iTeau

ประวัติเอกสารจากหมวดหมู่ ‘library2.0’

ใครอ่านอะไร อ่านทำไม อ่านแล้วได้อะไร

In library2.0, งานวิจัย : Research, บรรณารักษ์ : Librarian, สถิติ : Statistics, ห้องสมุด : Libraries on มีนาคม 17, 2009 at 10:16 am

ถ้าใครติดตามอ่านงานเก่า ๆ ของผม คงจะพอทราบว่า ผมค่อนข้างจะสนใจเรื่องการความรู้เกี่ยวกับการอ่านมาใช้ให้งานห้องสมุดและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง การอ่านเป็นเหมือนพฤติกรรมที่เห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันสำหรับคนทำงานห้องสมุด แต่โดยลึก ๆ มันคือ การสัมผัสที่ทำให้เราได้มาซึ่งสารสนเทศที่เราต้องการ

ผมไม่ค่อยเห็นคนไทยบ้านเราทำการวิจัยหรือพัฒนาเกี่ยวกับการอ่านจากมุมมองของบรรณารักษ์เท่าไหร่ ในแบบจำลองด้านการศึกษาผู้ใช้ส่วนใหญ่ส่วนใหญ่มักมองข้ามกระบวนการในการรับรู้ขั้นพื้นฐานนี้ไป ก็เลยเป็นที่มาของบทความชิ้นใหม่บน On Open ซึ่งพยายามทำความเข้าใจกับพฤติกรรมการอ่านหนังสือของคนไทยผ่านผลการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติปีล่าสุด (2551) และการสำรวจครั้งก่อน (2548) หลังจากนั้นก็มาลองหาสาเหตุทางด้านจิตวิทยาว่า ทำไมคนถึงอ่านหนังสือ และปิดท้ายด้วยคำถามที่ว่า จะนำความรู้และแนวความคิดด้านการอ่านมาใช้ในงานห้องสมุดและศูนย์สารสนเทศได้อย่างไร บทความนี้ก็เพียงต้องการจะกระตุ้นให้เกิดการตระหนักถึงต่อยอดความรู้เรื่องการอ่านแล้วนำมาพัฒนาการทำงานต่อไป หวังว่าพออ่านได้ (ถึงแม้ว่าจะยาวไปหน่อย ก็ทะยอยอ่านก็แล้วกัน)

และก็ถือว่าเป็นการต้อนรับสัปดาห์หนังสือแห่งชาติไปในตัว…

ไอทีจุ้นจ้านกับคนทำงานหัวเก่า

In Thaibrarian, library2.0, บรรณารักษ์ : Librarian, ห้องสมุด : Libraries on มีนาคม 15, 2009 at 11:51 am

หลายครั้งคนทำงานรุ่นใหม่พยายามจะหาวิธีการปรับปรุงพัฒนา online collection ด้วยวิธีการเปิดโอกาสให้กับผู้ใช้ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา collection แต่ก็ต้องเจอข้อโต้แย้ง/คำถามจากแนวคิดแบบเก่า เช่น ถ้าเปิดให้ผู้ใช้ tag หนังสือเองได้ แล้วใครจะคุม แล้วจะได้คุณภาพได้อย่างไร ซึ่งเป็นข้อโต้แย้งที่พบเห็นอยู่ได้ทุกครั้งที่มีการพูดถึงเรื่องนี้

ก็เลยอยากแนะนำให้ดู presentation โดย Micheal Edson อันนี้

web tech guy and angry staff person

ถึงแม้ข้อโต้แย้งบางอันจะดูไม่ค่อยมีน้ำหนักเท่าไหร่ แต่ก็ได้ idea [ที่มา:  Library Link of the Day]

ปล. พูดถึงเรื่อง tag เพิ่งทราบว่าห้องสมุดสามารถ import (ซื้อ) tag ของ LibraryThing ได้ แต่การซื้อ tag นั้นไม่ได้มาทั้งหมด จะได้เฉพาะ 20 tag ยอดนิยมเท่านั้น เพื่อเป็นการ screen out tag ที่ไม่เกี่ยวข้องออกไป [ที่มา: ACRL conference blog]

เสียงสะท้อนจาก LC

In Thaibrarian, library2.0, บรรณารักษ์ : Librarian, ห้องสมุด : Libraries on มิถุนายน 10, 2008 at 4:32 pm

เมื่อต้นปีนี้ คณะทำงานชุดพิเศษด้านการควบคุมบรรณานุกรม ที่ตั้งขึ้นโดย LC ได้เผยแพร่รายงาน Off the record (ซึ่งผมเคยเขียนถึงไว้ครั้งหนึ่ง เมื่อตอนที่เปิดรับข้อคิดเห็นครั้งสุดท้าย) ถือได้ว่าเป็นเอกสารที่ได้รับการกล่าวถึงเป็นอย่างมาก ทั้งจากภายใน LC และภายนอก

แต่ที่ดูจะเป็นสีสันมากที่สุด คงจะเป็นการวิจารณ์วิจารณ์จากคนภายใน LC เอง โดยเฉพาะการวิจารณ์รายงานฉบับนี้อย่างถึงพริกถึงของ Thomas Mann บรรณารักษ์ reference ของ LC เอง ซึ่งหลัก ๆ ไม่ใช่เป็นการโต้แย้งในเชิงสมมติฐาน แต่หากเป็นการวิจารณ์ประเด็นที่ขาดตกบกพร่องไปเสียมากกว่า (นอกเรื่องหน่อย พักหลัง ๆ นี่มีการปะทะกันทางวิชาการค่อนข้างบ่อย เมื่อเร็ว ๆ นี้ Marcia Bates ก็โต้ตอบ Hjørland ที่ไปวิพากษ์ paper เรื่อง นิยามของ information ใน JASIST, 59(5):842–844 แอบมันส์เล็กน้อย :D) 

ล่าสุด Deanna B. Marcum ก็ได้ออกรายงานแสดงความคิดเห็นในฐานะตัวแทนของ LC เองแล้ว โดยได้รวบรวมความคิดเห็นจากหลายฝ่ายใน LC (รวมทั้งของ Mann ด้วย) มีประเด็นที่น่าสนใจที่เกี่ยวข้องกับบทบาทของ LC ในการเป็นผู้นำในการควบคุมรายการบรรณานุกรมหลายเรื่อง โดย Marcum ได้ตอบรายงานเป็นข้อ ๆ พร้อมระบุว่า สนับสนุนข้อเสนอแนะหรือไม่ อย่างไร แล้วก็ชี้แจงสิ่งที่ LC กำลังทำอยู่ในปัจจุบันและแผนงานในอนาคต จึงอยากแนะนำให้อ่านกัน

ส่วนใหญ่ Marcum สนับสนุนข้อเสนอเกือบทุกข้อ ยกเว้นข้อที่เสนอแนะให้ปรับปรุงกระบวนการ CIP ให้เป็นกระบวนการอัตโนมัติ (เพื่อลดความซ้ำซ้อน) โดย Marcum ชี้ว่า กระบวนการดังกล่าวยังมีปัญหาในเชิงปฏิบัติ ทั้งความร่วมมือของสำนักพิมพ์ที่โดยทั่วไปยังน้อยอยู่มาก นอกจากนี้ความพยายามที่จะสร้างข้อมูลรายการบรรณานุกรมเชิงบรรยาย (เชิงพรรณนา) ให้เกิดขึ้นก่อนกระบวนการลงรายการนั้น เป็นไปได้เฉพาะกับผู้ผลิตที่เป็นสำนักพิมพ์เพื่อการค้าเท่านั้น อีกทั้งสำนักพิมพ์ต่างประเทศก็ไม่ได้เข้าร่วมโครงการนี้เช่นกัน

ประเด็นที่น่าสนใจอื่น ๆ ก็เช่น ทิศทางของ PCC, ความพยายามที่จะแปลง LCSH ให้อยู่ในรูปแบบของ SKOS เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีโปรเจคภายนอกที่ถูกกล่าวถึงในเอกสารฉบับนี้ที่น่าสนใจ เช่น โปรเจค AMeGA เพื่อลดการทำงานในการสร้างและจัดการรายการควบคุม (authority record), ที่ Stanford ก็กำลังศึกษา computational analysis ของ LCSH แต่ที่น่าสนใจที่สุดสำหรับผม คือ การพูดถึง WPopac หรือที่ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น Scriblio (จำได้ว่าเคยเข้าไปดูโปรเจคนี้สมัยเกิดขึ้นใหม่ ไม่คิดว่าตอนนี้จะไปไกลได้เร็วขนาดนี้) ซึ่งเป็นโปรเจคที่พัฒนา OPAC + CMS ของห้องสมุดโดยใช้ WordPress เป็นโครงสร้าง เป็นความร่วมมือร่วมกันระหว่าง Plymouth State University กับ Cook Memorial Library ยิ่งเห็นตัวอย่าง ต้องยอมรับว่าเนียนมาก ถึงแม้ว่าจะยังมีหนทางในการพัฒนาเพิ่มเติมอีกเยอะ (เช่น เรื่อง Browsing, การใช้หัวเรื่องและหมวดหมู่ให้เต็มประโยชน์) แต่ก็ยอมรับว่า tweak ได้เก่งจริง ๆ (แอบชอบ ระบบช่วยคิดคำค้นอัตโนมัติในระหว่างที่พิมพ์ -ออกแนวคล้าย T9 ในมือถือ- และเชื่อมโยงให้เข้ากับ google translation)

folksonomy รูปภาพและห้องสมุด

In Social Networking, Thaibrarian, library2.0, บรรณารักษ์ : Librarian, บ่นไปเรื่อย : Saying, ห้องสมุด : Libraries on มกราคม 16, 2008 at 6:29 pm

ล่าสุด Flickr ร่วมมือกับห้องสมุดรัฐสภาอเมริกัน (Thanks Terrell for bringing this to my attention!) นำรูปใน collection ต่าง ๆ มาเก็บไว้บน Flickr เพื่อให้คนใช้ช่วยกัน tag รูป ผ่านโครงการที่ชื่อว่า The Commons (อ่านเพิ่มเติม: ประกาศของ LC กับ Flickr)

บนประกาศของ LC ก็เขียนไว้อย่างชัดเจนว่า โครงการนี้มีจุดมุ่งหมายหลัก ได้แก่

“how to ensure better and better access to our collections, and how to ensure that we have the best possible information about those collections for the benefit of researchers and posterity.”

“ทำให้การเข้าถึงทรัพยากรเหล่านี้ดียิ่งขึ้น และทำให้มีข้อมูลที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เกี่ยวกับทรัพยากรเหล่านี้ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อนักวิจัย และความเจริญก้าวหน้าต่อไป” (แปลโดยผู้เขียน)

LC มีทรัพยากรสารสนเทศประเภทรูปภาพ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของสิ่งพิมพ์ หรือสื่ออื่น ๆ กว่า 14 ล้านชิ้น คนที่ทำงานด้าน catalog คงทราบดีว่า การลงรายการบรรณานุกรม ของทรัพยากรประเภทนี้มีความท้าทายมากน้อยเพียงใด แค่เพียงการพิจารณาหาหัวเรื่อง รายชิ้น ก็เป็นอันถอดปลั๊กได้เลย (ยังไม่ต้องลงรายละเอียดที่ว่า การตีความของรูปนั้นแตกต่างกัน)

นอกจากนี้ภาพส่วนใหญ่ ไม่มี contextual metadata หลงเหลืออยู่เลย ทั้งนี้ จะพบว่า การจัดเก็บและบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับภาพถ่ายต่าง ๆ จะไม่ norm ของสังคมเท่าไหร่นัก เช่นเอาง่าย ๆ ว่า ภาพนี้ใครเป็นคนถ่าย ถ่ายที่ไหน หรือใครอยู่ในภาพบ้าง ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งถ้าเป็นรูปภาพสมัยก่อน การจะดึงข้อมูลเหล่านี้มา จากรูปเพียงหนึ่งใบ อาจจะต้องอาศัยทั้งนักมนุษยวิทยา สังคมวิทยา นักประวัติศาสตร์มาช่วยกันวิเคราะห์เลยทีเดียว ซึ่งแน่นอน มันก็ไม่คุ้มกับการลงทุน เพราะฉะนั้น collection รูปภาพที่มีส่วนใหญ่ในห้องสมุด ก็มีแต่เพียงรูป แต่ไม่มี metadata เพื่อให้เข้าถึงได้

ถึงแม้ว่า ใครก็จะบอกว่า ประวัติศาสตร์ของอเมริกายังใหม่ (ดังนั้น จึงน่าจะมีการจัดเก็บข้อมูล สารสนเทศในเชิงประวัติศาสตร์ได้ดี) แต่จากประสบการณ์ส่วนตัว ก็ไม่ใช่เสมอไป สมัยหนึ่ง เคยต้องไปทำ digital collection หนึ่งของ Carnegie Library of Pittsburgh ซึ่งเป็น collection ของรูปภาพล้วน ๆ สิ่งที่ท้าทายมากที่สุดของ project นั้นไม่ได้อยู่ที่ความน่าเบื่อหน่าย (tedious) ในการ scan รูปภาพเหล่านั้น หากแต่อยู่ที่ metadata ที่ควรจะช่วยเป็นบริบทของรูปภาพจำนวนมากนั้น ๆ ไม่มี ที่พอจะหาได้บ้าง ก็จะเป็นตามหลังรูป ซึ่งมีรูปแบบที่แตกต่างหลากหลายกันไป (จริง ๆ นับว่าเป็นประเด็นที่น่าสนใจไม่น้อย หากมีคนสนใจจะทำวิทยานิพนธ์เรื่อง เกี่ยวกับ annotation หลังรูปภาพ เพราะน่าจะมีประโยชน์) และก็เป็นจำนวนน้อย รูปที่เหลือก็จะกลายเป็นเพียง bits ที่ถูกเก็บไว้ในฮาร์ดดิสเท่านั้น เพราะฉะนั้นโอกาสที่ collection พวกนี้จะถูกเอาออกมาใช้ แทบจะไม่มีเลย

สารสนเทศถ้าไม่ได้ใช้ ก็แทบจะไม่มีคุณค่า นึกถึงรูปที่มีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์จำนวนมาก ที่ไปหลบอยู่ซอกหลืบไหนก็ไม่รู้ และเราก็ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน ถึงแม้จะรู้ว่าอยู่ในห้องสมุดนี่แหละ แต่จะให้เอาเวลาทั้งวันไปรื้อ ก็คงจะไม่ไหว (ถ้าไม่สำคัญจริง ๆ) การจัดเก็บที่ไม่ได้ช่วยให้เข้าถึงได้ง่าย ก็ดีกว่าการที่รูปปลิวตกไปอยู่ในถังขยะอยู่หน่อยเดียว

ดังนั้นความร่วมมือระหว่าง Flickr กับ LC ถือว่า เป็นโครงการที่น่าจับตามองทั้งในเชิงการจัดการทรัพยากร (ที่ได้กล่าวไปแล้วข้างบน) และในเชิงการให้บริการ และการมีส่วนร่วมของชุมชน

อย่างไรก็ตามความท้าทายของโครงการนี้ หลัก ๆ ผมมองไว้อยู่สองประเด็น ประเด็นแรก ก็คือ ความร่วมมือของชุมชน ที่ปราศจากแรงกระตุ้น (incentive) เป็นตัวเป็นตน ข้อสังเกตที่สำคัญ ก็คือ ความจริงที่ว่าคนส่วนใหญ่มักจะ tag รูปของตัวเอง มากกว่ารูปของคนอื่น (แน่นอน เพราะความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันมันมีมากกว่า) เพราะฉะนั้นการที่จะทำให้คน สนใจที่จะ tag รูปภาพเหล่านี้ (โดยไม่นับเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ) นั่นก็คือ ความสัมพันธ์กับคนอื่น ๆ (ในลักษณะชุมชน) และอาจแฝงไปด้วยชื่อเสียง

ซึ่ง incentive ที่ว่านี้ มันต้องอาศัย identity ติดมาด้วย ซึ่งกรณีนี้ Terrell เปรียบเทียบให้เห็นได้อย่างชัดเจน ว่า สิ่งที่ tag ใน del.icio.us กับ flickr ต่างกันก็คือ การที่เชื่อมโยง tag กับคนที่ tag เข้าด้วยกัน ทำให้เราทราบว่า ใครมองอะไร อย่างไร (แนะนำให้อ่านเพิ่มเติมบนบล๊อกของ Terrell ซึ่งค่อนข้างเขียนไว้ได้อย่างชัดเจน)
นอกจากนี้ แรงกระตุ้นอีกอย่างหนึ่ง และค่อนข้างเป็นทางตรง ก็คือ การมีสิทธิในการนำรูปภาพเหล่านี้ไปใช้ต่อ อย่างไรก็ตาม ประเด็นของการนำไปใช้งาน ค่อนข้างจะไม่ชัดเจนในเรื่องของ ลิขสิทธิ์ กล่าวคือ รูปที่อยู่ในโครงการนี้ ระบุไว้ว่า อยู่ภายใต้ “No known restrictions” ซึ่งในที่นี้ LC ขยายความไว้ว่า เป็นงานที่ได้รับความคุ้มครองแต่หมดอายุ และไม่ได้มีการต่ออายุ หรือเป็นงานในช่วงปลาย คริสตศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 ที่ไม่มีหลักฐานการถือครองลิขสิทธิ์ อย่างไรก็ตามก็มิได้หมายความว่า ตกไปเป็นของสาธารณะ (public domain) ในขณะที่ Flickr เอง ก็ตอบไว้อย่างคลุมเครือมาก ซึ่งเท่าที่ฟังจะโทนน้ำเสียง ก็ประมาณว่า “น่าจะได้” แต่ก็ไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่า ทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้บ้าง

Code4Lib Journal Arrived!

In library2.0, บรรณารักษ์ : Librarian, ห้องสมุด : Libraries, เป็นการเป็นงาน : Seriously on ธันวาคม 18, 2007 at 3:27 pm

แนะนำวารสาร open access ออกใหม่ Code4Lib

This mission of the Code4Lib Journal is to cover “the intersection of libraries, technology, and the future.” We hope that this journal can be one more contribution to the developing culture of collaboration around library technology, and we welcome you to join in our experiment.

เน้นการสื่อสารระหว่างผู้ปฏิบัติงาน เพราะฉะนั้นไม่ academic จ๋า ไม่เน้นทฤษฎีจัด อ่านง่าย ฉบับแรก ก็มีทั้งเรื่อง  NCSU Catalog เปิด API สำหรับค้นหนังสือและตรวจสอบ availability ในนาม CatalogWS ซึ่งทำให้ application ที่เอาไปใช้ก็หลากหลาย เช่น ค้นผ่านโทรศัพท์มือถืิอ, การพัฒนา application การค้นแบบ Facet หรือการนำไปใช้กับ SNS เป็นต้น; การวิเคราะห์ข้อดีข้อเสีย และโอกาสของการค้นแบบ Facet และการใช้ LCSH ซึ่งน่าสนใจมาก (อ่านเพิ่มเติม: ค้นแบบ facet บน OPAC); ประสบการณ์ และแนวทางในการการนำ CMS มาช่วยในการเข้าถึง collection ของห้องสมุด ที่ Georgia Tech เป็นต้น

IM ที่ไม่ได้ส่ง

In Social Networking, library2.0, งานวิจัย : Research, บ่นไปเรื่อย : Saying on ธันวาคม 7, 2007 at 4:31 pm

บนบล๊อกของ New Scientist รายงานผลการวิจัยในเยอรมัน เกี่ยวกับการสนทนาผ่านโปรแกรม Instant Messenger (IM) พบว่า 20% ของข้อความที่พิมพ์ในการสนทนาบน IM ไม่ได้ถูกส่ง เหตุผลก็คือว่า ในระหว่างที่พิมพ์อยู่นั้น (จะพิมพ์เสร็จหรือไม่นั้น) ข้อความที่พิมพ์ไปแล้ว ใช้ไม่ได้ (irrelevant)

ผมว่า ทุกคนเคยเจอประสบการณ์แบบนี้ ไม่มากก็น้อย ถึงแม้โปรแกรมในปัจจุบัน จะสามารถบ่งบอกสถานภาพได้ว่า อีกฝ่ายกำลังพิมพ์อยู่ แต่เหตุการณ์ที่ทำให้เราต้องลบข้อความ ที่พิมพ์อยู่ทิ้งไปนั้นก็ ยังเกิดขึ้นอยู่เนือง ๆ ไม่ว่าจะเป็น พิมพ์ยังไม่ทันเสร็จ อีกฝ่ายก็เปลี่ยนเรื่องคุย หรือพิมพ์เสร็จแล้ว แต่ไม่พอใจกับข้อความที่เขียนขึ้น หรือไม่แน่ใจ กับข้อความนั้น ๆ เป็นต้น ซึ่งบางครั้งฝ่ายตรงข้าม ก็สามารถสังเกตุได้เช่นกัน

โดยส่วนตัว ผมมักจะสังเกตุว่า อีกฝ่ายยังเขียนอยู่หรือเปล่า แต่กระนั้น เหตุการณ์ที่ว่า ก็เกิดขึ้นอยู่ดี จะว่าไป status bar หรือตัวที่บอกสถานภาพของ client อีกฝั่ง ก็มีความสำคัญเหมือนกัน โดยเฉพาะเป็นบริบทที่สำคัญของการสื่อสาร อย่างเช่น บางทีเห็นอีกฝ่ายกำลังเขียน ๆ อยู่ พอ status ดับไป กลับไม่มีข้อความส่งมาซะงั้น ซึ่งก็เข้าใจว่าอีกฝ่าย นั้นลบข้อความนั้นไป จะว่าไป บางทีก็ทำให้เกิดความสงสัยคลางแคลงใจเหมือนกัน ว่าอีกฝ่ายเค้าเขียนอะไร แล้วทำไมต้องเปลี่ยนใจ หรือบางที status บอกว่ากำลังเขียนอยู่เป็นเวลานาน แต่สุดท้ายตอบกลับมาว่า “อืม” หรือ “ใช่” ก็ทำเอางงเหมือนกัน ว่าก่อนหน้านี้ เขียนอะไร

จริง ๆ ตัวเลขถึงเป็นตัวเลขที่ไม่สูงไม่ต่ำ ในความคิดของผมเอง เพราะเป็นธรรมดา ในการคิดและการสื่อสารมนุษย์ เพราะ ไม่ว่าจะเขียนอีเมล์ เขียนบล๊อก เขียนรายงาน กระบวนการเหล่านี้ เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา

อย่างไรก็ตาม แต่ถ้ามองในเชิง ความสำเร็จและประสิทธิภาพของการสื่อสาร ก็ถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าสนใจ เพราะ การสื่อสารผ่าน IM นั้น ก็ไม่เหมือนกับ การสื่อสารผ่านอีเมล์ บล๊อก หรือรายงานเสียทีเดียว ที่เหมือนกับก็ตรงที่ การสั่งการของสมอง ต้องผ่านกระบวนการแปลงให้อยู่ในรูปของสื่อสัญลักษณ์เสียก่อน แต่กระนั้น IM นั้นเป็นการสื่อสารโต้ตอบแบบ real-time แต่ก็ไม่เหมือน การสนทนาผ่านโทรศัพท์ หรือตัวต่อตัว เพราะ การสื่อสารที่ใช้เสียงนั้น กระบวนการสร้างสารนั้น เกิดขึ้นจากภายในทั้งหมด เพราะฉะนั้น กระบวนการคิดทุกอย่าง ต้องเสร็จทีเดียว ตัวสารจึงจะถูกส่งออกมาได้ ในขณะที่ IM นั้น ผู้ส่งสาร สามารถปรับปรุงแก้ไข ตัวสาร นอกกระบวนการภายใน ก่อนส่ง

ที่น่าสนใจก็คือ จริง ๆ จะว่าไป อีเมล์ ก็มีอัตราข้อความที่ไม่ได้ส่งสูงเหมือนกัน หรือการสื่อสารผิดพลาดเยอะเหมือนกัน น่าจะมีการเปรียบเทียบระหว่างการสื่อสารสองประเภท เพราะอย่างอีเมล์ เราไม่ทราบเลย ว่าอีกฝ่ายจะได้อ่านเมื่อไหร่ แล้วจะตอบกลับมาตอนไหน หรือในทางฝ่ายผู้รับ ก็ไม่ทราบว่า จะต้องตอบกลับหรือไม่ อย่างไร

(Note: Dana กับ Meredith เพื่อนผมที่ UNC กำลังจะมีบทความ เกี่ยวกับการสื่อสารทางอีเมล์ ระหว่างอาจารย์กับนักเรียน ซึ่งกล่าวเกี่ยวประเด็นที่ผมเขียนมาข้างต้น โดยจะตีพิมพ์ใน EDUCAUSE เร็ว ๆ นี้ ถ้าตีพิมพ์แล้วยังไง จะเอามาบอกกล่าวอีกทีครับ)

IM บน OPAC

In Thaibrarian, library2.0, บรรณารักษ์ : Librarian, ห้องสมุด : Libraries on ธันวาคม 1, 2007 at 11:54 pm

ปรกติการนำ Instant Messenger (IM) มาใช้ในการให้บริการตอบคำถามช่วยการค้นคว้า (Reference) ในห้องสมุด จะมีสองรูปแบบตามประเภทของตัว Messenger ได้แก่

  1. การใช้ IM ที่ติดตั้งตาม Desktop อย่าง Microsoft Live Messenger, Yahoo Messenger หรือ AIM (ของ AOL ซึ่งเป็นที่นิยมมากในอเมริกา) เป็นต้น ระบบนี้ผู้ใช้จะต้องมีโปรแกรมอยู่ที่ด้านหนึ่ง และจะต้องมี Account ของ IM นั้น ๆ ซึ่งทำให้เป็นข้อจำกัดของการให้บริการแก่คนที่ไม่มี IM หรือใช้เครื่องคอมพิวเตอร์สาธารณะที่ไม่มีโปรแกรม IM นอกจากนี้ ความยุ่งยากยังเพิ่มมากขึ้น เมื่อผู้ใช้จะต้อง Add account ของผู้ให้บริการ (ในที่นี้คือห้องสมุด) เข้าไปใน contact list ซึ่งบางคนว่าเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก และไม่ต้องการจะใช้บริการชั่วคราว (ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นใน case นี้)
  2. การใช้ Online Chat ซึ่งยังสามารถแยกออกได้เป็น 2 ประเภท คือ
    • Online Chat ที่มีลักษณะคล้ายกับ Customer Service ของเว็บไซต์ใหญ่ ๆ ทั่วไป (ตัวอย่างเช่น LiveAgent, Live Person เป็นต้น ระบบนี้เป็นระบบที่ผู้ให้บริการ สามารถจะเช็คได้ว่าผู้เข้าชมเว็บกำลังทำอะไรอยู่  ซึ่งวัตถุประสงค์หลัก ๆ ส่วนใหญ่จะใช้กับการสั่งซื้อออนไลน์ ซึ่งทำให้ผู้ให้บริการ สามารถ interrupt เพื่อเสนอความช่วยเหลือ เมื่อเห็นว่าผู้ใช้บริการน่าจะมีปัญหา นอกจากนี้ระบบดังกล่าว ยังมีประสิทธิภาพในการ Co-browsing ได้อีกด้วย นั่นหมายความว่า ผู้ให้บริการสามารถมองเห็นหน้าจอ และช่วยเหลือการทำงานได้ด้วย อย่างไรก็ตาม ระบบนี้ เป็นระบบที่ถูกพิจารณาด้าน Privacy อีกทั้งในงานวิจัยด้าน Virtual Reference ก็พบว่า การ Co-browsing ไม่ได้เพิ่มประสิทธิผลในการให้บริการมากเท่าไหร่นัก แต่ปัญหาที่สำคัญ คือ มีราคาแพงมาก (โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับตัวเลือกอื่น)
    • ส่วนระบบที่สอง คือ Integrated Online IM อย่าง Meebo ที่มี Widget ให้ห้องสมุดสามารถติดตั้งไว้บนเว็บไซต์ของตัวเอง ซึ่งเป็นทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว เพราะมี function พื้นฐานที่เพียงพอต่อการให้บริการตอบคำถามช่วยการค้นคว้า และผู้ใช้สามารถเป็น Anonymous ได้ (คือผู้ใช้ที่ไม่ต้องการให้ผู้ให้บริการทราบว่า ตัวเองเป็นใคร) ซึ่งจะช่วยให้คนที่ไม่กล้าสอบถาม ก็กล้าที่จะถามง่าย ๆ ได้มากขึ้น (เพราะหลายคน ไม่กล้าถาม เพราะกลัวจะโดน คนตอบดูถูกเอาว่า เป็นคำถามที่ง่ายมาก แค่นี้ยังไม่รู้อีก)

ทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวมานี้ เป็นเพียงเกริ่นของสิ่งที่จะแนะนำใน post นี้ เหอๆๆ เพราะว่า ล่าสุด บนบล๊อกของ David Lee King เค้ามาบอกว่า ที่ห้องสมุด Topeka and Shawnee Public Library มลรัฐแคนซัส ได้เริ่มนำเอา Meebo (ที่ปรกติก็เอามาใช้บนเว็บไซต์ของห้องสมุดอยู่แล้ว) มาติดตั้งบน OPAC  แต่แทนที่จะติดตั้งไว้ที่หน้าค้น ก็ไปติดตั้งไว้ที่หน้าผลการค้นแบบ Keyword ที่ไม่ประสบความสำเร็จ

กล่าวคือ เมื่อผู้ใช้ค้นแบบ Keyword แล้วระบบไม่มีผลการค้นออกมา ในหน้าที่บอกว่า ไม่มีผลการค้น ก็ยังมี Meebo โผล่ออกมาทันที เพื่อให้ผู้ใช้สามารถคุยกับบรรณารักษ์ได้ทันที ซึ่งผมว่า เป็นการนำเอา IM มาใช้ได้อย่างชาญฉลาดทีเดียว เพราะเป็นการนำเอามาใช้ในบริบทที่เหมาะสม เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ผู้ใช้เกิดความสับสน และอาจต้องการความช่วยเหลือ

ในขณะที่การให้บริการ IM แบบอื่น ๆ ผู้ใช้จะต้อง Renavigate หน้าจอใหม่ทั้งหมด ซึ่งทำให้การ recall เหตุการณ์ หรือข้อคำถามอาจจะถูกขัีดจังหวะ

ซึ่งนี่เป็นข้อบกพร่องหนึ่งของ Library Catalog ในปัจจุบันโดยทั่วไป นั่นก็คือ วิธีการรับ feedback จากผู้ใช้ระบบ กล่าวคือ OPAC ในปัจจุบัน มีระดับของ Interaction เพียงแค่ผู้ใช้ป้อนสิ่งที่ต้องการ แต่ไม่มีช่องทางในการรายงานความผิดพลาด หรือขอความช่วยเหลือ ซึ่งจริง ๆ เป็นสิ่งที่ทำไม่ยาก

ยกตัวอย่าง OPAC ของมหาวิทยาลัย Oxford ก็มี link ในหน้าผลการสืบค้น ให้ผู้ใช้สามารถติดต่อไปยังบรรณารักษ์ ในกรณีที่พบความผิดพลาดของข้อมูล เช่น วิเคราะห์หมวดหมู่ ไม่ตรง มีหัวเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้อง การจัดการ authority ที่ผิดพลาด หรือแม้กระทั่งพิมพ์ผิด (ซึ่งอันหนัง นี่เห็นประจำ แล้วทำให้ค้นไม่ได้มานักต่อนัก)

จริง ๆ ตัว Link บน OPAC ของ Oxford นับได้ว่า มี Locality อยู่ในบริบทที่เหมาะสม (คือ ตั้งอยู่หน้าที่ควรจะอยู่)  อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ยังสามารถช่วยเหลือผู้ใช้ ได้เพิ่มขึ้นอีก ก็คือ การเพิ่มตัวบริบทเข้าไปใน Feedback โดยอัตโนมัติ เช่น เมื่อ click ไปที่ Link นั้น ระบบสามารถ recognize ได้ว่า record ใดที่ผู้ใช้จะพูดถึง โดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องป้อนอีกครั้ง ซึ่งทำให้เกิดประสิทธิืผลในการสื่อสารมากยิ่งขึ้น

ซึ่งนี่น่าจะเป็นอีก requirement หนึ่ง สำหรับห้องสมุดที่อาจกำลังหา ILS ตัวใหม่ หรือวิธีการพัฒนา Reference ของตัวเอง

JIBS Workshop: Reported by mk

In Thaibrarian, library2.0, บรรณารักษ์ : Librarian, ห้องสมุด : Libraries on พฤศจิกายน 25, 2007 at 1:46 pm

คุณมาร์ค ไปงานสัมมนาของ JIBS User Group (JIBS ก็คล้าย ๆ กับ ThaiLis บ้านเรา ที่เน้นไปที่ กลุ่มผู้ใช้ฐานข้อมูล และเครื่องมือทางบรรณานุกรมอื่น ๆ ที่บอกรับโดยเครือข่ายระดับชาติของอังกฤษโดยเฉพาะ)  เรื่อง Is library 2.0 a trivial pursuit? เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว แล้วก็ใจดี สรุปความให้ฟัง ต้องขอบคุณคุณมาร์คอย่างเป็นทางการ ไว้ตรงนี้เลยแล้วกันครับ

ที่น่าสนใจ ก็คือ กรณีศึกษา ที่แต่ละที่ใช้กัน ว่าแนวคิดเอาไปทำอย่างไร

โดยเฉพาะเรื่อง Library Catalog เมื่อพูดถึงการ tweak ตัว catalog ผู้ดูแลระบบในเมืองไทยหลายแห่ง ก็คงต้องบอกว่า ร้องเพลงรอให้มีตังค์เพื่อทำใหม่ หรือว่าจำกัดเฉพาะ “บางยี่ห้อ” เท่านั้น และเป็นยิี่ห้อที่ไม่มีในเมืองไทย แต่เมื่อเข้าไปดู Library Catalog ของคนที่บรรยายเรื่องนี้ ดูปุ๊บ ก็รู้ปั๊บ ว่าเป็น Dynix ซึ่งเป็น ILS ยอดนิยมอันหนึ่งในเมืองไทย เพราะฉะนั้น ไม่น่าจำเป็นต้องรอให้ Dynix เค้าพัฒนาให้เราหรอกครับ กว่าจะออกมาเป็น mass product ก็คงจะอีกพักใหญ่ ๆ ผมว่า มีตัวอย่างให้เห็นแล้ว อย่างที่ทุกคนบอก (และผมก็เคยบอก) ไว้ว่า library 2.0 มันคือ always beta เพราะฉะนั้นสำคัญที่ว่า ต้องกล้าที่จะคิดและทำหรือไม่เท่านั้น

ส่วนอีกประเด็นหนึ่ง ที่น่าสนใจที่คุณมาร์ค เขียนบันทึกเอาไว้ ก็คือ เรื่อง Second Life จริงอยู่ที่ได้ผลในการประชาสัมพันธ์อย่างมาก แต่กระนั้น (ด้วยความที่ผมไม่ค่อยได้ตามเท่าไหร่)​ก็ยังสงสัยอยู่ว่าเค้าให้บริการอะไรบ้างบนนั้น คือ ถ้าเป็น Virtual Reference เฉย ๆ ก็อาจจะมีปัญหาเรื่อง ความแตกต่างด้านเวลาแน่นอน (อย่างที่คุณมาร์คสงสัย) แต่ถ้ามีการให้บริการด้านทรัพยากรด้วย (เช่น มีหนังสือ วีดีโอ เพลงให้บริการบนนั้น เป็นต้น)  เค้าจัดการอย่างไร  จริง ๆ ก็มีคนเขียนเรื่อง SL ไว้เยอะเหมือนกัน ถ้าผมเจอบทความอันไหนเด็ด ๆ ดี ๆ เดี๋ยวจะลองหามาให้อ่านแล้วกันครับ

ค้นแบบ facet บน OPAC

In TCDC, Thaibrarian, iTeaudemia, library2.0, งานวิจัย : Research, บรรณารักษ์ : Librarian, สถิติ : Statistics, ห้องสมุด : Libraries on พฤศจิกายน 14, 2007 at 1:56 pm

เมื่ออาทิตย์ก่อน ไปฟัง CRADLE talk (มีเกือบทุกวันศุกร์ เพื่อแลกเปลี่ยนผลงานทางวิชาการ ว่าใครทำอะไร มีอะไรน่าสนใจบ้าง ในกลุ่มคนที่่สนใจ Digital Library) เรื่อง I Still Can’t Find What I Want: An Evaluation Of Next Generation Library Catalogs That Combine Text Search With Faceted Navigation (ชื่อเรื่องยาวมากกกก) โดย Cory Lown นักศึกษาปริญญาโท กับ Brad Hemminger อ. ที่โรงเรียน

หลัก ๆ ของสัมมนา ก็คือ นำเสนอผลการวิจัยเบื้องต้น  ที่วิเคราะห์จาก Transaction Log เพื่อดูพฤติกรรมคนใช้ Library catalog แบบใหม่ของ NC State เน้นไปที่การค้นแบบ facet

เริ่มต้นด้วยการแนะนำตัวอย่าง facet search ตามที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น site ที่ใช้ Flamenco (engine ที่พัฒนาที่ UC Berkeley) อย่าง Nobel Prize Winners และ Library Catalog ของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่นำเอา Facet มาใช้ในการช่วยค้น ไม่ว่าจะเป็นที่ McMaster University, University of Minnesota, Florida Center for Library Automation (FLCA) รวมไปถึง WorldCat ด้วยเช่นกัน

หลังจากนั้นก็เป็นการนำเสนอผลงานวิเคราะห์ข้อมูล จาก server log ที่เก็บตลอดเวลา 4 เดือน (ซึ่งคาบเกี่ยวทั้งช่วงปิด – เปิดเทอม) ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้

  1. Action หลัก ๆ ก็ได้แก่ การค้นด้วย text, การค้นด้วย facet และเปิดไปหน้าต่อไป (กรณีที่มี result จำนวนมาก ซึ่งหลัก ๆ ของการวิเคราะห์ จะเน้นไปที่การเปรียบเทียบการค้นแบบ Text และ Facet
  2. โดยเฉลี่ย จะมี 5 actions ต่อ session หนึ่ง ๆ โดย 1 session จะใช้เวลาประมาณ 7.5 นาที
  3. 97% ของ session ทั้งหมด จะเริ่มการค้นด้วย text ในขณะที่เพียง 34% (ไม่ถึงครึ่ง) เริ่มต้นการค้นด้วย Facet
  4. ใน session หนึ่ง ๆ การค้นด้วย Text จะมีบทบาทมากในช่วงเริ่มต้น และจะลดลงไปจนถึงระดับหนึ่งจนเป็น plateau ในขณะที่การค้นด้วย Facet นั้นอยู่ในระดับคงที่ แต่อัตราการใช้ก็ยังน้อยกว่าจุดต่ำสุดของการค้นด้วย Text อยู่ดี
  5. เรียงลำดับการใช้ Facet ที่ถูกใช้มากที่สุด จากมากไปน้อย: หัวเรื่อง-เนื้อหาสาระ (Topic), หมวดหมู่ LC, รูปแบบ, สถานที่, Genre, ผู้แต่ง, หัวเรื่อง-ภูมิภาค, ภาษา, หัวเรื่อง-ช่วงเวลา และท้ายสุด Availability (ซึ่ง NCSU พยายามจะเน้นว่าเป็น highlight อันหนึ่งเหมือนกัน)
  6. เมื่อพิจารณาความต่อเนื่อง ระหว่าง action ต่อ action จะพบว่า ผู้ใช้จะค้นแบบ Text และตามด้วย Text เยอะที่สุด ตามมาด้วย 1) การเปลี่ยนหน้าไปเรื่อย ๆ (Next page action), 2) การใช้ Facet หลังจากค้นจาก Text และ 3) การใช้ Facet ต่อจากการค้นแบบ Facet อีกครั้งหนึ่ง

สามารถเข้าไปดู link ตัวอย่างของเว็บที่ใช้ในการสัมมนา (รวมถึง Test site ของ NCSU) ได้ที่ http://www.ils.unc.edu/~lown/examples/

บทวิเคราะห์  (โดยส่วนตัว)

ถ้าดูผ่าน ๆ ตัวเลขข้างบนค่อนข้างอันตราย เนื่องจากอาจทำให้ตีความผิดได้ว่า การลงทุนปรับระบบ และนำ facet มาใช้ ไม่ได้รับความนิยม และทำให้คิดต่อได้ว่า ไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน

ซึ่งจริง ๆ แล้ว ตัวเลขพวกนี้ ต้องมองอาศัยข้อมูลอื่น ๆ เพื่อช่วยสนับสนุน เช่น ในบรรดาคนที่ใช้ คือ ใคร (ถ้ามีแต่บรรณารักษ์ใช้ ก็ไม่คุ้มแน่ ๆ) ถ้าใช้ แล้วประสบความสำเร็จเพียงใด มีการสอนการใช้อย่างไร มีการประชาสัมพันธ์อย่างไร (แน่นอน คนที่สนใจห้องสมุด รู้จักดี แต่คนภายในนั้นรู้จัก หรือไม่ คือโจทย์ที่สำคัญกว่า เหมือนกับที่ผมเคยพูดถึง case ของ TCDC เมื่อตอนไปพูดเรื่อง Library 2.0)

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเชิงเทคนิคอื่น ๆ เช่น ความเคยชินของผู้ใช้ เนื่องจาก ระบบห้องสมุด ที่ใช้กันมานานหลายสิบปี ก็เริ่มต้นมาจากการค้นแบบ Text ทั้งนั้น อะไร ๆ ก็พิมพ์เองหมด ประเด็นต่อมา คือ ประเด็นด้าน HCI ที่ปรกติ Catalog จะเริ่มต้นหน้าเว็บด้วย การมีช่องให้พิมพ์ Facet จะเอาไปซ่อนไว้หลัง ๆ อย่างในกรณีของ NCSU เค้าเอา Text search เป็นหน้า default และเอาหน้า Browse ไปไว้ข้างหลัง ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้ว งานวิจัยหลายชิ้นก็ชี้ให้เห็นว่า ผู้ใช้ชอบการ Browse หนังสือบนชั้นมากที่สุด การ Browse ตามหมวดหมู่ LC บนเว็บ โดยเทคนิค จึงไม่ต่างอะไรกับการ Browse จากชั้น เพียงแต่การมันไม่ได้เห็นตัวเล่ม ไม่มีโอกาสได้ Preview

อย่างไรก็ตาม ปัญหาของ Facet ก็คือ ความคลุมเครือ เนื่องจากหัวเรื่องเดียวกัน อาจมีได้มากกว่า 1 ความหมายและหลายบริบท โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ใช้ไม่สามารถเข้าถึงหลักในการกำหนดหัวเรื่องได้ เหมือนกับบรรณารักษ์ ดังนั้น ความสับสนในการทำความเข้าใจกับหัวเรื่อง จึงเป็นอุปสรรคอันหนึ่ง ที่อาจจะทำให้ Facet ไม่ได้รับความนิยม

จากที่ว่ามานี้ จึงน่าสนใจหากจะลองมาดูที่ Catalog ของ TCDC ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร เพราะ TCDC ค่อนข้างมีความแตกต่างในด้าน Interface Design จากเว็บห้องสมุดอื่น ๆ และผู้ใช้มีส่วนร่วมในการกำหนดหัวเรื่องด้วยตัวเอง (Folksonomy) ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ สามารถกำหนดคำสำคัญได้ด้วยตนเอง แต่กระนั้น ก็อาจจะยังมีปัญหาในด้านความเกี่ยวข้องและ Collocation ในเชิงภาพรวม ถ้าสามารถเอา Transaction Log  ของ TCDC มาศึกษาดู ก็น่าจะดี (แต่ว่า ไม่รู้ว่าจะทำได้หรือเปล่า -_-”)

BookTour จุดนัดของนักเขียนและนักอ่าน

In Social Networking, library2.0, ของเล่น : Playing, ชุมชน : Community, บรรณารักษ์ : Librarian, ห้องสมุด : Libraries on สิงหาคม 7, 2007 at 6:58 pm

วัฒนธรรมการเดินสายของนักเขียน ไปตามร้านหนังสือ ห้องสมุดต่าง ๆ ในตะวันตก เป็นที่นิยมมาก ผมไม่ค่อยแน่ใจนักสำหรับบ้านเรา คือ สำหรับนักเขียนดัง ๆ คงจะใช่ แต่สำหรับนักเขียนที่อยู่หางแถว คงจะมีหรือมีน้อยมาก ทั้งนี้ก็น่าจะขึ้นอยู่กับสำนักพิมพ์ด้วยกระมัง ที่จะเป็นเจ๊ดันได้เท่าไหร่ (ผมเองก็ไม่เคยแต่งหนังสือเองซะด้วยสิ ก็เลยไม่มีประสบการณ์เขียนหนังสือขายกับเค้า ก็ได้แต่เดาเอา ใครมีประสบการณ์ก็สงเคราะห์หน่อย)

Chris Anderson เจ้าของแนวคิด The Long Tail ก็คงจะเห็น potential ของบรรดานักเขียนหางแถว ที่ออกตระเวนไปที่ต่าง ๆ ซึ่งบรรดาแฟน ๆ ของนักเขียนหางแถวเหล่านี้ ก็มักไม่ค่อยได้รับรู้ การเดินสายของนักเขียนเหล่านี้ Christ ก็เลยคิด project BookTour ขึ้นมา เมื่อประมาณปลายปี 2006 แต่เพิ่งจะ Live ไปเมื่อไม่นานมานี้ เพื่อให้บรรดานักเขียนหางแถว ได้มีโอกาสประชาสัมพันธ์ตัวเอง ว่าจะเดินทางไปที่ไหน ในขณะเดียวกัน นักอ่าน ก็สามารถที่จะติดตาม การเดินสายของนักเขียนที่ชื่นชอบได้ ตรงตาม Tagline ที่ว่า “Where authors and audiences meet”

ล่าสุด BookTour ก็พยายามที่จะเชื่อมข้อมูลกับ Amazon เพื่อดึงข้อมูลการสั่งซื้อหนังสือ มาเชื่อมเข้ากับ BookTour ซึ่ง จริง ๆ แนวคิดและ function ของ BookTour น่าจะสามารถเอาไปใช้กับ Social Networking อื่น ๆ ได้เป็นอย่างดีมากกว่า ไม่ว่าจะเป็น SNS อย่าง Facebook หรือ MySpace โดยเฉพาะแนว material based อย่าง LibraryThing หรือ Bookjetty ได้เป็นอย่างดี ที่ไม่เพียงแต่คนที่ชื่นชอบ (existing/loyal customer) เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงคนที่คาดว่าสนใจ (potential readers/consumers) ด้วยเช่นกัน

เพราะตอนนี้ ถ้าไม่มี Amazon ก็ยังไม่มีข้อมูลของหนังสือหรือผู้แต่งที่เราติดตามเลย (อย่างน้อยก็น่าจะมีให้ subscribe อะไรทำนองนี้) ตอนนี้ก็ต้อง search ก่อนแล้วถึงจะต้องไปที่หน้า profile แล้วก็มีให้แต่ email, feed, book calendar (ical) แล้วก็ site widget ตัว event เท่านั้น

จริง ๆ อยู่ที่ BookTour ยังไม่เพิ่มส่วนที่เป็น social network มากนัก ตอนนี้ยังเป็น semi-personalization เสียส่วนมาก เช่น เปิดมาหน้าแรก ก็จะบอกว่าในบริเวณใกล้ ๆ ที่เราอยู่ (เราต้องป้อนรหัสไปรษณีย์เข้าไป) มีผู้แต่งคนไหนจะไปไหนบ้าง ซึ่งผมเห็นว่าส่วนที่เป็น social network จะเข้าไปช่วยได้มากสำหรับนักเขียน ที่จะรู้ว่ามีคนที่ชื่นชอบ หรือติดตามผลงานของตนอยู่แถบใดมากที่สุด เพราะบางครั้งก็มีหลายแห่งที่มีคนอ่านชอบเยอะ (จริง ๆ ถ้า register ในฐานะผู้แต่ง หรือสำนักพิมพ์ อาจจะมองเห็นได้ แต่ผมไม่แน่ใจ ตอนนี้มีแต่ link ให้ส่งข้อความไปถึงผู้แต่ง เพื่อบอกว่า มีคนรออยู่ตรงนี้นะ) ในขณะเดียวกันก็ยังเพิ่ม interaction ระหว่างแฟนนานุแฟน ได้อีกด้วย เรียกว่าเป็น fansite content management system ได้เลยทีเดียว

Clarifications on library 2.0 seminar

In Social Networking, TCDC, Thaibrarian, library2.0, บรรณารักษ์ : Librarian, ห้องสมุด : Libraries, เป็นการเป็นงาน : Seriously on สิงหาคม 7, 2007 at 5:21 pm

PS. เขียนดองไว้นานและ แต่ลืม post -_-” ซะงั้น

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณนิตยสาร Positioning Magazine (Issue 038 July 2007: Blog Culture) ที่ช่วยเผยแพร่กิจกรรมในงาน Library 2.0 ที่ TCDC ในคอลัมน์ @cyber

แต่เนื่องจากมีข้อความบางอย่าง ที่อาจจะยังไม่ตรงกับสิ่งที่ผมต้องการจะนำเสนอ (นอกเหนือจากเขียนชื่อผมผิด T_T ชื่อผมไม่มีสระอุ!!!) ยังไงเสียก็ขอขยายความกันตรงนี้ละกันครับ

ประการแรก ผมไม่ใช่ที่ริเริ่มโครงการนี้เสียทีเดียว จริง ๆ ต้องเรียนตามตรงว่าทางทีม TCDC เป็นคนที่ริเริ่มแนวความคิดนี้ หลังจากกลับจากการประชุมทางวิชาการที่สหรัฐอเมริกา ทางทีม TCDC ก็พยายามผลักดันให้โครงการนี้เป็นไปได้ เนื่องด้วยมีเหตุปัจจัยหลายอย่าง ผมเคยคิดจะให้จัดงานสัมมนา ตั้งแต่ทางทีมกลับมาใหม่ ๆ แต่ก็เห็นว่า ทาง TCDC น่าจะพัฒนาให้เป็นเรื่องเป็นราวก่อน แล้วค่อยจัด เพราะไม่เช่นนั้นก็จะมีพูดกันแต่ลอย ๆ

จนมาเมื่อช่วยที่ผ่านมา TCDC ก็พัฒนามาได้จนมีความพร้อมระดับหนึ่ง และผมก็มีโอกาสกลับมาเมืองไทยพอดี ก็เลยน่าจะช่วงเวลาที่เหมาะ ที่เราน่าจะสามารถนำเสนอ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์การพัฒนา ให้กับนักวิชาชีพสารสนเทศในบ้านเราได้อย่างเต็มปาก

เพราะฉะนั้น ถ้าจะให้ credit ก็คงจะเป็นทางทีม TCDC เสียมากกว่า (เพราะถ้า TCDC พัฒนาแล้วไม่ work เราก็คงไม่กล้าที่จะจัดงานสัมมนาแน่นอน)

ประการที่สอง อาจจะเป็นด้วย style การเขียนก็ได้ ทำให้ผมรู้สึกว่าส่วนที่พูดเกี่ยวกับ ตัวแนวคิด มันบิด ๆ เบี้ยว ๆ ไปหน่อย อย่างไรก็ตามก็ยังอยู่ในระดับที่พอรับได้ เพราะไม่ได้หลุดนอกโลก แต่จริง ๆ แนวคิดมันมีกว้างกว่าที่ปรากฏอยู่ในบทความนั้น เพราะฉะนั้นแนะนำให้ลองกลับไปอ่านที่ post ควันหลงห้องสมุด 2.0 อีกทีนะครับ หรือจะไป download มาอีกทีก็ได้

ส่วนเรื่องสุดท้าย อยู่ตรงย่อหน้าสุดท้าย ที่แนะนำให้ไปศึกษาแนวคิดนี้ต่อ จริง ๆ ถ้าจะศึกษาเรื่องนี้ต่อ keyword อื่น ๆ (หรือแนวคิดข้างเคียง) ของ library 2.0 น่าจะเป็น web 2.0 ในห้องสมุด หรือเทคโนโลยีในงานห้องสมุด หรือ mashup library อะไรประมาณนี้ ส่วนที่เป็น The Wisdom of Crowd, Collective Intelligence, Citizen Journalism, Open Content พวกนี้ ผมเอามาเปรียบเทียบกับแนวคิด User Created Content ต่างหาก ส่วน Social Networking นี้ก็เป็นอีกอันหนึ่งเลย (ลองเช็คกับ post ควันหลงฯ ดูอีกทีนะครับ)

แถมท้ายที่เป็น Web Links อันที่เป็นของ Ohio University (www.library.ohio.edu…) อันนั้นเป็น subject guide (แนะนำแหล่งสารสนเทศในแต่ละสาขาวิชา) โดยใช้ wiki ดังนั้น ผู้ใช้ก็สามารถเข้าไปแก้ไข เปลี่ยนแปลงเนื้อหาได้ ส่วน PictureAustralia นั้นเป็น Collection ภาพเกี่ยวกับออสเตรเลีย ที่ผู้ใช้ flickr มีส่วนในการแบ่งปัน collection ให้กับห้องสมุดได้ แต่ก็เข้าใจอ่ะครับ ว่าด้วยเนื้อที่ คงไม่สามารถเขียนรายละเอียดอะไรได้หมด

ก็เลยอยากจะขอชี้แจงเพิ่มเติมเท่านี้ เกรงว่าจะงงไปกันใหญ่ หากไม่ได้มาบอกกล่าวกันไว้ ยังไงก็ขอบคุณทาง Positioning อีกครั้งนะครับ

แบบสอบถามบรรณารักษ์เขียนบล๊อก

In Thaibrarian, blogophere, library2.0, งานวิจัย : Research, บรรณารักษ์ : Librarian, ห้องสมุด : Libraries on สิงหาคม 7, 2007 at 4:47 pm

ป่าวครับ ผมไม่ได้ทำเอง อันก่อนยังเขียน paper ไม่เสร็จเลย

เพียงแต่ เมื่อสองสามวันก่อน ผมเขียนเกริ่นเล็ก ๆ เกี่ยวกับ ผลการสำรวจ bibliobloggers (แปลง่าย ๆ ก็คือ บล๊อกเกอร์ ที่ทำงานในห้องสมุด ถ้าเป็นอาสาสมัครก็น่าจะรวมด้วย) ที่ Meredith เค้าทำไปเมื่อปี 2005

ตอนนี้เค้าทำแบบสำรวจอันใหม่ขึ้นมาแล้วครับ ซึ่งมีคำถามคล้าย ๆ อันเก่า (มีเปลี่ยนแปลงบ้างเล็กน้อย) ผมก็เข้าไปตอบให้เค้าด้วยแล้ว ก็เลยอยากชวนคนที่ทำงานในห้องสมุด ศูนย์สารสนเทศ และเขียนบล๊อกที่เข้าข่าย (ไม่จำเป็นต้องเขียนเป็นเรื่องเป็นราวนะครับ เขียนเรื่องส่วนตัว diary ก็เข้าข่ายทั้งนั้น) ไปตอบ แบบสอบถาม

ถ้ามีคนตอบแบบสอบถามบ้านเรามีมากพอ ผมอาจจะติตต่อขอข้อมูล เค้ามาวิเคราะห์เฉพาะของคนไทย แต่คิดว่าน่าจะติดเรื่องภาษา ที่จะทำให้คนไทยตอบน้อย (หรือเปล่า)

แบบสอบถามไม่ยาวเท่าอันที่ผมทำหรอกครับ เพียงแต่สำหรับคนที่ไม่ถนัดภาษาอังกฤษ อาจจะลำบากหน่อย เข้าใจว่าจะปิดแบบสอบถามประมาณ ปลายเดือนสิงหาครับ

ถ้ายังไงก็ช่วย ๆ กันประกาศหน่อยนะครับ

เก็บตก LJ Summer’07

In Social Networking, Thaibrarian, library2.0, บรรณารักษ์ : Librarian, บ่นไปเรื่อย : Saying, ห้องสมุด : Libraries on สิงหาคม 5, 2007 at 4:36 pm

กลับไปเมืองไทย คล้าย ๆ ว่าจะหลุดจากวงโคจรข่าวสาร มาถึงที่นี่เจอไปรษณีย์หนึ่งลังใหญ่ (ส่วนใหญ่ ไม่ขายของก็ทวงหนี้) ในนั้นก็มี Library Journal (ที่บอกรับฟรี เนื่องจากเค้ามีโปรโมชั่นสำหรับนักเรียน) อยู่ 4 ฉบับ แต่ละฉบับ เห็นแล้วก็อดที่จะมาบอกกล่าวกันไม่ได้ เผื่อใครที่ตกไปเหมือนกัน จะได้ตามอ่าน

แน่นอน เรื่องแรก ก็ต้องเป็นเรื่อง 2.0 (ใครจะเรียก library 2.0, web 2.0 หรือซอฟท์แวร์ทางสังคมในห้องสมุด ก็ไม่ว่ากันครับ ตามแต่ศรัทธา) อันแรก แนะนำให้อ่าน netConnect ซึ่งเป็น supplement ของฉบับ July 2007 (Vol. 132 No. 12) ถึงแม้น่าปกจะเขียนว่า Social Catalog ซึ่งดูเหมือนว่าจะพูดถึงเรื่อง Folksonomy แต่จริง ๆ แล้วเนื้อหาภายใน นั้นหลากหลาย ไม่เพียงเฉพาะแต่เรื่อง Social Tagging เท่านั้น แต่ยังมีอีกหลาย Application ที่สามารถนำมาใช้ในงานห้องสมุดได้ ซึ่งค่อนข้างเหมาะสำหรับคนที่ต้องการนำไปใช้จริง มี case study ให้อ่าน เช่นที่ Danbury Public Library ในรัฐ Connecticut ก็เป็นห้องสมุดแรกที่ร่วมมือกับ LibraryThing ในการที่ merge ข้อมูลของ LibraryThing มารวมกับ Catalog ของห้องสมุด (ตัวอย่าง) เป็นต้น นอกจากนี้ภายใน supplement ฉบับนี้ยังมี product review ให้อ่านกัน พร้อมทั้งแนะนำแหล่งข้อมูลสำหรับการค้นคว้าต่อ เรื่อง library 2.0 ซึ่งเหมาะสำหรับคนที่ทำรายงานหรือศึกษาเรื่อง Library 2.0

ในขณะที่ ฉบับที่ 132 เล่มที่ 10 ปักษ์แรกของเดือนมิถุนายน ในคอลัมน์ Backtalk ในชื่อเรื่อง That Bloggin’ Pneumonia! โดย Antoinette Powell เกี่ยวกับประสบการณ์ของบรรณารักษ์ห้องสมุดดนตรี ถึงอิทธิพลของ Web 2.0 ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Blog เรื่อง Wiki และบริการอื่น ๆ เช่น การเอาปกซีดีไปไว้ใน account บน flickr แล้วทำ link มายัง collection ของห้องสมุด เป็นต้น อันนี้เอาไว้อ่านกันเล่น ๆ

ส่วนอีกฉบับหนึ่ง เป็นปักษ์หลังของเดือนเดียวกัน เน้นเรื่อง Podcast ล้วน ๆ เขียนโดย Jason Griffey ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นศิษย์เก่าของที่ UNC-Chapel Hill เขียนถึงการใช้ podcast ในการสอนการใช้ห้องสมุด อ่านแล้วก็ได้ idea ว่า ยิ่งถ้าห้องสมุดไหน มี ipod ให้บริการ การที่จะบันทึก library instruction และ library tour ไว้ใช้ในห้องสมุด ก็น่าจะสะดวกมากยิ่งขึ้น

ส่วนเรื่องต่อมา ก็เป็นเรื่องเทคโนโลยีเหมือนกัน แต่เป็นเรื่อง Electronic Resource Management System (ERMS) ซึ่งจะเหมาะกับคนที่ดูแลเรื่อง ฐานข้อมูลในห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษา เพราะนอกเหนือจะพูดถึงสภาพตลาด และการพัฒนาในปัจจุบัน ยังพูดถึงเรื่องแนวโน้มในอนาคต ซึ่งผมเห็นว่าห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษาของไทย ยังไม่มีวิธีการจัดการ Collections เหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้ง ๆ ที่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่เลย แต่ก็ไม่เห็นมันขยับเขยื้อนซักทีในบ้านเรา

อีกอันเป็น Supplement แต่จำไม่ได้ว่ามากับฉบับไหน (แน่นอนว่าเป็นฉบับที่กล่าวมาแล้วข้างต้น) เขียนเรื่อง High Definition format ในห้องสมุด ซึ่งปัจจุบันมีเพียง 1% ของห้องสมุดที่ทำการสำรวจในอเมริกา มีแผนจะซื้อสื่อประเภทนี้ (ไม่ว่าจะเป็น HD DVD หรือ Blu-ray) ในปี 2008 ในขณะที่ 3% บอกว่าในห้องสมุดมี HD Formats แล้ว นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอตัวเลขของการจัดหา DVD ในห้องสมุด รวมไปถึงแนวโน้มที่ห้องสมุดจะเป็นประตูสู่การดาวน์โหลดหนังอีกด้วย ถึงแม้ว่าจะดูค่อนข้างเป็นโฆษณาหน่อย ๆ แต่ผมว่า ก็น่าจะได้ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ High Definition อยู่ไม่น้อย

พอพูดถึงเรื่อง HD format ก็อดที่จะ Update ไม่ได้เหมือนกันว่า ตอนนี้ในอเมริกา มีความพยายามที่จะผลักดัน ร่างกฏหมาย Fair Use Act เพื่อให้ห้องสมุดสามารถปลอดจากเจ้าเทคโนโลยี DRM ได้ ทั้งนี้ก็เพื่อวัตถุประสงค์ในการเก็บรักษาและการให้บริการ ก็คงต้องติดตามกันต่อไป ว่าจะผ่านไม่ผ่านอย่างไร (ข่าวผ่าน Library Journal อีกเหมือนกัน แต่เก่าแล้ว)

อีกเรื่องหนึ่ง ไม่ใช่เทคโนโลยีเสียทีเดียว แต่ผมว่าให้ idea ดี ย้อนกลับไปฉบับที่ 132 เล่ม 2 (กรกฎาคม 2007) มีบทความหนึ่งที่น่าสนใจมาก คือ เรื่อง An RA Big Think เป็นเรื่องของ ทีมบรรณารักษ์แผนกส่งเสริมการอ่าน (Readers’ Advisory) มาจับเข่าคุยกัน พยายามหาคำนิยามใหม่ของคำว่า Appeal ซึ่งน่าสนใจมาก ถึงแม้จะเป็นบทความในเชิงแนวคิดในเชิงประสบการณ์และการให้บริการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้คำ การจัดหมวดหมู่ เป็นต้น แต่ผมเห็นว่า idea ที่อยู่ในบทความ มีความน่าสนใจต่อการนำไปปรับใช้ และพัฒนาระบบห้องสมุดได้ไม่มากก็น้อยทีเดียว

ปิดท้ายด้วย Supplement ของฉบับเดือนพฤษภาคม 2007 ที่ชื่อ Library By Design ซึ่งเข้าใจว่าเป็นงานเขียนที่ได้แรงผลักดันจาก การจัดตั้ง Design Institute ซึ่งเป็นการสัมมนาเกี่ยวกับการออกแบบห้องสมุด เมื่อปลายปีที่แล้ว ใน Supplement ฉบับนี้นอกเหนือจากจะมีบทความ เกี่ยวกับการออกแบบและการก่อสร้างห้องสมุดแล้ว ยังมีกรณีศึกษาของห้องสมุด 6 แห่งในอเมริกาให้อ่านกันด้วย ในขณะเดียวกันก็มี Catalog สินค้าครุภัณฑ์ห้องสมุด มาให้ดูเป็น idea เผื่อใครอยากนำไปปรับใช้กับห้องสมุดของตัวเอง อันนี้อ่านแล้วก็สนุกดี แล้วทำให้คิดต่อว่า ถ้าจะออกแบบห้องสมุดของตัวเอง จะออกแบบยังไงดีหว่า

อย่างไรก็ตาม ออกตัวไว้ก่อนนะครับ ว่าผมไม่ได้ค่า Commission ของ Library Journal หรือมีความสัมพันธ์กับวารสารแต่อย่างใด ถึงแม้ว่าจะสามารถบอกรับได้ฟรี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ผมได้ประโยชน์อะไร นอกเหนือไปกว่านั้น แต่ก่อนผมก็ไม่ค่อยได้อ่านเท่าไหร่ เพราะแต่ก่อน เนื้อหามันมีแต่ข่าวสารที่ค่อนข้างไกลตัว ซึ่งมีเพียงน้อยนิด แล้วที่เหลือก็เป็น review หนังสือซะหมด (เข้าใจว่าเป็นเนื้อที่โฆษณา) ที่ผมก็ไม่ค่อยมีเวลาได้ตาม

แต่พักหลัง ๆ เริ่มรู้สึกได้ว่า LJ มีบทความดี ๆ เยอะมาก แล้วก็น่าสนใจ โดยเฉพาะสำหรับคนทำงาน จะนำไปปฏิบัติหรือคิดต่อ ติดที่ว่ามันมีแต่ภาษาอังกฤษ นี่ก็กำลังคิดว่า ถ้าจะมี Library Journal ภาคภาษาไทย เหมือน International Magazine อื่น ๆ อย่าง Elle Teens อะไรพวกนี้ ต้องทำยังไงมั่งหว่า กลัวแต่ว่าจะไม่มี Sponsor เลยอ่ะดิ

บรรณารักษ์เขียนบล๊อก เป็นคนแบบไหน…

In blogophere, library2.0, บรรณารักษ์ : Librarian on สิงหาคม 4, 2007 at 6:46 am

Meredith Farkas ผู้แต่งหนังสือ Social Software in Libraries และ Information Wants to be Free เคยทำแบบสอบถาม ถามบรรณารักษ์ที่เขียนบล๊อก (biblioblogophere) เมื่อปี 2005 และชี้ให้เห็นว่า บรรณารักษ์ที่เขียนบล๊อกส่วนใหญ่ เป็นคนพร้อมจะเปลี่ยนแปลง (Open to change)
แล้วคุณหล่ะ พร้อมหรือยัง???

Seminars at KKU and RSU

In Social Networking, iTeaudemia, library2.0, ชุมชน : Community, บรรณารักษ์ : Librarian, ห้องสมุด : Libraries on กรกฎาคม 10, 2007 at 1:45 pm

เอ่อ เดี๋ยวจะหาว่าไม่มา update กัน สำหรับคนที่สนใจเรื่อง ห้องสมุด 2.0 แถว ๆ ขอนแก่น เจอกันวันจันทร์ที่ 16 นี้นะครับ งานเริ่มเวลา 9:30 น. – 16:30 น. ณ ห้องประชุม 6 อาคาร 2 ชั้น1 สำนักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ลักษณะการบรรยายก็จะคล้าย ๆ กับงานที่ TCDC กับของ Thailis ที่ ม.เกษตรนะครับ

ส่วนวันเสาร์ที่ 14 กะว่าจะดอดไปร่วมงานสัมมนา Social Media Networking and Web 2.0 ของ ม.รังสิต กับ ไทยเวนเจอร์ ดอทคอม เสียหน่อยครับ ไปเปิดหูเปิดตาหน่อยครับ (ส่วน YouFest ภาค Dinner 2.0 นั้น ขอดูอีกทีก่อนนะครับ) ถ้าใครไป ก็อาจจะได้เจอกันครับ

ฤา Facebook จะครองโลก Social Network

In library2.0, ของเล่น : Playing, ชุมชน : Community on กรกฎาคม 4, 2007 at 12:56 pm

แน่นอนว่า คำตอบ คือ ไม่ใช่ แต่ความที่ Facebook เปิด API ให้นักพัฒนา application ต่าง ๆ เข้ามาใช้บน platform ของ Facebook ได้อย่างไร้ขีดจำกัด อย่างล่าสุดที่ทำให้ผมตกใจไม่น้อย ก็คือ Catbook ซึ่งมันก็คือ การสร้าง profile ของแมวที่เราเลี้ยง แล้วก็มาสร้างชุมชนคนเลี้ยงแมวนั่นเอง ตอนนี้สมาชิกปาเข้าไปสี่หมื่นกว่าแล้ว ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นแนวคิดการให้บริการแบบ Catster หรือ Dogster หรือ Social Network ของคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่อื่น ๆ อีกมากมาย (หรือในระดับที่ผมเข้าใจว่าเป็น Social Network ในขั้นทุติยภูมิ ยกตัวอย่างเช่น แทนที่ จะเป็นฉันเป็นเพื่อนกับเธอ ก็เป็นแมว “ของฉัน” เป็นเพื่อนกับแมว “ของเธอ” เป็นต้น) ทั้งที่บริการแบบนี้ก็มีอยู่แล้วอยู่เกลื่อนกลาดไปหมด

แต่ข้อได้เปรียบของ Facebook คือ การจัดเก็บและนำเสนอข้อมูลพื้นฐานที่เรียบง่าย นั่นเอง ทำให้คนไม่ต้องเสียเวลาไปสร้างข้อมูลพื้นฐานใหม่อีก ก็เพิ่มเติมในสิ่งที่มีอยู่ในระบบอยู่แล้ว (คิดง่าย ๆ เปรียบเทียบระหว่าง centralization vs. decentralization) นั่นหมายความว่า ตลาดของ Facebook จะเติบโตขึ้นไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะหมดยุด social network เพราะฉะนั้น คนที่คิด application แบบใหม่ขึ้นมา ก็ต้องดูว่าตลาดของ Facebook มันใหญ่มาก หากต้องการสร้างฐานลูกค้าเป็นจำนวนมาก ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องหันมาใช้ Facebook แทนที่จะต้องไปเริ่มตั้งแต่ต้น ในขณะเดียวกัน เท่าที่เราเห็น application ส่วนใหญ่ ถูกพัฒนาขึ้นด้วยฝีมือนักศึกษา หาใช่จากตัวบริษัทเองไม่ นั่นก็แสดงให้เห็นพลังที่เราไม่อาจมองข้ามได้ และแน่นอน การพัฒนา application บน Facebook สร้าง visibility ให้ตัวเองได้ดีกว่า การออกไปลงทุนพัฒนาเองข้างนอก

อย่างไรก็ตาม นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า จะเป็นข้อดีสำหรับ Facebook เสียทั้งหมด ผมไม่แน่ใจว่า Facebook เองจะอึดอัดมากน้อยแค่ไหน กับการเตรียมความพร้อมในการพัฒนาตัวเองในอนาคต แต่ผมเชื่อว่า ระดับนี้แล้วคงจะเตรียมความยืดหยุ่นมาเป็นอย่างดี อีกอย่าง การเพิ่ม application เข้ามาเป็นจำนวนมาก หลายคนที่ชอบความเรียบง่ายในแบบเดิม ก็อาจจะรู้สึกเริ่มรำคาญ กับอะไรที่เริ่มจะวุ่นวาย และรุงรังมากขึ้น (ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ของตัวเอง) ซึ่งอาจทำให้ Facebook อาจต้องเสียลูกค้าไปอีกกลุ่มหนึ่ง แต่ผมก็คิดว่า ไม่น่าจะมากมายนัก ส่วนอีกประเด็นหนึ่ง น่าจะเป็นเรื่อง junk app ที่เริ่มมีเข้ามาเรื่อย ๆ คำว่า junk app ไม่ได้หมายถึง app ที่ไม่ work อย่างเดียวนะครับ แต่หมายถึง app ที่มันทำงานซ้ำซ้อนกัน app ที่ไม่มีคนมาดูแล (แบบไข่แล้วทิ้ง อย่าลืมว่า app ส่วนใหญ่มาจากพวกเด็กนักศึกษา) Facebook จะจัดการกับ app เหล่านี้อย่างไร ซึ่งประเด็นนี้ ก็โยงไปถึงประเด็นสุดท้าย คือ มันรู้สึก application overload ยังไงพิกล จะให้ไป search หรือ browse หาเอง ก็คงไม่ง่าย ไหนจะต้องลองเองอีก เพราะฉะนั้นการใช้ก็จะเป็นในลักษณะ diffusion เป็นสำคัญเสียมากกว่า

[เพิ่มเติม Facebook is Powerful โดยคุณ mk]

LibGuides & LibMarks

In Social Networking, Thaibrarian, library2.0, ห้องสมุด : Libraries on มิถุนายน 19, 2007 at 10:38 pm

มี commercial application ของห้องสมุด 2.0 มาแนะนำ ของบริษัท Springshare เผื่อเป็นทางเลือกหนึ่ง

เค้ามีอยู่ 2 product ตัวแรก คือ LibGuides ไว้สำหรับจัดการกับ Subject Guides (หรือ Pathfinders) โดยรวมแนวคิดของ Wiki เข้ากับ Bookmarks และ blog เข้าไว้ด้วยกัน ผมเองก็ยังไม่เข้าใจในหลักการทั้งหมด แต่เข้าใจว่า บรรณารักษ์ (ไม่แน่ใจว่า รวมสมาชิกห้องสมุดด้วยหรือเปล่า เพราะเค้าเขียนไว้บนเว็บแบบนี้ แต่เข้าใจว่าน่าจะสามารถไปปรับใช้ได้) สามารถสร้าง subject guides แล้วก็ share กันในรูปแบบต่าง ๆ ได้

นอกจากนี้ยังสามารถเชื่อมต่อเข้ากับ Facebook เว็บ social networking ยอดนิยม และสามารถทำเป็น widget ได้ด้วย (ซึ่งถือเป็น feature ตัวใหม่ที่เค้ากำลัง promote อยู่ในขณะนี้ ดูเพิ่มเติม Friends:Social Networking Sites for Engaged Library Services) หน้าตามันก็จะคล้าย ๆ กับ Web 2.0 ทั่วไป (ซึ่งถ้าจะทำจริง ๆ ผมไม่แน่ใจว่า เค้าจะเปลี่ยน interface ให้เราได้มากน้อยแค่ไหน)

อย่างไรก็ตาม application ตัวนี้ ยังเหมือนจะยังกั๊ก ๆ อยู่ในเชิงแนวคิดการให้บริการ ซึ่ง ๆ จริง ๆ น่าจะยังมี feature ที่สามารถพัฒนาเพิ่มเติมได้อีกเยอะ

ส่วนตัวที่สอง คือ LibMarks ซึ่งเน้นในเรื่องของ social bookmarking อย่างเดียว หลัก ๆ ก็คือ ทำห้องสมุดให้เป็น local del.icio.us นั่นเอง นั่นก็หมายความว่า สิ่งที่ bookmark น่าจะเน้นในตัว collection ของห้องสมุดมากกว่า (ถ้าโดยแนวคิด ก็น่าจะคล้ายคลึงกับระบบ reference management อย่าง Endnote หรือ RefWorks)

อย่างไรก็ตาม ผมยังไม่เห็น feature ของ bookmarking ที่เฉพาะเจาะจงถึงการใช้งานในห้องสมุดเท่านั้น (ที่นอกเหนือไปจากการ Integrate สู่ library catalog) ดูเหมือนจะเป็นเพียงรูปแบบการนำเสนอ ที่จะขายในกลุ่มห้องสมุด และสถาบันการศึกษามากกว่า

ดังนั้น สิ่งหนึ่งที่อาจจะต้องนำมาเปรียบเทียบในการ Implement คือ ระหว่างนำ del.icio.us มาใช้โดยตรง แล้วสร้าง community จากตรงนั้น (แน่นอนไม่มีค่าใช้จ่าย แต่มีความยากกว่า ในการสร้างและส่งเสริมชุมชน) แล้วก็ใช้ LibGuides ให้เป็นประโยชน์ (แทนที่จะเสียเงินให้กับสอง product) ในขณะที่ LibMarks สามารถทำให้เห็นขอบเขตของชุมชนอย่างชัดเจน ว่าในชุมชน สนใจอะไร แต่ก็มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ผมก็ไม่แน่ใจว่า ค่าลงทุนเท่าไหร่ แล้วมีค่า maintenance เท่าไหร่

ทั้งสองตัวมี demo ให้ลองกันนะครับ: LibGuides และ LibMarks