ชีวิตห้องสมุดที่น่าเหนื่อยใจ

เพิ่งจะไปเห็นโครงการประกวดห้องสมุดมีชีวิตของ TK Park มา ก็นับว่าเป็นโครงการที่ดีที่มีส่วนสำคัญในความพยายาม “กระตุ้น” ให้เกิดขึ้นในการบริหาร จัดการและให้บริการห้องสมุด โดยเอาตัวเองเป็นต้นแบบ ซึ่งสำหรับผมแล้วก็ไม่ผิดอะไร เพราะอย่างน้อยเค้าก็เป็นต้นฉบับห้องสมุดในห้างแห่งแรกในเมืองไทย เป็นห้องสมุดที่ “ดู”ทันสมัย และอย่างน้อยเค้าก็ทำให้เกิดความเคลื่อนไหวในวงการ

แต่อย่างที่ผมเน้นไว้แล้วว่า สิ่งที่เค้าทำอยู่นั้น มัน “กระตุ้น” ให้ตื่นตัวเฉย ๆ แต่ถ้าว่ากระตุ้นให้ไปถูกที่ถูกทาง หรือเป็นไปในทางที่ยั่งยืนแล้วหรือไม่ อันนี้ไม่ค่อยแน่ใจนัก… เพราะเท่าที่ดูการทำงานทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง (เท่าที่ดูมา)​มันไม่มีอะไรแปลกใหม่เลยในเชิงการบริหาร จัดการ… คนที่ทำงานห้องสมุดหลายคน มองว่าเป็นเพียงห้องสมุดที่มีสตางค์ในการตกแต่งเยอะแล้วมีกิจกรรมเยอะเท่านั้น

สิ่งหนึ่งที่ TK Park ทำพลาดเป้าหมายที่ตั้งไว้แต่แรกก็คือ กลุ่มเป้าหมาย ที่ท้ายที่สุดก็กลายเป็นกลุ่มเด็ก ๆ ไป แทนที่จะเน้นกลุ่มคนทุกกลุ่ม ซึ่งนั่นหมายถึงการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต… เอาหล่ะไม่อยากวิจารณ์ในภาพรวมมาก เอาเข้าเรื่องที่จะเล่าละกัน

หลังจากที่ไปอ่านกฏ กติกากับเกณฑ์การตัดสินการประกวดห้องสมุดมีชีวิตแล้ว ผมรู้สึกว่าการจัดกิจกรรมของ TK Park ในครั้งนี้มีข้อบกพร่องหรือข้อควรคำนึงถึงหลายประการที่มองข้ามไป และมันอาจจะทำให้เดินทางกันไปในทางที่ผิด ๆ ก็ได้

เรื่องแรก คือ ความคลุมเครือของโครงการ อาจเป็นเพราะผมอยู่วงนอกก็ได้ เลยไม่ทราบรายละเอียดมากนัก ถ้าว่าง ๆ อาจจะไปหารายละเอียดมาเพิ่มเติม.. เช่น เรื่อง ประกวด ชนะแล้วได้อะไร? ได้เงิน? ได้ประกาศนียบัตร? ได้โล่ห์? อะไรคือแรงจูงใจที่ทำให้คนทำงานต้องการให้ห้องสมุดของตัวเองได้รับคัดเลือก หรือถ้าใครรู้ช่วยกรุณาบอกด้วยละกัน ถามว่าทำไมมันสำคัญ

คนภายนอกมักจะนึกเสมอว่า งานห้องสมุดเป็นงาน routine ที่บรรณารักษ์ทำงานกันตายไปวัน ๆ น่าเบื่อ ซ้ำซาก จำเจ แต่คนที่ได้สัมผัสกับมันและเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้ว จริง ๆ มันคือการทำงานในลักษณะโครงการมองกว่า เพียงแต่บรรณารักษ์บ้านเรา มันไม่มีทรัพยากรที่เอื้อให้เกิดสภาพแวดล้อมของการทำงานแบบโครงการ คนก็เลยเป็นอย่างนั้น ในขณะที่ในอเมริกา การทำโครงการเพื่อขอเงินสนับสนุน (Grant) ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ห้องสมุดเกิดการพัฒนาทั้งในเชิงปฏิบัติและเชิงวิชาการ และผมก็มองว่า โครงการประกวดห้องสมุดแบบนี้ น่าจะมีกลไกเกี่ยวกับการสนับสนุนเงินทุนเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะจะทำให้คนทำงานหันมาสนใจการทำงานแบบ Project-based มากยิ่งขึ้น ก็เลยอยากรู้ว่าสำหรับโครงการของ TK Park เนี่ย จริง ๆ มันให้อะไร
เรื่องที่สอง เป็นเรื่องของการฝึกอบรม ตามที่ผมเข้าใจ คนที่จะเข้าร่วมโครงการจะต้องส่งแผนงานเข้าไปให้พิจารณา คนที่มีแผนที่ดีก็จะได้รับการคัดเลือกให้เข้าสู่รอบที่สอง (ซึ่งมีประมาณ 200 แห่ง) แล้วตัวแทนห้องสมุดที่ได้รับการคัดเลือกก็จะได้มาเข้ารับการอบรมที่ TK Park

สิ่งหนึ่งที่น่าเป็นห่วงสำหรับขั้นตอนการคัดเลือกแบบนี้ ก็เหมือนกับการสอบเข้ามหาวิทยาลัย คือ คุณต้องการคนเก่งที่สุด มีศักยภาพที่สุดเพื่อเข้าร่วมโครงการ มาพัฒนา แล้วก็ปล่อยให้กลุ่มที่ไม่ได้รับการคัดเลือกเท้งเต้งตามยถากรรมต่อไป… (หรือถ้า TK Park มีโครงการจะเอากลุ่มที่ไม่ได้รับการคัดเลือกมาอบรมทีหลังก็ช่วยชี้แนะด้วยนะครับ) แน่นอน สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ “ช่องว่างการทางพัฒนา” แต่สำหรับการเริ่มต้น ผมก็เข้าใจนะครับ ว่าควรจะเริ่มต้นจากคนที่ “พร้อม” ทางความคิดเสียก่อน

ทีนี้พอมาดู กำหนดการอบรม ก็ต้องถอนหายใจอีกพักใหญ่ การฝึกอบรมประกอบไปด้วยสองส่วน ส่วนหนึ่ง คือ การอบรมและเสวนา ส่วนที่สองเป็นการศึกษาดูงาน ซึ่งเท่าที่ดู มันเป็นการ “ยัดเยียด” ความเป็นตัวตนให้คนอื่นมากไป ทั้งที่กิจกรรมควรจะเป็นการสัมมนาเชิงปฏิบัติการมากกว่า คือ สอนให้รู้จักเทคนิคต่าง ๆ ในการพัฒนางาน มากกว่าจะมาสอนว่า “คุณสมบัติที่พึงประสงค์ของห้องสมุดมีชีวิตคืออะไร” เพราะคนที่เข้าฟังทั้งหมด ล้วนแล้วแต่เป็นคนทำงาน ไม่ใช่นักวิชาการ สิ่งที่เค้าอยากได้คือ “How to” มากกว่า “Who, What, Where, When” ซึ่งจริง ๆ บางส่วนของการบรรยายก็ครอบคลุม แต่อย่าลืมว่า การนำเสนอมันคือ “การบรรยาย” ที่เน้นการสื่อสารแบบทางเดียว จะได้ประโยชน์เท่าไหนเดี๋ยวก็คงต้องติดตามมาดูกัน

หลังจากที่ทุกคนเข้าร่วมการอบรมแล้ว ก็จะให้ห้องสมุดทุกแห่งไปทำ “แผนงานห้องสมุด” มาแล้วก็จะทำการคัดเลือกให้เหลือ 30 ห้องสมุด และไอ้เจ้า เกณฑ์การประกวด นี่แหละ ที่เป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ต้องมาร่ายยาวใน post นี้ เพราะเห็นแล้วเกิดอาการสะท้อนใจอย่างรุนแรง

1. ส่งแผนงานห้องสมุดมีชีวิตที่จะดำเนินการภายในปี 2549 ทันทีที่พร้อมหรือภายในวันที่ 25 กรกฎาคม 2549
2. ส่งรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานตามแผนงานที่กำลังปฏิบัติอยู่ขณะนั้น ทันทีที่พร้อมหรือ (จบด้วยคำว่าหรือเนี่ยนะ?)

แสดงว่าจะต้องมีการดำเนินงานตามแผนที่เขียนไว้ แล้วก็ให้เกณฑ์การประเมินตามนี้

ส่วนที่ 1 การมีส่วนร่วม

1.1 การส่งเอกสารต่างๆ ครบถ้วน (10)
1.2 การเข้าร่วมอบรมอย่างสม่ำเสมอ (10)

ส่วนที่ 2 แผนงาน

2.1 ความเป็นไปได้ (15)
2.2 การใช้ความรู้จากการอบรม และความคิดสร้างสรรค์ (15)
2.3 การจัดการทรัพยากรอย่างคุ้มค่า (คน ของ เงิน เวลา) (15)
2.4 ประโยชน์ที่ชุมชนได้รับ (15)
2.5 การช่วยเหลือเกื้อกูลกันระหว่างห้องสมุดกับชุมชน (10)
2.6 แผนงานมีรายละเอียดชัดเจนและครบถ้วน (10)

คะแนนรวม 100

ก็คงถือว่าเป็นการตบหน้าคนเรียน Library Science อย่างรุนแรง จริงอยู่ที่การทำงานในห้องสมุดต้องอาศัยทั้งศิลปะเข้ามาช่วย แต่ก็ไม่ใช่ทำอะไรตามใจฉัน จนทำให้วิชาชีพมันดูตกต่ำ “ขาดมาตรฐาน” ไปซะอย่างนั้น ทั้งที่จริง ๆ การประเมินถือเป็นศาสตร์สำคัญหรือแทบจะเรียกได้ว่าเป็นหัวใจของศาสตร์สาขานี้เลยทีเดียว

ทำไมผมถึงพูดได้รุนแรงขนาดนั้นหน่ะหรือครับ ก็เป็นเพราะว่าเกณฑ์ที่กำหนดมาให้เห็นตอนนี้ เหมือนกับตอนที่ครูมัธยมสอนให้นักเรียนเขียนโครงการแล้วก็จะตรวจคะแนนตามความเห็นที่ครูคิดว่าเหมาะสม ซึ่งเป็น Subjective และคลุมเคลือมาก

ยกตัวอย่างเช่น

2.5 การช่วยเหลือเกื้อกูลกันระหว่างห้องสมุดกับชุมชน

ถ้าคุณเป็นกรรมการ คุณจะใช้อะไร “วัด” ว่า ห้องสมุด ก มีความช่วยเหลือเกื้อกูลกันระหว่างชุมชนมากกว่า ห้องสมุด ข… ผมหวังว่า มันคงไม่ใช่แค่มีกับไม่มีหรอกนะครับ หรือไม่ก็ให้ตามใจชอบ แบบอันนี้ดีกว่า อันโน้นดีกว่า เพราะจริง ๆ แล้ว ตัวชี้วัดที่อาจจะเอามาใช้ก็อาจจะเป็น จำนวนหน่วยบุคคล องค์กรในชุมชนที่ให้ความร่วมมือ หรือแม้กระทั้งจำนวนทรัพยากรที่เกิดความร่วมมือกัน อะไรทำนองนี้มากกว่า.. หรือเอาอย่างง่าย ๆ ความที่เกณฑ์การประเมินมันอ่อนมากขนาดไหน ก็แค่ส่งเอกสารครบก็ได้ 10 คะแนนแล้ว

จริง ๆ มาลองคิดกันดีกว่าว่าถ้าเป็นกรรมการจะใช้อะไรเป็นตัววัด อย่าง “ความเป็นไปได้” งี้ คุณคิดว่าปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้เกิดความเป็นไปได้ หรือ “แผนงานมีรายละเอียดชัดเจนและครบถ้วน” อะไรคือชัดเจน ยกตัวอย่างง่าย ๆ คุณอ่าน post นี้ของผมแล้ว คุณให้คะแนน “ความชัดเจน” ของผมเท่าไหร่ ผมอยากจะขอคำอธิบายกับกรรมการเสียจริง…

ส่วนประเด็นต่อมาก็คือ เกณฑ์การตัดสินไม่สนับสนุนให้เกิดการคิดนอกกรอบเลย เพราะ 25% (หรือ 1 ใน 4) ของคะแนนคือ การที่ต้องทำตามสิ่งที่ครูบอกและสอนมา แล้วอย่างนี้มันจะเกิดการพัฒนาได้อย่างไร คนก็ไม่กล้าคิดนอกกรอบแล้ว…

สิ่งหนึ่งที่เกณฑ์การตัดสินมองข้ามไปอย่างไม่น่าให้อภัย คือ ความสำคัญของผู้ใช้ ไม่มีเกณฑ์ไหนเลยที่พูดถึงคนใช้ จริงอยู่ที่บอกว่าให้นำเสนอการให้ชุมชนมีส่วนร่วม แต่การมีส่วนร่วมของชุมชนอาจจะไม่ได้นำมาซึ่งการใช้เสมอไป เช่น ห้องสมุด ก. จะทำแผนมุมเด็ก โดยจะซื้อหนังสือใหม่เข้ามา แล้วก็ปรับปรุงพื้นที่และการตกแต่ง ก็ขอความร่วมมือไปยังสมาคมครู ผู้ปกครอง ตลอดจนโรงเรียนในการให้ความร่วมมือในการระดมทรัพยากรต่าง ๆ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้สร้างให้เกิดหรือเพิ่มจำนวนการใช้ขึ้นมาก พูดง่าย ๆ ก็คือ “ทำแล้วใครจะมาใช้” แล้วจะประเมินการใช้อย่างไร blah blah blah

ถ้าเอากฏของ S. R. Ranganathan เข้ามาจับ ดูเหมือนว่า TK Park จะมุ่งไปข้อสุดท้ายข้อเดียว คือ ห้องสมุดคือองค์กรที่มีชีวิต โดยที่มองข้ามคุณค่าและหน้าที่ของห้องสมุดข้ออื่นไปหมด เสียดายความพยายามที่มองดูแล้ว มันจะกลายเป็นเทรนที่ทำให้คนเกิดความหลงไปชั่วพักชั่วครู่ เหมือนกับที่คนทั้งหลายคิดอยู่เสมอว่า ถ้าไม่มีรัฐบาลนี้แล้ว ไอ้โครงการเหล่านี้จะอยู่ได้ยังไง

ส่วนประเด็นสุดท้ายที่ไม่พูดไม่ได้ก็คือ ในแต่ละขั้นตอนมันจำเป็นจะต้องใช้ทรัพยากรทั้งนั้น โดยเฉพาะการที่ให้ห้องสมุดที่ได้รับการคัดเลือกไปดำเนินการตามแผน ไม่รู้ว่า TK Park ให้เงินเค้าไปดำเนินการหรือเปล่า แล้วถ้าไม่ให้หล่ะ เค้าต้องเอาเงินมาจากไหน ไอ้เกณฑ์ความเป็นไปได้เนี่ย ดูเรื่องเงินอย่างเดียวหรือเปล่าเนี่ย จะเป็นยังไง ถ้าผมมีความคิดที่ดีมาก มีความสามารถ มีทีมที่ดี แต่ผมไม่มีเงินและทรัพยากรมากพอ และอาจจะทำให้ไม่สามารถบรรลุตามแผนที่วางไว้ได้ กับห้องสมุดอีกแห่งหนึ่งที่มีความคิดงั้น ๆ แต่มีเงินที่จะบันดาลให้ห้องสมุดตัวเอง “ดูดี”… จริง ๆ ถ้าจะให้เกิดความสร้างสรรค์จริง TK Park ควรจะต้องจำกัดขนาดโครงการและความต้องการทางด้านงบประมาณไว้ แล้วถ้าเป็นไปได้ก็ให้เงินเค้าไปทำเลย (ก็ไหน ๆ ก็คัดเลือกแผนที่คิดว่าดีที่สุดไว้แล้วหนิ) จริง ๆ ก็อยากให้ workpoint มาทำเกมส์โชว์แนวพัฒนาห้องสมุดอะไรเหมือนกันนะ

ถามว่าทำไมผมถึงต้องมาบ่นเพ้อเจ้อเรื่องกฏเกฎณฑ์บ้า ๆ บอ ๆ อะไรเนี่ยด้วย ก็เพราะผมเห็นว่า เกณฑ์ ที่ตั้งไว้ มันไม่สามารถเป็นตัวนำทางให้สอดคล้องกับการพัฒนาห้องสมุดได้เลย แล้วในที่สุดแบบที่ถูกลอกไป มันก็จะไม่ดีออกมาในที่สุด แล้วทีนี้พอจะมาแก้ไขก็สายไปเสียแล้ว เพราะทรัพยากรมันไปหมดแล้ว ประเทศเราไม่มีเงินมากนักนะครับ ถ้าจะทำอะไรใหญ่ ๆ คงต้องขุดรากกันให้ดีนิดนึง สงสารลูกหลานกันหน่อย

แต่ยังไงเสียท้ายที่สุด ทั้งหลายทั้งปวงแล้วผมก็ต้อง cross finger ไว้นะครับ เพราะผมเองก็ไม่ได้เข้าร่วมโครงการ เพียงแต่ดูอยู่ข้างนอก ก็ถือว่าเป็นการตั้งข้อสังเกตของคนวงนอกละกัน อย่าไปคิดมาก

ท้ายที่สุดมันก็อยู่ที่เงินกับสื่อแหละ…

4 responses to “ชีวิตห้องสมุดที่น่าเหนื่อยใจ

  1. นั่งขำกับเกณฑ์ เหมือนให้คะแนนจิตพิสัย

    คนตั้งกฎอยากปฏิรูป แต่ยังไม่ปฏิวัติความคิดตัวเองเลยง่ะ

    มันก็คงเหมือนเดิม เฮ้อ!

  2. พี่ว่าพี่ชอบความเห็นแบบโตมันทำให้เห็นว่า generation ใหม่มองโลกยังไงช่างต่างกับรุ่นเก่ามากๆ
    อย่างพวกพี่ (แก่ๆ)ไง จะเล่าว่าสมัยพวกพี่นะในใจวิจารณ์แหลกแต่ปากหุบสนิท กลัวไม่ถูกใจมหาชน แต่ถ้ามีใครเริ่มต้นจะมีพวกเออใช่ทันที ดังนั้นคนส่วนใหญ่ได้แต่ติในใจแถมบางคนยังทำเป็นชมซะอีก ลำบากมากคนฟังต้องแปลเอาเองหาความหมายซ่อนเอาเองจากสายตา

  3. Pingback: เปลือย TCDC: บริบทกับความอยู่รอด ตอน 2 « iTeau’s Dirt·

  4. Pingback: ห้องสมุดมีชีวิตผิดตรงไหน « iTeau’s Dirt·

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s