เปลือย TCDC: บริบทกับความอยู่รอด ตอน 1

เปลือย TCDC เป็น series เกี่ยวกับความคิดเห็นของผม ผ่านประสบการณ์ในฐานะที่เคยทำงานใน สำนักงานศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ หรือ TCDC เท่าที่วางแผนไว้ขณะนี้ มีทั้งหมดประมาณ 3-4 ตอน แต่ละตอนก็จะยาวหน่อย (โดยเฉพาะตอนแรกนี้) แล้วจะค่อย ๆ ทะยอยเอามาลงละกัน

ที่มา

เห็นมีคนไปแสดงความคิดเห็นใน Pantip กระทู้เรื่องที่ TCDC จะโดนปิด แล้วก็รู้สึกอ่อนใจ ไม่ได้อ่อนใจที่ว่า TCDC จะโดนปิดหรือไม่ปิด แต่อ่อนใจกับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ ที่มันมีดูเหมือนจะไม่สิ้นสุด แล้วดูออกจะบานปลาย ผมเห็นว่าความเห็นขัดแย้งเหล่านี้ มันอาจจะเกิดจากความไม่เข้าใจกัน หรือมองกันคนละด้าน ผมเห็นว่า ไหน ๆ ผมก็สนับสนุนความโปร่งใสของ Blogophere อยู่แล้ว และเห็นว่ายังไงเสีย ใน resume คนก็พอจะทราบว่า ผมเคยทำงานที่นี่มา ก็เลยคิดว่า จะแสดงความโปร่งใสด้วยการแสดงความคิดเห็นใน blog ของตัวเองนี้แหละ แทนที่จะไปตอบโต้ในกระทู้ เพราะเดี๋ยวอีกไม่นาน กระทู้ก็คงจะหายไปตามกาลเวลา และอีกอย่างเข้าไปในนั้น ก็ไม่อยากใช้ชื่อปลอมอะไร สู้เขียนในนี้เปิดเผยตัวจริงไปเลยดีกว่า

Disclosure

ตอนนี้ผมไม่ได้เกี่ยวข้องอย่างเป็นทางการกับ TCDC โดยตรง เงินทุนที่เอามาใช้เรียน ทั้งโทและเอกตอนนี้ ก็ไม่ได้ใช้เงินภาษีของบ้านเมืองแม้แต่น้อย ตอนปริญญาโท ส่วนหนึ่งก็ใช้เงินของครอบครัว ส่วนหนึ่งก็ทำงานวิจัยเลี้ยงตัวเอง เคยทำงานที่ม.ชินวัตร มาก่อนไปเรียนโท หนึ่งปี เรียนจบกลับมาก็ได้รับการติดต่อจากคนที่รู้จักจาก บริษัท Libnet vendor ของห้องสมุดระบบอัตโนมัติบริษัทหนึ่ง แนะนำให้ไปสมัครงานที่ TCDC

มีคนตั้งข้อสังเกตว่า TCDC ดึงสาวกมาจาก ม.ชินวัตร (จากความคิดเห็นที่ 43 ในข่าวนี้) ก็เห็นจะไม่จริง เพราะผมเองไม่ใช่ออกจากที่ ม.ชินวัตร โดยตรงแล้วไปทำที่ TCDC และมีอะไรหลาย ๆ อย่างที่ไม่เห็นด้วยที่ ม.ชินวัตร ถึงแม้ผมจะไปชวนพี่ที่ ม.ชินวัตร มาด้วยคนหนึ่ง ซึ่งมันก็มีแค่ผมกับพี่เค้าแค่สองคน ถ้าคนที่คนเค้าพูดถึงว่าเป็น สาวก ม.ชินวัตร ก็เห็นจะเป็นผมกับพี่เค้า ซึ่งผมเอง (และพี่เค้า) ก็บริสุทธิ์ใจ ที่จะบอกว่า ผมเลือกทำงานที่ตัวเองรัก มากกว่าทำงานในตัวองค์กร ที่ผมชวนพี่เค้ามาเพราะความสามารถ และความกล้าที่จะทำ และอยากจะพัฒนางาน เห็นความก้าวหน้าของวิชาชีพ ไม่ได้อยู่ที่จ้องจะมาผลาญเงินชาติแผ่นดิน ทุกอย่างผมและพี่ที่ผมไปทำงานที่นั่น ให้ตรวจสอบได้ ส่วนบริษัทที่คนแนะนำงานทำงานอยู่นั้น ถึงแม้จะเป็นธุรกิจใน field แต่ก็ไม่มีธุรกรรมใด ๆ ทำกับ TCDC แม้แต่น้อย ผมทำ TCDC อยู่ 7 เดือน แล้วก็ออกมาเรียนต่อ ป.เอก มหาวิทยาลัยที่เรียนอยู่ออกค่าเทอมให้หมด ไม่มีใครมาส่งเสีย ทำงานวิจัยเลี้ยงตัวเอง

สมัยอยู่ TCDC ผมทำงาน 7 วันต่อสัปดาห์แทบจะทุกอาทิตย์​ โดยไม่ได้รับ OT หรือผลตอบแทนอย่างอื่น นอกเหนือไปจากค่าแรงเงินเดือนในแต่ละเดือน หรืออย่างตอนที่ออกมาเรียนหนังสือนี้แล้ว บางครั้งผมก็ยังไปช่วยเพื่อน ๆ ในนั้นทำงาน ทั้งที่อยู่ที่นี่หรือตอนกลับเมืองไทย โดยที่ไม่ได้รับค่าตอบแทนใด แม้แต่สตางค์แดงเดียว ปัจจุบันผมเองถึงแม้จะไม่มีส่วนได้ส่วนเสียใด ๆ กับ TCDC แล้วก็ตาม แต่การที่เคยทำงานที่นั่นมา 7 เดือน ตั้งแต่สมัยที่พื้นที่ตรงนั้น ยังเป็นของช่อง 3 ก็พอจะรู้เรื่องที่มาที่ไปขององค์กรแห่งนี้อยู่บ้าง นอกจากนี้ยังมีเพื่อนฝูงที่ทำงานอยู่ที่นั่นอยู่แน่นอน ก็เลยอยากจะทำความเข้าใจกับหลาย ๆ คน ณ​ ตรงนี้ ส่วนจะเห็นด้วยหรือไม่นั้น อันนี้ก็สุดแล้วแต่ ผมไม่ได้ต้องการจะโน้มน้าว เพียงแต่ต้องการจะอธิบายให้เข้าใจว่า “บริบท” ของการมีอยู่ (และหากจะเป็นไป) ของ TCDC คืออะไร ในมุมมองของผม ขอเน้นย้ำว่า TCDC ไม่ได้ข้องเกี่ยวใด ๆ กับข้อคิดเห็นนี้โดยสิ้นเชิง ทั้งหมดนี้เป็นข้อเท็จจริงและความคิดเห็นส่วนบุคคลของผมเอง ส่วนใครจะเอาไป​ “ตีความ” ต่ออย่างไรก็สุดแล้วแต่ หรือจะคิดว่า เป็นการพูดดีใส่ตัว พูดชั่วใส่คนอื่น ผมก็จนใจ ซึ่งสำหรับผมก็มีอยู่เท่านี้แหละ ไม่มีมีเจตนาจะทำร้ายใคร
วิชา – อาชีพ

ผมเข้าไปทำงานรับผิดชอบในส่วนของห้องสมุด หลังจากเรียนจบปริญญาโทมาใหม่ ๆ หลังจากกลับถึงเมืองไทยยังไม่ถึงเดือนดี แน่นอนว่า TCDC ไม่ใช่มีแต่ส่วนห้องสมุดอย่างเดียว แต่ยังมีส่วนที่เป็นนิทรรศการ ที่ถือเป็นอีกหนึ่ง highlight ขององค์กร และแน่นอนว่า การทำงานมันต้องทำงานกันเป็นทีม ผมเองก็ต้องยอมรับว่า มีบางส่วนที่เห็นด้วย บางส่วนก็ไม่เห็นด้วย ในการทำงาน แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้น ผมก็พยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่คนทำงานด้วยกัน มองเห็น และเป้าหมายที่ยอมรับได้ เพราะฉะนั้น นั่นหมายความว่า ไม่ใช่ทุกอย่างที่เป็นของ TCDC แล้วผมจะเห็นด้วยไปเสียหมด

ตำแหน่งของนักสารสนเทศหรือ Information Scientist ที่มันออกจะดูเว่อร์ ๆ ไปหน่อย แต่มันมีเบื้องลึกเบื้องหลังอยู่ในนั้น ผมทำงานในห้องสมุดครั้งแรก ก็ด้วยตำแหน่งนี้ ที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัยชินวัตร แต่งานหลัก ๆ ของผมก็ออกจะเป็นในแนว project management คือ สร้าง idea ของผู้บริหารออกมาให้เป็นความจริง หรือใกล้เคียงมากที่สุด นั่นคือ งานและหน้าที่หลัก ก็ใช้ความรู้ความสามารถที่พอจะมี ทำมันให้เต็มที่ ด้วยความที่ต้องการจะเห็นการเปลี่ยนแปลง

ถามว่า ทำไมต้องใช้นักสารสนเทศ ทำไมไม่ใช้บรรณารักษ์ ผมไม่รู้สึกเสียหาย หากคนอื่นจะมองไม่ดี เราใช้ชื่อตำแหน่งเป็นความจงใจทีี่ อยากจะให้ “ผู้ใช้” เปลี่ยน Perception ของคนทำงานในวิชาชีพนี้ ว่ามันเป็นมากกว่า บรรณ + อารักษ์ นอกจากนี้ scope ของงานมันก็มากกว่าที่คนอื่นเห็น มันมีงานเทคนิคตั้งมากมาย ที่เราทำได้ มีงาน in-house R&D ที่เราจะพัฒนาบริการของเราได้ ซึ่งผมจะได้พูดถึงต่อไปในส่วนของเทคโนโลยี สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกได้ ก็คือ แรงผลักดันจะคนนอกวิชาชีพ ที่เริ่มรู้สึกอีดอัดแทน และอยากจะสร้างความเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเอง เพราะเห็นว่างานห้องสมุด ใคร ๆ ก็ทำได้ และเห็นคนในวิชาชีพ “ดูเหมือน” จะนิ่งดูดาย แต่จริง ๆ แล้ว ผมก็เห็นว่า ไม่ได้ดูดาย ออกจะเป็นเดือดเป็นร้อนด้วยซ้ำไป แต่คิดว่าทำอะไรไม่ได้ (ด้วยสาเหตุ หลายหลาก) ทั้งที่จริง ๆ แล้ว ผมก็ยังเชื่อว่า ทำได้ การทำงานที่ TCDC มันคือการพิสูจน์ให้คนนอกวิชาชีพ ที่พยายามจะ take over งานบรรณารักษ์ ให้เค้าเห็นว่า มันเป็นงานที่มีคุณค่า และต้องอาศัยคนที่มีความรู้ และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ไม่ใช่ใครสุ่มสี่สุ่มห้า หรือรู้แต่เรื่องหนังสือ ตำรามาทำห้องสมุดได้ มันต้องศึกษาหาความรู้ และผมก็คิดว่า อย่างน้อย ผมก็ทำให้คนเหล่านั้น เปลี่ยนใจได้บ้างแล้ว ไม่มากก็น้อย

ผมเข้าใจดีว่า องค์กร จัดตั้งขึ้นโดยแรงผลักดันทางการเมือง แต่ผมก็เห็นว่า มันมีความไม่มั่นคงสูง (และนั่นก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้คนทำงานในหน่วยงานนี้ ตั้งแต่ระดับแม่ลงมา มีค่าตอบแทนสูง แม้กระทั่งหนึ่งในผู้นำกลุ่มพันธมิตร ยังต้องออกมายอมรับและตอบโต้ให้กับคนใน OKMD มาแล้ว) สาเหตุที่ผมลาออกจากที่ TCDC ไม่ใช่เพราะ ความไม่มั่นคง เรื่องการเมือง เป็นประเด็นสำคัญ แต่ผมเห็นว่า โอกาสที่จะได้เรียนต่อ มันมีมา คว้าไว้ได้ก็คว้าไว้ ความรู้มันเห็นอยู่ข้างหน้า ส่วนงานที่ TCDC ก็จะพยายามช่วย ถ้าเป็นไปได้ (ผมไม่ได้มีตำแหน่งหัวหน้างาน หรืออะไรทั้งสิ้น โปรดอย่าเข้าใจ ว่าผมสำคัญตัว เพียงแต่ต้องเข้าใจว่า การทำงาน ณ​ ตอนนั้น มันคือ การประสานงาน การออกไปกลางคัน ก็ต้องหาคนมาแทน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เร่งด่วน เนื่องจากศูนย์ฯ จะต้องเปิดให้ทันกำหนด)

ผมยอมรับว่า เวลาทำงาน ผมตั้งเป้าหมายไม่ใช่แค่ในระดับองค์กร แต่ผมมองถึงในระดับวิชาชีพ ผมอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงของวงการห้องสมุด ที่เป็นมากกว่าการพูดแค่ห้องสมุดมีชีวิต หรือเรื่องการจัดการความรู้ ผมอยากเห็นคนในวงการห้องสมุด พูดเรื่องที่เป็นเทคนิคมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่คนชอบคิดว่ายาก ซับซ้อน แล้วไม่อยากไปแตะต้องมัน ในขณะเดียวกันก็เป็นห้องสมุดที่ปรับตัวให้คล่องแคล่ว ในขณะเดียวกัน ผมก็ตระหนักดีว่า การที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรก็ตามในวงการนั้น เป็นเรื่องมหาหิน เพราะมันมีอะไรที่หยั่งรากลึกมานาน นานจนทำให้โอกาสในการเปลี่ยนแปลงและการเติบโตได้ช้ามาก ทั้งที่จริง ๆ แล้ว เราก็มักพูดอยู่เสมอว่า โลกของบรรณารักษ์มันแคบและกลม แต่ไฉนมันถึงได้ช้าได้ขนาดนี้ ผมว่าถ้ามีคนเอาไปทำวิทยานิพนธ์ได้ ผมจะยกให้เป็นวิทยานิพนธ์แห่งปี (มันแคบขนาดที่ว่า ผมใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมง ก็ทราบได้ว่า คนที่แสดงตนและมาตอบในกระทู้นั้นเป็นใครบ้าง ได้อย่างไม่ยากเย็น)

ดูตัวอย่างงานเครือข่ายห้องสมุด หรืองานของสมาคมวิชาชีพ คนในวงการ ทุกคนก็ตระหนักดีว่า มันมีอุปสรรคขวากหนาม มากน้อยแค่ไหน การที่เป็นตัวแทนของคนในวิชาชีพ หาโอกาสฉีกแนวออกมา เพื่อหาทางออก ผมว่าก็ไม่น่าเสียหาย ถึงแม้จะโดนหมั่นไส้ ครหา แต่ผมถือว่า ถ้าการลงทุนด้วยชื่อเสียงที่ไม่ดี ผมก็คงไม่สน เพราะผมเองมันก็คนที่เริ่มต้นจากศูนย์อยู่แล้ว หากจะรู้สึก ก็คงจะรู้สึกว่ามันน่าเสียดาย หากคนร่วมวิชาชีพไม่ได้มองถึงเนื้องาน แต่มองถึงเนื้อเงิน

เพราะฉะนั้น งานที่ผมทำ คือ ผมอยากให้คนเห็นความแตกต่าง และสามารถเอาไปใช้ได้จริง ผมเอง ก็ไม่อาจจะเรียกว่า เป็นห้องสมุดต้นแบบ ได้เต็มปาก แต่อยากให้เป็นห้องสมุดแห่งแรงบันดาลใจเสียมากกว่า ผมจะรู้สึกดีมาก หากคนจะเอาแนวคิดที่เราคิดปรับปรุงไปทำต่อยอด แต่หากคนจะเอาคำว่า ห้องสมุดต้นแบบ อย่างน้อยให้คนอื่น ได้เห็นว่า ยังมีคนในวงการวิชาชีพนี้ ที่ยังไม่เหนื่อยใจกับความคิดสร้างสรรค์ แต่ถ้าเอาความตั้งใจของคนทำงาน ไปก่อให้เกิดความอิจฉา ริษยา น้อยเนื้อต่ำใจ ผมเองก็เสียใจที่ทำให้คนอื่น รู้สึกเช่นนั้น

ผมไม่หลีกเลี่ยงที่จะยอมรับว่า ไปทำงานที่นั่น ส่วนหนึ่งก็เพราะผลตอบแทนที่ดีกว่าทำงานหน่วยงานของรัฐทั่วไป แต่ที่สำคัญคือ ผมอยากสร้างหรือทำอะไรที่มันแปลกใหม่ในแวดวง ซึ่งการได้มาทำงาน ณ ตรงนั้นก็ถือเป็นโอกาสที่ดีที่ได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่ ผมเชื่อว่า ผมจะได้ทำอะไรที่มันแปลกใหม่ ที่ไม่ใช่ตอบสนองความต้องการของตัวเองเพียงอย่างเดียว แต่ผมต้องการจะพิสูจน์ให้คนเห็นว่า การจัดการห้องสมุดมันมีมากกว่าที่เก็บหนังสือกับ catalog ซึ่งความเป็นวิชาชีพจ๋า + ระบบราชการ มันทำให้ ผมคิดว่าองค์กรแบบนี้ มันน่าจะมีโอกาสที่ดีกว่า

แน่นอน อย่างที่หลายคนเข้าใจว่า มันถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง แต่หนึ่งในจุดมุ่งหมายขององค์กร นอกเหนือจากการพัฒนางานออกแบบแล้ว ยังมีจุดมุ่งหมายในด้านการเป็นห้องสมุดสมัยใหม่ (ย้ำ ผมไม่ได้ใช้คำว่า ห้องสมุดมีชีวิต) เป็นสิ่งที่ผมเห็นด้วย นั่นก็คือ กระตุ้นให้คนในวงการ เกิดความตื่นตัว รู้สึกว่าถ้าไม่รู้จักปรับตัว คนอื่นก็จะมาแย่งงานในวิชาชีพเราไป ทุกวันนี้ บรรณารักษ์บ้านเรา ผมมองว่า มักจะมองว่าเป็นงาน “ของตาย” คือ มันมั่นคงมาก มากเสียจนทำให้รู้สึกว่า งาน routine มันเป็นอะไรที่ทำยังไงก็อยู่รอด จะพัฒนางานขึ้นหน่อยก็เพื่อผลงาน เอาขั้น เอาตำแหน่งกันเสียมากกว่า จะเห็นแต่เรื่องของเนื้องานเป็นสำคัญ (ซึ่งอย่างหลัง ผมก็เชื่อว่า ยังมีอยู่อีกมาก) อีกอย่าง คนก็บอกว่า ที่ห้องสมุดบ้านเรามันไม่พัฒนาก็เพราะเงินไม่มี ซึ่งผมเห็นว่า ปัญหามันไม่ใช่ ไม่มีใครให้คน แต่บรรณารักษ์ไม่รู้จักหาเงินต่างหาก ซึ่งผมจะได้อธิบายอีกครั้งในตอนท้าย

ที่เขียนอ้างตััวเองแบบนี้ ผมต้องการเพียงแค่จะยกตัวอย่าง ของคนทำงานร่วมวิชาชีพ ที่มีความตั้งใจ อาศัยโอกาสพัฒนาวงการ และวิชาชีพ ซึ่งผมเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ส่วนหนึ่งของ TCDC และผมเชื่อว่า คนที่ผมร่วมงานด้วยที่ห้องสมุด TCDC หลายคน ก็มีความรู้สึกเดียวกัน ดังนั้นถ้าจะโจมตีกัน ก็ขอให้นึกถึงคนร่วมวิชาชีพ ที่มีความตั้งใจทำงานด้วยกัน และต้องการให้เกิดการสร้างสรรค์ และการเปลี่ยนแปลงในวงการ เพราะถ้าหากคนในวิชาชีพมองแบบนี้แล้ว ผมเองก็คงจะลาออกไปเรียน หรือไปทำอาชีพอื่นเสียจะดีกว่า เพราะทำไปก็ไม่เกิดประโยชน์ นอกจากจะมองไม่เห็นความตั้งใจแล้ว ยังดูถูกดูแคลนกันอีกด้วย

คนใน TCDC อาจจะไม่พอใจกับกระทู้ที่ผมเขียนนี้ เพราะมันดูเหมือน overtransparent ถ้าเป็นภาษิตไทย ๆ ก็ เหมือนนำไฟในออก แต่ผมก็เห็นว่ามันเป็นประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ต่อทั้งคนใน TCDC เอง และคนภายนอก ผมเอง ยิ่งพูดกัน ยิ่งโปร่งใส ผิดก็คือผิด ถูกก็คือถูก ถ้าคนสองฝ่ายเข้าใจ ผมก็คงจะเป็นคนกลางไป แต่ถ้าไม่เข้าใจกัน ผมก็คงเป็นหนังหน้าไฟให้เค้าด่าไป

หลายคนอาจจะบอกว่า การประชาสัมพันธ์ critical issue ที่ดีที่สุดในเวลานี้ คือ การเงียบ แต่ผมเห็นว่า ถ้าการเงียบมันทำให้คนมองเราในทางไม่ดี ผมและคนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ TCDC ก็น่าจะมีโอกาสได้เคลียร์ตัวเอง อย่างไรก็ตาม ผมขอเน้นย้ำว่า การเขียน post นี้ ผมใช้ “สื่อ” ไม่ใช่เพื่อการเรียกร้อง ไม่ให้ปิด TCDC แต่เป็นเพียงเวทีแสดงความคิดเห็นของตัวเอง เพราะ TCDC จะปิดหรือไม่นั้น ผมเอง ก็ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงใด ๆ ทั้งสิ้นอยู่แล้ว

5 responses to “เปลือย TCDC: บริบทกับความอยู่รอด ตอน 1

  1. คิดว่าอีกอาชีพที่คล้ายๆ กัน (ในแง่มุมมองจากสังคม) คือพวก curator

    อยากอ่านเรื่อง ม.ชินวัตรด้วยครับ :D

  2. บ้านเรามันไม่มี วิชาชีพของคนที่ทำงาน museum จริง ๆ จัง ๆ ไม่มีการเรียนการสอนด้านนี้ เพราะฉะนั้นคนที่ทำงานแนว curator คือ ไม่ใช่แค่สนใจจัดนิทรรศการได้อย่างเดียว แต่ต้องเป็นคนสนใจที่จะเรียนรู้เรื่องใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา แล้วก็สนใจที่จะค้นคว้าวิจัยอย่างจริงจัง

    เพราะฉะนั้นมุมมองอาจจะคล้ายกัน แต่ด้วยความที่ไม่มีองค์กรวิชาชีพเป็นเบื้องหลัง มันอาจจะมีรายละเอียดปลีกย่อยที่แตกต่างกัน

    ส่วนเรื่อง ม.ชินวัตร ผมไม่ค่อยมีอะไรจะเล่ามากนัก เพราะมันผ่านมานานแล้วเหมือนกัน ช่วงที่ผมออกมา มันมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเยอะ ช่วงที่ทำงานที่นั่นค่อนข้างจะเป็นอิสระ คือ ไม่มีใครมาควบคุมแบบจ้ำจี้จำไช แต่ตอนหลัง ๆ นี้ไม่ใช่ เพราะเท่าที่ได้ยินมา ก็ค่อนข้างได้รับการแทรงแซงจากฝ่ายบริหารอยู่เนือง ๆ

  3. คิดว่าเข้าใจคุณโตมรพอสมควร ไม่บังอาจใช้คำว่า เข้าใจ เพราะจริงๆมันก็ต้องเป็นตัวของคุณโตมรเอง เพียงแต่มันโดนความรู้สึกที่มีมานาน แหละค่ะ

  4. ความคิดที่ว่าเข้าใจคุณโตมรพอสมควร (ในบางตอน) เพียงแต่มันโดนความรู้สึกที่มีมานาน เพราะตัวเองเป็นคนที่เรียนจบมาทางบรรณารักษ์ แต่ทำมากกว่าบรรณารักษ์คนหนึ่ง แต่สิ่งแวดล้อม และความจำเป็นทำให้ต้องอลุ้มอล่วย อิจฉาคุณโตมรมากเลยที่มีโอกาสดีๆ เป็นบรรณารักษ์สมัยใหม่ที่น่ารักมาก เคยเห็นตัวเป็นๆบรรยายประกอบการเต้น hiphop มาแล้ว ชอบจังเลย

  5. สวัสดีครับ
    ผมก็ติดตามเรื่องนี้เหมือนกันเพราะว่าหน่วยงาน
    นี้ผมคิดว่าตังเองรู้จักดีพอสมควร…แต่วันนี้กำลังจะถูกปิดเพราะเป็นหน่วยงานที่เกิดขึ้นเพราะคนคนหนึ่งหรือเปล่า…หากเป็นเช่นนั้น…ทุกอย่างกคงเป็นไปตามธรรมชาติ…ของมนุษย์ที่มีคดิอยู่ว่า…ทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา…ที่สุดแล้วแต่สภาวะที่เป็นอยู่นั้นว่าจะปรับอย่างไร ไม่ใช่เพื่ออันใดแต่ก็เพื่อความอยู่รอดของคน(ที่คิดต่างกัน)นั่นเอง…

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s