iTeau

Posts Tagged ‘movie review’

ตลกในชีวิตจริง

In บันเทิง : Entertainment, ภาพยนตร์ : Movie on ตุลาคม 26, 2007 at 3:29 pm

photo from worstpreviews.com

แดน (แสดงโดย Steve Carell) คอลัมนิสต์ชื่อดัง ผู้ซึ่งเป็นนักจุดประกายความคิด และคุณธรรมให้กับผู้อ่าน ต้องเดินทางมาพบกับจุดขัดแย้งและจุดเปลี่ยนของชีวิต

เบื้องหลังปลายปากกาแป้นพิมพ์ แดน พ่อหม้ายเรือพ่วง 3 สาว 3 วัยที่แสนจะน่ารัก แต่ดูเหมือนว่า การเป็นพ่อของแดน ทำให้เค้ากลายเป็น ผู้เป็นคุณพ่อที่ยอดแยที่สุด่ เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อ จะต้องพาลูก ๆ ไปเยี่ยมคุณปู่ คุณย่าในช่วง family reunion การกลับไปเยี่ยมบ้านเกิด ก็ทำให้แดน เจอกับ Marie (แสดงโดย Juliette Binoche) ที่ร้านขายหนังสือในเมือง และความสัมพันธ์ก็ดูเหมือนจะเริ่มขึ้นจากตรงนั้น แต่แล้วเมื่อกลับมาบ้าน ก็พบว่า Marie นั้น กำลังคบกับน้องชายของตนเอง

เรื่องราวของหนัง family comedy เรื่อง Dan in Real Life มีอยู่เท่านี้เองจริง ๆ ให้ความรู้สึกคล้าย ๆ Meet the parents ประมาณนั้น แต่โดยส่วนตัว ผมชอบ Steve Carell เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ก็เลยไม่ผิดหวังจริง ๆ เป็นหนังที่ดูแล้วยิ้ม ฮาได้ตลอดเรื่อง แล้วก็ให้ความรู้สึกที่หลากหลายดี

สิ่งหนึ่งที่ทำให้รู้สึกว่า ทำให้การดูหนังสนุก ก็คือ การได้มีความรู้สึกร่วมกับคนอื่น เพิ่งจะมาสังเกตุได้ ก็ช่วงที่ได้มาดูหนังฟรีของที่โรงเรียนนี่แหละ ตั้งแต่เรื่อง Paris, je t’aime เวลาไปดูหนังที่โรงตามห้างทั่วไป ไม่ว่าทั้งไทยและที่นี่ ถึงแม้จะเป็นหนังตลกฮาแค่ไหน ก็ไม่รู้สึกว่าดูสนุกเท่านี้แฮะ อาจจะเป็นเพราะส่วนใหญ่ผมไม่ค่อยได้ไปดูรอบที่คนดูเยอะ ซึ่งดูหนังของโรงเรียนนี้ คนค่อนข้างจะเยอะพอสมควร

แต่อีกเรื่องที่ค่อนข้างเห็นได้ชัด ก็คือ การออกอาการของคนดู ที่รู้สึกว่าจะเต็มที่กับการดูหนัง ผมเพิ่งรู้สึกว่า การที่คนทั้งโรงฮือฮา เฮพร้อมกันนี่ มันทำให้อรรถรสของการดูหนัง มันช่วยได้เยอะจริง ๆ จะตั้งข้อสังเกตุว่า เป็นเพราะคนอเมริกัน เค้าไม่อายที่จะแสดงออกถึงความรู้สึกนี่ ก็น่าจะเป็นส่วนหนึ่ง แต่ก็ไม่น่าจะทั้งหมด อีกข้อหนึ่ง ก็น่าจะเป็นเพราะหนังอเมริกัน มุขอเมริกัน คนอเมริกันก็จะน่าจะเข้าใจมากที่สุด เพราะฉะนั้น เพิ่งจะรู้สึกได้ความแตกต่างของการดูหนัง Hollywood ในอเมริกา กับในไทยอย่างนี้นี่เอง

อย่างไรก็ตาม พูดถึงหนัง Dan in real life ถ้าใครชอบแนวขำ ๆ น่ารัก ๆ ครอบครัว ๆ ไม่ควรพลาดอีกเช่นกัน

อิสรภาพกับความทะยานอยาก (Spoilers Warning)

In บันเทิง : Entertainment, บ่นไปเรื่อย : Saying, ภาพยนตร์ : Movie, มั่วซั่ว : Miscellenous on ตุลาคม 26, 2007 at 2:03 am

Into the wild; photo from independent.org

“The happiness is not real until shared”
Christopher McCandless

นี่คือ ประโยคเด็ดจากท้ายเรื่อง ที่เรียกได้ว่า สามารถสรุปเรื่องราวที่เกิดขึ้นในหนังแนว self discovery เรื่องนี้ ได้แทบจะครบถ้วน (หวังว่า คงไม่เป็นการ spoil จนเกินงาม)

Into the Wild เป็นหนังที่ดัดแปลงมาจากหนังสือขายดี ชื่อเรื่องเดียวกัน ของผู้แต่ง Jon Krakauer มีแรงดึงดูดที่สำคัญ อีกประการหนึ่งคือ มีผู้กำกับและเขียนบทภาพยนตร์ ระดับนักแสดง Oscar อย่าง Sean Penn

หนังเป็นเรื่องราวของ หนุ่มน้อย Christopher บัณฑิตดีเด่นจาก Emory University สด ๆ ร้อน ๆ ที่ต้องการเริ่มต้นการใช้ชีวิตใหม่จาก “ศูนย์” และออกเดินทางเพื่อไปใช้ชีวิตอย่างอิสระ ใน middle of nowhere ใน Alaska โดยใช้เวลาในการเดินทางจากการโบกรถไปเรื่อย ๆ เป็นเวลา 2 ปี

การออกเดินทางครั้งนี้ ดูเหมือนว่าเป็นการออกเดินทางไปหาอิสรภาพ ที่มีความมุ่งมั่นเป็นตัวชี้นำทาง และในระหว่างการเดินทาง ก็ได้เรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตต่าง ๆ มากมาย จนในที่สุดก็ได้ไปใช้ชีวิตสมใจอยาก อยู่ในรถบัสคันเก่าซอมซ่อ และใช้ชีิวิตอย่างชาวป่า

หากมองให้ดี อิสรภาพที่ Christopher ต้องการ นั้นก็เหมือนกับ คนที่พยายามตีความ “ความพอเพียง” อย่างสุดโต่งนั่นเอง โดยเอาอัตตาเป็นที่ตั้ง มีความมุ่งมั่นทะยานอยากเป็นแรงขับเคลื่อน ซึ่งผมไม่อยากจะบอกเลยว่า ผลมันจะออกมาเป็นอย่างไร แต่ก็คิดว่าคงเดากันออก

ความที่เป็นหนังแนว Based on true story แต่ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ไม่น้อยว่า เป็น true story ที่เกิดจากเล่าเรื่องของแหล่งขั้นทุติยภูมิ (secondary source) อีกทีหนึ่ง ก็ทำให้เกิดความคลางแคลงสงสัย ตั้งแต่ Into the wild ยังไม่ถูกเอามาทำให้อยู่ในรูปแผ่นฟิล์ม แต่ถึงกระนั้นก็มีอิทธิพลอย่างสูง ต่อการดึงคนดูให้เข้าไปมีส่วนร่วม กับการเดินทางไปสู่อิสรภาพในครั้งนี้

ถึงแม้หนังเรื่องนี้ ดูเหมือนจะได้รับการตอบรับค่อนข้างดี ทั้งนี้อาจจะด้วยเสียงเชียร์ของคนรักหนังสือเรื่องนี้ แต่ผมเองก็ต้องบอกตรง ๆ ว่า เดินออกมาจากโรงหนัง โดยที่ไม่สามารถจะบอกได้อย่างเต็มปาก ว่ารู้สึกอย่างไรกับหนังเรื่องนี้ มันเป็นอาการกระอักกระอ่วน ที่ต้องยอมรับว่า เป็นความรู้สึกแปลกอย่างหนึ่ง ที่เกิดขึ้นไม่ได้บ่อยนักจาการดูหนัง และไม่สามารถชี้ชัดได้ว่า เป็นอาการที่ดีหรือไม่ดี

แน่นอน สิี่งที่ชอบก็คือ เนื้อเรื่อง (core content) ซึ่งแน่นอน credit ต้องยกให้กับผู้แต่ง และชายหนุ่มผู้เป็นต้นเรื่องนี้ต่างหาก แต่หากแต่ในเรื่ององค์ประกอบหนัง ผมว่า ยังมีอะไรที่ไม่ค่อยเป็นที่สำราญใจเท่าไหร่ ผมรู้สึกว่า Sean Penn เอาเวลาสองชั่วโมงครึ่งของผม ไปใช้อย่างไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ด้วย content ที่ค่อนข้างจะชัดเจน แต่การเล่าเรื่องกลับทำให้เกิด distraction อยู่เนือง ๆ เกิดอาการ fluctuate ของการลำดับความคิด

นอกจากนี้ ด้วยธรรมชาติของเนื้อเรื่อง เป็นการเล่าประสบการณ์ที่เกิดจากการเดินทาง แน่นอนว่า เทคนิคการเล่าเรื่อง ก็ต้องเป็นแบบ road movie แต่การทำเอาองค์ประกอบของ road movie มาใช้ของหนังเรื่องนี้ กลับไม่ทำให้ผมรู้สึกติดตราตรึงใจเท่าไหร่ ทั้ง ๆ ที่ฉากหลายแห่ง หรือบรรยากาศที่เกิดขึ้นในหนัง ผมได้สัมผัส และน่าจะรู้สึก attach กับมันได้อย่างไม่ยากเย็น ในทางตรงกันข้าม มันกลับทำให้ผมรู้สึกว่า มันเฝือ และกลายเป็น ส่วนของการเกินความจำเป็น

ทั้งหลายทั้งปวง อาจจะเป็นเพราะ ความพยายามที่จะเก็บรายละเอียดที่เขียนไว้ในหนังสือ ให้ออกมาอยู่ในรูปภาพเคลื่อนไหว ซึ่งผมเห็นว่า ในหลายจุด ผู้กำกับให้ความสำคัญกับรายละเอียดของเนื้อเรื่องมากไป ซึ่งหากจะต้องให้รายละเอียดมากขนาดนี้ ผมเห็นว่าน่าจะไปอ่านหนังสือเอาเองดีกว่า เลยทำให้รู้สึกว่าขาดประสิทธิภาพไปอย่างน่าเสียดาย

แต่ถึงกระนั้น อย่างที่บอก ด้วยเนื้อหาของหนังที่ค่อนข้างจะมีน้ำหนักมาก ตรง ชัดเจน แรง ให้ข้อคิด ก็เป็นหนังที่ไม่น่าพลาดของไตรมาสสุดท้ายของปีนี้

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.