Open {Data – Research – Society}

อ่านบทความเกี่ยวกับ นักวิจัยหวงข้อมูล ใน NYT (ผ่าน LISNews) ซึ่งเกี่ยวกับความยากลำบากในการขอข้อมูลดิบจากการ Trial ในการวิจัยทางการแพทย์

Their reasons were entirely trivial: one cited the difficult of putting together a data set (wouldn’t this have to be done anyway in order to publish a paper?); another was concerned that the data might be analyzed using invalid methods (surely a judgment for the scientific community as a whole). This is something of a clue that the real issue here has more to do with status and career than with any loftier considerations. Scientists don’t want to be scooped by their own data, or have someone else challenge their conclusions with a new analysis.

จริง ๆ มันดูเหมือนว่าจะเป็นวัฒนธรรมทางวิชาการอย่างหนึ่ง ที่มีมานาน และน่าจะเริ่มเปลี่ยนแปลงได้ โดยเฉพาะในวงวิชาการที่จำเป็นจะต้องตรวจสอบได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานวิจัย ที่เกี่ยวกับความเป็นความตายของมนุษย์ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่บทความนี้ไม่ได้พูดถึง ก็คือ แรงผลักดันจากผู้สนับสนุนงานวิจัย ซึ่งผมมองว่า มีส่วนสำคัญมากกว่าตัวนักวิจัยเองด้วยซ้ำ ซึ่งจริง ๆ โดยปรกติ ถ้าเป็นงานวิจัยที่ได้รับเงินสนับสนุนจากหน่วยงานของรัฐ ส่วนมากจะถูกคุ้มครองด้วย Freedom of Information อยู่แล้ว (เว้นแต่ว่าเป็นการวิจัยลับ)

อย่างไรก็ตาม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับมุมมองและวัฒนธรรมการใช้ข้อมูลของแต่ละชุมชนด้วย อย่างในสหรัฐฯ แน่นอนว่าข้อมูลหลายตัว โดยเฉพาะข้อมูลที่ได้จาก Census Bureau หรือหน่วยงานเก็บข้อมูลภาครัฐ ผู้ใช้สามารถจัดหามาได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ

(ปล. สำหรับคนที่สนใจด้านบรรณารักษศาสตร์ แนะนำให้ลองไปดูที่ NCES (ศูนย์สถิติทางการศึกษาแห่งชาติ) มีข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับการศึกษา และห้องสมุดทุกประเภท ที่สามารถนำไปใช้ต่อยอดได้)

แต่เมื่อเทียบกับของไทย นอกจากการเก็บข้อมูลยังน้อยแล้ว อุปสรรคในการที่จะได้มาซึ่งข้อมูลเหล่านี้ ค่อนข้างจะเยอะ จากประสบการณ์ส่วนตัว เมื่อปีก่อน เคยติดต่อไปยังหน่วยงานหลักที่ให้บริการด้านสถิติของไทย (ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคือที่ไหน) เพื่อขอข้อมูลดิบเพื่อนำมาวิเคราะห์ใช้ในการเขียนรายงานการวิจัย แต่การที่จะได้มาซี่งข้อมูลนั้น ดูจะมีปัญหา โดยเฉพาะในเรื่องการสื่อสารทั้ง bureaucracy บวกกับ red tape อีกทั้งการจะได้มาซึ่งข้อมูลดิบก็จะต้องมีค่าใช้จ่าย (เกินครึ่งหมื่น) จำได้ว่า ตอนนั้นก็มีความรู้สึกอยู่ว่า ทำไมเราต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อข้อมูลเหล่านี้ ทั้งที่จริง ๆ แล้วมันเป็นข้อมูลที่ใคร ๆ ก็น่าจะสามารถขอใช้ได้ ไม่จำเป็นว่าจะเป็นตาสี ตาสา เด็กนักเรียน หรือนักวิจัยระดับศาสตราจารย์

จริงอยู่ที่หน่วยงานเหล่านี้ มีค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บและรวบรวมข้อมูล ตลอดจนเผยแพร่และประมวลผล แต่ข้อมูลเหล่านี้ เป็นสินค้าสาธารณะ (public goods) และรัฐก็เป็นคนเหมาจ่าย ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์ ก็ถือว่าเป็นการจัดการปัญหาเรื่อง free rider ไปแล้ว ดังนั้นการที่จะต้องให้ประชาชนเป็นคนไปช่วย share cost อีก ่ ยิ่งปัจจุบันเทคโนโลยียังเป็นตัวหารของ cost ในการ reproduce ได้เป็นอย่างดี ผมว่าไม่ค่อย fair เท่าไหร

อีกประการหนึ่ง หากรัฐต้องการสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาต่อยอด ข้อมูลเหล่านี้ก็ควรจะถูก “เปิด” ให้เข้าถึงได้ง่าย

หรือว่ามีความกลัว (fear) อะไรอยู่เบื้องลึกเบื้องหลัง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s