iTeau

ประวัติเอกสารจากหมวดหมู่ ‘iTeaudemia’

Social Research Methods in ILS

In งานวิจัย : Research, บรรณารักษ์ : Librarian, ห้องสมุด : Libraries, iTeaudemia on พฤษภาคม 26, 2009 at 10:22 pm

วันนี้กลับมาถึงบ้าน ได้รับพัสดุเป็นซองขนาดใหญ่วางอยู่หน้าบ้าน เปิดออกมาก็เป็นหนังสือที่ผมเป็น contributor อยู่ 2 บท ก็เลยว่าเอามาเขียนเสียหน่อย แต่แทนที่จะเขียนขายธรรมดา ก็เขียนเป็นแบบกึ่งบทวิจารณ์หนังสือแล้วกัน

หนังสือจะเริ่มออกขายในวันที่ 30 พฤษภาคมนี้ครับ (ดูเพิ่มเติมใน Amazon และ Worldcat)

—-

Wildemuth, B. M.  (2009).  Applications of Social Research Methods to Questions in Information and Library Science.  Westport, CONN: Libraries Unlimited.

เป็นที่ทราบกันดีว่า สารสนเทศศาสตร์และบรรณารักษศาสตร์ มีลักษณะเป็นสหสาขาวิชาสูงมากสาขาหนึ่ง นั่นหมายความว่าในการศึกษาค้นคว้าวิจัยของศาสตร์นี้ อาศัยและบูรณาการระเบียบวิจัยจากศาสตร์สาขาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ การบริหารจัดการ หรือแม้กระทั่งศิลปศาสตร์

Read the rest of this entry »

Who are really non-users?

In งานวิจัย : Research, บ่นไปเรื่อย : Saying, ห้องสมุด : Libraries, INLS715, iTeaudemia on พฤษภาคม 19, 2008 at 5:13 pm

ในทางบรรณารักษศาสตร์ การศึกษาผู้ใช้ ครอบคลุมถึง การศึกษาผู้ไม่ใช้ด้วยเช่นกัน กล่าวคือ นอกจากจะทำให้คนที่ใช้อยู่มีความพึงพอใจสูงสุด เราก็จะต้องศึกษาเช่นเดียวกันว่า ทำไมคนที่ไม่ใช้ถึงไม่ใช้ เพื่อจะทำให้คนเหล่านี้กลายมาเป็นผู้ใช้ ในขณะที่ปัจจุบัน การศึกษาคนที่ไม่ใช้อินเตอร์เน็ตและคอมพิวเตอร์ ก็กลายเป็นตัวชี้วัดสำคัญตัวหนึ่งของการช่องว่างทางดิจิตอล

มีรายงานการสำรวจล่าสุดของ Park Associates เกี่ยวกับการใช้คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต ว่า 20% ของหัวหน้าครอบครัวในอเมริกาไม่เคยใช้อีเมล์ เปิดเว็บไซต์และค้นข้อมูลบนอินเตอร์เน็ต ในขณะที่ 30% ของหัวหน้าครอบครัวไม่เคยใช้คอมพิวเตอร์ในการสร้างเอกสาร โดยชี้ว่าเพศและอายุเป็นปัจจัยสำคัญที่ำให้เกิดช่องว่างทางดิจิตอลในลักษณะนี้ [ที่มา: CNET News)

ความรู้สึกแรกที่เห็นข้อมูลก็ค่อนข้างแปลกใจ ประการแรก คือ จำนวนของคนที่ไม่เคยใช้คอมพิวเตอร์ในการสร้างเอกสาร สูงกว่าคนที่ไม่เคยใช้อีเมล์หรือเปิดเว็บไซต์ ซึ่งแตกต่างจากสมมติฐานส่วนตัวที่เห็นกลับกันว่า อัตราส่วนของคนที่ใช้คอมพิวเตอร์ในการสร้างเอกสาร น่าจะมากกว่าอัตราส่วนของคนที่ใช้อินเตอร์เน็ต เนื่องจากเห็นว่า

  1. คอมพิวเตอร์ เป็นเครื่องมือพื้นฐาน ที่ใช้ในการเข้าถึงอินเตอร์เน็ต ถึงแม้ว่าโทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รุ่นใหม่ ส่วนมากจะสามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้ก็ตาม แต่คอมพิวเตอร์ก็ยังเป็นเครื่องมือหลักอยู่ดี
  2. การสร้างเอกสาร สามารถทำงานได้ off-line ในขณะที่การใช้อินเตอร์เน็ตนั้น จำเป็นต้องใช้เครือข่าย ซึ่งคนที่มีคอมพิวเตอร์ทุกคน ส่วนใหญ่ไม่ต้องมีอินเตอร์เน็ตก็ได้ แต่คนที่ใช้อินเตอร์เน็ต ส่วนใหญ่น่าจะต้องมีคอมพิวเตอร์
  3. ระบบประมวลผลคำ ถูกพัฒนาขึ้นก่อน ระบบอินเตอร์เน็ต คนใช้คอมพิวเตอร์ น่าจะมีความคุ้นเคยกับ ระบบประมวลผลคำ มากกว่าเครือข่ายอินเตอร์เน็ต
  4. Mental model ของการใช้คอมพิวเตอร์ในการสร้างเอกสาร กับอินเตอร์เน็ต มีความแตกต่างกัน โดยเฉพาะอินเตอร์เน็ตที่มีมิติของเครือข่ายเข้ามาร่วมด้วย ดังนั้นความคุ้นเคยและความซับซ้อนของ mental model น่าจะมีผลต่อการใช้งาน
  5. ถ้าตีความอย่างนักจัดการเอกสาร การส่งและรับอีเมล์ ก็ถือเป็น "การสร้างเอกสาร" อย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้น เมื่อคน 80% บอกว่าเคยรับส่งอีเมล์ แต่มีเพียง 70% ที่บอกว่าเคยสร้างเอกสารบนคอมพิวเตอร์ ก็ออกจะแปลกไปหน่อย (ผมไม่เชื่อว่า ผลต่าง 10% จะมาจากคนที่ส่งอีเมล์ผ่านอุปกรณ์รับส่งประเภทอื่น เช่น PDA โทรศัพท์มือถือ โดยที่ไม่เคยใช้คอมพิวเตอร์เลย) ดัง Venn diagram แบบง่าย ๆ ข้างล่างนี้
  6. Logic of email use

อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อมูลออกมาในลักษณะนี้ และหากเชื่อว่าข้อมูลที่ออกมา สามารถนำมาใช้กล่าวสรุป (Generalize) ถึงคนอเมริกันได้จริง ก็ต้องลองกลับสมการ และดูว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่น่าจะทำให้อัตราส่วนของคนใช้อินเตอร์เน็ตมีมากกว่าคนใช้คอมพิวเตอร์สร้างเอกสาร ซึ่งเท่าที่ผมพอจะนึกออกได้ ก็มีอยู่ 2 ประการสำคัญ ๆ คือ utility กับ usability

ประเด็นเรื่อง utility ก็เห็นว่าสามารถแตกออกได้เป็นอีก 2 มิติ มิติแรก คือ เมื่ิอเปรียบเทียบความมีประโยชน์ระหว่างการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการสร้างเอกสาร และการใช้อินเตอร์เน็ตนั้น ดูเหมือนว่าจะอยู่กันคนละสเกลกัน กล่าวคือ การสร้างเอกสาร เป็นเพียง"วัตถุประสงค์" หนึ่งของการใช้คอมพิวเตอร์ ในขณะที่อินเตอร์เน็ตในที่นี้ ถูกจำกัดความให้เป็น "เครื่องมือ" หรือ "พื้นที่" ซึ่งเทียบเท่าได้กับคอมพิวเตอร์ ที่สามารถตอบสนอง "วัตถุประสงค์" ได้มากกว่าการสร้างเอกสาร ดังนั้น หากจะมาเปรียบเทียบ ก็คงไม่สามารถเปรียบเทียบกันโดยตรงได้ (มิตินี้ อาจจะอ่อนไปหน่อย เพราะจริง ๆ แล้วในแบบสอบถามก็จำแนกวัตถุประสงค์การใช้งานอยู่แล้ว แต่ถึงกระนั้นก็ดูเหมือนว่าจะเป็นคนละขั้นอยู่ดี นอกจากนี้ตัวเลข 21% ที่เหมือนกันทั้งหมด ก็ดูจะน่าสงสัยอยู่เหมือนกัน)

มิติที่สองนั้น มีส่วนสืบเนื่องจากมิติแรก กล่าวคือ วัตถุประสงค์และความจำเป็นของ "เอกสาร" เอกสาร นั้นมีขอบเขตแคบกว่า "อินเตอร์เน็ต" คำว่า "เอกสาร" คำเดียว ก็มีความหมายในหลายนัยยะ (แนะนำอ่านเพิ่มเติม What is a document? โดย Micheal Buckland) แต่ในบริบทนี้ การสร้างเอกสาร ค่อนข้างจะมีความหมายไปในเชิงจริงจังเพียงด้านเดียว ยกตัวอย่างเช่น การสร้างเอกสารติดต่อทางราชการ เอกสารทางธุรกิจ เอกสารทางกฏหมาย หรือแม้กระทั่งเอกสารส่วนบุคคล ซึ่งถึงแม้ว่าเอกสารจะมีความสำคัญในเชิงหลักฐานก็จริง แต่กิจกรรม "การสร้างเอกสาร" หาใช่เป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกคนจะต้องทำ ยกตัวอย่างที่ชัดที่สุด ก็คงจะเป็น ผู้บริหารกับเลขานุการ เป็นต้น

ในขณะที่วัตถุประสงค์ของการใช้อินเตอร์เน็ต นั้นขอบเขตกว้างขวาง ตั้งแต่เพื่อความบันเทิง การเรียน การทำงาน การติดต่อสื่อสาร และแน่นอนรวมไปถึง "การสร้างเอกสาร" ด้วยเช่นกัน ดังนั้นความครอบคลุมของอินเตอร์เน็ต จึงมีมากกว่าอย่างหลีกเลี่ยงมิได้

คิดนอกกรอบ

แต่ถึงกระนั้น ผมก็ยังคิดว่า คนเราทุกคนอย่างน้อย ต้องเคยสร้างเอกสารในชีวิตนี้ ไม่ว่าจะเป็นการเขียนจดหมาย การทำบัญชีรายรับรายจ่ายประจำวัน ด้วยเหตุนี้ ก็เลยสงสัยต่อว่า แล้ว 30% ที่บอกว่าไม่เคยใช้คอมพิวเตอร์ในการสร้างเอกสารนั้น เคยสร้างเอกสารหรือไม่ ถ้าสร้าง ใช้อะไร (เช่น มือ พิมพ์ดีด เป็นต้น)

ถ้าใครสนใจ คำถามงานทำนองนี้ ให้ลองหางานวิจัยด้าน Personal Information Management (PIM) มาอ่านดูครับ ว่าแล้ว เดี๋ยวก็คงจะไปลองหามาอ่านดูบ้าง

ปล. เอกสารที่นี้ ผมหมายถึง textual document นะครับ ไม่รวมรูป ภาพ เพลง ภาพเคลื่อนไหว สื่อประสมอื่น ๆ

ประการที่สอง มีผมคิดว่าน่าจะมีส่วน คือ ความง่ายในการใช้งาน (usability) ถึงแม้ว่าคนจะดูคุ้นเคยกับการใช้ระบบประมวลผลคำมากกว่า (เพราะเกิดก่อน? -_-") แต่การใช้งานอินเตอร์เน็ตนั้นดูง่ายกว่าการสร้างเอกสารมาก ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะการออกแบบ interface ที่ไม่จำเป็นต้องใช้ cognitive load มาก จะเห็นได้ว่า email application กับ browser มีปุ่มทำงานน้อยกว่า ในขณะที่ word processor นั้นมีสิ่งที่ต้องกำหนดมากมาย และต้องอาศัยความละเอียดรอบคอบ

อย่างไรก็ตาม ทั้งหลายทั้งปวง ข้อมูลชุดนี้ ก็อาจจะต้องฟังหูไว้หู (อาจจะต้องไปดูรายงานฉบับเต็มอีกที) เนื่องจากกลุ่มตัวอย่างที่ได้จากการสำรวจทางโทรศัพท์นั้น มาจากหัวหน้าครอบครัวเพียงอย่างเดียว

สำหรับคนที่สนใจเรื่องผู้ใช้อินเตอร์เน็ต แนะนำให้ลองหาข้อมูลเพิ่มเติมจาก Pew Internet [ตัวอย่าง] และ Interconnections ซึ่งอันหลังนี้เป็นรายงานผลการวิจัยเกี่ยวกับผู้ใช้อินเตอร์เน็ต และแหล่งข้อมูลอื่น ๆ สำรวจเมื่อปี 2006 ที่เพิ่งเขียนเสร็จสิ้นไปเมื่อเร็ว ๆ นี้

Books About Blogs

In blogophere, JOMC490 on มกราคม 28, 2008 at 12:06 am

Sarah Boxer เขียนวิจารณ์หนังสือเกี่ยวกับ Blogs ลงใน The New York Review of Book มีหนังสือที่เกี่ยวกับ Blogs ที่น่าสนใจหลายเล่ม ส่วนใหญ่จะเป็นหนังสือเกี่ยวกับผลกระทบและพลังของ blog ที่มีต่อสังคม เศรษฐกิจ การเมือง

[ที่มา: A Blog Around the Clock ผ่าน The Real Paul Jones อีกที]

ค้นแบบ facet บน OPAC

In งานวิจัย : Research, บรรณารักษ์ : Librarian, สถิติ : Statistics, ห้องสมุด : Libraries, iTeaudemia, library2.0, TCDC, Thaibrarian on พฤศจิกายน 14, 2007 at 1:56 pm

เมื่ออาทิตย์ก่อน ไปฟัง CRADLE talk (มีเกือบทุกวันศุกร์ เพื่อแลกเปลี่ยนผลงานทางวิชาการ ว่าใครทำอะไร มีอะไรน่าสนใจบ้าง ในกลุ่มคนที่่สนใจ Digital Library) เรื่อง I Still Can’t Find What I Want: An Evaluation Of Next Generation Library Catalogs That Combine Text Search With Faceted Navigation (ชื่อเรื่องยาวมากกกก) โดย Cory Lown นักศึกษาปริญญาโท กับ Brad Hemminger อ. ที่โรงเรียน

หลัก ๆ ของสัมมนา ก็คือ นำเสนอผลการวิจัยเบื้องต้น  ที่วิเคราะห์จาก Transaction Log เพื่อดูพฤติกรรมคนใช้ Library catalog แบบใหม่ของ NC State เน้นไปที่การค้นแบบ facet

เริ่มต้นด้วยการแนะนำตัวอย่าง facet search ตามที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น site ที่ใช้ Flamenco (engine ที่พัฒนาที่ UC Berkeley) อย่าง Nobel Prize Winners และ Library Catalog ของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่นำเอา Facet มาใช้ในการช่วยค้น ไม่ว่าจะเป็นที่ McMaster University, University of Minnesota, Florida Center for Library Automation (FLCA) รวมไปถึง WorldCat ด้วยเช่นกัน

หลังจากนั้นก็เป็นการนำเสนอผลงานวิเคราะห์ข้อมูล จาก server log ที่เก็บตลอดเวลา 4 เดือน (ซึ่งคาบเกี่ยวทั้งช่วงปิด – เปิดเทอม) ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้

  1. Action หลัก ๆ ก็ได้แก่ การค้นด้วย text, การค้นด้วย facet และเปิดไปหน้าต่อไป (กรณีที่มี result จำนวนมาก ซึ่งหลัก ๆ ของการวิเคราะห์ จะเน้นไปที่การเปรียบเทียบการค้นแบบ Text และ Facet
  2. โดยเฉลี่ย จะมี 5 actions ต่อ session หนึ่ง ๆ โดย 1 session จะใช้เวลาประมาณ 7.5 นาที
  3. 97% ของ session ทั้งหมด จะเริ่มการค้นด้วย text ในขณะที่เพียง 34% (ไม่ถึงครึ่ง) เริ่มต้นการค้นด้วย Facet
  4. ใน session หนึ่ง ๆ การค้นด้วย Text จะมีบทบาทมากในช่วงเริ่มต้น และจะลดลงไปจนถึงระดับหนึ่งจนเป็น plateau ในขณะที่การค้นด้วย Facet นั้นอยู่ในระดับคงที่ แต่อัตราการใช้ก็ยังน้อยกว่าจุดต่ำสุดของการค้นด้วย Text อยู่ดี
  5. เรียงลำดับการใช้ Facet ที่ถูกใช้มากที่สุด จากมากไปน้อย: หัวเรื่อง-เนื้อหาสาระ (Topic), หมวดหมู่ LC, รูปแบบ, สถานที่, Genre, ผู้แต่ง, หัวเรื่อง-ภูมิภาค, ภาษา, หัวเรื่อง-ช่วงเวลา และท้ายสุด Availability (ซึ่ง NCSU พยายามจะเน้นว่าเป็น highlight อันหนึ่งเหมือนกัน)
  6. เมื่อพิจารณาความต่อเนื่อง ระหว่าง action ต่อ action จะพบว่า ผู้ใช้จะค้นแบบ Text และตามด้วย Text เยอะที่สุด ตามมาด้วย 1) การเปลี่ยนหน้าไปเรื่อย ๆ (Next page action), 2) การใช้ Facet หลังจากค้นจาก Text และ 3) การใช้ Facet ต่อจากการค้นแบบ Facet อีกครั้งหนึ่ง

สามารถเข้าไปดู link ตัวอย่างของเว็บที่ใช้ในการสัมมนา (รวมถึง Test site ของ NCSU) ได้ที่ http://www.ils.unc.edu/~lown/examples/

บทวิเคราะห์  (โดยส่วนตัว)

ถ้าดูผ่าน ๆ ตัวเลขข้างบนค่อนข้างอันตราย เนื่องจากอาจทำให้ตีความผิดได้ว่า การลงทุนปรับระบบ และนำ facet มาใช้ ไม่ได้รับความนิยม และทำให้คิดต่อได้ว่า ไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน

ซึ่งจริง ๆ แล้ว ตัวเลขพวกนี้ ต้องมองอาศัยข้อมูลอื่น ๆ เพื่อช่วยสนับสนุน เช่น ในบรรดาคนที่ใช้ คือ ใคร (ถ้ามีแต่บรรณารักษ์ใช้ ก็ไม่คุ้มแน่ ๆ) ถ้าใช้ แล้วประสบความสำเร็จเพียงใด มีการสอนการใช้อย่างไร มีการประชาสัมพันธ์อย่างไร (แน่นอน คนที่สนใจห้องสมุด รู้จักดี แต่คนภายในนั้นรู้จัก หรือไม่ คือโจทย์ที่สำคัญกว่า เหมือนกับที่ผมเคยพูดถึง case ของ TCDC เมื่อตอนไปพูดเรื่อง Library 2.0)

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเชิงเทคนิคอื่น ๆ เช่น ความเคยชินของผู้ใช้ เนื่องจาก ระบบห้องสมุด ที่ใช้กันมานานหลายสิบปี ก็เริ่มต้นมาจากการค้นแบบ Text ทั้งนั้น อะไร ๆ ก็พิมพ์เองหมด ประเด็นต่อมา คือ ประเด็นด้าน HCI ที่ปรกติ Catalog จะเริ่มต้นหน้าเว็บด้วย การมีช่องให้พิมพ์ Facet จะเอาไปซ่อนไว้หลัง ๆ อย่างในกรณีของ NCSU เค้าเอา Text search เป็นหน้า default และเอาหน้า Browse ไปไว้ข้างหลัง ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้ว งานวิจัยหลายชิ้นก็ชี้ให้เห็นว่า ผู้ใช้ชอบการ Browse หนังสือบนชั้นมากที่สุด การ Browse ตามหมวดหมู่ LC บนเว็บ โดยเทคนิค จึงไม่ต่างอะไรกับการ Browse จากชั้น เพียงแต่การมันไม่ได้เห็นตัวเล่ม ไม่มีโอกาสได้ Preview

อย่างไรก็ตาม ปัญหาของ Facet ก็คือ ความคลุมเครือ เนื่องจากหัวเรื่องเดียวกัน อาจมีได้มากกว่า 1 ความหมายและหลายบริบท โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ใช้ไม่สามารถเข้าถึงหลักในการกำหนดหัวเรื่องได้ เหมือนกับบรรณารักษ์ ดังนั้น ความสับสนในการทำความเข้าใจกับหัวเรื่อง จึงเป็นอุปสรรคอันหนึ่ง ที่อาจจะทำให้ Facet ไม่ได้รับความนิยม

จากที่ว่ามานี้ จึงน่าสนใจหากจะลองมาดูที่ Catalog ของ TCDC ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร เพราะ TCDC ค่อนข้างมีความแตกต่างในด้าน Interface Design จากเว็บห้องสมุดอื่น ๆ และผู้ใช้มีส่วนร่วมในการกำหนดหัวเรื่องด้วยตัวเอง (Folksonomy) ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ สามารถกำหนดคำสำคัญได้ด้วยตนเอง แต่กระนั้น ก็อาจจะยังมีปัญหาในด้านความเกี่ยวข้องและ Collocation ในเชิงภาพรวม ถ้าสามารถเอา Transaction Log  ของ TCDC มาศึกษาดู ก็น่าจะดี (แต่ว่า ไม่รู้ว่าจะทำได้หรือเปล่า -_-”)

ROI Talk – Time Change

In งานวิจัย : Research, นโยบาย : Policy, บรรณารักษ์ : Librarian, ห้องสมุด : Libraries, iTeaudemia, TCDC, Thaibrarian on กรกฎาคม 12, 2007 at 11:31 pm

เอ่อ เกิดความเข้าใจผิดเล็กน้อย เวลาของการสัมมนา เรื่อง ผลกระทบของการลงทุนห้องสมุดประชาชน
เลื่อนขึ้นมาหนึ่งชั่วโมง จากที่ผมเขียนไว้ว่าเป็นบ่ายสอง (14:00 น.) เปลี่ยนเป็นบ่ายโมงตรง (13:00 น.) นะครับ หวังว่าคนที่จะมา คงจะเห็น message นี้ก่อนเดินทางมา

ขออภัยอย่างแรงเลยครับ

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.