Pamina Devi: A Cambodian Magic Flute

เมื่อวานได้มีโอกาสไปดูการแสดงนาฏยกรรมของกัมพูชา เรื่อง Pamina Devi: A Cambodian Magic Flute ดูแล้ว เห็นว่าน่าสนใจดี ก็เลยเขียนมาเล่าให้ฟังเสียหน่อย

การแสดงชิ้นนี้ เป็นการแสดงที่ได้แรงบันดาลใจมาจากผลงาน Magic Flute ของ Mozart แต่ในขณะรูปแบบการนำเสนอเป็นแบบโบราณของเขมร โดยแสดงครั้งแรกเมื่อปีที่แล้ว (2006) ที่กรุงเวียนนา

ก่อนอื่นต้องบอกว่า โดยส่วนตัวคิดว่า ชื่อเรื่องค่อนข้างไม่ค่อยตรง เพราะจริง ๆ เรื่องราวเน้น Magic Flute น้อยมาก เพราะฉะนั้น เป็นบทเรียนว่าอย่าตั้งความหวังไว้ จากการดูเพียงแค่ชื่อเรื่อง

เรื่องราวก็คือว่า นาง Pamina Devi เป็นลูกสาวของนาง Sayon Reachny (สายันต์รัชนี – ผู้เขียน อันไหนที่พอจะแปลเป็นไทยได้ ก็จะใช้คำไทยนะครับ ถ้าใครช่วยคำอื่นได้ ก็กรุณาด้วยนะครับ) ซึ่งเป็นราชินิแห่งกลางคืน กับ Preah Arun Tipadey (พระอรุณธิบดี – ผู้เขียน) ราชาแห่งความสว่าง ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างแยกกันอยู่

Pamina Devi ถูกเลี้ยงดูมาโดยผู้เป็นแม่ มีความสนิทสนมกับแม่มาก จนวันหนึ่ง Pamina Devi ถูกลักพาตัวไปโดย Thornea ทหารเอกของพระอรุณธิบดี หลังจากที่ Pamina Devi ถูกลักพาตัวไป นางสายันต์รัชนีก็มีความเศร้าโศกเสียใจ ในขณะที่กำลังร่ำไห้อยู่นั้น นางและบรรดาบริวารก็เห็นว่า Preah Chhapoan กำลังถูกไล่ล่าโดยพญาครุฑ นางจึงได้ช่วยชีวิต Preach Chhapoan ไว้

Preach Chhapoan ซาบซึ้งในพระคุณของนางสายันต์รัชนี จึงได้อาสาไปเอาตัวนาง Pamina Devi กลับคืนมา โดยที่นางสายันต์รัชนีก็ได้มอบรูปของนาง Pamina Devi กับขลุ่ยวิเศษให้ไว้ โดยขลุุุุ่ยวิเศษจะทำให้คนที่เกลียดกัน นั้นกับมาเป็นมิตรสหายกัน ทันทีที่ Preach Chhapoan เห็นรูปนาง Pamina Devi ก็รู้สึกหลงรักนางขึ้นมาทันที จึงรีบออกเดินทาง

ในระหว่างการเดินทางก็ไปพบกับ Noreak ซึ่งเป็นพรานล่านกมือฉมัง ที่เอานกไปให้กับนางสายันต์รัชนีอยู่เป็นประจำ แต่ Noreak นั้นมีข้อกลุ้มใจอยู่อย่างหนึ่งคือ เค้ากำลังจะตามหารักแท้ (soul mate) Preah Chhapoan จึงชักชวน Noreak ให้ติดตามไปช่วยนาง Pamina Devi ด้วยกัน เผื่อว่า จับพลัดจับผลูอาจจะเจอรักแท้ก็ได้ โดยก่อนหน้าที่จะเจอ Preah Chhapoan นั้น Noreak ล่านกมาได้จำนวนหนึ่ง แต่เมื่อจะออกเดินทางก็ได้ปล่อยนกทั้งหมดออกไป เหลือไว้แต่นกที่อยู่ในกรงของตนแต่เพียงตัวเดียว

ข้างฝ่ายพระอรุณธิบดีนั้น เมื่อได้ตัวลูกสาวมาก ก็พยายามชักชวนให้ลูกสาวนั้นมาอยู่กับตน และข่มว่าการใช้ชีวิตเยี่ยงเพศหญิงนั้นเป็นสิ่งที่อ่อนแอ โดยยกให้ Thornea เป็นผู้ดูแลนาง

Thornea นั้นมีความพึงใจในตัวนาง Pamina Devi อยู่แล้ว ก็พยายามจะปลุกปล้ำ แต่นางไม่ยอม จึงขังนางไว้ด้วยมนต์ดำ เมื่อ Preah Chhapoan ไปถึง ก็ช่วยนาง Pamina Devi ออกมาได้ด้วยขลุ่ยวิเศษ และทั้งคู่ก็เกิดพึงใจในกันและกัน

แต่ในระหว่างทางหนีกลับ ก็ถูกพระอรุณธิบดีจับได้เสียก่อน นาง Pamina Devi อ้อนวอนให้พ่อไว้ชีวิต Preah Chhapoan ผู้ซึ่งเป็นคนที่นางรัก พระอรุณธิบดีจึงได้ข้อแม้ว่า จะต้องให้ Preah Chhapoan นั้นมาฝึกความเป็นชายและมาเป็นพวกตนเสียก่อน Preah Chhapoan ไม่มีทางเลือก จึงยอมไปกับพระอรุณธิบดี ปล่อยให้นาง Pamina Devi กลับบ้านไป

เมื่อนาง Pamina Devi พบกับมารดา ก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง ด้วยความที่มีความขัดแย้งเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว นางสายันต์รัชนีโกรธแค้นมาก จึงมอบกริชและสั่งให้นาง Pamina Devi นั้นฆ่าพ่อตัวเองเสีย นาง Pamina Devi พยายามจะขัดขืนคำสั่ง จนที่สุดนางสายันต์รัชนี จึงออกปากว่า หากไม่ทำตาม ก็ไม่ต้องนับเป็นแม่ลูกกันอีก นาง Pamina Devi จึงได้ออกเดินทางไป

เมื่อไปถึงดินแดนแห่งพระอรุณฯ นางก็แอบไปหา Preah Chhapoan เพื่อขอความช่วยเหลือ ทีแรก Preah Chhapoan มีท่าทีอิดออด แต่เมื่อนาง Pamina Devi งอน ก็จึงรู้สึกตัวและสัญญาว่าจะช่วยนาง ที่จะพูดให้นางสายันต์รัชนีเปลี่ยนใจ

แต่ในระหว่างที่เดินทางกลับกลางทาง นางสายันต์รัชนีที่เดินทางไปดินแดนพระอรุณฯ มาพบเข้า เห็นว่าทั้งสองไม่ได้ปฏิบัติภารกิจดังที่เธอได้สั่ง ก็จึงออกคำสั่งให้ฆ่าทั้งสองเสีย เป็นเวลาเดียวกันกับทีพระอรุณฯ เดินทางมาถึงพอดี นาง Pamina Devi จึงกลายเป็นคนกลาง และเกิดการปะทะกันระหว่างทั้งสองฝ่าย

ในระหว่างที่ต่อสู้กันนั้น Noreak ผู้ติดตาม Preah Chhapoan นั้นเห็นว่าความขัดแย้งจะไม่จบลงง่าย ๆ จึงยอมใช้ฆ้องเรียกสติ (Gong of Consciousness) ทำให้การต่อสู้นั้นหยุดและหายไป คล้าย ๆ กับเริ่มต้นใหม่ เว้นแต่คู่ของ Pamina Devi กับ Preah Chhapoan..

Noreak หลังจากที่ใช้ฆ้องเรียกสติแล้ว ก็ตระหนักได้ว่า การเดินทางมาหาเนื้อคู่นั้น คงจะไม่มีหวังเป็นแน่แท้ จึงได้ปล่อยนกตัวที่อยู่ในกรงออกไปให้เป็นอิสระ แต่ทันใดนั้นเอง นก เมื่อออกจากกรง ก็แปลงร่างกลายเป็นหญิงรูปงาม Noreak ก็ค้นพบว่า เนื้อคู่ของตนนั้น แท้จริงแล้ว อยูู่ไม่ไกลจากตัวเองนั้นเอง

(ปล. พยายามทำให้เป็นสำนวนไทย ๆ มากที่สุดแล้วอ่ะครับ ได้ประมาณนี้ เหอๆๆ)

หลังจากจบการแสดง ก็มีการถามตอบ ซึ่ง Sophiline Cheam Shapiro ผู้กำกับการแสดง ก็ได้ออกมาบอกเกี่ยวกับสัญญะในเรื่อง โดยเน้นไปที่ความแตกต่างระหว่างเพศ – เช่น การที่มอบขลุ่ย ซึ่งเป็นตัวแทนแห่งความอ่อนหวานให้กับผู้ชาย และมอบกริชให้กับฝ่ายหญิง – และวัย – เช่น การที่นาง Pamina Devi พยายามจะขัดใจแน่ เพื่อจะลดความขัดแย้ง

แน่นอนว่า การสื่อสารกับคนดูก็จะต้องใช้ subtitle ซึ่งบางครั้งการแปลแบบตรงตัว ก็ทำให้อเมริกันชนฮือฮาก็เป็นได้ เช่น เมื่อ Preah Chhapoan เห็นรูปนาง Pamina Devi ครั้งแรก ก็พูดว่า “ถ้าเราได้เป็นคู่กัน เราคงจะมีลูกที่สมบูรณ์แบบ” หรือ การพยายามใช้คำพูดแบบแรง ๆ เพื่อแสดงให้เห็นความขัดแย้ง ของพระอรุณธิบดี กับนางสายันต์รัชนี ในเรื่องความคิดเห็นเรื่องเพศ

ในเรื่องการแสดง ถ้ามองผิวเผินก็ต้องบอกว่า เหมือนของไทยเด๊ะ โดยเฉพาะความหมายของท่ารำ เช่น อาย โศกเศร้า ท่าเข้าพระนาง โกรธ ท่านั่ง เป็นต้น เพียงแต่บาง

ในส่วนของดนตรี เครื่องดนตรีทุกชิ้นที่ใช้นี่ หาได้ในเมืองไทยแน่นอน เพราะเค้าใช้ระนาดเอก ปี่ และฆ้องวงเล็กเป็นตัวนำ แล้วก็ใช้กลองทัด และตะโพน กับฉิ่งเป็นตัวประกอบจังหวะ ตัวเพลงเอง การขึ้นโหมโรง การใช้เพลงเชิด กราว ทำนองเพลงที่คล้ายคลึงกันมาก ผิดแต่เพียงภาษาในคำร้องอย่างเดียว เพียงแต่การร้อง จะเน้นการประสานเสียงของทั้งชาย หญิงมากกว่า ในขณะที่ของไทย ก็จะใช้เสียงของเพศนั้น ๆ ตามบทบาทของตัวละคร

หรือแม้แต่กระทั่งการแต่งกาย ที่มีเทริดของตัวพระ ตัวนาง การจีบหน้านาง เครื่องประดับแบบโขน เพียงแต่ที่ออกจะดูแปลกตาไป ก็คือ ครุฑ ที่ผมก็ไม่เคยเห็นตัวละครครุฑในเมืองไทย และก็ตัวนก ที่ถ้าเป็นของไทย ก็จะมีปีก แต่ของการแสดงชุดนี้ เป็นชุดเรียบ ๆ ธรรมดา มีเพียงแต่มงกุฏเท่านั้น ที่มียอดเป็นรูปนก

แต่ที่โดดเด่น ก็เห็นจะเป็น ฉากกับการจัดแสง เนื่องจากเป็นการแสดงที่ต้องเดินทาง ฉากที่มีก็เพียงแค่ stand สองขั้นบันไดเท่านั้น เพื่อยกระดับให้สูงขึ้น แต่การใช้แสง ที่ให้ความรู้สึกได้ครบสมบูรณ์ เช่น ใช้ gradient สีฟ้าเข้ม เพื่อบอกว่าเป็นดินแดนแห่งกลางคืน gradient สีแดง เป็นดินแดงแห่งพระอรุณฯ ในฉากต่อสู้ ก็เป็นสีแดงฉาดล้วน หรือฉากที่เป็นการเดินทางไปดินแดนพระอรุณฯ ก็จะฉาก spotlight ข้างเดียว ไปข้างที่ตัวละครเดินทางไป เพื่อให้เหมือนกับเค้าเดินทางไปดินแดนแห่งความสว่างจริง ๆ ซึ่งจริง ๆ ก็ไม่มีอะไรซับซ้อนมาก เพราะฉะนั้นก็ต้องบอกว่า เรียบง่าย แต่ช่วยเล่าเรื่องได้ดี

ส่วนอีกอันที่ชอบ ก็คือ การเล่าเรื่องที่กระชับ เนื่องจากถ้าเทียบกันกับโขนบ้านเรา ถ้าขนาดเรื่องที่ผมเล่ามาทั้งหมดข้างต้น ก็อาจจะต้องใช้เวลาเป็นวัน กว่าจะแสดงจบ แต่การแสดงนี้ ค่อนข้างกระชับ แต่ก็ไม่ทำให้ขาดอรรถรส ในการชมศิลปะการร่ายรำไปแม้แต่น้อย

ดูไปก็คิดถึง การแสดงของบ้านเรา เข้าใจว่า น่าจะมีความพยายาม ในการพัฒนาเรื่องราวใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้น ผมว่า การสร้างเรื่องใหม่ แต่ใช้รูปแบบการแสดงเดิม อาจจะดีกว่า เรื่องเดิมแล้ว ใช้การแสดงรูปแบบใหม่ (อย่างที่เราเห็นเค้าตีกันที่ New York ไง อิอิ)

ว่าแต่ นึกตลกตัวเองอยู่เหมือนกันว่า อยู่เมืองไทย มาจนโตป่าวนี้ ไม่เคยดูเลย การแสดงของประเทศเพื่อนบ้าน สด ๆ แบบนี้ ดันมาได้ดูตอนอยู่ที่นี่ -_-”

เพิ่มเติม: รายละเอียดการแสดงจากเว็บของ U. of Florida

3 responses to “Pamina Devi: A Cambodian Magic Flute

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s