ปรับเปลี่ยนหรือเลียนแบบ

มีงานเขียนเชิงวิเคราะห์วิจารณ์ (Brief Communications) ชิ้นนึงเกี่ยวกับการศึกษาวิชาบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ยุคใหม่ของไทย ซึ่งเขียนไว้ตั้งแต่เมื่อสองปีที่แล้ว… แต่เมื่อนำไปให้อาจารย์ผู้ใหญ่ที่เคารพท่านหนึ่งอ่านเพื่อ review ท่านก็แนะนำให้กลับมาปรับปรุงใหม่ เนื่องจากเหมือนคนที่เขียนแล้วบ่นอะไรไม่รู้… เวลาผ่านไปเป็นปี ก็ยังไม่ได้ปรับแก้ให้มันเป็น academic เลย ก็เลยคิดว่า คงไม่เอาลงตีพิมพ์วารสารแล้ว เอาลงใน blog ตัวเองเนี่ยแหละ น่าจะ OK ที่สุด เพราะมันเข้ากับ concept “เรื่องเลอะเทอะ” ของ blog นี้มากกว่า อิอิ เสียดาย เพราะไม่มีเวลากลับมาแก้ไขใหม่เลย ดีกว่าปล่อยให้มันเก็บไว้ในกรุ เผื่อจะเป็นประโยชน์กับใครบ้างไม่มากก็น้อยนะครับ แต่หากดันทุรังส่งไปตีพิมพ์ไป ก็เกรงว่าจะโดนเขม่นเอาว่า ไม่มีสาระอะไรเลยแล้วยังส่งมาอีก เพราะฉะนั้นก็ถือว่าเป็นการคุยกันหรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นแล้วกันนะครับ อย่าคิดมาก!

ยาวหน่อยนะครับ.. ถ้าใครต้องการ PDF version เพื่อให้อ่านง่ายก็เขียน comment ไว้ละกันครับ (ปล. email ที่ส่งมาตอน comment จะไม่โชว์ เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัวเรื่อง spam เด้อครับ)
ขอเน้นนะครับว่า งานชิ้นนี้ก็คงไม่สามารถอนุญาตให้นำไปอ้างอิงนะครับ

************************************

ปรับเปลี่ยนหรือเลียนแบบ: วิชาบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ยุคใหม่

Modernization of LIS education in Thailand

บทคัดย่อ
การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในอุตสาหกรรมสารสนเทศ ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องของวงการการศึกษาวิชาบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ทั่วโลก ประเทศไทยก็เป็นประเทศหนึ่งที่มีความพยายามในการที่จะพัฒนาการหลักสูตรการเรียนการสอน ให้มีความทันสมัยต่อการเปลี่ยนแปลงของวงจรสารสนเทศและตลาดงาน ไม่ว่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนหลักสูตร การเปลี่ยนชื่อโรงเรียนและหลักสูตร อย่างไรก็ตามอิทธิพลของแนวคิดและการขับเคลื่อนทางเทคโนโลยีจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากประเทศที่พัฒนาแล้ว อาจทำให้เกิดช่องว่างที่ก่อให้เกิดปัญหาต่อการพัฒนาวิชาชีพอย่างยั่งยืนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว นอกจากนี้มุมมองที่แตกต่างทำให้นักวิชาการเกิดภาพลวงในการปรับปรุงหลักสูตร ตลอดจนมองข้ามบางประเด็นที่ไม่ค่อยมีการพูดถึง ในวงการบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ ในประเทศไทย เช่น ศาสตร์ทางด้านการอ่าน การสื่อสารทางวิชาการ เป็นต้น แนวทางที่ควรได้รับการพิจารณาเพื่อการปรับปรุงหลักสูตรอย่างมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพ ได้แก่ การร่วมมือกันระหว่างโรงเรียนบรรณารักษศาสตร์ ในการกำหนดทิศทาง การพัฒนาวิชาชีพและการจัดการเรียนการสอน เพื่อตอบสนองอัตลักษณ์และความต้องการของสังคม โดยเฉพาะในระดับชุมชนและท้องถิ่น มีการติดตามบัณฑิตอย่างต่อเนื่องและครอบคลุม ตลอดจนสนับสนุนการศึกษาอย่างต่อเนื่องในวิชาชีพ

Abstract
Changes in the information industry lead to the continuing transformation of Library and Information Science education worldwide. In Thailand, many library schools have been trying to develop their curriculum to respond to the rapid changes in the information life cycle and job market including adding and removing courses, changing school names and curriculum titles. Significantly enough, the influences of change in paradigm and technology from foreign countries, in particular developed countries, may cause considerable gaps contributing to short-term and long-term issues in sustainable development of the library profession. Furthermore, the different perspectives from foreign countries can cause illusion when comparing the curriculum with ones from foreign countries. Also some important scholarly issues could be skipped such as reading science and scholarly communication. The recommendations for these issues are also addressed; including the collaboration of library schools in terms of short-term and long-term direction in developing curriculum, supporting local communities, consistently and thoroughly following graduates, and encouraging continuing education in the profession.

บทนำ
ผู้เขียนในฐานะที่เป็นคนหนึ่งในสังคมแห่งวิชาชีพของผู้ที่ถูกขานนามว่า “ผู้เฝ้ารักษาหนังสือ” และติดตามการพัฒนาของสาขาวิชานี้มาระยะหนึ่ง ถึงแม้จะไม่นานนัก แต่การติดตามความเคลื่อนไหวทางวรรณกรรม ก็พอทำให้ผู้เขียนพอที่จะเห็นภาพความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในมุมหนึ่งของสังคมวิชาชีพนี้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะที่ได้มีโอกาสเดินทางมาศึกษาต่อระดับบัณฑิตศึกษาในต่างประเทศ การติดตามความเคลื่อนไหว โดยเฉพาะจากชิ้นงานทางวิชาการในสิ่งพิมพ์ระดับนานาชาติ ทำให้ผู้เขียนเกิดความสงสัยและความคลางแคลงใจบางประการ เกี่ยวกับการศึกษาวิชาบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ในประเทศไทย ผู้เขียนเปรียบเสมือนเม็ดทรายเพียงเม็ดหนึ่ง ที่เพียงแต่ถูกนำมาขัดให้เป็นกระจกสะท้อนเงาการพัฒนาการของวงการวิชาชีพ ในช่วงระหว่างรอยต่อของการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและรุนแรง โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามามีบทบาทสำคัญ ในการขับเคลื่อนการเรียนรู้ในสาขาวิชาบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ ประเด็นต่าง ๆ โดยเฉพาะช่องว่างดูเหมือนจะขาดหายไปในการวางรากฐานและพัฒนาวิชาชีพอย่างยั่งยืน ในมุมมองของนักสารสนเทศยุคใหม่ จึงได้ถูกนำมารวมขึ้นเพื่อให้เป็นประเด็นถกเถียงและหาข้อสรุป และอาจเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาการปรับปรุงหลักสูตรในลำดับต่อไป

บรรณารักษ์ไทยแท้?
จากการศึกษาความเป็นมาของการศึกษาบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ในประเทศไทย (Premsmit, 1999; Butdisuwan & Gorman, 2002; สอางศรี พรสุวรรณ, 2542, 2545) พบว่า อิทธิพลของการศึกษาวิชาบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์จากต่างประเทศนั้น มีมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน โดยเฉพาะการได้รับความช่วยเหลือและร่วมมือจากสหรัฐอเมริกา เพราะไม่เพียงแต่มีการนำผู้เชี่ยวชาญจากต่างชาติเข้ามาทำการสอนหรือร่างหลักสูตรเท่านั้น นักวิชาการชาวไทยในสาขาวิชานี้จำนวนมาก (เกือบทั้งหมดจากผู้ที่ได้รับปริญญาเอกในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง) เป็นผู้ที่ได้รับการศึกษาในต่างประเทศ ดังนั้นองค์ความรู้ต่าง ๆ ที่ได้รับการถ่ายทอดต่อ ๆ กันมาจึงได้รับอิทธิพลจากต่างชาตินั้นสูงมาก

ด้วยประสบการณ์ของผู้เขียนเอง ครั้งหนึ่งได้มีโอกาสเข้าไปในชั้นเรียนวันแรกในระดับบัณฑิตศึกษา ผู้เขียนได้แนะนำตนเองและแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับการศึกษาบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ในเมืองไทย ในเหตุผลที่ผู้เขียนคิดว่า สาเหตุที่ตัดสินใจศึกษาต่อในประเทศนั้น ผู้เขียนน่าจะได้รับความรู้ที่เกี่ยวเนื่องกับสภาพปัญหาและสภาพความเป็นจริงที่ประสบในประเทศ ตลอดจนสร้างความสัมพันธ์กับผู้รู้ในด้านนี้ อันจะทำให้สามารถนำความรู้ไปใช้ได้จริงและมีประสิทธิภาพ หากแต่ผู้เขียนได้รับคำตอบจากอาจารย์ผู้สอนว่า การศึกษาในวิชาทางด้านนี้นั้น การได้ศึกษาต่อในต่างประเทศ จะได้ประโยชน์มากกว่า เนื่องจากได้เห็นสิ่งใหม่ ๆ และจะได้นำกลับมาประยุกต์ใช้ได้ในบ้านเรา และนั่นก็กลายเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ทำให้เกิดจุดหักเหของผู้เขียนที่ทำให้ต้องหยุดการเรียนในวิชานั้นลง และกลับเข้ามาทำงานสู่โลกแห่งความเป็นจริงระยะหนึ่ง เมื่อผู้เขียนได้มีโอกาสมาศึกษาต่อในต่างประเทศจริง ๆ ก็พบว่า สิ่งใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่ในศาสตร ์ที่ดำเนินไปควบคู่กับการปฏิบัติเช่นบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์นั้น เป็นการเห็นเพียง “วิธีการ” (How-to) หากแต่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้ในบ้านเมืองเราได้ทันที ซึ่งความรู้เหล่านี้บางเรื่องก็เป็นสิ่งที่สามารถถ่ายทอดกันได้ โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยการศึกษาต่อในต่างประเทศ การได้รู้ปัจจัยภายในนั้น ก็ยังคงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้ความสอดคล้อง ในภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติดำเนินไปด้วยกันอย่างมั่นคงและมีประสิทธิภาพ ดังนั้นการศึกษาต่อในต่างประเทศนั้นจึงไม่ได้ให้คำตอบทุกอย่างสำหรับวิชาชีพในประเทศไทย

นักวิชาการไทยหลายท่านที่ได้สั่งสมความรู้และประสบการณ์จากต่างประเทศ มาเป็นระยะเวลาหลายปี จึงอาจต้องมาเปลี่ยนความคิดเห็น และความสนใจเพื่อให้สอดคล้องกับสิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ในสภาพสังคมภายในประเทศ โดยเฉพาะอย่างเมื่อมองลงไปสู่ในระดับรากหญ้า เราจะพบว่าความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีกับสภาพความเป็นอยู่ของสังคมโดยรวมยังอยู่ในลักษณะขัดแย้งกัน การวิจัยหลายชิ้นโดยเฉพาะทางด้านเทคโนโลยี ส่งผลให้เกิดเงื่อนไขการแบ่งแยกทางสังคมในลักษณะใหม่ ที่เรียกว่า การแบ่งแยกทางดิจิตอล (Digital Divide) เป็นแบ่งแยกระหว่างผู้ที่สามารถและไม่สามารถเข้าถึงสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์

โดยเฉพาะทางด้านจดหมายเหตุและการจัดเก็บรักษา นักวิชาการไทยหลายท่านได้เดินทางไปศึกษาต่อเฉพาะด้านนี้โดยเฉพาะ และหลังจากที่นำความรู้ที่ได้มาประยุกต์ใช้กับสภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศและสภาพสังคมของเมืองไทย ก็พบว่า การขับเคลื่อนของศาสตร์ด้านนี้เป็นไปได้ช้า เนื่องจากการปัจจัยดังกล่าวมีลักษณะเฉพาะตัวค่อนข้างสูง องค์ความรู้ใหม่เฉพาะตัวจึงมีบทบาทอย่างยิ่งสำหรับการพัฒนาศาสตร์สาขาวิชานี้

ปัญหาในการปรับใช้ความรู้ที่ได้จากต่างประเทศในสภาพแวดล้อมเดิมนั้น เคยได้รับการสนใจในกลุ่มระดับนักศึกษาต่างชาติระดับปริญญาเอกที่ศึกษาอยู่ในสหรัฐอเมริกา โดยในปี 1988 มีการจัดประชุมในหัวข้อเรื่อง Translating an International Education to a National Environment ณ มหาวิทยาลัยพิทส์เบิร์ก (Pittsburgh) (Tallman & Ojiambo, 1990) นอกจากนี้งานวิจัยของ Bilal (1988) ชี้ให้เห็นได้อย่างชัดเจนถึงความสัมพันธ์ระหว่างนักศึกษาต่างชาติและการจัดบริการห้องสมุดในรูปแบบอเมริกัน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ไม่แปลกที่จะกล่าวว่า อิทธิพลของต่างชาติที่ส่วนสำคัญอย่างมากต่อลมหายใจของ ระบบการศึกษาบรรณารักษศาสตร์และสารนิเทศศาสตร์ในบ้านเรา

ผู้เขียนมิอาจปฏิเสธได้ว่า ในโลกของสารสนเทศ โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อนนั้น ก่อให้เกิดการถ่ายโอนความรู้จากต่างประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงทำให้ความเป็นสากล กลายเป็นสิ่งจำเป็นประการหนึ่งในการพัฒนาศาสตร์สาขานี้ อย่างไรก็ตามการผันจุดเน้นระดับการศึกษาในขั้นสูง ที่เจาะจงเฉพาะกลุ่มนักวิชาการและสังคมเมืองมาสู่ระดับรากหญ้า อันกอปรไปด้วยชนชั้นกระฎุมภีและชั้นล่างในสังคมชานเมืองและชนบทนั้น เป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งยวดที่จะสร้างสังคมสารสนเทศได้อย่างมีประสิทธิผล

ประเด็นต่อเนื่องที่น่าเป็นห่วงคือ ข้อมูลสถิติพื้นฐาน อันเปรียบเป็นหนึ่งในเสาเอกของการพัฒนาสาขาวิชานี้นั้น ยังขาดความต่อเนื่องในการจัดเก็บรวบรวมอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะข้อมูลห้องสมุดประชาชนที่เปรียบเสมือนกิ่งก้านสาขาของโอกาสในการเรียนรู้ของประชาชนทั่วไป จนทำให้ไม่เราไม่สามารถตอบคำถามง่าย ๆ ได้ในทันทีว่า ห้องสมุดในประเทศไทยมีทั้งหมดกี่แห่ง มีบรรณารักษ์ทั้งหมดกี่คน ใคร “เป็น” บรรณารักษ์บ้าง ห้องสมุดดำเนินงานอย่างไร ได้งบประมาณจากไหน เท่าไหร่ ข้อมูลเหล่านี้หาใช่ข้อมูลที่เกิดจากการวิเคราะห์ซับซ้อนไม่ หากแต่เกิดจากข้อเท็จจริง (Fact) ที่เป็นอยู่ในสังคมที่ถูกละเลย เนื่องด้วยขาดการกระตุ้นอันเนื่องมาจากการนำข้อมูลไปใช้ในสภาพความเป็นจริง

ช่องว่าง
อิทธิพลของต่างชาติที่มีต่อการศึกษาวิชาบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ในประเทศไทยนั้น ก่อให้เกิดข้อสังเกตอันเกี่ยวเนื่องกับช่องว่างบางประการ

Whitten & Minder (1974) ชี้ให้เห็นข้อสังเกตบางประการ เกี่ยวกับการนำเอาความรู้ด้านบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์จากประเทศที่พัฒนาแล้ว อย่างสหรัฐอเมริกามาใช้กับประเทศที่กำลังพัฒนา ประการแรกคือ การพัฒนาหลักสูตรโดยไม่ได้มีการสำรวจระบบวัฒนธรรมในแต่ละสังคมอย่างถี่ถ้วนก่อน ส่วนประการที่สองคือ การศึกษาวิชาบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ในอเมริกา เริ่มต้นจากแนวคิดที่เน้นการเรียนการสอนความรู้พื้นฐาน ในขณะที่ความเป็นวิชาชีพและความเป็นผู้นำเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยให้ข้อสังเกตว่า หลักสูตรในสาขาวิชาเน้นไปที่การเรียนในระดับปฏิบัติงาน (operation) ขาดการเน้นความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และความเป็นผู้นำ ซึ่งอาจจะไม่เหมาะสมกับสภาพสังคมของประเทศกำลังพัฒนา

รากฐานของการศึกษาวิชาบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ในสหรัฐอเมริกานั้น เริ่มต้นจากห้องสมุด “เพื่อ” สาธารณะ กล่าวคือ เป้าหมายหลักสำคัญอยู่ที่การกระจายโอกาสในการเข้าถึงสารสนเทศให้กับบุคคลอันเป็นไปตาม First Amendment อันเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกของอเมริกาที่เน้นในเรื่องความเสมอภาคในเรื่องสิทธิการแสดงความคิดเห็น

อย่างไรก็ตามการนำเข้าวิชาการบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศในประเทศไทย นอกจากจะเป็นการนำเอาวิชาความรู้ในด้านการจัดการห้องสมุดมาใช้แล้ว ยังถือเป็นสัญญะในเรื่องของการนำเข้าแนวความคิดในด้านประชาธิปไตย และความเท่าเทียมกันในสังคมมาสู่สังคมด้วย

หากแต่ในความเป็นจริง สภาพความแตกต่างสภาพสังคมโดยเฉพาะในเรื่องความเท่าเทียมกันในสังคมไทยและสังคมอเมริกานั้น เป็นปัจจัยสำคัญประการแรกที่ทำให้วิชาการบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ยังกระจุกตัวอยู่ โดยเฉพาะในกลุ่มนักวิชาการซึ่งถือเป็นสังคมผู้มีเกียรติ และได้รับการยอมรับนับถือ ในสมัยก่อน การศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยนั้น ถือเป็นเรื่องของบุคคลชั้นสูงและคหบดี เศรษฐี สถาบันการศึกษามีจำนวนน้อยและกระจุกตัวอยู่ในเขตเมืองหลวง และตามหัวเมืองใหญ่ ๆ การครอบครองและการเข้าถึงสารสนเทศที่จำกัดอยู่ในกลุ่มผู้มีอำนาจ ยิ่งเป็นแรงกดให้การพัฒนาวิชาการบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ ต้องปรับตัวตามลักษณะสังคม

วิชาการบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ของนักวิชาการไทย จะเห็นได้ว่า ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่กิจการของรัฐและสังคมวิชาการ การพัฒนาเทคโนโลยีก็เป็นไปเพื่อการดังกล่าว ดังนั้นองค์ความรู้อันเกี่ยวเนื่องกับสาธารณะและประชาชนทั่วไป ไม่ได้รับการเอาใจใส่อย่างจริงจัง ทั้งนี้นอกจากไม่ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานของรัฐแล้ว ผลตอบแทน เกียรติและชื่อเสียง อันเป็นสิ่งจูงใจสำหรับผู้ปฏิบัติงาน ก็ยังเป็นปัจจัยที่หนุนให้เกิดช่องว่างระหว่างสังคมเมืองและสังคมนอกเมือง ดังนั้นความเหลื่อมล้ำในสังคม ทำให้การกระจายตัวของการพัฒนาไปได้ไม่ไกล

อย่างไรก็ตามนักวิชาการหลายท่านอาจออกมาอ้างว่า จริง ๆ แล้วก็มีงานศึกษาวิจัยจำนวนมาก ที่ใช้ประชากรกลุ่มตัวอย่างเป็นกลุ่มสังคมนอกเมือง หากแต่งานส่วนใหญ่เหล่านั้น เป็นงานวิจัยเชิงประจักษ์ (Exploratory research) งานวิจัยเชิงพัฒนานั้นที่เป็นตัวขับเคลื่อนความก้าวหน้านั้นยังไม่ได้รับการสนับสนุนมากนัก

ในระดับสากล จะพบว่า ช่องว่างที่เกิดขึ้นในสังคมนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นแต่ในประเทศไทยเพียงแห่งเดียว แต่ในอีกหลายประเทศกำลังพัฒนาก็มีความเคลื่อนไหว ในการที่จะพัฒนาองค์ความรู้ และนโยบายการศึกษาวิชาบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ในระดับชาติขึ้นมาเอง ไม่ว่าจะเป็นประเทศไนจีเรีย (Onadira, 1978) และตุรกี (Whitten & Minder, 1974)

ชื่อนั้นสำคัญไฉน
ผู้ที่อยู่ในวงการการศึกษาต่างตระหนักดีว่า ลักษณะเฉพาะตัวของบรรณารักษศาสตร์ คือ “การบูรณาการ” (Integration) ที่ยังผลให้บรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ เป็นสาขาวิชาที่มีความหลากหลายและสามารถนำไปประยุกต์และผสมผสานกับศาสตร์อื่น ๆ ได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตามการจัดการเรียนการสอนในปัจจุบัน นอกเหนือจากการผสมผสานบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์กับศาสตร์อื่น ๆ แล้ว การขับเคลื่อนที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ การมองศาสตร์ในมุมมองที่กว้างกว่าออกไป นั่นก็คือ “สารสนเทศศาสตร์” (Information Sciences) โดยเน้นที่การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในงานที่เกี่ยวข้องกับตัวสารสนเทศ (โดยไม่จำเป็นที่จะต้องเกี่ยวข้องกับสถาบันบริการสารสนเทศเสมอไป) และมุมมองที่แตกต่างกันนั้นเอง ทำให้ชื่อหลักสูตร มีความแตกต่างตามมุมมองของแต่ละสถาบัน ไม่ว่าจะเป็นบรรณารักษศาสตร์ (Library Science) การจัดการห้องสมุด (Library Management) บรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ (หรือสารนิเทศศาสตร์) (Library and Information Science) สารสนเทศศึกษา (Information Studies) สารสนเทศศาสตร์ (Information Science) วิทยาการสารสนเทศ (Informatics) การจัดการสารสนเทศ (Information Management) การจัดการสารสนเทศและความรู้ (Information and Knowledge Management)

นอกจากนี้ยังมีหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับสารสนเทศอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นใหม่ และไม่ได้จำกัดบริบทให้อยู่ในสถาบันบริการสารสนเทศอีกต่อไป และด้วยการมองในมุมมองที่กว้างออกไป โดยพยายามอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในวงจรสารสนเทศในบริบทต่าง ๆ และพยายามบริหารจัดการด้วยเทคโนโลยี ดังนั้นจึงทำให้เกิดการก้าวข้ามและเกี่ยวข้องศาสตร์สาขาอื่นที่มีอยู่ก่อนหน้านี้แล้วอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น นิเทศศาสตร์ สถิติประยุกต์ คอมพิวเตอร์ธุรกิจ ระบบสารสนเทศ จิตวิทยา วิทยาการคอมพิวเตอร์ รวมไปถึงวิศวกรรมโทรคมนาคม เพราะฉะนั้นหากจะเหมารวมทุกสาขาวิชาเป็นบรรณารักษ์ทั้งหมดก็คงจะไม่ถูกนัก ดังนั้นประเด็นที่ควรได้รับการพิจารณา คือ ความครอบคลุมของหลักสูตร โดยดำเนินไปเพื่อ “วิชาชีพบรรณารักษ์” ที่ดำรงไว้ซึ่งปรัชญาและจริยธรรมวิชาชีพต่อไป

ตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงในประเทศไทยที่เห็นได้ชัด เริ่มขึ้นเมื่อสำนักวิชาเทคโนโลยีสังคม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีเปิดหลักสูตรวิทยาการสารสนเทศระดับปริญญาตรีขึ้น (ประภาวดี สืบสนธิ์, 2541) เมื่อปี 2540 โดยเน้นการเรียนการสอนใน 3 หมวด ได้แก่ นิเทศศาสตร์ (Communication) ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ (Management Information System) สารสนเทศศึกษา (Information Studies) โดยจากทั้งสามหมวดนี้ มีเพียงหมวดวิชาสารสนเทศศึกษาที่นำแนวคิดการจัดบริการสถาบันบริการสารสนเทศเข้ามาใช้ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าคำจำกัดความ ของบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ ไม่ได้กว้างไปกว่าหรือเทียบเท่ากับสารสนเทศศาสตร์แต่อย่างใด

ในขณะที่ภาควิชาบรรณารักษศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ได้ทำการปรับเปลี่ยนหลักสูตรและเปลี่ยนชื่อหลักสูตรจากบรรณารักษศาสตร์มาเป็นสารสนเทศศึกษาเมื่อปี 2543 (ภาควิชาบรรณารักษศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่., 2545) ต่อมาในปี 2545 ภาควิชาบรรณารักษ์ มช. ได้ทำการพัฒนาหลักสูตรในระดับปริญญาโทขึ้น และเปิดวิชาเลือกจากคณะต่าง ๆ ได้แก่ บัณฑิตวิทยาลัย (สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการจัดการ) คณะบริหารธุรกิจ คณะศึกษาศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ (สาขาวิชาจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์กร) คณะวิทยาศาสตร์ (สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์) และคณะสังคมศาสตร์ (สาขาวิชารัฐศาสตร์) ในขณะที่ยังมีวิชาเลือกหลัก ๆ อยู่ในภาควิชาบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ และเปลี่ยนชื่อสาขาวิชาใหม่เป็น การจัดการสารสนเทศและความรู้ (Information and Knowledge Management) (Na-Lamphum & Lee, 2002)

อย่างไรก็ตามมีบทความหลายชิ้นพยายามเปรียบเทียบหลักสูตรบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ ทั้งภายในประเทศเองและกับต่างประเทศ (Butdisuwan & Gorman, 2002; ปราณี อัศวภูษิตกุล, 2546) ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบภายใต้บริบทที่แตกต่างกัน เช่น การเปรียบเทียบข้ามระดับมุมมอง (หลักสูตรบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์กับหลักสูตรสารสนเทศศาสตร์) หรือการเปรียบเทียบข้ามแนวคิด (หลักสูตรสารสนเทศศึกษากับระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ) ด้วยข้อแตกต่างทั้งในทางหลักสูตร ทั้งชื่อหลักสูตรและโครงสร้าง รวมไปถึงมุมมองนั้นเองอาจทำให้เกิดประเด็นปัญหาบางประการ ที่อาจมีผลกระทบต่อการวางแผนและปรับปรุงหลักสูตรในอนาคต

การสื่อสารทางวิชาการกับงานชุมชน
การสื่อสารทางวิชาการ (Scholarly Communication) เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาศาสตร์สาขาวิชาต่าง ๆ รวมไปถึงสาขาวิชาบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ ดังจะเห็นได้จากกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในงานวิจัยของนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี จะเกาะกลุ่มอยู่ในวงการศึกษาและธุรกิจ ในขณะที่งานวิจัยที่เข้าถึงกลุ่มตัวอย่างในระดับปัจเจกโดยเฉพาะนอกสังคมเมือง ยังไม่ได้รับการสนใจในภาพรวมมากนัก

ในการสื่อสารทางวิชาการที่เป็นตัวแปรสำคัญนั้น นักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์ที่จบการศึกษาจากต่างประเทศที่เป็นหน่วยของการสื่อสาร ต่างก็นำเอาระบบการสื่อสารในวงวิชาการที่เคยใช้ในระหว่างที่ศึกษาในต่างประเทศเข้ามาใช้ กล่าวคือ เน้นการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักระหว่างการสื่อสาร ในขณะที่งานส่วนใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับคนส่วนมากไม่ได้สามารถเข้าถึงได้ด้วยกำแพงทางภาษา ทำให้ลักษณะการสื่อสารทางวิชาการในเมืองไทยเกิดความเหลื่อมล้ำและขาดรอยเชื่อมต่อ ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะตัวอีกประการหนึ่งของการสื่อสารทางวิชาการในประเทศไทย และประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่ไม่ได้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาทางการ ที่ทำให้ลักษะของการสื่อสารทางวิชาการมีลักษณะเหมือนดุลการค้าที่มีแต่นำเข้า มิได้ถูกส่งออกเพื่อนำไปต่อยอด แม้กระนั้นงานศึกษาวิจัยลักษณะเฉพาะของสื่อสารทางวิชาการในประเทศไทยก็ยังไม่เห็นมากนัก

การมองไปข้างหน้าที่นักวิชาการและผู้บริหารสถาบันบริการสารสนเทศหลายแห่งเรียกว่า วิสัยทัศน์ นั้น บางครั้งก็ทำให้กลายเป็นการมองข้ามพื้นฐานของศาสตร์ด้านนี้ไป หลังจากที่ในโรงเรียนบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์หลายแห่งทั่วสหรัฐอเมริกา ได้พยายามปรับตัวเองให้เข้าสู่ยุคดิจิตอลมากขึ้น Wiegand (1997) นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์บรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ ได้พยายามเรียกร้องให้มีการหันกลับมามอง (แม้เพียงเหลือบตามอง) ศาสตร์ทางด้านการอ่านอันเป็นกลไกสำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดการรับรู้สารสนเทศ โดย Wiegand ชี้ให้เห็นว่า การอ่านเป็นศาสตร์ชนิดหนึ่งที่ส่วนหนึ่งของสารสนเทศ ถึงแม้เทคโนโลยีจะพัฒนาไปเท่าใดก็ตาม โดยกล่าวถึงความต้องการในการการศึกษาปัจจัยที่ทำให้ปัจเจกบุคคลอ่านหนังสือและรับรู้ได้แตกต่างกัน โดยเฉพาะวรรณกรรมประเภทนิยาย ที่หนังสือเล่มเดียวกันอาจทำให้คน ๆ หนึ่งรู้สึกเศร้า อีกคนหนึ่งรู้สึกดีใจ ส่วนอีกคนหนึ่งรู้สึกฮึกเหิม ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาเหล่านี้ อาจเป็นโอกาสทองที่สำคัญ ที่จะทำให้เกิดการพัฒนาในสาขาวิชาบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์อย่างยิ่งยวด

หรือแม้กระทั่งห้องสมุดดิจิตอลในสหรัฐอเมริกาหลายแห่ง การคิดค้นและพัฒนาต่างก็เกิดขึ้นจากความต้องการทางด้านสังคมและวัฒนธรรมแทบทั้งสิ้น วิทยาการสารสนเทศทางวัฒนธรรม (Cultural Informatics) เป็นศาสตร์ใหม่ที่เกิดขึ้นพร้อม ๆ กับการพัฒนาห้องสมุดดิจิตอล Pursues ทางด้านมานุษยวิทยาและประวัติศาสตร์ โดยผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัย Tuft ในสหรัฐอเมริกา เนื่องจาก Pursues มิใช่เป็นห้องสมุดดิจิตอลเพื่อการเก็บรักษา (preservation) และการเข้าถึง (access) เท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือที่ทำให้เกิดการค้นพบและข้อเท็จจริงทางวัฒนธรรม ที่เกิดจากการประมวลผลทางด้านเทคโนโลยี

บทบาทของห้องสมุดดิจิตอลและระบบสารสนเทศ หาใช่เป็นแต่เพียงการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสารสนเทศเท่านั้น หากแต่รวมไปถึงการประมวลผลอย่างมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพ ยกตัวอย่างเช่น รายการสหบรรณานุกรม (Union Catalog) หากมีการนำไปใช้อย่างมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพแล้ว นอกจากจะทำให้เกิดการใช้ข้อมูลร่วมกันแล้ว ในภาพรวมยังเป็นการชี้สถานภาพวรรณกรรมและการศึกษาต่าง ๆ ในประเทศไทยได้ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งฐานข้อมูลงานวิจัยและวิทยานิพนธ์ ที่เป็นตัวบ่งชี้ความก้าวหน้าในศาสตร์ต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดีนั้น ข้อมูลในเชิงสถานภาพและแนวโน้มของการศึกษาวิจัยในแต่ละสาขา สามารถประมวลผลออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้อมูลเหล่านี้ยังถือเป็นข้อมูลที่มีคุณค่า และเป็นประโยชน์ต่อการนำไปใช้วางแผน การพัฒนาวิชาชีพและการศึกษาวิจัยเป็นอย่างมาก

หากแม้ประเทศไทยพยายามที่จะก้าวกระโดดไปสู่ความเป็นยอดทางด้านเทคโนโลยี โดยปล่อยให้ประชาชนระดับล่างอีกจำนวนไม่สามารถเข้าถึงความเป็นเลิศเหล่านั้นได้ การเป็น “สังคมแห่งองค์ความรู้” ก็ยังคงห่างไกล

กดดัน…
ด้วยบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์มีลักษณะเป็นพหุวิทยาการ (Multidisciplinary) ที่กอปรไปด้วยศาสตร์หลายสาขาวิชา การพัฒนาศาสตร์สาขานี้จึงต้องอาศัยการดำรงอยู่และการพัฒนาของศาสตร์สาขาอื่น ๆ เป็นสำคัญด้วยเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะศาสตร์ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่กลายเป็นดัชนีสำคัญที่ชี้วัดความก้าวหน้าทางด้านบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ไปโดยปริยาย

ในขณะที่งานวิจัยเมื่อสิบปีที่แล้ว (Na Lumphun, 1994) อ้างว่า หนึ่งในข้อจำกัดที่สำคัญในการพัฒนาศาสตร์สาขาวิชานี้ ก็คือ การขาดแคลนบุคลากรทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ แต่ถึงกระนั้นเมื่อเวลาผ่านไป ดูเหมือนอัตราการขาดแคลนลดน้อยลง เนื่องจากนำผู้สอนที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเข้ามามีบทบาทมากขึ้น แต่การพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีในก็ยังกระจุกตัวและดำเนินไปอย่างไม่ค่อยราบรื่นนัก ทั้งนี้ประเด็นที่น่าสนใจอยู่ที่ การตระหนักถึงความจำเป็นในเรียนการสอนในลักษณะสหวิทยาการจากผู้สอนสาขาวิชาอื่น

ถึงแม้ว่าความสามารถในการประยุกต์ใช้เป็นความสามารถระดับปัจเจกบุคคล หากแต่ความสัมพันธ์ระหว่างสาขาวิชาเหล่านั้นก็ควรที่จะได้รับการแนะนำด้วยเช่นกัน เพื่อให้ผู้เรียนได้เห็นภาพรวมในโลกแห่งความเป็นจริง ดังนั้นประเด็นของการบูรณาการหลังจากการศึกษาเพื่อมาใช้ประกอบการปฏิบัติงาน เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ควรมีการศึกษาเพิ่มเติม รวมไปถึงการศึกษาบทบาทและผลกระทบ ทั้งในเชิงประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการเรียนการสอน ผู้สอนที่มาจากสาขาวิชาอื่นต่อการศึกษาวิชาบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์

บทบาทของบรรณารักษ์ในประเทศไทย เป็นอีกประเด็นหนึ่งมีผลกระทบการต่อศึกษาวิชาบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ เป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจเลย เมื่อนักศึกษาสาขาวิชาบรรณาศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์แสดงตนว่ากำลังศึกษาหรือสำเร็จการศึกษาสาขาวิชานี้ และจะได้รับคำถามอยู่เสมอ ๆ ว่า “เค้ามีการเรียนสาขานี้กันด้วยหรือ” “เรียนอะไรบ้าง เรียนจัดชั้นหนังสือหรือ” คำถามเหล่านี้ นอกจากจะแสดงถึงบทบาทของบรรณารักษ์ในเชิงวิชาการ และคุณค่าในวิชาชีพที่ไม่ได้รับการเล็งเห็นจากสังคมแล้ว ภาพลักษณ์ของบรรณารักษ์ในสังคมดังกล่าวเป็นปัจจัยสำคัญต่อการศึกษาต่อของนักเรียนในระดับอุดมศึกษา

การศึกษาคุณสมบัติของผู้ที่สนใจและปัจจัยที่ทำให้เลือกเรียนสาขาวิชาบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ เช่น อันดับการเลือก และคะแนนการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยของนักศึกษา ในสาขาวิชาบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ หรือคะแนนเฉลี่ยของผู้เลือก ในกรณีที่เป็นการเลือกเรียนหลังจากเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษาแล้ว ข้อมูลเหล่านี้อาจนำไปช่วยในการวิเคราะห์คุณภาพของนักศึกษา ตลอดจนยังชี้ให้เห็นทำให้บทบาทและคุณค่าในวิชาชีพที่มีต่อสังคม จากทัศนะของผู้ที่ประกอบวิชาชีพในอนาคตได้

นอกจากนี้ ยังควรมีการพิจารณาถึงถึงเป้าหมายและความตั้งใจในการประกอบวิชาชีพ เป็นส่วนหนึ่งในการคัดเลือก ทั้งนี้การศึกษาวิชาบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ในปัจจุบันนั้น แค่เพียง “รักหนังสือ” อาจไม่สามารถเป็นเหตุผลที่เพียงพอต่อการดำรงอยู่ในสังคมที่เต็มไปด้วยการแข่งขันเช่นนี้ได้ ผู้เรียนควรที่จะมองภาพและให้เหตุผลในเชิงองค์กร ชุมชน สังคมและประเทศชาติได้ ทั้งนี้จะช่วยให้ผู้เรียนตระหนักถึงความสำคัญและบทบาทของวิชาชีพและตนเองได้เป็นอย่างดี

วิชาชีพของมืออาชีพ
การวิจัยติดตามบัณฑิตหลังสำเร็จการศึกษา เป็นสิ่งสะท้อนความสำเร็จของการศึกษาในระดับอุดมศึกษาได้อีกประการหนึ่ง การติดตามบัณฑิตนอกจากเป็นการประเมินความสำเร็จของหลักสูตรนั้น ๆ แล้ว ยังเป็นการชี้ให้เห็นถึงสถานภาพและแนวโน้มของของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ในสาขาวิชาได้เป็นอย่างดี

การศึกษาติดตามบัณฑิตได้รับความสนใจจากนักวิชาการในสาขาวิชาเป็นจำนวนมาก โดยงานวิจัยส่วนใหญ่จะเป็นงานวิจัยระดับสถาบัน งานวิจัยชิ้นล่าสุดของกันยารัตน์ ดัดพันธ์ (2544) ได้พยายามรวบรวมข้อมูลสถานภาพการทำงานของบัณฑิตบรรณารักษศาสตร์และสารนิเทศศาสตร์ ระหว่างปีการศึกษา 2535 – 2539 จากสถาบันอุดมศึกษาของรัฐจำนวน 6 แห่ง อย่างไรก็ตามยังไม่มีการสรุปถึงภาพรวมระดับประเทศหรือภูมิภาค ถึงจำนวนที่แท้จริงของผู้ที่ได้รับการศึกษาในสาขาวิชาบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ และสาขาที่เกี่ยวข้อง ถึงแม้ว่าสถาบันอุดมศึกษาของรัฐดูเหมือนจะว่าจะมีบทบาทสำคัญต่อการผลิตบุคลากรในด้านนี้ แต่ยังไม่มีการศึกษาวิจัยที่ครอบคลุมไปถึงบัณฑิตที่จบการศึกษาจากสถาบันราชภัฏ และสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ซึ่งมีอัตราการเข้ารับการศึกษาจำนวนมากในแต่ละปี ละมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาวงการการศึกษาบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์อยู่ไม่น้อย นอกจากนี้ยังควรมีการศึกษาการกระจายตัวการทำงานตามภูมิภาคและประเภทของห้องสมุดต่าง ๆ อย่างจริงจัง เพื่อนำไปใช้ในการวางแผนกลยุทธ์และการวางแผนอัตรากำลังทั้งในปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในสาขาวิชา ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนชื่อหลักสูตร เนื้อหาวิชา หรือแม้แต่ชื่อโรงเรียน ถือเป็นประเด็นท้าทายที่นักวิชาการสารสนเทศที่สร้างความสับสน และไม่ชัดเจนในการนำข้อมูลเหล่านั้นมาประมวลผล ดังจะได้แสดงในลำดับต่อไป

นอกจากนี้ปัจจัยสำคัญประหนึ่งที่บ่งชี้ความสำเร็จในการศึกษา คือ ความสัมพันธ์เกี่ยวข้องระหว่างหลักสูตรการเรียนการสอนกับลักษณะงานและอาชีพ โดยเฉพาะหลักสูตรที่นำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาเป็นแกนหลัก ที่หลายสถาบันกำลังพยายามปรับปรุงเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด การตระหนักถึงหน้าที่ ความรู้ ความสามารถของตนเองและการรับรู้ขององค์กรต่อหลักสูตรใหม่ที่มีความไม่ชัดเจนและคลุมเครือนั้น อาจทำให้นักศึกษาสาขาวิชานี้จำนวนมากไม่ได้ทำงานที่เกี่ยวข้องกับสถาบันบริการสารสนเทศ หรือการจัดการสารสนเทศในองค์กรโดยตรง ซึ่งจากการศึกษาของกันยารัตน์ ดัดพันธ์ (2544: 64) ได้ชี้ให้เห็นถึงอัตราการประกอบอาชีพอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับข้องการวิชาชีพบรรณารักษ์โดยตรง ซึ่งถือได้ว่ามีนัยสำคัญ (มากกว่า 10% ของผู้เรียน) และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงมากขึ้น หลังจากที่โรงเรียนบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์หลายแห่งพยายามปรับปรุงหลักสูตร ให้ตอบสนองกับการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีมากขึ้น ซึ่งกันยารัตน์พยายามชี้ให้เห็นว่า ตลาดงานขยายตัวกว้างขึ้น ผู้เรียนสามารถนำไปใช้ได้ในหลายสถานะ เนื่องจากหลักสูตรสอนให้นักศึกษาสามารถทำงานได้ในหลายลักษณะ (Multitasking) แต่กระนั้นก็มิได้หมายความว่า นักศึกษาจะเป็นบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นเสียทีเดียว เนื่องจากเมื่อมองในทางเศรษฐศาสตร์ การเริ่มต้นสอนงานใหม่ให้กับผู้ที่ไม่มีพื้นฐานในเรื่องนั้น ๆ มาเป็นอย่างดี ทำให้การลงทุนในการศึกษาเป็นสิ่งสูญเปล่า จริงอยู่ที่ความรู้ในบางวิชาไม่จำเป็นต้องได้ใช้ในการทำงานเสมอไป แต่หากจำนวนของผู้ประกอบอาชีพนอกวิชาชีพมีจำนวนสูงขึ้น ควรจะต้องมีการพิจารณาถึงปัจจัยหลาย ๆ ด้านด้วยเช่นเดียวกัน

“รู้อะไรรู้กระจ่างแต่อย่างเดียว ขอให้เชี่ยวชาญเถิดจะเกิดผล” ยังคงเป็นวรรคทองที่ชี้ให้เห็นถึงข้อบกพร่องของหลักสูตรแบบบูรณาการ กล่าวคือ ความเข้าใจผิดและขาดการตระหนักถึงในความรู้ความสามารถของตัวบัณฑิต ทั้งจากตัวบัณฑิตเองและหน่วยงานที่รับสมัครงาน อาจเป็นปัจจัยที่ทำใหบัณฑิตที่จบหลักสูตรที่อิงกับเทคโนโลยีสารสนเทศนั้น มีโอกาสที่จะได้รับเข้าทำงานยาก ทั้งนี้เนื่องจากตลาดงานด้านบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์โดยตรงมีขนาดเล็ก ค่าตอบแทนน้อย กอปรกับค่านิยมในการทำงานกับห้องสมุดขนาดใหญ่และในเขตเมือง โดยเฉพาะห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษาและระดับวิทยาลัย (กันยารัตน์ ดัดพันธ์, 2544: 62) จึงทำให้ตัวเลือกที่จะทำงานในองค์กรที่เกี่ยวกับการจัดการสารสนเทศโดยตรงนั้นหายาก บัณฑิตสาขาวิชาดังกล่าว จึงหันไปให้ความสนใจต่องานที่เกี่ยวข้องกับทางเทคโนโลยีมากขึ้น เช่น ผู้บริหารระบบและเครือข่าย โปรแกรมเมอร์ นักวิเคราะห์ระบบ ผู้พัฒนาเว็บไซต์ เป็นต้น

การเคลื่อนตัวของบรรณารักษศาสตร์ไปสู่สารสนเทศศาสตร์ เป็นการย้ายจุดศูนย์กลางของศาสตร์สาขาวิชานี้ จากสถาบันบริการสารสนเทศไปสู่บทบาทการจัดการสารสนเทศในองค์กร แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าความสำคัญของสถาบันบริการสารสนเทศจะลดลง ในทางตรงกันข้ามการรับมือกับผลกระทบของเทคโนโลยีต่อสังคม ตลอดจนนำเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อสถาบันบริการสารสนเทศในระดับท้องถิ่น ชุมชนทวีความสำคัญต่อการพัฒนาสาขาวิชาเฉกเช่นเดียวกับการพัฒนาประเทศ ดังนั้นการชี้ให้เห็นคุณค่าของวิชาชีพบรรณารักษ์และปลูกฝังให้เกิดขึ้นกับนักสารสนเทศยุคใหม่ จะเป็นการเติมเต็มรากฐานของสาขาวิชาไปพร้อมกับการพัฒนาวิชาชีพ

การสร้างองค์ความรู้และพัฒนาในศาสตร์สาขาวิชานี้ก็มุ่งเพื่อที่จะพัฒนา “วิชาชีพ” สำหรับ “มืออาชีพ” ดังจะเห็นได้จากคำภาษาอังกฤษสองคำ ที่มีความหมายใกล้เคียงกันและนำมาใช้ในวงการบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์อยู่เสมอ นั่นคือ Profession และ Professionalism ถึงแม้ความเป็นมืออาชีพสำหรับงานบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ที่ควรจะเป็นนั้น ยังเป็นข้อประเด็นระดับปัจเจก ทั้งจากมุมมองของผู้ปฏิบัติงานและมุมมองของผู้ใช้เอง แต่ประเด็นดังกล่าวก็ไม่ควรได้รับการเพิกเฉยในการพิจารณาปรับปรุงหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน เนื่องจากลักษณะความเป็นมืออาชีพของปัจเจกนั้น มีผลกระทบอย่างมากต่อภาพลักษณ์และการยกระดับของวิชาชีพโดยรวม ดังจะคำเปรียบเปรยที่ว่า “ปลาเน่าเพียงตัวเดียวก็เหม็นไปทั้งข้อง” โดยเฉพาะในบริบทของสังคมแห่งการแข่งขันเช่นนี้ อย่างไรก็ตามผู้เขียนเห็นว่า การจัดการเรียนการสอนเชิงโครงการ (Project-based learning) และการแก้ปัญหา (Problem-based learning) โดยเน้นไปที่การบริหารจัดการสถาบันบริการสารสนเทศในอุดมคติ จะช่วยพัฒนาความเป็นมืออาชีพได้เป็นอย่างดี ถึงแม้ว่าหลายหลักสูตร จะเปิดโอกาสให้มีการฝึกงานหรือสหกิจศึกษาที่นำนักศึกษา เข้าไปสู่การทำงานในสถานที่จริงก็ตาม แต่การทำงานในสถานที่จริงนั้น ในบางกรณีไม่ได้สร้างความเป็นมืออาชีพมากเท่าใดนัก ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากปัจจัยสภาพแวดล้อมในแต่ละองค์กรที่เห็นความสำคัญของการฝึกงานแตกต่างกัน ทำให้ปัจจัยในองค์กรเป็นตัวจำกัดความคิดสร้างสรรค์และแนวทางแก้ไขปัญหาที่ควรจะเป็น

การศึกษาตลอดชีวิต
เป็นที่ตระหนักกันดีอยู่แล้ว การศึกษาตลอดชีวิต มีบทบาทอย่างมากต่อการก้าวไปสู่สังคมแห่งความรู้ และมีการกล่าวถึงในวงการวิชาชีพอยู่เสมอโดยเฉพาะการศึกษาระหว่างการปฏิบัติงาน (Learning from working) หากแต่ความเชื่อมต่อระหว่างสถาบันการศึกษาและสถาบันบริการสารสนเทศซึ่งเป็นสถานที่ปฏิบัติงาน เป็นประเด็นที่ควรคำนึงถึงอีกประการหนึ่ นอกจากนี้หน่วยงานและองค์กรเอง ยังไม่มีกลไกสนับสนุนการศึกษาตลอดชีวิตอย่างจริงจังและเป็นระบบ การได้รับการสนับสนุนและชี้นำจากสถาบันการศึกษาในสาขาวิชา จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่ทำให้การพัฒนาสาขาวิชาที่มีรากฐานจากการปฏิบัติงาน (practice) มีความแข็งแกร่งมากขึ้น นอกจากนี้การจัดการองค์ความรู้ (Knowledge Management) ในสถาบันบริการสารสนเทศ ถือเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต อย่างไรก็ตามประเด็นดังกล่าวควรจะมีการศึกษาวิจัยต่อไป

ข้อเสนอแนะ

  1. ควรมีการกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาห้องสมุดและสถาบันบริการสารสนเทศในระดับชาติ โดยครอบคลุมประเด็นต่าง ๆ เช่น สถานภาพของวิชาชีพในหน่วยงานประเภทต่าง ๆ แนวทางการวิจัยเพื่อการพัฒนา เป็นต้น ทั้งนี้ยุทธศาสตร์ดังกล่าว จะเป็นตัวกำหนดทิศทางที่สำคัญในการจัดการเรียนการสอน วิชาบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
  2. การสร้างความร่วมมือในระดับสถาบัน ไม่เพียงแต่การแลกเปลี่ยนในระดับอาจารย์เท่านั้น แต่ควรมีการจัดทำกิจกรรมร่วมกันระหว่างนักศึกษา ทั้งนี้ดังจะเห็นได้ว่าเมื่อนักศึกษาสำเร็จการศึกษาออกไป การเข้าใจสภาพแวดล้อมจากผู้ร่วมงานที่สำเร็จการศึกษาจากสถาบันอื่น อันจะเป็นการส่งเสริมการปฏิบัติงานร่วมกันผู้อื่นได้เป็นอย่างดี ตัวอย่างของกิจกรรมการแลกเปลี่ยนในระดับนักศึกษาที่ควรมีการพิจารณา ได้แก่ การจัดค่าย การสัมมนา การประกวดบทความ การจัดนิทรรศการและโปสเตอร์ การแข่งขันการจัดทำโครงการต่าง ๆ เป็นต้น
  3. สร้างกลไกการรวบรวมข้อมูลหลักสูตร ไม่ว่าจะเป็นการสร้างฐานข้อมูลหลักสูตรในระดับชาติ การพัฒนาเมตาดาต้า (Metadata) เพื่อเป็นมาตรฐานในการจัดเก็บสารสนเทศหลักสูตร (ปล. สามารถนำไปใช้ในการจัดการการศึกษาในสาขาวิชาอื่นด้วย) ทั้งนี้เพื่อสะดวกต่อการตัดสินใจและบริหารหลักสูตร ทั้งในระดับสถาบัน ท้องถิ่น รวมไปถึงระดับชาติ
  4. การจัดการเรียนการสอนควรเน้นการมององค์รวมในระดับสังคมและชุมชน เน้นการปลูกฝังในเรื่องการใช้ทรัพยากรร่วมกันมากขึ้น โดยเฉพาะในเรื่อง เครือข่ายสารสนเทศ
  5. การจัดการเรียนการสอน โดยให้นักศึกษาสัมผัสสภาพของสถาบันบริการสารสนเทศในอุดมคติ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ การสอนแนวคิดทฤษฎีที่ปฏิบัติได้ ให้นักศึกษามีส่วนร่วมในการตัดสินใจในการจัดการตั้งแต่ระดับปฏิบัติการไปจนถึงบริหารสูงสุด ซึ่งจะสนับสนุนให้ผู้เรียนมีความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนางานของตนเองมากขึ้น
  6. ถึงแม้จะมีการเปลี่ยนชื่อหลักสูตรไปอย่างไรก็ตาม สิ่งที่โรงเรียนบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศไม่ควรมองข้าม คือ การปลูกฝังคุณค่าในวิชาชีพ เพื่อการยกระดับวิชาชีพและให้บุคคลภายนอกวิชาชีพ ตระหนักและเล็งเห็นความสำคัญและเข้าใจบทบาทของบรรณารักษ์และนักสารสนเทศ
  7. ถึงแม้หลักสูตรต่าง ๆ จะผลิตมาเพื่อตลาดงานและตลาดการศีกษาอันตอบสนองระบบทุนนิยมก็ตาม แต่การสร้างรากฐานที่ดีและการพัฒนาที่ยั่งยืนให้กับสาขาวิชาก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลยมองข้าม การเข้าถึงท้องถิ่นและชุมชนถือเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันอุดมศึกษาของไทยหลายแห่งมีความต้องการที่จะพัฒนาความสัมพันธ์กับชุมชนให้เข้มแข็ง สาขาวิชาบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์สามารถเป็นหน่วยงานที่สำคัญในการบริการชุมชนได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้อาจมีการพิจารณาการเรียนการสอนทางไกลให้มากขึ้น เพื่อเป็นการขยายโอกาสสำหรับผู้ปฏิบัติงานสารสนเทศที่อยู่ห่างไกลและไม่สะดวกในเรื่องเวลาและการเดินทาง และพัฒนาการเรียนการสอนทางไกลให้มีคุณภาพและได้รับการยอมรับเท่าเทียมกับการศึกษาในชั้นเรียนทั่วไป
  8. การเรียนการสอนและการวิจัย ในบางครั้งความเป็นเลิศก็ไม่สามารถก็ให้เกิดประสิทธิผลต่อการผลิตบัณฑิตแต่อย่างใด ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าการลงทุนไปยังจุดใดจุดหนึ่ง ในขณะที่พื้นที่อื่น ๆ ยังไม่ได้รับการเหลียวแล ก็อาจกลายเป็นการสร้างช่องว่างทางสังคม ดังนั้นควรเน้นการสร้างความหลากหลาย (Diversity) อย่างมีคุณภาพ ทั้งในเชิงวิชาการและปฏิบัติ ตลอดจนพิจารณาในด้านประชากรศาสตร์ อันจะเป็นการลดช่องว่างทางสังคมอีกทางหนึ่งด้วย
  9. ศาสตร์ทางด้านการอ่านและการรับรู้สารสนเทศ ควรได้รับการปรับปรุงและนำมาผสมผสานกับหลักสูตรให้มากขึ้น สนับสนุนให้มีการสร้างองค์ความรู้ใหม่ ๆ ที่ได้จากการทำวิจัย ทั้งนี้จะทำให้ผู้เรียนตระหนักถึงความสำคัญของการอ่าน และเป็นหน่วยที่สำคัญต่ออัตราการรู้หนังสือ และการรู้สารสนเทศด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ควรมีการนำความรู้ในสาขาวิชาอื่น ๆ เข้ามาใช้ ไม่ว่าจะเป็นจิตวิทยา พฤติกรรมศาสตร์และวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อย่างไรก็ตามมีข้อควรพิจารณาเกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพื่อดึงดูดความสนใจในการอ่านนั้น บางครั้งอาจทำให้เกิดการยึดติดกับตัวสื่อมากกว่าการอ่านก็เป็นได้
  10. ควรมีการพิจารณาความแตกต่างในการเรียนการสอนระหว่างการศึกษาระดับปริญญาตรีกับปริญญาโทให้ชัดเจน รวมไปถึงทิศทางและความมุ่งหวังที่มีต่อบัณฑิต โดยเฉพาะประเด็นในเรื่องของความเป็นมืออาชีพในแต่ละด้าน ทั้งนี้เพื่อสร้างความชัดเจนต่อตลาดงาน ไม่ว่าจะเป็นคุณสมบัติการสมัครงาน ตำแหน่ง อัตรากำลัง ฯลฯ ตลอดจนมีการประชาสัมพันธ์หลักสูตร โดยชี้ให้เห็นข้อแตกต่างถึงการพัฒนาศักยภาพของบุคคลตามระดับการศึกษา เพื่อช่วยให้สังคมผู้ใช้ได้ตระหนักถึงความแตกต่างในบทบาทและความรู้ความสามารถของนักศึกษา และบัณฑิตจากสาขาวิชานี้
  11. สมาคมวิชาชีพ ควรเข้าบทบาทมาในการช่วยเหลือของนักศึกษาให้มากขึ้น เช่น การเปิดโอกาสให้นักศึกษาสมัครสมาชิกในอัตราพิเศษ การทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการสมัครงาน การสนับสนุนให้มีการดำเนินการสร้างสมาคมย่อย ๆ ในสถาบันการศึกษา เป็นต้น อันจะเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับนักศึกษา ที่จะกลายเป็นผู้ปฏิบัติงานสารสนเทศในอนาคต ตลอดจนยังเป็นการสนับสนุนให้นักศึกษาเห็นความสำคัญของสมาคมวิชาชีพ และเข้าไปมีบทบาทในการพัฒนาวิชาชีพให้มากขึ้น

บรรณานุกรม

  • Butdisuwan, S. & Gorman, G. E. (2002). Library and information science education in Thai public universities. Education for Information, 20, 169-181.
  • ALIPER Advisory Committee, Association for Library and Information Science Education.  (2000). Educating library and information science professionals for a new century: The KALIPER report. Retrieved August 13, 2004, from http://www.alise.org/publications/kaliper.pdf
  • Na-Lamphun, R. & Lee, H. (2002). Focusing on information and knowledge management: Redesigning the graduate program of library and information science at Chiang Mai University. Information Development, 18(1), 47-59.
  • Onadiran, G. T. (1978). Research in education for librarians in developing nation, the Nigeria experience. Pakistan Library Bulletin, 9 (3-4), 1-8.
  • Premsmit, P. (1999). Library and information science education in Thailand. Retrieved August 13, 2004, from http://tla.tiac.or.th/ifla/Ifla99_15.htm
  • Ruksasuk, N. (1999). Library and information science distance education in Thailand in the next decade. Paper presented at the 65th IFLA Council and General Conference. Retrieved August 13, 2004, from http://www.ifla.org/IV/ifla65/papers/090-104e.htm
  • Sacchanand, C. (1999). Distance education in library and information science in Thailand. Retrieved August 13, 2004, from http://tla.tiac.or.th/ifla/Ifla99_16.htm
  • Tallman, J. I. & Ojiambo, J. B. (Eds.). (1990). Translating an international education to a national environment. Papers presented at the International Doctoral Student Conference. Metuchen, N.J.: Scarecrow.
  • Translating an international education to a national environment: An international student conference. (1988). Pittsburgh, PA.: University of Pittsburgh.
  • hitten, B. & Minder, T. (1974). Education for librarianship in developing nations: the Hacettepe experience. Journal of Education for Librarianship, 14(4), 220-233.
  • Wiegand, W. A. (June 15, 1997). Misreading LIS education. Library Journal.
  • กันยารัตน์ ดัดพันธ์. (2544). สถานภาพการทำงานของบัณฑิตบรรณารักษศาสตร์และสารนิเทศศาสตร์ ปีการศึกษา 2535-2539. วารสารบรรณารักษศาสตร์และสารนิเทศศาสตร์ มข., 21(1), 59-73.
  • ฉวีวรรณ คูหาภินันท์. (2542). แนวโน้มการผลิตบัณฑิตสาขาวิชาบรรณารักษศาสตร์และสารนิเทศศาสตร์. วารสารห้องสมุด, 43(4), 72-76.
  • ชุติมา สัจจานันท์. (2544). การศึกษาวิชาบรรณารักษศาสตร์และสารนิเทศศาสตร์ ระดับบัณฑิตศึกษาในประเทศไทย: บทวิเคราะห์ภูมิหลังและข้อเสนอแนะเพื่อการปฏิรูปการศึกษา. บรรณสาร สพบ., 33(2), 1-15.
  • นฤตย์ นิ่มสมบุญ. (2545). แนวโน้มการวิจัยด้านบรรณารักษศาสตร์และสารนิเทศศาสตร์. จุลสารไทยคดีศึกษา, 18(3), 25-28.
  • ประภาวดี สืบสนธิ์. (2541). หลักสูตรวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี. วารสารห้องสมุด, 42(1), 35-46.
  • ปราณี อัศวภูษิตกุล. (2546). ข้อมูลพื้นฐานเพื่อการปรับปรุงหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิตสาขาวิชาบรรณารักษศาสตร์และสารนิเทศศาสตร์ (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ. 2547) ภาควิชาบรรณารักษศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. โดมทัศน์, 24(2), 5-29. เข้าถึงเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2547, จาก http://library.tu.ac.th/domtud/24_2/dome 08.pdf
  • ภรณี ศิริโชติ. (2541). การเปลี่ยนแปลงการจัดการศึกษาวิชาบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์. วารสารห้องสมุด, 42(1), 27-34.
  • ภาควิชาบรรณารักษศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. (2545). โครงสร้างของหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสารสนเทศศึกษา พ.ศ. 2543 (ฉบับภาษาไทย). เข้าถึงเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2547 จาก http://www.human.cmu.ac.th/~Elib/curri11.html
  • ลำปาง แม่นมาตย์, มาลี กาบมาลา, & สุนัสริน บัวเลิศ. (2542). ประสิทธิผลของหลักสูตรบรรณารักษศาสตร์และสารนิเทศศาสตร์ต่อการปฏิบัติของบัณฑิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น ปีการศึกษา 2536 – 2540. บรรณารักษศาสตร์และสารนิเทศศาสตร์ มข., 17(2), 62-81.
  • สอางศรี พรสุวรรณ. (2542). การศึกษาวิชาบรรณารักษศาสตร์และสารนิเทศศาสตร์ในประเทศไทย. วารสารห้องสมุด, 43(4), 67-71.
  • _ . (2545). การศึกษาบรรณารักษศาสตร์ในประเทศไทย: อิทธิพลระหว่างประเทศ. วารสารห้องสมุด, 45(1), 46-53.
  • สุพัฒน์ ส่องแสงจันทร์. (2546). พัฒนาการศึกษาทางบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ ของภาควิชาบรรณารักษศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. โดมทัศน์, 24(2), 31-43. เข้าถึงเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2547, จาก http://library.tu.ac.th/domtud/24_2/dome 02.pdf
  • อัมพร ทีขะระ. (2540). มาตรฐานการศึกษาวิชาบรรณารักษศาสตร์. วารสารบรรณารักษศาสตร์, 17(1), 46-58.

One response to “ปรับเปลี่ยนหรือเลียนแบบ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s