วัยรุ่น อินเตอร์เน็ต และความรับผิดชอบ ภาค 2

คุณ nujobz เขียน comment ใน post ที่แล้ว ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการใช้ MySpace กับ live msn ก็เลยจะขยายความเพิ่มเติมอีกนิดหน่อย เห็นว่ามันยาว ก็เลยเอามาเขียนเป็นหัวข้อใหม่ แทนที่จะเขียนตอบใน comment ละกัน

ข้อมูลที่ได้จากงานวิจัยด้าน social networking site หลายชิ้น ชี้ให้เห็นตรงกันว่า คนใช้เว็บไซต์พวกนี้ก็เพื่อรักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนเก่าเป็นหลัก มากกว่าการหาเพื่อนใหม่ ซึ่งนั่นก็อธิบายได้ว่า ปัจจัยสำคัญของการกระจายตัวของของคนใช้ social networking อยู่ที่ ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนของตนเอง มากกว่าจะมุ่งไปที่เว็บไซต์ที่มีคนมาก ดังนั้นจึงไม่แปลกที่คนไทยจะใช้ hi5 หรือ Windows Live Spaces มากกว่า เพราะมีเพื่อนอยู่ในนั้น มากกว่าที่จะมุ่งไปที่เว็บไซต์ที่มีฝูงชน (crowd) หรือได้รับความนิยมมากกว่าอย่าง MySpace  อย่างไรก็ตาม ก็ยังคงต้องจับตามองกันต่อไป เพราะเริ่มมีเสียงเรียกร้องให้ merge profile ของ site ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน (อ่านเพิ่มเติม OpenID) ถ้าเป็นแบบนั้นก็อาจจะต้องมองกันอีกมุมหนึ่ง

ถึงแม้จำนวนคนที่ใช้เว็บไซต์พวกนี้เพื่อหาเพื่อนใหม่ จะมีจำนวนไม่น้อย แต่เชื่อได้ว่าในจำนวนนั้นก็มีคนที่หาเพื่อนใหม่ แบบตกกระไดพลอยโจน กล่าวคือ ไม่ได้ตั้งใจหา แต่ “บังเอิญ” ผ่านตา เห็น profile น่าสนใจก็ add ไว้ดีกว่า ในขณะที่ interface กับ connection speed น่าจะเป็นปัจจัยลำดับรอง ๆ ลงมา

ทำให้นึกถึงทฤษฎี Chatman’s Life in a Round ที่กล่าวถึง ชีวิตในโลกใบเล็ก (small world) ที่กิจกรรมที่ทำนั้นเป็นสิ่งที่ทำเป็นประจำ และสามารถที่จะคาดเดาเอาได้ ขออนุญาตเอา proposition ของ small world มาลง เผื่อใครจะสนใจเพิ่มเติม

A small world is a society in which mutual opinions and concerns are reflected by its members, a world in which language and customs bind its participants to a worldview. Resources (both intellectual and material) are known and easily accessible. It is a world in which there is a collective awareness about who is important and who is not; which ideas are relevant and which are trivial; whom to trust and whom to avoid. In its truest form, a small world is a community of like-minded individuals who share coownership of social reality (p. 213, para. 2).

ทฤษฎีนี้ ถูกนำเอามาใช้อ้างอิงหลายครั้ง โดยในงานวิจัยด้านพฤติกรรมการค้นหาสารสนเทศ ซึ่งถ้ามองในบริบทของ social networking site เราก็จะเห็นในลักษณะเดียวกันว่า คนเรามีโลกส่วนตัวที่อยากจะสร้างขึ้นมา โดยเอาคนที่มี social norms, มุมมองและทัศนคติต่อโลก, และ social type ที่คล้าย ๆ กัน social networking site ก็เป็น “เครื่องมือ”​และ “สถานที่” ที่เอื้อต่อการสื่อสารภายในโลกใบเล็ก มากกว่าการสื่อสารกับโลกใบใหญ่ (ถึงแม้จะเป็นการสื่อสารในที่สาธารณะก็ตาม)

ทฤษฏีดังกล่าว ก็ยังสามารถเอาไปตอบคำถาม เรื่องพฤติกรรมการอ่านและใช้บล๊อกด้วยของคุณ nujobz ได้ด้วยเช่นกัน คุณ nujobz ให้ข้อสังเกตว่า “คนไทยเราไม่ค่อยมีวัฒนธรรมการอ่านบล๊อก และ คอมเม้นในบล๊อกของคนแปลกหน้า…ไม่รู้ทำไม”

ก็เพราะคนเราเลือกที่จะสร้างโลกใบเล็กขึ้นมา โดยเฉพาะในโลกที่มี information overload เต็มไปหมด การสร้างโลกใบเล็ก ทำให้เรารู้สึกเข้าใจสังคมและตัวเองมากขึ้น ดังนั้นการเลือกอ่าน blog (ที่เป็นแบบขาประจำ) ก็จะต้องเลือกคนที่เรารู้จัก หรือไม่ก็มี small world ร่วมกัน หรือมีความสนใจคล้าย ๆ กัน ดังนั้น อาจจะมีไม่กี่ blog ที่อ่านเป็นประจำและรู้สึกมีส่วนร่วม ไม่ใช่กับคนเขียน blog อย่างเดียว แต่กับคนที่มี comment ด้วยเช่นกัน sense of community ก็ทำให้มีความรู้สึกว่า เราไม่ใช่คนแปลกหน้าบน blog นั้นอีกต่อไป ส่วนที่จะไปอ่าน blog ของคนแปลกหน้า อาจจะเห็นเป็นเรื่องของเหตุบังเอิญเสียเป็นส่วนใหญ่ เช่น link ของ link ต่อไป มากกว่าจะจงใจหา blog ใหม่ ๆ เพื่อหามาอ่านประจำ

ก็เหมือนกับคนค้นบน Technorati ส่วนใหญ่ก็เพื่อหา post ที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องที่ตนเองสนใจ มากกว่าหาคนที่ตนเองสนใจ ซึ่งแน่นอนว่า volume การค้นอย่างหลังมันน้อยกว่า แล้วพอค้นเสร็จ อ่านแล้วก็แล้วกัน มากกว่าการอ่านแล้วก็ติดตามอ่าน เป็นขาประจำ

ในขณะที่อีกแนวคิดหนึ่งจากสาย sociology ที่พอจะอธิบายได้ ก็คือ การมองชุมชนออนไลน์ในเชิง “สถานที่” มากกว่า การเป็น “เครื่องมือ” ในการสื่อสาร กล่าวคือ โดยปรกติชุมชนออนไลน์ โดยเฉพาะเว็บบอร์ด มักถูกตีความให้เหมือนกับพื้นที่พบปะสาธารณะ ซึ่งคล้าย ๆ กับบาร์ ร้านน้ำชาอะไรทำนองนี้ ใครจะทำอะไรก็ได้ ในขณะที่บล๊อกมันมีลักษณะเป็นบ้านมากกว่า ถ้าเป็นบ้านของคนแปลกหน้า ถึงแม้ว่าประตูบ้านจะเปิดอยู่ตลอดเวลา แต่โดยมารยาททั่วไป ก็ไม่มีใครรุ่มร่าม เดินเข้าไปบ้านคนนั้นโดยไม่ได้รับอนุญาต คุณอาจจะแค่โฉบไป เฉี่ยวมาอยู่หน้าบ้าน ก็ไม่ถึงกับเข้าไปดูในบ้าน (ก็คือ พวก lurker นั่นเอง) อีกทั้งถ้าได้เข้าไปแล้วก็ไม่ทำเสียงเอะอะ โวยวาย แต่บางคน ถ้าอยากทำอะไรก็ให้คิดเก็บไว้ แล้วก็มาระบายที่บ้านตัวเอง แต่ถ้าลองเป็นบ้านเพื่อน หรือคนที่คุณรู้จักหล่ะก็ อย่าว่าทำเสียงเอะอะเลย บางทีก็ไปเปิดตู้เย็นเขากินน้ำกันหน้าตาเฉย

หลายคนมองว่าการอ่านบล๊อกเป็นในรูปแบบเดียวกัน เพราะฉะนั้น จึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจเลยกับข้อสังเกตของคุณ nujobz อย่างไรก็ตาม คำถามต่อว่า แล้วทำไมแต่ละบล๊อกมีคนแปลกหน้ามาตอบจำนวนมากน้อย ไม่เท่ากัน อันนี้มันก็ขึ้นอยู่กับจำนวนคนที่มี small world เดียวกันกับคุณ แล้วก็การที่คุณสร้างบรรยากาศให้บ้าน มันดูยินดีต้องรับคนแปลกหน้ามากน้อยแค่ไหน ก็อย่างที่คุณ nujobz บอก คนไทยเขียนแต่เรื่องส่วนตัว อกหักรักคุด ก็แน่นอน ใครหล่ะจะไปกล้า comment ในบล๊อกนั้น เว้นแต่ว่าเป็นเรื่องอกหักรักคุดของ “คนสาธารณะ” หรือ “คนสาธารณะ wanna be” หรือลองเปลี่ยนใหม่ เอาเรื่องส่วนตัวแบบเดียวกัน ไปพิมพ์ใน Pantip ละก็ จะมีคนแปลกหน้า เข้ามาปลอบ ให้คำแนะนำคุณมากกว่าแน่นอน

ซึ่งแนวคิดข้างต้น มันก็ไปใช้อธิบายปรากฏการณ์ blog-tag ได้บางส่วนด้วย ตอนนี้ กำลังลำดับความคิด เรียบเรียง เขียนเฉพาะปรากฏการณ์ blog-tag โดยเฉพาะ เป็นประสาปะกิต ให้เป็นเรื่องเป็นราวอยู่่ ถ้าไม่ขี้เกียจเสียก่อน คงจะคลอดเร็ว ๆ นี้

Reference

Chatman, E. A. (1999). A theory of life in the round. Journal of the American Society for Information Science, 50(3), 207-217.

2 responses to “วัยรุ่น อินเตอร์เน็ต และความรับผิดชอบ ภาค 2

  1. เรื่อง blog/board ผมก็เคยมีแนวคิดคล้ายๆ กัน แต่เรียบเรียงออกมาเป็นแบบนี้ไม่ได้แฮะ

    ส่วนเรื่อง blog-tag ขอภาษาไทยด้วยเน่อ

  2. ผมเขียนบทความนั้นนานมาแล้วนะ … สมัยนั้นยังเกรียน ๆ อยู่
    ผมลบบล๊อกพวกนั้นไปนานแล้ว
    ขอบคุณที่อ่านและใส่ใจในสาระนะครับ
    (เจอชื่อตัวเองในกูเกิ้ล แล้วตามมาดู)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s