YouFest: Makeup

เมื่อคืนนี้ รู้สึกแปลก ๆ ยังไงไม่รู้สำหรับงาน YouFest เพราะรู้สึกโดดเดี่ยวพิกล เพราะเป็นครั้งแรกที่พูดต่่อสาธารณะที่ไม่เห็นหน้าคนฟัง (นึกถึงพวกดีเจอย่างแรง) อีกอย่างก็รู้สึกเกรงใจคนจัดงาน กลัวตัวเองพูดนาน แล้วคนอื่นจะเบื่อ ก็เลยทำให้ดูลน ๆ ยังไงไม่รู้แฮะ ยังไงก็ขออภัย หากมันดูแข็ง ๆ ห้วน ๆ แล้วก็ดูหนักเกินไปหน่อย เพราะผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะ set tone เรื่องของผมยังไง ก็เลยได้ประเด็นไม่ได้อย่างที่เตรียมไว้ ก็เลยคิดว่า ขอ make up ใน post นี้ละกัน

ความเป็นชุมชนของบล๊อกเกอร

จริง ๆ ผมเตรียมไว้ประมาณ 2-3 ประเด็น ที่ผมอยากจะพูด เรื่องแรกก็คือ เป็นเรื่องที่ผมสนใจตั้งแต่ต้น ก็คือ community informatics (ไม่รู้จะเขียน ภาษาไทยว่ายังไง ใครมีไอเดีย ช่วยแนะนำด้วยละกันครับ) โดยเน้นไปที่ความเป็นชุมชน (หรือภาษาอังกฤษที่เรียกว่า sense of community) ใน blogophere ซึ่งโดยส่วนตัว ผมเชื่อว่า sense of community สามารถนำมาใช้เป็นตัวชี้วัดตัวหนึ่งว่า ความยั่งยืนของชุมชน นั่นหมายถึง การเติบโตและความคงอยู่ของสื่อรากหญ้าผ่าน Blog นอกจากนี้ยังมีผลต่ออิทธิพลในเชิงชี้นำของสื่อรากหญ้าที่มีต่อมวลชน

ในทางสังคมวิทยา องค์ประกอบของความเป็นชุมชนมีอยู่ 4 องค์ประกอบสำคัญ (McMillan and Chavis, 1986) ได้แก่

  • ความรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน
  • ความรู้สึกของอิทธิพล ทั้งบุคคลที่มีต่อชุมชน และชุมชนที่มีต่อปัจเจก
  • การประสานงาน และความร่วมมือกันเพื่อตอบสนองความต้องการของกันและกัน
  • การมีอารมณ์ร่วมกัน ความผูกพัน การมีความหลัง ความทรงจำร่วมกัน และ “สปิริต” ของชุมชน

ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ พัฒนามาจากชุมชนทางกายภาพ ซึ่งถ้าเอามาปรับใช้กับชุมชนของ blogger เนี่ย ก็น่าสนใจว่า ไอ้ปัจจัยเหล่านี้ มันใช้วัดได้แค่ไหน แล้วมีปัจจัยเพิ่มขึ้นอีกบ้าง ขอบเขตของมันอยู่ตรงไหน แล้วมีตรงไหนบ้างที่เหมือน หรือต่างจากชุมชนทางกายภาพ หรือชุมชนออนไลน์ประเภท อื่น ๆ

ถ้าสนใจประเด็นนี้แนะนำให้เริ่มอ่าน Blogs as Virtual Communities: Identifying a Sense of Community in the Julie/Julia Project โดย Anita Blanchard ที่ตั้งคำถามว่า บล๊อกที่ได้รับความนิยมเนี่ย จริง ๆ แล้วมันเป็นชุมชนหรือเปล่า โดยยกเอากรณีของ Julie/Julia Project มาเป็นตัวอย่าง Julie/Julia Project เป็นบล๊อกที่เขียนเกี่ยวกับการทำอาหาร ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก และได้รับรางวัล Lulu Blooker Prize (ฺBlook = Book + Blog คือ เอาบล๊อกมาตีพิมพ์เป็นหนังสือขาย LuLu เป็นสำนักพิมพ์ที่เน้นตีพิมพ์จาก open source content นอกจากมีขายเป็นตัวเล่มแล้ว ก็ยังมีขายเป็น pdf ในราคาที่ถูกกว่ามากอีกด้วย ปีนี้ก็กำลังเปิดรับสมัครอยู่)

เครื่องมือที่ช่วยชี้วัด sense of blogber community ก็ไม่ใช่อะไรที่ไหน Technorati นั่นแหละ Technorati ไม่ใช่เครื่องช่วยค้นหา content ในบล๊อกอย่างเดียว แต่มันยังทำให้เราเห็นรูปธรรม และปฏิสัมพันธ์ของคนในชุมชนบล๊อกเกอร์ได้ชัดขึ้น นอกเหนือจากการที่ใช้ tag บอกว่าตอนนี้คนสนใจอะไรแล้ว ข้อมูล State of Blogophere ที่ Sifry เขียนเป็นประจำ (ตัวอย่างข้อมูลล่าสุด เมื่อเดือนตุลาคม 2006) ก็บ่งบอกพลวัตของชุมชนบล๊อกเกอร์ได้เป็นอย่างดี (อ่านเพิ่มเติม  จริง ๆ แอบหวังไว้ว่า น่าจะมีคนทำ service แบบเดียว Technorati  ที่จำกัดเฉพาะของบล๊อกเกอร์คนไทย (หรือที่อยู่ในไทย) ไว้ทั้งหมดก็น่าจะดี)

อนาคตของนักวิชาชีพที่ทำหน้าที่เป็นประตูสู่ข้อมูลข่าวสาร

การเป็นประตู่สู่ข้อมูลข่าวสาร หรือ gatekeeper คือ คุณลักษณะอย่างหนึ่ง ที่บรรณารักษ์กับนักข่าวมีเหมือนกัน หรือกล่าวในอีกนัยยะหนึ่งคือ กระบวนการคัดเลือกและเลือกสรรข้อมูล ข่าวสารนั้น คนของสองกลุ่มนี้  เชื่อว่าสิ่งที่ทำเป็นสิ่งที่มีคุณค่าในวิชาชีพ และเป็นสิ่งที่ต้องใช้อาศัยทักษะด้านนี้ เพื่อสร้างความเป็นมืออาชีพ

สิ่งที่แตกต่าง และมีผลสำคัญต่อวิชาชีพของสื่อมวลชน มากกว่าบรรณารักษ์ คือ การ repackage สารสนเทศ เนื่องจากสื่อมวลชน ต้องปรับสารสนเทศเพื่อให้เข้าถึงสาธารณะ

อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีเอื้ออำนวย ให้เกิดสื่อรากหญ้า ทำให้คุณค่าของวิชาชีพที่กล่าวมาข้างต้น ถูกท้าทายด้วย เทคโนโลยี และประเด็นทางจริยธรรม ทำให้วิชาชีพของคนที่เป็น gatekeeper ถูกตั้งคำถาม

ยกตัวอย่าง เรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ในคืนวันรัฐประหาร นักข่าวโทรทัศน์ท้องถิ่นที่นี่ติดต่อเพื่อสัมภาษณ์ผม ตอนแรกก็เข้าใจว่าเป็นการสัมภาษณ์เพื่อถามความคิดเห็นส่วนตัว แล้วก็ปฏิกิริยารอบ ๆ ตัว เกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น เค้าติดต่อมาอีกครั้ง ก็ถามว่า ไม่ทราบว่ามีรูปครอบครัวติดตัวหรือเปล่า จริง ๆ ก็มีรูปติดอยู่ในกระเป๋าสตางค์นะ แต่ผมก็ตอบปฏิเสธว่าไม่มี เพราะผมก็ไม่เข้าใจว่ารูปครอบครัวผม มันเกี่ยวกับปฏิวัติยังไง แล้วอีกอย่างตอนที่เค้าถามเบื้องต้น ก็เหมือนจะถามเรื่องส่วนตัวมาก จนดูมันเหมือนเค้าจะมี theme มาแล้ว เพื่อทำให้เรื่องมันมีน้ำหนักมากขึ้น ในที่สุดเค้าก็เลยตัดสินใจไม่มาสัมภาษณ์ผม ในที่สุดผมก็ตัดสินใจ blog เอง (อ่านเพิ่มเติม Seeking Information in a Critical Situation: 2006 Thailand Coup D’état)

ถึงแม้ว่าปัจจุบัน บล๊อกเกอร์ส่วนใหญ่จะยังเป็นแหล่งข้อมูลทุติยภูมิ (secondary source) หลัก ๆ ก็คือไปเอาข่าว หรือเรื่องราวที่ได้อ่านมาโพสแล้วก็ให้ความคิดเห็นต่อ แต่โอกาสที่บล๊อกจะทำให้คนที่มี/เป็นแหล่งข้อมูลปฐมภูมิ (primary source) สามารถเข้าถึงมวลชนได้โดยตรงก็มีอยู่มาก ดังนั้นบทบาทของการ repackage สารสนเทศของสื่อมวลชนก็มีน้อยลง การคัดเลือก ก็มีบทบาทน้อยลงตามไปด้วย นึกถึง ถ้าปัจจุบันข้อมูลเศรษฐกิจส่วนใหญ่ ที่ปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์ได้มาจาก นักวิเคราะห์ในตลาดหลักทรัพย์ ศูนย์วิจัย และหน่วยงานราชการ แล้วกลุ่มคนหรือหน่วยงานเหล่านี้มี blog เกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ คนก็สามารถเข้าถึงและเลือกที่จะรับสารได้โดยตรง และความเป็น authenticity ก็จะมีมากกว่าด้วย

ความท้าทายเช่นนี้ ทำให้คนเริ่มสงสัยในความเป็น “วิชาชีพ” หรือ “มืออาชีพ” ของคนกลุ่มเหล่านี้ มันยังเป็นที่ต้องการอยู่หรือเปล่า งานพวกนี้จำเป็นจะต้องมีการสอนอย่างจริงจัง (มีหลักสูตรในมหาวิทยาลัย) หรือไม่ และการเรียนการสอนในห้องเรียน มันช่วยให้เป็น “มืออาชีพ” ได้จริงหรือ นอกจากนี้การทำงานที่เน้นในตัวเนื้อหาของงาน ทำให้เราไม่ค่อยเห็นการพัฒนาในเชิงเทคนิค ที่เกิดจากคนในวิชาชีพนี้ งานพัฒนาเทคโนโลยีในสายงานเหล่านี้ กลายเป็นว่า เกิดจากคนนอกสายงานเสียเป็นส่วนมาก ยังทำให้ถูกตั้งคำถามว่า “ความเป็นวิชาชีพ เป็นปรปักษ์กับการสร้างสรรค์นวัตกรรม” จนกลายเป็นที่มาที่ทำให้คนมองว่า สื่อรากหญ้าเป็นคู่แข่งของสื่อมวลชนแบบเดิม ทั้งที่จริง ๆ แล้ว ดูเหมือนว่ามันสามารถไปคู่กันได้เป็นอย่างดี (ตัวอย่าง ความพยายามในการสร้างสภาพแวดล้อม และระบบที่สื่อสองแบบทำงานด้วยกัน จาก NewAssignment.net) เพียงแต่ข้อพิจารณาที่หลายฝ่าย ตั้งคำถามกัน ก็คือ คำถามในเชิงเศรษฐศาสตร์ เช่น ใครควรจะได้ผลประโยชน์จากข้อมูล ที่เป็นผลผลิตของชุมชน  และจะออกมาในรูปแบบใด อะไรคือผลตอบแทน เหล่านี้เป็นต้น (อ่านเพิ่มเติม The Union of Citizen and Old Media)

บล๊อกกับงานวิชาการ

ประเด็นสุดท้าย อันนี้เนื่องจากผมปัจจุบันทำงานอยู่ในวงวิชาการ รู้สึกว่า เราเองก็คิด ๆ เขียน ๆ เรื่องที่ไม่เป็นเรื่องบ้าง เรื่องที่เป็นเรื่องบ้างลงบนบล๊อก ก็มีคนมา่อ่านบ้าง  comment ต่อบ้าง พูดถึงต่อบ้าง ก็เลยคิดว่า มันน่าจะมีหนทางที่น่าจะเอาบล๊อก เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการประเมินผลงานทางวิชาการนะ ถึงแม้จะไม่ได้ Full credit เหมือนกับการเขียนลงในวารสารทางวิชาการ แบบเดิม ๆ แต่มันก็น่าจะถูกนำไปใช้ในการพิจารณา ถึงแม้จะไม่ใช่เพื่อชี้เห็น การพัฒนาตนเองในทางวิชาการ แต่อย่างน้อยมันก็น่าจะได้ในส่วนที่เป็น งานบริการสังคม กล่าวคือ เป็นการสอนและให้สาธารณธมีส่วนร่วม และเข้าใจในวิทยาศาสตร์ และวิชาการมากขึ้น

ถึงแม้ว่าจริง ๆ ดูแล้ว มันก็เข้าทาง Open Access ที่เค้าพยายามจะทำให้คนสามารถเข้าถึง งานทางวิชาการมากขึ้น และมีกระบวนการตีพิมพ์ที่รวดเร็วมากขึ้น นอกจากนี้วิธีการเขียนบล๊อก ก็ทำให้คนทั่วไปเข้าใจเรื่องวิทยาศาสตร์มากขึ้น แต่มันก็ต้องได้อย่างเสียอย่าง ประเด็นที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติมเรื่องแรก ก็คือ ความน่าเชื่อถือ จริงอยู่ที่บล๊อกที่ได้รับความนิยมส่วนใหญ่ จะเป็นบล๊อกของคนที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้น ๆ โดยเฉพาะคนในแวดวงวิชาการ แต่ความเชี่ยวชาญที่ไปปรากฏบนบล๊อก มันทำให้เกิดมุมมองสองด้าน (dichotomy) ขึ้นมา ด้านหนึ่ง คือ คนส่วนใหญ่ที่เชื่อในตัวบล๊อกเกอร์มากกว่าในตัวเนื้อหา กล่าวคือ ไม่ได้มองดูว่าหน้าตาข้อมูล ที่เค้าพูดถึงมันเป็นยังไง แค่เห็นว่าเค้ามี authority ในเรื่องนั้น ๆ ก็ทำให้เชื่อได้ว่า เรื่องที่เค้าเขียนมีความน่าเชื่อถือ ถึงมันกลายเป็นการ spoil credit ทางวิชาการไปเสีย เพราะจริง ๆ แล้ว การเขียนในเชิงวิชาการ ความน่าเชื่อถือมันอยู่ที่หลักฐาน และข้อมูลที่เอามายืนยัน แต่การเขียนบล๊อก นอกเหนือจะมีข้อมูล และหลักฐานประกอบแล้ว การใส่ความคิดเห็นลงไป โดยไม่ผ่านกระบวนการ peer reviewed ก็ทำให้เรื่องนั้น ๆ ด้วยในเรื่องน่าเชื่อถือลงไป ซึ่งก็เป็นมุมมองด้านที่สอง

นอกเหนือจากเรื่องความน่าเชื่อถือ แล้วยังมีเรื่องของ จริยธรรมของบล๊อกเกอร์นักวิทยาศาสตร์/นักวิชาการ ที่จะต้องมาคิดหรือตามดูกัน อย่างเช่น การบล๊อกเกี่ยวกับงานวิจัยที่ตัวเองทำอยู่ แล้วก็เขียนถึงข้อมูลที่วิเคราะห์ไปเพียงเบื้องต้น ทำยังไงที่จะให้คนไม่เอาข้อมูลที่วิเคราะห์คร่าว ๆ ได้ ไปเขียนต่อเป็นผลงานของตัวเอง หรือคนสาธารณะทั่วไปเข้าใจว่า ข้อมูลทีี่ได้ไม่สามารถเอาไปอ้างอิงได้ เป็นต้น

ปัญหาเรื่อง persistence ของข้อมูลก็เป็นอีกเรื่องที่สำคัญ กล่าวคือ ถ้าเป็นวารสารทางวิชาการทั่วไปที่อยู่ในรูปเล่ม อย่างน้อยผ่านไปสิบปี ยี่สิบปี ตัวเล่มก็ยังคงอยู่ในห้องสมุดใด ห้องสมุดหนึ่ง หรือหอจดหมายเหตุ หรือต้นฉบับก็ยังคงมีอยู่ แต่พอพูดถึงข้อมูออนไลน์ โดยเฉพาะข้อมูลทางวิชาการที่สำคัญ ๆ ฟังดูแล้วมันมีความเสี่ยงมากกว่า เพราะถ้าวันดี คืนดี บล๊อกล่ม หรือข้อมูลที่เราเขียนไว้บนบลีอกหายไป จะทำยังไง นอกจากนี้ยังกระทบไปถึง persistence ของ citation อีกด้วย นึกถึงภาพในอีก 2-3 ปีผ่านไป แล้วผมก็ย้ายบล๊อก ลบอันเก่า เปลี่ยนโดเมนเรียบร้อย อย่าลืมว่า ไอ้คนที่เคย link คุณไว้ใน post เก่า ๆ ของเค้า มันก็จะกลายเป็น dead link ไปเสีย ยิ่งแล้วใหญ่ถ้า post นั้น ถูกเอาไปอ้างถึงในฉบับตีพิมพ

สรุป

ก็อย่างที่บอกในงานแหละครับ เตรียมให้พูด 5 นาทีเนี่ยมันยากมาก ไม่รู้จะพูดเรื่องอะไรที่ทำให้คนรู้เรื่อง และเข้าใจเราภายใน 5 นาที เพราะเรื่องมันเต็มหัวไปหมด เท่าที่ได้อ่านจาก live blogging แล้วก็ดู presentation ของหลายคนแล้ว มีสีสันดีจัง อยากเห็นหน้าและไปแลกเปลี่ยนกับ blogger หลายท่านเหมือนกัน ขออภัยที่ไม่สามารถอยู่นานได้ และหวังว่าคงจะมีจัดงานอย่างนี้อีก แล้วผมก็คงจะได้มีโอกาสเห็นหน้าทุกคนอ่ะครับ

อ้างอิง

McMillan, D. W., & Chavis, D. M. (1986). Sense of community: A definition and theory. Journal of Community Psychology, 14(6-23).

4 responses to “YouFest: Makeup

  1. รวม ๆ แล้วพอใจ แต่คิดว่ามันยังมีพลังได้มากกว่านี้อีก

    คิดว่ามันอัดเกินไป ฟังก็เหนื่อยแล้ว ควรจะมีเวลาให้แลกกันมากกว่านี้ เจาะกว่านี้

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s