ห้องสมุดกับการแสวงหากำไร

คุณ bact’ เปิดประเด็นไว้นานแล้ว ตั้งแต่ผมเขียนเรื่อง “ห้องสมุดประชาชนของฉัน” ว่า จะเป็นไปได้หรือไม่ ถ้าจะเปิดห้องสมุด เป็นธุรกิจของตัวเอง

วันนี้ก็เปิดไปเจอข่าว Public Libraries for Profit นึกขึ้นได้ เลยเอามาแบ่งปันกันอ่าน เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ ห้องสมุดประชาชนประจำ Jackson County ในรัฐ Oregon ซึ่งต้องปิดตัวลงไปก่อนหน้านี้ เนื่องจากขาดงบประมาณสนับสนุนจากรัฐ จนในที่สุดบรรดาผู้บริหาร County ก็ไปต่อรองกับรัฐ จนได้เงินมาก้อนหนึ่ง เพื่อมาจ้างบริษัท ๆ หนึ่งเพื่อมาบริหารการทำงาน บริษัทนี้ปัจจุบัน บริหารให้กับห้องสมุดประชาชนกว่า 50 แห่งทั่วสหรัฐฯ แต่ด้วยงบประมาณอันจำกัด ก็ทำให้การให้บริการก็ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่กระนั้น คนในชุมชนก็บอกว่า ยังดีว่าไม่มีเลย

จริง ๆ การ privatization ของห้องสมุด ค่อนข้างได้รับการต่อต้านในเชิงวิชาชีพ ยกตัวอย่าง อย่างในข่าวเดียวกัน อ้างถึงที่เมือง Bedford มลรัฐเท๊กซัส คนในชุมชนก็ร่วมลงชื่อต่อต้านการ outsource ห้องสมุด นอกจากนี้ตัว American Library Association เอง ก็ค่อนข้างจะไม่ค่อยพอใจกับแนวคิดนี้เหมือนกัน

ในช่วงกลางถึงปลายยุค 90s การ outsource เป็นที่นิยมมาก ในห้องสมุด จน ALA ต้องตั้งคณะทำงานกันเฉพาะกิจ เพื่อศึกษาผลดีผลเสียของการ outsource และการแปรรูป (มีรายงานออกมา 2 ชุด ในปี 1999 และ 2000[PDF] โดยเฉพาะชิ้นหลัง มีกรณีศึกษาที่น่าสนใจอยู่หลายรูปแบบ; ดูเพิ่มเติม privatization.org) ในที่สุด ALA ก็ออกนโยบายมาชัดเจนว่า

“ALA affirms that publicly funded libraries should remain directly accountable to the publics they serve. Therefore, the American Library Association opposes the shifting of policy making and management oversight of library services from the public to the private for-profit sector.”

หลัก ๆ ของข้อคำนึงถึงที่สำคัญก็คือ การพิจารณาว่า ข้อมูล สารสนเทศ เป็นสินค้าสาธารณะ ดังนั้นการดำเนินการของห้องสมุดที่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชน ก็ไม่ควรจะเปลี่ยนถ่ายไปสู่การมุ่งแสวงหากำไร

อย่างไรก็ตาม นั่นก็เป็นมุมมองที่ยังไม่ตรงกับคำถามตั้งต้นนัก เพราะยังเน้นไปที่ห้องสมุดประชาชนสาธารณะ ไม่ใช่ห้องสมุดที่แสวงหากำไรอย่างจริง ๆ จัง ๆ ซึ่งในลักษณะนี้ จัดอยู่ในกลุ่ม Special Libraries มากกว่า (ซึ่งในอเมริกาก็ดูแลโดย Special Library Association) ซึ่งโดยส่วนตัว ก็ไม่ค่อยเห็น หรือผ่านตาเท่าไหร่

แต่ที่น่าสนใจ คือ ไปเจอ บทความวิจัยชิ้นหนึ่ง ตีพิมพ์เมื่อปี 2004 โดย Lisa Klopfer ทำการศึกษาเชิงคุณภาพกับห้องสมุดที่แสวงหากำไร ในเมือง Pune ประเทศอินเดีย [PDF] คำถามและคำตอบที่ใช้ในการวิจัย ผมว่าเป็นกรณีศึกษาได้ดี ถึงความเป็นมา เป็นไป และอยู่รอดของห้องสมุดเหล่านี้ในอินเดีย หลัก ๆ ประเด็นสำคัญ ที่จับได้คร่าว ๆ ก็คือ

  • คนใช้ส่วนใหญ่ จะเป็นชนชั้นกลาง และไม่สนใจเกี่ยวกับการค้น (เพราะใช้การถามจากเจ้าหน้าที่เป็นสำคัญ – อันนี้ไม่แน่ใจว่า มาจากความคาดหวังจากการบริการ หรือเปล่า)
  • collection ที่ได้รับความนิยม แน่นอน ก็หนีไม่พ้น นิยาย
  • คนใช้ ไม่สนใจ social interaction เช่น กิจกรรม และไม่คิดว่าห้องสมุด เป็นแหล่งข้อมูลหรือเป็นแหล้งค้นคว้า อ้างอิง  (Note: เอ่อ จะบอกว่า ไอ้กิจกรรมเหล่านี้ นี่แหละ ที่ทำให้ห้องสมุด แตกต่างจากร้านเช่านิยาย การ์ตูน ดูเหมือนว่า จะเปิดร้านเช่านิยาย จะง่ายกว่าหรือเปล่า)
  • สำคัญ อยู่ที่ว่า ลูกค้าวัดคุณภาพ จาก ความรวดเร็ว และความสะดวกในการเข้าถึง วารสาร นิตยสารฉบับล่าสุด หรือวรรณกรรมที่กำลังเป็นที่นิยม (ซึ่งในบทความอ้างว่า เป็นสิ่งที่ห้องสมุดที่ไม่แสวงหาผลกำไร ทำได้ไม่ดีเท่า)

หวังว่า คงจะมีแหล่งอ้างอิงเพิ่มขึ้นนะครับ สำหรับคนที่กำลังหาแนวคิด

4 responses to “ห้องสมุดกับการแสวงหากำไร

  1. หลายๆประเทศเขามองว่าร้านเช่านิยาย ร้านการ์ตูน และห้องสมุดเอกชนเป็นสิ่งเดียวกันนะครับ ถ้าเรานับร้านการ์ตูนอยู่ในส่วนหนึ่งของห้องสมุดด้วยแล้ว ผมว่าเราก็ได้ผลวิจัยคล้ายๆกัน

  2. ถ้าตามที่ ABZee ว่ามา
    ห้องสมุดกับร้านเช่าหนังสือ ก็อาจจะต่างกันแค่ รูปแบบการเก็บค่าบริการ ? คือ:
    – อันแรกเก็บแบบเหมาจ่าย (ซึ่งใครจะจ่ายให้ ก็อีกเรื่องหนึ่ง ถ้าเป็นห้องสมุดรัฐ รัฐก็อาจจะจ่าย ห้องสมุดเอกชน ก็อาจเป็นสมาชิกจ่ายเอง เป็นต้น)
    – ส่วนอันหลังเป็นแบบ จ่ายตามจริง อ่านมากก็จ่ายมาก แบบนี้รึเปล่า ?

    ในกรณีนี้สมมติว่าร้านเช่านิยายมีที่นั่งให้อ่านในร้านได้

    อย่างไรก็ตาม เพียงแค่มองจากโมเดลการเก็บค่าบริการอย่างเดียว เราก็อาจจะเห็นแนวคิดเบื้องหลังสองอย่างที่ต่างกัน คือ

    อย่างแรก เป็นธุรกิจบริการแหล่งข้อมูล (ส่วนใครจะตักตวงได้เท่าไหร่ก็เป็นเรื่องของเขา)
    อย่างหลัง เป็นธุรกิจซื้อขายเวลาในการครอบครองหนังสือเล่มหนึ่ง ๆ

    อะไรแบบนี้รึเปล่า ?

  3. แต่ร้านเช่าการ์ตูนบางร้านก็มีระบบเหมาจ่ายนะครับ คล้ายบริการมือถือเลย บางที่คิดค่าบริการเป็นค่านั่งอ่านสิบบาท อ่านเท่าไหร่ก็ได้ (สมัยก่อน) บางที่ก็เก็บเป็นรายเดือน มาอ่านเท่าไหร่ก็ได้เหมือนกัน (แต่ร้านนี้เจ๊งไปห้าปีแล้วมั้ง)

  4. ในเรื่องของการ outsource ให้หน่วยงานเอกชนมาบริหารห้องสมุดนั้น มันก็สามารถมองได้หลายแง่มุม ยอ่างในบ้านเมืองเรา ถ้าเป็นห้องสมุดของหน่วยงานราชการ ปัญหาในการที่จะพัฒนาอาจไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคลากร หรืออาจมีส่วนอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่จะติดอยู่กับระบบการดำเนินงาน จะต้องมีเอกสารประกอบอะไรที่วุ่นวายมากมาย รวมไปถึงกรอบอัตราเงินเดือนที่ถูกจำกัดวงอยู่เท่านั้น ดังนั้น บรรณารักษ์ที่มีความสามารถ และมีไฟก็จะจากไปเพื่อทำงานงานบริษัทเอกชน ในขณะที่ หากให้บริษัทเอกชนประมูลการบริหารห้องสมุดนั้น ๆ โดยมีการควบคุมที่ชัดเจน เราอาจจะได้ห้องสมุดที่ดี ทันสมัย ไม่แสวงหากำไร แต่มีการบริการที่ดีขึ้นก็ได้ อันนี้ก็คงแล้วแต่มุมมองของแต่ละท่านนะคะ แค่แชร์ความคิดเห็น ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าถูกหรือผิดจ้า

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s