อันดับมหาลัยไทยเพื่อใคร

วันนี้เล็กกี้เอาลิงค์ข่าวเกี่ยวกับ การจัดอันดับสถาบันอุดมศึกษาไทย มาให้อ่านบน weareit.net

แน่นอนเมื่อมีการจัดอันดับ มันก็ต้องมีคนที่ดีกว่าและคนที่ด้อยกว่า คนที่ดีกว่าก็หน้าบานกันไป แล้วก็สงบปากสงบคำ คนที่ด้อยกว่าก็มักจะออกมาบอกว่า สถาบัน x เนี่ยนะ ได้แค่นี้ ไม่จริง เพราะฉะนั้น rank นี้ไม่น่าเชื่อถือ blah blah blah… (ดูได้จาก comment ในข่าวนั้นเป็นตัวอย่างได้) แต่นักวิชาการด้านสังคมศาสตร์หรือนักวิชาการศึกษาบางคนก็อาจจะออกมาบอกว่า ไม่ชอบการจัดอันดับในสังคมเลยด้วยซ้ำไป อันนี้ก็คงเป็นอีกแนวหนึ่ง

จริง ๆ การจัดอันดับเป็นเรื่องไม่ยาก แต่การสร้าง rank ที่มีมาตรฐานและใช้ “วัด” ได้จริงนั้น ก็ถือเป็นเรื่องยากเหมือนกัน ถามว่าทำไมถึงยาก ก็เพราะมันไม่ใช่นึกจะเอาเกณฑ์อะไรมาก็ได้ ตามแต่ใจคิด แต่มันจะต้องมีวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายว่าจะจัดอันดับ เพื่ออะไร

ทำไม USNews ถึงมี rank แยกกันระหว่าง Best Undergraduate School กับ Best Graduate School ก็เพราะคนใช้อันดับแต่ละกลุ่มใช้ข้อมูลและมองเห็นเกณฑ์แตกต่างกัน อย่าว่าแต่ละกลุ่มเลย แต่ละคนก็ให้น้ำหนักของแต่ละเกณฑ์ยังไม่เท่ากันเลย ลองนึกดูตาม

อัตราส่วนนักศึกษาต่ออาจารย์ 20% บุคลากร 20% งบประมาณ 20% ความเป็นนานาชาติ 10% และการได้รับรางวัล 10%

ถ้าคุณคิดเองคุณจะให้สัดส่วนการให้คะแนนยังไง บางคนก็อยากให้สัดส่วนของอาจารย์มากกว่าบุคลากร บางคนบอกว่างบประมาณน่าจะน้อยหน่อย บางคนบอกความเป็นนานาชาติไม่น่าจะคิด หรือให้น้อยหน่อย หรือให้แค่ 8% บางคนบอก 3, 4, 5% ก็มี ซึ่งแท้จริงแล้วมันก็เกี่ยวกับความน่าเชื่อถือ (reliability) ทั้งสิ้น ถ้า สกอ. สามารถพิสูจน์ได้ว่าเกณฑ์ที่ให้มามันเหมาะสม เป็นสัดส่วนน้ำหนักที่คนส่วนใหญ่ยอมรับ ผมว่าก็น่าจะดีไม่น้อย

ย้อนกลับมาที่เรื่องเกณฑ์ใหม่ แน่นอนว่าการจัดอันดับครั้งนี้ มันไม่สมบูรณ์ อย่างที่เค้าอ้างว่า student selectivity นั้นไม่ได้เอามารวม เพราะคะแนนที่ได้จากการเอนทรานซ์ไม่ครบถ้วน คำถามที่น่าจะถูกถามต่อว่า แล้วเมื่อไหร่จะครบถ้วน??? รอได้มั๊ย ทำไมต้องรีบทำ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่ามันอาจจะมีผลต่อการจัดอันดับก็ยังดันทุรังประกาศ ทำให้เกิดคำถามต่อว่า สรุปแล้วจะเอาเกณฑ์นี้มาทำอะไรกันแน่… หรือจะเอามาเพื่อแค่โชว์ผลงานก่อนจะปลีกตัวออกไป หรือจะบอกว่าต่อไปเค้าจะเอาจริงจังกับการจัดอันดับ

จริง ๆ กลุ่มเป้าหมายของการจัดอันดับ มันมีได้ตั้งแต่ตัวสถาบัน เด็กนักเรียน นักศึกษา ศิษย์เก่า หรือแม้แต่กระทั่งผู้ปกครองเอง สถาบันการศึกษาก็อยากได้ข้อมูลเพื่อเอาไปปรับปรุงสถาบันของตัวเอง ตามเกณฑ์ที่เค้ากำหนดไว้ (ถึงแม้จะรู้อยู่เต็มอกว่า มันอาจไม่ได้นำมาซึ่งความสำเร็จอย่างแท้จริงในระดับองค์กรก็ตาม) ในขณะที่เด็กเรียนมัธยมปลายที่กำลังเลือกและหาที่เรียนก็ต้องหาที่เรียนที่ดี และคิดว่าเหมาะสมกับตัวเอง หรือคนที่อยากจะเรียนต่อในบัณฑิตศึกษา ก็ต้องอยากรู้ว่าที่ไหนดี ศิษย์เก่าก็ลุ้นว่า ถ้า rank ดี ก็หมายถึงเรามาจากที่ดี ก็อาจจะมีเงื่อนไขในการทำงานเพิ่มมากขึ้น เพื่อเพิ่มค่าตอบแทน ส่วนผู้ปกครองก็อยากรู้ว่าไอ้ที่ลูกจะไปเรียน มันดีแค่ไหน คุณภาพเป็นอย่างไร

ไอ้คำว่า “คุณภาพ” เนี่ยแหละ ที่คนมองต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทำไมผมถึงบอกว่าอย่างสิ้นเชิง ก็เพราะบางคนไม่ได้มองปัจจัยด้านการเรียนการสอน หรือการวิจัยเลย แต่กลับไปมองถึง “คุณภาพชีวิต” มากกว่า เช่น สภาพความเป็นอยู่ หอพัก ความสะดวกสบาย ความปลอดภัย อัตราอาชญากรรม หรือการเสียชีวิต อัตราการเจ็บป่วยด้วยโรคติดต่อ เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งถามว่าผิดไหม ไม่ผิดเลย (ถึงแม้บางคนจะมองเป็นเรื่องตลกก็ตาม) แต่ผมว่ามันก็บ่งบอกถึงคุณภาพของสถาบันการศึกษาได้เช่นกัน หรือแม้แต่ปัจจัยที่เกี่ยวกับการเรียนการสอนเอง ก็ยังขาดไปหลายประเด็นเช่น ห้องสมุด และสิ่งอำนวยความสะดวกทางการศึกษาต่าง ๆ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ ห้อง lab หรือแม้แต่ปัจจัยที่ผมคิดว่าสำคัญมากคือ อัตราการออกกลางคัน ไม่ว่าจะด้วยการลาออก หรือไล่ออก และระยะเวลาโดยเฉลี่ยที่นักศึกษาใช้เวลาในการศึกษา อัตราการได้งานทำหลังจากจบการศึกษา เหล่านี้ก็มีความสำคัญทั้งสิ้น เพียงแต่ในบริบทที่แตกต่างกันไป หรือแม้แต่บางครั้ง ความสัมพันธ์ระหว่างศิษย์เก่ากับสถาบัน ก็เอามาใช้วัดได้เช่นเดียวกัน สถาบันที่ศิษย์เก่าไม่ค่อยอยากจะกลับไป มันก็อาจจะหมายความว่าอะไรได้บางอย่าง นี่ยังไม่รวมปัจจัยด้านคุณภาพของคณาจารย์ อีกนะเนี่ย…

ผมไม่เถียงว่า เกณฑ์ที่เอามาใช้มีความเหมาะสม แต่ผมอาจจะต้องบอกว่า มันไม่สมบูรณ์ มากกว่า เพราะผมไม่รู้ว่าข้อมูลที่ได้ สกอ. อยากจะให้เอาไปทำอะไร ถ้าจะเอาไปใช้ภายในแล้วไม่ได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการ ผมเองก็คงไม่ว่าอะไร แต่ถ้าเปิดเผยมาแล้ว ก็อาจจะต้องอธิบายซักนิดนึงว่า ที่มาที่ไปของแต่ละส่วนมันเป็นอย่างไร ไม่อย่างนั้นมันก็ไม่ต่างอะไรกับที่ใครก็เอาสถาบันตัวเองขึ้นเป็นอันดับต้น ๆ เหมือนกัน แต่ยังไงก็ต้องชมเชยที่กล้าทำออกมา

จริง ๆ ผมเชื่อว่ามีงานวิจัยหลายชิ้นพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้แล้ว ทั้งของฝรั่งและของคนไทย คาดว่าน่าจะมีปรับปรุงต่อไปในอนาคต ถ้าคนไม่เบื่อการจัดอันดับเสียก่อน

4 responses to “อันดับมหาลัยไทยเพื่อใคร

  1. เอ ที่ธรรมศาสตร์ไม่เข้าร่วมนี้ เพราะเขาไม่เชื่อถือมาตรฐานการจัดอันดับใช่ไหมครับ เผอิญว่าผมไม่ได้ติดตาม

  2. ถ้าเรื่องวิจัยก็คง “โอ” มั้ง? ที่ม. เห็นเค้าวิจัยไรกันไปเรื่อยๆตีพิมพ์ให้เห็นกันเนืองๆป่ะ

    เรื่องการเรียนการสอน เอ๋อ! ของครบเพราะเงินเยอะ ใช่จะการันตีคุณภาพเสมอไป? แล้วยิ่งของไม่ครบ โอ้ มายบุดด้า!

    อยากเห็นผลของ “อัตราเข้า-โดนออก”, อัตราการได้งาน, อัตราการได้งานตรงกับความรู้ความสามารถที่เรียนมา, “ความรู้ลึกๆแน่นปึ้กในศาสตร์ที่เรียน-กับเป็นเป็ดแต่ตอบโจทย์HR” ฯลฯ

    จะน่าสนุก น่าสนใจพิลึกเนอะ อย่างน้อยคอมเม้นท์ที่จะมาตีกัน โวกัน คงน้อยหน่อย หรือก็ฉีกไปเลย

    ว่าแต่ใครจะทำอ้ะ?

  3. ชอบอันนี้ “อัตราการได้งานตรงกับความรู้ความสามารถที่เรียนมา” ลืมนึกถึงไปเลยแฮะ

    ถึงแม้บางคนจะบอกว่าการได้งานไม่ตรงกับที่เรียนมา (หรือบางคนไม่ได้ทำงานเลย) ไม่ใช่เป็นความสูญเปล่าทางเศรษฐกิจ มิหนำซ้ำยังสร้างความหลากหลาย (diversity) ในสังคม แต่กระนั้นก็เถอะ มันก็มีผลต่อคุณภาพของการจัดการการเรียนการสอนโดยรวม ยกตัวอย่างง่าย ๆ อาชีพหมอ แน่นอนเรารู้กันอยู่ว่าคนเรียนหมอนั้น ได้ทุนกลาย ๆ เพราะรัฐต้องออกเงินอุดหนุน คิดเป็นต่อหัวก็ไม่น้อยซะที่ไหน แล้วยิ่งถ้าจบมาแล้วก็ออกไปทำอาชีพอื่น ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทางการแพทย์เลยเนี่ย ก็ถือว่านอกจากจะเป็นการเสียงบประมาณแล้ว ยังเป็นการปิดโอกาสให้คนที่พลาดที่นั่งตอนสอบเข้าไม่ได้มาเป็นหมออีกแหน่ะ

    เพราะฉะนั้นถ้าจะใช้ตัวแปรนี้ ก็จะอาจจะใ้ห้ค่าน้ำหนักน้อยลงมาหน่อย

  4. ตอบคุณ soilmatter

    เมื่อวานดูถึงลูกถึงคน อธิการบดีของธรรมศาสตร์ก็ออกมาบอกประมาณแบบนั้นแหละครับ หลัก ๆ ที่ผมพอจะจับใจความได้คือ

    1. ไม่ใช่หน้าที่ของ สกอ. จะมาจัดอันดับ ในขณะที่ สมศ. กำลังพัฒนาดัชนีแล้วก็ benchmark อยู่

    2. สถาบันอุดมศึกษาโดยทั่วไปมีจุดเน้นที่ต่างกัน เกณฑ์ที่ใช้ไม่สามารถครอบคลุม ซึ่งอันนี้เป็นประเด็นเดียวกับที่ผมเขียนไว้ใน post นี้ก็คือ มันค่อนข้างกระจาย โจทย์ที่ใช้ค่อนข้างคลุมเครือ ถ้ามันมีทิศทางมากกว่านี้ จะทำให้มันมีความน่าเชื่อถือเพิ่มมากขึ้น จริง ๆ solution อีกอันนึงที่น่าจะทำได้ คือ ทำ rank ย่อย ๆ ขึ้นมาตามแต่มิติ (ไม่ใช่ตามสายวิชาหรือคณะนะครับ)​ที่คิดกันได้ ซึ่งมันอาจจะใช้เวลาหน่อย แล้วท้ายที่สุด พอถึงจุดที่พอจะรวมได้ ก็ค่อยเอามารวมกันเป็นภาพรวมของมหาวิทยยาลับ แต่ผมเชื่อว่ามันจะทำให้

    3. เกณฑ์ที่เอามาใช้ จะทำให้มหาวิทยาลัยเปิด กับมหาวิทยาลัยใหม่ ๆ (อย่างพวกราชภัฎ หรือเทคโนราชมงคล ทั้งหลาย) จะไม่มีทางสามารถไต่ขึ้นมาได้เลย ซึ่งอันนี้ผมเห็นแย้ง เพราะเกณฑ์มันก็ดูเกณฑ์ แล้วเกณฑ์พวกนี้ก็สามารถนำมาเป็นทิศทางในการพัฒนาสถาบันของเค้า ทำให้เค้ารู้ว่าทิศทางต่อไปหรือเป้าหมายทั้งในระยะสั้นและระยะยาวจะเป็นยังไงต่อไป ที่ program ที่ผมเรียนอยู่ คณบดีที่โรงเรียนเค้าก็ถือเรื่อง rank นี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะมันเป็นตัวเลขที่สามารถไปทำ funding program ได้ดีกว่าตัวเลขอื่น ๆ แล้วอีกอย่าง จริง ๆ สถาบันพวกนี้เค้าก็มีศักยภาพในระดับนึงเลยนะครับ อย่าไปคิดว่าเค้าจะแย่ขนาดนั้น เช่นดูจากสายการเรียนการสอน เทคโนราชมงคลก็อยู่ในอยู่ดี คือ การจัดอันดับถ้าจะแย่ มันก็ต้องแย่ (ตามเกณฑ์ที่เห็นนั่นแหละครับ)​ เพราะฉะนั้นข้ออ้างนี้ค่อนข้างจะไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไหร่ ในความคิดเห็นผม

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s