iTeau

ประวัติเอกสารจากหมวดหมู่ ‘TCDC’

Automatic Book Locators

In TCDC, Thaibrarian, งานวิจัย : Research, ห้องสมุด : Libraries on ธันวาคม 25, 2007 at 2:32 pm

ไปเจอ กระทู้หนึ่งในห้องหว้ากอ ของพันทิป เขียนโดย คุณนาโน ที่แนะนำระบบห้องสมุดในฝัน (ขออนุญาต นำมา  quote ไว้ในบล๊อกนะครับ เผื่อพันทิปเค้าลบกระทู้นี้ออกไป)

ชื่อกระทู้: ระบบค้นหาหนังสือในห้องสมุด..ในฝัน

1.ระบบที่ 1 เพียงแค่คุณคีย์ชื่อ/รหัส หนังสือ วัตถุดังกล่าวก็จะแปร่งแสง และเสียงออกมาให้เราทราบตำแหน่ง

2.ทำเป็นรีโมตคอนโทรลแทนคอมพ์ก็ได้ ชี้ไปที่ห้องสมุด
วัตถุดังกล่าวก็จะแปร่งแสง และเสียงออกมาให้เราทราบตำแหน่ง

ถ้าหนังสือถูกยืมออกไปจากห้องสมุด สัญญานจะไปปรากฏที่โต๊ะ/เคาเตอร์ของบรรณารักษ์แทน

มีใครสนใจไปสร้างก็จะดีไม่น้อย

Photo from Ambient Intelligence Lab บวกกับคอมเมนต์ของคุณ bact’ เกี่ยวกับข้อจำกัดทางกายภาพ ในการจัดชั้นหนังสือ ทำให้นึกถึง Keynote ASIST เมื่อสองปีก่อน ที่ Charlotte ของ Patti Maes หัวหน้า Ambient Intelligence Lab ของ MIT Media Lab ที่แนะนำ project Object Awareness ของนักศึกษาคนหนึ่ง (ผมจำได้ว่า ผมเคยเขียนเกี่ยวกับ project นี้ครั้งหนึ่ง แต่ที่ไหนจำไม่ได้ -_-” ถ้าใครไปเจอผมเขียนทิ้งไว้ที่ไหน ช่วยบอกด้วย เหอๆๆ)

หลักการง่าย ๆ ของ project นี้ก็คือ ใช้มือถือ เป็นตัวเก็บ user profile เมื่อเอามือถือที่ activate สัญญาณ bluetooth แล้ว ส่งสัญญาณไปที่ตัวรับสัญญาณ ที่ติดอยู่กับตัวหนังสือ หนังสือเล่มไหนที่มีข้อมูลตรงกับ user profile ไฟ LED ที่ในตัวรับสัญญาณ ก็จะสว่างออกมา

David Gatenby ซึ่งเคยเป็นนักศึกษาใน lab นี้ ก็เขียน Thesis เกี่ยวกับ project นี้ [PDF] (ในชื่อ Galatea system) ไว้อย่างละเอียด และน่าสนใจ ตั้งแต่รายละเอียดด้าน software, user interface หรือแม้กระทั่งตัวชุดอุปกรณ์

เพราะฉะนั้น แนวคิดแบบนี้ที่จะทำให้เป็นจริง ในทางเทคนิค เป็นไปได้มาก แต่ในทางการค้า และสังคมดูเหมือนจะมีปัญหา ผมแนะนำให้อ่านบทที่ 7 กับ 8 ของ Thesis (ตั้งแต่หน้า 88) ของ Gatenby ซึ่งเป็นบทแนะนำ เกี่ยวกับการศึกษาหรือพัฒนาต่อในอนาคต และบทสรุป ที่ครอบคลุมหลายประเด็น เช่น  การทำงานในบริบทที่มีผู้ใช้จำนวนมาก ความท้าทายในการเก็บข้อมูลบริบทอื่น ๆ ซึ่งทั้งหลาย ทั้งปวงมันก็มีหัวใจสำคัญ อยู่ที่เรื่องสิทธิข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งกลายเป็นประเด็กถกเถียงของคนเข้าฟัง Keynote ในวันนั้น

แต่กระนั้น ผมก็ไม่อยากให้กลายเป็น ข้อจำกัดในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ project เหล่านี้ ถึงแม้อาจจะทำไม่ได้จริง ณ ตอนนี้ แต่หากต่อยอดต่อไป อาจจะมีอะไรที่น่าสนใจมากกว่านี้

Picture from Barcoding Inc.ยกตัวอย่างในอีก case หนึ่ง ซึ่งเกี่ยวกับ book locator ซึ่งจะว่าไปการจัดการ location ของหนังสือบนชั้น จัดการได้ง่าย โดยเฉพาะห้องสมุดที่ใช้ RFID โดยปรกติห้องสมุดที่ใช้ระบบ RFID จะมีอุปกรณ์ชุดหนึ่ง เป็นอุปกรณ์มือถือ (หน้าตาคล้าย ๆ ที่ตียุง บางยี่ห้อ ก็เหมือนตัวยิงบาร์โค้ด) เอาไว้ scan หนังสือในชั้น ปรกติก็คือ เอาไว้จัดการ inventory กับตรวจสอบการจัดชั้นหนังสือ

อย่างไรก็ตาม มีอีก idea หนึ่งที่ถูกดัดแปลงมาในเชิงพาณิชย์แล้ว ก็คือ การเอาตัว RFID reader ไปที่ไว้ที่ชั้นหนังสือเลย หน้าตาของชั้นพวกนี้ ไม่ต่างจากชั้นหนังสือทั่วไป เพียงแต่ว่า หนังสือที่ถูกเคลื่อนย้ายถ่ายโอย หรือถูกหยิบยืม สามารถถูก detect ได้จากตัว reader ที่ติดบนชั้นนั้น มีขายแล้วครับ แต่แพงมาก เพราะตัวอ่าน RFID ตัวหนึ่ง ๆ ราคาแพงมาก  คงต้องรออีกซักพักใหญ่ ๆ ที่จะเห็นอยู่ตามชั้นหนังสือห้องสมุดในบ้านเรา  (ตอนที่ทำ TCDC ก็เคยหามาลองสอบถามดู แพงมาก ตอนนี้ TCDC ก็เลยพัฒนาระบบ browse ชั้นหนังสือขึ้นมาเอง ที่เป็น touch screen ที่อยู่ตามชั้นหนังสือนั่นแหละครับ เป็น in-house development อีกชิ้นหนึ่งและต้องให้ credit กับคุณเลอชาติ)

ตอนนี้ถ้าจะเป็นไปได้ ก็คงจะมีตามร้านค้าปลีกชั้นนำที่กล้าลงทุน หรือก็บรรดา warehouse ต่าง ๆ สำคัญที่ว่า ต่อไปในอนาคต ร้านค้า หน่วยงาน หรือองค์กรไหนที่มีระบบ RFID ติดตั้งอยู่ ควรจะต้องมีการแจ้งแก่ผู้ที่มาติดต่อให้ทราบด้วย เพราะนั่นหมายความว่า คุณสามารถถูก Big brother มองคุณอยู่ก็เป็นได้!

TCDC issue: Hit me baby, one more time!

In TCDC, การเมือง : Politic, นโยบาย : Policy on ธันวาคม 9, 2007 at 12:48 pm

หลังจากคราวที่แล้ว ดูเหมือนไม่ได้รับการตอบสนองที่น่าพึงพอใจ จากผู้บริหารชุดใหม่ (และไม่แน่ใจว่า จะเป็นชุดเก่า ในเร็ววันนี้ ด้วยหรือเปล่า) กลุ่มผู้เคลื่อนไหว ก็เดินหน้าต่อ ด้วยการยื่นเรื่อง ไปยังสำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสาร (สขร.) ในที่สุด คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ ได้เปิดโอกาสให้สมาชิก ผู้ใช้บริการ (และน่าจะรวมผู้มีส่วนได้เสียอื่น ๆ ด้วย) ได้เข้าพบ เพื่อพูดคุย รับทราบ และตอบข้อสงสัย

ในวันที่ 13 ธันวาคม 2550 เวลา 09.00 น.
ณ ทำเนียบรัฐบาล 

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Save TCDC ยังไงช่วยเผยแพร่กันต่อด้วยแล้วกันครับ

ปล.1 น่าสนใจ ประเด็น การยื่นเรื่อง ต่อ สขร. นั้นเป็น conflict of interest หรือเปล่า เพราะ สขร. นี่อยู่ภายใต้ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของ รมต. ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อีกทีหนึ่ง (ตาม พรบ. ข้อมูลข่าวสาร พ.ศ. 2540) ไม่แน่ใจว่า การที่คุณหญิงออกมาพบกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียครั้งนี้ เป็นเพราะการยื่นเรื่องไปยัง สขร. เป็นเหตุสำคัญหรือไม่ ถ้าจริง ก็ต้องยอมรับว่า คุณหญิง มี spirit ที่จะออกมาชี้แจง แต่ก็ต้องบอกว่า มีความเสี่ยงด้วยเช่นกัน ดังนั้น น่าจะเป็นไปได้หรือไม่ ที่ควรจะมีการแก้ไข และยกระดับ สขร. ให้ออกมาเป็นองค์กรอิสระอีกแห่งหนึ่ง เช่นเดียวกันกับ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน

แถมท้าย ก่อนหน้างานนี้หนึ่งวัน มีงานชุมนุม ให้ ปิด สนช. ชุดปัจจุบัน 7 โมงเช้า พุธที่ 12 ธ.ค. หน้ารัฐสภา [ข้อมูลเพิ่มเติม: bact', แถลงการณ์ กป.อพช., ประชาไท สัมภาษณ์ จอน อึ๊งภากรณ์]

ค้นแบบ facet บน OPAC

In TCDC, Thaibrarian, iTeaudemia, library2.0, งานวิจัย : Research, บรรณารักษ์ : Librarian, สถิติ : Statistics, ห้องสมุด : Libraries on พฤศจิกายน 14, 2007 at 1:56 pm

เมื่ออาทิตย์ก่อน ไปฟัง CRADLE talk (มีเกือบทุกวันศุกร์ เพื่อแลกเปลี่ยนผลงานทางวิชาการ ว่าใครทำอะไร มีอะไรน่าสนใจบ้าง ในกลุ่มคนที่่สนใจ Digital Library) เรื่อง I Still Can’t Find What I Want: An Evaluation Of Next Generation Library Catalogs That Combine Text Search With Faceted Navigation (ชื่อเรื่องยาวมากกกก) โดย Cory Lown นักศึกษาปริญญาโท กับ Brad Hemminger อ. ที่โรงเรียน

หลัก ๆ ของสัมมนา ก็คือ นำเสนอผลการวิจัยเบื้องต้น  ที่วิเคราะห์จาก Transaction Log เพื่อดูพฤติกรรมคนใช้ Library catalog แบบใหม่ของ NC State เน้นไปที่การค้นแบบ facet

เริ่มต้นด้วยการแนะนำตัวอย่าง facet search ตามที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น site ที่ใช้ Flamenco (engine ที่พัฒนาที่ UC Berkeley) อย่าง Nobel Prize Winners และ Library Catalog ของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่นำเอา Facet มาใช้ในการช่วยค้น ไม่ว่าจะเป็นที่ McMaster University, University of Minnesota, Florida Center for Library Automation (FLCA) รวมไปถึง WorldCat ด้วยเช่นกัน

หลังจากนั้นก็เป็นการนำเสนอผลงานวิเคราะห์ข้อมูล จาก server log ที่เก็บตลอดเวลา 4 เดือน (ซึ่งคาบเกี่ยวทั้งช่วงปิด – เปิดเทอม) ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้

  1. Action หลัก ๆ ก็ได้แก่ การค้นด้วย text, การค้นด้วย facet และเปิดไปหน้าต่อไป (กรณีที่มี result จำนวนมาก ซึ่งหลัก ๆ ของการวิเคราะห์ จะเน้นไปที่การเปรียบเทียบการค้นแบบ Text และ Facet
  2. โดยเฉลี่ย จะมี 5 actions ต่อ session หนึ่ง ๆ โดย 1 session จะใช้เวลาประมาณ 7.5 นาที
  3. 97% ของ session ทั้งหมด จะเริ่มการค้นด้วย text ในขณะที่เพียง 34% (ไม่ถึงครึ่ง) เริ่มต้นการค้นด้วย Facet
  4. ใน session หนึ่ง ๆ การค้นด้วย Text จะมีบทบาทมากในช่วงเริ่มต้น และจะลดลงไปจนถึงระดับหนึ่งจนเป็น plateau ในขณะที่การค้นด้วย Facet นั้นอยู่ในระดับคงที่ แต่อัตราการใช้ก็ยังน้อยกว่าจุดต่ำสุดของการค้นด้วย Text อยู่ดี
  5. เรียงลำดับการใช้ Facet ที่ถูกใช้มากที่สุด จากมากไปน้อย: หัวเรื่อง-เนื้อหาสาระ (Topic), หมวดหมู่ LC, รูปแบบ, สถานที่, Genre, ผู้แต่ง, หัวเรื่อง-ภูมิภาค, ภาษา, หัวเรื่อง-ช่วงเวลา และท้ายสุด Availability (ซึ่ง NCSU พยายามจะเน้นว่าเป็น highlight อันหนึ่งเหมือนกัน)
  6. เมื่อพิจารณาความต่อเนื่อง ระหว่าง action ต่อ action จะพบว่า ผู้ใช้จะค้นแบบ Text และตามด้วย Text เยอะที่สุด ตามมาด้วย 1) การเปลี่ยนหน้าไปเรื่อย ๆ (Next page action), 2) การใช้ Facet หลังจากค้นจาก Text และ 3) การใช้ Facet ต่อจากการค้นแบบ Facet อีกครั้งหนึ่ง

สามารถเข้าไปดู link ตัวอย่างของเว็บที่ใช้ในการสัมมนา (รวมถึง Test site ของ NCSU) ได้ที่ http://www.ils.unc.edu/~lown/examples/

บทวิเคราะห์  (โดยส่วนตัว)

ถ้าดูผ่าน ๆ ตัวเลขข้างบนค่อนข้างอันตราย เนื่องจากอาจทำให้ตีความผิดได้ว่า การลงทุนปรับระบบ และนำ facet มาใช้ ไม่ได้รับความนิยม และทำให้คิดต่อได้ว่า ไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน

ซึ่งจริง ๆ แล้ว ตัวเลขพวกนี้ ต้องมองอาศัยข้อมูลอื่น ๆ เพื่อช่วยสนับสนุน เช่น ในบรรดาคนที่ใช้ คือ ใคร (ถ้ามีแต่บรรณารักษ์ใช้ ก็ไม่คุ้มแน่ ๆ) ถ้าใช้ แล้วประสบความสำเร็จเพียงใด มีการสอนการใช้อย่างไร มีการประชาสัมพันธ์อย่างไร (แน่นอน คนที่สนใจห้องสมุด รู้จักดี แต่คนภายในนั้นรู้จัก หรือไม่ คือโจทย์ที่สำคัญกว่า เหมือนกับที่ผมเคยพูดถึง case ของ TCDC เมื่อตอนไปพูดเรื่อง Library 2.0)

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเชิงเทคนิคอื่น ๆ เช่น ความเคยชินของผู้ใช้ เนื่องจาก ระบบห้องสมุด ที่ใช้กันมานานหลายสิบปี ก็เริ่มต้นมาจากการค้นแบบ Text ทั้งนั้น อะไร ๆ ก็พิมพ์เองหมด ประเด็นต่อมา คือ ประเด็นด้าน HCI ที่ปรกติ Catalog จะเริ่มต้นหน้าเว็บด้วย การมีช่องให้พิมพ์ Facet จะเอาไปซ่อนไว้หลัง ๆ อย่างในกรณีของ NCSU เค้าเอา Text search เป็นหน้า default และเอาหน้า Browse ไปไว้ข้างหลัง ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้ว งานวิจัยหลายชิ้นก็ชี้ให้เห็นว่า ผู้ใช้ชอบการ Browse หนังสือบนชั้นมากที่สุด การ Browse ตามหมวดหมู่ LC บนเว็บ โดยเทคนิค จึงไม่ต่างอะไรกับการ Browse จากชั้น เพียงแต่การมันไม่ได้เห็นตัวเล่ม ไม่มีโอกาสได้ Preview

อย่างไรก็ตาม ปัญหาของ Facet ก็คือ ความคลุมเครือ เนื่องจากหัวเรื่องเดียวกัน อาจมีได้มากกว่า 1 ความหมายและหลายบริบท โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ใช้ไม่สามารถเข้าถึงหลักในการกำหนดหัวเรื่องได้ เหมือนกับบรรณารักษ์ ดังนั้น ความสับสนในการทำความเข้าใจกับหัวเรื่อง จึงเป็นอุปสรรคอันหนึ่ง ที่อาจจะทำให้ Facet ไม่ได้รับความนิยม

จากที่ว่ามานี้ จึงน่าสนใจหากจะลองมาดูที่ Catalog ของ TCDC ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร เพราะ TCDC ค่อนข้างมีความแตกต่างในด้าน Interface Design จากเว็บห้องสมุดอื่น ๆ และผู้ใช้มีส่วนร่วมในการกำหนดหัวเรื่องด้วยตัวเอง (Folksonomy) ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ สามารถกำหนดคำสำคัญได้ด้วยตนเอง แต่กระนั้น ก็อาจจะยังมีปัญหาในด้านความเกี่ยวข้องและ Collocation ในเชิงภาพรวม ถ้าสามารถเอา Transaction Log  ของ TCDC มาศึกษาดู ก็น่าจะดี (แต่ว่า ไม่รู้ว่าจะทำได้หรือเปล่า -_-”)

Public Hearing: TCDC New Home?

In TCDC, การเมือง : Politic, นโยบาย : Policy, เป็นการเป็นงาน : Seriously on ตุลาคม 31, 2007 at 11:51 pm

หลายคนคงสงสัย (หลายคนแอบกระซิบถาม) ว่าเมื่อไหร่ ผมจะเขียนถึง TCDC ซักกะที เพราะตอนนี้ hot เหลือเกิน ผมก็ต้องบอกตรง ๆ ว่า ผมอยู่ตรงนี้ ก็ได้ข่าวได้พอ ๆ กับคนอื่น ๆ ครับ ไม่มีอะไรที่เด็ดดวงไปกว่าคนอื่นเลย (จริง ๆ ก็มีภาคสุดท้ายของ เปลือย TCDC ที่ค้างเติ่งมานานเน่ิ่นนาน จนตอนนี้ผมเห็นว่า แทบจะไม่จำเป็นแล้ว เพราะเกิดการพูดคุยกันมากมาย จนประเด็นที่ผมจะพูดถึง มันเล็กน้อยไปแล้ว ถ้าว่างจริง ๆ จะกลับไปเขียนให้จบ)

และผมก็เชื่อว่า คนที่ทำงานใน TCDC คนอื่น ๆ ก็มีสภาพไม่ต่างกัน เพราะทุกอย่างก็ได้รับบัญชามาจากเบื้องบนเพียงอย่างเดียว หรือไม่ก็ต้องมาจากสื่อเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม วันนี้อยากจะเขียนถึง เพราะผมเพิ่งได้ forward mail มา แต่คาดว่า คนที่เป็นสมาชิกน่าจะได้เมล์นี้แล้ว แต่กระนั้น การจัดแบบฉุกละหุกแบบนี้ เรื่องใหญ่ ๆ ก็กลายเป็นเรื่องเล็กได้ ยังไงก็ช่วยกันประชาสัมพันธ์แล้วกันครับ

ขอตั้งข้อสังเกตุหน่อยนะครับ เข้าใจว่า การทำ public hearing ต้องรีบจัด เพื่อจะได้ทันการวางแผนทำงาน แต่จัดแบบดันทุรังด่วนจี๋แบบนี้ คับคล้ายคับคลาว่า เหมือนกับเลือกตั้งสมัยที่แล้ว ที่ “ใครต่อใคร” ออกมาโวยวายกัน ก็เพราะแบบนี้ไม่ใช่หรือ ที่บอกว่าคนที่มีส่วนได้ส่วนเสีย กลับไม่ได้อยู่ในสนาม

ไม่รู้ว่าแบบนี้ใครจะเตรียมตัวทัน ไม่เพียงแต่คนที่เตรียมตัวจะไปนะครับ ไอ้คนทำงานก็หัวปั่นไม่แพ้กัน…

งานประชุมระดมความคิด “หลากหลายแง่มุมกับบ้านใหม่ TCDC”

กระแสข่าวการย้าย TCDC ไปที่จามจุรีสแควร์ในต้นปี 2551 นี้ เหล่าสมาชิกและผู้ที่สนใจต่างมีคำถามหลากหลายในใจ ตั้งแต่เรื่องเหตุผลที่มาของการย้าย…. ทำไมต้องย้าย… สมควรย้ายจริงหรือ… ไปจนถึงการคัดเลือกสถานที่ใหม่… ใช้เกณฑ์อะไรในการประเมินตัวเลือกต่างๆ…. ทำไมจามจุรีสแควร์ถึงเป็นคำตอบ… รวมไปถึงข้อดีและข้อจำกัดต่างๆของสถานที่ใหม่… TCDC จะยังสามารถให้บริการแก่สมาชิกได้เหมือนเช่นเดิมหรือไม่… บทบาทและหน้าที่ของ TCDC จะยังเหมือนเดิม หรือเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร…

เพื่อความกระจ่างและโปร่งใส ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ ขอเรียนเชิญทุกท่านที่สนใจ เข้าร่วมรับฟัง ถามคำถาม และแสดงความคิดเห็น ในงานประชุมระดมความคิด “หลากหลายแง่มุมกับบ้านใหม่ TCDC”

วันศุกร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2550
เวลา 16.00 – 19.00 น. (ลงทะเบียนก่อนเวลาประชุม 30 นาที)
ห้องออดิทอเรียม สำนักงานศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC)
สำรองที่นั่งได้ที่ โทร 02-6648448

หมายเหตุ: เพื่อประโยชน์สูงสุดในการระดมความคิด ท่านสามารถอ่านข้อมูลเกี่ยวกับ “การย้ายพื้นที่ TCDC” ได้ที่ www.tcdc.or.th ซึ่งข้อมูลจะพร้อมขึ้นเว็บไซด์ใน วันพฤหัสบดีที่ 1 พฤศจิกายน 2550

ยังไงเสีย ใครที่เห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยยังไง หรืออยากเห็นทิศทางของ TCDC ในโครงสร้างใหม่เป็นอย่างไร ถ้าสามารถปลีกเวลาได้ ก็น่าจะไปนะครับ

Clarifications on library 2.0 seminar

In Social Networking, TCDC, Thaibrarian, library2.0, บรรณารักษ์ : Librarian, ห้องสมุด : Libraries, เป็นการเป็นงาน : Seriously on สิงหาคม 7, 2007 at 5:21 pm

PS. เขียนดองไว้นานและ แต่ลืม post -_-” ซะงั้น

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณนิตยสาร Positioning Magazine (Issue 038 July 2007: Blog Culture) ที่ช่วยเผยแพร่กิจกรรมในงาน Library 2.0 ที่ TCDC ในคอลัมน์ @cyber

แต่เนื่องจากมีข้อความบางอย่าง ที่อาจจะยังไม่ตรงกับสิ่งที่ผมต้องการจะนำเสนอ (นอกเหนือจากเขียนชื่อผมผิด T_T ชื่อผมไม่มีสระอุ!!!) ยังไงเสียก็ขอขยายความกันตรงนี้ละกันครับ

ประการแรก ผมไม่ใช่ที่ริเริ่มโครงการนี้เสียทีเดียว จริง ๆ ต้องเรียนตามตรงว่าทางทีม TCDC เป็นคนที่ริเริ่มแนวความคิดนี้ หลังจากกลับจากการประชุมทางวิชาการที่สหรัฐอเมริกา ทางทีม TCDC ก็พยายามผลักดันให้โครงการนี้เป็นไปได้ เนื่องด้วยมีเหตุปัจจัยหลายอย่าง ผมเคยคิดจะให้จัดงานสัมมนา ตั้งแต่ทางทีมกลับมาใหม่ ๆ แต่ก็เห็นว่า ทาง TCDC น่าจะพัฒนาให้เป็นเรื่องเป็นราวก่อน แล้วค่อยจัด เพราะไม่เช่นนั้นก็จะมีพูดกันแต่ลอย ๆ

จนมาเมื่อช่วยที่ผ่านมา TCDC ก็พัฒนามาได้จนมีความพร้อมระดับหนึ่ง และผมก็มีโอกาสกลับมาเมืองไทยพอดี ก็เลยน่าจะช่วงเวลาที่เหมาะ ที่เราน่าจะสามารถนำเสนอ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์การพัฒนา ให้กับนักวิชาชีพสารสนเทศในบ้านเราได้อย่างเต็มปาก

เพราะฉะนั้น ถ้าจะให้ credit ก็คงจะเป็นทางทีม TCDC เสียมากกว่า (เพราะถ้า TCDC พัฒนาแล้วไม่ work เราก็คงไม่กล้าที่จะจัดงานสัมมนาแน่นอน)

ประการที่สอง อาจจะเป็นด้วย style การเขียนก็ได้ ทำให้ผมรู้สึกว่าส่วนที่พูดเกี่ยวกับ ตัวแนวคิด มันบิด ๆ เบี้ยว ๆ ไปหน่อย อย่างไรก็ตามก็ยังอยู่ในระดับที่พอรับได้ เพราะไม่ได้หลุดนอกโลก แต่จริง ๆ แนวคิดมันมีกว้างกว่าที่ปรากฏอยู่ในบทความนั้น เพราะฉะนั้นแนะนำให้ลองกลับไปอ่านที่ post ควันหลงห้องสมุด 2.0 อีกทีนะครับ หรือจะไป download มาอีกทีก็ได้

ส่วนเรื่องสุดท้าย อยู่ตรงย่อหน้าสุดท้าย ที่แนะนำให้ไปศึกษาแนวคิดนี้ต่อ จริง ๆ ถ้าจะศึกษาเรื่องนี้ต่อ keyword อื่น ๆ (หรือแนวคิดข้างเคียง) ของ library 2.0 น่าจะเป็น web 2.0 ในห้องสมุด หรือเทคโนโลยีในงานห้องสมุด หรือ mashup library อะไรประมาณนี้ ส่วนที่เป็น The Wisdom of Crowd, Collective Intelligence, Citizen Journalism, Open Content พวกนี้ ผมเอามาเปรียบเทียบกับแนวคิด User Created Content ต่างหาก ส่วน Social Networking นี้ก็เป็นอีกอันหนึ่งเลย (ลองเช็คกับ post ควันหลงฯ ดูอีกทีนะครับ)

แถมท้ายที่เป็น Web Links อันที่เป็นของ Ohio University (www.library.ohio.edu…) อันนั้นเป็น subject guide (แนะนำแหล่งสารสนเทศในแต่ละสาขาวิชา) โดยใช้ wiki ดังนั้น ผู้ใช้ก็สามารถเข้าไปแก้ไข เปลี่ยนแปลงเนื้อหาได้ ส่วน PictureAustralia นั้นเป็น Collection ภาพเกี่ยวกับออสเตรเลีย ที่ผู้ใช้ flickr มีส่วนในการแบ่งปัน collection ให้กับห้องสมุดได้ แต่ก็เข้าใจอ่ะครับ ว่าด้วยเนื้อที่ คงไม่สามารถเขียนรายละเอียดอะไรได้หมด

ก็เลยอยากจะขอชี้แจงเพิ่มเติมเท่านี้ เกรงว่าจะงงไปกันใหญ่ หากไม่ได้มาบอกกล่าวกันไว้ ยังไงก็ขอบคุณทาง Positioning อีกครั้งนะครับ

ROI Talk – Time Change

In TCDC, Thaibrarian, iTeaudemia, งานวิจัย : Research, นโยบาย : Policy, บรรณารักษ์ : Librarian, ห้องสมุด : Libraries on กรกฎาคม 12, 2007 at 11:31 pm

เอ่อ เกิดความเข้าใจผิดเล็กน้อย เวลาของการสัมมนา เรื่อง ผลกระทบของการลงทุนห้องสมุดประชาชน
เลื่อนขึ้นมาหนึ่งชั่วโมง จากที่ผมเขียนไว้ว่าเป็นบ่ายสอง (14:00 น.) เปลี่ยนเป็นบ่ายโมงตรง (13:00 น.) นะครับ หวังว่าคนที่จะมา คงจะเห็น message นี้ก่อนเดินทางมา

ขออภัยอย่างแรงเลยครับ

ROI Talk at TCDC

In TCDC, Thaibrarian, iTeaudemia, งานวิจัย : Research, บรรณารักษ์ : Librarian, เป็นการเป็นงาน : Seriously on กรกฎาคม 9, 2007 at 7:51 am

โปรดแซบ! มีประกาศด่วนมาแจ้งให้ทราบ เผื่อคนที่สนใจอีกแล้วนะครับ

Dr.Gordon McConnachie วันศุกร์นี้ TCDC เค้าจะจัดบรรยายเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจ อันเนื่องมาจากการพัฒนาห้องสมุดประชาชน ตั้งแต่เวลาบ่ายสองโมง ไปจนถึงห้าโมงเย็น บ่ายโมง (13:00 น.) ถึงสี่โมงครึ่ง (16:30 น.) ที่ห้องออดิทอเรี่ยม ชั้น 6 อาคารเอ็มโพเรี่ยม โดยจะมีผมและ Dr.Gordon McConnachie เป็นผู้บรรยายนะครับ การบรรยายแบ่งออกเป็นสองช่วงครับ

ช่วงแรกจะเป็นช่วงของ Dr.Gordon จะบรรยายในเชิงภาพกว้าง ถึงสภาพการแข่งขันของสังคมโลก และบทบาทของห้องสมุดประชาชน ในมุมมองทางด้านสังคมเศรษฐกิจความรู้ ซึ่งจะมีบริบทเปรียบเทียบ ระหว่างประเทศต่าง ๆ กับประเทศไทย ซึ่งจะเป็นภาพกว้าง

Dr.Gordon เป็นที่ปรึกษาทางด้านธุรกิจ มีความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะในเครื่อง Intellectual Capital การบรรยายจะเป็นภาษาอังกฤษ แต่สำหรับคนที่ไม่ถนัดภาษาอังกฤษ ทาง TCDC มีบริการแปลช่วยครับ

ในส่วนที่สอง ผมก็จะพูดถึงเรื่องของ การวิเคราะห์ผลตอบแทนการลงทุนของห้องสมุดประชาชน โดยจะเน้นไปที่งานวิจัยสองชิ้นที่ผมได้เข้าไปมีส่วนร่วม (อ่าน รายงานการวิจัยรัฐฟลอริด้า [PDF] กับ รายงานการวิจัยของรัฐเพนนซิลวาเนีย [PDF]) แต่ผมจะไม่เน้นเรื่องผลของการวิจัย แต่จะเน้นที่ระเบียบวิธีวิจัยที่เราใช้ และมุมมองของการนำมาใช้ในบริบทของบ้านเรา เพื่อที่คนที่จะสนใจจะได้นำไอเดียไปใช้บ้างครับ (ไม่จำเป็นต้องเป็นห้องสมุดเท่านั้นนะครับ แต่สำหรับคนที่กำลังหา Model สำหรับประเมิน ROI ของสินค้าหรือบริการ ที่ไม่สามารถกำหนดราคาได้)

ถ้าใครว่างก็เชิญนะครับ ไม่ต้องจองล่วงหน้า ไม่เสียตังค์ครับ มาแลกเปลี่ยนความรู้กันครับ

ปล. ขออภัยที่มาบอกกะทันหัน เพราะติดขัดเรื่องสถานที่กับเวลานิดหน่อย

TCDC Resource Center 2.0 (Beta)

In Social Networking, TCDC, Thaibrarian, ชุมชน : Community, บรรณารักษ์ : Librarian, ห้องสมุด : Libraries on มิถุนายน 15, 2007 at 1:08 pm

TCDC Resource Center has now launched a new website. The website introduces a cutting edge library catalog, inspired by NCSU library catalog. Users can also customize search results, view book covers, and virtually locate book’s location. On the description page, there is also a statistics section describing the use of a particular title.

The library 2.0 concept has been implemented throughout the website including

  • book tagging,
  • user review and rating,
  • recommendation system (through “related items” and “pathfinders”),
  • recent visit,
  • semi-wiki pathfinders, and
  • personal profile with ability to add feed (all feeds are aggregated in TCDC space section).

You do not need to be TCDC member to be able to use these services. You can register as a “website member” for free.

We hope you will try this out and let us know what you reckon ;) Also help us spreading the words on your blog or to any of your friends!

ควันหลงห้องสมุด 2.0

In Social Networking, TCDC, Thaibrarian, blogophere, บรรณารักษ์ : Librarian, มั่วซั่ว : Miscellenous, ห้องสมุด : Libraries on มิถุนายน 15, 2007 at 7:33 am

ก่อนอื่นก็ขอขอบคุณทุกคนนะครับ ที่ไปในงานเมื่อวานนี้ และอีกหลายคนที่สนใจ เมื่อวานก็โดนแซว ตำหนิ ติเตียนหลายเรื่องเหมือนกัน ผิดประมาทพลาดพลั้งอะไรยังไง ผมก็ต้องขออภัยมาตรงนี้เลยละกันครับ แต่ท้ายที่สุดหวังว่า อย่างน้อยคนที่ได้ฟังกลับไปเมื่อวานนี้ หลายท่านคงมีความคิดอะไรผุดขึ้นมาบ้าง หรือแม้แต่เพียงเพิ่มความสงสัย เพื่อที่จะำนำไปค้นคว้าด้วยตัวเองต่อได้ ผมก็ถือว่า อย่าง “น้อย” ก็ได้อะไรกลับไป

ส่วน presentation ทั้งของผมแล้วก็ของเลอชาติ ก็ Post อยู่บนเว็บไซต์ของ TCDC Resource Center เรียบร้อยแล้วนะครับ

จริง ๆ มีเรื่องเยอะแยะมากมายอยากจะเล่าแล้วก็ demo ไปด้วย แต่เนื่องจากเตรียม Presentation ไว้ 2 ชั่วโมง เหลือประมาณชั่วโมงครึ่ง แล้วแต่ละแนวคิดย่อย ๆ สามารถพูดได้เป็นวัน ๆ เพราะฉะนั้นก็เลยต้องเต้น hip-hop อย่างที่หลายคนแอบแซว แต่ก็นั่นแหละครับ อาจจะเป็น style ผมด้วย ส่วนหนึ่ง แหะ ๆ ยังไงก็ติชมกันได้เลยครับ ผมจะได้นำไปปรับปรุงต่อไป…

สำหรับคนที่ไม่ได้ไป ก็ขอเล่าคร่าว ๆ แล้วกันนะครับ ถ้าจะให้เล่ารายละเอียดทั้งหมด ก็คงจะไม่ไหว ผมรับผิดชอบในช่วงเช้่า โดยพูดเกี่ยวกับแนวคิด 2.0 ในภาพกว้าง ที่มาที่ไป แล้วการนำเอาแนวคิดดังกล่าวมาใช้ให้เกิดขึ้นจริง

คร่าว ๆ ผมก็ดึงเอา The Long Tail มาเป็นเท้าความถึงแรงผลักดันด้านเศรษฐกิจ ที่ปัจจุบัน จำเป็นจะต้องให้ความสำคัญ กับผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมน้อยด้วย เช่นกันกับสินค้าสุดฮิต และใช้ทฤษฎี Social Capital มาเป็นทัพเสริมทางด้านสังคมศาสตร์ เพื่อที่จะชี้ให้เห็นว่า เทคโนโลยีสามารถเข้ามามีบทบาทต่อการสร้าง social capital ของคนเราได้ (ปล. จนปัจจุบันก็ยังหาคำไทยของคำว่า social capital ไม่ได้ ใครทราบรบกวนหน่อยนะครับ) หลังจากนั้นแนวคิดการให้บริการในแนวเทคโนโลยี web 2.0 จึงผุดขึ้น และโลกห้องสมุดก็เห็นประโยชน์ในการที่จะนำมาปรับใช้ด้วยเช่นเดียวกัน

คนที่เรียกขาน “ห้องสมุด 2.0″ เป็นคนแรก ก็คือ Michael Casey ซึ่งเขียนไว้บน blog ของเค้า LibraryCrunch เมื่อเดือนกันยายน 2005 และแนวคิดดังกล่าวก็ถูกนำมา promote อย่างต่อเนื่องโดยบริษัท ที่ปรึกษาด้านห้องสมุดของอังกฤษ ที่ชื่อ Talis โดยมีหัวเรือใหญ่ชื่อ Paul Miller เป็นตัวตั้งตัวตี และหลัง ๆ ก็มีนักวิชาการห้องสมุดก็เริ่มให้ความสนใจ อย่างไรก็ตามการใช้คำว่า ห้องสมุด 2.0 หรือ library 2.0 ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันถึงความเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นเนื่องจากมันไม่ใช่แนวคิดใหม่อะไรในวงวิชาการ หรือแม้กระทั่งว่าไม่สามารถให้คำนิยามที่ชัดเจนได้ โดยเฉพาะนักวิชาการบางคน ก็ไม่ใคร่สนใจกับแนวคิดเลยด้วยซ้ำ เนื่องจากเห็นว่าจะเป็นแนวคิดฉาบฉวย แฟชั่น ไม่ยั่งยืน อย่างไรก็ตามสิ่งที่ผู้ที่สนใจในแนวคิดนี้ เห็นพ้องต้องกัน คือ แนวคิดห้องสมุด 2.0 เป็นการผนวกปรัชญาการบริหารห้องสมุดเข้ากับการจัดการเทคโนโลยี web 2.0 ดังนั้นคำสำคัญของแนวคิดนี้ คือ คำว่า “mashup” ที่การให้บริการห้องสมุดออนไลน์กลาย เป็นการบูรณาการ (เอ่อ ไม่อยากจะใช้คำนี้ แต่ไม่รู้ว่าจะใช้คำอื่นว่าอะไร) แหล่งสารสนเทศจากหลายแหล่งเข้าด้วยกัน (แหล่งในที่นี้ รวมไปถึงแหล่งสารสนเทศที่เป็นตัวบุคคลด้วย ผ่าน social networking)

จริง ๆ แล้ว (มีคนแอบแซวว่า ผมพูดคำว่า “จริง ๆ แล้ว” เยอะมาก คงเห็นจะจริง แหะ ๆ) แนวคิดนี้ไม่ใช่เรื่องยากที่จะคาดถึง เนื่องจากธรรมชาติของห้องสมุด ก็เป็นพื้นที่สาธารณะ เป็นที่พบปะกัน และสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้ด้วยกันเอง หรือแม้กระทั่งระหว่างผู้ใช้กับผู้ให้บริการ ดังนั้นการพัฒนาบริการห้องสมุดออนไลน์ให้นอกเหนือไปจากการเป็นแหล่งให้ค้นหนังสือเท่านั้น

องค์ประกอบที่สำคัญของแนวคิดห้องสมุด 2.0 ก็คือ เจ้ากลุ่มเทคโนโลยี web 2.0 เนี่ยแหละ (อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ web 2.0 ที่ blog ของ Tim O’Reilly นะครับ) ดังนั้นผมก็เลยสรุปแนวคิดการให้บริการที่สำคัญ ๆ ซึ่งก็ได้แก่ User-Generated Content (เป็นเรื่องในทำนองเดียวกันกับ The Wisdom of Crowd, Collective Intelligence, Citizen Journalism, Open Content), Bookmarking and Recommendation System ที่สามารถแบ่งปันข้อมูลร่วมกันได้, Social Networking ที่มีทั้งเป็นอยู่ในรูป instant messenger และ profile based application ที่เริ่มมาตั้งแต่ profile ของตัวเอง ว่าประวัติของเราเป็นอย่างไร มีความสัมพันธ์กับใคร ไปจนถึง Profile ของสัตว์เลี้ยง (อย่างหมา แมว) ข้าวของ (เช่น ตุ๊กตาบาร์บี้) ที่เราสามารถแบ่งปันข้อมูลกันได้ เพื่อหา “แนวร่วม” หรือคนที่มีความสนใจร่วมกัน

ข้างของที่ว่า ก็รวมไปถึงหนังสือด้วย ซึ่ง LibraryThing กับ Bookjetty (ผมเคยเขียนถึงไว้ เมื่อไม่นานมานี้) ก็เป็นตัวอย่าง application ที่น่าสนใจ ที่ใช้แนวคิดเดียวกัน ในการรวมพลคนรักหนังสือ และใช้ application ต่าง ๆ เพื่อสร้างชุมชนของคนที่รัก สนใจหนังสือคอเดียวกัน หรือแม้กระทั่งเล่มเดียวกัน

นอกจากนี้เทคโนโลยี web 2.0 ยังรวมไปถึงความสำคัญของ folksonomy ที่ผู้ใช้สามารถกำหนดคำสำคัญ (tag) ของ object ต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง โดยการแสดงผลในภาพรวมมักจะแสดงผลในรูปของ Tag Cloud

นอกจากนี้ยังมีตัว virtual reality game อย่าง second life ที่ทำให้คนสามารถเข้าไปหาเพื่อน พูดคุย ได้ผ่านเกมส์ในรูปแบบ 3 มิติ แต่กลุ่มสุดท้าย คือ กลุ่ม aggregator ซึ่งเป็น application ที่รวมรวบ content ที่เราสนใจเข้าไว้ด้วยกันด้วยเทคโนโลยี RSS (Really Simple Syndication) ตัวอย่างเว็บไซต์ที่ให้บริการ ก็ได้แก่ Bloglines, Google Reader และ Technorati

การนำแนวคิดเหล่านี้มาใช้ หลัก ๆ ก็ทำได้ 2 รูปแบบ ได้แก่

  • การนำแนวคิดไปใช้โดยตรง เช่น การพัฒนา extension เพื่อให้ผู้ใช้ tag หนังสือได้โดยตรงจาก Library Catalog (ตัวอย่าง: PennTags)
  • การใช้เทคโนโลยี web 2.0 ที่ให้บริการอยู่ในอินเตอร์เน็ตมาใช้ เช่น การใช้ Flickr โดยเปิด accountของห้องสมุด, การสร้าง group ใน Flickr เพื่อสร้าง digital collection ที่เกี่ยวกับมหาวิทยาลัย/องค์กร หรือการ link authority record ของ Library Catalog กับ Wikipedia เป็นต้น (ตัวอย่าง: Picture Australia, Biz Wiki ของห้องสมุด Ohio University)

นอกจากนี้ผมก็ได้เน้นในเรื่องการใช้ Blog เพื่อใช้ในห้องสมุด โดยอ้าง guideline จาก Fichter (2003) ที่เฉพาะเจาะจงกับการไปใช้เพื่อการตลาด ซึ่งประกอบไปด้วย

  • Promote Library Events
  • Support Your Dedicated Users
  • Engage Your Community
  • Support Your Community
  • Building New Ties

นอกจากนี้แนวคิดห้องสมุด 2.0 ก็สามารถเอามาผนวกกับ Trend ของการปรับปรุงระบบสืบค้นทรัพยากรสารสนเทศยุคใหม่ ซึ่งมีต้นแบบมาจาก Library Catalog ของ NC State University ที่พัฒนาร่วมกับ Endeca ซึ่งเป็นบริษัทพัฒนาเว็บไซต์ชั้นนำ function และกำลังเป็นที่จับตามอง และเป็นต้นแบบให้กับห้องสมุดหลายแห่ง (ซึ่งรวมถึง TCDC ด้วย) และเชื่อได้ว่า เหล่าบรรดา vendor ก็จะหันมาพัฒนา library catalog ในรูปแบบนี้มากขึ้น หลัก ๆ ของการพัฒนาที่ถือว่าเป็นนวัตกรรมของการพัฒนา library catalog ก็ได้แก่

  • การใช้ประโยชน์ของหมวดหมู่มาใช้ให้เป็นประโยชน์ (สามารถ Browse หนังสือ ตามหมวดหมู่ต่าง ๆ ได้บนเว็บ)
  • การใช้ประโยชน์ของ Subject Heading ในการ Refine ผลการค้น (สามารถบ่งจำนวนหนังสือในหมวดหมู่ที่เกี่ยวข้องได้, แตก LCSH เพื่อสามารถใช้ประโยชน์ของ subfield ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ)
  • การจำนวนผลการค้นให้แสดงผลเฉพาะ หนังสือที่ Available ในห้องสมุด (ไม่ได้ถูกยืมออก) เท่านั้น
  • ใช้ Dictionary เพื่อช่วยเหลือในการป้อนคำค้น เวลาพิมพ์ผิด หรือไม่ค้นพบผลการค้น
  • การแปลงผลการค้นให้อยู่ในรูป RSS เพื่อที่ผู้ใช้สามารถเก็บผลการค้นแล้วติดตามรายการใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นมาได้
  • การเพิ่มระบบ Recommendation ในหน้า item (“more titles like this”)
  • ฯลฯ

ท้ายที่สุด ผม (โดยส่วนตัว) ก็ลองวิเคราะห์ถึงความท้าทายและอุปสรรค ในการนำแนวคิดมาใช้ในบริบทของไทยเรา ซึ่งหลัก ๆ ผมเห็นว่ามี stakeholders อยู่ 4 กลุ่ม

กลุ่มแรก คือ ผู้ใช้เอง ที่นอกเหนือจากข้อคำนึงถึงด้านปริมาณผู้ใช้อินเตอร์เน็ท “เพื่อการศึกษาหาความรู้ ข้อมูล” แล้ว ข้อคำนึงถึงเชิงคุณภาพก็ไม่ควรมองข้ามด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะเรื่อง ทักษะการรู้สารสนเทศและอินเตอร์เน็ต

กลุ่มที่สอง คือ ตัวบุคลากรห้องสมุด ซึ่งผมถือว่า เป็นกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญมากที่สุด ในการริเริ่ม สำคัญอยู่ที่ว่าบุคลากร ต้องเปิดใจมากขึ้น ว่าต่อไป ผู้ใช้ไม่ได้เป็นเพียงผู้เข้าถึงข้อมูลเท่านั้น แต่ต่อจากนี้ไป ผู้ใช้จะกลายเป็นผู้ผลิตข้อมูล ความรู้ นั่นหมายถึง เราจะต้องให้กุญแจแห่งการควบคุม ที่เราเคยถือครองอยู่ออกไป นอกจากนี้เนื่องจากแนวคิด ห้องสมุด 2.0 คือ แนวคิดในการสร้าง และส่งเสริมชุมชนแห่งการแบ่งปันความคิดเห็น ความรู้ ข้อมูล ข่าวสาร บุคลากรจึงมีบทบาทสำคัญที่สุด ในการที่จะ promote ให้ผู้ใช้เข้ามาใช้บริการเหล่านี้ (ก็อย่างที่บอกกับผู้เข้าฟัง เมื่อวานนี้ว่า ผมหวังว่า อย่างน้อยคงจะเห็น blog ของบรรณารักษ์และห้องสมุดเยอะมากขึ้น)

กลุ่มที่สาม คือ เครือข่ายห้องสมุด แนวคิดห้องสมุด 2.0 จะเกิดประสิทธิภาพสูงสุดได้ ก็ต่อเมื่อนำไปขยายต่อและเชื่อมกันระหว่างเครือข่ายห้องสมุด และในที่สุดก็จะทำให้ชุมชน weak ties เหล่านี้มีพลังขึ้นมา

กลุ่มสุดท้าย คือ กลุ่มผู้บริหาร ซึ่งถือเป็นกลุ่ม classic อีกกลุ่มหนึ่ง ที่ท้ายที่สุดแล้ว idea จะกลายเป็นความจริงได้ คนกลุ่มนี้ก็ถือว่าเป็นคนที่มีกุญแจอยู่ในมือด้วยเช่นกัน หากไม่เข้าใจในแนวคิดและบทบาทในเรื่องนี้แล้ว ก็ยากที่จะให้การสนับสนุนด้วยเช่นกัน.. (เอ่อ นี่ขนาดคร่าว ๆ นะนี่… จริง ๆ ถ้ามีคนช่วย live blogging ก็จะดีมากเลยครับ)

ส่วนช่วงบ่าย เลอชาติเค้าก็มาพูดประสบการณ์ในการพัฒนาเว็บไซต์ของ TCDC Resource Center ตัวใหม่ ที่นำเอาแนวคิดห้องสมุด 2.0 และการ renovate library catalog ห้องสมุดมาใช้ ไม่ว่าจะเป็น

  • ระบบสืบค้นหนังสือ ที่เอาต้นแบบมาจาก NCSU มาใช้ โดยเฉพาะในเรื่อง
  • การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานของหมวดหมู่และหัวเรื่องในการ refine ผลการค้น และการ browse ผลการค้น
  • การใช้ dictionary
  • การ sort ผลการค้นโดยเรียงตามความนิยม (จากสถิติการใช้บริการทั้งหมดของห้องสมุด)
  • การแสดงหน้าปกหนังสือ (ทั้งปกหน้า ปกหลัง ปกด้านใน)
  • การแสดงตำแหน่งหนังสือบนชั้นในห้องสมุด
  • สามารถ customize เขตข้อมูลในหน้าผลการค้นได้
  • การใช้ระบบ tag
  • ผู้ใช้สามารถ review หรือ rate หนังสือได้โดยตรง และสามารถอ่าน review หรือ rating ของผู้เชียวชาญ
  • การนำแนวคิด Wikipedia มาใช้ในการพัฒนา Pathfinder (Subject Guide)
  • การสร้าง Widget ที่ผู้ใช้สามารถเห็น profile
  • การสร้างหน้า profile ของตัวเอง
  • การ add feed ที่สนใจได้
  • ระบบ recommend ในหน้า item detail (Related items, การเชื่อมโยงกับ pathfinder ที่หนังสือเล่มนั้นไปปรากฏอยู่)
  • ฯลฯ

ไม่แน่ใจว่า เลอชาติเค้าจะมาเขียนในรายละเอียดให้อ่านบน blog เค้าหรือเปล่า ลองติดตามดู ยังไงเสียก็ดูจาก presentation ของเค้าไปก่อนนะครับ

ทีนี้สำหรับใครที่ยังมีคำถาม ไม่เข้าใจ หรืออยากจะแลกเปลี่ยน แนะนำ ติชม ก็เขียน comment บน Post นี้ได้ครับ ยินดีต้อนรับทุกความเห็นเลยครับ

ปล. สำหรับคนแถว ๆ อีสานที่พลาดโอกาส แล้วอยากมาแลกเปลี่ยนนะครับ ผมกับเลอชาติจะไปที่ ม.ขอนแก่นช่วงกลางเดือนหน้า (กรกฎาคม) ส่วนกำหนดการที่ชัดเจนจะแจ้งให้ทราบอีกครั้งครับ

ห้องสมุด 2.0: จากแนวคิดสู่การประยุกต์ใช้จริง

In Social Networking, TCDC, Thaibrarian, บรรณารักษ์ : Librarian, ห้องสมุด : Libraries on พฤษภาคม 26, 2007 at 12:38 pm

ขออภัยที่มาบอกกระชั้นกันหน่อย เพราะเพิ่งจะ confirm ข้อมูลเมื่อไม่กี่วันมานี้

บังเอิญว่าเป็นช่วง summer กลับมาเมืองไทยพอดี แล้วก็ที่ TCDC เค้าก็จะ launch library catalog ตัวใหม่ เค้าก็เลยชวนมาพูดเกี่ยวกับเรื่อง ห้องสมุด 2.0 รายละเอียดก็ตามข้างล่างนี้ครับ

หัวข้อ: “Library 2.0: จากแนวคิดสู่การประยุกต์ใช้จริง”
วัน – เวลา: วันพฤหัสบดีที่ 14 มิถุนายน 2550 เวลา 10.00 น. – 17.00 น.
สถานที่: ห้องออดิทอเรียม สำนักงานศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ ชั้น 6 อาคารดิเอ็มโพเรียม ช็อปปิ้ง คอมเพล็กซ์

ช่วงเช้า ผมก็จะแนะนำเกี่่ยวกับแนวคิด แล้วก็การประยุกต์ใช้แนวคิดในต่างประเทศ  ส่วนช่วงบ่ายก็จะเป็นการแนะนำ library catalog ตัวใหม่ของ TCDC โดย เลอชาติ นักสารสนเทศ ผู้รับผิดชอบโครงการนี้

แต่ทั้งนี้เนื่องจากเจ้าของงานเค้า อยากช่วยหารายได้ให้กับสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย ก็เลยอาจจะต้องมีค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมเล็กน้อยนะครับ

ค่าลงทะเบียน: คนละ 200 บาท สำหรับสมาชิกสมาคม  คนละ 300 บาท สำหรับบุคคลทั่วไป

รายได้ทั้งหมด มอบให้กับสมาคมฯ ครับ ทั้งนี้ข้าราชการ และบุคลากรในสังกัดของรัฐ สามารถเข้าร่วม โดยถือว่าเป็นการปฏิบัติราชการ และได้สิทธิเบิกจ่ายค่าลงทะเบียนได้

แต่ถ้าใครคิดว่าอยากจะไป แล้วติดปัญหาเรื่อง ค่าลงทะเบียน ยังไงติดต่อผมได้ครับ ไม่อยากให้เรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ มาปิดกั้นโอกาสที่เราจะได้มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน

ลักษณะของการสัมมนา คงจะเป็นลักษณะของการ lecture ผสมกับการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน ใครมีคำถาม หรืออยากฟังแนวไหน ก็เชิญว่ามาได้เลยครับ ผมจะได้ปรับให้เข้ากับความสนใจของคนฟัง…

[เพิ่มเติม จดหมายเชิญชวน และ ใบลงทะเบียน - MS Word]

เปลือย TCDC: บริบทกับความอยู่รอด ตอน 2

In TCDC, Thaibrarian, การเมือง : Politic, บรรณารักษ์ : Librarian, มั่วซั่ว : Miscellenous on มีนาคม 16, 2007 at 4:57 pm

เปลือย TCDC เป็น series เกี่ยวกับความคิดเห็นของผม ผ่านประสบการณ์ในฐานะที่เคยทำงานใน สำนักงานศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ หรือ TCDC เท่าที่วางแผนไว้ขณะนี้ มีทั้งหมดประมาณ 3-4 ตอน

ใต้ร่ม OKMD

แน่นอน หลายเสียง โดยเฉพาะคนในวงการวิชาชีพ รู้สึกสงสัยและแปลกใจกับหน่วยงานใหม่ ที่ตั้งชื่อเสียสวยหรูว่า OKMD แล้วก็ไม่รู้ว่ามันมีขึ้นมาเพื่ออะไร ถึงแม้ TK Park กับ TCDC จะเป็นหน่วยงานพี่น้อง แต่ก็ต้องบอกกันตามตรงว่า ความรู้สึกที่ผมทำงานตรงนั้น มันเหมือนแข่งกันทำงานมากกว่า จะร่วมมือกันทำ ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะด้วยหลักการ และกลุ่มเป้าหมายที่ต่างกันออกไป ในขณะที่หน่วยงานแม่ก็ดูแลแต่เพียงนโยบาย กับหลักการอย่างกว้าง ๆ

เริ่มแรก TK Park ก็บอกว่าจะมุ่งไปที่ public แต่ไป ๆ มา ๆ ก็กลายเป็นที่สำหรับเด็กไป ซึ่งผมก็คิดว่า ไม่ผิดและไม่เสียหาย แต่อาจจะต้องทำความเข้าใจกันใหม่ เท่านั้นเองว่า เงินที่เอามาใช้ลงทุนกับสิ่งที่จะได้กลับคืนมา มันคืออะไร (ซึ่งเรื่องการประเมินผลการลงทุน ถ้ามีเวลาจะเขียนให้ละเอียดลงไป ให้มากกว่านี้) แต่ท้ายที่สุดแล้ว มันก็ไม่สามารถบอกได้ว่าอะไรผิด อะไรถูก ถึงแม้ผมจะเคยเขียนวิจารณ์ โครงการประกวดแผนห้องสมุดมีชีวิตของ TK Park มาแล้ว แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า ผมไม่รู้สึกชื่นชมความตั้งใจของคนทำงาน

หน่วยงานที่ตั้งแต่ขึ้นใหม่ที่มีส่วนของ ห้องสมุด เป็นองค์ประกอบสำคัญนี้ คนในวิชาชีพหลายคน ก็อาจจะรู้สึกว่า ทำไมเหมือนตัดหน้า แล้วเอาใครไม่รู้มาทำ (เป็นหัวหน้า) แทนที่จะเอาคนที่มีความรู้เชี่ยวชาญ ด้านบรรณารักษศาสตร์โดยตรงมาทำ (ซึ่งมันทำให้เกิดความคิดแหนงแคลงใจจากแถวห้องสมุดประชาชน หอสมุดแห่งชาติ หอจดหมายเหตุ) ทั้งที่จริงแล้ว ผมเชื่อว่า คนในวิชาชีพ ก็น่าจะตระหนักถึงจุดอ่อนของตัวเอง และสถานภาพของวิชาชีพในบ้านเราดี เพราะไอ้ความคิดว่า “บรรณารักษ์เมืองไทย” ไม่มีน้ำยานี่แหละ ถึงทำให้คนที่ไม่ได้เรียนจบสายนี้จริง ๆ เข้ามาบริหารงานห้องสมุด และนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรก ดูอย่างตามห้องสมุดมหาวิทยาลัย คนที่มามีบทบาทในการบริหารห้องสมุด ก็มีตั้งเยอะแยะที่ไม่ได้จบบรรณารักษศาสตร์ แต่ประสบความสำเร็จในวิชาชีพ นี่ไม่ได้แสดงให้เห็นถึง ความอ่อนด้อยของการศึกษาในด้านนี้หรอกหรือ ที่ทำให้ผู้เรียนขาดภาวะ “ความเป็นผู้นำ”

รวยกระจุก จนกระจาย

คนถามว่า ทำไมไม่คิดถึงคนบ้านนอก ชาวบ้าน ชาวช่อง ห้องสมุดประชาชนที่ขาดแคลน ผมคงต้องขอแสดงความคิดเห็นไปตรง ๆ อย่างนี้เลยว่า ผมและคนอื่น ๆ (รวมทั้งผู้บริหาร) คิดและเข้าใจความคาดหวังของสาธารณะดี การที่รัฐบาล ณ ตอนนั้น ไม่อาจลงทุนให้กับห้องสมุดประชาชน หรือหอสมุดแห่งชาติ เพราะผมเข้าใจว่า รัฐไม่เชื่อมือบรรณารักษ์ การเอาเงินไปลงทุนให้กับบรรณารักษ์ ที่ดูเหมือนว่าจะเป็นกลุ่มคน ที่มีผลงานให้โดดเด่นน้อยที่สุด ดังนั้น การตั้งองค์กรขึ้นมาใหม่ แล้วให้คนที่รัฐคิดว่า เชื่อใจและ ไว้ใจได้ มาทำงานเหล่านี้ น่าจะเป็นผลดีกว่า (ซึ่งมันก็เป็นวิถีทางการเมืองโดยทั่วไป ที่คนเข้าใจและติดตามการเมืองมาตลอด น่าจะทราบและตระหนักดี) ดังนั้น จะเห็นได้ว่า คนทำงานยุคบุกเบิกในนั้น ไม่มีใครอยู่ใน field เลย

อีกทั้งการที่รัฐพยายามจะ promote ว่า องค์กรนี้ จะเป็นองค์กรต้นแบบ หลายคนก็ต้องเข้าใจว่า มันคือ การสร้างขึ้นมา แล้วก็ให้ห้องสมุดอื่นทำตาม หรือจะไปสร้างห้องสมุดเดียวกันแบบนี้ที่อื่นอีก แต่สิ่งที่คนมองข้ามคือ การเป็นห้องทดลองเชิงธรรมชาติที่นักสารสนเทศ ทั้งสายบรรณารักษศาสตร์หรือสารสนเทศศาสตร์ เพื่อให้ข้อมูลเพื่อการพัฒนา

ทำไมผมถึงบอก หน่วยงานพวกนี้ ว่าเป็นห้องทดลอง มากกว่าการเป็นห้องสมุดต้นแบบ ก็เพราะเป้าหมายของการจะทำให้เกิดนวัตกรรม หรือสิ่งใหม่ขึ้น ในวงการห้องสมุด มันก็ต้องมีการวิจัยและพัฒนา หากแต่การวิจัยและพัฒนาในห้องสมุด ก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่ว่า มันตัน เพราะมันเหมือนจะหมดแค่ ป.โท เท่านั้น แล้วงานวิจัยทั้งหลายก็ไม่ได้ขับเคลื่อนตัวองค์ความรู้ซักเท่าไหร่ เพราะมันเป็นงานวิจัยเชิงองค์กรซะเป็นหลัก

สมัยผมทำงานอยู่ TCDC เราก็คิดกันว่า จะทำอย่างไร ให้คนไม่เข้าใจผิดว่า เราเอาสมบัติชาติบ้านเมืองมาใช้ เพื่อตอบสนองปัญหาของคนเพียงบางกลุ่ม แน่นอน เราคิด แล้วเราก็วางแผนที่จะเข้าไปมีส่วนร่วม มากกว่าการเป็นห้องสมุดเฉพาะ ผมไม่คิดว่า คนใน TCDC ต้องการเข้าไปล้มล้างหอสมุดแห่งชาติ หอจดหมายเหตุ หรือตัดหน้าแต่อย่างไร ในทางตรงกันข้าม ไม่ใช่แต่คน TCDC แต่ทุกคนก็อยากมีห้องสมุดแห่งชาติที่ดีเยี่ยม ไม่ใช่เป็นแหล่งความรู้อย่างเดียว แต่เป็นหน้าเป็นตา เพื่อบ่งบอกความเป็น “อารยะ” ของสังคมไทยว่าเป็นสังคมของคนมีความรู้ (ประชด)

การพัฒนาการทำงานให้เป็นรูปธรรม เป็นสิ่งที่คนใน TCDC ตระหนักดีว่าจะต้องทำให้มันบังเกิดขึ้น ไม่ใช่เป็นเพียงเหตุผลทางการเมืองเท่านั้น แต่สำหรับผมเอง มันเป็นการพิสูจน์ความสามารถของคนทำงาน ว่าเราเป็นน้องใหม่ในวงการ ที่ดีพอที่พอจะเข้าไปช่วยพัฒนาวงการโดยรวม และองค์ความรู้ด้านนี้

อย่างไรก็ตามแรงผลักดันทางการเมือง ทำให้เรามีข้อจำกัดด้านระยะเวลา ซึ่งมีผลกระทบต่อการก่อตั้งของ TCDC ในหลาย ๆ ด้าน และมันก็สามารถกลายเป็น “ข้ออ้าง” ไว้ใช้อธิบายคำถามของที่พยายามโจมตี TCDC ได้อยู่เสมอ ๆ อย่างเช่น ถามว่า ทำไมเป้าหมายของ TCDC ไปอยู่ที่นักออกแบบ ไม่ใช่อยู่ที่ผลิตภัณฑ์ OTOP อันนี้ผมเองก็ตอบไม่ได้เต็มร้อย แต่ตามที่ผมเข้าใจ การมุ่งไปที่นักเรียน และนักออกแบบเป็นกลุ่มแรก ถือเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ (output) ได้มากที่สุด เนื่องจากได้รับผลได้ผลเสียโดยตรง ในขณะเดียวกัน ก็ใช้เป็นโอกาสในการ form เครือข่ายของนักออกแบบ และเมื่อได้กลุ่มนักออกแบบ ที่มีคุณภาพมารวมตัวกัน เราก็น่าจะสามารถเชื่อมโยงคนที่มีหัวคิดออกแบบ กับคนที่มีหัวคิดการค้า เข้าไว้ด้วยกันได้ ต่อให้เป็นระดับไหนก็ตามเถอะ (หมายถึง คนระดับบน ระดับล่าง)

ส่วนถามว่า ทำไมต้องมาตั้งใจกลางเมือง ทำไมไม่ไปตั้งห้องสมุดที่อื่น ตั้งบนห้างมันแพง อันนี้ผมไม่ได้เป็นคนมีส่วนร่วม ในการพิจารณาเลือกพื้นที่ตั้งแต่ต้น ผมและทุกคนเข้าใจดีว่า การสร้างห้องสมุดบนห้างสรรพสินค้า เป็นข้ออ้างทางการตลาด และก็มีแรงบันดาลใจมาจากห้องสมุดในสิงคโปร์ ที่คิดว่าคนจะมาให้ห้องสมุดเยอะมากขึ้น หากตั้งไว้บนห้าง แต่ถ้า ณ​ ตอนนั้น มีคนถามว่า ถ้ามันตั้งในเมืองไทยแล้วมัน work มั๊ย จะมีคนตอบได้หรือไม่ คนก็จะบอก ได้ (ปัญหาคือ ใครจะทำ) ก็จะตอบสมมติฐานที่ตั้งกันไว้ ไม่เต็มปากนัก (แต่พอมีแล้วเป็นไง ก็บ่นว่าเปลือง)

ความจริงห้างเอ็มโพเรี่ยม ไม่ใช่เป็นห้างแรกที่ถูกเลือกให้เป็นที่ตั้งของ TCDC หากแต่เป็นห้างอื่นบนเส้นสุขุมวิทนั้นแล แต่มันมีปัญหาทางธุรกิจหรืออะไรที่แหละ ผมก็ลืมไปแล้ว ทำให้ต้องย้ายมาตั้งที่เอ็มโพเรี่ยม ข้อที่สอง ทำไมต้องตั้งในแถบนั้น ก็เพราะมันเป็นย่านธุรกิจ ที่มีคนทำงานที่น่าจะสนใจด้านนี้อยู่ด้วย ซึ่งจริง ๆ ประเด็นนี้ สำหรับผมแล้ว แต่สุดท้าย จะเป็นที่ไหนก็ไม่สำคัญ ขอให้เป็นแหล่งที่มันเข้าถึงออกสะดวก ก็น่าจะไม่มีปัญหา แต่ปัญหาก็คือ ในระยะเวลาอันสั้น การลงทุนสร้างตึก สร้างอาคารขึ้นมาใหม่ มันใช้เวลา การไปตั้งบนห้างสรรพสินค้า ก็กลายเป็นทางเลือก ที่ช่วยประหยัดเวลาในการจัดตั้ง

ส่วนงบประมาณในการตกแต่ง ทำไมต้องแต่งเสียหรูหรา อันนี้ผมก็คงจะไม่สามารถตอบหรือให้ข้อมูลตรงนี้ได้ เพราะผมเข้าไปงานตกแต่งหลัก ๆ ก็ได้ถูกวางไว้เยอะแล้วเหมือนกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ keep in mind ผม และคนอื่น ๆ อยู่เสมอ ๆ ก็คือ ถ้าห้องสมุดเฉพาะด้านการออกแบบ มีสภาพเหมือนห้องสมุดประชาชนทั่วไป ถึงแม้ content ที่อยู่ในห้องสมุดมากน้อยเพียง แต่มันก็แสดงถึงความไม่เอาใจใส่ของคนทำงาน และกลายเป็นการ discredit ตัวเองไปเสียอย่างนั้น ซึ่งมันก็เหมือนกับวิชาชีพอื่น ๆ ที่มันมีองค์ประกอบของการสร้างความน่าเชื่อถือด้วยเช่นกัน และ TCDC ก็ถือเช่นเดียวกันว่าการตกแต่ง ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับองค์กร แต่

ส่วนหนึ่ง ที่ผมโดยส่วนตัว ไม่ใคร่จะยินดีปรีดา (แต่ก็ไม่ถึงกับรู้สึกว่า อยากจะออกมาต่อต้าน) ก็คือ เรื่อง เฟอร์นิเจอร์ของนักออกแบบชื่อดัง ที่แต่ละตัวมีราคาหลายอยู่ อาจจะเป็นเพราะผมไม่ใช่นักออกแบบเป็นอาชีพ ความสำคัญของการได้สัมผัส ของจริง มันอาจจะเข้าไม่ลึกถึง อีกอย่าง ผมคิดว่าการเอามาใช้แบบถาวร มันเป็นการสิ้นเปลืองอยู่กลาย ๆ แต่กระนั้น ผมก็เห็นพ้องกับประโยชน์ที่จะได้รับ ถ้ามันมีโอกาส (และโอกาสสำหรับประเด็นนี้มันคือ เงิน) อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกเกี่ยวกับเรื่องนี มันก็เกิดขึ้นมาแวบ ๆ ส่วนตัว เมื่อก่อนคริสมาสต์ที่ผ่านมา ผมก็ไป MOMA มา แล้วก็ไปเดินดูเฟอร์นิเจอร์ของนักออกแบบที่ จัดแสดงไว้บนแท่นจัดแสดง ตอนดูแล้วก็นึกขึ้นได้ว่า อืม เห็นแล้วมันก็อยากลองเหมือนกันนะ มันก็คงจะคล้ายกับจิตวิทยาอย่างหนึ่งเวลาเราซื้อของ พอเราเห็นของที่ตั้งอยู่ในร้าน แล้วเขียนว่า ห้ามจับ ห้ามแตะ ความรู้สึกสงสัย เคลือบแคลงใจมันก็เป็น motivation ให้เราอยากจะไปสัมผัส แต่พอมีสตางค์ซื้อมาตั้ง แล้วก็ใช้ได้ ไม่เท่าไหร่ ก็เริ่มบ่นแล้วว่า แพงจัง

อย่างไรก็ตาม ข้ออ้างด้าน “เวลา” ทำให้คนมองข้ามไปว่า TCDC, TK Park และหน่วยงานลูกของ OKMD อื่น ๆ ก็มีแผนการที่จะตั้งห้องสมุดบนพื้นที่ขอตัวเอง ตอนก่อนผมจะออก ก็เริ่มมีเสียงแว่ว ถึงการจะไปตั้ง TCDC บนถนนราชดำเนิน แต่ความพยายามก็ต้องล้มเหลวไป หลังจากรัฐประหาร

นอกจากนี้ TCDC ก็กำลังจะเริ่มโครงการ mini-TCDC ด้วยการเอา collection ไปให้บริการตามห้องสมุดอื่น ๆ ที่น่าจะมีกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งในช่วงแรกผมก็พยายามช่วย หาเกณฑ์ในการคัดเลือกห้องสมุด และนั่นก็เป็นที่มาของ post เรื่อง ปัจจัยในการเลือกพื้นที่พัฒนา (จัดตั้ง) ห้องสมุดประชาชน ซึ่งเป็น post หนึ่งของผมในยุค pre-iTeau ที่มีคน “บังเอิญ” เข้ามามากที่สุด

อย่างไรก็ตาม เท่าที่ผมสืบทราบมา ก็คือ หลังจากที่มีการออกสำรวจและขอความร่วมมือ จากห้องสมุดต่าง ๆ เพื่อที่จะเอา collection ของ TCDC ไปจัดให้บริการ คนทำงาน (ก็คือ บรรณารักษ์ นั่นแหละ) ในหลาย ๆ ที่กระอักกระอ่วนที่จะให้ความร่วมมือ ไม่ใช่เพราะเค้ากลัวเรื่องการเมือง แต่เป็นเพราะเค้าคิดว่า “มันคือการเพิ่มงาน” มากกว่าการมองว่า “ผู้ใช้จะได้ประโยชน์”

นี่ก็แสดงให้เห็นว่า “เงิน” ที่เป็นข้ออ้างว่า ห้องสมุดบ้านเราไม่ได้รับการพัฒนา ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่หากเป็น “งานของตัว” มากกว่า ที่เป็นปัญหาใหญ่ และผมเชื่อว่า “ความคิด” เหล่านี้ มันมีมานานแล้ว มันเป็นมานาน หากจะให้มองถึงรากเหง้าของปัญหา พูดสามวันเจ็ดวันก็ไม่น่าจะหมด มันเหมือนกับว่า ทุกคนก็ทราบปัญหานี้ดี มันมีนานแล้ว แล่้วมันก็็น่าสามารถสะท้อน สิ่งที่ผมเกริ่นไปก่อนหน้านี้ได้ส่วนหนึ่งว่า ทำไมบรรณารักษ์จึงไม่ได้รับความไว้วางใจ จากผู้หลักผู้ใหญ่

เปลือย TCDC: บริบทกับความอยู่รอด ตอน 1

In TCDC, Thaibrarian, การเมือง : Politic, บรรณารักษ์ : Librarian, มั่วซั่ว : Miscellenous on มีนาคม 16, 2007 at 4:25 pm

เปลือย TCDC เป็น series เกี่ยวกับความคิดเห็นของผม ผ่านประสบการณ์ในฐานะที่เคยทำงานใน สำนักงานศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ หรือ TCDC เท่าที่วางแผนไว้ขณะนี้ มีทั้งหมดประมาณ 3-4 ตอน แต่ละตอนก็จะยาวหน่อย (โดยเฉพาะตอนแรกนี้) แล้วจะค่อย ๆ ทะยอยเอามาลงละกัน

ที่มา

เห็นมีคนไปแสดงความคิดเห็นใน Pantip กระทู้เรื่องที่ TCDC จะโดนปิด แล้วก็รู้สึกอ่อนใจ ไม่ได้อ่อนใจที่ว่า TCDC จะโดนปิดหรือไม่ปิด แต่อ่อนใจกับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ ที่มันมีดูเหมือนจะไม่สิ้นสุด แล้วดูออกจะบานปลาย ผมเห็นว่าความเห็นขัดแย้งเหล่านี้ มันอาจจะเกิดจากความไม่เข้าใจกัน หรือมองกันคนละด้าน ผมเห็นว่า ไหน ๆ ผมก็สนับสนุนความโปร่งใสของ Blogophere อยู่แล้ว และเห็นว่ายังไงเสีย ใน resume คนก็พอจะทราบว่า ผมเคยทำงานที่นี่มา ก็เลยคิดว่า จะแสดงความโปร่งใสด้วยการแสดงความคิดเห็นใน blog ของตัวเองนี้แหละ แทนที่จะไปตอบโต้ในกระทู้ เพราะเดี๋ยวอีกไม่นาน กระทู้ก็คงจะหายไปตามกาลเวลา และอีกอย่างเข้าไปในนั้น ก็ไม่อยากใช้ชื่อปลอมอะไร สู้เขียนในนี้เปิดเผยตัวจริงไปเลยดีกว่า

Disclosure

ตอนนี้ผมไม่ได้เกี่ยวข้องอย่างเป็นทางการกับ TCDC โดยตรง เงินทุนที่เอามาใช้เรียน ทั้งโทและเอกตอนนี้ ก็ไม่ได้ใช้เงินภาษีของบ้านเมืองแม้แต่น้อย ตอนปริญญาโท ส่วนหนึ่งก็ใช้เงินของครอบครัว ส่วนหนึ่งก็ทำงานวิจัยเลี้ยงตัวเอง เคยทำงานที่ม.ชินวัตร มาก่อนไปเรียนโท หนึ่งปี เรียนจบกลับมาก็ได้รับการติดต่อจากคนที่รู้จักจาก บริษัท Libnet vendor ของห้องสมุดระบบอัตโนมัติบริษัทหนึ่ง แนะนำให้ไปสมัครงานที่ TCDC

มีคนตั้งข้อสังเกตว่า TCDC ดึงสาวกมาจาก ม.ชินวัตร (จากความคิดเห็นที่ 43 ในข่าวนี้) ก็เห็นจะไม่จริง เพราะผมเองไม่ใช่ออกจากที่ ม.ชินวัตร โดยตรงแล้วไปทำที่ TCDC และมีอะไรหลาย ๆ อย่างที่ไม่เห็นด้วยที่ ม.ชินวัตร ถึงแม้ผมจะไปชวนพี่ที่ ม.ชินวัตร มาด้วยคนหนึ่ง ซึ่งมันก็มีแค่ผมกับพี่เค้าแค่สองคน ถ้าคนที่คนเค้าพูดถึงว่าเป็น สาวก ม.ชินวัตร ก็เห็นจะเป็นผมกับพี่เค้า ซึ่งผมเอง (และพี่เค้า) ก็บริสุทธิ์ใจ ที่จะบอกว่า ผมเลือกทำงานที่ตัวเองรัก มากกว่าทำงานในตัวองค์กร ที่ผมชวนพี่เค้ามาเพราะความสามารถ และความกล้าที่จะทำ และอยากจะพัฒนางาน เห็นความก้าวหน้าของวิชาชีพ ไม่ได้อยู่ที่จ้องจะมาผลาญเงินชาติแผ่นดิน ทุกอย่างผมและพี่ที่ผมไปทำงานที่นั่น ให้ตรวจสอบได้ ส่วนบริษัทที่คนแนะนำงานทำงานอยู่นั้น ถึงแม้จะเป็นธุรกิจใน field แต่ก็ไม่มีธุรกรรมใด ๆ ทำกับ TCDC แม้แต่น้อย ผมทำ TCDC อยู่ 7 เดือน แล้วก็ออกมาเรียนต่อ ป.เอก มหาวิทยาลัยที่เรียนอยู่ออกค่าเทอมให้หมด ไม่มีใครมาส่งเสีย ทำงานวิจัยเลี้ยงตัวเอง

สมัยอยู่ TCDC ผมทำงาน 7 วันต่อสัปดาห์แทบจะทุกอาทิตย์​ โดยไม่ได้รับ OT หรือผลตอบแทนอย่างอื่น นอกเหนือไปจากค่าแรงเงินเดือนในแต่ละเดือน หรืออย่างตอนที่ออกมาเรียนหนังสือนี้แล้ว บางครั้งผมก็ยังไปช่วยเพื่อน ๆ ในนั้นทำงาน ทั้งที่อยู่ที่นี่หรือตอนกลับเมืองไทย โดยที่ไม่ได้รับค่าตอบแทนใด แม้แต่สตางค์แดงเดียว ปัจจุบันผมเองถึงแม้จะไม่มีส่วนได้ส่วนเสียใด ๆ กับ TCDC แล้วก็ตาม แต่การที่เคยทำงานที่นั่นมา 7 เดือน ตั้งแต่สมัยที่พื้นที่ตรงนั้น ยังเป็นของช่อง 3 ก็พอจะรู้เรื่องที่มาที่ไปขององค์กรแห่งนี้อยู่บ้าง นอกจากนี้ยังมีเพื่อนฝูงที่ทำงานอยู่ที่นั่นอยู่แน่นอน ก็เลยอยากจะทำความเข้าใจกับหลาย ๆ คน ณ​ ตรงนี้ ส่วนจะเห็นด้วยหรือไม่นั้น อันนี้ก็สุดแล้วแต่ ผมไม่ได้ต้องการจะโน้มน้าว เพียงแต่ต้องการจะอธิบายให้เข้าใจว่า “บริบท” ของการมีอยู่ (และหากจะเป็นไป) ของ TCDC คืออะไร ในมุมมองของผม ขอเน้นย้ำว่า TCDC ไม่ได้ข้องเกี่ยวใด ๆ กับข้อคิดเห็นนี้โดยสิ้นเชิง ทั้งหมดนี้เป็นข้อเท็จจริงและความคิดเห็นส่วนบุคคลของผมเอง ส่วนใครจะเอาไป​ “ตีความ” ต่ออย่างไรก็สุดแล้วแต่ หรือจะคิดว่า เป็นการพูดดีใส่ตัว พูดชั่วใส่คนอื่น ผมก็จนใจ ซึ่งสำหรับผมก็มีอยู่เท่านี้แหละ ไม่มีมีเจตนาจะทำร้ายใคร
วิชา – อาชีพ

ผมเข้าไปทำงานรับผิดชอบในส่วนของห้องสมุด หลังจากเรียนจบปริญญาโทมาใหม่ ๆ หลังจากกลับถึงเมืองไทยยังไม่ถึงเดือนดี แน่นอนว่า TCDC ไม่ใช่มีแต่ส่วนห้องสมุดอย่างเดียว แต่ยังมีส่วนที่เป็นนิทรรศการ ที่ถือเป็นอีกหนึ่ง highlight ขององค์กร และแน่นอนว่า การทำงานมันต้องทำงานกันเป็นทีม ผมเองก็ต้องยอมรับว่า มีบางส่วนที่เห็นด้วย บางส่วนก็ไม่เห็นด้วย ในการทำงาน แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้น ผมก็พยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่คนทำงานด้วยกัน มองเห็น และเป้าหมายที่ยอมรับได้ เพราะฉะนั้น นั่นหมายความว่า ไม่ใช่ทุกอย่างที่เป็นของ TCDC แล้วผมจะเห็นด้วยไปเสียหมด

ตำแหน่งของนักสารสนเทศหรือ Information Scientist ที่มันออกจะดูเว่อร์ ๆ ไปหน่อย แต่มันมีเบื้องลึกเบื้องหลังอยู่ในนั้น ผมทำงานในห้องสมุดครั้งแรก ก็ด้วยตำแหน่งนี้ ที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัยชินวัตร แต่งานหลัก ๆ ของผมก็ออกจะเป็นในแนว project management คือ สร้าง idea ของผู้บริหารออกมาให้เป็นความจริง หรือใกล้เคียงมากที่สุด นั่นคือ งานและหน้าที่หลัก ก็ใช้ความรู้ความสามารถที่พอจะมี ทำมันให้เต็มที่ ด้วยความที่ต้องการจะเห็นการเปลี่ยนแปลง

ถามว่า ทำไมต้องใช้นักสารสนเทศ ทำไมไม่ใช้บรรณารักษ์ ผมไม่รู้สึกเสียหาย หากคนอื่นจะมองไม่ดี เราใช้ชื่อตำแหน่งเป็นความจงใจทีี่ อยากจะให้ “ผู้ใช้” เปลี่ยน Perception ของคนทำงานในวิชาชีพนี้ ว่ามันเป็นมากกว่า บรรณ + อารักษ์ นอกจากนี้ scope ของงานมันก็มากกว่าที่คนอื่นเห็น มันมีงานเทคนิคตั้งมากมาย ที่เราทำได้ มีงาน in-house R&D ที่เราจะพัฒนาบริการของเราได้ ซึ่งผมจะได้พูดถึงต่อไปในส่วนของเทคโนโลยี สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกได้ ก็คือ แรงผลักดันจะคนนอกวิชาชีพ ที่เริ่มรู้สึกอีดอัดแทน และอยากจะสร้างความเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเอง เพราะเห็นว่างานห้องสมุด ใคร ๆ ก็ทำได้ และเห็นคนในวิชาชีพ “ดูเหมือน” จะนิ่งดูดาย แต่จริง ๆ แล้ว ผมก็เห็นว่า ไม่ได้ดูดาย ออกจะเป็นเดือดเป็นร้อนด้วยซ้ำไป แต่คิดว่าทำอะไรไม่ได้ (ด้วยสาเหตุ หลายหลาก) ทั้งที่จริง ๆ แล้ว ผมก็ยังเชื่อว่า ทำได้ การทำงานที่ TCDC มันคือการพิสูจน์ให้คนนอกวิชาชีพ ที่พยายามจะ take over งานบรรณารักษ์ ให้เค้าเห็นว่า มันเป็นงานที่มีคุณค่า และต้องอาศัยคนที่มีความรู้ และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ไม่ใช่ใครสุ่มสี่สุ่มห้า หรือรู้แต่เรื่องหนังสือ ตำรามาทำห้องสมุดได้ มันต้องศึกษาหาความรู้ และผมก็คิดว่า อย่างน้อย ผมก็ทำให้คนเหล่านั้น เปลี่ยนใจได้บ้างแล้ว ไม่มากก็น้อย

ผมเข้าใจดีว่า องค์กร จัดตั้งขึ้นโดยแรงผลักดันทางการเมือง แต่ผมก็เห็นว่า มันมีความไม่มั่นคงสูง (และนั่นก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้คนทำงานในหน่วยงานนี้ ตั้งแต่ระดับแม่ลงมา มีค่าตอบแทนสูง แม้กระทั่งหนึ่งในผู้นำกลุ่มพันธมิตร ยังต้องออกมายอมรับและตอบโต้ให้กับคนใน OKMD มาแล้ว) สาเหตุที่ผมลาออกจากที่ TCDC ไม่ใช่เพราะ ความไม่มั่นคง เรื่องการเมือง เป็นประเด็นสำคัญ แต่ผมเห็นว่า โอกาสที่จะได้เรียนต่อ มันมีมา คว้าไว้ได้ก็คว้าไว้ ความรู้มันเห็นอยู่ข้างหน้า ส่วนงานที่ TCDC ก็จะพยายามช่วย ถ้าเป็นไปได้ (ผมไม่ได้มีตำแหน่งหัวหน้างาน หรืออะไรทั้งสิ้น โปรดอย่าเข้าใจ ว่าผมสำคัญตัว เพียงแต่ต้องเข้าใจว่า การทำงาน ณ​ ตอนนั้น มันคือ การประสานงาน การออกไปกลางคัน ก็ต้องหาคนมาแทน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เร่งด่วน เนื่องจากศูนย์ฯ จะต้องเปิดให้ทันกำหนด)

ผมยอมรับว่า เวลาทำงาน ผมตั้งเป้าหมายไม่ใช่แค่ในระดับองค์กร แต่ผมมองถึงในระดับวิชาชีพ ผมอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงของวงการห้องสมุด ที่เป็นมากกว่าการพูดแค่ห้องสมุดมีชีวิต หรือเรื่องการจัดการความรู้ ผมอยากเห็นคนในวงการห้องสมุด พูดเรื่องที่เป็นเทคนิคมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่คนชอบคิดว่ายาก ซับซ้อน แล้วไม่อยากไปแตะต้องมัน ในขณะเดียวกันก็เป็นห้องสมุดที่ปรับตัวให้คล่องแคล่ว ในขณะเดียวกัน ผมก็ตระหนักดีว่า การที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรก็ตามในวงการนั้น เป็นเรื่องมหาหิน เพราะมันมีอะไรที่หยั่งรากลึกมานาน นานจนทำให้โอกาสในการเปลี่ยนแปลงและการเติบโตได้ช้ามาก ทั้งที่จริง ๆ แล้ว เราก็มักพูดอยู่เสมอว่า โลกของบรรณารักษ์มันแคบและกลม แต่ไฉนมันถึงได้ช้าได้ขนาดนี้ ผมว่าถ้ามีคนเอาไปทำวิทยานิพนธ์ได้ ผมจะยกให้เป็นวิทยานิพนธ์แห่งปี (มันแคบขนาดที่ว่า ผมใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมง ก็ทราบได้ว่า คนที่แสดงตนและมาตอบในกระทู้นั้นเป็นใครบ้าง ได้อย่างไม่ยากเย็น)

ดูตัวอย่างงานเครือข่ายห้องสมุด หรืองานของสมาคมวิชาชีพ คนในวงการ ทุกคนก็ตระหนักดีว่า มันมีอุปสรรคขวากหนาม มากน้อยแค่ไหน การที่เป็นตัวแทนของคนในวิชาชีพ หาโอกาสฉีกแนวออกมา เพื่อหาทางออก ผมว่าก็ไม่น่าเสียหาย ถึงแม้จะโดนหมั่นไส้ ครหา แต่ผมถือว่า ถ้าการลงทุนด้วยชื่อเสียงที่ไม่ดี ผมก็คงไม่สน เพราะผมเองมันก็คนที่เริ่มต้นจากศูนย์อยู่แล้ว หากจะรู้สึก ก็คงจะรู้สึกว่ามันน่าเสียดาย หากคนร่วมวิชาชีพไม่ได้มองถึงเนื้องาน แต่มองถึงเนื้อเงิน

เพราะฉะนั้น งานที่ผมทำ คือ ผมอยากให้คนเห็นความแตกต่าง และสามารถเอาไปใช้ได้จริง ผมเอง ก็ไม่อาจจะเรียกว่า เป็นห้องสมุดต้นแบบ ได้เต็มปาก แต่อยากให้เป็นห้องสมุดแห่งแรงบันดาลใจเสียมากกว่า ผมจะรู้สึกดีมาก หากคนจะเอาแนวคิดที่เราคิดปรับปรุงไปทำต่อยอด แต่หากคนจะเอาคำว่า ห้องสมุดต้นแบบ อย่างน้อยให้คนอื่น ได้เห็นว่า ยังมีคนในวงการวิชาชีพนี้ ที่ยังไม่เหนื่อยใจกับความคิดสร้างสรรค์ แต่ถ้าเอาความตั้งใจของคนทำงาน ไปก่อให้เกิดความอิจฉา ริษยา น้อยเนื้อต่ำใจ ผมเองก็เสียใจที่ทำให้คนอื่น รู้สึกเช่นนั้น

ผมไม่หลีกเลี่ยงที่จะยอมรับว่า ไปทำงานที่นั่น ส่วนหนึ่งก็เพราะผลตอบแทนที่ดีกว่าทำงานหน่วยงานของรัฐทั่วไป แต่ที่สำคัญคือ ผมอยากสร้างหรือทำอะไรที่มันแปลกใหม่ในแวดวง ซึ่งการได้มาทำงาน ณ ตรงนั้นก็ถือเป็นโอกาสที่ดีที่ได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่ ผมเชื่อว่า ผมจะได้ทำอะไรที่มันแปลกใหม่ ที่ไม่ใช่ตอบสนองความต้องการของตัวเองเพียงอย่างเดียว แต่ผมต้องการจะพิสูจน์ให้คนเห็นว่า การจัดการห้องสมุดมันมีมากกว่าที่เก็บหนังสือกับ catalog ซึ่งความเป็นวิชาชีพจ๋า + ระบบราชการ มันทำให้ ผมคิดว่าองค์กรแบบนี้ มันน่าจะมีโอกาสที่ดีกว่า

แน่นอน อย่างที่หลายคนเข้าใจว่า มันถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง แต่หนึ่งในจุดมุ่งหมายขององค์กร นอกเหนือจากการพัฒนางานออกแบบแล้ว ยังมีจุดมุ่งหมายในด้านการเป็นห้องสมุดสมัยใหม่ (ย้ำ ผมไม่ได้ใช้คำว่า ห้องสมุดมีชีวิต) เป็นสิ่งที่ผมเห็นด้วย นั่นก็คือ กระตุ้นให้คนในวงการ เกิดความตื่นตัว รู้สึกว่าถ้าไม่รู้จักปรับตัว คนอื่นก็จะมาแย่งงานในวิชาชีพเราไป ทุกวันนี้ บรรณารักษ์บ้านเรา ผมมองว่า มักจะมองว่าเป็นงาน “ของตาย” คือ มันมั่นคงมาก มากเสียจนทำให้รู้สึกว่า งาน routine มันเป็นอะไรที่ทำยังไงก็อยู่รอด จะพัฒนางานขึ้นหน่อยก็เพื่อผลงาน เอาขั้น เอาตำแหน่งกันเสียมากกว่า จะเห็นแต่เรื่องของเนื้องานเป็นสำคัญ (ซึ่งอย่างหลัง ผมก็เชื่อว่า ยังมีอยู่อีกมาก) อีกอย่าง คนก็บอกว่า ที่ห้องสมุดบ้านเรามันไม่พัฒนาก็เพราะเงินไม่มี ซึ่งผมเห็นว่า ปัญหามันไม่ใช่ ไม่มีใครให้คน แต่บรรณารักษ์ไม่รู้จักหาเงินต่างหาก ซึ่งผมจะได้อธิบายอีกครั้งในตอนท้าย

ที่เขียนอ้างตััวเองแบบนี้ ผมต้องการเพียงแค่จะยกตัวอย่าง ของคนทำงานร่วมวิชาชีพ ที่มีความตั้งใจ อาศัยโอกาสพัฒนาวงการ และวิชาชีพ ซึ่งผมเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ส่วนหนึ่งของ TCDC และผมเชื่อว่า คนที่ผมร่วมงานด้วยที่ห้องสมุด TCDC หลายคน ก็มีความรู้สึกเดียวกัน ดังนั้นถ้าจะโจมตีกัน ก็ขอให้นึกถึงคนร่วมวิชาชีพ ที่มีความตั้งใจทำงานด้วยกัน และต้องการให้เกิดการสร้างสรรค์ และการเปลี่ยนแปลงในวงการ เพราะถ้าหากคนในวิชาชีพมองแบบนี้แล้ว ผมเองก็คงจะลาออกไปเรียน หรือไปทำอาชีพอื่นเสียจะดีกว่า เพราะทำไปก็ไม่เกิดประโยชน์ นอกจากจะมองไม่เห็นความตั้งใจแล้ว ยังดูถูกดูแคลนกันอีกด้วย

คนใน TCDC อาจจะไม่พอใจกับกระทู้ที่ผมเขียนนี้ เพราะมันดูเหมือน overtransparent ถ้าเป็นภาษิตไทย ๆ ก็ เหมือนนำไฟในออก แต่ผมก็เห็นว่ามันเป็นประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ต่อทั้งคนใน TCDC เอง และคนภายนอก ผมเอง ยิ่งพูดกัน ยิ่งโปร่งใส ผิดก็คือผิด ถูกก็คือถูก ถ้าคนสองฝ่ายเข้าใจ ผมก็คงจะเป็นคนกลางไป แต่ถ้าไม่เข้าใจกัน ผมก็คงเป็นหนังหน้าไฟให้เค้าด่าไป

หลายคนอาจจะบอกว่า การประชาสัมพันธ์ critical issue ที่ดีที่สุดในเวลานี้ คือ การเงียบ แต่ผมเห็นว่า ถ้าการเงียบมันทำให้คนมองเราในทางไม่ดี ผมและคนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ TCDC ก็น่าจะมีโอกาสได้เคลียร์ตัวเอง อย่างไรก็ตาม ผมขอเน้นย้ำว่า การเขียน post นี้ ผมใช้ “สื่อ” ไม่ใช่เพื่อการเรียกร้อง ไม่ให้ปิด TCDC แต่เป็นเพียงเวทีแสดงความคิดเห็นของตัวเอง เพราะ TCDC จะปิดหรือไม่นั้น ผมเอง ก็ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงใด ๆ ทั้งสิ้นอยู่แล้ว