iTeau’s Dirt

That’s it

เขียนแล้วใน บ่นไปเรื่อย : Saying, มั่วซั่ว : Miscellenous by iTeau on เมษายน 8th, 2008

Nothing to say but “yeah…”

From Del.icio.us Hotlist

 

Tagged with:

wearable peripheral

เขียนแล้วใน มั่วซั่ว : Miscellenous by iTeau on เมษายน 28th, 2008

กำลังมองหากางเกงยีนส์ตัวใหม่ แอบอยากได้กางเกงอุปกรณ์ต่อพ่วงตัวนี้แฮะ

กางเกงที่ออกแบบโดย Erik De Nijs ตัวนี้ไม่ใช่มีแต่ Keyboard เท่านั้น แต่ยังมีเม้าส์อยู่ที่กระเป๋าหลัง มีลำโพงอยู่ที่ขากางเกง (ที่ฮา มีข่าวลือว่า มี Joystick อยู่ใต้ซิบเป้ากางเกงด้วย อิอิ:)

ไม่รู้ว่ากางเกงตัวนี้ กันน้ำด้วยป่าว แล้วจะซักไงเนี่ย -_-” อิอิ

ที่มา: Vous Pensez (แนะนำให้อ่าน comment ฮาดี) ผ่าน Innovator Spot

Tagged with:

Life in a dump

เขียนแล้วใน การเมือง : Politic, บ่นไปเรื่อย : Saying, สังคม: social by iTeau on เมษายน 18th, 2008

ในขณะที่พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำและแป้ง ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ พื้นที่ข่าวปกคลุมไปด้วยหน้าตาของคนที่ยิ้มแย้ม สนุกสนาน หากแต่ข่าวของ CNN ที่รายงานในวันสงกรานต์ที่ผ่านมา นำเสนออีกแง่มุมของคนกลุ่มหนึ่งบนผืนแผ่นดินไทย ที่ไม่กี่คนจะเหลียวมอง

Life under the military junta in Myanmar can be brutal. The country’s economy is collapsing, and torture and rape under the country’s military regime is commonplace. Lin’s new mother decided to flee to Thailand in search of a better life. She found a garbage dump instead.

Orphan Boy Lives in Garbage Dump

สุขสันต์วันสงกรานต์ (ย้อนหลัง)…

Tagged with: , , ,

เว็บไซต์ Q&A: บทท้าทายใหม่ของ reference service

Boston Public Libraryมาที่ไป

อ่าน paper จาก SIGCHI 2008 ที่ผ่านมาสด ๆ ร้อน ๆ เรื่อง Predictors of Answer Quality in Online Q&A Sites โดย Maxwell Harper และคณะ แล้วก็อดคิดถึงอนาคตของบริการตอบคำถามช่วยการค้นคว้า และไปถึงวิชาชีพโดยภาพรวมไม่ได้

วัตถุประสงค์ของงานวิจัยชิ้นนี้ คือ 1) ต้องการที่จะเปรียบเทียบคุณภาพของคำตอบ ที่ได้จากบริการตอบคำถามออนไลน์ 2) หาว่า ปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้คำถามได้รับคำตอบที่มีคุณภาพ โดยการออกแบบการวิจัยเชิงทดลอง โดยส่งคำถามที่จำเป็นต้องให้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านวิจัย หรือเชี่ยวชาญในหัวข้อนั้น ๆ มาเป็นผู้ตอบ ไปยังเว็บที่ทดลอง ซึ่งมีทั้งหมดจำนวน 5 กลุ่ม ได้แก่ บริการตอบคำถามช่วยการค้นคว้าออนไลน์ของห้องสมุด, Google Answers, AllExperts, Yahoo! Answer, และ Live QnA เป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์ (โดยส่วนตัว ชอบ methodology ของงานนี้แล้ว แนะนำให้อ่านรายละเอียดในฉบับเต็ม สำหรับคนที่อยากทำงานวิจัยแนวนี้ ซึ่งมีทั้งข้อมูลเชิงปริมาณและคุณภาพ)

บริการแต่ละแห่งให้ผลอย่างกันอย่างไร

ผลการวิจัย ชี้ให้เห็นว่า บริการตอบคำถามแต่ละแห่ง ให้คุณภาพของคำตอบที่แตกต่างกัน ผู้มาตอบให้ความใส่ใจมากน้อยต่างกัน มีความยาวของคำตอบที่แตกต่างกัน และจำนวนคำตอบที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะเจาะจงไปที่ Google Answers (ในช่วงราคา $10 และ $30 เหรียญ) ที่มีปัจจัยต่าง ๆ ข้างต้นอยู่ในระดับต้น ๆ เหนือบริการอื่น ๆ เว้นแต่ Yahoo! Answer มีจำนวนคำตอบต่อหนึ่งคำถามมากที่สุด ในขณะเดียวกับก็พบว่า Yahoo! Answer ให้คำตอบที่มีคุณภาพมากกว่า บริการตอบคำถามของห้องสมุดอย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ เมื่อดูโดยภาพรวม พบว่า เว็บไซต์ที่ให้บริการในรูปแบบของชุมชนนั้น ให้คุณภาพของคำตอบที่มีคุณภาพมากกว่า และให้คำตอบที่ยาวกว่า บริการตอบคำถามที่อาศัยความเชี่ยวชาญของปัจเจกบุุคคล อย่างเช่น บริการตอบคำถามของห้องสมุด และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านอย่าง AllExperts ซึ่งผลการวิจัยข้อนี้ เป็นการตอกย้ำ ถึงข้อได้เปรียบของชุมชนที่มีต่อข้อมูลอย่างเห็นได้ชัด

นอกจากนี้ ผลการวิจัยยังพบว่า ระบบมีเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง อย่าง Google Answers จะให้คำตอบที่ดีกว่าบริการของที่อื่น แต่กระนั้นก็ไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนได้ว่า ระบบที่มีการจ่ายเงิน จะดีกว่า (เนื่องจากมีเพียง Google Answers ระบบเดียวเท่านั้น ที่มีเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำไมไม่สามารถ generalize ได้ว่า จริง ๆ เป็นเพราะ ความเป็น Google หรือเพราะเงินกันแน่ ที่ทำให้คำตอบดีกว่า)

เมื่อเปรียบเทียบกันระหว่าง ระบบที่อาศัย ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (อย่าง Yahoo! Answer, AllExperts, และ Live QnA ที่คนตอบมักจะเป็นคนที่รู้เรื่องนั้น ๆ จริง ๆ) กับ ผู้เชี่ยวชาญในการสังเคราะห์ข้อมูล (ในที่นี้ คือ บริการที่ได้จาก Google Answers และบริการของห้องสมุด) จะพบว่า ผู้เชียวชาญในการสังเคราะห์ข้อมูล จะให้ link แนะนำไปยังแหล่งข้อมูลอื่น ๆ จำนวนมากกว่า และให้คำตอบที่มีคุณภาพมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ

ถามอย่างไร ถึงจะได้คำตอบที่ดีขึ้น

เงินซื้อคำตอบได้จริง? ผลการวิจัยชี้ว่า การจ่ายเงินมากขึ้น ทำให้ได้คำตอบที่มีคุณภาพมากขึ้น คำตอบยาวขึ้น คนตอบใช้ความพยายามมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ไม่ได้หมายความว่า จำนวนของคนที่มาตอบจะมากขึ้น นั่นหมายความว่า มีโอกาสไปได้ว่า คำตอบที่ได้ ก็ได้ในเชิงลึก แต่อาจไม่ได้ความกว้างและหลากหลายของคำตอบ

นอกจากนี้ การพยายามแสดงให้เห็นว่า ผู้ถามทำการบ้านในการถามมาก่อน ไม่ได้ช่วยให้ได้คำตอบที่ดีขึ้น ในขณะเดียวกัน การแสดงความสุภาพด้วยการเขียนคำขอบคุณ ก็ไม่ได้มีผลอย่างมีนัยยสำคัญ ต่อคำตอบที่จะได้ (แต่ก็มีแนวโน้มในทางที่ดี) ซึ่งผู้วิจัยชี้ให้เห็นว่า การแสดงความสุภาพนั้น ขึ้นอยู่ชุมชนแต่ละแห่ง เพราะแต่ละแหล่งต่างก็มีการตอบสนอง ต่อการแสดงความสุภาพแตกต่างกันอย่างมีันัยสำคัญ (ดังนั้น นิทานเรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม)

ส่วนเรื่องที่ถาม ก็มีความสำคัญต่อจำนวนคำตอบที่จะได้รับเช่นกัน โดยเฉพาะเรื่องบันเทิง จะเป็นหมวดหมู่ที่ได้รับจำนวนคำตอบมากที่สุด ในขณะเดียวเรื่องที่ถาม ก็มีผลต่อคุณภาพของคำตอบเช่นกัน แต่ไม่มากเท่าไหร่ อีกทั้งประเภทของคำถาม (เพื่อขอข้อเท็จจริง, ความคิดเห็น, หรือคำแนะนำส่วนตัว) ก็มีผลต่อคุณภาพ ความยาวของคำตอบ และความพยายามในการหาคำตอบอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน

ความท้าทายของงานบริการตอบคำถามช่วยการค้นคว้าของห้องสมุด (library reference service)

การบริการตอบคำถามช่วยการค้นคว้า ถือเป็นบริการที่เน้นการช่วยให้ผู้ถามคำถาม (ผู้ใช้) รู้ถึงวิธิการให้ได้มาซึ่งคำตอบ ไม่ใช่บริการช่วยหาคำตอบ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ใช้หลายคนไม่เข้าใจถึงบทบาทของบริการนี้ และแน่นอนทำให้คำตอบของทีได้จากการใช้บริการนี้ จะไม่ค่อยเหมือนกับบริการอื่นที่ผู้ถาม อาจได้คำตอบทันที ดังตัวอย่างที่ งานวิจัยชิ้นนี้ชี้ให้เห็น

For example, we asked AllExperts for “information on who might be the best baseball announcer of all-time”, and the respondent enthusiastically wrote a lengthy response, stating “The guy who I most enjoy listening to because he does all these things extremely well is Jon Miller [...] Listening to him makes the game much more enjoyable to me”.  In contrast, a question directed at library reference services about “who is the most skilled celebrity chef?” received the dry response: “I do not have any reliable source for this information. I did find a Website with award information [...]” (p. 873, para. 5)

สมัยก่อนการใช้ห้องสมุดและข้อมูล เป็นเรื่องที่ค่อนข้างเฉพาะทาง ที่ผู้ค้นจะต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น ความรู้เรื่องบัตรรายการ ความรู้เรื่องหมวดหมู่ ความรู้เรื่องฐานข้อมูลเฉพาะด้าน เป็นต้น แต่ด้วยการพัฒนาด้านเทคโนโลยี ทำให้อุปสรรคด้านความรู้เฉพาะทางเพื่อใช้ในการค้นลดลงไปมาก ผู้ใช้ไม่ใช่กลุ่มผู้ไม่รู้สารสนเทศอีกต่อไป แต่เป็นกลุ่มกึ่งรู้สารสนเทศ (semiliterate) ดังนั้นงานหลักของบรรณารักษ์ตอบคำถาม จึงกลายเป็นการเป็น directory บอกทาง (โดยเฉพาะทางไปห้องน้ำ) ซึ่งไม่จำเป็นต้องอาศัย “การฝึกอบรมเฉพาะทาง” และ “ความเป็นวิชาชีพ” ก็สามารถทำได้ (อ่านเพิ่มเิติม Blatant Berry: The Vanishing Librarians และ BackTalk: What’s Still Wrong with Reference)

นอกจากนี้ถ้าดูข้อมูลทางสถิติของห้องสมุดประชาชนในอเมริกา (จะเอาของเมืองไทย ก็ไม่มีข้อมูล -_-”) ถึงแม้ว่าจำนวน Reference transaction ของทั้งประเทศจะสูงขึ้น แต่เมื่อดูจากตัวเลข Reference transaction per capita ก็จะเห็นว่า ทิศทางของการใช้บริการตอบคำถามช่วยการค้นคว้าของห้องสมุดนั้น อยู่ในช่วงขาลง ในการที่ขณะที่จำนวนการเข้าห้องสมุดต่อประชากร และจำนวนการยืมทรัพยากรต่อประชากรนั้นยังคงเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งแนวโน้มนี้ ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า ผู้ใช้เริ่มเอาใจออกห่างบริการตอบคำถามช่วยการค้นคว้าออกไปทุกที

1992 - 2005
แหล่งข้อมูล: National Center of Educational Statistics (NCES)

หากหันกลับมาในกรณีของไทย การถามตอบในชุมชนออนไลน์ทั่วไป ก็ทำให้เห็นแนวโน้มที่คนจะหันไปถามคำถามในกระทู้หรือแหล่งสารสนเทศอื่น ๆ มากขึ้น ยกตัวอย่าง Pantip.com ห้องห้องสมุด ก็จะเห็นคำถามเกี่ยวกับหนังสือ วรรณกรรม ที่เราเคยคิดว่า บรรณารักษ์น่าจะเป็นคนที่มีความเชี่ยวชาญด้านนี้มากที่สุดอยู่ในนั้น หรืออย่างในห้องไกลบ้าน กลุ่ม Graduate Student Lounge ก็มีกิจกรรมการขอบทความจากคนที่อยู่ในสถาบันที่มีทรัพยากรนั้น ๆ ซึ่งปรกติจะทำผ่านการยืมระหว่างห้องสมุด หรือบริการจัดส่งเอกสาร (ซึ่งแน่นอน เกินขอบเขตมาตรา 108 จากที่ได้กล่าวไว้ในกระทู้ที่แล้ว แต่ละเมิด Fair Use หรือไม่นั้น ก็คงต้องตีความอีกที แต่ก็หมิ่นเหม่เหมือนกัน) และแนวโน้มก็จะเกิดขึ้นเรื่อย ๆ

หนทางในการดำรงอยู่

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ผมเองก็ไม่ได้เห็นว่า งานบริการตอบคำถามช่วยการค้นคว้า จะหมดความสำคัญ หรือจะหายไป แน่นอนมันคงยังจะมีอยู่ อาจจะถูกลดบทบาทไป โดยเฉพาะในเมืองไทย ผมว่าบทบาทของการตอบคำถามถูกลดไปมาก เพราะดูเหมือนผู้ใช้ รุ่นใหม่ ๆ จะรู้จักเทคโนโลยีมากกว่าบรรณารักษ์เสียอีก ดังนั้น หนทางที่จะทำให้การบริการตอบคำถามช่วยการค้นคว้าในห้องสมุด ยังคงอยู่อย่างมีประโยชน์ และผู้ใช้ให้ความสำคัญ ก็คือ การที่เพิ่มขีดความสามารถในวิชาชีพ ไม่ว่าจะเป็นการเน้นการบริการในเชิงรุก โดยเฉพาะการปรับภาพลักษณ์จากการเป็นผู้รอคำถาม มาเป็น “ผู้สอน”

นอกจากนี้การรู้เท่าทัน ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมอันเกี่ยวเนื่องกับเทคโนโลยี ก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากจะรู้เท่าทันแล้ว ก็จะต้องเป็นกลุ่มผู้ริเริ่ม มากกว่าที่จะเป็นผู้ตาม โดยใช้ศักยภาพทางด้านเทคโนโลยีในการสร้างและผนึกกำลังเครือข่าย สร้างจุดขายของบริการ ไม่มีกฏข้อไหนที่บอกว่า บริการตอบคำถามช่วยการค้นคว้า เป็นการให้บริการแบบหนึ่งต่อหนึ่ง เพราะฉะนั้น บรรณารักษ์ก็สามารถใช้ความเป็นชุมชน เรียกศรัทธาคือจากประชาชนได้เช่นกัน

Tagged with: , ,

Copyสิทธิ์: Section 108 vs. มาตรา ๓๔

ห้องสมุดกับกฏหมายลิขสิทธิ์ เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงกันไม่ออก แต่ในทางปฏิบัติ ดูเหมือนว่า ผู้ปฏิบัติงานสารสนเทศ มีหลายคนที่ยังไม่รู้ว่า จะให้บริการอย่างไรเพื่อไม่ให้ละเมิดลิขสิทธิ์ ทำอย่างไรถึงเรียกว่าละเมิด ทำอย่างไรถึงไม่ละเมิด ปัญหาสำคัญของ ความไม่รู้ นอกจากจะอยู่ที่ตัวของผู้ปฏิบัติงานเอง ตัวบทกฏหมายและการตีความ ก็ไม่ได้ลงรายละเอียดมากนัก

ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตราที่เกี่ยวกับห้องสมุดตรง ๆ นั้นจะอยู่ในส่วนที่ ๖ ว่าด้วยข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ หลัก ๆ ก็จะอยู่ที่มาตรา ๓๔

มาตรา ๓๔ การทำซ้ำโดยบรรณารักษ์ของห้องสมุดซึ่งงานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ มิให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ หากการทำซ้ำนั้นมิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อหากำไร และได้ปฏิบัติตามมาตรา ๓๒ วรรคหนึ่ง ในกรณีดังต่อไปนี้

(๑) การทำซ้ำเพื่อใช้ในห้องสมุดหรือให้แก่ห้องสมุดอื่น
(๒) การทำซ้ำงานบางตอนตามสมควรให้แก่บุคคลอื่น เพื่อประโยชน์ในการ วิจัยหรือการศึกษา

ผมเองก็ไม่ใช่คนหัวหมอ หรือรู้เรื่องกฏหมายลิขสิทธิมากเท่าไหร่ แต่เมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มีการเผยแพร่รายงานฉบับหนึ่งของคณะทำงานพิเศษ ที่ตั้งขึ้นโดย US Copyright Office และห้องสมุดรัฐสภาอเมริกัน เพื่อหาแนวทางในการปรับปรุงตัวบทกฏหมาย ในมาตรา 108 ว่าด้วยการทำซ้ำโดยห้องสมุดและหอจดหมายเหตุ ของ Copyright Act  of 1976 โดยเฉพาะ (คล้าย ๆ กับมาตรา ๓๔ บ้านเรา แต่มีรายละเอียด ข้อปลีกย่อยมากกว่ามาก) ทำให้ต้องหันกลับมามองรายละเอียดของตัวบทกฏหมายมากขึ้น เลยทำให้เห็นว่า ช่องโหว่ของกฏหมายมันมีมากน้อยเพียงใด (อ่านต่อ…)