Diffusion of responsibility

เครือข่ายทางสังคม (social networking) กำลังเป็นแนวคิดที่ได้รับความนิยมอย่างสูง โดยเฉพาะแนวคิดที่จะดึงเอาพลังของ weak ties ขึ้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในหลาย ๆ ด้าน การเข้าร่วมกลุ่ม หรือการเคลื่อนไหวเป็นพรรคเป็นพวก ก่อให้เกิดพลังและอำนาจ

เมื่อต้นเดือนที่แล้ว (มิถุนายน 2551) เห็นข่าว ๆ หนึ่ง แล้วทำให้คิดได้ว่า การอยู่เป็นกลุ่มเป็นก้อน โดยเฉพาะในลักษณะที่เป็น weak ties ก็ไม่ได้เป็นผลดีเสมอไป

ชายสูงวัย อายุ 78 ปี ถูกรถชนในรัฐ Connecticut คนขับชนแล้วหนี คนขับรถคนอื่น ในข่าวบอกว่า 9 คัน ขับผ่านไป โดยไม่ได้จอดช่วยเหลือ คนที่เห็นเหตุการณ์รอบ ๆ ก็ไม่ได้วิ่งเข้าไปช่วยเหลือ เพียงแต่เดินเข้าไปดู รอจนกระทั่งตำรวจมา ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าว ถูกกล้องวงจรปิดจับไว้ได้ (เนื้อข่าวจาก The Australian)


คำเตือน: วิดีโอนี้อาจมีเนื้อหารุนแรงสำหรับผู้ชมบางท่าน

ภาพเหตุการณ์ดังกล่าว อาจไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับใครหลายคน จะว่าไปเหตุการณ์ในลักษณะนี้ก็เกิดขึ้นในบ้านเมืองเราเช่นกัน เหตุการณ์รถชนบางราย เราก็จะเห็นคนเต็มไปหมด จนกลายเป็นที่มาของ “ไทยมุง” บางรายคนก็คิดว่า การช่วยที่ดีที่สุดคือการไม่ไปอยู่ในกลุ่มไทยมุง เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างสะดวก แต่การหวังดีเช่นนี้ บางครั้งก็ถูกมองว่าเป็นคนไร้น้ำใจ แต่ส่วนใหญ่ก็คิดว่า เดี๋ยวก็มีคนมาช่วย เพราะเราไม่ใช่คนเห็นคนเดียว

ซึ่งปรากฏการณ์เช่นนี้ไม่ใช่เพียงแต่เฉพาะในกรณีอุบัติเหตุเท่านั้น แต่ยังมีเหตุการณ์อื่น ๆ ด้วย เช่น ในปี 1964 มีเหตุการณ์ฆาตกรรมสยองขวัญเกิดขึ้นในเมือง Queen รัฐนิวยอร์ก Kitty Genovese ถูกแทงสามครั้ง พร้อมเสียงกรีดร้องขอความช่วยเหลือ ผ่านสายตาคนที่ผ่านไปมาใน Kew Gardens ซึ่งมีผู้เห็นเหตุการณ์นั้น 38 คน ซึ่งไม่มีใครเลยที่จะโทรแจ้งตำรวจในขณะที่เห็นเหตุการณ์ มีเพียงคนเดียวเท่านั้น ที่โทรศัพท์แจ้งตำรวจ แต่ก็หลังจากที่หญิงผู้เคราะห์ร้ายคนนั้นเสียชีวิตลงแล้ว หรือในปี 1970 มีชายหนุ่มคนหนึ่งถูกแทงในระหว่างที่ขี่จักรยานกลับบ้าน มีคนเห็นเหตุการณ์ 11 คน มองดูเค้านอนตายจมกองเลือดโดยไม่ได้เข้าไปช่วยเหลือ นอกจากนี้ยังมีกรณีอื่น ๆ อีกเช่น หญิงสาวถูกข่มขืนกลางวันแสก ๆ เธอพยายามวิ่งหนีด้วยร่างเปลือยเปล่า ผ่านสายตาของคน 40 กว่าคน ที่มองดูโดยไม่ได้เข้าไปช่วยเหลือ โชคดีที่ตำรวจเข้ามาช่วยไว้ได้ทัน

เหตุการณ์เหล่านี้ ทำให้ Darley และ Latane เกิดความสนใจว่าทำไมคนถึงไม่เข้าไปช่วย โดยได้ตั้งสมมติฐานไว้ 3 สาเหตุ สาเหตุแรก เป็นเพราะการที่เห็นว่าไม่มีใครช่วยเหลือ อาจทำให้คนอื่นตีความเหตุการณ์นั้นได้ว่า ไม่ใช่เหตุฉุกเฉิน “Collective inaction thereby begets further collection inaction.” (Abelson, Frey, & Gregg, 2004, หน้า 224) สาเหตุต่อมา คือ คนที่เห็นในเหตุการณ์อาจรู้ว่ามีคนอื่นเห็นด้วยเช่นกัน แต่ไม่รู้ว่าคนอื่น (จะ) ตอบสนองต่อเหตุการณ์นั้นอย่างไร ซึ่ง Darley และ Latane เรียกว่า “pluralistic ignorance” ส่วนสาเหตุสุดท้าย คือ diffusion of responsibility กล่าวคือ ความรับผิดชอบถูกกระจายให้กับคนที่ร่วมอยู่ในเหตุการณ์เท่า ๆ กัน ยกตัวอย่างในกรณีของ Kitty ที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า ถ้ามีคนเห็นเหตุการณ์เพียงคนเดียว เธออาจจะรอดชีวิตก็ได้

การทดลองของ Darley และ Latane ใช้นักศึกษาจาก New York University เป็นกลุ่มทดลองจำนวน 72 คน โดยขั้นตอนเริ่มตั้งแต่ การบอกกับกลุ่มทดลองว่า ให้มาเป็นกลุ่มทดลองการศึกษาเกี่ยวกับความกดดันของการใช้ชีวิตในเมือง โดยให้นักศึกษาเหล่านี้เล่าประสบการณ์ส่วนตัวกับคนแปลกหน้า โดยที่ไม่แสดงตัวตน นั่งแยกกันคนละห้อง พูดคุยผ่านไมโครโฟน นอกจากนี้ยังบอกกับนักศึกษาด้วยว่า การที่มีคนคอยฟังการสนทนาอาจทำให้เกิด bias ได้ ดังนั้นผู้ทำการทดลองจะไม่ฟังในระหว่างการพูดคุย แต่จะเก็บข้อมูลในภายหลังจากแบบสอบถาม โดยการพูดคุยแบ่งออกเป็นสองช่วง ช่วงแรกจะเป็นให้แต่ละฝ่ายเล่าถึงปัญหาของตนเอง หลังจากสองฝ่ายพูดจบ จึงจะเป็นการแลกเปลี่ยนคำถาม โดยใช้เวลาคนละ 2 นาทีต่อหนึ่งช่วงในขณะที่อีกคนกำลังพูด ไมโครโฟนของอีกฝ่ายก็จะถูกปิดไป

อย่างไรก็ตาม ในการทดลองจริงครั้งหนึ่ง ๆ จะมีนักศึกษาเข้าทำการทดลองทีละคนเท่านั้น (แต่สร้างสถานการณ์ว่ามีหลายคน) ในขณะที่คนที่เข้าร่วมคนอื่น ๆ นั้นเป็นเทปบันทึกเสียง ซึ่งแต่ละครั้งจำนวนคนที่ถูกสร้างสถานการณ์ให้มีให้การทดลองก็จะแตกต่างกันไป ตั้งแต่ 2, 3 และ 6 คน เพื่อตอนท้ายจะนำมาพิสูจน์สมมติฐานเรื่องจำนวนของผู้ร่วมเหตุการณ์ และในบรรดาผู้ร่วมการทดลองตัวปลอมนั้น จะมีหนึ่งคนที่เป็น victim โดยในรอบแรกก็จะเล่าปัญหาของตัวเองว่าเป็นลมชักอยู่ประจำ โดยเฉพาะเมื่อต้องเรียนหนักหรือเตรียมตัวสอบ และเมื่อเข้ารอบสอง victim คนดังกล่าว ก็จะแสดงอาการลมชัก แล้วเรียกขอความช่วยเหลือในระหว่างการเล่าเรื่องของตนเอง นอกจากนี้เฉพาะการทดลองกลุ่ม 3 คน หนึ่งในนั้นก็จะมีเสียงนักเรียนแพทย์ที่เรียนเฉพาะด้านฉุกเฉินอยู่ด้วย

ในการทดลองจะจับเวลาว่าผู้เข้าร่วมการทดลองตัวจริงใช้เวลานานเท่าใด จึงจะเปิดประตูออกมาเรียกขอความช่วยเหลือ หากเกิน 6 นาที ผู้เข้าร่วมการทดลองก็จะหยุดแล้วก็ไปเปิดเผยการทดลองจริง ๆ ว่าเป็นอย่างไร หลังจากนั้นผู้เข้าทำการทดลอง ก็จะตอบแบบสอบถามเกี่ยบกับบุคลิกลักษณะของบุคคลนั้น ๆ เพื่อนำมาเปรียบเทียบ

ผลการทดลองก็เป็นไปตามคาด ผู้เข้าร่วมการทดลองตัวจริง เชื่ออย่างสนิทใจ และพบว่าจำนวนผู้เข้าร่วมการทดลองตัวปลอมมีส่วนสำคัญต่อความไวในการออกมาแจ้งเจ้าหน้าที่ โดย 85% ของนักศึกษาที่อยู่ในกลุ่มสองคน จะรายงานเหตุฉุกเฉินให้กับเจ้าหน้าที่ทราบ โดยที่อีกฝ่ายยังพูดไม่จบ ในขณะที่ 31% ของกลุ่ม 6 คนออกมารายงานเหตุภายใน 2 นาทีนั้น แต่ท้ายที่สุดแล้วทุกคนที่อยู่ในกลุ่มสองคนก็ออกมารายงาน ในขณะที่มีเพียง 62% ของคนที่อยู่ในกลุ่ม 6 คนเท่านั้นที่ออกมารายงานเหตุฉุกเฉิน ซึ่งความไวและการรายการก็เรียงลำดับไปตามจำนวนคนในกลุ่ม

อย่างไรก็ตามที่น่าสนใจก็คือ ในกลุ่ม 3 คน ที่มีคนหนึ่งเป็นนักเรียนแพทย์ และเพศที่แตกต่างกัน ก็ไม่พบว่า มีความแตกต่างในความไวและการรายงานเหตุฉุกเฉินของกลุ่มทดลองแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามบุคลิกลักษณะอื่น ๆ ไม่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญต่อการรายงานเหตุฉุกเฉินแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามงานวิจัยชิ้นหลัง ๆ พบว่ามีเพียงปัจจัยด้าย self-protective เท่านั้นที่มีผล

นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยชิ้นอื่น ๆ ที่ศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับปัจจัยที่มีผลต่อการช่วยเหลือในกลุ่ม เช่น อารมณ์ (หรืออีกนัยหนึ่ง คือ คุณธรรม ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี) สีผิว และเพศ โดยเฉพาะงาน meta-analysis ของ Eagly & Crowley (1986) ที่พบว่า โดยปรกติผู้ชายจะช่วยเหลือคนแปลกหน้ามากกว่าผู้หญิง โดยเฉพาะในกรณีที่เป็นผู้เห็นเหตุการณ์ หรืออาจมีอันตราย หรือผู้ต้องการความช่วยเหลือเป็นผู้หญิง อย่างไรก็ตาม งานของ West และคณะเมื่อหลายสิบปีมาแล้ว (1975) พบว่า ถ้าพบเจอคนเปลี่ยนยางรถยนต์บนถนน highway 1 ใน 4 ของคนที่จอดเป็นผู้หญิง ในขณะที่ 1 ใน 50 เป็นผู้ชาย อย่างไรก็ตามปัจจัยอื่น ๆ เหล่านี้ ดูเหมือนว่าจะมีความซับซ้อนในหลาย ๆ ด้าน

แต่กระนั้นประเด็นที่น่าสนใจมากที่สุด เห็นจะเป็นเรื่องของจำนวนคนในกลุ่มที่ตอกย้ำอิทธิพลของ diffusion of responsibility ที่มีต่อการช่วยเหลือ ยิ่งจำนวนคนมากขึ้นเท่าไหร่ ความรับผิดชอบก็จะกระจายมากขึ้นเท่านั้น นอกจากนี้ก็ดูเหมือนว่า pluralistic ignorance ก็จะสูงขึ้นด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตามดังที่กล่าวมาแล้ว ว่าเครือข่ายที่พูดถึงนี้มีลักษณะเป็น weak ties มาก ไม่นับรวมกลุ่มที่ค่อนข้างจะมี strong ties เพราะในกรณีนั้น ส่วนใหญ่คนที่มี strong ties กับคนที่ต้องการความช่วยเหลือ ก็น่าจะ overrule อยู่แล้ว ตัวอย่างที่เศร้าสลดสุด ๆ ก็คงจะหนีไม่เกินข่าว “สลดพ่อเก็บศพลูก รถชนเละ กอบใส่ถุงก๊อบแก๊บ” (ที่มา: ข่าวสด)

มุมมองในเชิงเครือข่ายที่เกี่ยวกับ diffusion of responsibility นี้ น่าจะใกล้เคียงกับแนวคิด tragedy of the commons ที่ใช้ในเชิงเศรษฐศาสตร์ ซึ่งเป็นกรณีศึกษาเกี่ยวกับเรื่อง การใช้ทรัพยากรสาธารณะ เมื่อใดก็ตามทรัพยากรสาธารณะหนึ่ง ๆ ไม่มีการแสดงความเป็นเจ้าของรับผิดชอบ การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรเหล่านั้นก็ใช้กันเกินขอบเขต ขาดการทะนุถนอมดูแล ไม่ได้คำนึงถึงการใช้ประโยชน์ในภายภาคหน้า เช่น ห้องน้ำสาธารณะทั่วไป ซึ่งมักจะไม่ค่อยสะอาด เพราะคนทั่วไปมักจะคิดว่า เข้าครั้งเดียวก็เลิก คนอื่นที่จะมาใช้ก็จัดการเองก็แล้วกัน แต่ถ้าห้องน้ำนั้น เราใช้ประจำ เราก็มักจะใช้มันดีขึ้นหน่อย ซึ่งวิธีการแก้ปัญหา ก็คือ การสร้างกฏเกณฑ์ และการควบคุม นั่นหมายถึง การมอบหมายความรับผิดชอบให้​ (กลุ่ม) คนหนึ่ง มีหน้าที่ดูแลสิ่ง ๆ นั้นให้เรียบร้อย และรวมไปถึงการ privatization

มองกลับมาที่กรณีของเหตการณ์ฉุกเฉิน เราก็จะพบว่า เราไม่สามารถได้กำหนดว่า จะให้ใครรับผิดชอบ และเหตุฉุกเฉินก็เป็นสิ่งที่คาดการณ์ไม่ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่มีการตั้งข้อสังเกตคือ ถ้ามีคนที่มีคนกล้าคนหนึ่งแล้ว คนอื่น ๆ ก็จะตามมา ซึ่งปรกติน่าจะเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์และสัตว์อยู่แล้ว ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็ดูได้จากวิดีโอเรื่อง พลังของฝูงควายที่ Kruger ที่ต้องมีควายผู้นำเพียงตัวหนึ่งเริ่มเข้าไปหาสิงโตก่อน ตัวอื่น ๆ ก็จะตามไป

โยงยาวกลับมาในเรื่อง social network โดยทั่วไป เราสามารถตั้งข้อสังเกตได้หลายประการจากแนวคิดข้างต้น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของระดับของการเข้าร่วมกิจกรรมของเครือข่าย หรืออีกนัยหนึ่งก็คือเรื่อง active users กับ lurkers หรือถ้าเป็นในเชิงการจัดการห้องสมุด ก็คือ การทำให้ผู้ใช้รู้สึกมีส่วนรับผิดชอบ เป็นเจ้าเข้าเจ้าของห้องสมุด (และ/หรือสถาบันบริการสารสนเทศอื่น ๆ) อัตราการชำรุด สูญหายของทรัพยากรก็น่าจะน้อยลง ห้องสมุดก็น่าจะมีการพัฒนาไปได้อย่างรวดเร็ว (หรือไม่ อย่างน้อยก็รักษาสภาพที่ดีได้นานขึ้น) อย่างไรก็ตามความรับผิดชอบที่กระจายออกไปตามกฏเกณฑ์ของหมู่คณะนั้น ควรจะต้องเป็นเรื่องที่มีความสมดุล ทั้งผู้ควบคุมเครือข่าย (ที่ไม่ให้ความรับผิดชอบมากเกินไปจนเกินขอบเขต และทำให้เกิดอภิสิทธิ์ได้) และสมาชิกเครือข่ายทั่วไป (ไม่ให้ขาดความรับผิดชอบ)

บันทึก

งานของ Darley & Latane (1968) สรุปและเรียบเรียงมาจาก

Abelson, R. P., Frey, K. P., & Gregg, A. P. (2004). Who, me?: The failure of bystanders to intervene in emergencies. In Experiments With People: Revelations from Social Psychology. Mahwah, NJ: Lawrence Erlbaum Associates.

รายการอ้างอิงอื่น ๆ

Darley, J. M & Latane, B.  (1968).  Bystander intervention in emergencies: Diffusion of responsibility.  Journal of Personality and Social Psychology, 8, 377-383.

Eagly, A. H., & Crowley, M.  (1986).  Gender and helping behavior: A meta-analysis review of the social psychological literature.  Psychological Bulletin, 100, 283-308.

West, S. G., Whitney, G., & Schnedler, R. (1975).  Helping a motorist in distress: The effects of sex, race, and neighborhood.  Journal of Personality and Social Psychology, 31, 691-698.

2 responses to “Diffusion of responsibility

  1. เป็นไปได้มั้ยว่า กฏหมายเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้คนไม่อยากเข้าไปช่วย คุ้นๆว่าเมืองฝรั่งเคยมีคนเข้าไปช่วยคนประสบอุบัติเหตุ แต่ทำให้คนนั้นพิการ ตอนหลังผู้ประสบภัยฟ้องร้องศาล

    หรือคำสอนของบรรดาเหล่ากระเหรี่ยงโรบินฮู้ดที่ว่า อย่าเข้าไปช่วยคนแก่ที่อเมริกา ไม่ว่าการจูงข้ามถนน การพาเดินขึ้นบันได ฯลฯ เพราะอาจโดนฟ้องร้องง่ายๆ

    อย่างเมืองไทยเร็วๆนี้ก็มี คนเข้าไปช่วยผู้หญิงแล้วทำให้คนร้ายถึงแก่ความตายมั้ง ศาลลงโทษคนที่เข้าไปช่วย ติดคุกเลย ไม่รอลงอาญา

    ปล. ในเมืองไทยการวิจารณ์ศาลเป็นคดีอาญา

  2. good point ครับ

    แต่จะว่าไป ถึงแม้ว่าจะไม่มีกฏหมาย ถ้าเราคิดว่าเราไม่มีความสามารถที่จะไปช่วย บางครั้งการช่วยเหลือแทนที่จะเกิดผลดี ก็เกิดผลเสีย เราก็เลยไม่ไปช่วย แต่ถึงจะไม่ได้เข้าไปช่วยเหลือเอง แต่อย่างน้อยก็ควรจะแจ้งเจ้าหน้าที่ การที่มีคนอยู่เยอะ แทนที่จะมีการแจ้งเข้าไปมาก แต่กลับเป็นทางตรงกันข้ามที่มีเพียงไม่กี่คนเป็นคนแจ้ง ด้วยความลังเลใจว่าจะแจ้งดีหรือไม่ หรือไม่มีคนแจ้งเหตุเลย

    อย่างไรก็ตาม เมื่อพูดถึงการให้ความช่วยเหลือ ในต่างประเทศมีกฏหมายจารีตประเพณีที่เรียกว่า Good Samaritan Laws ซึ่งคุ้มครองคนที่เข้าไปช่วยเหลือคนอื่นครับ ในลักษณะที่เป็น defensive law ซึ่งจะว่าไปมันก็มีหลักเกณฑ์และขอบเขตของมันเอง ที่ไม่ได้ครอบคลุมทุกอย่าง เช่น จะต้องช่วยเหลืออย่างมีเหตุมีผล และประสงค์ดี หรือไม่มีการแลกเปลี่ยนต่างตอบแทนใด ๆ ทั้งสิ้นเพื่อแลกกับความช่วยเหลือ เป็นต้น แต่ทั้งหลายทั้งปวง ในเชิงกฏหมายก็ค่อนข้างซับซ้อน ซึ่งก็คงต้องดูเป็นกรณีไป (มั๊งครับ)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s