อนาคต…ตกงาน

ข่าวชิ้นหนึ่งของ The Nation วันนี้ เกี่ยวกับสภาพัฒน์แถลงการณ์ เกี่ยวกับอัตราการจ้างงานของนักเรียนนักศึกษา ภายใน 5 ปีข้างหน้า ว่า 15 เปอร์เซ็นต์ของคนที่จบการศึกษาทั้งในระดับมัธยมศึกษาและมหาวิทยาลัยกว่า 2.3 ล้านคน (หรือประมาณ 34,500 คน) จะไม่สามารถหางานที่เหมาะสมได้ เนื่องจากโรงเรียนส่วนใหญ่เปิดการเรียนการสอนในสาขาวิชา ที่ตลาดงานมีขนาดเล็ก นอกจากนี้มีประมาณ 300,000 คนเท่านั้นที่จะได้ทำงานใน field ที่ตัวเองต้องการ (ประมาณ 85,000 คนจะอยู่ในสายวิทย์-คณิต) ที่เหลือไม่ตกงานก็ได้ทำงานที่ไม่ตรงกับ field ที่ต้องการหรืองานที่ไม่เอาวุฒิปัจจุบัน

ในขณะตำแหน่งงานในสายอุตสาหกรรม textiles, ยาง, การท่องเที่ยวและการผลิตจะมีตำแหน่งว่างเป็น ล้าน ตำแหน่ง โดยสภาพัฒน์ฯ แนะนำให้มีการลงทุนด้าน HRD (Human Resource Development) เพื่อพัฒนาให้เกิดเศรษฐกิจฐานความรู้ มากกว่าที่จะเป็นระบบที่เน้นการใช้ทรัพยากร

อ่านแล้วก็น่าตกใจ เพราะ คนตกงานสมัยนี้ ไม่ใช่เป็นคนที่ไม่มีความรู้ ไม่มีความสามารถ หากแต่ไม่มีโอกาสมากกว่า คนไทยมักจะถูกสอน (และผมเชื่อว่าค่านิยมนี้ก็ยังมีอยู่) ว่า “โตขึ้นให้เป็นเจ้าคนนายคน” (อย่างน้อยก็ผมคนนึงหล่ะ) เพราะฉะนั้นการจะได้เป็นเจ้าคนนายคนอย่างมั่นคง ก็จะต้องไต่เต้ามาจากการเป็นลูกจ้าง ลูกน้องเค้า เพราะฉะนั้นคนที่จบการศึกษาส่วนใหญ่ไม่ว่าจะระดับไหน จึงมักจะเริ่มต้นชีวิตการทำงานด้วยการเป็นลูกจ้าง มากกว่าการเป็นเจ้าของกิจการตัวเอง เนื่องจากมีความมั่นคงมากกว่า ซึ่งจริง ๆ แล้ว ตอนนี้ในอเมริกา สถาบันการศึกษาชั้นนำหลายแห่ง ก็พยายามจะ integrate แนวคิดการเป็นเจ้าของกิจการ (Entrepreneurship) เข้าไปในหลักสูตร ซึ่งผมก็เป็นว่าเป็นอะไรที่น่าสนับสนุนอย่างยิ่ง เพราะอย่างน้อยถ้าตกงาน ก็ยังมีโอกาสที่จะช่วยเหลือตัวเองด้วยการเป็นเจ้าของกิจการได้ จริงอยู่ที่ของแบบนี้ บางทีมันก็สอนกันไม่ได้ เพราะบางคนว่ามันเป็น “ทักษะ” มากกว่า “ความรู้” แต่ผมก็ว่ามันเหมือนกับ “ความเป็นผู้นำ” นะ ที่การที่มีการเรียนการสอนสอนวิชาพวกนี้ ไม่ได้ทำให้เค้าเป็นเจ้าของกิจการหรือเป็นผู้นำได้ทันที แต่มันสอนให้พวกเค้า “กล้า” ที่จะลุกขึ้นด้วยตนเองต่างหาก

จริงอยู่ที่ส่วนหนึ่งต้องโทษสถาบันการศึกษาที่ตะบี้ตะบันเปิดการเรียนการสอนกัน โดยไม่ดูว่าประเทศชาติต้องการคนประเภทไหนมากกว่ากัน หากแต่ส่วนใหญ่จะดูว่า จะสอนอะไรให้เอาเงินเข้ามหาวิทยาลัยมากที่สุด ซึ่งก็เป็นธรรมดาของธุรกิจการศึกษาในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นของรัฐหรือเอกชน เอาอย่างง่าย ๆ งานบรรณารักษศาสตร์ (ไม่รวมสารสนเทศศาสตร์) จริง ๆ ผมก็ไม่มีตัวเลขเป๊ะ ๆ อยู่ในมือ แต่เท่าที่สังเกตุมา สาขาวิชานี้ก็มีบัณฑิตออกมาในตลาดงานไม่น้อยกว่า หมื่นคน หากแต่ตำแหน่งงานมันไม่เยอะ อีกอย่างค่าตอบแทนก็ไม่ดึงดูดใจ ทำให้คนจบสายนี้ก็ไม่ค่อยอยากจะทำงานในห้องสมุด ในขณะที่คนที่ทำงานห้องสมุด หลายคนก็ไม่ได้จบสายนี้ มันก็เลยดูอีรุงตุงนังไปหมด

ตอนนี้ที่โรงเรียนก็กำลังทำงานวิจัยชิ้นนึง (ซึ่งผมก็เข้าไปอยู่ใน project นี้ด้วย) ก็คือ Future of Library Workforce Study ก็คือ ดูหลาย ๆ อย่างเกี่ยวกับงานสายห้องสมุดในอนาคตอันใกล้นี้ว่าจะเป็นยังไง ก็เป็นการวิจัยเชิงสำรวจทั้งประเทศ ก็คิดว่าคงจะได้ผลวิจัยออกมาเร็ว ๆ นี้ ให้ได้อ่านกัน จริง ๆ งานวิจัยลักษณะนี้ก็ถือได้ว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการวางแผนในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเชิงเศรษฐกิจ การศึกษา และผมเองก็คิดว่าน่าจะมีการทำกันอย่างเร่งด่วน ก่อนที่อะไร ๆ จะสายเกินไป

ตอนท้ายของข่าว ก็ทำให้ผมรู้สึกทะแม่ง ๆ หน่อย ๆ เกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจ ผมเองก็ยังไม่ได้อ่านแผน ฯ​ ฉบับที่ 10 เลย แต่ในข่าวนี้บอกว่าเค้าจะเน้นเศรษฐกิจแบบพอเพียง.. พออ่านก็รู้สึกสับสนนิดหน่อย อาจจะเป็นด้วยผมด้อยปัญญา เลยยังงง ๆ กับข้อแนะนำของสภาพัฒน์ ฯ​ เกี่ยวกับแนวทางเชิงปฏิบัติที่จะเน้นเศรษฐู้แบบพอเพียง และก้าวไปสู้การเป็นสังคมเศรษฐกิจความรู้ เพราะผมมองว่าเศรษฐกิจแบบพอเพียง (ตามที่ผมเข้าใจนะครับ) เป็นระบบเศรษฐกิจที่เน้นการใช้ “ทรัพยากร” อย่างคุ้มค่า และไม่เน้นการแข่งขันเพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ในขณะที่เศรษฐกิจฐานความรู้ที่ผมเข้าใจเนี่ย มันมีรากฐานมาจากการแข่งขัน ใครรู้มาก คนนั้นก็มีโอกาสรวยมากกว่า นั่นก็คือ มันยังเน้นระบบทุนนิยม ที่ยังชอบความได้เปรียบทางการแข่งขัน แต่ยังไงเสีย อย่างที่ผมบอก ผมอาจจะต้องลงไปดูที่ตัวแผนใหญ่อีกที แล้วอาจจะต้องดูแนวทางการพัฒนาอีกทีว่าจะออกมาในแนวไหน ถึงจะเรียกได้ว่า เป็น “เศรษฐกิจฐานความรู้แบบพอเพียง

2 responses to “อนาคต…ตกงาน

  1. ผมว่าไอ้คำว่าพอเพียง มันก็แปลเป็นคำว่า
    เสถียรภาพ คือมันอยู่ได้ด้วยตัวเอง พึ่งพาตัวเองได้ การยืนอยู่บนลำแข้งของตัวเอง
    น่าจะเป็นหัวใจของเรื่องนี้

  2. สำหรับเด็กที่เพิ่งเรียน เพิ่งจบ พบว่าเค้าไม่มีความสามารถในเนื้องาน หรือไม่ก็ไม่ค่อยนำความรู้ที่ได้เรียนมา มาประยุกต์ใช้กัน ต้องคอยเตือนให้กลับไปอ่านหนังสือเพิ่มเติม นอกจากนั้นก็ติดกับว่านายต้องคอยบอก ไม่สามารถคิดงานได้เอง ทำให้บริษัทต้องการคนมีประสพการณ์ตรงอย่างน้อย หนึ่ง หรือสองปี ที่สังเกตเห็นนอกจากหลักสูตรไม่ดีแล้ว ตัวเด็กก็ไม่ขวนขวายหาความรู้เพิ่มเติมกัน แต่เก่งเรื่องแฟชั่น และติดโทรศัพย์จนน่ารำคาญ

    นอกจากนี้กว่าจะเรียนจบป.ตรี ป.โท ก็ป้าเข้าไป เกือบจะสามสิบประสพการณ์ก็ไม่มีต้องเริ่มนับกันกว่าจะเชี่ยวชาญ
    ก็ไม่ทันกับความต้องการของธุรกิจ

    บริษัทข้ามชาติที่อยู่ในไทยก็ยังติดกับการเล่นพรรคพวกกัน แม้แต่ประษัทไทยก็ยังติดค่านินมว่าคนต่างปะเทศเก่งกว่าไทย ทำให้งานระดับบริหาร หรือโปรเจคใหญ่คนไทยน้อยคนมากจะได้เข้าร่วม ทำให้ขาดทักษะ

    พนักงานในบริษัท หรือองค์กรของรัฐเวลาติดต่อกับไทยด้วยกันก็บ่ายเบี่ยง หรือไม่ก็กำขี่กัน แต่พอให้ชาวต่างชาติติดต่อเราก็จะมีอาการ ใช่ครับท่านดีครับผม น้าแปลใจคนไทยด้วยก้น

    สำหรับงานต่างๆที่ประกาศก็มักจะกำหนดอายุไว้ ทำให้คนที่มีอายุมากหน่อย แต่ความสามรถมากไม่สามารถสมัครได้ไม้เหมือนที่อเมริการ เค้าจะถามเรื่องอายุ หรือใช้อายุเป็นตัววัดไม่ได้ เราน่าจะมีกฏหมาคุ้มครองเรื่องนี้ด้วย เพราะแนวโน้มคนจะมีอายุมากขึ้นและส่วนมาก็มีความเชียวชาญในงานกัน ทำให้เราเสียโอกาสที่จะได้งานกันต้องมาเริ่มต้นค้าขายหลังจากที่เป็นลูกจ้างมานับสิบๆปี
    น่าเสียดายมาก

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s