบัง (โดยเฉพาะความอิจฉาริษยา) ด้วยแล้ว จะทำอะไรก็ได้ แต่หนังเรื่องนี้เค้า cast คนมาแสดงดีจริง ๆ นะ มันดูเนียนมาก..

ส่วนเรื่องประเด็นความรักที่ได้จากหนังเรื่องนี้ ก็บอกประมาณว่า คนหน้าตาดีก็จะได้กับคนหน้าตาดี ส่วนไอ้คนหน้าเหียก ก็ไปหาคนอื่น… ประมาณตักน้ำใส่กระโหลกชะโงกดูเงาตัวเองซะบ้าง อย่าสะเออะ ฮ่าๆๆๆๆๆ แต่จะว่าไปก็สงสารนางโกงเหมือนกัน แต่ทำยังไงได้ คนเราเลือกเกิดไม่ได้นี่หว่า แต่ก็นั่นแหละ แสดงว่าเค้าก็กำหนดมาให้แล้วว่าเราจะเกิดมายังไง…

มันก็กำหนดมาแล้วแหละ “คนหน้าตาดีก็มีตัวเลือกมากกว่าคนหน้าตาไม่ดี” ไม่รู้ assumption นี้จะถูกหรือเปล่านะ แต่ไอ้ที่บอกว่า “คนที่เรารัก เค้าไม่รักเรา ไอ้คนที่รักเรา เราก็ดันไม่ชอบเค้า” ซะอีกนี่สิ น่าจะมีจริง…

อยู่เป็นโสดอย่างนี้แหละ ดี ไม่เรื่องมากดี…แต่สำหรับคนโสดที่ชอบค้นหาความรักก็คงไม่ดีนัก เพราะวงจรอกหัก มันก็จะเกิดขึ้นเรื่อย ๆ

Wicker Park DVD Coverแต่ถ้าเอาธรรมะมาจับแล้วก็จะยิ่งน่าสงสารนางโกงใหญ่ เพราะชาติที่แล้วคงทำบุญมาน้อย ชาตินี้ถึงได้หน้าตาไม่ดี แล้วยิ่งทำไม่ดีอีกเนี่ย ชาติหน้าคงยิ่งไปกันใหญ่ แต่สิ่งที่สำคัญที่ได้จากหนังเรื่องนี้ ก็คือ “การโกหก ไม่ได้ทำให้คนที่โกหก รู้สึกดีแม้แต่น้อย แต่ตรงกันข้ามกลับทำให้ใช้ชีิวิตด้วยความเจ็บปวดต่างหาก”…

ปล.ดูหนังเรื่อง ทำให้นึกถึงตอนไปเที่ยว Chicago เลย… ที่เดียวกันเด๊ะ อิอิ

คนแปลก ๆ

In ของเล่น : Playing, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on กรกฎาคม 28, 2006 at 11:35 am

เห็นใน post ของ นู๋น้ำตาล แล้วก็เลยอยากลองมั่ง เค้าวัดความแปลก (Weird) ของคนเรา

You Are 80% Weird


You’re more than quirky, you’re downright strange.
But you’re also strangely compelling, like a cult leader.

How Weird Are You?

ตายหล่ะหว่า เพิ่งรู้นะเนี่ยว่าตัวเองเป็น cult leader… ตรงไหนเนี่ย?

เมืองสำหรับคนโสด

In มั่วซั่ว : Miscellenous, เด็กนอก? on กรกฎาคม 26, 2006 at 7:47 pm

นิตยสาร Forbes เค้าจัดอันดับเมืองในอเมริกาที่น่าอยู่สำหรับคนโสด โดยวัดจากตัวแปรทั้งหมด 7 กลุ่ม ได้แก่

  • จำนวนคนโสด ที่มีอายุตั้งแต่ 15 ขึ้นไป
  • ชีวิตกลางคืน ก็ดูจากจำนวนร้านอาหาร ผับ บาร์ต่อจำนวนประชากร
  • วัฒนธรรม วัดจากจำนวนพิพิธภัณฑ์ จำนวนทีมกีฬาอาชีพ โรงละคร และสถานที่เล่นคอนเสริ์ตต่อจำนวนประชากร
  • ค่าใช้จ่ายในการใช้ชีวิตโสด คำนวณจากค่าเช่าอพาร์ทเม้นต์โดยเฉลี่ย ค่าพิซซ่าของร้านพิซซ่าฮัท ค่าตั๋วหนัง และค่าเบียร์ไฮเนเก้น 1 แพ็ค- 6 ขวด; และก็เงินเดือนขั้นต้นสำหรับ entry level
  • อัตราการขยายตัวของตลาดงานในอีก 5 ปี
  • จำนวน profile ของคนโสดที่ online ผ่าน match.com ที่มาจากเมืองนั้น ๆ
  • Coolness โดยวัดจากความหลากหลายและจำนวนคนที่มีอาชีพเชิงสร้างสรรค์

เป็นวิธีการคิดที่น่าสนุกดีแฮะ โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการใช้ชีวิตโสด แต่ที่น่าสนใจก็คือ ผลการจัดอันดับอ่ะดิ เรียงตามนี้เลยนะครับ

  1. Denver-Boulder
  2. Boston
  3. Phoenix
  4. San Francisco-Oakland
  5. New York (ขอบคุณ P’A สำหรับตัว r ที่ตกไปนะคับ แก้ไขเรียบร้อย อิอิ)
  6. Raleigh-Durham
  7. Seattle
  8. Austin
  9. Washington-Baltimore
  10. Miami

(ส่วนคนที่อยากดูแบบเต็ม ๆ นะครับก็ไปดู Full Ranking ได้เลยครับ)

แต่ที่รู้สึกแปลกใจก็คือ แถวที่ผมอยู่อ่ะ Raleigh-Durham อยู่อันดับ 6 อ่ะ ไม่อยากจะเชื่อ เงียบอย่างนี้… แต่จริง ๆ ถ้าดูตามตัวแปรที่ว่ามาข้างต้นก็อาจะสรุปได้ว่า แถวนี้มีมหาลัยขนาดใหญ่อยู่สามมหาลัย ไม่รวมมหาลัยขนาดกลางและเล็กที่กระจายออกไปอีกพอสมควร เท่าที่ดูก็จะเห็นว่าเมืองที่อยู่ใน rank ก็จะเป็นเมืองที่มีมหาลัยขนาดใหญ่ทั้งนั้น หรือไม่ก็เมืองท่องเที่ยว

เพราะถ้าคิดว่าจำนวนมหาลัยในเมืองมีเยอะ แล้วจะทำให้จำนวนคนโสดเยอะตามไปด้วยเห็นจะไม่จริง เพราะดูอย่างอันดับ 1 Boulder ก็เป็นเมืองใหญ่ที่มีมหาลัยไม่เยอะนะ โดยเฉพาะถ้าเทียบกับแถวนี้ ซึ่งเทียบกันอัตราคนโสดก็ไม่เยอะนะ (อยู่อันดับที่ 23 แหน่ะ) แต่ตัวแปรที่ดีที่สุดของคนแถวนี้เห็นจะเป็นค่าใช้จ่าย (อันดับ 4) ซึ่งก็ถือว่าถูกว่าจริง ๆ เพราะเมืองมันกระจายการมาก แล้วมันก็ไม่ใกล้ไม่ไกลจากแหล่งกระจายน้ำมันอะไรมากนัก เพราะฉะนั้นก็หยวน ส่วนรองลงมาคือวัฒนธรรม อันนี้ ไม่ค่อยแน่ใจ เพราะไม่เคยไปพิพิธภัณฑ์แถวนี้เลย เพราะไม่เห็นมีอันไหนที่จะโดดเด่นขนาด must see เลย ส่วนคอนเสริ์ตก็ค่อนข้างเยอะนะ เพราะแถวนี้นักดนตรีเยอะเหมือนกัน แต่ก็ไม่มีโอกาสได้ไปฟังซักกะที ส่วนอีกอันที่ดีพอๆ กับวัฒนธรรมก็คือ จำนวนคนหาแฟนทางอินเตอร์เน็ต เหอๆๆ มันชี้ให้เห็นว่าอะไรหว่า… คนที่นี่ไม่มีน้ำยา หาแฟนเองไม่ได้ หรือคนแถวนี้หน้าตาไม่ดี เลยต้องออกไปหาคนข้างนอก หรือคนแถวนี้ขี้อาย…

จริง ๆ ก็มีหลายปัจจัยอ่ะ แต่ไม่น่าจะถึงกับ beat เมืองใหญ่ ๆ อย่าง Seattle, Philly, Atlanta หรือ LA ได้เลย.. จริง ๆ เท่าที่ดูมันเป็นสำรวจเชิงปริมาณซะส่วนใหญ่ คือ ดูตัวเลขต่าง ๆ เป็นหลัก ถ้าดูเชิงคุณภาพแล้ว ท่าทางจะตกไปอยู่ไม่บ๊วยก็เกือบบ๊วย เหอๆๆๆ

ความสุขจากการทำงานบ้าน

In บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous, เด็กนอก? on กรกฎาคม 26, 2006 at 12:27 am

สมัยก่อนตอนเป็นเด็ก ๆ เนี่ย การทำงานบ้าน ปัดกวาดเช็ดถู เก็บกวาดล้างจานเนี่ยเป็นเรื่องที่ไม่ชอบเอาเสียเลย ยิ่งต้องทำเวรที่โรงเรียนด้วยแล้ว ยิ่งเซ็งไปกันใหญ เรื่องทำงานบ้านนึกถึงอีกสมัยตอน “บ้านชมพู” เรื่องปัดกวาดเช็ดถู เนี่ยไม่เท่าไหร่ แต่อีตอนทำความสะอาดห้องน้ำเนี่ย ถ้าไม่ได้ไอ้ก้องนะ ห้องน้ำคงเป็นคราบ ลื่นปื๊ด ๆ จริง ๆ ก็เป็นเหมือนกันนะ

แต่พอมาโตมาเนี่ย ความรู้สึกขี้เกียจทำงานบ้านมันเปลี่ยนไปเป็นความสุขแฮะ โดยเฉพาะช่วงเวลาเครียด ๆ จากการบ้านหรือทำงาน แล้วต้องการหา “งานอดิเรก” ทำเนี่ย นอกเหนือจากทำกับข้าวกินเอง + ล้างเองแล้ว ก็มีเรื่องทำความสะอาดบ้านเนี่ยแหละ ที่ทำให้สมาธิมันหลุดออกจากเรื่องการเรื่องงานได้เป็นอย่างดี

วันนี้ (ฝนตกด้วย แสดงว่าแปลกจริง) หลังจากกลับมาจากโรงเรียน ก็เริ่มต้นด้วยการเคลียร์โต๊ะทำงาน เพราะมีความรู้สึกว่ามันหาของไม่เจอ แล้วก็ไปทำกับข้าว กินเสร็จ + ล้างจากเสร็จสรรพ ก็มาเห็นห้องน้ำ ปรกติก็ทำความสะอาดห้องน้ำเป็นประจำอยู่แล้ว แต่ไม่ได้เป็นแบบ integrate คือ ล้างเป็นส่วน ๆ แต่วันนี้มันนึกคึกยังไงไม่รู้ เรียกว่าสังคยนาคงได้หล่ะมั๊ง เรียกว่าทุกซอกทุกมุม แม้แต่ร่องกระเบื้องยังขัดอ่ะ แล้วยิ่งถ้าได้เจอเศษอะไรที่มันซ่อนอยู่นะ ยิ่งมัน ยิ่งมีความสุขแฮะ เหมือนกับว่าได้กำจัดอะไรที่มันมองไม่เห็นออกไป ก็เลยรู้สึกดี

จำได้ว่าเคยดูรายการ Talk Show ครั้งนึงเมื่อนานมาแล้ว เค้าสัมภาษณ์หนูแหม่ม สุริวิภา ว่างานอดิเรกของเธอคือชอบขัดห้องน้ำ ซึ่งเราก็เริ่มรู้สึกขึ้นมาได้แล้วว่ามันน่าจะมันแค่ไหน แล้วยิ่งพอขัดถูเสร็จสรรพเรียบร้อย ไม่อยากอาบน้ำเลย เพราะไม่อยากให้มันเปียกอีก เดี๋ยวมีคราบอีก เอิ๊ก ๆ

ในระหว่างที่ขัดห้องน้ำ ก็เอาผ้ายัดตู้ไปด้วย ก็พอปั่นแห้งเสร็จ พวกเสื้อผ้าอื่น ๆ ปรกติก็แขวน เพราะจะได้ไม่ยับ จะได้่ไม่ต้องรีดผ้า ที่บ้านชอบถามประจำว่า ใส่เสื้อผ้าที่ไม่ได้รีดได้ยังไง ก็เสื้อผ้าส่วนใหญ่มันเป็นเสื้อยืดนี่นา เทคนิคที่จะทำให้เสื้อผ้าไม่ยับ ก็อยู่อีตอนซักเนี่ยแหละ พอซักเสร็จก่อนใส่ตู้ปั่นแห้ง (dryer) ก็ควรจะสะบัดมันก่อน เหมือนกับที่เราจะเอาผ้าตากแดดรกติ พอปั่นแห้งเสร็จ ก็ต้องรีบเอาออกมาจากตู้ปั่นโดยเร็ว อย่าแช่นาน แล้วก็ออกมาจัดการแขวนเลย.. จริง ๆ มันก็ไม่ถึงกับเรียบเหมือนเสื้อรีด แต่ก็ไม่ถึงกับยับยู่ยี่ ส่วนเสื้อเชิ้ตถ้าต้องไปงานจริง ๆ ก็ถึงจะรีด แต่ถ้าปรกติก็ถือว่า ที่มันยับนิด ๆ หน่อย ๆ นั่นก็เป็น texture ของมัน อิอิ แต่ปรกติหน้านี้ไม่เคยได้ใส่เลย เพราะเสื้อเชิ้ตที่มีส่วนใหญ่เป็นแขนยาว เอาไว้ใส่กับ layer ช่วงหน้าหนาว แล้วก็ทับด้วยเสื้อกันหนาวอีกที เท่านี้ก็ไม่จำเป็นต้องรีดอีกเหมือนกัน

แต่ที่เป็น highlight ของวันนี้ก็คงจะเป็นศิลปะในการพับผ้า เสื้อผ้าของผมที่ต้องพับก็คือพวก เสื้อกล้าม เสื้อ layer แล้วก็พวกชุดชั้นใน (อิอิ คิดลึกไปป่าว) ปรกติวิธีการพับแต่ก่อนก็คือ เหมือนพับกระดาษทั่วไปอ่ะ แบบสมมาตรสองทบจบแต่ แต่จำได้คับคล้ายคับคลาว่ามีคนเคยส่ง link video ใน youtube มาให้ดู จำได้ว่าพวกญี่ปุ่นเค้ามีวิธีการพับที่น่าสนใจก็เลยเปิดมาลองดู เออ ก็ไม่ยากแฮะ ก็ขอบคุณคนที่ส่ง link มาให้ด้วยนะคับ (จำไม่ได้ว่าใครเหมือนกัน) หรือว่าตัวเองเปิดไปเปิดมาไปเจอเองก็ไม่รู้เหมือนกันแฮะ

ใครจะเอาไปลองใช้ก็เชิญเลยนะครับ

ผมว่าเป็นวิธีที่ดีกว่าที่เอาไปออกในรายการชิงช้าสวรรค์เมื่ออาทิตย์ที่แล้วซะอีก ที่ทำคล้าย ๆ แบบนี้

ไอ้แบบหลังนี่ดูไม่เป็น art เลย ออกจะเป็น engineer ซะมากกว่า ก็เอาหล่ะครับ ใครชอบแบบไหนก็เลือกเอาเองละกันค้าบ ส่วนคนที่รู้วิธีนั้นแล้ว ก็ไม่ต้องมาโห่เด้อ เพราะเราก็เพิ่งรู้นี่นา อิอิ
ปล. รู้สึกว่ามีคนถามเยอะจังแฮะ ว่าคนที่เราแต่งงานด้วยใน post ที่แล้วเป็นใคร เหอๆๆ

ฝันว่าได้แต่งงาน

In บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on กรกฎาคม 25, 2006 at 10:03 am

คนเราเค้าว่าฝันร้ายจะกลายเป็นดี ส่วนฝันดีจะกลายเป็นร้าย ส่วนวิธีแก้ฝันก็ให้เล่าต่อให้คนอื่นฟัง แต่เมื่อคืนนี้มันฝันชัดมาก ชัดจนจะจำได้หมดเลยว่าใครเป็นใคร ที่สำคัญฝันว่า “แต่งงาน” ครับท่าน แต่แต่งกับใครขอไม่บอก เอิ๊ก ๆ คือ งง ว่าไปแต่งกันได้ไงฟระ ด้วยความที่ฝันมันค่อนข้างชัดมากก็เลยไปเปิดตำราทำนายฝันมาดู เค้าบอกว่า

แต่งงาน
ฝันเห็นการแต่งงาน หรือได้เข้าสู่พิธีแต่งงาน ทายว่าจะได้รับเคราะห์หนัก หรือเจ็บไข้ได้ป่วยถึงล้มหมอนนอนเสื่อ ถ้าพ้นจากเคราะห์นี้ไปแล้วจะมีลาภตามภายหลัย
เลขเสี่ยงโชค xx,xx,xxx,xxx (ไปเปิดดูเอาเอง อิอิ เพราะเดี๋ยวเกิดแม่นขึ้นมา ขี้เกียจโดนถูกบูชา อิอิ)

ส่วนอีกตำราก็บอกว่า

การที่รักหญิงยากจริงๆ จะสำเร็จเหตุเพราะผู้ใหญ่ขัดขวาง ปิดหนทางไม่ให้เดินเท่ากับเชิญศัตรูมาเป็นมิตร มันคิดแต่จะให้ร้าย ต้องระวังกายจงหนักรักตนให้มากกว่าสิ่งอื่น จึงจะคืนคงดีจะพาทีจงระวัง ฟังเสียงผู้ใหญ่เตือน

อ่า ก็ฟังหูไว้หูแล้วกัน เพราะเมื่อคืนเหมือนนอนไม่ค่อยหลับ เพราะฉะนั้นอาจเป็นไปได้สมองเรายังทำงานหนักอยู่ หรือไม่ก็เป็นเพราะกินมากไป… น่าจะเป็นอย่างหลังมากกว่า เพราะเมื่อวานซัดของเหลือในตู้เย็นจนเกลี้ยง เหอๆๆ

หรือว่า ลึก ๆ อยากแต่งงานแล้วหว่า เอิ๊ก ๆๆๆ ยังหาคู่ไม่ได้เลยค้าบ!!!

Flickr Profile Widget

In ของเล่น : Playing, มั่วซั่ว : Miscellenous on กรกฎาคม 23, 2006 at 10:43 am

totomaru. Get yours at flagrantdisregard.com/flickr

ของเล่นใหม่ของ Flickr Toys อ่ะ เสียดาย หาที่วางแบบ instant ไม่ได้ เอามาลงเป็น post ละกัน

Talent ทะลักอย่างทุลักทุเล

In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous on กรกฎาคม 19, 2006 at 11:35 pm

วันนี้นั่งดู America’s Got Talent ในรอบ Semifinal อาทิตย์ที่สองจนจบ แล้วสรุปกรรมการสามคนก็ไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าจะให้ใครได้ผ่านเข้ารอบไป จริง ๆ ถ้ากรรมการไม่คิดอะไรมาก คิดว่ายังไงเสีย At Last กลุ่ม Acapella ผิวเหลืองก็น่าจะได้เข้า แต่บังเอิญตา Piers ก็ให้ข้อคิดที่น่าคิดเหมือนกันว่า รายการนี้ไม่ใช่รายการประกวดร้องเพลงเหมือนอย่างกับ American Idols แต่เป็นรายการที่หาคนที่มี Talent อีกอย่างอาทิตย์ที่แล้วคนที่ผ่านเข้ารอบไปก็เป็นอะไรที่ต้องมีการร้องเพลงอยู่ด้วย เดี๋ยวกลายเป็นว่ารอบ Finale ก็กลายเป็นว่ามีแต่คนมาร้องเพลงหมดเลย เหอๆๆ แถมมีแต่เด็ก ๆ ซะงั้น
จะว่าไปอาทิตย์นี้มีอีกสาม Act ที่น่าประทับใจ นอกเหนือไปจาก At Last ก็มี Bobby Badfinger (นักดีดนิ้วมืออาชีพ) Realis (คู่นักเต้นแบบหวาดเสียว) แล้่วก็ N’Versity (สามสาวนักร้อง Trio) ซึ่งจริง ๆ สามสาวเนี่ย ชอบน้อยกว่า At Last (อยู่แล้ว) เพราะร้องดีอยู่คนเดียว (จริง ๆ อาจจะร้องดีทุกคน แต่ดันให้คนร้องนำแค่คนเดียว แทนที่จะผลัดกัน) อีกสองคนกลายเป็นคอรัสไปซะงั้น ในขณะที่ At Last มันมีครบหมด

จริง ๆ มันก็น่าคิดเหมือนกันนะว่า ไอ้คำว่า พรสวรรค์ หรือ Talent เนี่ย ทำไมคนเข้ารอบไปลึก ๆ ถึงกลายเป็นนักร้องไปหมด จริง ๆ หาคำตอบได้ไม่ยาก เพราะ เพลงเนี่ยเป็นอะไรที่เข้าถึงคนได้ง่ายที่สุด และสามารถ impress คนดูได้หลายรูปแบบตามเพลงที่ร้อง อีกอย่างการร้องเพลงในแต่ละรอบมันก็เปลี่ยนเพลง เปลี่ยน style มาได้เรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นมันทำให้คนดูไม่ค่อยเบื่อ ในขณะที่ act อื่น ๆ เนี่ย มันคิดยากที่จะทำให้ไม่ซ้ำกันแต่ละครั้งแล้ว ยังต้องประทับใจให้เหมือนกับคนดูไม่เคยดูมาก่อนด้วย เพราะฉะนั้น ถ้าเอามาเทียบกัน ก็เป็นไปได้ว่า การร้องเพลงเนี่ย เป็นพรสวรรค์ที่คนน่าจะชอบมากที่สุด

แต่ยังไงเสีย พรุ่งนี้ก็เดาว่า At Last ก็น่าจะผ่านเข้ารอบไป ถึงแม้ไม่ได้ด้วยคะแนนโหวดจากคนดู ก็น่าจะได้จากกรรมการแหละน่า…

ถ้าใครอยากดูของอาทิตย์นี้ ลองเข้าไปที่เว็บของ NBC ได้เลย แล้วถ้ายังไงช่วยโหวตให้ด้วยก็ดีนะคับ อิอิ แต่อีกซักวันสองวัน คงมีคนเอาไปลง youtube อันนี้เอารอบ audition ไปดูก่อนละกัน ดูกี่ที่ก็ยังชอบ…

ปล. ลองค้น you tube ดูนะครับ สำหรับใครที่ชอบ ยังมีวิดีโอตอนที่ At Last ไปร้องตามที่ต่าง ๆ อีกด้วย มีอีกหลายเพลง

วิจารณ์:ชีวิตใต้น้ำกับสตีฟ ซิสสุ

In บันเทิง : Entertainment, มั่วซั่ว : Miscellenous on กรกฎาคม 11, 2006 at 9:51 pm

คือ ไม่รู้จะดูอะไร ไปห้องสมุดก็บอกให้บรรณารักษ์เอาหนังที่เพิ่งคืนมาให้ดูหน่อยว่าคนเค้าดูอะไรกัน ก็หยิบ ๆ มาดู แล้วก็ไปเช็คดูพบว่า The Life Aquatic นี้เป็นหนังที่อยู่ใน Criterion Selection ซึ่งโดยปรกติแล้วน่าจะเป็นหนังแนวคลาสสิคที่น่าสนใจ (ถ้าใครอยากดูหนังใน collection นี้ ไปดูได้ที่ TCDC นะครับ อิอิ ขอพื้นที่โฆษณาหน่อย) แต่พอไปดูปก ก็ยังงง ๆ อยู่เพราะปกมันเป็นแบบ CGI ที่ดูตลก ๆ แล้วมันจะคลาสสิคยังไง แต่ด้วยความที่ไม่มีตัวเลือกมากนักก็ลองเอามาดู

ปรกติเป็นคนที่รู้สึกไม่ตื่นเต้นอะไรกับการแสดงของ Bill Murray นะ เพียงแต่รู้สึกว่าหนังที่ Bill เล่นแต่ละเรื่อง ถึงแม้จะดูดี แต่มีความรู้สึกว่าดูยาก ต้องคิดเยอะ มุขลึกกว่าจะขำ หรือบางทีก็ไม่เข้าใจเลย ดังนั้นหนังที่มี Bill เล่นอยู่ก็มักจะเป็นตัวเลือกหลัง ๆ แต่หนังเรื่องนี้ต้องยอมรับเลยว่า ถ้าไม่ได้ Bill ความรู้สึกคงจะไม่ได้แบบนี้ และคิดว่ามีอีกหลายเรื่องที่เค้าแสดงและเป็นแบบเดียวกัน

เรื่องราวของหนังเรื่องนี้ก็มีอยู่ว่า Steve ที่แสดงโดย Bill เนี่ย เป็นนักทำหนังสารคดีเกี่ยวกับทางทะเล แล้วก็เพ่ิงจะสูญเสียเพื่อนรักที่เป็นนัก Oceanographer (ไม่รู้ภาษาไทยเค้าเรียกว่าอะไร ใครรู้ช่วยบอกหน่อย) ให้กับเจ้าฉลาม แล้วต้องการจะแก้แค้นโดยกลับไปทำสารคดีต่อ โดยมีเป้าหมายเพื่อการฆ่าเจ้าฉลามเพชรฌาตนั่น แต่บังเอิญไปพบกับชายหนุ่มที่บอกว่าเป็นลูกของ Steve โดยที่ต่างฝ่ายต่างก็ไม่มั่นใจว่าเป็นสายเลือดเดียวกันจริงหรือไม่ แต่ Steve ก็รับให้เข้ามาอยู่ในทีมทำสารคดีของเค้าด้วย นอกจากนี้ในเรื่องยังมีเรื่องภรรเมียของเค้าที่ออกจะดูแปลก พร้อมกับความสัมพันธ์กันแปลก รวมไปถึงนักข่าวสาวที่ตั้งท้องเข้ามาทำข่าว

เรื่องหลัก ๆ มันจะอยู่ที่ประเด็นของความสัมพันธ์ระหว่างพ่อ/ลูก รวมไปถึงการผจญภัยใต้น้ำด้วย คือ ดูหนังเรื่องนี้แล้ว อย่าคิดมาก ปล่อยไปตามน้ำ มันก็หัวเราะ (แบบหึ ๆ) ได้เป็นพัก ถึงแม้มุขตลกและบทมันออกจะเป็นแห้ง ๆ แต่หลัง ๆ ก็เรียกน้ำตาได้เหมือนกัน ซึ่งก็ถือว่าครบเครื่องดีทีเดียว แต่ต้องยอมรับอย่างนึงก็คือ ดูหนังเรื่องนี้ ระหว่างที่ดูเนี่ย หนังสร้างรู้สึก “ความอึดอัด” ได้ดีทีเดียว นี่เองที่ผมว่าต้องยกประโยชน์ให้ Bill โดยแท้ มันเป็นความอีดอัดที่หนังจงใจจะสร้างขึ้น เพื่อให้ไปสู่จุดจบตอนท้ายได้สวยทีเดียว

ส่วน CGI ที่ใช้ในหนัง ผมก็รู้สึกว่ามันไม่ได้น่าเกลียดอะไร ถึงแม้จะไม่เนียน 100% แต่ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกขัดหูขัดตาแต่อย่างไร ก็ไปเรื่อย ๆ ก็อย่างที่บอก ดูแล้วอย่าคิดอะไรมาก

โดยรวมผมให้ B ถึง B+ นะ เพราะมันทำให้ผมรู้สึกว่า “I got some guts about it”

ใครก็เป็น Chris Cunningham ได้ด้วย Photobooth

In มั่วซั่ว : Miscellenous on กรกฎาคม 4, 2006 at 7:57 pm

หลายคนคงอาจจะรู้จักงานของ Chris Cunningham ผู้กำกับหนังสั้นที่เป็นที่ฮือฮา ด้วยผลงานล่าสุด Rubber Johnny

Johnny Rubber

ถ้าใครอยากดูหนังและหนังสือของ Cunningham ก็ลองเข้าไปดูที่ TCDC Resource Center นะครับ :)

แต่ที่จะพูดถึงวันนี้หาใช่เป็นงานของ Cunningham หรอก แต่เป็นงานของตัวเอง ที่ไปลองเล่นกับ Photobooth ของ apple ดู โดยเฉพาะเวลาใช้ feature ต่าง ๆ แหม มันฮาดีจริง ๆ แล้วก็เลยพลันนึกถึงงานของตา Chris นี่มาได้ ส่วนอันล่างนี่เป็นงานที่ผมทำเล่น ๆ เองหล่ะครับ เอิ๊ก ๆ

คนลิ้นสองแฉก
ภาพนี้ผมตั้งชื่อว่า ลิ้นสองแฉก

ใบหน้า
ส่วนอันนี้ตั้งชื่อว่า มุด

Red Dot
อันนี้ก็เป็น Red Dot

ที่เหลือก็จะเป็นงานนิ้วและมือ อยู่ใน flickr หมดเลยคับผม

Heart by hand

ติดไข่… (ซอสพริกฉลากทองมากกว่าหรือเปล่า?)

In มั่วซั่ว : Miscellenous, เด็กนอก? on กรกฎาคม 2, 2006 at 2:13 pm

อ่านชื่อแล้วอย่าเข้าใจผิด… วันนี้เป็นวันแรกที่ทอดไข่กลับ หลังจากกลับมาจากเมืองไทย

เป็นการทอดไข่ที่ตื่นเต้นเพราะอยากกินไข่กับซอสพริกที่อุตส่าห์เอามาจากเมืองไทย ไม่อยากจะเชื่อพอทอดไข่เสร็จ ตัวสั่น มือสั่นเลย แบบเหมือนโหยหามานาน ทั้ง ๆ ที่ก็ไม่ได้รู้สึกหิวอะไรมาก ก็เลยคิดว่า สงสัยเหมือนอาการลงแดงเนอะ

พอกินหมดแล้ว ยังรู้สึกไม่อิ่มเลย เหอๆๆ จำได้ว่าสมัยเป็นเด็กเนี่ย ชอบกินมาก มีอยู่ครั้งนึง กินข้าว กับไข่เจียว พร้อมกับซอสพริกฉลากทอง (+ซอสแม๊กกี้+พริกไทย) ดูการ์ตูนไป กินข้าวไป สรุปกินข้าวไป 7 จาน อิ่มแปล้เลย ใช้เวลากินข้าวกับไข่เจียวไปสองชั่วโมงกว่า ๆ อ่ะ ตั้งแต่เที่ยงยังบ่ายสอง กินเข้าไปด้าย เราเนี่ยเนอะ…

ปวดกะโหลก

In มั่วซั่ว : Miscellenous on มิถุนายน 29, 2006 at 6:58 am

set blog นี่ก็ไม่ใช่ง่ายแฮะ กว่าจะได้ถูกใจ สาเหตุที่เลือกใช้ wordpress เพราะมันดูเรียบร้อยดี แล้วมันมี option มากกว่า (เรื่องของเรื่องก็คืองก option ทั้งที่จะได้ใช้หรือเปล่าไม่รู้เลย) อีกอย่างก็อยากเรียนรู้ว่าอะไรมันเป็นอะไร ระบบมันเป็นไงด้วย จริง ๆ อยาก install บน server เองมากกว่า เพราะจะได้ปรับ theme ได้มากกว่าเท่านั้นเอง เหอๆๆ แต่ก็เอาเถิด แค่นี้ก็ดีแล้ว หน้าตาไม่สำคัญเท่ากับเนื้อหา จริงมั๊ย? เหอๆๆ แต่ถามว่าตอนนี้ถูกใจมั๊ย ก็ยังไม่ถูกใจอยู่ดี แต่ก็พอไปวัดไปวาได้ เอาน่า…

การเขียนบล๊อกเนี่ย เป็นเหมือนการเล่าให้คนอื่นฟัง แต่จริง ๆ แล้วคนที่อ่านหลัก ๆ ก็คือตัวเราเองนั่นแหละ สงสัย social networking จะกลายเป็น anti-social ไปหรือเปล่าเนี่ย

อยากรู้จังว่าใครจะมาอ่าน blog นี้เป็นคนที่สองต่อจากเรา

เริ่มเลอะเทอะ

In มั่วซั่ว : Miscellenous on มิถุนายน 28, 2006 at 5:57 pm

ไม่รู้สิแฮะ เกิดนึกอยากเขียนอะไรเรื่อยเปื่อยเหมือนคนอื่นเค้าบ้าง ไม่ว่าจะเข้าขั้นเพ้อเจ้อหรือยังแฮะ หมายถึงอะไรที่ไม่ใช่เป็นเชิงวิชาการเหมือนอย่างกับ Thaibrarian นั่น เพียงแต่อยากรู้สึกว่า บางครั้งมันก็มีเรื่องอะไรที่อยากเล่าเหมือนกันนะ จริง ๆ ที่ลงก็มีเพียบ ซึ่งโดยปรกติถ้ามีอะไรก็มักจะไปเล่าให้เพื่อน ๆ ที่ weareit.net แต่บางครั้งอะไรที่มันดูเป็นส่วนตัวมากไปก็ไม่อยากจะเล่า เดี๋ยวคนเค้าจะเอียนเอา ก็เลยขอตั้งชื่อ blog นี้ว่า “iTeau’s Dirt” หรือชื่อภาษาไทยนี้ว่า “เรื่องเลอะเทอะของโตมร” เป็นเรื่องที่คงจะอยากเขียนก็เขียนหล่ะมั๊ง ไม่มีอะไรเป็นกฏเกณฑ์ตายตัว

ว่าแต่ว่า…ที่ยังสงสัยตัวเองเนี่ย… ว่าจะเขียนได้ซักกี่วัน เท่านั้นแหละ เหอๆๆๆ พอเปิดเทอมแล้วก็คงจะเงียบเหมือนเคย..