ความ(ไม่)โปร่งใสของ blogophere

เมื่อวาน มีแหล่งข่าววงใน มาเล่าเกี่ยวกับเรื่องที่ทำงานเก่า ที่ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก ใจนึง ก็อยากจะเขียนลงบล๊อกเสียเต็มประดา ถ้าเขียนลง ผมคิดว่า ก็คงจะมีคนเอาไปลง แนวประชาไทต่อ หรือไม่ก็ห้องราชดำเนิน (ถึงผมไม่เขียน ก็คาดว่า น่าจะมีคนเอาไปเขียนต่อเร็ว ๆ นี้แน่นอน)

่อีกใจนึงก็นึกว่ามันเสี่ยงเหมือนกัน เอาเรื่องภายในมาเปิดเผย และแน่นอน มันมีประเด็นทางการเมืองมาเกี่ยวข้อง ถ้าเขียนไป ก็กลัวว่าจะแสดงอารมณ์มากจัดเสียจนน่าเกลียด แล้วก็จะดูว่าลำเอียงมากไปเสียได้ (เล่ามาแค่นี้ ก็น่าจะรู้แล้วว่า ผม “พยายาม” ที่จะเป็นพวก diplomatic แค่ไหน)

ความคิดหยั่งชั่งใจ เล่นทำเอานอนไม่หลับ แต่ที่นอนไม่หลับ ไม่ใช่เพราะความอินกับเรื่องจากแหล่งข่าว แต่เป็นเพราะสิ่งที่มองเห็นภายในตัวเอง ในฐานะบล๊อกเกอร์คนนึง ที่ถามตัวเองว่า “เราถึงอยากเขียนเรื่องนั้น แต่ทำไมเราไม่กล้าเขียน” อะไร คือ เบื้องลึกเบื้องหลัง

คิดไปคิดมา มันลึกไปเรื่อย ๆ เลยแฮะ (มาถึงตรงนี้ ก็ขอเตือนก่อนว่า post นี้ออกจะเป็นแนว เพ้อเจ้อ + มั่วซั่วเสียมาก ด้วยความที่มันลึก “สำหรับผม” – แต่สำหรับคนอื่น อาจจะไม่ลึกก็ได้ – ผมก็จะพยายามลำดับความคิดให้ง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้ละกัน)

สิ่งที่มันลึก คือ “ความกลัว”

การที่เรื่องราวต่าง ๆ ที่ผมพูดออกไปบนบล๊อก มันจะผูกมัดตัวเอง ซึ่งมันก็คือ แนวคิดเรื่อง identity นั่นแหละ ถึงแม้บล๊อกผม อาจจะมี level ของความเป็น diary น้อยกว่า อีกหลายบล๊อกที่มาเล่าเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน ที่ดูเหมือนจะแสดงความเป็นตัวตนออกมากกว่า แต่สิ่งที่ผมเขียนถึง มันก็สามารถบ่งบอก ได้ว่าผมเป็นคนอย่างไร ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร แต่ไอ้เจ้า identity มันมักจะไม่ได้มาเดี่ยว ๆ มันมักจะมาพร้อมกับ stereotype ที่คนอ่านเอาติดตัวมา

หลายคน อาจจะรู้จักบล๊อกของผม ใน post ผมเขียนวิจารณ์เกี่ยวกับ คำพูดของ รมต.ไอซีที หรือโพสต์เกี่ยวกับ ความท้าทายของสื่อเก่า หรือการเขียนถึงหนังสือ The King Never Smiles อะไรก็แล้วแต่ แน่นอนมันมีสิ่งที่เป็นตัวตนของผม แฝงอยู่ ถึงแม้บางครั้ง ผมจะไม่ได้เขียน comment เลยซักกะตัว เพียงแค่การคัดเลือก สรรหาเรื่องมาลง มันก็มีความเป็นตัวตนของเราลอยอยู่แล้ว

(ปล. หลายคนอาจจะสับสนว่า identity หรือ ไอ้เจ้าความเป็นตัวตน ในนิยามของผม หมายความว่าอย่างไร เพราะมันมีหลายสำนักเหลือเกิน ผมให้มองสั้น ๆ อย่างนี้ว่า เป็นสิ่งที่ผนึกในความเป็นตัวบุคคล/สิ่งของ ซึ่งเมื่อรวมกันองค์ประกอบเข้าด้วยกันแล้ว ก็จะทำให้เกิดความเฉพาะเจาะจงของคนหรือสิ่ง ๆ นั้น  ถึงแม้จะมีผลต่อ perception และ social psychology แต่ก็ไม่ถือเอามาเป็นส่วนหนึ่งของ identity)

แต่บ่อยครั้ง ที่ post เหล่านี้ ถูกเอาไปใช้ในบริบทที่ บางครั้งผมก็รู้สึกไม่ค่อยปลื้มเท่าไหร่ แต่ผมก็ไม่คิดจะทำอะไรต่อ เพราะผมก็ถือว่า มันเป็น perception ของคนอ่านแต่ละคน ที่จะตีความกันไป แต่บางครั้งพอหลาย ๆ เรื่อง นาน ๆ เข้า มันทำให้คนเอาไปสร้าง stereotype ได้ ซึ่งจะว่ากันตามจริงแล้ว คนเราจะสร้าง stereotype เกี่ยวกับคนหนึ่ง ๆ หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ มันไม่ต้องอาศัยทรัพยากรอะไรมากมายเลย

สิ่งที่ผม (และเชื่อว่าหลายคน คิดคล้าย ๆ กัน) คือ กลัวอย่างหลังมากกว่า คือ ไม่รู้ว่า คนอ่านจะคิดยังไง แต่นั่นยังไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่สุด ประเด็นที่อยู่ปลาย (เกือบ) สุดมันอยู่ที่ว่า เรากลัวว่า  สิ่งที่คนอ่านสัมผัสได้ เป็นสิ่งที่เราไม่ชอบ (เน้นว่าไม่ใช่ประเด็นของความแตกต่างเพียงระดับเดียว แต่มันลึกกว่านั้น ตรงที่มันมีความเป็นบวก กับความเป็นลบของสองขั้ว แล้วก็มี dichotomy แบบง่าย ๆ คือ “รับได้” กับ “รับไม่ได้” มารวมอยู่ด้วย)

เน้นต่ออีกว่า ความกลัวที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เป็นการกลัวความขัดแย้งระหว่าง สิ่งที่คนอ่านสัมผัสได้ กับสิ่งที่เราต้องการจะ”สื่อ” แต่รวมไปถึงสิ่งที่เราอาจจะไม่ได้ “ตั้งใจ” จะสื่อด้วย ถ้าคนอ่านบอกว่ารู้สึกอีกอย่างหนึ่ง แบบที่เราไม่ได้ตั้งใจอยากให้เค้ารู้สึก มันอาจจะลึกหรือตื้นไปจากที่เราจะตั้งใจไว้ ซึ่งโดยปรกติเราก็มักจะ “รับได้” เราก็ไม่แคร์ แต่ถ้ามันเลยเส้นของความรับได้ (acceptable) ไปแล้ว ซึ่งที่เห็นได้ชัด ก็คือ ไปอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกัน เราก็ไม่ปลื้ม (ส่วนจะจบหรือเปล่านั้น อันนี้ก็อีกเรื่องนึง สำหรับผม ส่วนใหญ่ก็ จบ!)

นอกจากนี้ยังมีอีกปัจจัยหนึ่ง ที่เพิ่มความซับซ้อนให้กับวงจรนี้ ก็คือ หมวกที่เราใส่กัน คนเรามีบทบาท หน้าที่และความผิดชอบที่แตกต่าง หลากหลาย ซึ่งมันสามารถขัดแย้งกันในตัวเองได้ เช่น ้เมื่อวานได้ดู Dateline ตอนฮิต To catch a Predator (เป็นรายการทีวีที่ล่อพวกชอบ chat เพื่อนที่จะมี sex กับเด็กมาจับ แล้วก็ประจานออกทีวี) ดูแล้วก็จะเห็นว่า มีคนทั้งที่เป็นครูบาอาจารย์ ไปจนถึงตำรวจ ที่ต้องเป็นคนไปจับ แต่ดันมาทำเสียเอง เยอะมาก คนพวกนี้ มีหมวกสองใบที่เข้ากันไม่ได้อย่างสิ้นเชิง หรือ กรณีบนบล๊อก ในหลาย post บนบล๊อกผม บางครั้งผมก็เขียนโดยใช้หมวกของคนทำงานด้านสารสนเทศ (ซึ่งมันเป็นทั้งเรื่องปากท้องและ passion) บางครั้งก็ใช้ passion เรื่องการเมือง สังคมมากกว่า บางครั้งเรื่องปากท้องก็มาก่อน ซึ่งถ้าหมวกหลายใบพวกนี้ มันใส่ทับกันไม่ได้ เราก็อาจจะต้องเลือกหมวกใบใดใบหนึ่งอยู่ แล้วก็เก็บใบอื่นไว้ในตู้ที่ “มิดชิด”  อย่างเช่น เรื่องที่ทำงานเก่าที่กะว่าจะเล่าเนี่ย ถึงแม้ว่าผมเองจะไม่มีส่วนได้เสียกับที่ทำงานเก่าแล้ว แต่ความที่มันจารึกอยู่ในอัตชีวประวัติผมแล้วเนี่ย คนอ่านก็ยากที่แยก หมวกของวิชาชีพ กับหมวกขององค์กร ออกจากกัน ผมเขียนไปด้วยอารมณ์เพื่อนร่วมวิชาชีพ แต่คนก็อาจจะคิดได้ว่า ผมรับจ้างที่ทำงานเก่ามาเขียนให้

ฟังดูแล้วมันเหมือนเข้าใจง่าย แล้วก็ดูชัดเจนดีอยู่หรอก แต่ก็ไม่ง่ายอย่างนั้น เพราะคนเรา มันไม่ได้รู้ตัวอยู่ตลอดเวลาหนิ ว่าความขัดแย้งในตัวมันจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ อย่างเช่น เวลาผมมี passion เกี่ยวกับเรื่องห้องสมุดที่มันต้องเกี่ยวข้องกับการเมือง ผมก็เขียน ๆๆๆๆ ไปด้วยหมวกผู้มีส่วนได้เสียในเชิงวิชาชีพ โดยก็ไม่ได้นึกระวังหรือตระหนัก state of mind ว่าตอนนั้น ผมรู้สึกอย่างไรกับการเมืองในตอนนั้น ซึ่งจริง ๆ มันก็เป็นไปได้ที่มันจะตรงข้ามกัน ซึ่ง passion เชิงวิชาชีพมันมีมากกว่า ผมก็เขียนไป โดยไม่ได้คำนึงถึง ว่า คนที่มี passion เรื่องการเมือง มาอ่าน แล้วจะมองว่าอย่างไร หรือว่าวันดีคืนดี มีคนที่มีจุดยืน เกี่ยวกับประเด็นทางสังคมมาอ่าน แล้วก็คิดว่าผมเป็นพวกนั้น พวกนี้

นอกจากนี้ บางคนตระหนักถึง แต่ก็ไม่สามารถเลือกได้ว่า หมวกใบนั้น จะเป็นหมวกสีอะไร แบบไหน  อย่างเช่น ถ้าเป็นเรื่องการเมือง ผมก็ยังเชื่อว่า ยังมีคนหลายคนที่ไม่สามารถปักใจได้ว่า จะเชื่อใคร ไม่เชื่อใคร จะชอบใคร ไม่ชอบใคร (และก็ยังไม่วาย ที่จะถูกคนบางพวก “ตราหน้า” ว่าเป็นพวกไม่มีจุดยืน) ก็เขียน ๆ ไป โดยไม่ได้มองว่า คนจะคิดยังไง แต่บางครั้ง ไอ้คำว่า ไม่มีจุดยืน มันก็แรงพอที่จะทำให้คนต้องตัดสินใจ เลือกว่า จะต้องไปทางใด ทางหนึ่งเหมือนกัน

ไหนจะมีเรื่อง บริบท เข้ามาเกี่ยวข้องอีก วันนี้เราเขียนเห็นด้วยกับอีกอย่าง พรุ่งนี้เราเปลี่ยนใจไม่เห็นด้วยแล้ว ซึ่งการเปลี่ยนแปลง (หรือจะบอกว่า แปรปรวน รวนเร อะไรก็แล้วแต่) นั่นเอง มันผนวกเข้าไปไว้ในเรื่องราวที่เขียนถึง และมันก็กลายมาเป็น ความเป็นตัวตน ของคน ๆ นั้น  ฝ่ายคนอ่านอ่านวันนี้เห็นคิดอีกอย่าง พอมาอ่านเรื่องเดิม วันต่อมา ก็อาจจะเห็นตรงกันข้าม เรื่องหนึ่ง ๆ ที่เราเขียน มันก็มี context มี moment ของมัน ถ้าจะให้โปร่งใสจริง ๆ มันก็อาจจะต้องอธิบายกันยืดยาว ถ้าไม่คิดมาก ก็ไม่เป็นไร ปล่อยมันไป + กับความที่ต้องการจะให้มันกระชับ (หรือขี้เกียจด้วย) เวลาจะเขียน เราก็มักจะไม่ค่อยได้ให้บริบทกับมันเท่าไหร่ เอาเนื้อ ๆ น้ำไม่ต้อง แค่ให้บริบทไม่ครบ มันก็สร้างความไม่โปร่งใสให้เกิดขึ้นได้ ซึ่งถ้ามองแบบนี้ก็ดูจะเป็น idealistic มากไป

คิดไปคิดมา ทำให้ขอบเขตเบลอ ๆ ระหว่างความไม่โปร่งใสกับความไม่รู้อยู่เยอะเหมือนกัน หลายครั้งที่เราไม่กล่าวถึงเพราะเราไม่รู้ ไม่ตระหนักถึง มันก็กลายเป็นความไม่โปร่งใสเสียนี่

แต่ไอ้ความรู้สึกที่อยากเขียนแต่ไม่กล้าเขียนนี่ มันก็เป็นเรื่องของความโปร่งใสโดยตรงเลยแฮะ ปรกติความไม่โปร่งใส ในโลกเราบางครั้งมันก็เห็นกันซึ่ง ๆ หรือไม่ก็ทิ้งพิรุธไว้ให้เราสงสัยกันไว้บ้าง แต่การที่เราไม่เขียนถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ไปเลย ทั้ง ๆ ที่มี passion เกี่ยวกับเรื่องนั้น เพราะไม่อยากให้คนคิดกับเราว่าเป็นอีกแบบนั้นแบบนี้ หรือกลัวว่าจะมีปัญหา เกิดความขัดแย้งกับคนรอบข้าง หรือมีผลกระทบต่อชีิวิต การเรียน การทำงาน ซึ่งแน่นอน ถ้างั้น ไม่เขียนดีกว่า…

ถ้าเช่นนั้น ที่หลายคนมักมอง (และหวัง) ว่า สื่อรุ่นใหม่ หรือ สื่อรากหญ้า หรือพลังของมวลชนอะไรก็ตาม จะสร้างความโปร่งใสให้เกิดขึ้นในสังคม boundary หรือ limit ของมันอยู่ตรงไหน ที่บอกว่า ในอนาคต สังคมจะเต็มไปด้วยความโปร่งใส คือมองโลกด้วยแง่ดีเกินไปหรือเปล่า

มองในทางตรงกันข้าม เราจะเห็นอยู่เยอะว่าทุกวันนี้ บน blogophere เริ่มมี commercial blog เยอะขึ้น ที่เปิดเผยตัวก็มาก ที่ไม่เปิดเผยตัวก็ไม่น้อย คนที่เอาเรื่องคนอื่นมาเขียน สาดเสียเทเสียก็มี ดูเหมือนจะสร้างความโปร่งใส แต่ก็คนที่เขียนเรื่องไม่ดีของคนอื่น ก็มักจะเขียนแบบบัตรสนเท่ห์ อะไร ๆ ก็ anonymous เทคโนโลยีเปิดโอกาสให้คนพูดดังขึ้นและบ่อยขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ทำให้คนพูดแบบพล่อย ๆ ได้มากขึ้นเช่นกัน

David Weinberger พยายามจะสร้างความโปร่งใสด้วยการเขียน disclosure statement ที่ตอนหลัง danah boyd ก็เอาตามมั่ง ถึงแม้จะเขียนกันถึงขนาดนี้ ผมก็ยังอดย้อนกลับไป ที่เขียนไว้ยืดยาวข้างบนนั้นไม่ได้อ่ะ ว่า ไอ้ disclosure ที่เขียนมาตอนนี้ มัน valid ถึงตอนไหน แล้วมันแสดงความโปร่งใส​ได้ “ทั้งหมด”​จริงหรือ

หรืออย่างปรากฏการณ์ blog tag คนก็มักจะเขียนเล่าเรื่องตัวเองที่คนอื่นไม่รู้ คนก็เล่าเรื่องที่คิดว่าตัวเองอยากเล่า หรือคนอื่นน่าจะสนใจ ก็เป็นการแสดงความเป็นตัวตนได้ส่วนหนึ่ง แต่เป็นส่วนที่เรารู้และอยากจะสื่อ แต่ถ้าลองเปลี่ยนกฏให้คนเขียน disclosure  statement แบบเฉพาะเจาะจง เช่น ถามว่า จะเลือกใครระหว่างรัฐบาลเก่า คมช. รัฐบาลใหม่ แล้วก็อดีตพันธมิตร ผมว่าก็คงจะตายตั้งแต่คนเขียนคนแรกแล้วหล่ะ (ไม่รวมปัจจัยเกี่ยวกับที่โดน tag ถี่ หรือขี้เกียจนะ) หรืออย่าง wallpaper tag คำสั่งข้อแรก ก็ยังกำชับเลยว่า “ห้ามสร้างภาพ” ซะงั้น แสดงว่ามันไม่ไว้ใจกันตั้งแต่แรกเริ่มแล้ว เหอๆๆ
บางคนอาจจะบอกว่า บางที ความโปร่งใสมันก็มีขอบเขต บล๊อกเกอร์ก็สามารจำกัดขอบเขตของความโปร่งใส ไม่ใช่เราว่าจะต้องเปิดเผยตัวตนทุกอณูขุมขน แต่ก็แสดงความบริสุทธิ์ใจ เปิดเผยในประเด็นที่ “เกี่ยวข้อง” เท่านั้น
จริง ๆ มันก็ไม่จำกัดเฉพาะในหมู่บล๊อกเกอร์นะ มันก็ครอบคลุมไปหมดเหมือนกัน ที่เขียนมาทั้งหมด ยืดยาวเนี่ย ก็เพราะเพียงแค่ความสนใจส่วนตัวเท่านั้น เพราะถ้ามองความโปร่งใสแบบ deterministic ก็คงจะเป็นไปได้ยากเลย แต่ถ้าเอาแบบ practical แบบคนที่ “สังคม” เค้าเรียกร้องต้องการ ความโปร่งใสกันเนี่ย เค้าอยากให้มันโปร่งใสแค่ไหน

5 responses to “ความ(ไม่)โปร่งใสของ blogophere

  1. เห็นด้วยเลย บางทีไม่รู้ว่าขอบเขตของเรื่องที่ตัวเองจะเขียนออกมามันจะหยุดอยู่ที่ตรงไหน… ที่จะทำให้เรารักษาความเป็นส่วนตัวไว้ได้ หรือไม่ไปกระทบใคร
    (อย่างเวลาคิดจะโพสท์ก็เช่นกัน ^_^)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s