อารมณ์กับการเมือง

ยโต ยโต จ ปาปกํ     ตโต ตโต มโน นิวารเย
ก็บาปเกิดจากอารมณ์ใด ๆ พึงห้ามใจจากอารมณ์นั้น ๆ

นาน ๆ ครั้งจะเขียนถึงเรื่องการเมืองซักที แต่ก็ยังเป็นการเมืองแบบขี้ขลาดอย่างกระผมนี่แหละ

หลัง ๆ มานี้ (หรือแต่ไหนแต่ไรมาก็ไม่ทราบ) เรื่องการเมืองนั้น ดูเหมือนว่ามีลักษณะคล้ายกับลัทธิและศาสนาเข้าไปทุกที ตรงที่ว่ามีจุดเริ่มต้นและศูนย์กลางอยู่ที่อารมณ์ โดยเฉพาะบนหน้าหนังสือพิมพ์ผ่านตัวหนังสือที่ถ่ายทอดลงบนกระดาษ (หรือหน้าจอคอมพิวเตอร์) อารมณ์ ความรู้สึกต่าง ๆ นานาแทบจะพวยพุ่งทะลุกระดาษหรือหน้าจอออกมาเสียให้ได้ และดูเหมือนว่าเจ้าอารมณ์นี้เอง ที่เป็นเป็นตัวผลักดันอันสำคัญ ที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหว (mobilitiy) แน่นอนว่า แรงผลักดันอื่น ๆ นั้นมีเยอะมาก แต่เท่าเห็น อารมณ์ ดูเหมือนจะเป็นสิ่งเร้าที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

เมื่อวานไป browse ชั้นหนังสือใหม่ที่ห้องสมุด ไปเจอบทความในหนังสือ Mediated Citizenship แนว political communication ชื่อ Do Crying Citizens Make Good Citizens? โดย Pantti & Van Zoonen (2008)  เห็นว่าน่าสนใจเลยลองยืมกลับมาอ่าน ตัวบทความสั้น เพียง 20 หน้า

บทความวิจัยชิ้นนี้เป็นการวิเคราะห์อารมณ์ของฝูงชนผ่านสื่อ หลังจากการลอบสังหาร Pim Fortuyn นักการเมืองฝ่ายขวาจัด เมื่อปี 2002 และ Theo van Gogh ผู้สร้างภาพยนตร์เมื่อปลายปี 2004 เหตุการณ์ทั้งสองเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งสร้างความตกใจให้กับชาวดัตช์อยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะ Pim Fortuyn เนื่องจากเป็นการฆาตรกรรมทางการเมืองครั้งแรกในรอบ 400 ปีของเนเธอร์แลนด์

วัตถุประสงค์ของการวิจัย ก็เพื่อถามคำถามว่า มีอารมณ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง และใครเป็นคนแสดงอารมณ์นั้น ๆ บนสื่อหนังสือพิมพ์ อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัว ผมพบว่า ในเชิงระเบียบวิธีวิจัย ค่อนข้างจะอ่อนถึงอ่อนมาก ซึ่งผมจะสรุปอีกทีตอนท้าย

แต่กระนั้นส่วนที่ดีที่สุด คงจะเป็นส่วนที่เป็นส่วนวิจารณ์วรรณกรรม (ชื่อหัวข้อ The Emotional Public Sphere) ที่รวบรวมประเด็นเกี่ยวกับอารมณ์และการเมืองในเชิงวิชาการไว้น่าสนใจ อ่านแล้วค่อนข้างจะคล้ายกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในบ้านเรา

ในบทนำของบทความ ผู้เขียนชี้ให้เห็นถึง debate ในมุมกว้างว่า ในมุมมองทั่วไป อารมณ์มักถูกมองมีบทบาทเชิงบิดเบือนในทางการเมือง เนื่องจากคนทั่วไปมักเข้าใจว่า เพื่อเอ่ยถึงอารมณ์ หมายถึงการไร้การควบคุมหรือการควบคุมตนเอง ในขณะที่อีกฝั่งหนึ่ง ก็เริ่มหันมามองว่าอารมณ์เป็นพื้นฐานของกิจกรรมและการตัดสินใจทางการเมือง โดยเฉพาะชี้ให้เห็นว่าการขาดความกระตือรือต้นทางการเมือง (political apathy) น่าจะมีผลมาจากการขาดความอารมณ์และความรู้สึก (lack of passion)

ผู้เขียนยกตัวอย่างของ White Marches ในเบลเยี่ยมเพื่อชี้ให้เห็นว่า การมีส่วนร่วมทางการเมือง มีแรงผลักดันทางอารมณ์และความกังวลส่วนบุคคล ซึ่งการเคลื่อนไหวที่มีอารมณ์เป็นตัวขับเคลื่อนนั้น มีสื่อเป็นปัจจัยสำคัญ

สื่อกับอารมณ์มักจะถูกมองในเชิงลบ เนื่องจากการที่ไปเน้นต่อการกระตุ้นความสนใจ ทำให้สื่อบกพร่องต่อหน้าที่ในการรับประกันการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชน และหน้าที่ในการเป็นกระบอกเสียงจากทุกภาคส่วนของสังคม นอกจากนี้สื่อก็ให้ความสนใจกับอารมณ์ที่รุนแรงของปัจเจก มากกว่าเป็นการวิเคราะห์เนื้อหาของสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ

นักวิชาการกลุ่มหนึ่ง ไม่เห็นด้วยกับการมองว่าอารมณ์กับการไร้เหตุผลคือสิ่งเดียวกัน หากแต่ให้มองว่าอารมณ์เป็นบ่อเกิดของการมีเหตุผลในเชิงปฏิบัติ (practical rationality) และมีความจำเป็นต่อกิจกรรมของหมู่คณะ อย่างไรก็ตามการที่อารมณ์จะผลักดันให้กิจกรรมสาธารณะได้ จะต้องเกิดมาจากการผูกมัดทางอารมณ์ที่แน่วแน่

อารมณ์ยังเป็นพื้นฐานต่อการแสดงตัวตน (self-identification) และมีส่วนสำคัญต่อความสัมพันธ์ทางสังคม (social bonds) ที่ทำให้เกิดกลุ่มก้อน หรือแม้แต่ประเทศ ดังนั้น อัตลักษณ์ของ “ชาติ” จึงมีมิติทางด้านอารมณ์ที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม ความเป็นหมู่คณะ มิได้เกิดขึ้นจากความรู้สึก “รัก” ในชาติเพียงอย่างเดียว หากแต่เกิดจากความรู้สึกที่รุนแรงอื่น ๆ ด้วย เช่น ความโกรธ ความเกลียด ความกลัว ความอาย ซึ่งผมชอบ quote ของ Morley & Robbins (1995) ที่ผู้เขียนอ้างถึง ความว่า

“[T]here is another respect to community, that in which it is held together not by what it avows as its collective values, but by what it collectively disavows.”

(ใน ช่วงสรุปของบทความ ผู้เขียนชี้ให้เห็นว่า อารมณ์มีส่วนที่ท้าทายคุณลักษณะของ “ชาตินิยม” ด้วยเช่นกัน โดยยกตัวอย่าง จากข้อความของผู้ประท้วงกรณีสังหาร Pim Fortuyn ที่เขียนว่า การกระทำแบบนี้ ไม่ใช่การกระทำเยี่ยงดัตช์)

ผู้เขียนชี้ให้เห็นว่า การที่อารมณ์มีความสัมพันธ์กับคุณค่าทางจริยธรรม ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ดังนั้นบางอารมณ์ ทั้งในเชิงความเข้าใจและการแสดงออก จึง เป็นสิ่งที่ได้รับการยอมรับจากสังคม บางอารมณ์ก็กลายเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้เลย ผู้เขียนอ้างถึง กฏความรู้สึก (feeling rules) ของ Hochschild (2003) ที่ใช้ในการสร้างความเข้าใจว่าเมื่อใดและในสถานการณ์ใด ที่อารมณ์ที่เกิดขึ้นพร้อม ๆ กันจะสามารถเปิดเผยต่อสาธารณะได้ ซึ่งกฏเหล่านี้เองที่ทำให้คนที่มีอภิสิทธิ์ทางการเมือง สังคม และวัฒนธรรมยังเป็นกลุ่มที่มีอำนาจเหนืออยู่ได้ ในขณะที่คนกลุ่มอื่น ๆ ที่ด้อยกว่านั้น ก็จะมีความสัมพันธ์กับอารมณ์ที่ไร้การควบคุม

ข้อคิดเห็นส่วนตัว
อย่างที่เกริ่นไว้แล้วตอนต้น ในเชิงระเบียบวิจัย (Methodologically) ต้องบอกก่อนว่า ค่อนข้างอ่อน (ถึงอ่อนมาก) เพราะชื่อเรื่องกับเนื้อหาออกจะแนวคนละเรื่องเดียวกัน เลยทำให้ตอนท้ายอ่อนปวกเปียกมาก อ่านแล้วแอบผิดหวัง อีกทั้งตอนท้ายก็กล้อมแกล้มตอบคำถามจากชื่อเรื่อง ผู้เขียนพยายามจะตอบคำถามด้วยการอธิบายผลลัพท์ทางการเมืองของพรรคที่จัดตั้งโดย Pim Fortuyn ว่า อารมณ์ไม่มีผลต่อความเป็นพลเมืองในทางการเมือง เพราะหลังจากการได้รับการเลือกตั้งอย่างมาก ท้ายที่สุดรัฐบาลก็อยู่ได้ไม่นาน ซึ่งเป็นการอธิบายที่ไร้ค่อนข้างไร้น้ำหนักมาก ๆ ผมจึงไม่อยากพูดถึงรายละเอียดของตัววิธีวิจัยและผลการวิจัยมากนัก

จะว่าไป ผมไม่เคยอ่านงาน field นี้มากนัก แต่จากเท่าที่อ่านจาก literature review ของบทความนี้แล้ว ให้ “ความรู้สึก” เหมือนว่า งานวิจัยก่อนหน้านี้จะชี้ให้เห็นว่า อารมณ์มีผลต่อการมีหรือไม่มีต่อการเข้าร่วมกิจกรรมสาธารณะ โดยเฉพาะสมมติฐานที่ว่า การขาดความกระตือรือต้นทางการเมืองมีผลมาจากการขาดความอารมณ์และความรู้สึก ซึ่งมีลักษณะเป็น duality หากแต่ไม่ได้พูดถึงอิทธิพลที่มีต่อระดับการเข้าร่วมกิจกรรม (level of participation) ที่มีลักษณะเป็น plurality ที่มีรายละเอียดมากกว่าคำตอบว่า ใช่หรือไม่ใช่ ซึ่งมีผลเชื่อมโยงต่อมาจากการขาดขอบเขตของ “good citizens” ว่ามีคุณลักษณะอย่างไร และ “แค่ไหน” หรือจะเรียกว่าดี ถึงแม้ในบทนำของหนังสือ บรรณาธิการได้พยายามให้คำนิยามของคำว่า citizenship ไว้ก็ตาม แต่ผมมองว่าการใช้คำว่า “ดี” เป็นเรื่องที่หมิ่นเหม่ ซึ่งปรกติในทางวิชาการก็ไม่น่าจะใช้กัน

อย่างไรก็ตามบทความชิ้นนี้ นำเสนอกรณีที่การแสดงออกทางสาธารณะที่เกิดขึ้นจากคนกลุ่มก้อนเดียว ที่มีอารมณ์สอดคล้องกัน และมีความเป็นเอกภาพในช่วงเวลาหนึ่ง อย่างไรก็ตามกรณีที่เกิดขึ้นกับบ้านเรามีมิติมากกว่า กล่าวคือ มีการแสดงออกทางการเมืองที่เกิดขึ้นจากการขัดแย้งทางอารมณ์ในลักษณะ snowball ซึ่งการก่อตัวของแต่ละกลุ่ม ต่างก็มีอารมณ์ที่แตกต่างกัน บางกลุ่มก็เริ่มจะความโกรธ บางกลุ่มเริ่มจากความกลัว บางกลุ่มเริ่มจากความรัก บางกลุ่มเริ่มจากความเบื่อหน่าย และเกิดการปะทะกันอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม ทุกกลุ่มก็ดูเหมือนว่าจะอ้าง “ความรัก” แต่ท้ายที่สุดก็เหมือนจะจบที่ความโกรธ และความเกลียดชังทั้งนั้น…

รายการอ้างอิง

Hochschild, A.  (2003).  The managed heart.  Commercialization of human feeling.  Berkeley, CA: University of California Press.

Morley, D., & Robbins, K.  (1995).  Spaces of identity: Global media, electronic landscapes and cultural boundaries.  London: Routledge.

Pantti, M., & Van Zoonen, L.  (2008).  “Do crying citizens make good citizens?”.  In Karin Wahl-Jorgensen.  Ed.  Mediated Citizenship. London & New York: Routledge.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s