iTeau

ประวัติเอกสารจากหมวดหมู่ ‘Thaibrarian’

ขายหนังสือตามขนาดและสี

In บรรณารักษ์ : Librarian, ห้องสมุด : Libraries, Thaibrarian on มีนาคม 15, 2009 at 2:05 pm

หนังสือแต่ละเล่มต่างก็มีคุณค่าอยู่ในตัวมันเอง ในขณะเดียวกันการที่หนังสือหลายเล่มอยู่บนชั้นเดียวกัน ก็มีคุณค่าไปอีกรูปแบบหนึ่ง โดยเฉพาะความสวยงาม และการสร้างภาพลักษณ์ให้กับสถานที่ เป็นกลายมาเป็นหลักการในการขายหนังสือของบริษัท Wonder Book ที่นอกเหนือจะขายหนังสือรายเล่มแล้ว ยังขายเป็น collection ด้วย แต่ไม่ได้ขายตาม genre หรือประเภทของหนังสือ แต่ขายตามตารางฟุต และสี กลุ่มเป้าหมายก็อยู่ที่นักตกแต่งภายใน

INSTANT LIBRARIES: We create a very inexpensive yet impressive personal or professional library for your specs. This is ideal for senior living, retirement homes, new homes, corporate reading rooms, vacation homes, and even clients too busy to build their own libraries etc. Subjects can be general or specific (childrens, art, encyclopedias, coffee table, sales, motivational, large print, etc…).

[ที่มา: Improbable Research]

ไอทีจุ้นจ้านกับคนทำงานหัวเก่า

In บรรณารักษ์ : Librarian, ห้องสมุด : Libraries, library2.0, Thaibrarian on มีนาคม 15, 2009 at 11:51 am

หลายครั้งคนทำงานรุ่นใหม่พยายามจะหาวิธีการปรับปรุงพัฒนา online collection ด้วยวิธีการเปิดโอกาสให้กับผู้ใช้ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา collection แต่ก็ต้องเจอข้อโต้แย้ง/คำถามจากแนวคิดแบบเก่า เช่น ถ้าเปิดให้ผู้ใช้ tag หนังสือเองได้ แล้วใครจะคุม แล้วจะได้คุณภาพได้อย่างไร ซึ่งเป็นข้อโต้แย้งที่พบเห็นอยู่ได้ทุกครั้งที่มีการพูดถึงเรื่องนี้

ก็เลยอยากแนะนำให้ดู presentation โดย Micheal Edson อันนี้

web tech guy and angry staff person

ถึงแม้ข้อโต้แย้งบางอันจะดูไม่ค่อยมีน้ำหนักเท่าไหร่ แต่ก็ได้ idea [ที่มา:  Library Link of the Day]

ปล. พูดถึงเรื่อง tag เพิ่งทราบว่าห้องสมุดสามารถ import (ซื้อ) tag ของ LibraryThing ได้ แต่การซื้อ tag นั้นไม่ได้มาทั้งหมด จะได้เฉพาะ 20 tag ยอดนิยมเท่านั้น เพื่อเป็นการ screen out tag ที่ไม่เกี่ยวข้องออกไป [ที่มา: ACRL conference blog]

Chopac

In บรรณารักษ์ : Librarian, ห้องสมุด : Libraries, Thaibrarian on มิถุนายน 13, 2008 at 3:58 pm

Chopac.org มีเครื่องมือช่วย catalog ที่ handy หลายชิ้น ที่ชอบมากที่สุดคงเป็นตัวช่วย download ข้อมูลจาก Amazon แล้วแปลงเป็น MARC ให้เลย (มี access point หลายจุด และสามารถเลือกที่จะเอาหรือไม่เอาหัวเรื่องได้) ผมว่าเป็นตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจ สำหรับห้องสมุดที่นำ API ของ Amazon มาใช้ก่อให้เกิดประสิทธิภาพในการการทำงาน

นอกจากนี้ยังมีเครื่องมืออื่น ๆ และ ILS ขนาดย่อม (ที่มีInterface เลียนแบบ google นอกเหนือไปจาก Interface แบบ traditional ทั่วไป) แจกฟรีอีกด้วย

[ที่มา: Catalogablog]

ห้องสมุดมีชีวิตผิดตรงไหน

In บรรณารักษ์ : Librarian, ห้องสมุด : Libraries, Thaibrarian on มิถุนายน 12, 2008 at 12:02 am

จดหมายเปิดผนึกถึงบรรณาธิการวารสารโดมทัศน์

เรียน บรรณาธิการวารสารโดมทัศน์

ผมไม่แน่ใจว่า วัตถุประสงค์ในการลงบทความเรื่อง ห้องสมุดมีชีวิต: ลิขิตด้วยเงิน ในวารสารโดมทัศน์ (ปีที่ 28 ฉบับที่ 1 ประจำเดือนมกราคม – มิถุนายน 2550) คืืออะไร ผมอ่านหลายรอบ เพื่อให้แน่ใจว่าผู้เขียนตั้งใจจะสื่อสารอะไร แต่ยังไม่สามารถให้คำตอบกับตัวเองได้ ในทางตรง ผู้เขียนเหมือนจะสรุปเล่าให้ฟังว่า กระแส “ห้องสมุดมีชีวิต” มีที่มาที่ไป อย่างไร และมีองค์ประกอบอะไรบ้าง อย่างไรก็ตามเนื้อหาและถ้อยคำที่ปรากฏในบทความ มีความส่อเสียดและกระทบกระเทียบต่อวิชาชีพและวิชาการเป็นอย่างมาก ขนาดผมที่มิได้ทำงานในหน่วยงานที่ผู้เขียนเอ่ยถึงเป็นตัวอย่าง ยังรู้สึกว่ากำลังโดนเสียดสีอย่างมาก แต่หากผู้เขียนมิได้มีเจตนาส่อเสียด ก็เป็นไปได้ว่าผู้เขียนมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับ “ห้องสมุดมีชีวิต” หลายประการ ซึ่งถือเป็นความบกพร่องโดยสุจริต

จะว่าไปแล้ว ชื่อบทความ ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเนื้อหาในบทความสักเท่าไหร่ จากจำนวน 12 หน้ามีเพียงไม่กี่ส่วนที่ผู้เขียนเอ่ยถึงเงิน เท่าที่ผมเห็นก็มี

  • หน้า 45 ย่อหน้าแรก (7. มีงบประมาณ…)
  • หน้า 48 คอลัมน์ที่ 2 ย่อหน้า 2 (การทำ Living Library คงใช้ปากทำอย่างเดียวไม่ได้ ต้องใช้งบประมาณมากในระยะแรก…)
  • หน้า 53 ข้อ 9 (9. ต้องได้รับงบประมาณสนับสนุน…)
  • หน้า 53 บทสรุป (โดยสรุปแล้วห้องสมุดมีชีวิตไม่ได้จัดทำได้ง่ายนัก แต่มีวิธีการขั้นตอนที่มากมายและใช้งบประมาณมาก ลงทุนมาก เป็นตัวกำหนด…)

จริง ๆ แล้ว บทความไม่ได้นำเสนอเหตุและผลใด ๆ ที่บ่งชี้ว่า เงินมีความสำคัญอย่างไรต่อห้องสมุดมีชีวิต ทำไมเงินจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด การอนุมานได้ดีที่สุดนั้นน่าจะมากชื่อบทความและบทสรุป ที่คล้าย ๆ จะบอกว่า เงินเป็นปัจจัยเดียวเท่านั้น ซึ่งจริง ๆ แล้ว ผมเห็นว่าอาจมีปัจจัยสำคัญอื่น ๆ อีกที่มีความสำคัญพอ ๆ กับเงิน

ตอนแรกผมเข้าใจว่า ผู้แต่งจะศึกษาการใช้จ่ายงบประมาณของห้องสมุดมีชีวิต ว่าเงินไปสนับสนุนด้านใดบ้าง เช่น เทคโนโลยี บุคลากร ทรัพยากร เป็นต้น หรือผู้เขียนอาจตั้งสมมติฐานเปรียบเทียบระหว่างการใช้จ่ายระหว่างห้องสมุดทั่วไปกับห้องสมุดมีชีวิต ยกตัวอย่างเช่น ในการศึกษาด้านงบประมาณโดยทั่วไปพบว่า งบประมาณที่ใช้มากที่สุดในการดำเนินการพัฒนาห้องสมุดและอื่น ๆ คือ งบประมาณด้านบุคลากร หากการจัดตั้งห้องสมุดมีชีวิต มีลักษณะการใช้จ่ายงบประมาณที่ผิดแผกแตกต่างไปจาก การใช้จ่ายงบประมาณของห้องสมุด “ไร้ชีิวิต” อย่างไร เป็นต้น

ก่อนอื่นผมยอมรับว่าเคยเขียนวิจารณ์ โครงการประกวดห้องสมุดมีชีวิต มาครั้งหนึ่ง เนื่องด้วยความไม่สมบูรณ์ของกิจกรรม แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า ผมไม่เห็นด้วยและมีอคติต่อแนวความคิดนี้ ในฐานะที่นักวิชาการ ถึงแม้ ห้องสมุดมีชีวิต ไม่ใช่กระบวนทัศน์ทางความคิดที่ผมให้ความสนใจ แต่กระนั้นผมถือว่า เป็นกลยุทธ์ที่กระตุ้นให้คนในวิชาชีพเกิดการตื่นตัว และถือเป็นการพัฒนาอีกรูปแบบหนึ่งที่เป็นรูปธรรมชัดเจน

ในวงวิชาการต่างประเทศโดยเฉพาะฝั่งตะวันตก ห้องสมุดมีชีวิต ปัจจุบันไม่ได้รับความสนใจมากมายขนาดเรียกว่าเป็น “แนวคิด”​ หรือ “ทฤษฏี” ที่ต้องมากระโดดโลดเต้น (ที่ดูใกล้เคียงที่สุดเห็นจะเป็น Information Common ซึ่งมีรากฐานมาจากแนวคิดเสรี ไม่ใช่ความเก๋ เท่เพื่อล่อใจผู้ใช้) หากแต่ผมมองว่า “ห้องสมุดมีชีวิต” จึงเป็นเพียง “แบรนด์” หรือเครื่องมือทางการตลาดอย่างหนึ่งที่ได้รับ​ “กระแส” มาจากการเมือง เศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะในประเทศไทย ที่มีแรงผลักดันทางการเมืองอย่างเห็นได้ชัด ดังที่ผู้เขียนบทความได้พยายามกล่าวถึง แต่กระนั้นกระแสเรื่อง ห้องสมุดมีชีวิต ที่ทุกคนให้ความสนใจนั้น เป็นเพียงเปลือกนอกของการพัฒนาชุมชนห้องสมุด และวงวิชาการบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์เท่านั้น

สิ่งหนึ่งที่ดูเหมือนว่าผู้เขียนมองข้ามไป คือ ห้องสมุดมีชีวิต ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ดังกฏห้องสมุดของ Ranganathan ข้อสุดท้ายที่ว่า Library is growing organism (Ranganathan, 1931, หน้า 382-416) ดังนั้นถ้าจะพิจารณากันที่ “หลักการ” จริง ๆ องค์ประกอบที่ผู้เขียนพูดถึงส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่ควรทำอยู่แล้ว ถึงแม้ว่ามันจะเป็น “ห้องสมุดที่ไม่มีชีิวิต” ก็ตาม

การที่บอกว่า ห้องสมุดมีชีิวิตต้องมีระบบป้องกันอัคคีภัย มีเก้าอี้ที่นั่งสบาย สิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่เป็นสิ่งที่​ “จำเป็น” สำหรับผู้ใช้อยู่แล้วหรือ ไม่ว่าจะเป็นห้องสมุดที่มีชีวิตหรือไม่ คุณก็ต้องมีระบบป้องกันอัคคีภัยอยู่แล้ว (อาคารที่ไหนก็ต้องมีเพื่อความปลอดภัย) การมีเฟอร์นิเจอร์ที่ให้ความสะดวกสบายแก่ผู้ใช้ ก็เป็นเรื่องจำเป็น จะให้ผู้ใช้หาหนังสือที่กองทับกันอยู่กับพื้น หรือให้นั่งอ่านหนังสือกันกลางแดดจ้า ก็คงมิอาจจะเรียนว่าเป็นห้องสมุดได้ ห้องสมุดก็ต้องมีระบบแสงสว่างที่เพียงพอ มีระบบควบคุมเสียงที่ดี มีมากมีน้อย ดีมากดีน้อย ก็ต้องขึ้นอยู่กับศักยภาพของแต่ละสถาบัน ไม่ว่าจะเป็นกำลังเงิน กำลังคน -รวมถึงคุณภาพของคน- และเวลา) ส่วนเรื่องร้านอาหาร ร้านกาแฟ เหล่านี้ส่วนเป็นส่วนเสริมเท่านั้น

ผมยอมรับว่า เงินเป็นปัจจัยสำคัญ (แต่อาจไม่ที่สุดและไม่ใช่ปัจจัยเดียว) ในการพัฒนาชุมชนห้องสมุดตามกระแสห้องสมุดมีีชีวิต (และห้องสมุดไม่มีชีวิตด้วย) ก็จริง แต่การมองข้ามปัจจัยอื่น ๆ ปัญหาของการไม่สามารถจัดหาของที่มีีคุณภาพในระดับที่ดีได้ “ส่วนหนึ่ง” ก็อยู่ที่ข้อจำกัดของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของทางราชการด้วยมิใช่หรือ ถึงแม้จะมีเงินมาก แต่หากยังต้องปรับปรุงอาคาร หรือจัดซื้อชั้นหนังสือตาม คุณสมบัติเหมือนกันทั้งหมดทั้งประเทศ ก็ไม่มีค่าอะไรที่จะมาบ่นว่า ไม่มีเงินก็ไม่มีของดี ดังนั้น การเขียนบทความจงใจกระทบกระเทียบเช่นนี้ เป็นการมองข้ามองค์ประกอบอื่น ๆ ไปอย่างสิ้นเชิง

หากมองในเชิงมหภาค จะเห็นได้ว่า เราสูญเสียทรัพยากรจำนวนมาก ไปกับการทำงานซ้ำซ้อนมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะการที่ไม่ประสบความสำเร็จในการสร้างเครือข่าย ไม่ว่าจะตั้งแต่การจัดหาทรัพยากร การลงรายการ ไปจนถึงการให้บริการร่วมกันระหว่างห้องสมุด ความร่วมมือเหล่านี้ต่างก็ทำให้การใช้ทรัพยากรเป็นไปอย่างเต็มประสิทธิภาพ แต่ทำไมในทางปฏิบัติไม่เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ มีปัจจัยอะไรบ้าง? เงินยังเป็นปัจจัยสำคัญอีกหรือไม่?

การเขียนพรรณาเกินจริงของผู้เขียน ก็ชี้ให้เห็นว่าผู้เขียนมองข้ามหลักเหตุและผล โดยเฉพาะเรื่องคุณภาพการบริหารจัดการ รวมไปถึงการบริการ นั่นก็คือ ประสิทธิผลและประสิทธิภาพ การจัดหาของทุกสิ่งทุกอย่างเข้าห้องสมุด (รวมทั้งหนังสือ) ถึงแม้จะมีราคาแค่ไหน แต่ก็ควรยึดหลักประสิทธิผลและประสิทธิภาพอยู่เสมอ ไม่ใช่เพียงแต่เพื่อเท่ เก๋ อะไรอย่างเดียว ยกตัวอย่าง เช่น การแนะนำว่าหนังสือที่จะจัดหาควรจะเป็นหนังสือใหม่ที่มีอายุไม่เกิน 3 ปี อันนี้เป็นความคิดที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อน หนังสือมีคุณค่าเมื่อมีคนอ่าน การนำเสนอหนังสือใหม่ เป็นเพียงวิธีการหนึ่งที่ทำให้ผู้ใช้ติดตามความรู้ใหม่ ๆ แต่ความรู้ไม่ได้อยู่แต่ในหนังสือใหม่เท่านั้น การมีหนังสือเก่าหรือมีรอยซ่อมแซม ก็ไม่ใช่เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจต้องห้าม การที่แนะนำให้เอาหนังสือเก่ามาเก็บไว้คนละอาคาร เพียงเพราะไม่เข้ากับกระแส ก็ออกจะดูพิลึกและผิดจากแนวปฏิบัติไปมาก ไม่มีความจำเป็นใด ๆ สำคัญอยู่ที่ว่า หนังสือที่นำเข้ามาเหมาะกับความต้องการผู้ใช้มากน้อยเพียงใด หนังสือที่ไม่เหมาะกับผู้ใช้ ต่อให้ใหม่แค่ไหน ก็ไม่มีใครอ่าน สู้อ่านหนังสือเก่าไม่ได้ มีวิธีการตั้งมากมาย ที่ทำให้ห้องสมุดสามารถนำเอาหนังสือเก่ามานำเสนอให้เกิดความน่าสนใจ และทำให้มันดูมีชีวิต

การยกตัวอย่างการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยของผู้เขียน มิได้แสดงเหตุและผลว่าทำไมการมีเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยเป็นองค์ประกอบสำคัญใน “ขั้นตอนการทำ Living Library” การระบุว่า ห้องสมุดมีชีวิตต้องมีระบบ RFID ใช้ มีเครื่องยืม-คืนอัตโนมัติ แสดงให้เห็นว่าผู้เขียนมองประเด็นเหล่านี้เป็นของความทันสมัย ทั้งที่จริง ๆ แล้วการพิจารณาการใช้เทคโนโลยีทั้งหลายทั้งปวง ต่างก็อยู่บนพื้นฐานของประสิทธิภาพและประสิทธิผลเช่นกัน

ผู้เขียนแนะนำให้เลิกใช้ โปรแกรม CDS/ISIS โดยขาดบริบท ว่าปัญหาของ CDS/ISIS คืออะไร ผมเองก็ไม่เข้าใจว่า CDS/ISIS ไม่ดีอย่างไร การแนะนำเช่นนี้ ประหนึ่งเป็นการบอกเป็นนัยว่า เราไม่มีทางที่พัฒนาห้องสมุดได้ดีไปกว่านี้แล้ว นอกจากต้องมีเงินซื้อ เพราะบรรณารักษ์ไม่ควรรู้เรื่องระบบ ควรพึ่ง vendor เท่านั้นเป็นพอ แท้ที่จริงแล้วระบบห้องสมุดอัตโนมัติที่ดี ไม่จำเป็นต้องมีราคาแพง ปัจจุบันมีระบบห้องสมุดอัตโนมัติ Open Source ที่สามารถนำมาใช้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เงิน แต่อยู่ที่คน ว่าคนรู้เรื่องระบบได้ดีแค่ไหน

นอกจากนี้ผู้เขียนดูเหมือนเบี่ยงเบนบางประเด็นให้ดูเกินความเหมาะสม เช่น ในหน้า 46 ย่อหน้าที่ 2 ผู้เขียนกล่าวโดยสรุปว่า ห้องสมุดที่ให้บริการในเชิง Edu-entertainment คือ “เป็นห้องสมุดที่เข้าไปแล้ว มีความสุข บรรยากาศน่านั่ง น่ามาใช้” อันนี้ ผมว่าผู้เน้น entertainment มากเกินไปโดยลืมคำว่า Education ความเข้าใจคลาดเคลื่อนเช่นเดียวกันนี้ปรากฏอีกครั้ง เมื่อผู้เขียนกล่าวถึง “สิ่งบันเทิงล่อใจเยาวชน” โดยผู้เขียนอนุมานถึง VCD, DVD ภาพยนตร์ มีเคเบิ้ลยูบีซี มี CD มีเมส์ หรือมีรายการโทรทัศน์ต่างประเทศ ทรัพยากรสารสนเทศประเภทนี้ ไม่เป็นแต่เพียง สิ่งบันเทิง แต่สามารถเป็น “สาระ” ได้ด้วย ทั้งนี้เป็นหน้าที่ของแผนก/งานพัฒนาทรัพยากรอยู่แล้ว ที่จะต้องให้บริการทรัพยากรในรูปแบบที่หลากหลาย การมองว่า ทรัพยากรสารสนเทศที่เป็น “สาระ” จะอยู่ในรูปแบบหนังสือเท่านั้น ผมมองว่าเป็นมุมมองที่ปิดกั้นมากเกินไป คล้าย ๆ กับจะบอกว่า แต่ไหนแต่ไรมา ห้องสมุด ก็มีแต่ “สมุด” เท่านั้น ถ้านอกเหนือจากนั้นเราก็ไม่เรียก “ห้องสมุด”

การมีความคิดเห็นที่จะให้เฉพาะคนหนุ่มสาวมาให้บริการ ไม่ใช่คนใกล้เกษียณ เพียงเพราะจะทำให้เคาน์เตอร์บริการดูสดใส ก็เป็นเรื่องที่ทำร้ายจิตใจผู้อ่าน และเป็นการ discrimination อย่างรุนแรง ปัญหาของคนที่ควรทำหน้าที่ตอบคำถาม ไม่ได้อยู่ที่อายุ แต่อยู่ที่ความสามารถ ผู้ใหญ่มีประสบการณ์และมีบุคลิกลักษณะที่เป็นมิตรก็มีมากมาย

ยังมีประเด็นอื่นอีกมากที่บทความชิ้นนี้ไม่สามารถหาเหตุและผลมาสนับสนุนได้ นอกจากนี้ส่วนที่สำคัญที่สุดในบทความ คือ หัวข้อ “ขั้นตอนการทำ Living Library” ผู้เขียนไม่ได้แสดงแหล่งที่มาของข้อมูลเหล่านี้ว่ามาจากแหล่งใด เช่น การสอบถาม การรวบรวมเอกสาร หรือจากประสบการณ์การทำงานในการพัฒนาห้องสมุดมีชีวิต เป็นต้น ซึ่งมีผลอย่างยิ่งต่อความน่าเชื่อถือของงานเขียน

การเขียนบทความเป็นการสื่อสารอย่างหนึ่ง ผู้เขียนควรตระหนักว่าผู้อ่านควรได้อะไรจากการอ่าน เท่าที่ผมอ่าน impression ที่ได้คือ ถ้าไม่มีเงินก็ไม่ต้องทำอะไร เป็นห้องสมุดไร้ชีวิตต่อไป ในขณะเดียวกันเหมือนเป็นการไม่ให้ credit กับผู้ร่วมวิชาชีพที่พัฒนาห้องสมุดมีชีวิต ว่ามีแต่เงิน โดยมองไปว่าบุคคลเหล่านี้ ก็ถือเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ห้องสมุดเหล่านี้เกิดขึ้นได้ อย่างไรก็ตามผมก็เชื่อว่าแค่ห้องสมุดมีชีวิต ถ้าจะทำให้มันพอเพียง ไม่ต้องใช้เงินมหาศาล ทำไมจะทำกันไม่ได้

ผมรู้สึกเป็นห่วงกับการหลงทางทางวิชาการในบ้านเรา โดยเฉพาะการมองข้ามความสำคัญของผู้ใช้ การให้ข้อเสนอแนะต่าง ๆ นานาที่ปราศจากหลักฐานหรือสมมติฐานที่ยอมรับได้ว่าผ่านการศึกษาผู้ใช้มาแล้ว ดูเหมือนว่าจะเป็นการเขียนที่บกพร่องในเชิงวิชาการและวิชาชีพ หากต้องการจะพัฒนาห้องสมุดหนึ่ง ๆ ไม่ว่าจะด้วยเครื่องมือใด ๆ ก็ตาม วิธีการที่ดีที่สุด คือ การรู้จักผู้ใช้ก่อนเสมอ ไม่ใช่นั่งเทียนเขียนอ้างอิงลอย ๆ ผู้เขียนก็ดูเหมือนว่าจะเข้าใจหลักการข้อนี้ดี เพราะอ้างอิงเองว่า หอสมุดแห่งชาติสิงคโปร์ “ได้ทำวิจัยสาเหตุที่เยาวชนไม่เข้าห้องสมุดเพราะอะไร แล้วได้นำผลวิจัยมาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น” แต่ท้ายสุดก็กลับไปมองข้ามวิธีการได้มาซึ่งวิธีการพัฒนา แต่กลับไปสนใจว่าเค้าทำอะไร สำหรับประเทศไทยผมยังไม่เคยเห็นแม้แต่ตัวเลขว่า คนไทยเข้าใช้ห้องสมุดมากน้อย ตัวเลขเดียวที่ชอบนำมาอ้างกัน คือ คนไทยอ่านหนังสือน้อย แล้วก็ตั้งสมมติฐานกันเองว่า คนเข้าใช้ห้องสมุดน้อย จะด้วยเหตุผลอะไรก็ไม่รู้ รู้แต่ว่า ถ้าทำอย่างเค้า แบบนั้น แบบนี้ ก็น่าจะมีคนใช้เพิ่มขึ้นมาบ้าง เป็นการมองข้ามขั้นที่ออกจะผิดที่ผิดทางไปหน่อย

ผมไม่ทราบว่าทางบรรณาธิการคิดอย่างไร จึงได้ตัดสินใจเอาบทความชิ้นนี้มาลง ผมเป็นผู้ชื่นชอบและติดตามวารสารมาหลายปี ผมเคารพและให้เกียรติในสถาบันผู้เป็นเจ้าของวารสาร นับถือเสรีภาพในการแสดงออกที่สถาบันยึดถือเป็นสรณะ แต่เสรีภาพที่ทำให้เกิดการแตกแยกผมก็รู้สึกไม่สบายใจ ผมรู้สึกว่าผู้เขียนบทความ ไม่ได้ให้เกียรติกับวิชาการ (ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้เขียนกำลังทำงานอยู่กับมัน) และเพื่อนร่วมวิชาชีพเลยครับ

ด้วยความเคารพ

ทรงพันธ์ เจิมประยงค์
๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๑

ปล. จดหมายฉบับนี้เขียนขึ้น ด้วยความคิดเห็นส่วนตัว มิได้เป็นตัวแทนของสถาบัน นายจ้าง อดีตนายจ้าง หรือผู้อื่นผู้ใดทั้งสิ้น

รายการอ้างอิง

Ranganathan, S. R. (1931).  The Five Laws of Library Science. Madras, India; London: Madras Library Association and Edward Goldston.  Retrieved from http://dlist.sir.arizona.edu/1220/

ข้อเสนอแนะอื่น ๆ

  • TK Park หรืออุทยาการเรียนรู้มิได้เกิดขึ้นภายใต้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการ สื่อสาร หากแต่เกิดขึ้นจากสำนักบริหารและจัดการองค์ความรู้ (OKMD) ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี
  • ไม่ปรากฏรายการอ้างอิงของอาว์ มาราซานตรา
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.