อยากรู้ว่าคนทั่วโลก เค้าเล่นอะไรกัน
[ที่มา: Le Monde.fr ผ่าน Digital Inspiration]
social network site, Social Networking
flickr, folksonomy, incentive, library of congress, tag
ล่าสุด Flickr ร่วมมือกับห้องสมุดรัฐสภาอเมริกัน (Thanks Terrell for bringing this to my attention!) นำรูปใน collection ต่าง ๆ มาเก็บไว้บน Flickr เพื่อให้คนใช้ช่วยกัน tag รูป ผ่านโครงการที่ชื่อว่า The Commons (อ่านเพิ่มเติม: ประกาศของ LC กับ Flickr)
บนประกาศของ LC ก็เขียนไว้อย่างชัดเจนว่า โครงการนี้มีจุดมุ่งหมายหลัก ได้แก่
“how to ensure better and better access to our collections, and how to ensure that we have the best possible information about those collections for the benefit of researchers and posterity.”
“ทำให้การเข้าถึงทรัพยากรเหล่านี้ดียิ่งขึ้น และทำให้มีข้อมูลที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เกี่ยวกับทรัพยากรเหล่านี้ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อนักวิจัย และความเจริญก้าวหน้าต่อไป” (แปลโดยผู้เขียน)
LC มีทรัพยากรสารสนเทศประเภทรูปภาพ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของสิ่งพิมพ์ หรือสื่ออื่น ๆ กว่า 14 ล้านชิ้น คนที่ทำงานด้าน catalog คงทราบดีว่า การลงรายการบรรณานุกรม ของทรัพยากรประเภทนี้มีความท้าทายมากน้อยเพียงใด แค่เพียงการพิจารณาหาหัวเรื่อง รายชิ้น ก็เป็นอันถอดปลั๊กได้เลย (ยังไม่ต้องลงรายละเอียดที่ว่า การตีความของรูปนั้นแตกต่างกัน)
นอกจากนี้ภาพส่วนใหญ่ ไม่มี contextual metadata หลงเหลืออยู่เลย ทั้งนี้ จะพบว่า การจัดเก็บและบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับภาพถ่ายต่าง ๆ จะไม่ norm ของสังคมเท่าไหร่นัก เช่นเอาง่าย ๆ ว่า ภาพนี้ใครเป็นคนถ่าย ถ่ายที่ไหน หรือใครอยู่ในภาพบ้าง ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งถ้าเป็นรูปภาพสมัยก่อน การจะดึงข้อมูลเหล่านี้มา จากรูปเพียงหนึ่งใบ อาจจะต้องอาศัยทั้งนักมนุษยวิทยา สังคมวิทยา นักประวัติศาสตร์มาช่วยกันวิเคราะห์เลยทีเดียว ซึ่งแน่นอน มันก็ไม่คุ้มกับการลงทุน เพราะฉะนั้น collection รูปภาพที่มีส่วนใหญ่ในห้องสมุด ก็มีแต่เพียงรูป แต่ไม่มี metadata เพื่อให้เข้าถึงได้
ถึงแม้ว่า ใครก็จะบอกว่า ประวัติศาสตร์ของอเมริกายังใหม่ (ดังนั้น จึงน่าจะมีการจัดเก็บข้อมูล สารสนเทศในเชิงประวัติศาสตร์ได้ดี) แต่จากประสบการณ์ส่วนตัว ก็ไม่ใช่เสมอไป สมัยหนึ่ง เคยต้องไปทำ digital collection หนึ่งของ Carnegie Library of Pittsburgh ซึ่งเป็น collection ของรูปภาพล้วน ๆ สิ่งที่ท้าทายมากที่สุดของ project นั้นไม่ได้อยู่ที่ความน่าเบื่อหน่าย (tedious) ในการ scan รูปภาพเหล่านั้น หากแต่อยู่ที่ metadata ที่ควรจะช่วยเป็นบริบทของรูปภาพจำนวนมากนั้น ๆ ไม่มี ที่พอจะหาได้บ้าง ก็จะเป็นตามหลังรูป ซึ่งมีรูปแบบที่แตกต่างหลากหลายกันไป (จริง ๆ นับว่าเป็นประเด็นที่น่าสนใจไม่น้อย หากมีคนสนใจจะทำวิทยานิพนธ์เรื่อง เกี่ยวกับ annotation หลังรูปภาพ เพราะน่าจะมีประโยชน์) และก็เป็นจำนวนน้อย รูปที่เหลือก็จะกลายเป็นเพียง bits ที่ถูกเก็บไว้ในฮาร์ดดิสเท่านั้น เพราะฉะนั้นโอกาสที่ collection พวกนี้จะถูกเอาออกมาใช้ แทบจะไม่มีเลย
สารสนเทศถ้าไม่ได้ใช้ ก็แทบจะไม่มีคุณค่า นึกถึงรูปที่มีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์จำนวนมาก ที่ไปหลบอยู่ซอกหลืบไหนก็ไม่รู้ และเราก็ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน ถึงแม้จะรู้ว่าอยู่ในห้องสมุดนี่แหละ แต่จะให้เอาเวลาทั้งวันไปรื้อ ก็คงจะไม่ไหว (ถ้าไม่สำคัญจริง ๆ) การจัดเก็บที่ไม่ได้ช่วยให้เข้าถึงได้ง่าย ก็ดีกว่าการที่รูปปลิวตกไปอยู่ในถังขยะอยู่หน่อยเดียว
ดังนั้นความร่วมมือระหว่าง Flickr กับ LC ถือว่า เป็นโครงการที่น่าจับตามองทั้งในเชิงการจัดการทรัพยากร (ที่ได้กล่าวไปแล้วข้างบน) และในเชิงการให้บริการ และการมีส่วนร่วมของชุมชน
อย่างไรก็ตามความท้าทายของโครงการนี้ หลัก ๆ ผมมองไว้อยู่สองประเด็น ประเด็นแรก ก็คือ ความร่วมมือของชุมชน ที่ปราศจากแรงกระตุ้น (incentive) เป็นตัวเป็นตน ข้อสังเกตที่สำคัญ ก็คือ ความจริงที่ว่าคนส่วนใหญ่มักจะ tag รูปของตัวเอง มากกว่ารูปของคนอื่น (แน่นอน เพราะความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันมันมีมากกว่า) เพราะฉะนั้นการที่จะทำให้คน สนใจที่จะ tag รูปภาพเหล่านี้ (โดยไม่นับเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ) นั่นก็คือ ความสัมพันธ์กับคนอื่น ๆ (ในลักษณะชุมชน) และอาจแฝงไปด้วยชื่อเสียง
ซึ่ง incentive ที่ว่านี้ มันต้องอาศัย identity ติดมาด้วย ซึ่งกรณีนี้ Terrell เปรียบเทียบให้เห็นได้อย่างชัดเจน ว่า สิ่งที่ tag ใน del.icio.us กับ flickr ต่างกันก็คือ การที่เชื่อมโยง tag กับคนที่ tag เข้าด้วยกัน ทำให้เราทราบว่า ใครมองอะไร อย่างไร (แนะนำให้อ่านเพิ่มเติมบนบล๊อกของ Terrell ซึ่งค่อนข้างเขียนไว้ได้อย่างชัดเจน)
นอกจากนี้ แรงกระตุ้นอีกอย่างหนึ่ง และค่อนข้างเป็นทางตรง ก็คือ การมีสิทธิในการนำรูปภาพเหล่านี้ไปใช้ต่อ อย่างไรก็ตาม ประเด็นของการนำไปใช้งาน ค่อนข้างจะไม่ชัดเจนในเรื่องของ ลิขสิทธิ์ กล่าวคือ รูปที่อยู่ในโครงการนี้ ระบุไว้ว่า อยู่ภายใต้ “No known restrictions” ซึ่งในที่นี้ LC ขยายความไว้ว่า เป็นงานที่ได้รับความคุ้มครองแต่หมดอายุ และไม่ได้มีการต่ออายุ หรือเป็นงานในช่วงปลาย คริสตศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 ที่ไม่มีหลักฐานการถือครองลิขสิทธิ์ อย่างไรก็ตามก็มิได้หมายความว่า ตกไปเป็นของสาธารณะ (public domain) ในขณะที่ Flickr เอง ก็ตอบไว้อย่างคลุมเครือมาก ซึ่งเท่าที่ฟังจะโทนน้ำเสียง ก็ประมาณว่า “น่าจะได้” แต่ก็ไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่า ทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้บ้าง
New York Times ภาคนิตยสาร ฉบับล่าสุด (ธันวาคม 2007) รวบรวม 70 งานวิจัย การประดิษฐ์ การค้นพบ และความคิดที่น่าสนใจช่วงปี 2007 อ่านแล้ว มีประเด็นที่น่าสนใจเยอะแยะมากมาย ซึ่งก็ถือว่า เป็นปีที่มีสีสัน ไม่น้อยทีเดียว เช่น
จริง ๆ มีอีกหลายเรื่องที่ผมชอบ เช่น การตรวจฉี่ของคนในชุมชน แทนที่จะไปตรวจเป็นคน ๆ ก็ไปตรวจจากบ่อเขรอะ ตรวจทีเดียว ก็รู้ว่า คนในชุมชนใช้ยาเสพติดอะไรกันมั่ง ซึ่งข้อมูลที่ได้ น่าจะสามารถนำไปใช้ในการบริหาร ระบบสาธารณสุขของชุมชน ได้ดีกว่า, บริการตรวจโรคอัลไซเมอร์จาก 50 คำถามทางโทรศัพท์, บางกรณี คนที่มีหวังก็แย่กว่าคนที่ไม่มีความหวัง, การจอดรอเพื่อเลี้ยวซ้าย (ถ้าเป็นเมืองไทย ก็เลี้ยวขวา) สิ้นเปลืองพลังงาน ดังนั้นเพื่อเป็นการประหยัด โดยเฉพาะกับบริษัทขนส่งอย่าง UPS จึงมีนโยบาย งดการเลี้ยวซ้าย, คนอเมริกัน เพิ่งพบว่า หน้าตามีผลต่อการเลือกตั้ง ในขณะที่บ้านเรา โหงวเฮ้งนี่ เป็นเรื่องที่รู้กันมานานแล้ว อิอิ, เป่ายิงฉุบ ถูกนำมาใช้เปรียบเทียบเป็นทฤษฎี ทางชีววิทยา ไม่ว่าจะเป็นกับสัตว์เลื้อยคลาน หรือกับแบคทีเรีย และอีกเยอะแยะ มากมาย
แต่บางอันนี่ อ่านแล้วก็คิดว่า “แล้วไง” อย่างเช่น รอยสักสำหรับผู้พิการทางสายตา บางอันก็เป็นประเภท เรื่องไม่เป็นเรื่อง อย่างเช่น การฟ้องร้องพระผู้เป็นเจ้า (ที่ทำให้เกิดภัยพิบัติ) หรืออย่าง การคำนวณภาษีจากส่วนสูง เป็นต้น หรือ บางเรื่อง ก็ดูไม่ใช่เรื่องใหม่ในสายตาเรา โดยเฉพาะคนไทย แต่โดยรวมก็ถือว่า เป็นการอ่านไว้ประดับความรู้ เปิดโลกทัศน์ได้ไม่น้อยทีเดียว
บันทึก: บทความของ NYT ฟรี ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้บอกรับ NYT เท่านั้น แต่จะต้องลงทะเบียน
communication, email, IM, instant messager
บนบล๊อกของ New Scientist รายงานผลการวิจัยในเยอรมัน เกี่ยวกับการสนทนาผ่านโปรแกรม Instant Messenger (IM) พบว่า 20% ของข้อความที่พิมพ์ในการสนทนาบน IM ไม่ได้ถูกส่ง เหตุผลก็คือว่า ในระหว่างที่พิมพ์อยู่นั้น (จะพิมพ์เสร็จหรือไม่นั้น) ข้อความที่พิมพ์ไปแล้ว ใช้ไม่ได้ (irrelevant)
ผมว่า ทุกคนเคยเจอประสบการณ์แบบนี้ ไม่มากก็น้อย ถึงแม้โปรแกรมในปัจจุบัน จะสามารถบ่งบอกสถานภาพได้ว่า อีกฝ่ายกำลังพิมพ์อยู่ แต่เหตุการณ์ที่ทำให้เราต้องลบข้อความ ที่พิมพ์อยู่ทิ้งไปนั้นก็ ยังเกิดขึ้นอยู่เนือง ๆ ไม่ว่าจะเป็น พิมพ์ยังไม่ทันเสร็จ อีกฝ่ายก็เปลี่ยนเรื่องคุย หรือพิมพ์เสร็จแล้ว แต่ไม่พอใจกับข้อความที่เขียนขึ้น หรือไม่แน่ใจ กับข้อความนั้น ๆ เป็นต้น ซึ่งบางครั้งฝ่ายตรงข้าม ก็สามารถสังเกตุได้เช่นกัน
โดยส่วนตัว ผมมักจะสังเกตุว่า อีกฝ่ายยังเขียนอยู่หรือเปล่า แต่กระนั้น เหตุการณ์ที่ว่า ก็เกิดขึ้นอยู่ดี จะว่าไป status bar หรือตัวที่บอกสถานภาพของ client อีกฝั่ง ก็มีความสำคัญเหมือนกัน โดยเฉพาะเป็นบริบทที่สำคัญของการสื่อสาร อย่างเช่น บางทีเห็นอีกฝ่ายกำลังเขียน ๆ อยู่ พอ status ดับไป กลับไม่มีข้อความส่งมาซะงั้น ซึ่งก็เข้าใจว่าอีกฝ่าย นั้นลบข้อความนั้นไป จะว่าไป บางทีก็ทำให้เกิดความสงสัยคลางแคลงใจเหมือนกัน ว่าอีกฝ่ายเค้าเขียนอะไร แล้วทำไมต้องเปลี่ยนใจ หรือบางที status บอกว่ากำลังเขียนอยู่เป็นเวลานาน แต่สุดท้ายตอบกลับมาว่า “อืม” หรือ “ใช่” ก็ทำเอางงเหมือนกัน ว่าก่อนหน้านี้ เขียนอะไร
จริง ๆ ตัวเลขถึงเป็นตัวเลขที่ไม่สูงไม่ต่ำ ในความคิดของผมเอง เพราะเป็นธรรมดา ในการคิดและการสื่อสารมนุษย์ เพราะ ไม่ว่าจะเขียนอีเมล์ เขียนบล๊อก เขียนรายงาน กระบวนการเหล่านี้ เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา
อย่างไรก็ตาม แต่ถ้ามองในเชิง ความสำเร็จและประสิทธิภาพของการสื่อสาร ก็ถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าสนใจ เพราะ การสื่อสารผ่าน IM นั้น ก็ไม่เหมือนกับ การสื่อสารผ่านอีเมล์ บล๊อก หรือรายงานเสียทีเดียว ที่เหมือนกับก็ตรงที่ การสั่งการของสมอง ต้องผ่านกระบวนการแปลงให้อยู่ในรูปของสื่อสัญลักษณ์เสียก่อน แต่กระนั้น IM นั้นเป็นการสื่อสารโต้ตอบแบบ real-time แต่ก็ไม่เหมือน การสนทนาผ่านโทรศัพท์ หรือตัวต่อตัว เพราะ การสื่อสารที่ใช้เสียงนั้น กระบวนการสร้างสารนั้น เกิดขึ้นจากภายในทั้งหมด เพราะฉะนั้น กระบวนการคิดทุกอย่าง ต้องเสร็จทีเดียว ตัวสารจึงจะถูกส่งออกมาได้ ในขณะที่ IM นั้น ผู้ส่งสาร สามารถปรับปรุงแก้ไข ตัวสาร นอกกระบวนการภายใน ก่อนส่ง
ที่น่าสนใจก็คือ จริง ๆ จะว่าไป อีเมล์ ก็มีอัตราข้อความที่ไม่ได้ส่งสูงเหมือนกัน หรือการสื่อสารผิดพลาดเยอะเหมือนกัน น่าจะมีการเปรียบเทียบระหว่างการสื่อสารสองประเภท เพราะอย่างอีเมล์ เราไม่ทราบเลย ว่าอีกฝ่ายจะได้อ่านเมื่อไหร่ แล้วจะตอบกลับมาตอนไหน หรือในทางฝ่ายผู้รับ ก็ไม่ทราบว่า จะต้องตอบกลับหรือไม่ อย่างไร
(Note: Dana กับ Meredith เพื่อนผมที่ UNC กำลังจะมีบทความ เกี่ยวกับการสื่อสารทางอีเมล์ ระหว่างอาจารย์กับนักเรียน ซึ่งกล่าวเกี่ยวประเด็นที่ผมเขียนมาข้างต้น โดยจะตีพิมพ์ใน EDUCAUSE เร็ว ๆ นี้ ถ้าตีพิมพ์แล้วยังไง จะเอามาบอกกล่าวอีกทีครับ)
จริง ๆ post ที่แล้วกะเขียนแนะนำฉบับนั้นทั้งฉบับโดยรวม ๆ แต่ไป ๆ มา ๆ มันยาว เลยยกให้เค้าไปเลย อันนั้น จริง ๆ JCMC ฉบับล่าสุด (Vol. 13 No. 1) ยังมีเรื่องที่น่าสนใจอื่น ๆ อีก เช่น
IM=Interruption Management? Instant Messaging and Disruption in the Workplace โดย R. Kelly Garrett and James N. Danziger ซึ่งค้นพบว่า คนที่ใช้ IM ในที่ทำงาน ส่วนใหญ่จะสามารถจัดการกับการขัดจังหวะได้ดีกว่า คนที่ไม่ใช้ IM น่าสนใจดี
Every Blog Has Its Day: Politically Interested Internet Users’ Perceptions of Blog Credibility โดย Thomas J. Johnson, Barbara K. Kaye, Shannon L. Bichard, and W. Joann Wong ศึกษากลุ่มผู้ใช้อินเตอร์เน็ทที่สนใจประเด็นทางการเมือง ว่ามีวิธีการในการพิจารณาความน่าเชื่อถือของบล๊อกและสื่ออื่น ๆ อย่างไร น่าสนใจมาก เมื่อพบว่า บล๊อก เป็นสื่อที่ได้รับความน่าเชื่อถือมากที่สุดตาม Creditability index โดยผู้ชายเชื่อถือบล๊อกมากกว่าผู้หญิง คนที่มีรายได้น้อยเชื่อถือบล๊อกมากกว่าผู้มีรายได้สูง นอกจากนี้การเข้าไปมีส่วนร่วม ความสนใจต่อการเมือง และความสนใจต่อการเลือกตั้ง มีผลต่อการพิจารณาความน่าเชื่อถือ ที่น่าสนใจที่สุดคงอยู่ที่ ความสนใจต่อการเมือง ที่มีผลเชิงลบ (negative effect) ต่อการพิจารณาความน่าเชื่อถือ
The Creative Commons and Copyright Protection in the Digital Era: Uses of Creative Commons Licenses โดย Minjeong Kim เก็บข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เอกสาร survey และการสัมภาษณ์เชิงลึก ศึกษาเกี่ยวกับคนที่ใช้ Creative Commons ว่าเป็นคนกลุ่มใด มี private และ public interest อย่างไรบ้าง ค่อนข้างเป็น descriptive และ informative ที่ให้รายละเอียดเกี่ยวกับคนที่ใช้ Creative Commons ได้เป็นอย่างดี
Social Network Sites: Definition, History, and Scholarship โดย danah boyd and Nicole Ellison (สองเจ้าแม่งานสายนี้ก็ว่าได้) ซึ่งเขียนงานวิจารณ์วรรณกรรม (Literature review) ที่ค่อนข้างสมบูรณ์ที่สุด ณ ตอนนี้ สำหรับคนที่สนใจศึกษา Social Networking Sites ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง
Social Network Profiles as Taste Performances โดย Hugo Liu จาก MIT ศึกษา profile บน Myspace โดยใช้ empirical study กับ NLP technique เข้ามาช่วยในการเก็บข้อมูล และใช้ semiotic framework ในการวิเคราะห์ taste statement บน profile มันบ่งบอกรสนิยมของชุมชนนี้อย่างไร
Although social network sites are relatively new, SNP taste performance can be seen as an instance of what sociologist Erving Goffman (1959) termed everyday performance. Successful performers are “aware of the impression they foster.” (Introduction, Para. 3)
นอกจาก 5 งานนี้แล้ว ยังมีบทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจอีกมาก ไม่ว่าจะเป็น SNS ในเกาหลี เรื่อง Privacy บน Youtube เรื่องการใช้ชื่อเล่นบน forum ในเยอรมัน ฯลฯ ลองเข้าไปอ่านดูครับ
iTeau's Dirt is authored/maintained by Songphan Choemprayong. In addition to his professional interests, information and library science + social science, he is also interested in photography, foreign and independent movies, and Thai classical musics. Songphan also contributes to OnOpen.com in his column Open Stack.
|
This work is licensed under a
Creative Commons Attribution-Noncommercial-Share Alike 3.0 Unported License.
| onitsuka tiger on เถลิงเถาะ ๒๕๕๔ | |
| รับแปลเอกสาร on เถลิงเถาะ ๒๕๕๔ | |
| OLPC project to ship… on OLPC Thailand Meets The M… |
บลอกที่ WordPress.com . Theme: DePo Masthead by Automattic.