ใครอ่านอะไร อ่านทำไม อ่านแล้วได้อะไร

ถ้าใครติดตามอ่านงานเก่า ๆ ของผม คงจะพอทราบว่า ผมค่อนข้างจะสนใจเรื่องการความรู้เกี่ยวกับการอ่านมาใช้ให้งานห้องสมุดและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง การอ่านเป็นเหมือนพฤติกรรมที่เห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันสำหรับคนทำงานห้องสมุด แต่โดยลึก ๆ มันคือ การสัมผัสที่ทำให้เราได้มาซึ่งสารสนเทศที่เราต้องการ

ผมไม่ค่อยเห็นคนไทยบ้านเราทำการวิจัยหรือพัฒนาเกี่ยวกับการอ่านจากมุมมองของบรรณารักษ์เท่าไหร่ ในแบบจำลองด้านการศึกษาผู้ใช้ส่วนใหญ่ส่วนใหญ่มักมองข้ามกระบวนการในการรับรู้ขั้นพื้นฐานนี้ไป ก็เลยเป็นที่มาของบทความชิ้นใหม่บน On Open ซึ่งพยายามทำความเข้าใจกับพฤติกรรมการอ่านหนังสือของคนไทยผ่านผลการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติปีล่าสุด (2551) และการสำรวจครั้งก่อน (2548) หลังจากนั้นก็มาลองหาสาเหตุทางด้านจิตวิทยาว่า ทำไมคนถึงอ่านหนังสือ และปิดท้ายด้วยคำถามที่ว่า จะนำความรู้และแนวความคิดด้านการอ่านมาใช้ในงานห้องสมุดและศูนย์สารสนเทศได้อย่างไร บทความนี้ก็เพียงต้องการจะกระตุ้นให้เกิดการตระหนักถึงต่อยอดความรู้เรื่องการอ่านแล้วนำมาพัฒนาการทำงานต่อไป หวังว่าพออ่านได้ (ถึงแม้ว่าจะยาวไปหน่อย ก็ทะยอยอ่านก็แล้วกัน)

และก็ถือว่าเป็นการต้อนรับสัปดาห์หนังสือแห่งชาติไปในตัว…

6 responses to “ใครอ่านอะไร อ่านทำไม อ่านแล้วได้อะไร

  1. ผมชอบการวิเคราะห์เรื่อง maturity กับ generation มากครับ

    ประเด็นที่ผมอยากเสนอและตั้งคำถามคือ ในบริบทของเมืองไทย สามารถนำร้านหนังสือเช่า เข้ามานับรวมเสมือนเป็นห้องสมุดเอกชนได้หรือไม่? เป็นไปได้ไหมว่าห้องสมุด (ในความหมายดั้งเดิม) นั้นไม่สามารถตอบสนองความต้องการของชุมชนบางกลุ่มได้ (เช่น ชุมชนเมือง ชุมชนนักศึกษา) ปรากฎการณ์ร้านหนังสือเช่าเลยเกิดขึ้นเพื่อตอบสนองอุปสงค์ที่ขาดไปอันนี้

  2. ถ้าพิจารณาโดยภาพรวม หลักการดั้งเดิมของห้องสมุดเริ่มต้นจากการมี collection ส่วนตัว หลังจากนั้นในก็็เริ่มมีการเปิด collection ให้คนอื่นเข้าใช้แบบเฉพาะกลุ่ม หรือสมาชิก จนมาถึงยุค Carnegie ที่เปิดให้ประชาชนเข้าใช้กันทุกคน โดยถือว่าความรู้เป็น public good ทุกคนควรมีสิทธิเท่าเทียมกันในการได้มาซึ่งการเข้าถึงความรู้เหล่านี้ คำว่า ห้องสมุด เอง จริง ๆ แล้วก็มีหลายนัยยะ เหมือนที่เคยกล่าวมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นในเชิงพื้นที่ (พื้นที่อ่านหนังสือ) หรือในเชิง collection (มีหนังสือ และสื่อให้บริการ) ซึ่งพิจารณาจาก criteria นี้ก็ดูเหมือนว่า ร้านหนังสือเช่า ก็ถือเป็นห้องสมุดได้เหมือนกัน ถึงแม้ว่า่ ในความหมายดั้งเดิม มันมีคำว่า profession เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แต่ว่า argument นี้มันไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไหร่ เพราะห้องสมุดบางแห่งก็ไม่มีบรรณารักษ์วิชาชีพเลยด้วยซ้ำ

    ประเด็นถัดมาน่าจะอยู่ที่เรื่อง free vs. fee based service ซึ่งเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมานาน ในบริบทของเมืองไทย โดยความเห็นส่วนตัว ผมมองว่าห้องสมุดเกือบทุกแห่งเป็น fee based service ทั้งสิ้น เนื่องจากห้องสมุดส่วนใหญ่ ได้งบประมาณมาจากค่าบำรุง และเงินภาษีประชาชน (ซึ่งเป็นกรณียกเว้นสำหรับคนที่ไม่เสียภาษี เพราะถือว่าเค้าได้ free service ไป แต่ก็ไม่มาก) นอกเหนือจากนั้นก็มีน้อยมาก (หรือแทบจะไม่มีเลย) ที่อยู่ได้ด้วยเงินภายนอกล้วน ๆ

    ปัญหาของเรื่องงบประมาณมันไม่ได้อยู่ที่การสร้าง แต่อยู่ที่การบำรุงรักษามากกว่า ซึ่งเป็นปัญหาที่ค้างคามาอย่างยาวนานในเรื่องของระบบ funding โดยเฉพาะห้องสมุดประชาชน ในขณะที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัย ห้องสมุดโรงเรียนก็อาศัยเงินค่าบำรุงการศึกษาของนักเรียน แต่โดยหลัก ๆ แล้วก็ยังอยู่ที่เงินสนับสนุนจากรัฐบาลอยู่ดี สรุปรัฐเป็นคนแบกรับภาระล้วน ๆ ขณะเดียวกันเมื่อขยายความถึง มหาวิทยาลัยเอกชน ก็เป็นอีก Model นึง ซึ่งเป็นดูเหมือนจะเป็น fee based โดยตรง (แต่ก็ไม่ทั้งหมด เพราะมีบางส่วนที่มาจาก endowment ) สรุปว่า ผู้ใช้ก็ต้องจ่ายเงินอยู่ดี

    ดังนั้นถ้าดูจากเรื่อง free vs. fee ร้านหนังสือเช่าก็สามารถเข้าข่ายเป็นห้องสมุดได้อยู่ดี

    แต่ที่ดูเหมือนจะแตกต่าง คงต้องดูกันที่วัตถุประสงค์ขององค์กรมากกว่าว่าแสวงหาผลกำไรหรือไม่ ซึ่งน่าจะเป็นข้อแตกต่างระหว่างร้านหนังสือเช่ากับห้องสมุด ดังนั้น ผมว่าถ้าจะมองว่าร้านหนังสือเช่าเป็นห้องสมุดก็คงจะเรียกได้ แค่น่าจะเป็นห้องสมุดที่แสวงหากำไรมากกว่า [ผมเคยเขียนถึงเรื่องนี้มาแล้วครั้งหนึ่งคร่าว ๆ ] เป็นห้องสมุดเอกชน (เพราะห้องสมุดเอกชนฟังแล้วเหมือน corporate library มากกว่า)

    คำถามต่อไป คือ แล้วทำไมดูเหมือนว่าร้านหนังสือเช่าจึงตอบสนองความต้องการของคนกลุ่มเหล่านั้นได้ดีกว่า ที่ผมมองอยู่มี 2-3 ประเด็น

    ประเด็นแรกเป็นเรื่องการเข้าถึง ผมมองว่าอาจเป็นไปได้การเปิดร้านหนังสือเช่ามันง่ายกว่าการสร้างห้องสมุดมาก เนื่องจากลงทุนน้อย ใช้ทรัพยากรไม่มาก พอเปิดง่าย มันก็สามารถเข้าถึงได้ง่าย ตามตรอกซอกซอยก็ไปถึงได้ ในขณะที่ภาพของความเป็นห้องสมุด คือ ความสมบูรณ์ ครบครัน (+ วิชาชีพ?) เพราะฉะนั้นการลงทุนจึงค่อนข้างสูง

    ประการต่อมาคือ ระบบ funding ของร้านขายหนังสือเช่าที่ sustainable มากกว่า มีระบบเงินหมุนเวียนภายในตัวเอง และสามารถนำรายได้มาใช้ได้โดยตรง อีกอย่างคือ การที่ทรัพยากรมีไม่มาก ถือเป็นข้อได้เปรียบ ผมตั้งข้อสังเกตว่า ยิ่ง collection น้อย ยิ่ง sustainable ได้มาก

    ประการต่อมาอยู่ที่ perceived utility ร้านหนังสือเช่าตอบสนองการอ่านเพื่อความเพลิดเพลินเป็นหลัก ในขณะภาพลักษณ์ของห้องสมุด โดยเฉพาะของคนที่อยู่ในระบบการศึกษา มักจะผูกติดกับการอ่านแบบจริงจัง ทั้งที่ควรจริงแล้ว ห้องสมุดก็ควรจะตอบสนองเพื่อความเพลิดเพลินไปด้วย แต่เมื่อมีข้อจำกัดจากเรื่อง funding ก็ทำให้ต้องเลือกระหว่าง informative กับ entertainment value ก็ทำให้ห้องสมุดต้องหันไปเลือก informative value มากกว่า เพราะมองว่ามี ROI ที่ดีกว่าด้วย

    ดังนั้นจะนับได้หรือไม่ได้ คงจะต้องมองว่า จะเอาข้อมูลดังกล่าวไปใช้ทำอะไร คือ ถ้าจะมองที่ effect ของการอ่าน แน่นอนว่าร้านหนังสือเช่าน่าจะมี effect แน่นอน ถามว่ามากไหม อันนี้ก็คงจะตอบไม่ได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อย่างที่เขียนในบทความแหละครับว่า คงต้องดูที่ว่า การได้มาของสิ่งที่อ่าน (ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร วารสาร) ได้มาจากแหล่งไหน

    อย่างไรก็ตามก็ต้องเรียนตามตรงว่าเป็นการตั้งข้อสังเกตโดยรวม ผมเองก็ไม่มีความคิดเห็นที่ concrete สำหรับเรื่องนี้ ยินดีเปิดรับความคิดเห็น

  3. ฐานความคิดของประเด็นที่ผมเสนอ อยู่บนความเชื่อที่ว่าหน้าที่ของห้องสมุดคือ “ทำให้คนอ่านหนังสือ” (whatever หนังสือ) ซึ่งจะว่าไปมันอาจจะไม่ถูกต้องนักที่บอกว่าคนรับผิดชอบคือ “ห้องสมุด” แต่ถ้าใช้คำว่า “แคมเปญให้คนอ่านหนังสือมากๆ” อาจจะฟังดูดีกว่าอยู่บ้าง

    ที่เสนอประเด็นนี้เพราะพิจารณาจากในเชิงเศรษฐศาสตร์แล้ว โมเดลของร้านหนังสือเช่านั้น practical กว่ามากๆ อย่างที่คุณ iTeau ได้แจกแจงมาแล้ว
    – ต้นทุนต่ำกว่า
    – ทะลุทะลวงทุกซอกหลืบชุมชน
    – มีหนังสือที่คนส่วนมากอยากอ่าน

    ถ้าจะถกประเด็นนี้กันให้ยาวขึ้นต่อไป ผมคิดว่าต้องย้อนกลับมาดูว่าเป้าหมายที่แท้จริงของห้องสมุดนั้นคืออะไร (ซึ่งในคอมเมนต์อันบน คุณ iTeau ก็ได้ตอบมาบ้างแล้ว) และอีกคำถามก็คือ ห้องสมุดเชิง traditional ตามนิยาม ยังจำเป็นต่อสังคมหรือไม่ เอาเข้าจริงแล้วสังคมจะต้องการ “ห้องสมุดแบบร้านเช่า” มากกว่าหรือเปล่า?

  4. ถามว่า ห้องสมุดแบบดั้งเดิม ยังจำเป็นต่อสังคมหรือไม่ อันนี้ผมก็คงจะตอบไม่ได้ แต่เท่าที่สัมผัสก็ต้องบอกแบบแบ่งรับแบ่งสู้ว่า ยังจำเป็นและไม่จำเป็น ประการแรก ผมมองว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่สามารถ stratified ได้หลายมิติมาก สังคมย่อย ๆ มีความเฉพาะตัวสูง การจะใช้ model เดียวคงเป็นไปได้ยากที่จะตอบสนองได้ทุกคน

    ประการต่อมา ถ้าจะตีความแบบหัวหมอ ก็อาจจะต้องถามว่า ความจำเป็นของสังคมคืออะไร หรืออีกนัยหนึ่ง อะไรคือสิ่งที่ทำให้สังคมสามารถดำรงอยู่ได้ (ส่วนจะอยู่อย่างปรกติสุขหรือไม่นั้น อันนี้ขึ้นอยู่กับ dynamic ของสังคมมากกว่า :) ห้องสมุดแบบดั้งเดิมสามารถเอาตัวเองไปไว้ตรงไหนได้บ้าง ซึ่งถ้าถามบอกแนวนี้ ผมคิดว่า ก็พอมีพื้นที่ในสังคมอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ dominate

    หรือถ้าคิดในเชิงเปรียบเทียบ สังคมคือชีวิตของมนุษย์ สิ่งที่ทำให้มนุษย์ดำรงอยู่ได้ ก็คือ ปัจจัย 4 (ส่วนจะ 5-6 หรือไม่นั้นอันนี้ก็แล้วแต่) กลไกใด ๆ ที่นำปัจจัย 4 ไปหล่อเลี้ยงให้มนุษย์ได้ถือว่ามีความจำเป็น ดังนั้นถ้ามองในเชิงสังคม “สารสนเทศ” และ “การอ่าน” ถือว่าเป็นปัจจัย 4 ของสังคมหรือไม่ (ซึ่งอาจจะอยู่ที่ว่า คนในสังคมตระหนักถึงแค่ไหน) ถ้าคำตอบว่าใช่ ถ้าเช่นนั้นก็คงจะเหมือนกับโรงพยาบาลหรือร้านขายยา (ไม่นับรวมคลีนิคเพราะประมาณกลาง ๆ ของ continuum) ถามว่าทำไมคนถึงชอบไปซื้อยากินเองกับร้านขายยามากกว่าไปโรงพยาบาล อะไรคือ quick fix อะไรคือ recovery น่าจะเป็นตรงนี้ บัญเอิญที่โอกาสของคนมันจะ quick fix มันมีมากกว่า การที่ควรต้องเจ็บป่วยถึงเข้าขั้นนอนโรงพยาบาล ดังนั้นมันน่าจะ interact กันไปในลักษณะนี้

    จริง ๆ การมองว่าห้องสมุดแบบร้านเช่าอาจจะเป็นที่ต้องการมากกว่า ผมมองว่าห้องสมุดก็พยายามทำนะ นั่นก็คือการสร้างห้องสมุดสาขาไปตามจุดต่าง ๆ ซึ่งเป็น model ที่บ้านเราไปไม่ถึง เพราะด้วยทรัพยากรและการจัดการที่ไปไม่ถึง สุดท้ายมันกลายเป็นแค่มาเป็น model ของที่อ่านหนังสือประจำหมู่บ้าน ถ้าเปรียบเทียบในเชิง model โรงพยาบาลกับร้านขายยา ที่อ่านหนังสือประจำหมู่บ้านนี่ก็คงจะเหมือนตะกร้ายาที่วางอยู่หน้าบ้าน ที่ไม่รู้อะไรเป็นอะไร ใครมาวางไว้ก็ไม่รู้ และที่สำคัญก็ไม่รู้ว่าจะกินยังไง ใครมาวางอะไรไว้ก็กิน ท้ายที่สุดกินมันไม่ถูกโรค ก็ต้องเลิกกิน

  5. ผมชอบการเปรียบเทียบกับร้านยามากนะครับ เห็นภาพดี :D

    ผมคิดว่าประเด็นที่คุยกันอยู่ในตอนนี้นั้นลึกล้ำมาก ภาษาวิชาการคงเป็น research question ได้เลย ดังนั้นคุยต่อไปก็คงจะยาวไม่จบ (และไม่ได้ข้อสรุปอะไรถ้าไม่มี field research จริงๆ มารองรับ) ผมอยากรู้แค่ว่า ในวงการห้องสมุดไทย เรื่องร้านหนังสือเช่าถูกนำมาพิจารณาเป็น factor ในด้านต่างๆ (วิจัย/นโยบาย) บ้างไหมครับ หรือมันถูกลืมไปเลย (หรือว่าจงใจลืม?)

  6. จริง ๆ ก็ถือว่าเป็น thought provocative topic ที่ดีครับ ส่วนจะหา empirical evidence นั้นคงอีกเรื่องนึง ส่วนที่ถามว่าจริง ๆ แล้วลืมไหม ผมคิดว่าที่ผ่านมาคงเป็นด้วยความจงใจที่จะลืมมากกว่า เพราะที่มาก็แตกต่างกันอยู่แล้ว

    ส่วนจะนำมารวมหรือไม่ในอนาคต ผมมองว่าคงยากถ้าจะมองจากมุมของ “ห้องสมุดและศูนย์สารสนเทศ” แต่ถ้าพิจารณาวาทกรรมของ “สังคมสารสนเทศ” นี่ก็ไม่ควรจะขาดอย่างแ่น่นอน

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s