จัดชั้นหนังสือในบ้าน

ไปเจอบน Slashdot เกี่ยวกับคำถามว่า ถ้ามีหนังสือในบ้าน ประมาณ 3,500 เล่ม จะจัดการกับมันอย่างไร แล้วในที่สุด Zack เจ้าของคำถามก็ได้คำตอบ (Wisdom of crowd จริง) และนำมาไปประมวลแล้วเขียนบนบล๊อก มีการพูดถึง การจัดตามตัวอักษร, Dewey, LC แนะนำโปรแกรมจัดเก็บ และสืบค้นรายการหนังสือ การจัดการตัวเล่มด้วย Barcode การคำนวณจำนวนชั้น และวิธีการนำหนังสือจัดเก็บ ค่อนข้างจะเป็นการเขียนสรุปคร่าว ๆ ไม่ค่อยได้แนะนำ Tip อะไรเท่าไหร่

ไหน ๆ ก็ไหน ๆ ก็ขอแนะนำเพิ่มเติมซะเลย อย่างเช่น เรื่องการคำนวณชั้น จริง ๆ การคำนวณชั้น เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะมีผลต่อพื้นที่ ถ้ามีหนังสือมาก แต่พื้นที่น้อย ก็ต้องเลือกชั้นที่จุ และต้องแยก collection หนังสือพิเศษ (อย่างพวก หนังสือขนาดใหญ่เกินปรกติ หนังสือภาพ หนังสือเบรลล์) ที่ต้องการพื้นที่ไว้ต่างหาก เพื่อที่การจัดการหนังสือทั่วไป จะมีประสิทธิภาพมากที่สุด

ารเลือกประเภทของชั้นก็มีผลเช่นกัน กล่าวคือ ความลึก ความกว้าง ต้องพิจารณาดูว่า หนังสือที่เรามี ขนาดเท่าไหร่ การเลือกชั้นที่ปรับระดับได้ น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด ทั้งนี้ เวลาคำนวณหรือจัดชั้นหนังสือ ก็ไม่ควรจะจัดให้มันเต็ม ต้องเหลือพื้นที่ในการทำงาน พร้อมหรือการขยายตัวในอนาคต ทั้งนี้ จะขยายมากน้อยเท่าไหร่ อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับตัวคุณเอง

ใครไปห้องสมุดบ่อย ๆ และสังเกตุ ก็น่าจะเห็นข้อนี้ อย่างประการหนึ่ง ก็คือ หนังสือ ใหญ่ หนา แตกต่างกัน ตามแต่ field และรสนิยมในการอ่าน ซึ่ง ใน post ของ Zack นั้น เค้าไม่ได้ให้ rationale เกี่ยวกับการเลือกชั้นเท่าไหร่ จำนวนหนังสือ 180 เล่มต่อชั้นนั้นมาอย่างไร อันนี้ผมไม่แน่ใจว่า เค้าเขียนไว้ใน catalog ของชั้นหรือเปล่า ซึ่งผมก็ไม่เห็น ถึงเค้าจะเขียนไว้บน catalog แต่ผมแนะนำว่า ให้คำนวณเองอีกครั้ง ด้วยการประมาณการความกว้างโดยเฉลี่ย ของหนังสือที่คุณมีก่อน แล้วก็คำนวณไปว่า ในแถวหนึ่ง ๆ ถ้าจะต้องใช้พื้นที่ประมาณ 70-80% (อย่างที่บอก % มากน้อย ก็ขึ้นอยู่กับ คุณเป็นคนช่างซื้อ หรือได้หนังสือมาบ่อย มากน้อยแค่ไหน) ต้องใช้หนังสือกี่เล่ม นี่ก็เป็นข้อสังเกตุเล็ก ๆ น้อย ๆ ประการหนึ่ง

ผมจำได้ว่า มีเพื่อนเคยถามคำถามนี้ ไว้ใน webboard ของรุ่น และผมก็ตอบคำถาม และมีมุมมองของการจัดหนังสือ ที่นอกเหนือไปจาก Zack เค้าเขียนไว้ ก็ขอเอามาปรับปรุงและ post ไว้ที่นี่อีกทีก็แล้วกัน คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ ต่อคนอื่น ไม่มากก็น้อย (ถือเป็นการ back up post นั้นไปในตัว)

1. การกำหนดหมวดหนังสือ แบ่งเป็นอะไรบ้าง อย่างพวกบันทึกเดินทาง จะลงกลุ่มท่องเที่ยว หรือสารคดี หรือ ฯลฯ

การกำหนดหมวดหนังสือนั้น ไม่มีอะไรตายตัวครับ ยิ่งถ้าเป็น collection ส่วนตัวแล้วนั้น ยิ่ง freestyle ใหญ่ ขึ้นอยู่กับความประสงค์ของผู้จัด และพื้นที่ ยกเว้นเสียแต่ว่าจะทำเป็นห้องสมุดให้คนอื่นเข้าใช้ด้วย (ถ้าแบบใช้เองคนเดียว รู้คนเดียว เข้าถึงด้วยตัวเอง ทางห้องสมุดเค้าเรียกว่า “ระบบชั้นปิด” แต่ถ้าจะให้คนอื่นเข้ามาใช้ ค้นได้ด้วย เค้าเรียกว่า “ระบบชั้นเปิด” นะครับ)

ขอพูดเรื่องพื้นที่ก่อน หลายคนบอกว่าจะจัดหนังสือ เดี๋ยวจะทำหมวดหมู่ก่อน แล้วค่อยไปเลือกพื้นที่ว่าจะเอาอะไรไว้ตรงไหน ในระยะยาวไม่ดีแน่ครับ เช่น เราแบ่งหมวดหมู่หนังสือออกเป็น 5 หมู่ แต่มีชั้นหนังสืออยู่ 5 ชั้น ซึ่งก็ดูเหมาะเหม็งดีหนิ แต่อย่าลืมนะครับว่า แต่ละหมวดหมู่นี่มันไม่ได้มีจำนวนหนังสือเท่ากันทั้งหมด ซักพักเดี๋ยวก็เปลี่ยนหมวดหมู่ไปเรื่อย ๆ

ดังนั้น ถ้าจะจัดชั้นหนังสือ ให้พิจารณาที่ตัวหนังสือ (ทั้งจำนวน เนื้อหา และขนาด – ขนาด หลายคนอาจตกใจนะครับ ผมเป็นคนหนึ่งหล่ะที่ชอบจัดหนังสือตามขนาด โดยปรกติในห้องสมุด เค้าจะมีหมวดหมู่เพิ่มเติมขึ้นมาอีกหนึ่งหมวดเป็นพิเศษ ก็คือ หมวดหนังสือขนาดพิเศษ สำหรับหนังสือพวกใหญ่โตผิดมนุษย์มนา) และก็พื้นที่ก่อนเป็นอันดับแรกเลย เรามีตู้กี่ชั้น ชั้นนึงน่าจะเก็บหนังสือได้ซักเท่าไหร่ รวมแล้วน่าจะเก็บได้เท่าไหร่ (ใช้หัวทางคณิตศาสตร์หน่อย ๆ นะครับ) และที่สำคัญต้องมองถึงการใช้งาน การเติบโตในอนาคตด้วย (บางคนอาจเพิ่มประเด็น ความสวยงาม มาด้วยก็ได้)

ทีนี้พอมีเนื้อที่ มีชั้นที่เพียงพอแล้ว ก็เริ่มมาดูที่หนังสือกัน

หรืออาจจะเริ่มจากขนาด กี่หน้ายก ก็เรียงลำดับกันไป การจัดแบบนี้ จะช่วยให้เราจัดการเนื้อที่ได้ดีมาก

หรืออาจจะเรียงจากเวลา เช่น เวลาที่ซื้อ /ได้มา หรือ ใช้ อาจจะเป็นเทอม เดือน ปี ก็แล้วแต่ เพราะบางคน ชอบเวียนมาอ่านของเก่าก็ทำให้ตัวเองมีระบบก็ว่าไป หรืออย่างเช่น บางคนเป็นคนร่วมสมัย ชอบอ่านทั้งหนังสือสมัยก่อน (เช่น หนังสืองานศพ) กับหนังสือสมัยใหม่ก็เริ่มต้นจากคัดเลือกแบบนี้ก็ได้

บางคนอาจจะจัดตามแหล่งที่ได้มา เช่น ซื้อมาจากร้านดอกหญ้า ร้านขายของชำหน้าปากซอย ศูนย์หนังสือจุฬา แฟนคนที่ 1 ให้มา แฟนคนที่ 2 ให้มา อิอิ พ่อแม่พี่น้อง ญาติโกโหติกา ครูบาอาจารย์ให้มา อันนี้ก็สำหรับบุคคลผู้มีสังคมเป็นที่ตั้ง เพราะเวลาที่คน ๆ นั้นมาที่บ้านเราก็สามารถโชว์ได้ทันทีว่าของเค้านั้นอยู่ที่ไหน

หลายคนอาจเริ่มต้นจากการจัดแบบ “กำลังใช้อยู่” “ใช้บ่อย” “ไม่ค่อยได้ใช้ แต่คงมีโอกาสได้ใช้” “ไม่ได้ใช้แน่ ๆ แต่ต่อไปมันอาจจะมีราคา” “ไม่ได้ใช้แน่ ๆ เก็บไว้ก็รกบ้านเปล่า” (อันหลังนี้ทิ้งไปเลยครับ ลองมองกลับไปดูที่บ้านตัวเองซิครับ มีของอะไรพวกนี้หรือเปล่า บางคนนี่เก็บอะไรไม่รู้ บ้านงี้รกเชียว กะว่าอนาคตจะรวบเพราะขายกระดาษหรือไงไม่ทราบ)

นอกจากนี้บางคนอาจจะจัดตามประเภทของหนังสือ เช่น หนังสือเรียน (textbook), บันเทิงคดี (ได้แก่ นิยาย เรื่องสั้นประโลมโลกย์ <_< นิทาน การ์ตูน บทภาพยนตร์ ละคร (รวมไปถึงหนังสือวิจารณ์ภาพยนตร์ และละครด้วยเช่นกัน)), สารคดี (ได้แก่ ท่องเที่ยว อัตชีวประวัติ ประวัติศาสตร์ วิพากษ์สังคม), และสิ่งพิมพ์ต่อเนื่อง (ก็พวก วารสาร นิตยสาร จุลสาร)

หรือจะจัดตามหัวเรื่อง (Subject Heading) ที่เรากำหนดให้เอง ซึ่งหลังจากที่เราได้อ่านแล้ว เราก็จะรู้แล้วว่าหนังสือเรื่องนี้เกี่ยวกับอะไร ก็ไปจัดไว้ในชั้นเดียวกัน แล้วอาจจะเรียงลำดับตามชื่อเรื่อง หรือคนแต่งก็ได้ ก็จะเป็นระเบียบอีกทีหนึ่ง ซึ่งแบบนี้จะดีสำหรับระบบชั้นเปิด เพราะคนอื่นที่เค้ามาเดินดูชั้นหนังสือก็สามารถได้เรื่องที่ใกล้เคียงกันไปด้วย

การให้หัวเรื่องของเราเองนี้ก็แล้วแต่เรา วิธีการที่จะได้มาซึ่งหัวเรื่องที่ดีที่สุด ก็ตั้งคำถามกับตัวเองว่า “หนังสือแล้วนี้มันเกี่ยวกับอะไร” บางครั้งหนังสือมันอาจจะเกี่ยวข้องได้มากกว่าหนึ่งหัวเรื่องที่เรามีอยู่ ก็ให้กำหนดอันที่เราคิดว่าใช่ที่สุดก่อน หลังจากนั้น ก็ให้เอาที่คั่นหนังสือหรืออะไร ก็ได้ไปแทรกไว้ตรงหัวเรื่องอีกเรื่องหนึ่ง ที่เราคิดว่ามันใช่ แล้วเขียนไว้ว่า “มีหนังสือที่น่าจะใช่ อีกเล่มนึงนะ มันอยู่ตรงนั้น ตรงนี้” อันนี้อาจจะซับซ้อนไปนิดนึง แต่ก็อย่างที่บอก ถ้าจะให้คนอื่นเค้าเข้ามาใช้ด้วยอันนี้จะดีมาก

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมไม่เอาระบบดิวอี้หรือ LC ที่ห้องสมุดมาใช้หล่ะ เป็นระบบดี การจัดชั้นหนังสือที่บ้านกับที่ห้องสมุดนั้นต่างกันตรงที่เนื้อหา จำนวน คุณค่า ประเภทของสิ่งที่จัดเก็บ แต่สิ่งที่เหมือนกันก็คือ วัตถุประสงค์ก็คือ การเข้าถึงที่เข้าถึงได้ง่าย

collection ของเรากับของห้องสมุดเนี่ย ความกว้างในเนื้อหาสาขาวิชาต่างกันมาก ถ้าใครใช้วิธีการ ให้หัวเรื่อง ตามที่บอกมาแล้วก็จะพบว่า หัวเรื่องของห้องสมุดที่ให้กับหนังสือแต่ละเล่มนั้น บางเล่มให้ได้เป็นสิบหัวเรื่องเลยทีเดียว และเมื่อรวมกันแล้วจะมีหัวเรื่องหลายล้านเลย แต่ถ้าเป็น collection ส่วนตัว ผมก็ไม่คิดว่าใครจะมีความสนใจอ่านหรือซื้อหนังสือได้ครอบคลุมทุกสาขาวิทยาการซะปานนั้น เพราะฉะนั้น หัวเรื่องที่ให้ก็จะไม่มาก แล้วก็กว้าง ๆ

การจัดระบบดิวอี้หรือ LC นั้น นอกจากจะต้องแปลงหัวเรื่องที่ได้เป็นตัวเลขแล้ว ยังจะต้องทำเครื่องมือช่วยค้นอีกต่างหาก ทำให้ไม่สะดวกเลย ซึ่งเมื่อวิเคราะห์ cost/benefit สำหรับการใช้สำหรับ collection ส่วนตัวนั้น ไม่คุ้มกันแน่นอน แล้วไม่มีใครเว่อร์ไปทำด้วย (Note: ข้อความนี้ ผมเขียนไว้ตั้งแต่ ระบบจัดการห้องสมุดส่วนตัว ยังไม่เป็นที่แพร่หลาย ผมไม่แน่ใจว่า ในหลายระบบ อาจจะช่วยเหลือในการเชื่อมโยง หรือดึงข้อมูล LC กับ Dewey มาโดยอัตโนมัติ ก็ได้ ซึ่งต้องดูในรายละเอียดของแต่ละโปรแกรมอีกที ซึ่งถ้าช่วยได้ ความซับซ้อนในการวิเคราะห์หัวเรื่องต่าง ๆ ก็จะน้อยลงไปมาก)

หลายคนอาจจะบอกว่า เออ อย่างนี้ก็นี้นะ ถ้างั้นจัดชั้นยังไงก็ได้ดีกว่า แล้วค่อยทำดรรชนี (index) เอา แต่อย่าลืมว่า บางครั้งคุณไปห้องสมุดค้นหาหนังสือ และได้หนังสือมาโดยที่ไม่ต้องค้น OPAC เลย หรือคุณเอง ก็เดินหาหนังสือจากร้านหนังสืออย่างเพลิดเพลิน และได้หนังสืออย่างที่ตัวเองต้องการ โดยที่ไม่ต้องถามพนักงานขายเลย ซึ่งนั่นก็จะเป็นประสบการณ์ หลังจากเข้าใช้ห้องสมุดหรือร้านหนังสือแห่งนั้นมาแล้ว และคนส่วนใหญ่ก็ชอบที่จะไล่ดูไปเรื่อย ๆ มากกว่าอยู่แล้ว (ถ้ามีเวลาพอ)

แต่สำหรับ collection ส่วนตัวนั้น สิ่งที่ต่างอย่างเห็นได้ชัดก็คือ “คนจัด” ถ้าไม่นับคนขี้ลืม (อย่างผม) ปรกติแล้วคนที่เค้าจัดของอะไรไว้ที่ไหน ตรงไหน ก็จะรู้ว่าอะไรมันอยู่ตรงนั้นนะครับ ถึงแม้ว่ามันจะจัดไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยก็ตาม อิอิ

2. จะลำดับหนังสือยังไงดี ให้ไม่สับสน

การจัดลำดับหนังสือก็สามารถจัดได้ในหลายลักษณะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับคนเก็บ และคนใช้เอง เช่น ถ้าเราคิดว่าเราจะอ่านเอง เก็บเอง อันนี้ยังไงก็ไม่สับสน (ยกเว้น เวลาขี้เกียจคืนที่ ก็ไปเก็บไว้อีกที่ อันนี้ก็ช่วยไม่ได้) แต่ถ้าเราคิดว่า เราอ่านเสร็จ เดี๋ยวก็มีคนมาอ่านต่อ หรือคนที่บ้าน เก็บให้ อันนี้ก็ต้องทำให้ง่ายเข้าว่า

จริง ๆ แล้ว ข้อนี้ก็อ้างต่อจากข้อแรกนะครับ ก็คือว่า เราสามารถใช้ขนาดของหนังสือก็ได้ ไล่จากเล็กไปไหน หรือจากสีสันก็ได้ สวยดี บางคนนอกจากจะจัดหมวดหมู่หนังสือแล้ว ก็ทำสัญลักษณ์ เช่น เอาสีไประบายตรงขอบหนังสือ หรือสันหนังสือ ก็ทำให้จัดได้ง่าย เพราะสีเดียวกันก็อยู่หมวดหมู่เดียวกัน แล้วจากนั้นก็เรียงตามขนาดเอา หรือใช้สันปกหนังสือก็ได้

แต่ถ้าจะเอาแบบเป็น collection จ๋า ก็อาจจะต้องมาใช้เรียงตามชื่อคนแต่ง ตามด้วยชื่อเรื่อง เอาอะไรประมาณนี้

แต่ที่อยากจะแนะนำก็คือ สำหรับคนที่ไม่ค่อยเป็นระเบียบเรียบร้อย ก็ให้ใช้ระบบใช้บ่อย ใช้ไม่บ่อย ถ้าอันใช้บ่อยก็เรียงไว้ใกล้มือหน่อย ส่วนอันที่ไม่ค่อยได้ใช้ก็เรียงไว้ไกล ๆ มือ ไอ้อันที่ใช้บ่อยมันก็จะได้ไม่ต้องไปปนมั่วกันมากกับอันที่ไม่ค่อยได้ใช้ครับ

3. มีหนังสือเก่ามาก ๆ หลายเล่ม จะหาที่ซ่อมได้ที่ไหนบ้าง เพราะอยากเก็บ บางเล่มเป็น ฉบับพิมพ์ครั้งที่หนึ่ง บางเล่ม ไม่มีพิมพ์ใหม่ บางเล่มอายุมากกว่าเรา เป็นต้น แต่โทรม สันหลุด ๆ ขาด ๆ

สำหรับคนอื่นที่ที่ทำงานมีห้องสมุด แนะนำให้ไปถามห้องสมุดที่ที่ทำงานนะครับ ว่าเค้าทำอย่างไรกับหนังสือชำรุด เช่นถ้าที่ห้องสมุดทำเอง เราก็ลองถามว่า ถ้าเราจะให้เค้าจ้างให้เค้าทำ จะใช้ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ เพราะบางทีอาจจะถูกกว่าข้างนอกครับ แต่ส่วนมากก็ไม่ค่อยรับทำหรอกครับ ยิ่งถ้าเป็นห้องสมุดใหญ่ ๆ เพราะงานเค้าก็เยอะอยู่แล้วครับ -ที่เห็นก็มีที่ มศว.ประสานมิตรนะครับ ที่เค้าซ่อมหนังสือเอง แล้วเห็นว่ามีบริการให้ผู้ใช้ส่งหนังสือซ่อมด้วย แต่ไม่ค่อยแน่ใจนัก แล้วห้องสมุดส่วนใหญ่ ก็ไม่มีนโยบายซ่อมหนังสือให้ผู้ใช้ แล้วคิดตังค์ซะด้วย แต่ถ้าเค้าจ้างคนอื่นทำ (outsource) ก็ลองถามเค้าดูว่าเค้าทำที่ไหน คิดค่าใช้จ่ายอย่างไร แล้วถ้าเป็นไปได้ เราจะขอฝากให้เค้าช่วยดำเนินการให้ได้หรือไม่ เพราะการจ้างซ่อมครั้งละเยอะ ๆ กับห้องสมุดก็เสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่ามากครับ

การเข้าเล่มหนังสือใหม่เนี่ย ถ้าจะเอาไปฝากกับห้องสมุดทำ ต้องตรวจสอบก่อนนะครับ ว่าห้องสมุดที่เราจะให้เค้าซ่อมให้ หรือเราจะขอไป join ด้วยนี่ นโยบายการซ่อมเป็นอย่างไร เช่น บางที่ตัดหน้าปกออก ทิ้งไป แล้วเขียนเอา บางทีเก็บหน้าปกแปะไว้ หรือลักษณะของปกแข็งหรืออ่อน ทำด้วยวัสดุอย่างไร ไม่ใช่ว่าห้องเก็บหนังสืออยู่ในบริเวณที่โดนแดดมาก ๆ ปกดันเป็นวัสดุที่เป็นยาง ก็ละลายหมดสิครับ อันนี้ก็ต้องระวัง และให้ตรวจสอบได้ดีเสียก่อน ถ้าไม่ต้องการหรือต้องการอะไรก็ลองถามเค้าดู แต่ระวังนะ ถ้าเรื่องมากนัก เค้าจะบอกให้ไปทำเอง อิอิ

ทีนี้ก่อนการซ่อมหนังสือ ให้เตรียมทำรายละเอียดให้ดีนะครับว่า หนังสือเล่มไหนเป็นอย่างไร เช่น ชื่อเรื่อง มันอยู่ที่หน้าปกที่เดียว แต่คนที่เค้าไปซ่อมดันเอาหน้าปกออก แล้วข้อมูลอื่น ๆ ก็หายไปด้วยเลย อันนี้จะซวยมาก เพราะฉะนั้น ให้จดรายละเอียดของหนังสือที่เราส่งซ่อมไปด้วยนะครับ ถ้าเยอะนักก็ทำเป็นบัญชีหรือฐานข้อมูลไว้เลย ตอนกลับมาก็เช็คดูแล้วกันว่าหน้าไหนขาด หน้าไหนหายไปบ้าง ไม่ใช่ส่งไป 100 หน้า กลับมาเหลือ 80 หน้า ถึงแม้จะทำกับห้องสมุดก็ตามเถิด อย่าพึงไว้ใจ

สำหรับหนังสือเก่า ๆ แล้วอยากจะเก็บไว้นาน ๆ ก็ให้ดูที่พื้นที่เก็บเป็นหลักนะครับ ว่าอยู่ตรงที่ชื้นมากไปหรือเปล่า (ความชื้นนี่ตัวการสำคัญเลย เพราะคนส่วนใหญ่ เก็บหนังสือโดยไม่รู้ว่าที่ตรงไหนมันชื้นหรือไม่ชื้น) หรือชั้นโดนแดดมากไปหรือเปล่า (ไม่เช่นนั้นก็กรอบตาย) แล้วก็บริเวณที่เก็บหนังสือก็หมั่นรักษาความสะอาด เพราะไม่เช่นนั้น นก หนู มด ปลวกมันจะมากัดกินหนังสือของท่านได้

ผมเอง ก็ไม่ใช่คนมีเทคนิค หรือเก่งกาจด้านนี้โดยเฉพาะ ถ้าใครมีเทคนิคดี ๆ หรือเป็นประโยชน์อื่น ๆ บอกได้นะครับว่า วิธีไหน work ไม่ work อย่างไร

8 responses to “จัดชั้นหนังสือในบ้าน

  1. ของบ้านผม มีประเด็นเรื่องน้ำหนัก static load ด้วยครับ
    เคยได้ยินว่า บ้านหรือทาวเฮาส์ในไทย คำนวณ static load ไว้ที่ 150 Kg ต่อ ตารางเมตร
    ผมก็เลยไม่กล้าทำชั้นหนังสือแน่นๆ

  2. คุณ pphetra: เป็นข้อควรพิจารณาที่สำคัญทีเดียวครับ ช่วงเตรียมหนังสือก่อนเปิด TCDC ก็วางหนังสือเต็มไปหมด เวลาวาง ก็ต้องดูเหมือนกันว่า ตรงไหนใกล้คาน ตรงไหนใกล้เสา ตรงไหนรับน้ำหนักได้มาก ได้น้อย โดยเฉพาะคนที่อยู่ในตึก

  3. น้ำหนัก – ชั้นหนังสือที่บ้านอันนึงเป็นเหล็ก วางเท็กซ์แน่นเลย ไม่ทันไร แอ่น – -”

    อยากต่อชั้นหนังสือไม้เอง อยากได้ไม้จริง ไม่เอาไม้อัด แต่แพงจัง :(

  4. น้ำหนัก – ชั้นหนังสือที่บ้านอันนึงเป็นเหล็ก วางเท็กซ์แน่นเลย ไม่ทันไร แอ่น – -”

    อยากต่อชั้นหนังสือไม้เอง อยากได้ไม้จริง ไม่เอาไม้อัด แต่แพงจัง :(

    เวลาผมจัดหนังสือในชั้นที่บ้าน จะเรื่องตามหัวข้อ (ที่ตัวเองตัดสิน/รู้สึก)
    แล้วพยายามจะให้หัวข้อใกล้เคียงกัน มาอยู่ต่อกัน
    เช่น บริหารธุรกิจ ต่อด้วย เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ – เศรษฐศาสตร์ทั่วไป – เศรษฐศาสตร์การเมือง – การเมือง

    ผมพบว่าการจัดแบบนี้ ทำให้ผมสามารถค้นเรื่องที่ใกล้เคียงกันได้เร็วขึ้น โดยเฉพาะเวลาที่ต้องการค้นเรื่องอะไรเป็นพิเศษ ที่ต้องใช้ข้อมูลจากหลาย ๆ แหล่ง
    (ผมยังชอบเข้าห้องสมุดแบบห้องสมุดจริง ๆ ทุกวันนี้ ก็เพราะผมมักจะพบหนังสือน่าสนใจ “โดยบังเอิญ” เสมอ ๆ จากการเดินเล่นแถว ๆ ชั้นที่มีหนังสือที่ผมเคยอ่านแล้วชอบ)

    อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์ การจัดแบบนี้ก็มีข้อจำกัด ก็คือ
    ความสัมพันธ์ระหว่างหนังสือนั้น มีได้หลายมิติ แต่การวางหนังสือบนชั้นหนังสือของเรา เป็น 1 มิติ อย่างดีก็ 2 มิติ (จะ 3 มิติ ก็ได้ แต่คงไม่เต็มที่ เพราะหนังสือมันจะบังกัน แล้วหยิบลำบาก)

    คือ เวลาเราวางหนังสือลงไปในพื้นที่จริง บนชั้น เรามีด้าน(ซึ่งเป็นตัวแทนความสัมพันธ์)ให้มันแค่สองด้าน ไม่ ซ้าย ก็ ขวา
    หรือจะเอา บน ล่าง ด้วยก็ได้ แต่จะเรียงให้พอดีสำหรับทุกเล่มนี่คงยาก เพราะจำนวน(ความกว้างรวมของ)หนังสือในหัวข้อหนึ่ง ๆ มันไม่ได้เท่ากันหมด

    ตัวอย่าง
    เราสามารถจัดหนังสือหัวข้อ E ซึ่งมีหัวข้อใกล้เคียงกับหัวข้อ D และ F ได้ดังนี้

    DDD EEEE FFF

    แต่ถ้าเรามีหัวข้อ B กับ H ซึ่งเกี่ยวข้องกับ E เช่นกัน
    เราอาจใช้พื้นที่ชั้นบนและล่างได้

    111 BBBB 222
    DDD EEEE FFF
    333 HHHH 444

    อย่างไรก็ตาม การใช้ชั้นบนและล่าง มีข้อจำกัดด้านพื้นที่
    เช่น เราจะต้องกันพื้นที่ 1 เอาไว้ให้หัวข้อที่มีความสัมพันธ์กับทั้ง B และ D เท่านั้น
    และขนาดของพื้นที่นี้ จะถูกจำกัดด้วยความกว้างของหนังสือในหัวข้อ D ทั้งหมด

    เช่นเดียวกันกับ 2, 3, 4
    การใช้ชั้นหนังสือแบบ 2 มิตินี้ จึงไม่เหมาะกับการนำมาใช้ในความเป็นจริง

    มิติบนชั้นหนังสือในความเป็นจริง จึงเหลือแค่ 1 มิติเท่านั้น

    อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดด้ายกายภาพนี้ ไม่เป็นจริงสำหรับห้องสมุดดิจิทัล

    จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า
    การนำแนวคิดการจัดหนังสือบนชั้นหนังสือกายภาพ มาจัดหนังสือในห้องสมุดดิจิทัลนั้น
    เป็นการจำกัดศักยภาพของห้องสมุดดิจิทัล

  5. Pingback: Automatic Book Locators « iTeau’s Dirt·

  6. ขอเสริมเรื่องการซ่อมหนังสือนิดนึง ในการซ่อมถ้าเป็นไปได้ควรหาช่างซ่อมที่ไว้ใจได้ บางคนซ่อมด้วยหน้าที่ บางคนซ่อมด้วยใจรัก สองอย่างนี้ต่างกันตรงที่ซ่อมด้วยหน้าที่ก็ทำ ๆ ไป ไม่ได้พิถีพิถันอะไรมากมาย ถ้าซ่อมด้วยใจรักก็ดีมากเลย เค้าจะซ่อมหนังสือของเราด้วยความพิถีพิถัน ประณีต เก็บรายละเอียดทุกอย่าง ในวงการบรรณารักษ์จะหาซ่างซ่อมหนังสือที่เก่ง ๆ ยังไม่มีเนื่องจากว่าวัสดุที่ใช้ในการซ่อมมีราคาค่อนข้างแพง แต่มีช่างซ่อมคนนึงตอนนี้รับซ่อมหนังสือให้กับหอสมุดแห่งชาติ จำไม่ได้แล้วว่าชื่ออะไร แล้ววันหลังจะหาชื่อที่อยู่แล้วก็เบอร์ติดต่อมาฝากนะ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s