ประวัติเอกสารจากหมวดหมู่ ‘มั่วซั่ว : Miscellenous’
Diffusion of responsibility
In มั่วซั่ว : Miscellenous on กรกฎาคม 15, 2008 at 9:16 pmเครือข่ายทางสังคม (social networking) กำลังเป็นแนวคิดที่ได้รับความนิยมอย่างสูง โดยเฉพาะแนวคิดที่จะดึงเอาพลังของ weak ties ขึ้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในหลาย ๆ ด้าน การเข้าร่วมกลุ่ม หรือการเคลื่อนไหวเป็นพรรคเป็นพวก ก่อให้เกิดพลังและอำนาจ
เมื่อต้นเดือนที่แล้ว (มิถุนายน 2551) เห็นข่าว ๆ หนึ่ง แล้วทำให้คิดได้ว่า การอยู่เป็นกลุ่มเป็นก้อน โดยเฉพาะในลักษณะที่เป็น weak ties ก็ไม่ได้เป็นผลดีเสมอไป
ชายสูงวัย อายุ 78 ปี ถูกรถชนในรัฐ Connecticut คนขับชนแล้วหนี คนขับรถคนอื่น ในข่าวบอกว่า 9 คัน ขับผ่านไป โดยไม่ได้จอดช่วยเหลือ คนที่เห็นเหตุการณ์รอบ ๆ ก็ไม่ได้วิ่งเข้าไปช่วยเหลือ เพียงแต่เดินเข้าไปดู รอจนกระทั่งตำรวจมา ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าว ถูกกล้องวงจรปิดจับไว้ได้ (เนื้อข่าวจาก The Australian)
คำเตือน: วิดีโอนี้อาจมีเนื้อหารุนแรงสำหรับผู้ชมบางท่าน
ภาพเหตุการณ์ดังกล่าว อาจไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับใครหลายคน จะว่าไปเหตุการณ์ในลักษณะนี้ก็เกิดขึ้นในบ้านเมืองเราเช่นกัน เหตุการณ์รถชนบางราย เราก็จะเห็นคนเต็มไปหมด จนกลายเป็นที่มาของ “ไทยมุง” บางรายคนก็คิดว่า การช่วยที่ดีที่สุดคือการไม่ไปอยู่ในกลุ่มไทยมุง เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างสะดวก แต่การหวังดีเช่นนี้ บางครั้งก็ถูกมองว่าเป็นคนไร้น้ำใจ แต่ส่วนใหญ่ก็คิดว่า เดี๋ยวก็มีคนมาช่วย เพราะเราไม่ใช่คนเห็นคนเดียว
ซึ่งปรากฏการณ์เช่นนี้ไม่ใช่เพียงแต่เฉพาะในกรณีอุบัติเหตุเท่านั้น แต่ยังมีเหตุการณ์อื่น ๆ ด้วย เช่น ในปี 1964 มีเหตุการณ์ฆาตกรรมสยองขวัญเกิดขึ้นในเมือง Queen รัฐนิวยอร์ก Kitty Genovese ถูกแทงสามครั้ง พร้อมเสียงกรีดร้องขอความช่วยเหลือ ผ่านสายตาคนที่ผ่านไปมาใน Kew Gardens ซึ่งมีผู้เห็นเหตุการณ์นั้น 38 คน ซึ่งไม่มีใครเลยที่จะโทรแจ้งตำรวจในขณะที่เห็นเหตุการณ์ มีเพียงคนเดียวเท่านั้น ที่โทรศัพท์แจ้งตำรวจ แต่ก็หลังจากที่หญิงผู้เคราะห์ร้ายคนนั้นเสียชีวิตลงแล้ว หรือในปี 1970 มีชายหนุ่มคนหนึ่งถูกแทงในระหว่างที่ขี่จักรยานกลับบ้าน มีคนเห็นเหตุการณ์ 11 คน มองดูเค้านอนตายจมกองเลือดโดยไม่ได้เข้าไปช่วยเหลือ นอกจากนี้ยังมีกรณีอื่น ๆ อีกเช่น หญิงสาวถูกข่มขืนกลางวันแสก ๆ เธอพยายามวิ่งหนีด้วยร่างเปลือยเปล่า ผ่านสายตาของคน 40 กว่าคน ที่มองดูโดยไม่ได้เข้าไปช่วยเหลือ โชคดีที่ตำรวจเข้ามาช่วยไว้ได้ทัน
เหตุการณ์เหล่านี้ ทำให้ Darley และ Latane เกิดความสนใจว่าทำไมคนถึงไม่เข้าไปช่วย โดยได้ตั้งสมมติฐานไว้ 3 สาเหตุ สาเหตุแรก เป็นเพราะการที่เห็นว่าไม่มีใครช่วยเหลือ อาจทำให้คนอื่นตีความเหตุการณ์นั้นได้ว่า ไม่ใช่เหตุฉุกเฉิน “Collective inaction thereby begets further collection inaction.” (Abelson, Frey, & Gregg, 2004, หน้า 224) สาเหตุต่อมา คือ คนที่เห็นในเหตุการณ์อาจรู้ว่ามีคนอื่นเห็นด้วยเช่นกัน แต่ไม่รู้ว่าคนอื่น (จะ) ตอบสนองต่อเหตุการณ์นั้นอย่างไร ซึ่ง Darley และ Latane เรียกว่า “pluralistic ignorance” ส่วนสาเหตุสุดท้าย คือ diffusion of responsibility กล่าวคือ ความรับผิดชอบถูกกระจายให้กับคนที่ร่วมอยู่ในเหตุการณ์เท่า ๆ กัน ยกตัวอย่างในกรณีของ Kitty ที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า ถ้ามีคนเห็นเหตุการณ์เพียงคนเดียว เธออาจจะรอดชีวิตก็ได้
การทดลองของ Darley และ Latane ใช้นักศึกษาจาก New York University เป็นกลุ่มทดลองจำนวน 72 คน โดยขั้นตอนเริ่มตั้งแต่ การบอกกับกลุ่มทดลองว่า ให้มาเป็นกลุ่มทดลองการศึกษาเกี่ยวกับความกดดันของการใช้ชีวิตในเมือง โดยให้นักศึกษาเหล่านี้เล่าประสบการณ์ส่วนตัวกับคนแปลกหน้า โดยที่ไม่แสดงตัวตน นั่งแยกกันคนละห้อง พูดคุยผ่านไมโครโฟน นอกจากนี้ยังบอกกับนักศึกษาด้วยว่า การที่มีคนคอยฟังการสนทนาอาจทำให้เกิด bias ได้ ดังนั้นผู้ทำการทดลองจะไม่ฟังในระหว่างการพูดคุย แต่จะเก็บข้อมูลในภายหลังจากแบบสอบถาม โดยการพูดคุยแบ่งออกเป็นสองช่วง ช่วงแรกจะเป็นให้แต่ละฝ่ายเล่าถึงปัญหาของตนเอง หลังจากสองฝ่ายพูดจบ จึงจะเป็นการแลกเปลี่ยนคำถาม โดยใช้เวลาคนละ 2 นาทีต่อหนึ่งช่วงในขณะที่อีกคนกำลังพูด ไมโครโฟนของอีกฝ่ายก็จะถูกปิดไป
อย่างไรก็ตาม ในการทดลองจริงครั้งหนึ่ง ๆ จะมีนักศึกษาเข้าทำการทดลองทีละคนเท่านั้น (แต่สร้างสถานการณ์ว่ามีหลายคน) ในขณะที่คนที่เข้าร่วมคนอื่น ๆ นั้นเป็นเทปบันทึกเสียง ซึ่งแต่ละครั้งจำนวนคนที่ถูกสร้างสถานการณ์ให้มีให้การทดลองก็จะแตกต่างกันไป ตั้งแต่ 2, 3 และ 6 คน เพื่อตอนท้ายจะนำมาพิสูจน์สมมติฐานเรื่องจำนวนของผู้ร่วมเหตุการณ์ และในบรรดาผู้ร่วมการทดลองตัวปลอมนั้น จะมีหนึ่งคนที่เป็น victim โดยในรอบแรกก็จะเล่าปัญหาของตัวเองว่าเป็นลมชักอยู่ประจำ โดยเฉพาะเมื่อต้องเรียนหนักหรือเตรียมตัวสอบ และเมื่อเข้ารอบสอง victim คนดังกล่าว ก็จะแสดงอาการลมชัก แล้วเรียกขอความช่วยเหลือในระหว่างการเล่าเรื่องของตนเอง นอกจากนี้เฉพาะการทดลองกลุ่ม 3 คน หนึ่งในนั้นก็จะมีเสียงนักเรียนแพทย์ที่เรียนเฉพาะด้านฉุกเฉินอยู่ด้วย
ในการทดลองจะจับเวลาว่าผู้เข้าร่วมการทดลองตัวจริงใช้เวลานานเท่าใด จึงจะเปิดประตูออกมาเรียกขอความช่วยเหลือ หากเกิน 6 นาที ผู้เข้าร่วมการทดลองก็จะหยุดแล้วก็ไปเปิดเผยการทดลองจริง ๆ ว่าเป็นอย่างไร หลังจากนั้นผู้เข้าทำการทดลอง ก็จะตอบแบบสอบถามเกี่ยบกับบุคลิกลักษณะของบุคคลนั้น ๆ เพื่อนำมาเปรียบเทียบ
ผลการทดลองก็เป็นไปตามคาด ผู้เข้าร่วมการทดลองตัวจริง เชื่ออย่างสนิทใจ และพบว่าจำนวนผู้เข้าร่วมการทดลองตัวปลอมมีส่วนสำคัญต่อความไวในการออกมาแจ้งเจ้าหน้าที่ โดย 85% ของนักศึกษาที่อยู่ในกลุ่มสองคน จะรายงานเหตุฉุกเฉินให้กับเจ้าหน้าที่ทราบ โดยที่อีกฝ่ายยังพูดไม่จบ ในขณะที่ 31% ของกลุ่ม 6 คนออกมารายงานเหตุภายใน 2 นาทีนั้น แต่ท้ายที่สุดแล้วทุกคนที่อยู่ในกลุ่มสองคนก็ออกมารายงาน ในขณะที่มีเพียง 62% ของคนที่อยู่ในกลุ่ม 6 คนเท่านั้นที่ออกมารายงานเหตุฉุกเฉิน ซึ่งความไวและการรายการก็เรียงลำดับไปตามจำนวนคนในกลุ่ม
อย่างไรก็ตามที่น่าสนใจก็คือ ในกลุ่ม 3 คน ที่มีคนหนึ่งเป็นนักเรียนแพทย์ และเพศที่แตกต่างกัน ก็ไม่พบว่า มีความแตกต่างในความไวและการรายงานเหตุฉุกเฉินของกลุ่มทดลองแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามบุคลิกลักษณะอื่น ๆ ไม่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญต่อการรายงานเหตุฉุกเฉินแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามงานวิจัยชิ้นหลัง ๆ พบว่ามีเพียงปัจจัยด้าย self-protective เท่านั้นที่มีผล
นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยชิ้นอื่น ๆ ที่ศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับปัจจัยที่มีผลต่อการช่วยเหลือในกลุ่ม เช่น อารมณ์ (หรืออีกนัยหนึ่ง คือ คุณธรรม ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี) สีผิว และเพศ โดยเฉพาะงาน meta-analysis ของ Eagly & Crowley (1986) ที่พบว่า โดยปรกติผู้ชายจะช่วยเหลือคนแปลกหน้ามากกว่าผู้หญิง โดยเฉพาะในกรณีที่เป็นผู้เห็นเหตุการณ์ หรืออาจมีอันตราย หรือผู้ต้องการความช่วยเหลือเป็นผู้หญิง อย่างไรก็ตาม งานของ West และคณะเมื่อหลายสิบปีมาแล้ว (1975) พบว่า ถ้าพบเจอคนเปลี่ยนยางรถยนต์บนถนน highway 1 ใน 4 ของคนที่จอดเป็นผู้หญิง ในขณะที่ 1 ใน 50 เป็นผู้ชาย อย่างไรก็ตามปัจจัยอื่น ๆ เหล่านี้ ดูเหมือนว่าจะมีความซับซ้อนในหลาย ๆ ด้าน
แต่กระนั้นประเด็นที่น่าสนใจมากที่สุด เห็นจะเป็นเรื่องของจำนวนคนในกลุ่มที่ตอกย้ำอิทธิพลของ diffusion of responsibility ที่มีต่อการช่วยเหลือ ยิ่งจำนวนคนมากขึ้นเท่าไหร่ ความรับผิดชอบก็จะกระจายมากขึ้นเท่านั้น นอกจากนี้ก็ดูเหมือนว่า pluralistic ignorance ก็จะสูงขึ้นด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตามดังที่กล่าวมาแล้ว ว่าเครือข่ายที่พูดถึงนี้มีลักษณะเป็น weak ties มาก ไม่นับรวมกลุ่มที่ค่อนข้างจะมี strong ties เพราะในกรณีนั้น ส่วนใหญ่คนที่มี strong ties กับคนที่ต้องการความช่วยเหลือ ก็น่าจะ overrule อยู่แล้ว ตัวอย่างที่เศร้าสลดสุด ๆ ก็คงจะหนีไม่เกินข่าว “สลดพ่อเก็บศพลูก รถชนเละ กอบใส่ถุงก๊อบแก๊บ” (ที่มา: ข่าวสด)
มุมมองในเชิงเครือข่ายที่เกี่ยวกับ diffusion of responsibility นี้ น่าจะใกล้เคียงกับแนวคิด tragedy of the commons ที่ใช้ในเชิงเศรษฐศาสตร์ ซึ่งเป็นกรณีศึกษาเกี่ยวกับเรื่อง การใช้ทรัพยากรสาธารณะ เมื่อใดก็ตามทรัพยากรสาธารณะหนึ่ง ๆ ไม่มีการแสดงความเป็นเจ้าของรับผิดชอบ การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรเหล่านั้นก็ใช้กันเกินขอบเขต ขาดการทะนุถนอมดูแล ไม่ได้คำนึงถึงการใช้ประโยชน์ในภายภาคหน้า เช่น ห้องน้ำสาธารณะทั่วไป ซึ่งมักจะไม่ค่อยสะอาด เพราะคนทั่วไปมักจะคิดว่า เข้าครั้งเดียวก็เลิก คนอื่นที่จะมาใช้ก็จัดการเองก็แล้วกัน แต่ถ้าห้องน้ำนั้น เราใช้ประจำ เราก็มักจะใช้มันดีขึ้นหน่อย ซึ่งวิธีการแก้ปัญหา ก็คือ การสร้างกฏเกณฑ์ และการควบคุม นั่นหมายถึง การมอบหมายความรับผิดชอบให้ (กลุ่ม) คนหนึ่ง มีหน้าที่ดูแลสิ่ง ๆ นั้นให้เรียบร้อย และรวมไปถึงการ privatization
มองกลับมาที่กรณีของเหตการณ์ฉุกเฉิน เราก็จะพบว่า เราไม่สามารถได้กำหนดว่า จะให้ใครรับผิดชอบ และเหตุฉุกเฉินก็เป็นสิ่งที่คาดการณ์ไม่ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่มีการตั้งข้อสังเกตคือ ถ้ามีคนที่มีคนกล้าคนหนึ่งแล้ว คนอื่น ๆ ก็จะตามมา ซึ่งปรกติน่าจะเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์และสัตว์อยู่แล้ว ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็ดูได้จากวิดีโอเรื่อง พลังของฝูงควายที่ Kruger ที่ต้องมีควายผู้นำเพียงตัวหนึ่งเริ่มเข้าไปหาสิงโตก่อน ตัวอื่น ๆ ก็จะตามไป
โยงยาวกลับมาในเรื่อง social network โดยทั่วไป เราสามารถตั้งข้อสังเกตได้หลายประการจากแนวคิดข้างต้น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของระดับของการเข้าร่วมกิจกรรมของเครือข่าย หรืออีกนัยหนึ่งก็คือเรื่อง active users กับ lurkers หรือถ้าเป็นในเชิงการจัดการห้องสมุด ก็คือ การทำให้ผู้ใช้รู้สึกมีส่วนรับผิดชอบ เป็นเจ้าเข้าเจ้าของห้องสมุด (และ/หรือสถาบันบริการสารสนเทศอื่น ๆ) อัตราการชำรุด สูญหายของทรัพยากรก็น่าจะน้อยลง ห้องสมุดก็น่าจะมีการพัฒนาไปได้อย่างรวดเร็ว (หรือไม่ อย่างน้อยก็รักษาสภาพที่ดีได้นานขึ้น) อย่างไรก็ตามความรับผิดชอบที่กระจายออกไปตามกฏเกณฑ์ของหมู่คณะนั้น ควรจะต้องเป็นเรื่องที่มีความสมดุล ทั้งผู้ควบคุมเครือข่าย (ที่ไม่ให้ความรับผิดชอบมากเกินไปจนเกินขอบเขต และทำให้เกิดอภิสิทธิ์ได้) และสมาชิกเครือข่ายทั่วไป (ไม่ให้ขาดความรับผิดชอบ)
บันทึก
งานของ Darley & Latane (1968) สรุปและเรียบเรียงมาจาก
Abelson, R. P., Frey, K. P., & Gregg, A. P. (2004). Who, me?: The failure of bystanders to intervene in emergencies. In Experiments With People: Revelations from Social Psychology. Mahwah, NJ: Lawrence Erlbaum Associates.
รายการอ้างอิงอื่น ๆ
Darley, J. M & Latane, B. (1968). Bystander intervention in emergencies: Diffusion of responsibility. Journal of Personality and Social Psychology, 8, 377-383.
Eagly, A. H., & Crowley, M. (1986). Gender and helping behavior: A meta-analysis review of the social psychological literature. Psychological Bulletin, 100, 283-308.
West, S. G., Whitney, G., & Schnedler, R. (1975). Helping a motorist in distress: The effects of sex, race, and neighborhood. Journal of Personality and Social Psychology, 31, 691-698.
อารมณ์กับการเมือง
In มั่วซั่ว : Miscellenous on กรกฎาคม 9, 2008 at 11:41 amยโต ยโต จ ปาปกํ ตโต ตโต มโน นิวารเย
ก็บาปเกิดจากอารมณ์ใด ๆ พึงห้ามใจจากอารมณ์นั้น ๆ
นาน ๆ ครั้งจะเขียนถึงเรื่องการเมืองซักที แต่ก็ยังเป็นการเมืองแบบขี้ขลาดอย่างกระผมนี่แหละ
หลัง ๆ มานี้ (หรือแต่ไหนแต่ไรมาก็ไม่ทราบ) เรื่องการเมืองนั้น ดูเหมือนว่ามีลักษณะคล้ายกับลัทธิและศาสนาเข้าไปทุกที ตรงที่ว่ามีจุดเริ่มต้นและศูนย์กลางอยู่ที่อารมณ์ โดยเฉพาะบนหน้าหนังสือพิมพ์ผ่านตัวหนังสือที่ถ่ายทอดลงบนกระดาษ (หรือหน้าจอคอมพิวเตอร์) อารมณ์ ความรู้สึกต่าง ๆ นานาแทบจะพวยพุ่งทะลุกระดาษหรือหน้าจอออกมาเสียให้ได้ และดูเหมือนว่าเจ้าอารมณ์นี้เอง ที่เป็นเป็นตัวผลักดันอันสำคัญ ที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหว (mobilitiy) แน่นอนว่า แรงผลักดันอื่น ๆ นั้นมีเยอะมาก แต่เท่าเห็น อารมณ์ ดูเหมือนจะเป็นสิ่งเร้าที่มีประสิทธิภาพสูงสุด
เมื่อวานไป browse ชั้นหนังสือใหม่ที่ห้องสมุด ไปเจอบทความในหนังสือ Mediated Citizenship แนว political communication ชื่อ Do Crying Citizens Make Good Citizens? โดย Pantti & Van Zoonen (2008) เห็นว่าน่าสนใจเลยลองยืมกลับมาอ่าน ตัวบทความสั้น เพียง 20 หน้า
บทความวิจัยชิ้นนี้เป็นการวิเคราะห์อารมณ์ของฝูงชนผ่านสื่อ หลังจากการลอบสังหาร Pim Fortuyn นักการเมืองฝ่ายขวาจัด เมื่อปี 2002 และ Theo van Gogh ผู้สร้างภาพยนตร์เมื่อปลายปี 2004 เหตุการณ์ทั้งสองเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งสร้างความตกใจให้กับชาวดัตช์อยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะ Pim Fortuyn เนื่องจากเป็นการฆาตรกรรมทางการเมืองครั้งแรกในรอบ 400 ปีของเนเธอร์แลนด์
วัตถุประสงค์ของการวิจัย ก็เพื่อถามคำถามว่า มีอารมณ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง และใครเป็นคนแสดงอารมณ์นั้น ๆ บนสื่อหนังสือพิมพ์ อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัว ผมพบว่า ในเชิงระเบียบวิธีวิจัย ค่อนข้างจะอ่อนถึงอ่อนมาก ซึ่งผมจะสรุปอีกทีตอนท้าย
แต่กระนั้นส่วนที่ดีที่สุด คงจะเป็นส่วนที่เป็นส่วนวิจารณ์วรรณกรรม (ชื่อหัวข้อ The Emotional Public Sphere) ที่รวบรวมประเด็นเกี่ยวกับอารมณ์และการเมืองในเชิงวิชาการไว้น่าสนใจ อ่านแล้วค่อนข้างจะคล้ายกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในบ้านเรา
ในบทนำของบทความ ผู้เขียนชี้ให้เห็นถึง debate ในมุมกว้างว่า ในมุมมองทั่วไป อารมณ์มักถูกมองมีบทบาทเชิงบิดเบือนในทางการเมือง เนื่องจากคนทั่วไปมักเข้าใจว่า เพื่อเอ่ยถึงอารมณ์ หมายถึงการไร้การควบคุมหรือการควบคุมตนเอง ในขณะที่อีกฝั่งหนึ่ง ก็เริ่มหันมามองว่าอารมณ์เป็นพื้นฐานของกิจกรรมและการตัดสินใจทางการเมือง โดยเฉพาะชี้ให้เห็นว่าการขาดความกระตือรือต้นทางการเมือง (political apathy) น่าจะมีผลมาจากการขาดความอารมณ์และความรู้สึก (lack of passion)
ผู้เขียนยกตัวอย่างของ White Marches ในเบลเยี่ยมเพื่อชี้ให้เห็นว่า การมีส่วนร่วมทางการเมือง มีแรงผลักดันทางอารมณ์และความกังวลส่วนบุคคล ซึ่งการเคลื่อนไหวที่มีอารมณ์เป็นตัวขับเคลื่อนนั้น มีสื่อเป็นปัจจัยสำคัญ
สื่อกับอารมณ์มักจะถูกมองในเชิงลบ เนื่องจากการที่ไปเน้นต่อการกระตุ้นความสนใจ ทำให้สื่อบกพร่องต่อหน้าที่ในการรับประกันการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชน และหน้าที่ในการเป็นกระบอกเสียงจากทุกภาคส่วนของสังคม นอกจากนี้สื่อก็ให้ความสนใจกับอารมณ์ที่รุนแรงของปัจเจก มากกว่าเป็นการวิเคราะห์เนื้อหาของสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ
นักวิชาการกลุ่มหนึ่ง ไม่เห็นด้วยกับการมองว่าอารมณ์กับการไร้เหตุผลคือสิ่งเดียวกัน หากแต่ให้มองว่าอารมณ์เป็นบ่อเกิดของการมีเหตุผลในเชิงปฏิบัติ (practical rationality) และมีความจำเป็นต่อกิจกรรมของหมู่คณะ อย่างไรก็ตามการที่อารมณ์จะผลักดันให้กิจกรรมสาธารณะได้ จะต้องเกิดมาจากการผูกมัดทางอารมณ์ที่แน่วแน่
อารมณ์ยังเป็นพื้นฐานต่อการแสดงตัวตน (self-identification) และมีส่วนสำคัญต่อความสัมพันธ์ทางสังคม (social bonds) ที่ทำให้เกิดกลุ่มก้อน หรือแม้แต่ประเทศ ดังนั้น อัตลักษณ์ของ “ชาติ” จึงมีมิติทางด้านอารมณ์ที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม ความเป็นหมู่คณะ มิได้เกิดขึ้นจากความรู้สึก “รัก” ในชาติเพียงอย่างเดียว หากแต่เกิดจากความรู้สึกที่รุนแรงอื่น ๆ ด้วย เช่น ความโกรธ ความเกลียด ความกลัว ความอาย ซึ่งผมชอบ quote ของ Morley & Robbins (1995) ที่ผู้เขียนอ้างถึง ความว่า
“[T]here is another respect to community, that in which it is held together not by what it avows as its collective values, but by what it collectively disavows.”
(ใน ช่วงสรุปของบทความ ผู้เขียนชี้ให้เห็นว่า อารมณ์มีส่วนที่ท้าทายคุณลักษณะของ “ชาตินิยม” ด้วยเช่นกัน โดยยกตัวอย่าง จากข้อความของผู้ประท้วงกรณีสังหาร Pim Fortuyn ที่เขียนว่า การกระทำแบบนี้ ไม่ใช่การกระทำเยี่ยงดัตช์)
ผู้เขียนชี้ให้เห็นว่า การที่อารมณ์มีความสัมพันธ์กับคุณค่าทางจริยธรรม ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ดังนั้นบางอารมณ์ ทั้งในเชิงความเข้าใจและการแสดงออก จึง เป็นสิ่งที่ได้รับการยอมรับจากสังคม บางอารมณ์ก็กลายเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้เลย ผู้เขียนอ้างถึง กฏความรู้สึก (feeling rules) ของ Hochschild (2003) ที่ใช้ในการสร้างความเข้าใจว่าเมื่อใดและในสถานการณ์ใด ที่อารมณ์ที่เกิดขึ้นพร้อม ๆ กันจะสามารถเปิดเผยต่อสาธารณะได้ ซึ่งกฏเหล่านี้เองที่ทำให้คนที่มีอภิสิทธิ์ทางการเมือง สังคม และวัฒนธรรมยังเป็นกลุ่มที่มีอำนาจเหนืออยู่ได้ ในขณะที่คนกลุ่มอื่น ๆ ที่ด้อยกว่านั้น ก็จะมีความสัมพันธ์กับอารมณ์ที่ไร้การควบคุม
ข้อคิดเห็นส่วนตัว
อย่างที่เกริ่นไว้แล้วตอนต้น ในเชิงระเบียบวิจัย (Methodologically) ต้องบอกก่อนว่า ค่อนข้างอ่อน (ถึงอ่อนมาก) เพราะชื่อเรื่องกับเนื้อหาออกจะแนวคนละเรื่องเดียวกัน เลยทำให้ตอนท้ายอ่อนปวกเปียกมาก อ่านแล้วแอบผิดหวัง อีกทั้งตอนท้ายก็กล้อมแกล้มตอบคำถามจากชื่อเรื่อง ผู้เขียนพยายามจะตอบคำถามด้วยการอธิบายผลลัพท์ทางการเมืองของพรรคที่จัดตั้งโดย Pim Fortuyn ว่า อารมณ์ไม่มีผลต่อความเป็นพลเมืองในทางการเมือง เพราะหลังจากการได้รับการเลือกตั้งอย่างมาก ท้ายที่สุดรัฐบาลก็อยู่ได้ไม่นาน ซึ่งเป็นการอธิบายที่ไร้ค่อนข้างไร้น้ำหนักมาก ๆ ผมจึงไม่อยากพูดถึงรายละเอียดของตัววิธีวิจัยและผลการวิจัยมากนัก
จะว่าไป ผมไม่เคยอ่านงาน field นี้มากนัก แต่จากเท่าที่อ่านจาก literature review ของบทความนี้แล้ว ให้ “ความรู้สึก” เหมือนว่า งานวิจัยก่อนหน้านี้จะชี้ให้เห็นว่า อารมณ์มีผลต่อการมีหรือไม่มีต่อการเข้าร่วมกิจกรรมสาธารณะ โดยเฉพาะสมมติฐานที่ว่า การขาดความกระตือรือต้นทางการเมืองมีผลมาจากการขาดความอารมณ์และความรู้สึก ซึ่งมีลักษณะเป็น duality หากแต่ไม่ได้พูดถึงอิทธิพลที่มีต่อระดับการเข้าร่วมกิจกรรม (level of participation) ที่มีลักษณะเป็น plurality ที่มีรายละเอียดมากกว่าคำตอบว่า ใช่หรือไม่ใช่ ซึ่งมีผลเชื่อมโยงต่อมาจากการขาดขอบเขตของ “good citizens” ว่ามีคุณลักษณะอย่างไร และ “แค่ไหน” หรือจะเรียกว่าดี ถึงแม้ในบทนำของหนังสือ บรรณาธิการได้พยายามให้คำนิยามของคำว่า citizenship ไว้ก็ตาม แต่ผมมองว่าการใช้คำว่า “ดี” เป็นเรื่องที่หมิ่นเหม่ ซึ่งปรกติในทางวิชาการก็ไม่น่าจะใช้กัน
อย่างไรก็ตามบทความชิ้นนี้ นำเสนอกรณีที่การแสดงออกทางสาธารณะที่เกิดขึ้นจากคนกลุ่มก้อนเดียว ที่มีอารมณ์สอดคล้องกัน และมีความเป็นเอกภาพในช่วงเวลาหนึ่ง อย่างไรก็ตามกรณีที่เกิดขึ้นกับบ้านเรามีมิติมากกว่า กล่าวคือ มีการแสดงออกทางการเมืองที่เกิดขึ้นจากการขัดแย้งทางอารมณ์ในลักษณะ snowball ซึ่งการก่อตัวของแต่ละกลุ่ม ต่างก็มีอารมณ์ที่แตกต่างกัน บางกลุ่มก็เริ่มจะความโกรธ บางกลุ่มเริ่มจากความกลัว บางกลุ่มเริ่มจากความรัก บางกลุ่มเริ่มจากความเบื่อหน่าย และเกิดการปะทะกันอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ทุกกลุ่มก็ดูเหมือนว่าจะอ้าง “ความรัก” แต่ท้ายที่สุดก็เหมือนจะจบที่ความโกรธ และความเกลียดชังทั้งนั้น…
รายการอ้างอิง
Hochschild, A. (2003). The managed heart. Commercialization of human feeling. Berkeley, CA: University of California Press.
Morley, D., & Robbins, K. (1995). Spaces of identity: Global media, electronic landscapes and cultural boundaries. London: Routledge.
Pantti, M., & Van Zoonen, L. (2008). “Do crying citizens make good citizens?”. In Karin Wahl-Jorgensen. Ed. Mediated Citizenship. London & New York: Routledge.
Zoomii
In มั่วซั่ว : Miscellenous on กรกฎาคม 3, 2008 at 8:17 pmแนะนำลองเล่น Zoomii interface น่าสนใจดี คอนเซ็ปต์คล้าย ๆ กับ Delicious Library และ Shelf Browsing ที่ TCDC เป็นการดึงเอา metaphor ของร้านหนังสือมาสู่หน้าจอ ปัจจุบันดึงเอาข้อมูลรายการหนังสือขายดีผ่าน Amazon API มา 25,000 เล่ม (ขนาดประมาณร้านหนังสือขนาดกลาง)
via Jeff Pomerantz’s twitter
เก้าอี้หุ่นยนต์ RFID
In มั่วซั่ว : Miscellenous, ห้องสมุด : Libraries on มิถุนายน 17, 2008 at 9:55 am
เพียงเดินเอาบัตรสมาชิกห้องสมุดไปแตะเก้าอี้ เก้าอี้ก็จะตามคุณไปทุกที่
เป็นหลักการที่ Jelte van Geest ดีไซเนอร์ชาวดัตซ์นำมาใช้ออกแบบเก้าอี้หุ่นยนต์ชุดนี้ให้กับOpenbare Bibliotheek Eindhoven หลักการทำงานของเก้าอี้หุ่นยนต์ตัวนี้ ยังสามารถกลับไปที่เดิม เมื่อผู้ใช้เดินไปถึงเส้นที่กำหนดไว้ (บริเวณทางออกห้องสมุด) นอกจากนี้ยังสามารถใช้จัดเก้าอี้ประชุมได้อย่างง่ายดาย (แนะนำให้ดูวิดีโอ ล้ำเหลือหลาย)
อย่างไรก็ตามรายละเอียดของเก้าอี้ตัวนี้ไม่ได้บอกว่า จัดเก็บข้อมูลผู้ใช้มากน้อยอย่างไร (ซึ่งผมคิดว่า คงจะเก็บอยู่แล้ว) อีกประการหนึ่งคือ ในเมื่อเก้าอี้นี้มี RFID reader อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นก็น่าจะสามารถใช้จัดเก็บข้อมูลได้ด้วยว่า ใครอ่านหนังสืออะไร…
wearable peripheral
In มั่วซั่ว : Miscellenous on เมษายน 28, 2008 at 11:04 amกำลังมองหากางเกงยีนส์ตัวใหม่ แอบอยากได้กางเกงอุปกรณ์ต่อพ่วงตัวนี้แฮะ
กางเกงที่ออกแบบโดย Erik De Nijs ตัวนี้ไม่ใช่มีแต่ Keyboard เท่านั้น แต่ยังมีเม้าส์อยู่ที่กระเป๋าหลัง มีลำโพงอยู่ที่ขากางเกง (ที่ฮา มีข่าวลือว่า มี Joystick อยู่ใต้ซิบเป้ากางเกงด้วย อิอิ:)
ไม่รู้ว่ากางเกงตัวนี้ กันน้ำด้วยป่าว แล้วจะซักไงเนี่ย -_-” อิอิ
ที่มา: Vous Pensez (แนะนำให้อ่าน comment ฮาดี) ผ่าน Innovator Spot
เว็บไซต์ Q&A: บทท้าทายใหม่ของ reference service
In Thaibrarian, บรรณารักษ์ : Librarian, มั่วซั่ว : Miscellenous, ห้องสมุด : Libraries on เมษายน 15, 2008 at 2:24 amอ่าน paper จาก SIGCHI 2008 ที่ผ่านมาสด ๆ ร้อน ๆ เรื่อง Predictors of Answer Quality in Online Q&A Sites โดย Maxwell Harper และคณะ แล้วก็อดคิดถึงอนาคตของบริการตอบคำถามช่วยการค้นคว้า และไปถึงวิชาชีพโดยภาพรวมไม่ได้
วัตถุประสงค์ของงานวิจัยชิ้นนี้ คือ 1) ต้องการที่จะเปรียบเทียบคุณภาพของคำตอบ ที่ได้จากบริการตอบคำถามออนไลน์ 2) หาว่า ปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้คำถามได้รับคำตอบที่มีคุณภาพ โดยการออกแบบการวิจัยเชิงทดลอง โดยส่งคำถามที่จำเป็นต้องให้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านวิจัย หรือเชี่ยวชาญในหัวข้อนั้น ๆ มาเป็นผู้ตอบ ไปยังเว็บที่ทดลอง ซึ่งมีทั้งหมดจำนวน 5 กลุ่ม ได้แก่ บริการตอบคำถามช่วยการค้นคว้าออนไลน์ของห้องสมุด, Google Answers, AllExperts, Yahoo! Answer, และ Live QnA เป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์ (โดยส่วนตัว ชอบ methodology ของงานนี้แล้ว แนะนำให้อ่านรายละเอียดในฉบับเต็ม สำหรับคนที่อยากทำงานวิจัยแนวนี้ ซึ่งมีทั้งข้อมูลเชิงปริมาณและคุณภาพ)
บริการแต่ละแห่งให้ผลอย่างกันอย่างไร
ผลการวิจัย ชี้ให้เห็นว่า บริการตอบคำถามแต่ละแห่ง ให้คุณภาพของคำตอบที่แตกต่างกัน ผู้มาตอบให้ความใส่ใจมากน้อยต่างกัน มีความยาวของคำตอบที่แตกต่างกัน และจำนวนคำตอบที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะเจาะจงไปที่ Google Answers (ในช่วงราคา $10 และ $30 เหรียญ) ที่มีปัจจัยต่าง ๆ ข้างต้นอยู่ในระดับต้น ๆ เหนือบริการอื่น ๆ เว้นแต่ Yahoo! Answer มีจำนวนคำตอบต่อหนึ่งคำถามมากที่สุด ในขณะเดียวกับก็พบว่า Yahoo! Answer ให้คำตอบที่มีคุณภาพมากกว่า บริการตอบคำถามของห้องสมุดอย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้ เมื่อดูโดยภาพรวม พบว่า เว็บไซต์ที่ให้บริการในรูปแบบของชุมชนนั้น ให้คุณภาพของคำตอบที่มีคุณภาพมากกว่า และให้คำตอบที่ยาวกว่า บริการตอบคำถามที่อาศัยความเชี่ยวชาญของปัจเจกบุุคคล อย่างเช่น บริการตอบคำถามของห้องสมุด และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านอย่าง AllExperts ซึ่งผลการวิจัยข้อนี้ เป็นการตอกย้ำ ถึงข้อได้เปรียบของชุมชนที่มีต่อข้อมูลอย่างเห็นได้ชัด
นอกจากนี้ ผลการวิจัยยังพบว่า ระบบมีเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง อย่าง Google Answers จะให้คำตอบที่ดีกว่าบริการของที่อื่น แต่กระนั้นก็ไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนได้ว่า ระบบที่มีการจ่ายเงิน จะดีกว่า (เนื่องจากมีเพียง Google Answers ระบบเดียวเท่านั้น ที่มีเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำไมไม่สามารถ generalize ได้ว่า จริง ๆ เป็นเพราะ ความเป็น Google หรือเพราะเงินกันแน่ ที่ทำให้คำตอบดีกว่า)
เมื่อเปรียบเทียบกันระหว่าง ระบบที่อาศัย ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (อย่าง Yahoo! Answer, AllExperts, และ Live QnA ที่คนตอบมักจะเป็นคนที่รู้เรื่องนั้น ๆ จริง ๆ) กับ ผู้เชี่ยวชาญในการสังเคราะห์ข้อมูล (ในที่นี้ คือ บริการที่ได้จาก Google Answers และบริการของห้องสมุด) จะพบว่า ผู้เชียวชาญในการสังเคราะห์ข้อมูล จะให้ link แนะนำไปยังแหล่งข้อมูลอื่น ๆ จำนวนมากกว่า และให้คำตอบที่มีคุณภาพมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
ถามอย่างไร ถึงจะได้คำตอบที่ดีขึ้น
เงินซื้อคำตอบได้จริง? ผลการวิจัยชี้ว่า การจ่ายเงินมากขึ้น ทำให้ได้คำตอบที่มีคุณภาพมากขึ้น คำตอบยาวขึ้น คนตอบใช้ความพยายามมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ไม่ได้หมายความว่า จำนวนของคนที่มาตอบจะมากขึ้น นั่นหมายความว่า มีโอกาสไปได้ว่า คำตอบที่ได้ ก็ได้ในเชิงลึก แต่อาจไม่ได้ความกว้างและหลากหลายของคำตอบ
นอกจากนี้ การพยายามแสดงให้เห็นว่า ผู้ถามทำการบ้านในการถามมาก่อน ไม่ได้ช่วยให้ได้คำตอบที่ดีขึ้น ในขณะเดียวกัน การแสดงความสุภาพด้วยการเขียนคำขอบคุณ ก็ไม่ได้มีผลอย่างมีนัยยสำคัญ ต่อคำตอบที่จะได้ (แต่ก็มีแนวโน้มในทางที่ดี) ซึ่งผู้วิจัยชี้ให้เห็นว่า การแสดงความสุภาพนั้น ขึ้นอยู่ชุมชนแต่ละแห่ง เพราะแต่ละแหล่งต่างก็มีการตอบสนอง ต่อการแสดงความสุภาพแตกต่างกันอย่างมีันัยสำคัญ (ดังนั้น นิทานเรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม)
ส่วนเรื่องที่ถาม ก็มีความสำคัญต่อจำนวนคำตอบที่จะได้รับเช่นกัน โดยเฉพาะเรื่องบันเทิง จะเป็นหมวดหมู่ที่ได้รับจำนวนคำตอบมากที่สุด ในขณะเดียวเรื่องที่ถาม ก็มีผลต่อคุณภาพของคำตอบเช่นกัน แต่ไม่มากเท่าไหร่ อีกทั้งประเภทของคำถาม (เพื่อขอข้อเท็จจริง, ความคิดเห็น, หรือคำแนะนำส่วนตัว) ก็มีผลต่อคุณภาพ ความยาวของคำตอบ และความพยายามในการหาคำตอบอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน
ความท้าทายของงานบริการตอบคำถามช่วยการค้นคว้าของห้องสมุด (library reference service)
การบริการตอบคำถามช่วยการค้นคว้า ถือเป็นบริการที่เน้นการช่วยให้ผู้ถามคำถาม (ผู้ใช้) รู้ถึงวิธิการให้ได้มาซึ่งคำตอบ ไม่ใช่บริการช่วยหาคำตอบ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ใช้หลายคนไม่เข้าใจถึงบทบาทของบริการนี้ และแน่นอนทำให้คำตอบของทีได้จากการใช้บริการนี้ จะไม่ค่อยเหมือนกับบริการอื่นที่ผู้ถาม อาจได้คำตอบทันที ดังตัวอย่างที่ งานวิจัยชิ้นนี้ชี้ให้เห็น
For example, we asked AllExperts for “information on who might be the best baseball announcer of all-time”, and the respondent enthusiastically wrote a lengthy response, stating “The guy who I most enjoy listening to because he does all these things extremely well is Jon Miller [...] Listening to him makes the game much more enjoyable to me”. In contrast, a question directed at library reference services about “who is the most skilled celebrity chef?” received the dry response: “I do not have any reliable source for this information. I did find a Website with award information [...]” (p. 873, para. 5)
สมัยก่อนการใช้ห้องสมุดและข้อมูล เป็นเรื่องที่ค่อนข้างเฉพาะทาง ที่ผู้ค้นจะต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น ความรู้เรื่องบัตรรายการ ความรู้เรื่องหมวดหมู่ ความรู้เรื่องฐานข้อมูลเฉพาะด้าน เป็นต้น แต่ด้วยการพัฒนาด้านเทคโนโลยี ทำให้อุปสรรคด้านความรู้เฉพาะทางเพื่อใช้ในการค้นลดลงไปมาก ผู้ใช้ไม่ใช่กลุ่มผู้ไม่รู้สารสนเทศอีกต่อไป แต่เป็นกลุ่มกึ่งรู้สารสนเทศ (semiliterate) ดังนั้นงานหลักของบรรณารักษ์ตอบคำถาม จึงกลายเป็นการเป็น directory บอกทาง (โดยเฉพาะทางไปห้องน้ำ) ซึ่งไม่จำเป็นต้องอาศัย “การฝึกอบรมเฉพาะทาง” และ “ความเป็นวิชาชีพ” ก็สามารถทำได้ (อ่านเพิ่มเิติม Blatant Berry: The Vanishing Librarians และ BackTalk: What’s Still Wrong with Reference)
นอกจากนี้ถ้าดูข้อมูลทางสถิติของห้องสมุดประชาชนในอเมริกา (จะเอาของเมืองไทย ก็ไม่มีข้อมูล -_-”) ถึงแม้ว่าจำนวน Reference transaction ของทั้งประเทศจะสูงขึ้น แต่เมื่อดูจากตัวเลข Reference transaction per capita ก็จะเห็นว่า ทิศทางของการใช้บริการตอบคำถามช่วยการค้นคว้าของห้องสมุดนั้น อยู่ในช่วงขาลง ในการที่ขณะที่จำนวนการเข้าห้องสมุดต่อประชากร และจำนวนการยืมทรัพยากรต่อประชากรนั้นยังคงเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งแนวโน้มนี้ ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า ผู้ใช้เริ่มเอาใจออกห่างบริการตอบคำถามช่วยการค้นคว้าออกไปทุกที

แหล่งข้อมูล: National Center of Educational Statistics (NCES)
หากหันกลับมาในกรณีของไทย การถามตอบในชุมชนออนไลน์ทั่วไป ก็ทำให้เห็นแนวโน้มที่คนจะหันไปถามคำถามในกระทู้หรือแหล่งสารสนเทศอื่น ๆ มากขึ้น ยกตัวอย่าง Pantip.com ห้องห้องสมุด ก็จะเห็นคำถามเกี่ยวกับหนังสือ วรรณกรรม ที่เราเคยคิดว่า บรรณารักษ์น่าจะเป็นคนที่มีความเชี่ยวชาญด้านนี้มากที่สุดอยู่ในนั้น หรืออย่างในห้องไกลบ้าน กลุ่ม Graduate Student Lounge ก็มีกิจกรรมการขอบทความจากคนที่อยู่ในสถาบันที่มีทรัพยากรนั้น ๆ ซึ่งปรกติจะทำผ่านการยืมระหว่างห้องสมุด หรือบริการจัดส่งเอกสาร (ซึ่งแน่นอน เกินขอบเขตมาตรา 108 จากที่ได้กล่าวไว้ในกระทู้ที่แล้ว แต่ละเมิด Fair Use หรือไม่นั้น ก็คงต้องตีความอีกที แต่ก็หมิ่นเหม่เหมือนกัน) และแนวโน้มก็จะเกิดขึ้นเรื่อย ๆ
หนทางในการดำรงอยู่
ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ผมเองก็ไม่ได้เห็นว่า งานบริการตอบคำถามช่วยการค้นคว้า จะหมดความสำคัญ หรือจะหายไป แน่นอนมันคงยังจะมีอยู่ อาจจะถูกลดบทบาทไป โดยเฉพาะในเมืองไทย ผมว่าบทบาทของการตอบคำถามถูกลดไปมาก เพราะดูเหมือนผู้ใช้ รุ่นใหม่ ๆ จะรู้จักเทคโนโลยีมากกว่าบรรณารักษ์เสียอีก ดังนั้น หนทางที่จะทำให้การบริการตอบคำถามช่วยการค้นคว้าในห้องสมุด ยังคงอยู่อย่างมีประโยชน์ และผู้ใช้ให้ความสำคัญ ก็คือ การที่เพิ่มขีดความสามารถในวิชาชีพ ไม่ว่าจะเป็นการเน้นการบริการในเชิงรุก โดยเฉพาะการปรับภาพลักษณ์จากการเป็นผู้รอคำถาม มาเป็น “ผู้สอน”
นอกจากนี้การรู้เท่าทัน ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมอันเกี่ยวเนื่องกับเทคโนโลยี ก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากจะรู้เท่าทันแล้ว ก็จะต้องเป็นกลุ่มผู้ริเริ่ม มากกว่าที่จะเป็นผู้ตาม โดยใช้ศักยภาพทางด้านเทคโนโลยีในการสร้างและผนึกกำลังเครือข่าย สร้างจุดขายของบริการ ไม่มีกฏข้อไหนที่บอกว่า บริการตอบคำถามช่วยการค้นคว้า เป็นการให้บริการแบบหนึ่งต่อหนึ่ง เพราะฉะนั้น บรรณารักษ์ก็สามารถใช้ความเป็นชุมชน เรียกศรัทธาคือคืนจากประชาชนได้เช่นกัน
Copyสิทธิ์: Section 108 vs. มาตรา ๓๔
In Thaibrarian, การเมือง : Politic, บรรณารักษ์ : Librarian, มั่วซั่ว : Miscellenous, ห้องสมุด : Libraries, เป็นการเป็นงาน : Seriously on เมษายน 13, 2008 at 11:32 pmห้องสมุดกับกฏหมายลิขสิทธิ์ เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงกันไม่ออก แต่ในทางปฏิบัติ ดูเหมือนว่า ผู้ปฏิบัติงานสารสนเทศ มีหลายคนที่ยังไม่รู้ว่า จะให้บริการอย่างไรเพื่อไม่ให้ละเมิดลิขสิทธิ์ ทำอย่างไรถึงเรียกว่าละเมิด ทำอย่างไรถึงไม่ละเมิด ปัญหาสำคัญของ ความไม่รู้ นอกจากจะอยู่ที่ตัวของผู้ปฏิบัติงานเอง ตัวบทกฏหมายและการตีความ ก็ไม่ได้ลงรายละเอียดมากนัก
ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตราที่เกี่ยวกับห้องสมุดตรง ๆ นั้นจะอยู่ในส่วนที่ ๖ ว่าด้วยข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ หลัก ๆ ก็จะอยู่ที่มาตรา ๓๔
มาตรา ๓๔ การทำซ้ำโดยบรรณารักษ์ของห้องสมุดซึ่งงานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ มิให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ หากการทำซ้ำนั้นมิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อหากำไร และได้ปฏิบัติตามมาตรา ๓๒ วรรคหนึ่ง ในกรณีดังต่อไปนี้
(๑) การทำซ้ำเพื่อใช้ในห้องสมุดหรือให้แก่ห้องสมุดอื่น
(๒) การทำซ้ำงานบางตอนตามสมควรให้แก่บุคคลอื่น เพื่อประโยชน์ในการ วิจัยหรือการศึกษา
ผมเองก็ไม่ใช่คนหัวหมอ หรือรู้เรื่องกฏหมายลิขสิทธิมากเท่าไหร่ แต่เมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มีการเผยแพร่รายงานฉบับหนึ่งของคณะทำงานพิเศษ ที่ตั้งขึ้นโดย US Copyright Office และห้องสมุดรัฐสภาอเมริกัน เพื่อหาแนวทางในการปรับปรุงตัวบทกฏหมาย ในมาตรา 108 ว่าด้วยการทำซ้ำโดยห้องสมุดและหอจดหมายเหตุ ของ Copyright Act of 1976 โดยเฉพาะ (คล้าย ๆ กับมาตรา ๓๔ บ้านเรา แต่มีรายละเอียด ข้อปลีกย่อยมากกว่ามาก) ทำให้ต้องหันกลับมามองรายละเอียดของตัวบทกฏหมายมากขึ้น เลยทำให้เห็นว่า ช่องโหว่ของกฏหมายมันมีมากน้อยเพียงใด Read the rest of this entry »
เคน ลี
In บันเทิง : Entertainment, มั่วซั่ว : Miscellenous, เพลง : Music, โทรทัศน์ : TV on เมษายน 9, 2008 at 10:16 pmไม่ได้เขียนบล๊อกนานด้วยเหตุผลหลายอย่าง ทั้งที่มีเรื่องอยากเขียนพอสมควร ขอกลับมาด้วยการเอาเพชรฆาตความเครียดมาให้ดู หลายคนอาจจะได้ดูไปนานแล้ว เป็นเพลง Ken Lee ที่มีผู้หญิงคนหนึ่งเอามาให้ประกวดเพื่อคัดเลือก ในรายการ Music Idol ซึ่งเป็น Pop Idol ของบัลแกเรีย
ดูแล้ว นึกถึงตัวเองสมัยก่อน ตอนที่ยังไม่รู้อิโหน่อิเหน่ภาษาอังกฤษ เราก็ร้องแบบนี้เหมือนกัน… (ปัจจุบัน ถ้าจะต้องดำน้ำ ก็อาจมีบ้างประปราย อิอิ)
สวนมนุษย์
In มั่วซั่ว : Miscellenous on กุมภาพันธ์ 1, 2008 at 12:52 amอ่านข่าวนี้แล้ว ก็อดถอนหายใจไม่ได้
“Because of my rings I have suffered many problems,” she said. “I wear them not for tourists. I wear them for tradition… Now I feel like a prisoner.”
BBC ทำข่าวเกี่ยวกับกะเหรี่ยงคอยาว 20 คนในแม่ฮ่องสอน ที่ถูกปฏิเสธจากเจ้าหน้าที่ของไทย ไม่อนุญาตให้ย้ายไปอยู่ที่พักแห่งใหม่ที่ UNHCR จัดหาให้ในฟินแลนด์กับนิวซีแลนด์ โดยเจ้าหน้าที่ของไทยอ้างว่าคนเหล่านี้ เป็นกลุ่มคนอพยพทางเศรษฐกิจ เนื่องจากนำรายได้เข้าจากการท่องเที่ยว
อย่างไรก็ตาม ก็คงต้องฟังหูไว้หู แต่ก็ทำให้อดนึกถึง ชาวเขากลุ่มอื่นไม่ได้ ที่ถูกไล่เอา ไล่เอา…
[ที่มา Boing Boing]
Open {Data – Research – Society}
In มั่วซั่ว : Miscellenous on มกราคม 28, 2008 at 12:47 amอ่านบทความเกี่ยวกับ นักวิจัยหวงข้อมูล ใน NYT (ผ่าน LISNews) ซึ่งเกี่ยวกับความยากลำบากในการขอข้อมูลดิบจากการ Trial ในการวิจัยทางการแพทย์
Their reasons were entirely trivial: one cited the difficult of putting together a data set (wouldn’t this have to be done anyway in order to publish a paper?); another was concerned that the data might be analyzed using invalid methods (surely a judgment for the scientific community as a whole). This is something of a clue that the real issue here has more to do with status and career than with any loftier considerations. Scientists don’t want to be scooped by their own data, or have someone else challenge their conclusions with a new analysis.
จริง ๆ มันดูเหมือนว่าจะเป็นวัฒนธรรมทางวิชาการอย่างหนึ่ง ที่มีมานาน และน่าจะเริ่มเปลี่ยนแปลงได้ โดยเฉพาะในวงวิชาการที่จำเป็นจะต้องตรวจสอบได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานวิจัย ที่เกี่ยวกับความเป็นความตายของมนุษย์ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่บทความนี้ไม่ได้พูดถึง ก็คือ แรงผลักดันจากผู้สนับสนุนงานวิจัย ซึ่งผมมองว่า มีส่วนสำคัญมากกว่าตัวนักวิจัยเองด้วยซ้ำ ซึ่งจริง ๆ โดยปรกติ ถ้าเป็นงานวิจัยที่ได้รับเงินสนับสนุนจากหน่วยงานของรัฐ ส่วนมากจะถูกคุ้มครองด้วย Freedom of Information อยู่แล้ว (เว้นแต่ว่าเป็นการวิจัยลับ)
อย่างไรก็ตาม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับมุมมองและวัฒนธรรมการใช้ข้อมูลของแต่ละชุมชนด้วย อย่างในสหรัฐฯ แน่นอนว่าข้อมูลหลายตัว โดยเฉพาะข้อมูลที่ได้จาก Census Bureau หรือหน่วยงานเก็บข้อมูลภาครัฐ ผู้ใช้สามารถจัดหามาได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ
(ปล. สำหรับคนที่สนใจด้านบรรณารักษศาสตร์ แนะนำให้ลองไปดูที่ NCES (ศูนย์สถิติทางการศึกษาแห่งชาติ) มีข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับการศึกษา และห้องสมุดทุกประเภท ที่สามารถนำไปใช้ต่อยอดได้)
แต่เมื่อเทียบกับของไทย นอกจากการเก็บข้อมูลยังน้อยแล้ว อุปสรรคในการที่จะได้มาซึ่งข้อมูลเหล่านี้ ค่อนข้างจะเยอะ จากประสบการณ์ส่วนตัว เมื่อปีก่อน เคยติดต่อไปยังหน่วยงานหลักที่ให้บริการด้านสถิติของไทย (ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคือที่ไหน) เพื่อขอข้อมูลดิบเพื่อนำมาวิเคราะห์ใช้ในการเขียนรายงานการวิจัย แต่การที่จะได้มาซี่งข้อมูลนั้น ดูจะมีปัญหา โดยเฉพาะในเรื่องการสื่อสารทั้ง bureaucracy บวกกับ red tape อีกทั้งการจะได้มาซึ่งข้อมูลดิบก็จะต้องมีค่าใช้จ่าย (เกินครึ่งหมื่น) จำได้ว่า ตอนนั้นก็มีความรู้สึกอยู่ว่า ทำไมเราต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อข้อมูลเหล่านี้ ทั้งที่จริง ๆ แล้วมันเป็นข้อมูลที่ใคร ๆ ก็น่าจะสามารถขอใช้ได้ ไม่จำเป็นว่าจะเป็นตาสี ตาสา เด็กนักเรียน หรือนักวิจัยระดับศาสตราจารย์
จริงอยู่ที่หน่วยงานเหล่านี้ มีค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บและรวบรวมข้อมูล ตลอดจนเผยแพร่และประมวลผล แต่ข้อมูลเหล่านี้ เป็นสินค้าสาธารณะ (public goods) และรัฐก็เป็นคนเหมาจ่าย ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์ ก็ถือว่าเป็นการจัดการปัญหาเรื่อง free rider ไปแล้ว ดังนั้นการที่จะต้องให้ประชาชนเป็นคนไปช่วย share cost อีก ่ ยิ่งปัจจุบันเทคโนโลยียังเป็นตัวหารของ cost ในการ reproduce ได้เป็นอย่างดี ผมว่าไม่ค่อย fair เท่าไหร
อีกประการหนึ่ง หากรัฐต้องการสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาต่อยอด ข้อมูลเหล่านี้ก็ควรจะถูก “เปิด” ให้เข้าถึงได้ง่าย
หรือว่ามีความกลัว (fear) อะไรอยู่เบื้องลึกเบื้องหลัง
ความบังเอิญหลังงานแต่ง
In บันเทิง : Entertainment, ภาพยนตร์ : Movie, มั่วซั่ว : Miscellenous on พฤศจิกายน 25, 2007 at 3:31 pmผู้จัดการของมูลนิธิช่วยเหลือเด็กกำพร้าในอินเดีย ที่กำลังประสบปัญหาทางด้านการเงิน ถูกเชิญให้เดินทางกลับบ้านเกิดที่เดนมาร์ก ที่เค้าหันหลังให้เป็นเวลากว่า 20 ปี เพื่อไปพบกับผู้บริหารของบริษัทยักษ์ใหญ่ ที่อาจจะให้ความช่วยเหลือกับมูลนิธิของเขาได้ หลังจากได้พบกัน เค้าก็ได้ถูกรับเชิญให้ไปร่วมงานแต่งงาน ของลูกสาวผู้บริหาร แต่แล้วการเดินทางไปร่วมพิธีแต่งงานในครั้งนี้ เกิดเรื่องบังเอิญขึ้นหลายอย่าง ที่ทำให้เค้าต้องตัดสินใจเลือก ระหว่างชีวิตตัวเอง ครอบครัว และการงาน ซึ่งหมายถึง เด็กกำพร้ายากจน อีกหลายร้อยคนที่รอคอยการกลับมาของเค้า (ใน Wikepedia มีเรื่องย่ออย่างเต็ม สำหรับคนที่อยากรู้เรื่องทั้งหมด)
หนังดราม่าภาษาเดนิชเรื่องนี้ เป็นหนังที่เดาไม่ยาก เนื้อเรื่องไม่สลับซับซ้อน ดีอยู่ที่เทคนิคในการเล่าเรื่อง ที่ค่อย ๆ เปิดปมปัญหาออกมาทีละเปาะ ดูง่าย แต่อิน ผมชอบที่หนังดึงเอา ความมีมนุษยธรรมกับเรื่องส่วนตัว มาเป็นโจทย์ให้เราได้คิด ว่าถ้าเป็นเราตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน เราจะตัดสินใจอย่างไร
การแสดงภาพให้เห็นความแตกต่างระหว่าง สภาพความเป็นอยู่ของคนรวยในเมืองใหญ่ กับคนจนในเมืองเล็ก สร้างภาพความขัดแย้งทางสังคมได้ชัดเจนที
ผมยังรู้สึกว่า การคัดเลือกตัวแสดงค่อนข้างทะแม่ง ๆ สำหรับผม (หรืออาจจะเป็นเพราะการแต่งหน้า เสื้อผ้าก็เป็นได้) เพราะทุกคน ดูอ่อนกว่าที่ควรจะเป็น ยกเว้นแต่นักแสดงนำชาย แต่กระนั้น เมื่อเนื้อเรื่องเริ่มเดินทางมาถึงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ก็ต้องยอมรับความสามารถของนักแสดง ที่ส่งกันได้เนียนมาก
อีกอย่างที่ผมไม่ค่อยเข้าใจในรายละเอียดเล็กน้อย คือ การเอาพวกหัวสัตว์มาประกอบในฉาก แถมบางฉากทีมีน้ำตาออกมาด้วย ก็เลยไม่แน่ใจว่า ผู้กำกับต้องการสื่อสารว่าอะไร นอกจากที่ผมรู้สึกว่า มันน่ากลัวปนเศร้า
ก็ถือเป็นหนังที่น่าดูอีกเรื่องหนึ่ง สำหรับ After the Wedding (2006)

ยังอยู่
In มั่วซั่ว : Miscellenous on กันยายน 17, 2007 at 1:26 amเอ่อ หนึ่งเดือนผ่านไป ไม่ได้เขียนอะไรเลย -_-” จะแค่มาบอกว่า ผมยังอยู่นะครับ แค่นี้แหละครับ
ช่วงนี้ก็อ่านอะไรเล่น ๆ ไปก่อนละกัน
- 5524751496156892842531225600 on the road to Sudoku จาก Improbable Research – สำหรับคนชอบเล่น sudoku หรือชอบคิด sudoku
- Lack of sleep among new school-goers leads to behavioral, cognitive problems จาก Eurekalert
- Adolescents’ use of cell phones after bedtime contributes to poor sleep จาก Eurekalert
- How much will you pay to live near people like you? จาก Eurekalert
- [T]he words of a CEO can foretell a company’s future innovation จาก Eurekalert
“And I’m Telling You” Effect
In บันเทิง : Entertainment, มั่วซั่ว : Miscellenous, เพลง : Music on พฤษภาคม 1, 2007 at 12:54 amCommunication in Crisis: Google Suggestion
In มั่วซั่ว : Miscellenous on เมษายน 16, 2007 at 11:36 pmI wrote a draft of this post a couple of days ago. The VT incident sort of drive me to finish this post soon. Although it is not directly related, this might be something that an organization would learn from when crisis communication should be in place.
Last month, Menu Foods massively recalled its own pet food product which resulted the enormous search by its customer, according to Google Zeitgeist.
- The moment information is publicly available, make it findable.
- Target Searches and Content in Post-Event Proactive Branding Campaigns.
- Use Site, Sound and Motion for Maximum Impact.
[Note that I like the example of jetBlue. Links to Pessenger's Video and jetBlue's response.] (Sorry Thai folks, they are on Youtube.)
[via Micro Persuasion]
Turnitin: Privacy and IP issues
In LAW357C, Thaibrarian, นโยบาย : Policy, มั่วซั่ว : Miscellenous, ห้องสมุด : Libraries on เมษายน 3, 2007 at 12:25 amTurnitin โปรแกรมตรวจการลอกการบ้าน รายใหญ่ที่ให้บริการว่า 6,000 สถาบันการศึกษา ใน 90 กว่าประเทศ รวมไปถึงมหาลัยชั้นนำ หลายแห่ง เช่น Harvard (ไม่รู้ว่า ที่ไทยมีใครใช้บ้าง) กำลังได้รับความนิยม จากสถาบันการศึกษามากขึ้นเรื่อย ๆ หลักการง่าย ๆ ก็คือ เอาการบ้านของนักเรียน ไปเปรียบเทียบกับการบ้าน ของงานของคนอื่น ๆ ที่อยู่ในฐานข้อมูล แล้วบอกว่างานที่เอามาส่ง เหมือนกับงานอื่นเท่าไหร่ โดยข้อมูลที่จัดเก็บในฐานข้อมูล ก็คือ งานของนักเรียนที่บรรดาคุณครู upload เพื่อให้โปรแกรมเอาไปตรวจสอบนั่นเอง
ล่าสุด กลายเป็นว่า Turnitin กำลังเผชิญกับปัญหาด้านสิทธิส่วนบุคคลของนักเรียน กับทรัพย์สินทางปัญญาไปเสียแล้ว เมื่อมีเด็กนักเรียน High School ในรัฐอริโซน่า สองคน ฟ้องร้องบริษัท iParadigms เจ้าของบริการนี้แล้ว ด้วยข้อหาละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา
ในอเมริกา มีกฏหมายฉบับหนึ่ง คือ Family Education Rights and Privacy Act (FERPA) เป็นกฏหมายที่คุ้มครองสิทธิของนักเรียน และผู้ปกครองในข้อมูลทางการศึกษา เพื่อป้องกันไม่ให้ โรงเรียนเปิดเผยข้อมูลของนักเรียนโดยไม่ได้รับการยินยอม ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกันกับ HIPAA ซึ่งเป็นการข้อมูลทางการแพทย์
ดูเหมือนว่า งานนี้ มีโอกาสที่เด็กจะเป็นคนชนะคดี เนื่องจากบริษัท เอาข้อมูลเอาไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการค้า ซึ่งไม่ตกอยู่ในข้อตกลงเกี่ยวกับ Fair Use ในขณะที่ฝ่ายบริษัทเจ้าของผู้ให้บริการ ก็อ้างกรณี Owasso Independent School District v. Falvo ที่บอกว่า งานเขียนของนักเรียนนักศึกษา ไม่ได้จัดอยู่ในกลุ่ม “student education records” ซึ่งทำให้ไม่ตกอยู่ในข่ายของ FERPA
Michael J. Hemmet บอกว่า วิธีทางหนึ่ง ที่น่าจะแก้ไขปัญหาข้อนี้ได้ นั้นอยู่ที่ตัวสถาบันการศึกษามากกว่า กล่าวคือ หา model และมาตรฐานที่ให้สถาบันฯ เป็นตัวกลาง มากกว่าที่จะให้บริษัทเป็นตัวกลาง และ model ที่จะนำมาใช้ อาจจะต้องมี open source เข้ามามีบทบาทด้วย ซึ่งก็เป็นอะไรที่น่าจับตามองต่อไปเรื่อย ๆ
[อ่านเพิ่มเติม Researchforward; CCCC-IP: Plagiarism Detection Services Bibliography]
Luxury Tax on Internet Usage: Fool!
In การเมือง : Politic, นโยบาย : Policy, มั่วซั่ว : Miscellenous on เมษายน 2, 2007 at 11:46 pmMost people talk about Google April Fool. However, I just found another one (and yeah I was fooled!). Interestingly, this piece has been picked up on Global Voices Online as a serious news quoting Stuart G Towns. I don’t know the intention of the contributor of GVO. If he did not see the last word and blog as it is a real news, that would be more interesting case of how blogger cite other sources.
In ThaiVisa.com forum, someone named george posted a news called “New Luxury tax on internet usage in Thailand” describing Thai government has introduced an Internet tax for foreigners who do not hold a working permit and are retirees. Also the tax require all Internet users in Thailand to install a hardware dongle from CAT which is freely available at 7-11.
The most funniest quote for me is that…
Sombat Merou-Ruang, director of the Alien Internet Control Division at CAT headquarters in Bangkok says “foreigners that do not have work in Thailand only hang out on internet forums, visit pornographic sites and other website lamock, different from Thai citizens who mostly use the internet for banking, ecommerce, and furthering their education”.
Apparently, the news was spread out via email. In that context outside community forum, I think it could looked more real for people who got the mail, as the ICT ministry becomes more suspicious about the “unreasonable” acts about Internet in Thailand.
I hope this fool will not turn out to be real… who knows?
More money, More phone use?
In มั่วซั่ว : Miscellenous on มีนาคม 17, 2007 at 2:06 pmAn infamous Thai ICT Ministry commented, during a roundtable discussion “Policy direction for the Telecom Sector” on March 16, that he wants cellphone operators to increase the subscription rates because the competition by decreasing the rates causes people use cellphones too much. In particular, people who live in poor areas (e.g. farmers) and earn insufficient income have to play a lot of money for cellphone use because of the advertisement and persuasive prices.
In Blognone, some people thought this seems to be illogical. Some people argues that the rates should not be too cheap. I personally see this issue as the conflict of interest between sufficiency and digital divide perspectives which take part on different grounds. It seems to me that sufficiency of using cellphone is based on rather individual judgment (e.g. responsibility and self-disciplinary) than public manipulation.
One may argue that cellphone could not be counted as a public good as another type of luxury technology. Therefore, not everyone deserve to own and use cellphone for their own sakes which I do think it is quite of weird and somewhat selfish. I do think most people realize the benefit of, not just only “having”, but also “using” cellphone. Therefore, keeping the price down is always good and it is the benefit of the public (which is the role and responsiblity of the government, isn’t it?). Anyway, I do think nothing is wrong with people using cellphone too much. Increasing the subscription rate apparently support the assumption that “you poor people deserve less than me because I’m richer.”
I remember the operators usually have a function to temporarily limit the use when people suspiciously use cellphone to a certain amount of money. Then you have to validate yourself with the operators (I used to be annoyed by this). In addition, pre-paid is good enough option for those who want to limit their own uses. If those “overuse” still exist, then the problem significantly is nothing about money.
เปลือย TCDC: บริบทกับความอยู่รอด ตอน 2
In TCDC, Thaibrarian, การเมือง : Politic, บรรณารักษ์ : Librarian, มั่วซั่ว : Miscellenous on มีนาคม 16, 2007 at 4:57 pmเปลือย TCDC เป็น series เกี่ยวกับความคิดเห็นของผม ผ่านประสบการณ์ในฐานะที่เคยทำงานใน สำนักงานศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ หรือ TCDC เท่าที่วางแผนไว้ขณะนี้ มีทั้งหมดประมาณ 3-4 ตอน
ใต้ร่ม OKMD
แน่นอน หลายเสียง โดยเฉพาะคนในวงการวิชาชีพ รู้สึกสงสัยและแปลกใจกับหน่วยงานใหม่ ที่ตั้งชื่อเสียสวยหรูว่า OKMD แล้วก็ไม่รู้ว่ามันมีขึ้นมาเพื่ออะไร ถึงแม้ TK Park กับ TCDC จะเป็นหน่วยงานพี่น้อง แต่ก็ต้องบอกกันตามตรงว่า ความรู้สึกที่ผมทำงานตรงนั้น มันเหมือนแข่งกันทำงานมากกว่า จะร่วมมือกันทำ ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะด้วยหลักการ และกลุ่มเป้าหมายที่ต่างกันออกไป ในขณะที่หน่วยงานแม่ก็ดูแลแต่เพียงนโยบาย กับหลักการอย่างกว้าง ๆ
เริ่มแรก TK Park ก็บอกว่าจะมุ่งไปที่ public แต่ไป ๆ มา ๆ ก็กลายเป็นที่สำหรับเด็กไป ซึ่งผมก็คิดว่า ไม่ผิดและไม่เสียหาย แต่อาจจะต้องทำความเข้าใจกันใหม่ เท่านั้นเองว่า เงินที่เอามาใช้ลงทุนกับสิ่งที่จะได้กลับคืนมา มันคืออะไร (ซึ่งเรื่องการประเมินผลการลงทุน ถ้ามีเวลาจะเขียนให้ละเอียดลงไป ให้มากกว่านี้) แต่ท้ายที่สุดแล้ว มันก็ไม่สามารถบอกได้ว่าอะไรผิด อะไรถูก ถึงแม้ผมจะเคยเขียนวิจารณ์ โครงการประกวดแผนห้องสมุดมีชีวิตของ TK Park มาแล้ว แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า ผมไม่รู้สึกชื่นชมความตั้งใจของคนทำงาน
หน่วยงานที่ตั้งแต่ขึ้นใหม่ที่มีส่วนของ ห้องสมุด เป็นองค์ประกอบสำคัญนี้ คนในวิชาชีพหลายคน ก็อาจจะรู้สึกว่า ทำไมเหมือนตัดหน้า แล้วเอาใครไม่รู้มาทำ (เป็นหัวหน้า) แทนที่จะเอาคนที่มีความรู้เชี่ยวชาญ ด้านบรรณารักษศาสตร์โดยตรงมาทำ (ซึ่งมันทำให้เกิดความคิดแหนงแคลงใจจากแถวห้องสมุดประชาชน หอสมุดแห่งชาติ หอจดหมายเหตุ) ทั้งที่จริงแล้ว ผมเชื่อว่า คนในวิชาชีพ ก็น่าจะตระหนักถึงจุดอ่อนของตัวเอง และสถานภาพของวิชาชีพในบ้านเราดี เพราะไอ้ความคิดว่า “บรรณารักษ์เมืองไทย” ไม่มีน้ำยานี่แหละ ถึงทำให้คนที่ไม่ได้เรียนจบสายนี้จริง ๆ เข้ามาบริหารงานห้องสมุด และนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรก ดูอย่างตามห้องสมุดมหาวิทยาลัย คนที่มามีบทบาทในการบริหารห้องสมุด ก็มีตั้งเยอะแยะที่ไม่ได้จบบรรณารักษศาสตร์ แต่ประสบความสำเร็จในวิชาชีพ นี่ไม่ได้แสดงให้เห็นถึง ความอ่อนด้อยของการศึกษาในด้านนี้หรอกหรือ ที่ทำให้ผู้เรียนขาดภาวะ “ความเป็นผู้นำ”
รวยกระจุก จนกระจาย
คนถามว่า ทำไมไม่คิดถึงคนบ้านนอก ชาวบ้าน ชาวช่อง ห้องสมุดประชาชนที่ขาดแคลน ผมคงต้องขอแสดงความคิดเห็นไปตรง ๆ อย่างนี้เลยว่า ผมและคนอื่น ๆ (รวมทั้งผู้บริหาร) คิดและเข้าใจความคาดหวังของสาธารณะดี การที่รัฐบาล ณ ตอนนั้น ไม่อาจลงทุนให้กับห้องสมุดประชาชน หรือหอสมุดแห่งชาติ เพราะผมเข้าใจว่า รัฐไม่เชื่อมือบรรณารักษ์ การเอาเงินไปลงทุนให้กับบรรณารักษ์ ที่ดูเหมือนว่าจะเป็นกลุ่มคน ที่มีผลงานให้โดดเด่นน้อยที่สุด ดังนั้น การตั้งองค์กรขึ้นมาใหม่ แล้วให้คนที่รัฐคิดว่า เชื่อใจและ ไว้ใจได้ มาทำงานเหล่านี้ น่าจะเป็นผลดีกว่า (ซึ่งมันก็เป็นวิถีทางการเมืองโดยทั่วไป ที่คนเข้าใจและติดตามการเมืองมาตลอด น่าจะทราบและตระหนักดี) ดังนั้น จะเห็นได้ว่า คนทำงานยุคบุกเบิกในนั้น ไม่มีใครอยู่ใน field เลย
อีกทั้งการที่รัฐพยายามจะ promote ว่า องค์กรนี้ จะเป็นองค์กรต้นแบบ หลายคนก็ต้องเข้าใจว่า มันคือ การสร้างขึ้นมา แล้วก็ให้ห้องสมุดอื่นทำตาม หรือจะไปสร้างห้องสมุดเดียวกันแบบนี้ที่อื่นอีก แต่สิ่งที่คนมองข้ามคือ การเป็นห้องทดลองเชิงธรรมชาติที่นักสารสนเทศ ทั้งสายบรรณารักษศาสตร์หรือสารสนเทศศาสตร์ เพื่อให้ข้อมูลเพื่อการพัฒนา
ทำไมผมถึงบอก หน่วยงานพวกนี้ ว่าเป็นห้องทดลอง มากกว่าการเป็นห้องสมุดต้นแบบ ก็เพราะเป้าหมายของการจะทำให้เกิดนวัตกรรม หรือสิ่งใหม่ขึ้น ในวงการห้องสมุด มันก็ต้องมีการวิจัยและพัฒนา หากแต่การวิจัยและพัฒนาในห้องสมุด ก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่ว่า มันตัน เพราะมันเหมือนจะหมดแค่ ป.โท เท่านั้น แล้วงานวิจัยทั้งหลายก็ไม่ได้ขับเคลื่อนตัวองค์ความรู้ซักเท่าไหร่ เพราะมันเป็นงานวิจัยเชิงองค์กรซะเป็นหลัก
สมัยผมทำงานอยู่ TCDC เราก็คิดกันว่า จะทำอย่างไร ให้คนไม่เข้าใจผิดว่า เราเอาสมบัติชาติบ้านเมืองมาใช้ เพื่อตอบสนองปัญหาของคนเพียงบางกลุ่ม แน่นอน เราคิด แล้วเราก็วางแผนที่จะเข้าไปมีส่วนร่วม มากกว่าการเป็นห้องสมุดเฉพาะ ผมไม่คิดว่า คนใน TCDC ต้องการเข้าไปล้มล้างหอสมุดแห่งชาติ หอจดหมายเหตุ หรือตัดหน้าแต่อย่างไร ในทางตรงกันข้าม ไม่ใช่แต่คน TCDC แต่ทุกคนก็อยากมีห้องสมุดแห่งชาติที่ดีเยี่ยม ไม่ใช่เป็นแหล่งความรู้อย่างเดียว แต่เป็นหน้าเป็นตา เพื่อบ่งบอกความเป็น “อารยะ” ของสังคมไทยว่าเป็นสังคมของคนมีความรู้ (ประชด)
การพัฒนาการทำงานให้เป็นรูปธรรม เป็นสิ่งที่คนใน TCDC ตระหนักดีว่าจะต้องทำให้มันบังเกิดขึ้น ไม่ใช่เป็นเพียงเหตุผลทางการเมืองเท่านั้น แต่สำหรับผมเอง มันเป็นการพิสูจน์ความสามารถของคนทำงาน ว่าเราเป็นน้องใหม่ในวงการ ที่ดีพอที่พอจะเข้าไปช่วยพัฒนาวงการโดยรวม และองค์ความรู้ด้านนี้
อย่างไรก็ตามแรงผลักดันทางการเมือง ทำให้เรามีข้อจำกัดด้านระยะเวลา ซึ่งมีผลกระทบต่อการก่อตั้งของ TCDC ในหลาย ๆ ด้าน และมันก็สามารถกลายเป็น “ข้ออ้าง” ไว้ใช้อธิบายคำถามของที่พยายามโจมตี TCDC ได้อยู่เสมอ ๆ อย่างเช่น ถามว่า ทำไมเป้าหมายของ TCDC ไปอยู่ที่นักออกแบบ ไม่ใช่อยู่ที่ผลิตภัณฑ์ OTOP อันนี้ผมเองก็ตอบไม่ได้เต็มร้อย แต่ตามที่ผมเข้าใจ การมุ่งไปที่นักเรียน และนักออกแบบเป็นกลุ่มแรก ถือเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ (output) ได้มากที่สุด เนื่องจากได้รับผลได้ผลเสียโดยตรง ในขณะเดียวกัน ก็ใช้เป็นโอกาสในการ form เครือข่ายของนักออกแบบ และเมื่อได้กลุ่มนักออกแบบ ที่มีคุณภาพมารวมตัวกัน เราก็น่าจะสามารถเชื่อมโยงคนที่มีหัวคิดออกแบบ กับคนที่มีหัวคิดการค้า เข้าไว้ด้วยกันได้ ต่อให้เป็นระดับไหนก็ตามเถอะ (หมายถึง คนระดับบน ระดับล่าง)
ส่วนถามว่า ทำไมต้องมาตั้งใจกลางเมือง ทำไมไม่ไปตั้งห้องสมุดที่อื่น ตั้งบนห้างมันแพง อันนี้ผมไม่ได้เป็นคนมีส่วนร่วม ในการพิจารณาเลือกพื้นที่ตั้งแต่ต้น ผมและทุกคนเข้าใจดีว่า การสร้างห้องสมุดบนห้างสรรพสินค้า เป็นข้ออ้างทางการตลาด และก็มีแรงบันดาลใจมาจากห้องสมุดในสิงคโปร์ ที่คิดว่าคนจะมาให้ห้องสมุดเยอะมากขึ้น หากตั้งไว้บนห้าง แต่ถ้า ณ ตอนนั้น มีคนถามว่า ถ้ามันตั้งในเมืองไทยแล้วมัน work มั๊ย จะมีคนตอบได้หรือไม่ คนก็จะบอก ได้ (ปัญหาคือ ใครจะทำ) ก็จะตอบสมมติฐานที่ตั้งกันไว้ ไม่เต็มปากนัก (แต่พอมีแล้วเป็นไง ก็บ่นว่าเปลือง)
ความจริงห้างเอ็มโพเรี่ยม ไม่ใช่เป็นห้างแรกที่ถูกเลือกให้เป็นที่ตั้งของ TCDC หากแต่เป็นห้างอื่นบนเส้นสุขุมวิทนั้นแล แต่มันมีปัญหาทางธุรกิจหรืออะไรที่แหละ ผมก็ลืมไปแล้ว ทำให้ต้องย้ายมาตั้งที่เอ็มโพเรี่ยม ข้อที่สอง ทำไมต้องตั้งในแถบนั้น ก็เพราะมันเป็นย่านธุรกิจ ที่มีคนทำงานที่น่าจะสนใจด้านนี้อยู่ด้วย ซึ่งจริง ๆ ประเด็นนี้ สำหรับผมแล้ว แต่สุดท้าย จะเป็นที่ไหนก็ไม่สำคัญ ขอให้เป็นแหล่งที่มันเข้าถึงออกสะดวก ก็น่าจะไม่มีปัญหา แต่ปัญหาก็คือ ในระยะเวลาอันสั้น การลงทุนสร้างตึก สร้างอาคารขึ้นมาใหม่ มันใช้เวลา การไปตั้งบนห้างสรรพสินค้า ก็กลายเป็นทางเลือก ที่ช่วยประหยัดเวลาในการจัดตั้ง
ส่วนงบประมาณในการตกแต่ง ทำไมต้องแต่งเสียหรูหรา อันนี้ผมก็คงจะไม่สามารถตอบหรือให้ข้อมูลตรงนี้ได้ เพราะผมเข้าไปงานตกแต่งหลัก ๆ ก็ได้ถูกวางไว้เยอะแล้วเหมือนกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ keep in mind ผม และคนอื่น ๆ อยู่เสมอ ๆ ก็คือ ถ้าห้องสมุดเฉพาะด้านการออกแบบ มีสภาพเหมือนห้องสมุดประชาชนทั่วไป ถึงแม้ content ที่อยู่ในห้องสมุดมากน้อยเพียง แต่มันก็แสดงถึงความไม่เอาใจใส่ของคนทำงาน และกลายเป็นการ discredit ตัวเองไปเสียอย่างนั้น ซึ่งมันก็เหมือนกับวิชาชีพอื่น ๆ ที่มันมีองค์ประกอบของการสร้างความน่าเชื่อถือด้วยเช่นกัน และ TCDC ก็ถือเช่นเดียวกันว่าการตกแต่ง ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับองค์กร แต่
ส่วนหนึ่ง ที่ผมโดยส่วนตัว ไม่ใคร่จะยินดีปรีดา (แต่ก็ไม่ถึงกับรู้สึกว่า อยากจะออกมาต่อต้าน) ก็คือ เรื่อง เฟอร์นิเจอร์ของนักออกแบบชื่อดัง ที่แต่ละตัวมีราคาหลายอยู่ อาจจะเป็นเพราะผมไม่ใช่นักออกแบบเป็นอาชีพ ความสำคัญของการได้สัมผัส ของจริง มันอาจจะเข้าไม่ลึกถึง อีกอย่าง ผมคิดว่าการเอามาใช้แบบถาวร มันเป็นการสิ้นเปลืองอยู่กลาย ๆ แต่กระนั้น ผมก็เห็นพ้องกับประโยชน์ที่จะได้รับ ถ้ามันมีโอกาส (และโอกาสสำหรับประเด็นนี้มันคือ เงิน) อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกเกี่ยวกับเรื่องนี มันก็เกิดขึ้นมาแวบ ๆ ส่วนตัว เมื่อก่อนคริสมาสต์ที่ผ่านมา ผมก็ไป MOMA มา แล้วก็ไปเดินดูเฟอร์นิเจอร์ของนักออกแบบที่ จัดแสดงไว้บนแท่นจัดแสดง ตอนดูแล้วก็นึกขึ้นได้ว่า อืม เห็นแล้วมันก็อยากลองเหมือนกันนะ มันก็คงจะคล้ายกับจิตวิทยาอย่างหนึ่งเวลาเราซื้อของ พอเราเห็นของที่ตั้งอยู่ในร้าน แล้วเขียนว่า ห้ามจับ ห้ามแตะ ความรู้สึกสงสัย เคลือบแคลงใจมันก็เป็น motivation ให้เราอยากจะไปสัมผัส แต่พอมีสตางค์ซื้อมาตั้ง แล้วก็ใช้ได้ ไม่เท่าไหร่ ก็เริ่มบ่นแล้วว่า แพงจัง
อย่างไรก็ตาม ข้ออ้างด้าน “เวลา” ทำให้คนมองข้ามไปว่า TCDC, TK Park และหน่วยงานลูกของ OKMD อื่น ๆ ก็มีแผนการที่จะตั้งห้องสมุดบนพื้นที่ขอตัวเอง ตอนก่อนผมจะออก ก็เริ่มมีเสียงแว่ว ถึงการจะไปตั้ง TCDC บนถนนราชดำเนิน แต่ความพยายามก็ต้องล้มเหลวไป หลังจากรัฐประหาร
นอกจากนี้ TCDC ก็กำลังจะเริ่มโครงการ mini-TCDC ด้วยการเอา collection ไปให้บริการตามห้องสมุดอื่น ๆ ที่น่าจะมีกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งในช่วงแรกผมก็พยายามช่วย หาเกณฑ์ในการคัดเลือกห้องสมุด และนั่นก็เป็นที่มาของ post เรื่อง ปัจจัยในการเลือกพื้นที่พัฒนา (จัดตั้ง) ห้องสมุดประชาชน ซึ่งเป็น post หนึ่งของผมในยุค pre-iTeau ที่มีคน “บังเอิญ” เข้ามามากที่สุด
อย่างไรก็ตาม เท่าที่ผมสืบทราบมา ก็คือ หลังจากที่มีการออกสำรวจและขอความร่วมมือ จากห้องสมุดต่าง ๆ เพื่อที่จะเอา collection ของ TCDC ไปจัดให้บริการ คนทำงาน (ก็คือ บรรณารักษ์ นั่นแหละ) ในหลาย ๆ ที่กระอักกระอ่วนที่จะให้ความร่วมมือ ไม่ใช่เพราะเค้ากลัวเรื่องการเมือง แต่เป็นเพราะเค้าคิดว่า “มันคือการเพิ่มงาน” มากกว่าการมองว่า “ผู้ใช้จะได้ประโยชน์”
นี่ก็แสดงให้เห็นว่า “เงิน” ที่เป็นข้ออ้างว่า ห้องสมุดบ้านเราไม่ได้รับการพัฒนา ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่หากเป็น “งานของตัว” มากกว่า ที่เป็นปัญหาใหญ่ และผมเชื่อว่า “ความคิด” เหล่านี้ มันมีมานานแล้ว มันเป็นมานาน หากจะให้มองถึงรากเหง้าของปัญหา พูดสามวันเจ็ดวันก็ไม่น่าจะหมด มันเหมือนกับว่า ทุกคนก็ทราบปัญหานี้ดี มันมีนานแล้ว แล่้วมันก็็น่าสามารถสะท้อน สิ่งที่ผมเกริ่นไปก่อนหน้านี้ได้ส่วนหนึ่งว่า ทำไมบรรณารักษ์จึงไม่ได้รับความไว้วางใจ จากผู้หลักผู้ใหญ่
เปลือย TCDC: บริบทกับความอยู่รอด ตอน 1
In TCDC, Thaibrarian, การเมือง : Politic, บรรณารักษ์ : Librarian, มั่วซั่ว : Miscellenous on มีนาคม 16, 2007 at 4:25 pmเปลือย TCDC เป็น series เกี่ยวกับความคิดเห็นของผม ผ่านประสบการณ์ในฐานะที่เคยทำงานใน สำนักงานศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ หรือ TCDC เท่าที่วางแผนไว้ขณะนี้ มีทั้งหมดประมาณ 3-4 ตอน แต่ละตอนก็จะยาวหน่อย (โดยเฉพาะตอนแรกนี้) แล้วจะค่อย ๆ ทะยอยเอามาลงละกัน
ที่มา
เห็นมีคนไปแสดงความคิดเห็นใน Pantip กระทู้เรื่องที่ TCDC จะโดนปิด แล้วก็รู้สึกอ่อนใจ ไม่ได้อ่อนใจที่ว่า TCDC จะโดนปิดหรือไม่ปิด แต่อ่อนใจกับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ ที่มันมีดูเหมือนจะไม่สิ้นสุด แล้วดูออกจะบานปลาย ผมเห็นว่าความเห็นขัดแย้งเหล่านี้ มันอาจจะเกิดจากความไม่เข้าใจกัน หรือมองกันคนละด้าน ผมเห็นว่า ไหน ๆ ผมก็สนับสนุนความโปร่งใสของ Blogophere อยู่แล้ว และเห็นว่ายังไงเสีย ใน resume คนก็พอจะทราบว่า ผมเคยทำงานที่นี่มา ก็เลยคิดว่า จะแสดงความโปร่งใสด้วยการแสดงความคิดเห็นใน blog ของตัวเองนี้แหละ แทนที่จะไปตอบโต้ในกระทู้ เพราะเดี๋ยวอีกไม่นาน กระทู้ก็คงจะหายไปตามกาลเวลา และอีกอย่างเข้าไปในนั้น ก็ไม่อยากใช้ชื่อปลอมอะไร สู้เขียนในนี้เปิดเผยตัวจริงไปเลยดีกว่า
Disclosure
ตอนนี้ผมไม่ได้เกี่ยวข้องอย่างเป็นทางการกับ TCDC โดยตรง เงินทุนที่เอามาใช้เรียน ทั้งโทและเอกตอนนี้ ก็ไม่ได้ใช้เงินภาษีของบ้านเมืองแม้แต่น้อย ตอนปริญญาโท ส่วนหนึ่งก็ใช้เงินของครอบครัว ส่วนหนึ่งก็ทำงานวิจัยเลี้ยงตัวเอง เคยทำงานที่ม.ชินวัตร มาก่อนไปเรียนโท หนึ่งปี เรียนจบกลับมาก็ได้รับการติดต่อจากคนที่รู้จักจาก บริษัท Libnet vendor ของห้องสมุดระบบอัตโนมัติบริษัทหนึ่ง แนะนำให้ไปสมัครงานที่ TCDC
มีคนตั้งข้อสังเกตว่า TCDC ดึงสาวกมาจาก ม.ชินวัตร (จากความคิดเห็นที่ 43 ในข่าวนี้) ก็เห็นจะไม่จริง เพราะผมเองไม่ใช่ออกจากที่ ม.ชินวัตร โดยตรงแล้วไปทำที่ TCDC และมีอะไรหลาย ๆ อย่างที่ไม่เห็นด้วยที่ ม.ชินวัตร ถึงแม้ผมจะไปชวนพี่ที่ ม.ชินวัตร มาด้วยคนหนึ่ง ซึ่งมันก็มีแค่ผมกับพี่เค้าแค่สองคน ถ้าคนที่คนเค้าพูดถึงว่าเป็น สาวก ม.ชินวัตร ก็เห็นจะเป็นผมกับพี่เค้า ซึ่งผมเอง (และพี่เค้า) ก็บริสุทธิ์ใจ ที่จะบอกว่า ผมเลือกทำงานที่ตัวเองรัก มากกว่าทำงานในตัวองค์กร ที่ผมชวนพี่เค้ามาเพราะความสามารถ และความกล้าที่จะทำ และอยากจะพัฒนางาน เห็นความก้าวหน้าของวิชาชีพ ไม่ได้อยู่ที่จ้องจะมาผลาญเงินชาติแผ่นดิน ทุกอย่างผมและพี่ที่ผมไปทำงานที่นั่น ให้ตรวจสอบได้ ส่วนบริษัทที่คนแนะนำงานทำงานอยู่นั้น ถึงแม้จะเป็นธุรกิจใน field แต่ก็ไม่มีธุรกรรมใด ๆ ทำกับ TCDC แม้แต่น้อย ผมทำ TCDC อยู่ 7 เดือน แล้วก็ออกมาเรียนต่อ ป.เอก มหาวิทยาลัยที่เรียนอยู่ออกค่าเทอมให้หมด ไม่มีใครมาส่งเสีย ทำงานวิจัยเลี้ยงตัวเอง
สมัยอยู่ TCDC ผมทำงาน 7 วันต่อสัปดาห์แทบจะทุกอาทิตย์ โดยไม่ได้รับ OT หรือผลตอบแทนอย่างอื่น นอกเหนือไปจากค่าแรงเงินเดือนในแต่ละเดือน หรืออย่างตอนที่ออกมาเรียนหนังสือนี้แล้ว บางครั้งผมก็ยังไปช่วยเพื่อน ๆ ในนั้นทำงาน ทั้งที่อยู่ที่นี่หรือตอนกลับเมืองไทย โดยที่ไม่ได้รับค่าตอบแทนใด แม้แต่สตางค์แดงเดียว ปัจจุบันผมเองถึงแม้จะไม่มีส่วนได้ส่วนเสียใด ๆ กับ TCDC แล้วก็ตาม แต่การที่เคยทำงานที่นั่นมา 7 เดือน ตั้งแต่สมัยที่พื้นที่ตรงนั้น ยังเป็นของช่อง 3 ก็พอจะรู้เรื่องที่มาที่ไปขององค์กรแห่งนี้อยู่บ้าง นอกจากนี้ยังมีเพื่อนฝูงที่ทำงานอยู่ที่นั่นอยู่แน่นอน ก็เลยอยากจะทำความเข้าใจกับหลาย ๆ คน ณ ตรงนี้ ส่วนจะเห็นด้วยหรือไม่นั้น อันนี้ก็สุดแล้วแต่ ผมไม่ได้ต้องการจะโน้มน้าว เพียงแต่ต้องการจะอธิบายให้เข้าใจว่า “บริบท” ของการมีอยู่ (และหากจะเป็นไป) ของ TCDC คืออะไร ในมุมมองของผม ขอเน้นย้ำว่า TCDC ไม่ได้ข้องเกี่ยวใด ๆ กับข้อคิดเห็นนี้โดยสิ้นเชิง ทั้งหมดนี้เป็นข้อเท็จจริงและความคิดเห็นส่วนบุคคลของผมเอง ส่วนใครจะเอาไป “ตีความ” ต่ออย่างไรก็สุดแล้วแต่ หรือจะคิดว่า เป็นการพูดดีใส่ตัว พูดชั่วใส่คนอื่น ผมก็จนใจ ซึ่งสำหรับผมก็มีอยู่เท่านี้แหละ ไม่มีมีเจตนาจะทำร้ายใคร
วิชา – อาชีพ
ผมเข้าไปทำงานรับผิดชอบในส่วนของห้องสมุด หลังจากเรียนจบปริญญาโทมาใหม่ ๆ หลังจากกลับถึงเมืองไทยยังไม่ถึงเดือนดี แน่นอนว่า TCDC ไม่ใช่มีแต่ส่วนห้องสมุดอย่างเดียว แต่ยังมีส่วนที่เป็นนิทรรศการ ที่ถือเป็นอีกหนึ่ง highlight ขององค์กร และแน่นอนว่า การทำงานมันต้องทำงานกันเป็นทีม ผมเองก็ต้องยอมรับว่า มีบางส่วนที่เห็นด้วย บางส่วนก็ไม่เห็นด้วย ในการทำงาน แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้น ผมก็พยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่คนทำงานด้วยกัน มองเห็น และเป้าหมายที่ยอมรับได้ เพราะฉะนั้น นั่นหมายความว่า ไม่ใช่ทุกอย่างที่เป็นของ TCDC แล้วผมจะเห็นด้วยไปเสียหมด
ตำแหน่งของนักสารสนเทศหรือ Information Scientist ที่มันออกจะดูเว่อร์ ๆ ไปหน่อย แต่มันมีเบื้องลึกเบื้องหลังอยู่ในนั้น ผมทำงานในห้องสมุดครั้งแรก ก็ด้วยตำแหน่งนี้ ที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัยชินวัตร แต่งานหลัก ๆ ของผมก็ออกจะเป็นในแนว project management คือ สร้าง idea ของผู้บริหารออกมาให้เป็นความจริง หรือใกล้เคียงมากที่สุด นั่นคือ งานและหน้าที่หลัก ก็ใช้ความรู้ความสามารถที่พอจะมี ทำมันให้เต็มที่ ด้วยความที่ต้องการจะเห็นการเปลี่ยนแปลง
ถามว่า ทำไมต้องใช้นักสารสนเทศ ทำไมไม่ใช้บรรณารักษ์ ผมไม่รู้สึกเสียหาย หากคนอื่นจะมองไม่ดี เราใช้ชื่อตำแหน่งเป็นความจงใจทีี่ อยากจะให้ “ผู้ใช้” เปลี่ยน Perception ของคนทำงานในวิชาชีพนี้ ว่ามันเป็นมากกว่า บรรณ + อารักษ์ นอกจากนี้ scope ของงานมันก็มากกว่าที่คนอื่นเห็น มันมีงานเทคนิคตั้งมากมาย ที่เราทำได้ มีงาน in-house R&D ที่เราจะพัฒนาบริการของเราได้ ซึ่งผมจะได้พูดถึงต่อไปในส่วนของเทคโนโลยี สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกได้ ก็คือ แรงผลักดันจะคนนอกวิชาชีพ ที่เริ่มรู้สึกอีดอัดแทน และอยากจะสร้างความเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเอง เพราะเห็นว่างานห้องสมุด ใคร ๆ ก็ทำได้ และเห็นคนในวิชาชีพ “ดูเหมือน” จะนิ่งดูดาย แต่จริง ๆ แล้ว ผมก็เห็นว่า ไม่ได้ดูดาย ออกจะเป็นเดือดเป็นร้อนด้วยซ้ำไป แต่คิดว่าทำอะไรไม่ได้ (ด้วยสาเหตุ หลายหลาก) ทั้งที่จริง ๆ แล้ว ผมก็ยังเชื่อว่า ทำได้ การทำงานที่ TCDC มันคือการพิสูจน์ให้คนนอกวิชาชีพ ที่พยายามจะ take over งานบรรณารักษ์ ให้เค้าเห็นว่า มันเป็นงานที่มีคุณค่า และต้องอาศัยคนที่มีความรู้ และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ไม่ใช่ใครสุ่มสี่สุ่มห้า หรือรู้แต่เรื่องหนังสือ ตำรามาทำห้องสมุดได้ มันต้องศึกษาหาความรู้ และผมก็คิดว่า อย่างน้อย ผมก็ทำให้คนเหล่านั้น เปลี่ยนใจได้บ้างแล้ว ไม่มากก็น้อย
ผมเข้าใจดีว่า องค์กร จัดตั้งขึ้นโดยแรงผลักดันทางการเมือง แต่ผมก็เห็นว่า มันมีความไม่มั่นคงสูง (และนั่นก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้คนทำงานในหน่วยงานนี้ ตั้งแต่ระดับแม่ลงมา มีค่าตอบแทนสูง แม้กระทั่งหนึ่งในผู้นำกลุ่มพันธมิตร ยังต้องออกมายอมรับและตอบโต้ให้กับคนใน OKMD มาแล้ว) สาเหตุที่ผมลาออกจากที่ TCDC ไม่ใช่เพราะ ความไม่มั่นคง เรื่องการเมือง เป็นประเด็นสำคัญ แต่ผมเห็นว่า โอกาสที่จะได้เรียนต่อ มันมีมา คว้าไว้ได้ก็คว้าไว้ ความรู้มันเห็นอยู่ข้างหน้า ส่วนงานที่ TCDC ก็จะพยายามช่วย ถ้าเป็นไปได้ (ผมไม่ได้มีตำแหน่งหัวหน้างาน หรืออะไรทั้งสิ้น โปรดอย่าเข้าใจ ว่าผมสำคัญตัว เพียงแต่ต้องเข้าใจว่า การทำงาน ณ ตอนนั้น มันคือ การประสานงาน การออกไปกลางคัน ก็ต้องหาคนมาแทน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เร่งด่วน เนื่องจากศูนย์ฯ จะต้องเปิดให้ทันกำหนด)
ผมยอมรับว่า เวลาทำงาน ผมตั้งเป้าหมายไม่ใช่แค่ในระดับองค์กร แต่ผมมองถึงในระดับวิชาชีพ ผมอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงของวงการห้องสมุด ที่เป็นมากกว่าการพูดแค่ห้องสมุดมีชีวิต หรือเรื่องการจัดการความรู้ ผมอยากเห็นคนในวงการห้องสมุด พูดเรื่องที่เป็นเทคนิคมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่คนชอบคิดว่ายาก ซับซ้อน แล้วไม่อยากไปแตะต้องมัน ในขณะเดียวกันก็เป็นห้องสมุดที่ปรับตัวให้คล่องแคล่ว ในขณะเดียวกัน ผมก็ตระหนักดีว่า การที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรก็ตามในวงการนั้น เป็นเรื่องมหาหิน เพราะมันมีอะไรที่หยั่งรากลึกมานาน นานจนทำให้โอกาสในการเปลี่ยนแปลงและการเติบโตได้ช้ามาก ทั้งที่จริง ๆ แล้ว เราก็มักพูดอยู่เสมอว่า โลกของบรรณารักษ์มันแคบและกลม แต่ไฉนมันถึงได้ช้าได้ขนาดนี้ ผมว่าถ้ามีคนเอาไปทำวิทยานิพนธ์ได้ ผมจะยกให้เป็นวิทยานิพนธ์แห่งปี (มันแคบขนาดที่ว่า ผมใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมง ก็ทราบได้ว่า คนที่แสดงตนและมาตอบในกระทู้นั้นเป็นใครบ้าง ได้อย่างไม่ยากเย็น)
ดูตัวอย่างงานเครือข่ายห้องสมุด หรืองานของสมาคมวิชาชีพ คนในวงการ ทุกคนก็ตระหนักดีว่า มันมีอุปสรรคขวากหนาม มากน้อยแค่ไหน การที่เป็นตัวแทนของคนในวิชาชีพ หาโอกาสฉีกแนวออกมา เพื่อหาทางออก ผมว่าก็ไม่น่าเสียหาย ถึงแม้จะโดนหมั่นไส้ ครหา แต่ผมถือว่า ถ้าการลงทุนด้วยชื่อเสียงที่ไม่ดี ผมก็คงไม่สน เพราะผมเองมันก็คนที่เริ่มต้นจากศูนย์อยู่แล้ว หากจะรู้สึก ก็คงจะรู้สึกว่ามันน่าเสียดาย หากคนร่วมวิชาชีพไม่ได้มองถึงเนื้องาน แต่มองถึงเนื้อเงิน
เพราะฉะนั้น งานที่ผมทำ คือ ผมอยากให้คนเห็นความแตกต่าง และสามารถเอาไปใช้ได้จริง ผมเอง ก็ไม่อาจจะเรียกว่า เป็นห้องสมุดต้นแบบ ได้เต็มปาก แต่อยากให้เป็นห้องสมุดแห่งแรงบันดาลใจเสียมากกว่า ผมจะรู้สึกดีมาก หากคนจะเอาแนวคิดที่เราคิดปรับปรุงไปทำต่อยอด แต่หากคนจะเอาคำว่า ห้องสมุดต้นแบบ อย่างน้อยให้คนอื่น ได้เห็นว่า ยังมีคนในวงการวิชาชีพนี้ ที่ยังไม่เหนื่อยใจกับความคิดสร้างสรรค์ แต่ถ้าเอาความตั้งใจของคนทำงาน ไปก่อให้เกิดความอิจฉา ริษยา น้อยเนื้อต่ำใจ ผมเองก็เสียใจที่ทำให้คนอื่น รู้สึกเช่นนั้น
ผมไม่หลีกเลี่ยงที่จะยอมรับว่า ไปทำงานที่นั่น ส่วนหนึ่งก็เพราะผลตอบแทนที่ดีกว่าทำงานหน่วยงานของรัฐทั่วไป แต่ที่สำคัญคือ ผมอยากสร้างหรือทำอะไรที่มันแปลกใหม่ในแวดวง ซึ่งการได้มาทำงาน ณ ตรงนั้นก็ถือเป็นโอกาสที่ดีที่ได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่ ผมเชื่อว่า ผมจะได้ทำอะไรที่มันแปลกใหม่ ที่ไม่ใช่ตอบสนองความต้องการของตัวเองเพียงอย่างเดียว แต่ผมต้องการจะพิสูจน์ให้คนเห็นว่า การจัดการห้องสมุดมันมีมากกว่าที่เก็บหนังสือกับ catalog ซึ่งความเป็นวิชาชีพจ๋า + ระบบราชการ มันทำให้ ผมคิดว่าองค์กรแบบนี้ มันน่าจะมีโอกาสที่ดีกว่า
แน่นอน อย่างที่หลายคนเข้าใจว่า มันถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง แต่หนึ่งในจุดมุ่งหมายขององค์กร นอกเหนือจากการพัฒนางานออกแบบแล้ว ยังมีจุดมุ่งหมายในด้านการเป็นห้องสมุดสมัยใหม่ (ย้ำ ผมไม่ได้ใช้คำว่า ห้องสมุดมีชีวิต) เป็นสิ่งที่ผมเห็นด้วย นั่นก็คือ กระตุ้นให้คนในวงการ เกิดความตื่นตัว รู้สึกว่าถ้าไม่รู้จักปรับตัว คนอื่นก็จะมาแย่งงานในวิชาชีพเราไป ทุกวันนี้ บรรณารักษ์บ้านเรา ผมมองว่า มักจะมองว่าเป็นงาน “ของตาย” คือ มันมั่นคงมาก มากเสียจนทำให้รู้สึกว่า งาน routine มันเป็นอะไรที่ทำยังไงก็อยู่รอด จะพัฒนางานขึ้นหน่อยก็เพื่อผลงาน เอาขั้น เอาตำแหน่งกันเสียมากกว่า จะเห็นแต่เรื่องของเนื้องานเป็นสำคัญ (ซึ่งอย่างหลัง ผมก็เชื่อว่า ยังมีอยู่อีกมาก) อีกอย่าง คนก็บอกว่า ที่ห้องสมุดบ้านเรามันไม่พัฒนาก็เพราะเงินไม่มี ซึ่งผมเห็นว่า ปัญหามันไม่ใช่ ไม่มีใครให้คน แต่บรรณารักษ์ไม่รู้จักหาเงินต่างหาก ซึ่งผมจะได้อธิบายอีกครั้งในตอนท้าย
ที่เขียนอ้างตััวเองแบบนี้ ผมต้องการเพียงแค่จะยกตัวอย่าง ของคนทำงานร่วมวิชาชีพ ที่มีความตั้งใจ อาศัยโอกาสพัฒนาวงการ และวิชาชีพ ซึ่งผมเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ส่วนหนึ่งของ TCDC และผมเชื่อว่า คนที่ผมร่วมงานด้วยที่ห้องสมุด TCDC หลายคน ก็มีความรู้สึกเดียวกัน ดังนั้นถ้าจะโจมตีกัน ก็ขอให้นึกถึงคนร่วมวิชาชีพ ที่มีความตั้งใจทำงานด้วยกัน และต้องการให้เกิดการสร้างสรรค์ และการเปลี่ยนแปลงในวงการ เพราะถ้าหากคนในวิชาชีพมองแบบนี้แล้ว ผมเองก็คงจะลาออกไปเรียน หรือไปทำอาชีพอื่นเสียจะดีกว่า เพราะทำไปก็ไม่เกิดประโยชน์ นอกจากจะมองไม่เห็นความตั้งใจแล้ว ยังดูถูกดูแคลนกันอีกด้วย
คนใน TCDC อาจจะไม่พอใจกับกระทู้ที่ผมเขียนนี้ เพราะมันดูเหมือน overtransparent ถ้าเป็นภาษิตไทย ๆ ก็ เหมือนนำไฟในออก แต่ผมก็เห็นว่ามันเป็นประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ต่อทั้งคนใน TCDC เอง และคนภายนอก ผมเอง ยิ่งพูดกัน ยิ่งโปร่งใส ผิดก็คือผิด ถูกก็คือถูก ถ้าคนสองฝ่ายเข้าใจ ผมก็คงจะเป็นคนกลางไป แต่ถ้าไม่เข้าใจกัน ผมก็คงเป็นหนังหน้าไฟให้เค้าด่าไป
หลายคนอาจจะบอกว่า การประชาสัมพันธ์ critical issue ที่ดีที่สุดในเวลานี้ คือ การเงียบ แต่ผมเห็นว่า ถ้าการเงียบมันทำให้คนมองเราในทางไม่ดี ผมและคนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ TCDC ก็น่าจะมีโอกาสได้เคลียร์ตัวเอง อย่างไรก็ตาม ผมขอเน้นย้ำว่า การเขียน post นี้ ผมใช้ “สื่อ” ไม่ใช่เพื่อการเรียกร้อง ไม่ให้ปิด TCDC แต่เป็นเพียงเวทีแสดงความคิดเห็นของตัวเอง เพราะ TCDC จะปิดหรือไม่นั้น ผมเอง ก็ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงใด ๆ ทั้งสิ้นอยู่แล้ว
ตัวหนีบกางเกงยีนส์
In มั่วซั่ว : Miscellenous on กุมภาพันธ์ 23, 2007 at 1:03 amเมื่อคืนเขียนบล๊อกจนดึก ตื่นสาย พอแต่งตัวก็รีบ ๆ ให้ทันรถเมล์ พอออกจากบ้านแล้ว ถึงได้รู้สึกว่า ทำไมกางเกงมันหลวมจัง พอสำรวจตรวจดู ดันเป็นกางเกงตัวที่กระดุมมันหลุดไปตอนซัก ที่สำคัญ ลืมเข็มขัด ก็ห่อไปจนถึงโรงเรียน เข้าออฟฟิศ ก็เลยไปหาตัวหนีบ แต่บังเอิญตัวใหญ่ที่สุดมันเท่านี้จริง ๆ อ่ะ
โชว์ให้เพื่อนดู ดันช่วยกัน เอาหนังยางมารัดซะอีกแหน่ะ ประมาณว่ากลัวหลุด กลับมาถึงบ้าน นึกคุ้น ๆ ว่ามันเหมือนเคยเห็นแบบนี้ที่ไหน
นึกได้ว่า อ่อ… จากโพสของเพื่อนสนิทนี่เอง (ตามไปดูเอาเองละกัน)
กร๊าก… ทำไปได้นะตรู
Sleep And School
In มั่วซั่ว : Miscellenous on กุมภาพันธ์ 16, 2007 at 1:58 amAn MD at U. of Colorado conducted a survey research and found that…
“[S]tudents with lower grade point averages (GPAs) were more likely to have restless, aching legs when trying to fall asleep, difficulty concentrating during the day, snoring every night, a hard time waking up in the morning, sleepiness during the day, and falling asleep in class.”
Here are the advises from the study which I think everyone should read.
- Get a full night’s sleep on a regular basis. Do not stay up all hours of the night to “cram” for an exam, do homework, etc. If extracurricular activities at school are proving to be too time-consuming, consider cutting back.
- If you are not asleep after 20 minutes, then get out of the bed and do something relaxing, such as reading a book or listening to music, until you are tired enough to go back to bed.
- Get up at the same time every morning.
- Avoid taking naps after school if you can. If you need to lie down, do not do so for more than an hour.
- Keep a regular schedule.
- Don’t read, write, eat, watch TV, talk on the phone or play cards in bed.
- Do not have any caffeine after lunch.
- Do not go to bed hungry, but don’t eat a big meal before bedtime either.
- Avoid any rigorous exercise within six hours of your bedtime.
- Try to get rid of or deal with things that make you worry.
- Make your bedroom quiet, dark and a little bit cool.
Hmm… How about nap during (not after) school? Does it help? He He :D
[Source: Eureka Alert]
SNS for Emergency
In มั่วซั่ว : Miscellenous on กุมภาพันธ์ 16, 2007 at 1:40 amBen Shneiderman and Jennifer Preece, HCI and online community gurus at the University of Maryland, applied the social networking sites approach to buid a new emergency system, according to New Scientist.
B. J. Fogg, from Stanford, commented that “it may be more practical to make use existing social networking sites, such as MySpace or Facebook“, which I quite agree with. However, if we want to use the existing social networking sites, one might further question how existing users of SNS communicated in emergency situations. In another word, what is the role of SNS in emergency situations?
[Source: New Scientist citing Science (vol 315, p 944); See also: Technology Review]
อารมณ์บนตัวอักษร ตอน 2
In JOMC490, blogophere, iTeaudemia, มั่วซั่ว : Miscellenous on กุมภาพันธ์ 9, 2007 at 1:19 amคราวที่แล้วมีแต่ ผลวิจัยแห้ง ๆ คราวนี้มาเป็นแบบ live มาให้ลองเล่นกัน ไปอ่านเจอมาใน IA Summit 2007 (จัดที่ Las Vegas) เป็นหัวข้อ Blog Data Mining and Analysis โดย Clai Rice
ซึ่งตัวอย่างอันนึงที่ใช้ คือ Opinmind.com เป็น blog search engine ธรรมดาตัวหนึ่ง แต่ที่แตกต่าง คือ การแสดงผลการค้น จะแยกออกเป็นสองฝ่าย ระหว่าง positive กับ negative tone ก็ไปลองเล่นกันดูครับ (เล่น ๆ นะ อย่าเอาจริงจัง)
ผมลองค้น 2 คำนี้ดู me กับ myself ให้ผลการค้นแตกต่างกันอย่างน่าสนใจ เพราะพอใช้ me ก็จะได้ผล positive 71% negative 29% แต่พอค้น myself กลับตรงกันข้าม 55% เป็น negative อีก 45% เป็น positive
ส่วนอีกอันที่เหมาะกับบรรยากาศช่วงนี้ แถว ๆ นี้มากที่สุด ก็ต้องนี่เลย
- “UNC”: 83% (+) — 17% (-)
- “Duke”: 72% (+) — 28% (-)
ขำ ขำ
ใจเขาใจเรา
In การเมือง : Politic, มั่วซั่ว : Miscellenous on มกราคม 24, 2007 at 6:50 pmthe mrbrown show: why Thailand was angry at Singapore
พักนี้ไม่ค่อยมีเวลามาเขียนเท่าไหร่ ตอนนี้กำลังอินกับ Sociology of Culture (วิชาที่ลงเทอมนี้) จากหลายสำนัก ประมาณว่าเจ้าสำนัก พร้อมลูกศิษย์ กำลังตีกัน อย่างกับในหนังจีน (อยู่ในหัวสมองผมเนี่ย) เลยไม่มีเวลาจะให้อะไรมันตกผลึกเลย (แหะ ๆ ข้ออ้าง…)
เลยฝากอันนี้มาแทนละกัน มาจาก forward เมล์อีกที ก็ฟังหู ไว้หู ละกัน
โบราณว่าไว้ “ไฟในอย่านำออก ไฟนอกอย่านำเข้า”
แต่อันนี้ ไฟใน หรือไฟนอกก็ไม่รู้ มันตีกันไปหมด
NC Science Blogging Conference
In blogophere, ชุมชน : Community, มั่วซั่ว : Miscellenous, สื่อสารมวลชน : mass media on มกราคม 21, 2007 at 2:51 pm
พอพูดงาน YouFest เสร็จก็เข้านอนเลย ตื่นเช้ามาก็ไปงาน North Carolina Science Blogging Conference ต่อทั้งวัน คนเข้าฟังประมาณ 120 คน น่าจะได้ มีตั้งแต่ นักวิทยาศาสตร์ นักการศึกษา นักเรียน เต็มไปหมด โต้โผใหญ่ของงาน ก็มาจากกลุ่ม blogger ใน ScienceBlogs ซึ่งเป็น project ของนิตยสาร Seed ที่รวมนักวิทยาศาสตร์ และนักวิจัยที่เป็น Blogger หลาย ๆ คนมาเขียน (อ่านเพิ่มเติม About ScienceBlogs)
Science Blogging 101
Session แรก ก็เป็นการแนะนำทั่วไปเกี่ยวกับ Science Blogs ที่น่าสนใจ โดย Bora Zivkovic บอกว่า บล๊อกที่มีคนอ่านเยอะ ส่วนใหญ่จะเป็นบล๊อกของผู้ที่มีความเชื่ยวชาญ (expert) ในเรื่องนั้น ๆ แล้วก็แนะนำ blog ที่น่าสนใจหลายอัน ถ้าใครสนใจอยากหามาอ่าน ว่า science blogger เค้าเขียนเกี่ยวกับอะไรกัน ลองเข้าไปดูที่เว็บของ conference มีรายชื่อของบล๊อกที่น่าสนใจเต็มไปหมด มีตั้งแต่ที่เป็น commentary ทั่วไป จนถึงบันทึกการทำแล๊บจากห้องทดลอง
อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ ปีนี้เป็นครั้งแรก ที่มีการรวบรวม และคัดเลือกเรื่องที่ดีที่สุดแห่งปี บนบล๊อกวิทยาศาสตร์ แล้วก็ตีพิมพ์เป็นรูปเล่ม ชื่อหนังสือ The Open Laboratory (จะว่าไป ถ้าเราลองทำแบบเดียวกันกับ บล๊อกภาษาไทย -ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ แต่เป็นเรื่องที่ดีที่สุดของไทยบน blogophere – มาตีพิมพ์ จะมีคนซื้ออ่านมั๊ยนะ ว่าไปแล้วก็อยากลองทำเหมือนกันแฮะ อยากน้อย ก็เป็นการบอกให้คนทั่วไปที่ไม่มีอินเตอร์เน็ทรู้ว่า ยังมีอีกทางเลือกหนึ่งในการบริโภคข้อมูล ข่าวสารนะ หรือว่ามีใครลองแล้วหรือยังหว่า) นอกจากนี้ยังมีเรื่อง Blog Carnival ที่ชุมชนแนะนำ post เฉพาะเรื่องที่ตัวเองและชุมชนสนใจ
ส่งเสริมความเข้าใจในวิทยาศาสตร์ให้กับสาธารณะ
คนต่อมา Huntington F. Willard เป็น ศาสตราจารย์ด้าน Genome จาก Duke มาพูดถึงเรื่อง การสร้างความเข้าใจเรื่องวิทยาศาสตร์ให้กับสาธารณะ หลัก ๆ เค้าก็มาเล่าว่า การสื่อสารกับสาธารณะในเชิงวิทยาศาสตร์ มีข้อคำนึงถึงหรือความท้าทายอย่างไร
Dr.Willard บอกว่า เป้าหมายของการสื่อสารของนักวิทยาศาสตร์ต่อสาธารณะ มี 2 ส่วน ส่วนแรก คือ การอธิบายให้คนเข้าใจวิทยาศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นการอธิบายแบบเพียว ๆ หรือจะเป็นการชี้ให้เห็นว่า มันมีผลกระทบ หรือมี implication อย่างไร ส่วนที่สอง คือ การพยายามให้คนทั่วไปเข้ามามีส่วนร่วมในวิทยาศาสตร์ ปัญหาก็คือ คนรับสาร มีตั้งแต่คนที่ไม่ได้ให้ความสนใจ ไปจนถึงพวกที่สนใจวิทยาศาสตร์อย่างจริงจัง ถึงกระนั้น คนทั่วไปก็มองวิทยาศาสตร์ ต่างจากนักวิทยาศาสตร์
ประเด็นต่อมา ก็คือ ในการสื่อสารรูปแบบเดิม นักวิทยาศาสตร์ไม่สามารถควบคุมว่า ประเด็นไหนจะถูกนำไปพูดถึงบนสื่อ ปัญหาสำคัญคือ มันถูกตีความไปคนละแบบ อย่างเช่น Dr.Willard เล่าว่า เค้าเคยถูกสัมภาษณ์จากคอลัมน์นิสต์ของ New York Time เกี่ยวกับความแตกต่างของยีนส์ ระหว่างผู้ชายกับผู้หญิง แต่พอเอาเรื่องไปตีพิมพ์กลับกลายเป็นว่า คนเขียนสรุปว่า ผู้หญิงดีกว่าผู้ชาย เพราะยีนที่ดีกว่า อะไรทำนองนี้ ซึ่งในงานวิทยาศาสตร์ไม่ได้พูดไว้แบบนี้
นอกจากนี้ การสื่อสารกับสาธารณะ ยังเป็นเรื่องท้าทายธรรมชาติการสื่อสารของนักวิทยาศาสตร์ กล่าวคือ ถ้าเปรียบเทียบกับการสื่อสารทางวิทยาศาสตร์แบบทางการ นักวิทยาศาสตร์ต้องการ outcome ที่คาดเดาได้ ต้องอาศัยข้อมูลเป็นพื้นฐาน นอกจากนี้นักวิทยาศาสตร์เอาใจใส่ในงานเขียนมาก ถึงมากที่สุด ใช้เวลาในการเลือกใช้คำ แก้ไขข้อผิดพลาด เพราะป้องกันการตีความที่ผิดพลาด และประเด็นสุดท้าย ก็คือ นักวิทยาศาสตร์ต้องแยกข้อเท็จจริงออกจากการตีความ ส่วนที่เป็นข้อมูล ก็คือ ข้อมูล ในขณะที่ส่วนมัน matter ก็คือ การตีความ ซึ่งต้องใช้ความระมัดระวังในการตีความอย่างรอบคอบ ซึ่งประเด็นหลังเนี่ย มีหลายเสียงเห็นแย้งว่า งานเขียน blog ของตัวเอง เป็น informed commentary มากกว่าที่จะเป็นการเขียนเล่าข่าวแบบลอย ๆ ที่คนพูดเข้าใจ
สำคัญที่ว่าคนพูดแกไม่ได้เป็น blogger ผมว่าแกยังมองไม่เห็นภาพในบทบาทของ blogger ชัดเจน อย่างเช่น ดูเหมือนว่า แกมองว่า blogger ก็เป็นพวกเดียวกับ media release ซึ่งจริง ๆ แล้วมันก็ไม่ใช่ เพราะ การสื่อสารมันไม่เป็นสองขั้วระหว่างนักวิทยาศาสตร์ กับสื่ออีกต่อไปแล้ว แต่มันมีขั้วที่สาม ที่สามารถคอมเม้นต์และเปรียบเทียบ ข้อมูลที่ได้จากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ กับรายงานการวิจัยที่ปรากฏใน media release ได้ นอกจากนี้ก็มีคนเสริมว่า บล๊อกจะช่วยให้สาธารณะมีส่วนร่วม และเข้าถึงวิทยาศาสตร์มากขึ้น เนื่องจากเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง สำหรับคนที่ไม่สามารถเข้าถึงวิทยาศาสตร์ ผ่านการสื่อสารทางวิชาการในรูปแบบเดิมได้ โดยเฉพาะด้วยสาเหตุทางด้านเศรษฐกิจ
ผจญภัยไปกับการบล๊อกทางวิทยาศาสตร์
Dr.Janet Stemwedel หรืออีกชื่อหนึง Dr.Freeride (อ่านประวัติแล้วแบบ เอ่อ.. จบ ป.เอก สองใบ ตอนสองอาทิตย์ก่อนจะ defense ปริญญาเอก ใบแรกด้านเคมี ก็ไปสอบ GRE เพื่อจะสมัครเรียนต่อ ป.เอก สายปรัชญา ตอนนี้จบแล้ว มาสอนปรัชญาอยู่ Stanford) มาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับชุมชนของ science blogger แล้วมี converstaion แบบไหนบ้าง ที่ science blogger พูดถึงกัน และหาอ่านได้ยากในการสื่อสารทางวิชาการ ไม่ว่าจะเป็น ประเด็นด้านการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ การเมืองและนโยบาย การพูดถึงงานวิจัยอื่น ๆ แบบ jounal club การประชุมออนไลน์ การเล่าถึงชีวิตนักวิทยาศาสตร์ รายงานการประชุม วิธีปฏิบัติในวงการวิทยาศาสตร์ เป็นต้น
มีหลาย quote ที่น่าสนใจเช่น “Community and communications key ingredients for human flourishing”หรืออย่าง วิทยาศาสตร์คือกระบวนการ ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ แล้วก็แนะนำให้อ่านหนังสือ ชื่อ Science as Social Knowledge ของ H.E. Longino
Dr.Janet เปรียบเทียบการบล๊อกกับการพูดคุยผ่านการประชุมทางวิชาการ (ที่ดูว่าทั้งสองแบบเป็น informal เหมือนกัน) ว่า การสนทนา (conversation) บนบล๊อกดีกว่าตรงที่มันอยู่ได้นานกว่า less ephemeral แล้วสามารถอ้างอิงได้ มากกว่าการพูดคุย ผ่านแล้ว ผ่านเลย อ้างอิงลำบากกว่า
อย่างไรก็ตาม blogger ในสายวิทยาศาสตร์หลายคนก็ใช้ชื่อปลอมในการเขียน ซึ่ง Terrell ก็ตั้งคำถามว่า ในเมื่อการบล๊อกในสายวิทยาศาสตร์ จำเป็นที่จะต้องอาศัยความเชื่อถือ แล้วทำไมต้องใช้ชื่อปลอม ซึ่งหลายคนก็ให้ความเห็นว่า เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดกับชีวิต แต่มีความเห็นหนึ่งที่ผมว่าน่าสนใจ เข้าใจว่าเค้าเฺป็น blogger คนหนึ่ง เค้าพยายามจะบอกว่า ผู้ชายไม่เข้าใจหรอก ว่าผู้หญิงมีเรื่องที่ต้องปิดบังมากน้อยแค่ไหน เพราะฉะนั้นเค้าเชื่อว่า ผู้หญิงน่าจะใช้ชื่อปลอมในอินเตอร์เน็ทมากกว่าผู้ชาย …
สองช่วงหลังเป็น Breakout session ผมเข้าฟังสองอัน คือ Open Source/Notebook Science กับ Emerging Nanotechnologies
Open Source/Notebook Science
Jean-Claude Bradley จาก Drexel ก็มาเล่าถึงโครงการ Useful Chemistry ซึ่งเป็นการใช้ Wiki กับ Blog ในการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการคิดค้นสูตรเคมี
ข้อมูลที่นำเสนอ มีตั้งแต่ข้อมูลดิบจากการทดลอง ข้อมูลที่วิเคราะห์แล้ว สมมติฐาน การทดลองที่ล้มเหลว ผลการวิจัยที่เป็นผลและสามารถนำไปใช้ได้ รวมไปถึงบทความทางวิชาการ
ปัญหาที่ต้องคำนึงถึง ก็ได้แก่ ทรัพย์สินทางปัญญา การอ้างอิง ความน่าเชื่อถือทางวิชาการ และกระบวนการ Peer-reviewed ซึ่งนอกจากนี้ยังมีคนให้ความเห็นเกี่ยวกับ ประเด็นเรื่อง ความปลอดภัยของข้อมูล และความเสถียรของงาน ซึ่ง Jean-Claude บอกว่า เวลาทำงานก็ให้เก็บทั้งสองรูปแบบ คือ ทั้ง blog และ wiki ในขณะที่ผมก็ค่อนข้างจะ concern เกี่ยวกับการอ้างอิงมากกว่า เพราะถ้าหากในวันข้างหน้า host provider เค้าเจ๊ง หรือเราต้องย้าย server แล้ว link มันจะไม่ valid คนอื่นที่ link มาหาเราจะมีปัญหามากกว่า ในขณะที่ข้อมูลเนี่ย ยังไงมันก็น่าจะเก็บ local version ได้อยู่แล้ว แล้วก็ backup ได้ไม่ยาก
อีกประเด็นหนึ่งที่คนถาม ก็คือ การทำ Open แบบนี้ อาจจะทำให้คนทำงานตัดหน้าเราไปได้ ซึ่งอันนี้ก็พูดคุยกันว่า มันน่าจะอยู่ที่ custom ของชุมชนนั้นเอง หลายคนบอกว่า case แบบนี้อาจเกิดได้น้อย แต่จริง ๆ แล้วมันก็เคยเกิดขึ้นแล้ว ล่าสุดก็เมื่อสองปีก่อนใน New York Times ซึ่งเป็นประเด็นของการค้นพบดาวดวงหนึ่งของนักวิทยาศาสตร์ในอเมริกา แต่ดูเหมือนโดนตัดหน้าไปจากนักดาราศาสตร์จากสเปน ซึ่งมันก็เป็นไปได้ แต่ถ้ามองในมุมของวิทยาศาสตร์สายอื่น ซึ่งการอ้างอิงน่าจะถือเป็น custom ที่น่าจะรับได้ หมายถึง ถ้าเราเอาข้อมูลที่เค้า open ไว้มาใช้ ก็ควรจะติดต่อเค้าก่อน แล้วก็ acknowledge เค้าในงาน ก็น่าจะเพียงพอแล้ว
Emerging Nanotechnologies
session นี้ไม่มีอะไรเลย คน present ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ blogger แต่เป็นคนมาจากพิพิธภัณฑ์ แล้วประมาณว่าเล่าเรื่องนาโนให้ฟัง เพื่อจะให้ blogger ช่วยคิดหน่อยว่า จะทำยังไงให้คนตระหนักถึงเทคโนโลยีที่มันจะเข้ามา ผมฟังได้ซักพัก mode การรับรู้ก็เริ่มหยุดทำงาน เพราะมันไกลจากหัวข้อ conference จนดึงกลับมาไม่ถูก Break out session นี้คนส่วนใหญ่จะไปอยู่ที่ Teaching Science กันหมด ซึ่งเป็นการพูดถึงการใช้ Blog มาประกอบการเรียนการสอน
ก็เป็นอันหมดหนึ่งวัน ผมสรุปประเด็นที่ผมเห็นว่าน่าสนใจเท่านั้นะครับ จริง ๆ ในแต่ละหัวข้อก็มีประเด็นอื่น ๆ อีกมาก มีหลายคนมากที่ Liveblogging อย่างเช่น Paul Jones และ Christina’s LIS Rant
การควบคุมกันเองของสื่อ
In มั่วซั่ว : Miscellenous on มกราคม 17, 2007 at 12:50 amเปิดเข้าไปในเว็บไซต์ ของสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เจอบทคัดย่อของงานวิทยานิพนธ์ชิ้นหนึ่ง ของธรรมศาสตร์ ชื่อเรื่อง พัฒนาการการควบคุมกันเองของ น.ส.พ. : วิเคราะห์ความเป็นไปได้ในสังคมไทย โดย สมหมาย ปาริจฉัตต์ (เข้าใจว่าปัจจุบัน อยู่ที่มติชน) เมื่อปี 2543 เห็นว่าน่าสนใจดี
“ผลการศึกษาวิเคราะห์สรุปว่า การควบคุมกันเองด้วยความสมัครใจ โดยกลไกสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ยังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร การจะผลักดันให้สำเร็จได้ ต้องประกอบด้วยเงื่อนไขหลายประการ คือนักหนังสือพิมพ์ต้องควบคุมตนเองเป็นเบื้องต้น ผู้ประกอบการ สมาคมวิชาชีพ สถาบันการศึกษา องค์กรภาครัฐและองค์กรประชาชน ต้องทำความเข้าใจถึงปรัชญาและวิธีการในการควบคุมกันเอง ประสานการปฏิบัติเพื่อส่งเสริมสนับสนุนซึ่งกันและกันอย่างจริงจัง
ผู้ศึกษามีข้อเสนอแนะต่อทุกฝ่าย อาทิ สภาการหนังสือพิมพ์ต้องไม่คิดว่า การที่มีผู้ร้องเรียนมากจะเป็นการประจานตัวเอง และเป็นปัญหาต่อการปฏิบัติ แต่หันมาสนับสนุนให้มีการร้องเรียนอย่างกว้างขวาง เพื่อสร้างความเข็มแข็งในการควบคุมกันเอง หนังสือพิมพ์ต้องวางแนวทางปฏิบัติภายในขององค์กรให้ชัดเจน สอดคล้องกับกรอบจริยธรรมและข้อบังคับของสภาการหนังสือพิมพ์ ปฏิบัติตามคำตัดสินของสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ภาครัฐควรกำหนดเป็นนโยบายให้หน่วยงานของรัฐ ข้าราชการ พนักงานของรัฐ ให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูล ข่าวสารกับสภาการหนังสือพิมพ์ฯ เพื่อให้การสืบหาข้อเท็จจริงเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ฯลฯ
หากวงการวิชาชีพหนังสือพิมพ์ ไม่สามารถสถาปนาระบบการควบคุมกันเองอย่างมีประสิทธิภาพ จนทำให้นักหนังสือพิมพ์ และองค์กรหนังสือพิมพ์สำนึกในความรับผิดชอบได้แล้ว และหากสังคม ขาดความเชื่อมั่นกระบวนการควบคุมกันเองที่เป็นอยู่ การเรียกร้องให้ใช้อำนาจตาม กฎหมายควบคุม หรือให้คนนอกวงการ เข้ามามีบทบาทหลักในสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ จะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างแน่นอน”
ปัญหาโลกแตกนะผมว่า เพราะปัญหาแบบนี้ มันมีอยู่ในทุกภาคส่วนของสังคม ไม่เพียงแต่สื่อเท่านั้น ยิ่งสังคมใหญ่เท่าไหร่ ก็ยิ่งควบคุมกันยากขึ้นเท่านั้น พลันให้นึกถึงสื่อรากหญ้า จะควบคุมกันยังไงนะ ขนาด self-governance ของสื่อที่มีคำว่า “วิชาชีพ” ค้ำคออยู่ ยังลุ่ม ๆ ดอน ๆ อยู่เลย ถ้าดูตามระดับของ Governance บนอินเตอร์เน็ท (ใน David Post, 1996) สื่อรากหญ้ามันไม่มีระดับขององค์กร ในขณะที่ Contractual provisions มันก็ดูจะไม่มีผลกระทบต่อการคงอยู่ และเคลื่อนไหว (เว้นแต่ว่าเป็นสื่อรากหญ้าที่หวังผลกำไร) เพราะฉะนั้น มันก็เหลือเพียงแต่ self-ethics, social norms แล้วก็กฏหมายเท่านั้น ซึ่งคนที่เป็นรัฐบาล ก็แน่หล่ะ ไม่อยากจะปล่อยให้สื่อเหล่านี้ ควบคุมกันเองด้วยเพียงแค่ จริยธรรมส่วนบุคคล และ social norms เท่านั้น เพราะมันก็เสี่ยงอยู่ใช่น้อย โดยเฉพาะช่วงเวลาที่ระส่ำระสาย ว่าแต่ว่า ถ้าจะต้องออกกฏระเบียบกันจริง ๆ หล่ะ ใครจะเป็นคนออก แล้วจะออกกันยัง.. แล้วมันจะไปอยู่ในกลุ่มไหน หมวดไหนของกฏหมายหล่ะเนี่ย
ปูนาขาเกฉบับ Final Fantasy 2
In บันเทิง : Entertainment, ภาพยนตร์ : Movie, มั่วซั่ว : Miscellenous, เพลง : Music on มกราคม 13, 2007 at 3:18 pmไม่เคยดูหรอกนะ Final Fantasy อ่ะ บังเอิญว่า gooogolf ส่งปูนาขาเกฉบับ Final Fantasy มาให้ดู ฮาดีอ่ะ ตัดเก่งจริง ๆ
รีบดูก่อนโดนลบ ว่าแต่ว่า youtube staff จะ detect ได้ป่าวไม่รู้แบบนี้ ละเมิดลิขสิทธิ์เต็ม ๆ เหอๆๆ
สงสัยเป็น trend MV ของเพลงลูกทุ่งในอนาคต
Is User Satisfaction Matter for Information System?
In INLS715, iTeaudemia, งานวิจัย : Research, มั่วซั่ว : Miscellenous, เป็นการเป็นงาน : Seriously on มกราคม 9, 2007 at 11:15 pmAnother paper on a classic debate on the importance of user satisfaction on the success of information system.
Sabherwal, R., Jeyaraj, A., & Chowa, C. (2006). Information System Success: Individual and Organizational Determinants. Management Science, 52(12).
Based on empirical research conducted between 1980 and 2004, the study examines four aspects of information systems (IS) success: system quality, perceived usefulness, user satisfaction, and system use. The authors highlight the importance of system quality, which affects all other aspects of IS success. They also observe that system quality and perceived usefulness but, curiously, not user satisfaction, influence the extent to which the system is used. The study’s results suggest that system developers and managers should concentrate on developing better systems rather than focusing on increased user satisfaction with the system.
The analysis also suggests that four long-term measures related to information systems are particularly important: (1) IS training, (2) improving individuals’ attitudes toward information systems, (3) gaining top-management support for information systems, and (4) developing organizational structures that facilitate use of information systems, such as help desks and online user assistance.
[via EurekAlert]
Toward Standard Attractiveness
In งานวิจัย : Research, มั่วซั่ว : Miscellenous on มกราคม 9, 2007 at 11:12 pmWe know that attractiveness brings advantages to life (for instance, Beauty and Professor and Simple Rules To Prevent Sexual Harassment for Men [in Thai]). I guess most of all of us agree that face is one of the most important indicators of attractiveness. Experimental psychologists at University of Aberdeen in Scotland conducted a series of studies on facial attractiveness. By using computer graphic techniques, including prototyping, transforming, caricaturing, and interactive demos, they create an average face based on face images of a number of people.
Combining with lifestyle and personal preference questionaires, so far, they found that the average page is more attractive in a number of perspectives.
Another similar kind of study is from Marquardt Beauty Analysis. This type of study is medical based finding “the perfect face” (apparently for the benefit of cosmetic surgery, I guess). The image below is the result of mathemetical computer model of the average “attractive” face.
The major different between these two studies is the first one reproduces the average face of every kind of face. The second one is the average of “attractive” face only. Moreover, It is interesting that the average face of the first study tend to prefer white (This is just my observation based on the previous study results). However, this study leads me to another crazy question. Based on the computer graphic techniques, what the real average face of everyone in the world would look like? Or even all asian men would be like? How far my face is from the average? Do I look average? above or below average? Ha Ha!
And if we believe that both research studies are reliable, why can’t we just use the standard with those beauty competition? It would be very easy to scientifically measure. One would argue, then, beauty have no artistic value anymore. Well, since the scientific studies are based on aesthetic “value”, can’t we count on that?
Hmm… what if everyone in the world is physically attractive? Crazy me…
Perfume น้ำหอมมนุษย์
In บันเทิง : Entertainment, ภาพยนตร์ : Movie, มั่วซั่ว : Miscellenous on มกราคม 8, 2007 at 1:47 am
(Photo from an official website)
เมื่อประมาณสองเดือนก่อน เพื่อนที่ฝรั่งเศสเล่าให้ฟังเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ มันเล่าซะจนอยากดูเอามาก ๆ (ก็เหมือนหนังเรื่องอื่น ๆ เพื่อนมันบอกด้วยว่า อ่านหนังสือสนุกกว่าเยอะ) ก็รอว่าเมื่อไหร่จะเข้าที่นี่ซะที สรุปว่าก็เพิ่งเข้าโรงหนังทีี่นี่ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เมื่อกี๊ก็เลยมีโอกาสไปดูซะเลย
ไม่ผิดหวังเลย ความคิดเห็นก็คล้าย ๆ กับคุณ wat คือ ชอบการเดินเรื่องที่ไม่เยิ่นเย้อ เพลงประกอบ (โดยเฉพาะฉากเปิดตัว Laura Richis) แล้วก็ดารานำชาย Ben Whishaw โดยเฉพาะแววตา มันช่างเศร้า หม่นหมอง แล้วก็ดู obsessing ได้ใจจริง ๆ
หนังสร้างปารีสในยุคนั้นให้ดูแบบ เน่ามากอ่ะ จนมีความรู้สึกว่า สงสัยกาฬโรคจะระบาดง่ายในยุคนั้น
ดูหนังเรื่องนี้จบก็นึกต่อว่า เออ ถ้าเรามีประสาทรับกลิ่นพิเศษเหมือน Grenouille จะดีมั๊ยนะ คิดไปคิดมา ก็ไม่ดีแฮะ เพราะการรับกลิ่นนี่ เป็นอะไรที่ห้าม หรือหลีกเลี่ยงได้ยาก นึกถึงตอนเวลาขับรถผ่านฟาร์มหมู อะไรทำนองนี้ แบบทำยังไงก็ไม่หาย การมีจมูกพิเศษก็ไม่ได้หมายความว่า จะได้กลิ่นที่พึงประสงค์เสมอไป
จะว่าไปการได้กลิ่น ดูเหมือนจะหลีกเลี่ยงได้ยากที่สุด อย่างการมองเห็น ยังเบือนหน้าหนี การได้ยิน ยังพออุดหู การสัมผัส กับการับรส เรายังเลือกที่จะสัมผัสหรือไม่กินเพื่อไม่รับรสก็ได แต่ถ้าได้กลิ่นไม่พึงประสงค์เนี่ย (โดยเฉพาะกลิ่นที่กระจายในวงกว้าง) ปิดจมูกนาน ๆ ก็ไม่ได้ จะใส่หน้ากากก็ใช่ว่าจะได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นการมีจมูกพิเศษ น่าจะเป็นพรสวรรค์ที่ไม่น่าจะพึงประสงค์ มากที่สุดแล้วมั๊ง…
ปล. ตอนแรกก็ไม่รู้ชื่อไทยของหนังว่าอะไร พยายามจะคิดเอง คิดแล้วก็ตลกดีแฮะ “Perfume: ฆาตกรจมูกสวรรค์ประทาน” ซะงั้น ฟังแล้วนึกถึงหน้าตือโป๊ยก่ายแทนซะงั้น
ลงโทษไม่ไปเลือกตั้งด้วยการใช้ห้องสมุด
In นโยบาย : Policy, บรรณารักษ์ : Librarian, มั่วซั่ว : Miscellenous, ห้องสมุด : Libraries on ธันวาคม 6, 2006 at 10:45 pmเห็นข่าวคุณปู่ตาบอดวัย 73 ชาวตุรกิี ถูกตัดสินให้ไปลงเรียนวิชา การอ่านและเขียนหนังสือ ในห้องสมุดสาธารณะ เป็นระยะเวลา 26 วัน ด้วยข้อหาที่ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ก็แปลกดี
โดยปรกติคนที่ถูกทำโทษในห้องสมุดส่วนใหญ่ คือ จะต้องมาบำเพ็ญประโยชน์ เช่น จัดหนังสือ ทำความสะอาด เป็นต้น ซึ่งโดนลงโทษด้วยการมาเป็นคนทำงาน แต่ยังไม่เคยเห็นที่ต้องมาเป็นผู้ใช้ อย่างไรก็ตาม ถ้ามองให้อ่อนลงมาหน่อย ที่มันดูไม่ร้ายแรงเท่ากับการลงโทษ แต่เป็นการสร้างกลไก ทางสังคม โดยการมีส่วนร่วมของห้องสมุดมากขึ้น ผมว่าก็น่าจะลงคิดเพิ่มเติมดู
เท่าที่มองดู มีหลักการที่่น่าสนใจมาสนับสนุน สองส่วน คือ ส่วนที่เกี่ยวกับการเรียนรู้ตลอดชีวิต และการจัดการความรู้ และอีกส่วนคือส่วนที่เป็นการประชาสัมพันธ์ห้องสมุด
ไอ้การส่งเสริมการเรียนรู้เนี่ย จริง ๆ หลายคนอาจจะมีประสบการณ์จากชีวิตการเป็นนักเรียน เช่น โดนทำโทษให้ไปจัดชั้นหนังสือในห้องสมุด หรือทำโทษให้ไปทำการบ้าน หรือโดนกักบริเวณให้อยู่แต่ในห้องสมุด ซึ่งรูปแบบนี้มันก็น่าที่จะนำไปปรับใช้กับห้องสมุดสาธารณะ (หรือที่บ้านเราเรียก ห้องสมุดประชาชน) ในบทบาทของสังคมแห่งการเรียนรู้ (หรือ สังคมแห่งความรู้) ได้บ้าง
ขอนอกเรื่องหน่อย ในบ้านเราได้ มีหลายคนบอกว่า ห้องสมุดในประเทศเราได้งบรัฐบาลน้อย ก็เลยทำให้ห้องสมุดไม่ได้รับการพัฒนา แต่หากจะให้มองถึงปัจจัยแรกจริง ๆ มันอยู่ที่ชุมชนมากกว่า ถ้าการทีี่ห้องสมุดสามารถดึงคนให้เข้ามามีส่วนร่วมได้ มันมีแรงผลักดันให้เกิดการพัฒนาเอง ซึ่งห้องสมุดสาธารณะที่ประสบความสำเร็จในประเทศที่พัฒนาแล้วหลายต่อหลายแห่ง ก็ไม่ได้อาศัยงบประมาณของภาครัฐเป็นสำคัญ
และผมก็ไม่เห็นว่า ห้องสมุดประชาชนจำเป็นจะต้องไปอยู่ภายใต้กระทรวงศึกษาธิการ หรือกระทรวงวัฒนธรรมอีกต่อไป แต่มันควรจะไปอยู่กับพวกองค์การบริหารส่วนภูมิภาคเสียมากกว่า เพื่อให้ชุมชนรู้จักรับผิดชอบ และพัฒนาด้วยความต้องการของชุมชนเอง ซึ่งถ้ามันเป็นในรูปแบบนี้ โอกาสที่จะนำห้องสมุดมามีส่วนร่วมเป็นกลไกหนึ่งของชุมชน มันก็มีมากกว่า การที่ไปกระจุกอยู่กับส่วนกลางเท่านั้น (เอ่อ ไปเรื่อง administration ได้ไงหว่า)
ทีนี้ ห้องสมุดจะเข้าไปมีกลไกอะไรได้บ้าง โดยเฉพาะเรื่องการให้คุณให้โทษคนเนี่ย อย่างในตัวอย่างก็คือ การสั่งให้คนที่ทำผิดไปนั่งเรียนในวิชาพื้นฐานที่ห้องสมุดจัดขึ้น แตจริง ๆ แล้ว โอกาสที่มันจะขยายไปสู่หัวข้อเฉพาะ ที่จะต้องอาศัยการทำรายงาน การวิจัย การจดบันทึกในเรื่องใด โดยใช้ห้องสมุดเป็นศูนย์กลางของกิจกรรมเหล่านั้น ซึ่งก็อาจจะทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกัน ถ้าการเรียนรู้มันเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการบันทึกความรู้ของบุคคลหรือของชุมชนนั้น ๆ ไว้เป็นเรื่องเป็นราว มันก็เป็นส่วนหนึ่งของการจัดการความรู้ และมีคุณค่าทางจดหมายเหตุและประวัติศาสตร์ไปอีกทางหนึ่ง อย่างไรก็ตาม การเรียนรู้ มันก็ขึ้นอยู่กับตัวบุคคล เราคงไม่อาจจะไปคาดหวังว่าคนที่เข้าไปห้องสมุดทุกคน คือ จะต้องเข้าไปเรียนรู้หรือพัฒนาตนเอง (เพราะรู้ ๆ ดีกันอยู่ แค่ Thesis ยังมีกันจ้างทำแล้วเลย แล้วอีเรื่องแค่นี้จะไม่มีเชียวหรือ)
ซึ่งอันนี้มันก็จะกลายไปเป็น ภาระของบรรณารักษ์และคนที่สามารถให้คุณให้โทษได้ ที่จะต้องศึกษาชุมชนให้ลึกซึ้ง เพื่อจะได้วิเคราะห์ได้ว่า หากจะต้องหากลไกให้คนมาทำแบบนี้จริง ๆ รายละเอียดในการศึกษาแบบต่อเนื่องเชิงบังคับเนี่ย ควรจะออกมาในหน้าตาแบบไหน เพื่อให้ชุมชนได้ประโยชน์
ในขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างห้องสมุดกับชุมชนก็อาจจะเป็นได้ทั้งแง่บวกและแง่ลบ ทั้งนี้มันก็ขึ้นอยู่กับการสร้างภาพลักษณ์ บรรณารักษ์ทั่วไปก็อาจจะแย้งว่า แค่นี้คนก็ไม่อยากมาใช้ห้องสมุดแล้ว ไปลงโทษเค้าแบบนี้ ทำให้ภาพลักษณ์มันดูเหมือนคุกไปเสีย ทำให้คนยิ่งไม่กล้ามาใช้ ในขณะที่อีกมุมมองหนึ่งอาจบอกว่า ก็เป็นการส่งเสริมให้คนรู้จักห้องสมุด และทรัพยากรของ “ชุมชน” มากขึ้น และให้คนได้เข้าใจและตระหนักว่า เงินที่ใช้ซื้อหนังสือและอุปกรณ์ต่าง ๆ ก็คือ เงินภาษีที่ตนได้จ่ายไป
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ในเชิงสังคมศาสตร์และอาชญวิทยา อาจมองได้ว่า การบังคับให้มา “ใช้” ห้องสมุด เป็นโทษที่เบาเกินไป จะทำให้คนไม่กลัวการลงโทษ แต่หลายคนอาจจะบอกว่า ก็แล้วแต่บทลงโทษนะ การบัังคับให้มาใช้ห้องสมุด อาจจะเหมาะกับโทษเบา อย่างเช่น โทษของการไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ก็แทนที่จะเพิกถอนสิทธิทางการเมือง อาจจะต้องมีการให้เขียนรายงาน หัวข้อ “ประชาธิปไตยในความคิดของคุณ คือ อะไร” อิอิ ซะงั้น
Thailand in “East Wind”
In การเมือง : Politic, มั่วซั่ว : Miscellenous on ธันวาคม 6, 2006 at 12:07 amThe latest issue of East Wind, a periodical publication of Asian Student Association at UNC has a couple of interesting points about Thailand, though one may not take it seriously as one of those by/for undergrads.
Firstly, in a section called “Student Speakout”, there are five students giving opinion about “Who is the most influential Asian political figure alive?” A junior student named Catherine Kronk goes for..
“The King of Thailand [Bhumibol
AbdulyadejAdulyadej] (Note: Thetypois found in publication. Grrr…) because he is a moderate and stabilizing force in volatile Southeast Asia.”
Two of them voted for Hu Jintao, Chinese president, one for Junichro Koizumi, and the other one for Dalai Llama.
Secondly, an article on page 6-7 named “Change of Power” by Rocky Gao is dedicated to the update on the coup. What is interesting in the article is those comments from Kevin Hewison, a UNC professor who earlier posted a question mark on the current PM’s name tag in his article, General Surayud Chulanont: A man and his contradictions. Since I could not find the online/electronic version of the publication
The article begins with his opinion + assumption that the coup was highly supported from urban folks.
“Often when you have a coup in the part, the Bangkok population has responded quite quicly against it.”
“In this case they have supported the coup very strongly.”
The paper quotes that he has skeptical idea about the promises from Council for National Security (CNS – formerly Council for Democratic Reforms).
“The 1997 constitution, often called the People’s Constitution, has been thrown aside by the coup.”
“My guess is that the new constitution will be much less a people’s constitution and much more an elite one.”
He reemphasized the political power of Bangkokians, as one might not happy with the idea of Bangkok = Thailand.
“Many people are already very disappointed with the turn of events following the coup”
“The people who call themselves democracy activists who were caught up in the anti-Thaksin campaigns in Bangkok are already regretting it.”
The article mentions a little bit about his perspective on the slow down on investment.
“There is going to be a hiatus while these things get worked out.”
“I think foreign investor are going to stand back and see what happen for a while”
And it ends with an interesting quote.
“The honeymoon period has finally finished and the struggles are now on again.”
Hmm real short honeymoon, huh? One may argue/wonder whether they already have one.
The article also has a concise timeline of the “history of polical unrest” with 6 points of time, 1973, 1976, 1981, 1991, 1992, and 2006.
Personally, I’m kinda wondering about when the interview took place, since the publication get published per semester. The situation is moving pretty fast. His comment about the investment is somewhat too late to say as the ambiguity is somewhat less than it was. Anyway, this piece is rather summative rather than informative. I just want to share as the online version is not distributed.
ปัดฝุ่นลาวม่านแก้ว
In บันเทิง : Entertainment, มั่วซั่ว : Miscellenous, เพลง : Music on ธันวาคม 3, 2006 at 1:35 amช่วงนี้เป็นช่วงสุดท้ายของเทอม Fall ก็ไม่ค่อยมีเวลามา post อะไรเท่าไหร่ ช่วงพักอ่านหนังสือ ทำการบ้าน + รายงาน ก็มีโอกาสหยิบซอมาเล่น เห็น aom เอาเพลงลาวม่านแก้วจากละคร เรื่อง แต่ปางก่อน (ผู้แต่ง คือ คุณนก ฉัตรชัย ดุริยประณีต – หนึ่งในสมาชิกวงเฉลียง) มา cover กับขิม เห็นว่าเพราะดี ก็เลยได้ความคิดว่า น่าจะลองเล่นซอ แล้วก็เสริมเข้าไป ผลก็มาก็อย่างทีได้ยินนี่หล่ะครับ
ก็ถือเป็นการพักผ่อนครับ (แต่ถ้าเสียงซอมันรับไม่ได้ก็ขออภัย ไม่ว่ากันหากจะหยุดฟังกลางคัน เหอๆๆ หรืออาจจะลองไปฟัง version ขิมของ aom แทนก็ได้ครับ)
ปล. เข้าใจว่า post นี้ละเมิดลิขสิทธิ์แน่นอน เพราะเอาเพลงเค้ามาดัดแปลง เต็ม ๆ (ใส่ดนตรีทับของเก่าทั้งดุ้น – เสียง piano คือ เพลงต้นฉบับในละครครับ) ถ้าเจ้าของลิขสิทธิ์เพลง (ผมไม่แน่ใจว่าเป็นใครอ่ะครับ) มาเห็น post นี้ ผมก็ขออนุญาตไว้ตรงนี้เลยแล้วกันครับ เล่นฟังกันในหมู่เพื่อนฝูงครับ [เหมือนจะฟังขึ้นนะเนี่ย แหะ ๆ]…
Fingerprints to Enter the Library
In Thaibrarian, นโยบาย : Policy, บรรณารักษ์ : Librarian, มั่วซั่ว : Miscellenous, ห้องสมุด : Libraries on พฤศจิกายน 22, 2006 at 5:28 pmLately identification becomes an issue in libraries, especially academic libraries. Many academic libraries have late-night hour. Some even open 24 hours a day and 7 days a week. (See also But Every Other College Library Is Open 24/7 on ACRLblog) For security reasons, many academic libraries required late night readers to show their ID for security persons. UNC’s Daily Tar Heel also featured about this issue once last month. However, it becomes quite controversial with the recent case of an UCLA student tasered at Powell Library.
In Thailand, many academic libraries restrict their patrons to be only institution affiliated. Some even require entrance fees for outsiders. Therefore, many libraries install turnstiles with ID reader for physically restricting the access. The authentication ranges from physically check with the photo, barcode reader, magnetic tape, and even RFID. Identification cards seem to problematic to many libraries, including Chiang Mai University library.
However, begining the first semester of academic year 2006, the library has implemented this biometric authentication to access the library at all time. The implementation is pararell with the old system which is using magnetic signal. In the library’s newsletter (August, 2006), Weerachai Techawatchareekul, deputy IT manager of the library, commented that the use of magnetic ID cards, issued by the bank, has many concerns, including privacy and security of information. The library’s user database has to be synchonized with the bank. There is also an problem with the effectiveness of data transfer from the bank.
Commercially, the magnetic readers are tied with its vendors which is highly monopolized in terms of acquisition and maintenance. From user perspectives, the library found identity fraud. Many people could not enter the library because they forgot their ID. These affects the library usage statistics. Thus, they decide to go with fingerprint technology.
Spirits of Censorship: Thailand’s ICT Ministry
In Thaibrarian, การเมือง : Politic, นโยบาย : Policy, มั่วซั่ว : Miscellenous on พฤศจิกายน 20, 2006 at 4:20 pmSombat Bun-ngam-anong, a webmaster of 19sep.net – an anti-coup website, told the story about censorship of the website to Thairath,Thai national newspaper. He said 19sep.net was set up one day after the coup. However, it was blocked by ISP, True Internet. He said someone turned off the server switch (Hmm, I personally wondered how did he know that).
He decided to move to host outside Thailand. After 2 hours of relocation, the domain was blocked without any notice. [Typically, there is a note that who took the blocking action.] No one was responsible for the actions. The ministry of ICT blaimed the ISP with the supporting argument that the ministry has not been closed any website (Does not it sound familiar?).
It sounds possible to me that there might be some secret lines directly to an ISP to act something, due to its urgency. In emergency, the efficiency of communication could be failed, in particular no evidence supported. It could include the low self efficacy of legal literacy (or the low literacy itself) of actors as well as the abuse of “magic power” (which could easily happen in everyday life, for instance, the recent UCLA police tasers student case).
One of True’s lawyer team interestingly responded that it was false. The ministry has actually order the closure [of websites]. However, there is no official lists or letters to the ISP, even though True has eagerd asking for them. (Presumably, they asked after the action s have been done.) When True got response from its users and forward the questions to the ICT minitry, the answer was it was just cooperation. Once True did so, that was it. Supasorn, the source from True, said the ministry actually realized that they do not have any power to do so.
True has been sued by its customer regarding the closure of swiming suit website which has been reported as pornography. The problem they currently have is that they could not have any official notes from the government. Since then, True has never blocked any websites.
This reminds me of Ishmael in The End of A Series of Unfortunate Events. His favorite phrase is “I’m not going to force you, but I don’t think …”. It is not a direct command, but a magic power?
Who should responsible for this? I do not understand why the government come out and say that they did it. It would make more sense to me if they just accept that they did it. If they are reasonable, I think people would understand. Leaving it as mistery does not help the communication and the relatioship with its people.
The website is now working (I hope it is accessible in Thailand too), although there is a discussion on whether the website should be closed or not.
[via Thairath]
Thai Minister Supports Cellphone Signal Ban For Counter-terrorism
In Thaibrarian, การเมือง : Politic, นโยบาย : Policy, มั่วซั่ว : Miscellenous on พฤศจิกายน 16, 2006 at 11:52 pmThe new Thai ICT minister said registering prepaid numbers does not solve the problem in the south of Thailand. However, he declined to break the registration.
Here is what he think could help:
- Installing closed-circuit cameras everywhere and keep monitoring and recording all the time
- Investigating what time that terrorists usually used the phones to initiate the bombs and then close the signal in that period.
He said the ICT ministry already investigated and found that there is no specific time that terrorists used cellphone to operate the bomb. Thus, it’s hard to use this method.
I’m glad they already found out!
[via Than news]
พลุผี
In ท่องเที่ยว : Travel, มั่วซั่ว : Miscellenous on ตุลาคม 30, 2006 at 8:44 pmต้อนรับฮาโลวีนด้วยพลุที่ได้รับรางวัลจากการประกวด Pyrotechnics Guild International ครับ
ถึงแม้มันจะดูไม่ผีเท่าไหร่ แต่ก็น่าดูชมดีครับ
ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.firework.org/
[via BoingBoing]
My Book Saves My Life
In บรรณารักษ์ : Librarian, มั่วซั่ว : Miscellenous, ห้องสมุด : Libraries on ตุลาคม 22, 2006 at 1:14 pmAlright, here is another benefit of thick textbooks: shielding from shooters. The idea is proposed by a Union City (Okla.) Republican, Bill Crozier.
If elected, he said he would put thick used textbooks under every desk for students to use in self-defense.
This might be the guarantee that print books will be around forever… He He
[Via Impropable Research and Koco5]
Internet Addiction Disorders
In INLS715, JOMC490, มั่วซั่ว : Miscellenous, สถิติ : Statistics, เป็นการเป็นงาน : Seriously on ตุลาคม 18, 2006 at 6:50 pmA study done by researchers at Stanford’s Medical School found that “more than one in eight US residents show signs of ‘problematic internet use.’” The data was collected from 2,513 adults around the US by using telephone survey.
5.9% felt their relationships suffered as a result of excessive Internet use;
8.7% attempted to conceal non-essential Internet use;
3.7% felt preoccupied by the Internet when offline;
13.7% found it hard to stay away from the Internet for several days at a time;
8.2% utilized the Internet as a way to escape problems or relieve negative mood;
12.3% had tried to cut back on Internet use, of whom 93.8% were successful; and,
12.4% stayed online longer than intended very often or often.
After calculating conditional probabilities, preoccupation when offline looks scariest because it is highly associated with other matters. Just for fun, I played with those figures (in Table 2 of the paper) by calculating the average (in parentheses) of these conditional probabilities of each behavior (a chance of people who have one behavior to have another one as well) and ordering them. I think the relationship might somehow tell the order of severity of each category, although it is not necessarily the case.
- Preoccupied when offline (0.38)
- Online longer than intended VERY often (0.35)
- Relationship suffer (0.26)
- Used to escape (0.24)
- Tried to cut back (0.23)
- Conceal use (0.22)
- Online longer than intended often (0.18)
However, the article in New Scientist point out that the most concern by this research team is hiding internet use which “mirrors the way alcoholics behave”. Then my further question is hiding the use from whom? and when do they usually hide? and why they hide? I think these questions are also interesting to follow up.
“The issue is starting to be recognised as a legitimate object of clinical attention, as well as an economic problem, given that a great deal of non-essential internet use takes place at work,” Aboujaoude says
I think this type of research is very helpful to supplement such a controversial argument whether or not the Internet has effects to individual and social life in terms of clinical and psychological aspects. At the end of the paper, it also points out the important of sociocultural factors.
Sociocultural factors warrant exploration. Social isolation and the desire for connectedness, the thrill and freedom brought on by online anonymity, and the extreme, unregulated, advertising tools used to lure individuals to Internet venues all likely play a role in promoting problematic Internet use and, as such, deserve attention. (Aboujaoude, 2006)
Also the reference of the paper looks like a very interesting list to follow.
[via New Scientist]
ไปทะเลทำไมกัน – Why see the sea?
In ภาพยนตร์ : Movie, มั่วซั่ว : Miscellenous on ตุลาคม 14, 2006 at 3:12 pmปรกติเวลาเลือกดูหนัง หนังประเภท road trip นี่แทบจะเป็นตัวเลือกท้าย ๆ เลยทีเดียว เหมือนกับหนัง roadtrip ของประเทศอุรุกวัย (Uruguay) เรื่อง El Viaje hacia el mar (ชื่อภาษาอังกฤษว่า Seawards Journey หรือ A Trip to the Seaside) เพราะผ่านตาหลายทีแล้ว แต่ก็ข้ามไปทุกครั้ง เพราะความที่มันเป็นหนัง road trip นี่เอง แต่เพราะเห็นมันบ่อย จนอดไม่ได้ที่จะลองเอามาเปิดดูซักครั้ง
หนังภาษาสเปนเรื่องนี้ เป็นหนังที่เล่าเรื่องง่าย ๆ (ถึงง่ายที่สุด) ของการเดินทางของชายกลุ่มหนึ่ง ที่มุ่งหน้าเพื่อไปจะไปดูทะเลเป็นครั้งแรกในชีวิต เนื้อเรื่องมีเท่านี้เองจริง ๆ
แต่รายละเอียดที่เพิ่มเติมเข้าไปในเรื่อง มันสร้างความน่ารักของหนังได้อย่างไม่น่าเชื่อ ดูไปแล้วก็อดหัวเราะคิกคักไม่ได้ เพราะความที่มุขตลกมันก็ไม่ได้ถึง แต่ก็ไม่ถึงกับทำให้ต้องหัวเราะตกเก้าอี้ ในขณะเดียวกันก็มีนัยยะดี ๆ ที่ซ่อนไว้ จนต้องทำให้ชะงักหลายหน
ตอนที่ชอบ ก็อย่างเช่น ถามคนที่ทำงานในสุสานว่า ในสุสาน แถวไหนที่มีดอกไม้มากที่สุด คำตอบก็คือ แถวบริเวณที่เป็นเด็กน้อย “little angle” ก็จะมีดอกไม้มากที่สุด ไม่เท่านั้น ยังมีพวกสมุนไพรมีกลิ่นหอมปลูกได้อย่างดี รองลงมาก็จะเป็น แถวบริเวณของผู้ชาย เพราะแถวนี้ก็จะมีผู้หญิงเอาดอกไม้มาวางบ่อย แต่ที่ไม่มีเลยก็เป็นพวกของผู้หญิง …
หรืออีกตอนบอกว่า เวลาคนเราเดินทาง (โดยเฉพาะเวลาขับรถ) ก็มักจะมองกันไปข้างหน้าว่าอีกไกลไหม จะถึงเมื่อไหร่ ทางข้างหน้าสวยไหม แต่จริง ๆ แล้วการเดินทางที่แท้จริง ก็คือ การมองไปข้างหลังว่าเราผ่านอะไรมาต่างหาก…
All the driver sees is what lies ahead, but the real journey is really what’s behind you. Then one day, you tell your buddies about it, and it all comes back to you, clear as crystal. And then maybe you even feel like going back again.
ส่วนอีกอัน เกี่ยวกับการร้องเพลง…(ให้ใครฟัง)
A: Jeez, you sing awful
B: Can’t see why you bother there’s no one there to listen
A: For the cows, then. We’re like students, going out for a sing-song
B: Get that students! Students sing in the streets for other people to hear.
C: You can sign for yourself too, just for the fun of it.
ต้องยอมรับว่า หนัง road trip เรื่องนี้เด่นที่บทภาพยนต์จริง ๆ แต่อีกเรื่องที่ชอบไม่แพ้กันก็คือ ฉากของหนัง ที่ทำให้อุรุกวัยดูมีเสน่ห์มาก ๆ จนคิดว่า ถ้ามีโอกาสไปเที่ยวแถบนั้นก็น่าจะดีเหมือนกัน
แต่ตอนที่ดูจะทะแม่ง ๆ ก็คงจะเป็นตอนท้ายของเรื่อง เพราะดูมุขจะฝึด ๆ แต่มันก็ไม่ถึงกับทำให้เสียอรรถรส จนกร่อยไปหมดเสียทีเดียว แต่มันน่าจะมีอะไรให้น่าจดจำมากกว่านี้หน่อย
โดยรวม ๆ ผมให้ B+ ครับสำหรับหนังเรื่องนี้
บรรณารักษ์ออกกำลังกายอย่างไร
In บรรณารักษ์ : Librarian, มั่วซั่ว : Miscellenous, ห้องสมุด : Libraries on ตุลาคม 12, 2006 at 11:30 pmหลายคนอาจจะคิดว่าเป็นบรรณารักษ์ ทำงานอยู่กับแต่ชั้นหนังสือ ไม่มีเวลาออกกำลังกาย ดูนี่ละกัน เพื่อลบล้างทฤษฎีดังกล่าว
ทำไปด้าย…
[through librarian.net]
Let’s Hug – มากอดกันเถอะ
In บันเทิง : Entertainment, มั่วซั่ว : Miscellenous, เด็กนอก? on ตุลาคม 2, 2006 at 12:28 amPaul Jones แนะนำเรื่องของ Juan Mann กระทาชายชาว aussie คนหนึ่งที่รณรงค์ Free Hug ในซิดนีย์ ออสเตรเลีย แล้วก็มีคนเอาไปทำเป็น video ลงใน youtube จนได้รับความนิยมอย่างสูง รวมถึงเพลงของ Sick Puppies ที่ใช้ใน music video ก็พลอยดังไปด้วยเลย
บางทีคนเราไม่รู้หรอกว่า เราต้องการการกอดมากน้อยแค่ไหน จนมาเห็นคนอื่นเค้ากอดกันแล้วเนี่ย เออ แฮะ… ลองดูเอาเองก็แล้วกันครับ
หญิงหม้ายแห่งเซนต์-ปิแอร์
In ภาพยนตร์ : Movie, มั่วซั่ว : Miscellenous on กันยายน 18, 2006 at 10:15 am
ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นช่วงเวลาท่ี่แคนาดาปกครองโดยฝรั่งเศส บนหมู่เกาะอันห่างไกลและเงียบสงบที่มีว่า เซนต์-ปิแอร์ (Saint Pierre) Neel ชายหนุ่มรายหนึ่งในเมืองได้ก่ออาชญากรรม (แบบ non-sense มากอ่ะ) และถูกตัดสินประหารชีวิต แล้วถูกควบคุมโดยกัปตัน Jean และภรรยา Pauline (หรือมาดาม La) แต่เนื่องจากความที่เป็นเมืองเล็ก ๆ ไม่มี Guillotine ต้องรอให้ทางการส่ง Guillotine นี้มาให้ อีกทั้งในเมืองก็ไม่มีนักประหารก็ต้องมีการตามหา ซึ่งแน่นอนต้องใช้เวลา
ด้วยความเป็นคนใจดี และมีสิเหน่หาแก่ Neel มาดาม La เลยขอ Neel ให้มาช่วยงานและเป็นผู้ติดตาม โดยที่ Neel ไม่ต้องอยู่ในคุกตลอดเวลา ด้วยความที่สามีผู้มีความรักและรู้ใจภรรยาเป็นอย่างดี กัปตัน Jean ผู้เป็นสามีเลยอนุญาตตามคำขอ มาดาม La พยายามจะพิสูจน์ให้คนทั้งเมืองตระหนักว่า คนเราไม่ได้เลวเสมอไป มันต้องมีความดีอยู่บ้าง และในที่สุด Neel ก็เอาชนะใจคนทั้งเมือง และกระนั้น Guillotine ก็มาถึงเมืองพอดี ส่วนกัปตัน Jean ก็กลายเป็นฝ่ายตรงข้ามกับผู้มีอำนาจบารมีอื่น ๆ ในเมือง ที่เห็นว่าการกระทำของเค้าเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง
หนังภาษาฝรั่งเศสเรื่องนี้มีการดำเนินเรื่องที่ดีมาก ไม่ยาก ไม่ซับซ้อน ไปเรื่อย ๆ แต่ก็สร้างความสงสัย (Curiosity) ในระหว่างการดูไปด้วย ชวนให้น่าติดตาม อีกทั้งมีตัวละครหลัก ๆ ไม่เยอะ ทำให้สถานการณ์มันเข้มข้น แต่สิ่งที่ชอบที่สุด ก็คือ ประเด็นที่แฝงมาในหนัง มันอดไม่ได้ที่คนดูเรื่องนี้แล้วจะต้องได้อะไรไปบ้าง ไม่ว่าจะเป็นความรัก เสน่หา ความเมตตา ความอิจฉา ความเสียสละ ความเหมาะสมกับความชอบธรรม มนุษยธรรม กฏหมู่หรือกฏหมาย โอย ร้อยแปดพันประการ ซึ่งถ้าพูดแบบนี้หลายคนอาจจะบอกว่าหนังมันต้องหนักแน่ ๆ แล้วยากแก่การจับความ ต้องบอกว่าผิดถนัด เพราะหนังผสมผสาน แทรกเอาประเด็นเหล่านี้ไว้ได้อย่างแนบเนียน จนต้องคำถามตอนจบว่า เอ๊ะ มันสร้างขึ้นตามเรื่องจริงหรือเปล่าเนี่ย เพราะมันดูเนียนและมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นในชีวิตจริง
สรุปแล้วผมให้ A ครับสำหรับหนังเรื่องนี้
ข้อมูลเพิ่มเติม: IMDB – Veuve de Saint-Pierre, La หรือชื่อภาษาอังกฤษคือ The Widow of Saint-Pierre
หนึ่งไม่พอขอสามสี่ห้า
In มั่วซั่ว : Miscellenous, เด็กนอก? on สิงหาคม 10, 2006 at 6:24 pmวันนี้ก็คุยกันในห้องทำงานกับเพื่อนร่วมงานและเพื่อนร่วมชั้น ก็คุยกันเรื่องเลิกบุหรี่ มีคนนึงที่เค้าเลิกได้ บอกว่า ตอนที่พยายามเลิก ใช้กฏ “หนึ่ง” จริง ๆ มันมีอีกหลายวิธีนะ แต่ฟังไม่ทัน แต่ที่เค้าบอกเนี่ย เป็นวิธีที่เค้าได้ผล ก็คือ ให้ถือว่า ถ้าเราเริ่มกลับไปที่หนึ่งมวนแล้ว คราวนี้มันจะหยุดไม่ได้ ต้องบังคับจิตใจกับสมองให้ดี เพื่อนเราอีกคนหนึ่งที่ปัจจุบันพยายามเลิกอยู่ ก็เลยเสริมมาว่า เค้าเคยเลิกมาก่อนหน้านี้แล้วได้สองปี ทั้งที่อยู่ในสภาพที่แวดล้อมไปด้วยคนสูบบุหรี่ จนมาเมื่อตอนที่เค้าได้ทุนมาเรียนหนังสือ ที่บ้านก็จัดงานฉลอง แล้วก็ด้วยความเพลิดเพลินเจริญใจ เค้าก็ขอบุหรี่จากแฟนมาสูบ แล้วหลังจากนั้นก็หยุดไม่ได้ สรุปคืนแรก เค้าสูบถึง 5 มวนก่อนเข้านอน…
คนเราเนี่ยนะ พอไม่มี ก็อยากมี อย่างน้อยมีเพียงหนึ่งก็ยังดี พอมีหนึ่งคนเราก็อยากมีสอง ก็เหมือนกับผมตอนนี้
สมัยตอนมาอยู่ที่ Chapel Hill ก็นึกอยากเอาซอมาสีเล่น (ให้ตัวเองฟังก็ยังดีฟระ) ก็ไม่มีให้เล่น พอกลับไปเมืองไทย ก็ไปได้มาคันหนึ่ง พอมาถึงที่นี่ก็ซ้อมคนเดียวบ้าง ซ้อมกับเทปบ้าง แต่ก็มีความรู้สึกว่า แหม ถ้าได้เครื่องประกอบจังหวะ อย่างฉิ่งกับกลองก็ดีนะ (ไงหล่ะ มีหนึ่งก็อยากได้สามเลยคราวนี้) แต่ถ้าเอาฉิ่งกับกลองมาตีพร้อมกันเองได้ ก็คงจะเหนืออัจฉริยะแล้ว
ก็เลยนึกขึ้นได้ว่าอาจารย์ชนก สาคริกที่มูลนิธิหลวงประดิษฐ์ไพเราะ ท่านเคยประดิษฐ์ลำโพงกำกับจังหวะ แบบสามารถเลือกหน้าทับกับจังหวะความเร็วได้ด้วย แต่ว่าถ้าจะขนมาก็ลำบาก (ทั้ง ๆ ที่ยังไม่เคยเห็นของจริงเลย เหอๆๆ) ก็เลยคิดว่าน่าจะมีประมาณว่าคนอัดเทปตีฉิ่งกับหน้าทับ แล้วเราก็เปิดเป็น CD หรือ MP3 อะไรก็ได้ แล้วก็เปิดไปซ้อมไป น่าจะช่วยได้เยอะ ลองไปถามคนแถว ๆ บอร์ดไทยคิดส์ ก็ยังไม่มีคนตอบรับ idea นี้เลย เหอๆๆ
ก็เลยขอลองมาโยนหินถามทางใน blog ดู เผื่อจะมีคนจะมี idea อื่น ๆ หรือพอจะแนะนำอะไรได้มั่ง
เมืองสำหรับคนโสด
In มั่วซั่ว : Miscellenous, เด็กนอก? on กรกฎาคม 26, 2006 at 7:47 pmนิตยสาร Forbes เค้าจัดอันดับเมืองในอเมริกาที่น่าอยู่สำหรับคนโสด โดยวัดจากตัวแปรทั้งหมด 7 กลุ่ม ได้แก่
- จำนวนคนโสด ที่มีอายุตั้งแต่ 15 ขึ้นไป
- ชีวิตกลางคืน ก็ดูจากจำนวนร้านอาหาร ผับ บาร์ต่อจำนวนประชากร
- วัฒนธรรม วัดจากจำนวนพิพิธภัณฑ์ จำนวนทีมกีฬาอาชีพ โรงละคร และสถานที่เล่นคอนเสริ์ตต่อจำนวนประชากร
- ค่าใช้จ่ายในการใช้ชีวิตโสด คำนวณจากค่าเช่าอพาร์ทเม้นต์โดยเฉลี่ย ค่าพิซซ่าของร้านพิซซ่าฮัท ค่าตั๋วหนัง และค่าเบียร์ไฮเนเก้น 1 แพ็ค- 6 ขวด; และก็เงินเดือนขั้นต้นสำหรับ entry level
- อัตราการขยายตัวของตลาดงานในอีก 5 ปี
- จำนวน profile ของคนโสดที่ online ผ่าน match.com ที่มาจากเมืองนั้น ๆ
- Coolness โดยวัดจากความหลากหลายและจำนวนคนที่มีอาชีพเชิงสร้างสรรค์
เป็นวิธีการคิดที่น่าสนุกดีแฮะ โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการใช้ชีวิตโสด แต่ที่น่าสนใจก็คือ ผลการจัดอันดับอ่ะดิ เรียงตามนี้เลยนะครับ
- Denver-Boulder
- Boston
- Phoenix
- San Francisco-Oakland
- New York (ขอบคุณ P’A สำหรับตัว r ที่ตกไปนะคับ แก้ไขเรียบร้อย อิอิ)
- Raleigh-Durham
- Seattle
- Austin
- Washington-Baltimore
- Miami
(ส่วนคนที่อยากดูแบบเต็ม ๆ นะครับก็ไปดู Full Ranking ได้เลยครับ)
แต่ที่รู้สึกแปลกใจก็คือ แถวที่ผมอยู่อ่ะ Raleigh-Durham อยู่อันดับ 6 อ่ะ ไม่อยากจะเชื่อ เงียบอย่างนี้… แต่จริง ๆ ถ้าดูตามตัวแปรที่ว่ามาข้างต้นก็อาจะสรุปได้ว่า แถวนี้มีมหาลัยขนาดใหญ่อยู่สามมหาลัย ไม่รวมมหาลัยขนาดกลางและเล็กที่กระจายออกไปอีกพอสมควร เท่าที่ดูก็จะเห็นว่าเมืองที่อยู่ใน rank ก็จะเป็นเมืองที่มีมหาลัยขนาดใหญ่ทั้งนั้น หรือไม่ก็เมืองท่องเที่ยว
เพราะถ้าคิดว่าจำนวนมหาลัยในเมืองมีเยอะ แล้วจะทำให้จำนวนคนโสดเยอะตามไปด้วยเห็นจะไม่จริง เพราะดูอย่างอันดับ 1 Boulder ก็เป็นเมืองใหญ่ที่มีมหาลัยไม่เยอะนะ โดยเฉพาะถ้าเทียบกับแถวนี้ ซึ่งเทียบกันอัตราคนโสดก็ไม่เยอะนะ (อยู่อันดับที่ 23 แหน่ะ) แต่ตัวแปรที่ดีที่สุดของคนแถวนี้เห็นจะเป็นค่าใช้จ่าย (อันดับ 4) ซึ่งก็ถือว่าถูกว่าจริง ๆ เพราะเมืองมันกระจายการมาก แล้วมันก็ไม่ใกล้ไม่ไกลจากแหล่งกระจายน้ำมันอะไรมากนัก เพราะฉะนั้นก็หยวน ส่วนรองลงมาคือวัฒนธรรม อันนี้ ไม่ค่อยแน่ใจ เพราะไม่เคยไปพิพิธภัณฑ์แถวนี้เลย เพราะไม่เห็นมีอันไหนที่จะโดดเด่นขนาด must see เลย ส่วนคอนเสริ์ตก็ค่อนข้างเยอะนะ เพราะแถวนี้นักดนตรีเยอะเหมือนกัน แต่ก็ไม่มีโอกาสได้ไปฟังซักกะที ส่วนอีกอันที่ดีพอๆ กับวัฒนธรรมก็คือ จำนวนคนหาแฟนทางอินเตอร์เน็ต เหอๆๆ มันชี้ให้เห็นว่าอะไรหว่า… คนที่นี่ไม่มีน้ำยา หาแฟนเองไม่ได้ หรือคนแถวนี้หน้าตาไม่ดี เลยต้องออกไปหาคนข้างนอก หรือคนแถวนี้ขี้อาย…
จริง ๆ ก็มีหลายปัจจัยอ่ะ แต่ไม่น่าจะถึงกับ beat เมืองใหญ่ ๆ อย่าง Seattle, Philly, Atlanta หรือ LA ได้เลย.. จริง ๆ เท่าที่ดูมันเป็นสำรวจเชิงปริมาณซะส่วนใหญ่ คือ ดูตัวเลขต่าง ๆ เป็นหลัก ถ้าดูเชิงคุณภาพแล้ว ท่าทางจะตกไปอยู่ไม่บ๊วยก็เกือบบ๊วย เหอๆๆๆ
วิจารณ์:ชีวิตใต้น้ำกับสตีฟ ซิสสุ
In บันเทิง : Entertainment, มั่วซั่ว : Miscellenous on กรกฎาคม 11, 2006 at 9:51 pmคือ ไม่รู้จะดูอะไร ไปห้องสมุดก็บอกให้บรรณารักษ์เอาหนังที่เพิ่งคืนมาให้ดูหน่อยว่าคนเค้าดูอะไรกัน ก็หยิบ ๆ มาดู แล้วก็ไปเช็คดูพบว่า The Life Aquatic นี้เป็นหนังที่อยู่ใน Criterion Selection ซึ่งโดยปรกติแล้วน่าจะเป็นหนังแนวคลาสสิคที่น่าสนใจ (ถ้าใครอยากดูหนังใน collection นี้ ไปดูได้ที่ TCDC นะครับ อิอิ ขอพื้นที่โฆษณาหน่อย) แต่พอไปดูปก ก็ยังงง ๆ อยู่เพราะปกมันเป็นแบบ CGI ที่ดูตลก ๆ แล้วมันจะคลาสสิคยังไง แต่ด้วยความที่ไม่มีตัวเลือกมากนักก็ลองเอามาดู
ปรกติเป็นคนที่รู้สึกไม่ตื่นเต้นอะไรกับการแสดงของ Bill Murray นะ เพียงแต่รู้สึกว่าหนังที่ Bill เล่นแต่ละเรื่อง ถึงแม้จะดูดี แต่มีความรู้สึกว่าดูยาก ต้องคิดเยอะ มุขลึกกว่าจะขำ หรือบางทีก็ไม่เข้าใจเลย ดังนั้นหนังที่มี Bill เล่นอยู่ก็มักจะเป็นตัวเลือกหลัง ๆ แต่หนังเรื่องนี้ต้องยอมรับเลยว่า ถ้าไม่ได้ Bill ความรู้สึกคงจะไม่ได้แบบนี้ และคิดว่ามีอีกหลายเรื่องที่เค้าแสดงและเป็นแบบเดียวกัน
เรื่องราวของหนังเรื่องนี้ก็มีอยู่ว่า Steve ที่แสดงโดย Bill เนี่ย เป็นนักทำหนังสารคดีเกี่ยวกับทางทะเล แล้วก็เพ่ิงจะสูญเสียเพื่อนรักที่เป็นนัก Oceanographer (ไม่รู้ภาษาไทยเค้าเรียกว่าอะไร ใครรู้ช่วยบอกหน่อย) ให้กับเจ้าฉลาม แล้วต้องการจะแก้แค้นโดยกลับไปทำสารคดีต่อ โดยมีเป้าหมายเพื่อการฆ่าเจ้าฉลามเพชรฌาตนั่น แต่บังเอิญไปพบกับชายหนุ่มที่บอกว่าเป็นลูกของ Steve โดยที่ต่างฝ่ายต่างก็ไม่มั่นใจว่าเป็นสายเลือดเดียวกันจริงหรือไม่ แต่ Steve ก็รับให้เข้ามาอยู่ในทีมทำสารคดีของเค้าด้วย นอกจากนี้ในเรื่องยังมีเรื่องภรรเมียของเค้าที่ออกจะดูแปลก พร้อมกับความสัมพันธ์กันแปลก รวมไปถึงนักข่าวสาวที่ตั้งท้องเข้ามาทำข่าว
เรื่องหลัก ๆ มันจะอยู่ที่ประเด็นของความสัมพันธ์ระหว่างพ่อ/ลูก รวมไปถึงการผจญภัยใต้น้ำด้วย คือ ดูหนังเรื่องนี้แล้ว อย่าคิดมาก ปล่อยไปตามน้ำ มันก็หัวเราะ (แบบหึ ๆ) ได้เป็นพัก ถึงแม้มุขตลกและบทมันออกจะเป็นแห้ง ๆ แต่หลัง ๆ ก็เรียกน้ำตาได้เหมือนกัน ซึ่งก็ถือว่าครบเครื่องดีทีเดียว แต่ต้องยอมรับอย่างนึงก็คือ ดูหนังเรื่องนี้ ระหว่างที่ดูเนี่ย หนังสร้างรู้สึก “ความอึดอัด” ได้ดีทีเดียว นี่เองที่ผมว่าต้องยกประโยชน์ให้ Bill โดยแท้ มันเป็นความอีดอัดที่หนังจงใจจะสร้างขึ้น เพื่อให้ไปสู่จุดจบตอนท้ายได้สวยทีเดียว
ส่วน CGI ที่ใช้ในหนัง ผมก็รู้สึกว่ามันไม่ได้น่าเกลียดอะไร ถึงแม้จะไม่เนียน 100% แต่ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกขัดหูขัดตาแต่อย่างไร ก็ไปเรื่อย ๆ ก็อย่างที่บอก ดูแล้วอย่าคิดอะไรมาก
โดยรวมผมให้ B ถึง B+ นะ เพราะมันทำให้ผมรู้สึกว่า “I got some guts about it”
ใครก็เป็น Chris Cunningham ได้ด้วย Photobooth
In มั่วซั่ว : Miscellenous on กรกฎาคม 4, 2006 at 7:57 pmหลายคนคงอาจจะรู้จักงานของ Chris Cunningham ผู้กำกับหนังสั้นที่เป็นที่ฮือฮา ด้วยผลงานล่าสุด Rubber Johnny

ถ้าใครอยากดูหนังและหนังสือของ Cunningham ก็ลองเข้าไปดูที่ TCDC Resource Center นะครับ :)
แต่ที่จะพูดถึงวันนี้หาใช่เป็นงานของ Cunningham หรอก แต่เป็นงานของตัวเอง ที่ไปลองเล่นกับ Photobooth ของ apple ดู โดยเฉพาะเวลาใช้ feature ต่าง ๆ แหม มันฮาดีจริง ๆ แล้วก็เลยพลันนึกถึงงานของตา Chris นี่มาได้ ส่วนอันล่างนี่เป็นงานที่ผมทำเล่น ๆ เองหล่ะครับ เอิ๊ก ๆ

ภาพนี้ผมตั้งชื่อว่า ลิ้นสองแฉก

ส่วนอันนี้ตั้งชื่อว่า มุด
ที่เหลือก็จะเป็นงานนิ้วและมือ อยู่ใน flickr หมดเลยคับผม
ติดไข่… (ซอสพริกฉลากทองมากกว่าหรือเปล่า?)
In มั่วซั่ว : Miscellenous, เด็กนอก? on กรกฎาคม 2, 2006 at 2:13 pmอ่านชื่อแล้วอย่าเข้าใจผิด… วันนี้เป็นวันแรกที่ทอดไข่กลับ หลังจากกลับมาจากเมืองไทย
เป็นการทอดไข่ที่ตื่นเต้นเพราะอยากกินไข่กับซอสพริกที่อุตส่าห์เอามาจากเมืองไทย ไม่อยากจะเชื่อพอทอดไข่เสร็จ ตัวสั่น มือสั่นเลย แบบเหมือนโหยหามานาน ทั้ง ๆ ที่ก็ไม่ได้รู้สึกหิวอะไรมาก ก็เลยคิดว่า สงสัยเหมือนอาการลงแดงเนอะ
พอกินหมดแล้ว ยังรู้สึกไม่อิ่มเลย เหอๆๆ จำได้ว่าสมัยเป็นเด็กเนี่ย ชอบกินมาก มีอยู่ครั้งนึง กินข้าว กับไข่เจียว พร้อมกับซอสพริกฉลากทอง (+ซอสแม๊กกี้+พริกไทย) ดูการ์ตูนไป กินข้าวไป สรุปกินข้าวไป 7 จาน อิ่มแปล้เลย ใช้เวลากินข้าวกับไข่เจียวไปสองชั่วโมงกว่า ๆ อ่ะ ตั้งแต่เที่ยงยังบ่ายสอง กินเข้าไปด้าย เราเนี่ยเนอะ…
ปวดกะโหลก
In มั่วซั่ว : Miscellenous on มิถุนายน 29, 2006 at 6:58 amset blog นี่ก็ไม่ใช่ง่ายแฮะ กว่าจะได้ถูกใจ สาเหตุที่เลือกใช้ wordpress เพราะมันดูเรียบร้อยดี แล้วมันมี option มากกว่า (เรื่องของเรื่องก็คืองก option ทั้งที่จะได้ใช้หรือเปล่าไม่รู้เลย) อีกอย่างก็อยากเรียนรู้ว่าอะไรมันเป็นอะไร ระบบมันเป็นไงด้วย จริง ๆ อยาก install บน server เองมากกว่า เพราะจะได้ปรับ theme ได้มากกว่าเท่านั้นเอง เหอๆๆ แต่ก็เอาเถิด แค่นี้ก็ดีแล้ว หน้าตาไม่สำคัญเท่ากับเนื้อหา จริงมั๊ย? เหอๆๆ แต่ถามว่าตอนนี้ถูกใจมั๊ย ก็ยังไม่ถูกใจอยู่ดี แต่ก็พอไปวัดไปวาได้ เอาน่า…
การเขียนบล๊อกเนี่ย เป็นเหมือนการเล่าให้คนอื่นฟัง แต่จริง ๆ แล้วคนที่อ่านหลัก ๆ ก็คือตัวเราเองนั่นแหละ สงสัย social networking จะกลายเป็น anti-social ไปหรือเปล่าเนี่ย
อยากรู้จังว่าใครจะมาอ่าน blog นี้เป็นคนที่สองต่อจากเรา
เริ่มเลอะเทอะ
In มั่วซั่ว : Miscellenous on มิถุนายน 28, 2006 at 5:57 pmไม่รู้สิแฮะ เกิดนึกอยากเขียนอะไรเรื่อยเปื่อยเหมือนคนอื่นเค้าบ้าง ไม่ว่าจะเข้าขั้นเพ้อเจ้อหรือยังแฮะ หมายถึงอะไรที่ไม่ใช่เป็นเชิงวิชาการเหมือนอย่างกับ Thaibrarian นั่น เพียงแต่อยากรู้สึกว่า บางครั้งมันก็มีเรื่องอะไรที่อยากเล่าเหมือนกันนะ จริง ๆ ที่ลงก็มีเพียบ ซึ่งโดยปรกติถ้ามีอะไรก็มักจะไปเล่าให้เพื่อน ๆ ที่ weareit.net แต่บางครั้งอะไรที่มันดูเป็นส่วนตัวมากไปก็ไม่อยากจะเล่า เดี๋ยวคนเค้าจะเอียนเอา ก็เลยขอตั้งชื่อ blog นี้ว่า “iTeau’s Dirt” หรือชื่อภาษาไทยนี้ว่า “เรื่องเลอะเทอะของโตมร” เป็นเรื่องที่คงจะอยากเขียนก็เขียนหล่ะมั๊ง ไม่มีอะไรเป็นกฏเกณฑ์ตายตัว
ว่าแต่ว่า…ที่ยังสงสัยตัวเองเนี่ย… ว่าจะเขียนได้ซักกี่วัน เท่านั้นแหละ เหอๆๆๆ พอเปิดเทอมแล้วก็คงจะเงียบเหมือนเคย..



















ไปดู The Queen มาเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว เป็นหนังที่เกี่ยวกับพระราชินี Elizabeth ที่ 2 แห่งอังกฤษ กับแรงกดดันในช่วงที่เจ้าหญิงไดอาน่าเสียชีวิต ดูแล้วให้ความรู้สึกที่แปลกไปจากดูหนังเรื่องอื่น ๆ เพราะความที่หนังพยายามจะสื่อออกมาให้เห็นว่า ทุกอย่างเป็นเรื่องจริง แต่ในขณะเดียวกัน เนื้อเรื่องก็ออกจะดูเสียดสีราชวงศ์พอสมควร เลยไม่แน่ใจว่า หนังเรื่องนี้สร้างขึ้นมาเพื่ออะไรกันแน่ หากต้องการแค่ความสนุกสนาน ก็คงจะได้ แต่ที่แน่ ๆ มันมีภาพลักษณ์ของราชวงศ์ติดมาด้วย ซึ่งอันนี้คนทำหนัง ไม่คิดถึง คงเป็นไปไม่ได้ เพราะหากจะเป็นการช่วยภาพลักษณ์ ของสถาบันพระมหากษัตริย์ มันก็ไม่ใช่อย่างนั้น แต่ถ้าเพื่อเสียดสีล้อเลียน เพื่อให้ราชวงศ์ได้อาย และต่อต้าน (หรืออย่างเลวร้ายที่สุด ก็เพื่อล้มล้าง) สถาบันกษัตริย์ ซึ่งผมเห็นจะเป็นอย่างหลังเสียมากกว่า เพราะตัวละครแต่ละตัวในราชวงศ์ ต่างถูกสร้างขึ้นมาให้ดูน่าขำอย่างที่สุด
Another aspects of social networking or Web 2.0 is economics. Don Tapscott and Anthony Williams wrote 















